﻿_id	CONSULT_ID	SENATOR_CODE	SENATOR	CONSULT_TYPE	CONSULT_TITLE	CONSULT_DETAIL	RESULT	PARLIAMENT_SET	MEETING_TERM	MEETING_NO	MEETING_YEAR	MEETING_DATE
1	1254	53	นายธนชัย แซ่จึง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชน กรณีน้ำประปาในพื้นที่เทศบาลตำบลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ	เนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. 2543 กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ก่อตั้งสถานีสูบน้ำสำหรับเทศบาลเมืองคงเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ซึ่งเทศบาลตำบลเมืองคงมีประชากร จำนวน 3,000 ครัวเรือน และประชาชนบริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก ได้ใช้บริการน้ำประปาจากสถานีสูบน้ำดังกล่าว ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย ต่อมาเครื่องสูบน้ำเกิดการชำรุด ไม่สามารถผลิตน้ำประปาได้เพียงพอต่อความต้องการ เทศบาลเมืองคงจึงจัดทำหนังสือเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณสำหรับซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำไปยังกรมโยธาธิการและผังเมืองหลายฉบับ แต่ไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากเพราะไม่มีน้ำสะอาดสำหรับอุปโภค - บริโภค ดังนั้น จึงขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้พิจารณาสนับสนุนงบประมาณเพื่อการซ่อมแซม ปรับปรุงเครื่องสูบน้ำ ของสถานีสูบน้ำสำหรับผลิตน้ำประปา เทศบาลเมืองคง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้ประชาชนได้มีน้ำที่มีคุณภาพสำหรับอุปโภค - บริโภค โดยเร่งด่วน ก่อนเข้าสู่ฤดูแล้งในเดือนมีนาคม และเดือนเมษายน 2568	กระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
2	1253	132	นายวิรัตน์ ธรรมบํารุง	ความเดือดร้อนของประชาชน	การระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว	"เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ร้องเรียนว่า ได้รับความเดือดร้อนจากการระบาดของแมลงหนอนหัวดำมะพร้าว แมลงดำหนามมะพร้าว ด้วงแรดมะพร้าว และด้วงงวงมะพร้าว โดยเมื่อปี พ.ศ. 2557 - 2558 เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวทั่วประเทศเคยประสบปัญหาดังกล่าวมาแล้ว และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความช่วยเหลือโดยการจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดซื้อสารเคมีเพื่อกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าว โดยการให้เกษตร\nผู้ปลูกมะพร้าวทั่วประเทศ นำสารเคมีนั้นไปฉีดที่ลำต้นมะพร้าว\n 	ปัจจุบันการระบาดของแมลง 4 ชนิดข้างต้น ครอบคลุมพื้นที่ปลูกมะพร้าวในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตมะพร้าวเป็นอย่างมาก เพราะทำให้ได้ผลผลิตมะพร้าวลดลง มะพร้าวผลแก่ และมะพร้าวอ่อน มีราคาตกต่ำ หากปล่อยให้มีการระบาดยาวนาน แมลงดังกล่าวสามารถระบาดไปยังต้นปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพืชอุตสาหกรรมของภาคใต้ และพืชเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งรัดจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวโดยเร่งด่วน รวมทั้งหาวิธีกำจัดแมลงที่เป็นศัตรูพืชของมะพร้าว และแนวทางป้องกันไม่ให้มีการระบาดไปยังพื้นที่อื่นต่อไป"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
3	1252	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	วงงานรัฐสภา	ขอให้รัฐสภาจัดทำป้ายบอกทาง ป้ายหน้าห้องประชุม และป้ายสัญลักษณ์ต่าง ๆ  ที่ได้มาตรฐาน	"อาคารรัฐสภามีชื่อเรียกว่า สัปปายะสภาสถาน แปลว่า สภาแห่งความสงบ ร่มเย็น และปัญญา เป็นอาคารรัฐสภาที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นสถานที่ราชการที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากอาคารที่ทำการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา โดยอาคารรัฐสภาได้เปิดทำการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 นับถึงปัจจุบันเป็น ระยะเวลา 3 ปี 7 เดือน แต่สมาชิกรัฐสภากลับได้รับความเดือดร้อนจากการใช้พื้นที่ภายในอาคาร ซึ่งไม่มีการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ให้เหมาะสมต่อการใช้งาน และเกิดการชำรุด ทรุดโทรมภายในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ ปัญหาที่สมาชิกรัฐสภา และประชาชนผู้มาติดต่อราชการหรือร้องทุกข์ มักประสบปัญหาคือ ป้ายบอกทางภายในอาคารรัฐสภาที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 120 ไร่ มีขนาดพื้นที่ใช้สอย 428,000 ตารางเมตร มีอาคารเชื่อมต่อกันหลายอาคาร แต่กลับไม่มีป้ายบอกทางที่เป็นมาตรฐานแต่อย่างใด ส่งผลให้สมาชิกรัฐสภา บุคคลภายนอกที่เข้ามาติดต่อราชการ ประชุมชี้แจง หรือมาร้องทุกข์ รวมถึงนักเรียน นักศึกษาที่เข้ามาเยี่ยมชมสถานที่ ต้องประสบปัญหา ความยากลำบากในการค้นหาห้องประชุมกรรมาธิการ ห้องรับประทานอาหาร และสถานที่ต่าง ๆ \nภายในอาคารรัฐสภา หลายครั้งที่ต้องสอบถามเส้นทางการเดินภายในอาคารจากพนักงานทำความสะอาด และพนักงานรักษาความปลอดภัย ซึ่งปัญหาของป้ายบอกทางที่ไม่ได้มาตรฐาน มีดังนี้\n	1)	เลขกำกับห้องประชุมกรรมาธิการไม่ชัดเจน มีการนำกระดาษ A4 มาพิมพ์ติดไว้\nเป็นการชั่วคราว\n 	2)	การกำหนดหมายเลขกำกับห้องประชุมกรรมาธิการไม่เป็นระบบ โดยบางห้องมีพยัญชนะนำหน้าตัวเลข และบางห้องมีเพียงตัวเลขเท่านั้น สร้างความสับสนเป็นอย่างยิ่ง\n 	3)	เมื่อออกจากลิฟท์ บางโซนไม่พบป้ายกำกับบอกทาง จึงทำให้เกิดความสับสน\nว่าจะเริ่มต้นที่ทิศทางใด จึงใช้ระยะเวลาในการเดินหาห้องประชุมกรรมาธิการเป็นเวลานาน\n	4)	บริเวณลานจอดรถมีการใช้แผ่นป้ายแบบชั่วคราว (ไวนิล) และไม่ทั่วถึง ไม่มีการแสดงป้ายบอกทางเข้า - ออกที่ชัดเจน และเป็นมาตรฐาน\n 	ดังนั้น จึงขอให้รัฐสภาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการจัดทำป้ายบอกทาง\nไปห้องประชุมกรรมาธิการ ป้ายกำกับหมายเลขประจำห้องประชุมกรรมาธิการ ป้ายบอกทางเข้า - ออกอาคาร ป้ายบอกเส้นทางเดินรถ ป้ายกำกับหมายเลขเสาที่จอดรถ และป้ายแสดงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ภายในพื้นที่อาคารรัฐสภาให้มีความเป็นมาตรฐาน ง่ายต่อการมองเห็น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกรัฐสภา บุคลากรภายนอกที่เข้ามาติดต่อราชการ ประชุมชี้แจง หรือมาร้องทุกข์ รวมถึงนักเรียน นักศึกษาที่เข้ามาเยี่ยมชมต่อไป"	ประธานรัฐสภา	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
4	1251	46	นายเดชา นุตาลัย	นโยบายของรัฐบาล	การติดตั้งสัญญาณไฟจราจรบนทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 3312 บริเวณ ทางแยกเข้าซอยลำลูกกา 196	เนื่องจากบริเวณจุดตัดระหว่างซอยลำลูกกา ๑๙๖ กับทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๓๓๑๒ มีระยะทางห่างจากโรงพยาบาลลำลูกกา ประมาณ ๔๐๐ เมตร และซอยลำลูกกา ๑๙๖ เป็นถนนหลัก\nสำหรับเดินทางไปยังตลาดลำไทร ลำลูกกาคลองสิบสอง และตลาดเก่า ๑๐๐ ปี คลองสิบสองหกวา \nซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีชุมชนและรถยนต์สัญจรเป็นจำนวนมาก แต่บริเวณดังกล่าวยังไม่มีการติดตั้งสัญญาณไฟจราจร ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเมื่อ ๘ เดือนก่อนหน้านี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้สนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่งล้านกว่าบาทให้กับกรมทางหลวง \nเพื่อดำเนินการติดตั้งสัญญาณไฟจราจรบริเวณดังกล่าว แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้กรมทางหลวงเร่งรัดดำเนินการติดตั้งสัญญาณไฟจราจรบริเวณดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว \nเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทาง และลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
5	1250	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล พ.ศ. 2567	เนื่องจากรัฐบาลได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ภายใต้แนวคิด “สู้ให้สุด หยุดการโกง” เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๗ โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงเจตนารมณ์ของผู้นำทางการเมือง และทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการทุจริต พร้อมให้สังคมไม่ทนต่อการทุจริตและยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ แม้จะสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยได้ให้ความร่วมมือกับประชาคมโลกในการต่อต้านการทุจริต ภายใต้ภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. ๒๐๐๓ แต่ปัญหาการทุจริตในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมถึงการทำลายความเชื่อมั่น ของนักลงทุนเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคม และสูญเสียทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริตของประเทศไทยนั้น แม้จะดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร หากรัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ จะช่วยยกระดับการแก้ไขปัญหาและสร้างความตระหนักในทุกภาคส่วน ให้มีความต่อเนื่องของนโยบาย ให้ความสำคัญกับโครงการต่อต้านคอร์รัปชัน วางเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ คือ เป้าหมายระยะสั้น จะเป็นการเพิ่มคะแนนการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยให้สูงขึ้น ๕ อันดับ ภายในระยะเวลา ๒ ปี เป้าหมายระยะกลาง เป็นการลดปัญหาการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐร้อยละ ๕๐ และเป้าหมายระยะยาว เป็นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่โปร่งใสในหน่วยงานรัฐทุกระดับเร่งรัดการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการทุจริต เช่น ร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการฟ้องคดีปิดปากในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบ เป็นต้น ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการต่อต้านการทุจริต โดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ดำเนินการผลักดันกฎหมายให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริต และทำให้สถานการณ์การทุจริตลดลง รวมถึงมีระดับค่าดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยดีขึ้น\n	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
6	1249	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาน้ำท่วมที่ดินทำกินของประชาชนหมู่บ้านวังปลัด ตำบลทับทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์	"เนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้มีโครงการก่อสร้างฝายกักเก็บน้ำในพื้นที่หมู่บ้านวังปลัด ตำบลทับทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ใช้งบประมาณก่อสร้างจำนวน ๑๔ ล้านบาท ปัจจุบันมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแล บำรุงรักษา โดยมีประชาชน จำนวนมากกว่า ๓๐ คน ได้รับความเดือดร้อนจากการก่อสร้างฝายดังกล่าว เนื่องจากพื้นที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมที่ดิน จำนวนมากกว่า ๓๐๐ ไร่ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข จากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงเวลาขณะนั้น ได้มีการนำกระดาษเปล่ามาให้ประชาชนลงลายมือชื่อ เพื่อให้ความยินยอมการก่อสร้างฝายกักเก็บน้ำดังกล่าว\n 	ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ ได้มีการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหา\nของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสานและสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน ครั้งที่ ๑/๒๕๖๗ โดยมีนายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในที่ประชุม ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งรัดแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากการก่อสร้างฝายกักเก็บน้ำในพื้นที่หมู่บ้านวังปลัด \nตำบลทับทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ โดยเร็ว"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
7	1248	33	นายชาญวิศว์ บรรจงการ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การบุกรุกและทำลายป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดพังงา	"คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่จังหวัดพังงา เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เกิดเหตุการณ์หินถล่มทับรถแบคโฮในพื้นที่ซอยบ่อขยะเทศบาลตำบลบางเตย หมู่ที่ ๓ ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา มีผู้เสียชีวิตเป็นคนขับรถแบคโฮ จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า คนขับรถแบคโฮได้นำรถมาล้างในบริเวณใกล้เคียง และขณะนำรถกลับไปยังบ่อขยะของเทศบาลฯ ได้เกิดเหตุการณ์หินบนภูเขาถล่มลงมา และจากการตรวจสอบพื้นที่พบว่า บริเวณด้านบนของภูเขามีร่องรอยการใช้เครื่องจักรขุดตักหินออกนอกพื้นที่เป็นประจำอย่างชัดเจน เมื่อตรวจสอบไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพังงา ไม่พบว่ามีการขออนุญาตทำเหมืองหินแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงาน\nที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้\n 	๑) ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังนี้\n 		๑.๑)	ได้มีการอนุญาตบุคคล หรือหน่วยงานใด เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใกล้เคียงซอยบ่อขยะเทศบาลตำบลบางเตย หมู่ที่ ๓ ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา หรือไม่\n 		๑.๒)	ได้มีการขออนุญาตใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าว เพื่อเป็นบ่อขยะอย่างถูกต้องหรือไม่\n 		๑.๓)	ได้มีการขออนุญาตการก่อสร้างถนนทางเข้าบ่อขยะอย่างถูกต้องหรือไม่\n 	๒) ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจสอบว่าได้มีการให้สัมปทานการทำเหมืองหินบริเวณใกล้เคียงซอยบ่อขยะเทศบาลตำบลบางเตย หมู่ที่ ๓ ตำบลบางเตย อำเภอเมือง จังหวัดพังงา หรือไม่\n 	๓) ขอให้กระทรวงมหาดไทย กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันตรวจสอบ ควบคุม และเร่งปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่\n	๔) ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินคดีดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม \nและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
8	1247	189	นายอลงกต วรกี	นโยบายของรัฐบาล	บันทึกความเข้าใจ ไทย - กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป หรือ “MOU 2544”	เนื่องจากเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๔ มีบันทึกความเข้าใจ ไทย - กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป หรือ “MOU 2544” ที่ประเทศไทยลงนามร่วมกับประเทศกัมพูชา \nซึ่งรัฐบาลมิเคยนำ MOU 2544 มาขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ รวมทั้งไม่เคยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย MOU 2544 ว่าจะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่ อย่างไร อนึ่ง เมื่อพิจารณาจากแผนที่ทางทะเล จะเห็นว่าการลากเส้นแบ่งทะเลอาณาเขตระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย ตาม MOU 2544” ได้มาถึงพื้นที่บริเวณเกาะกูด จังหวัดตราดของประเทศไทย ซึ่งข้อเท็จจริง การลากเส้นแบ่งอาณาเขตทะเล ควรได้รับการพิจารณาโดยไม่ควร\nเข้ามาถึงบริเวณเกาะกูด ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ \nและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ดำเนินการตรวจสอบและพิจารณายกเลิกบันทึกความเข้าใจ ไทย - กัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลในไหล่ทวีป หรือ “MOU 2544” โดยเร็ว\n	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
9	1246	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนเกาะเต่า	"เนื่องจากประชาชนในพื้นที่เกาะเต่าได้รับความเดือดร้อนจากการที่กรมธนารักษ์ประกาศขึ้นทะเบียนเกาะเต่าทั้งเกาะเป็นที่ราชพัสดุ ทำให้เกิดการทับซ้อนกับพื้นที่ที่ประชาชนได้เข้ามาอยู่อาศัย ครอบครองทำประโยชน์ก่อนที่จะมีการก่อสร้างเรือนจำ โดยประชาชนได้รับผลกระทบ ดังนี้\n 	๑)	เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ กรมราชทัณฑ์ได้มีการใช้พื้นที่เกาะเต่า จำนวน ๒๕ ไร่ สำหรับการก่อสร้างเรือนจำเพื่อคุมขังนักโทษทางการเมือง แต่ได้มีการขึ้นทะเบียนเกาะเต่าเป็นที่ราชพัสดุ \nเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๘ มีอาณาเขตจรดทะเลทุกด้าน มีรายการสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในราชการ\nของกรมราชทัณฑ์ จำนวน ๒๐ รายการ ประกอบด้วย เรือนจำ เรือนขัง โรงเลี้ยงอาหาร และที่พักพัศดี แต่ปัจจุบันกรมธนารักษ์ ได้มีการเรียกเก็บค่าเช่าจากประชาชนที่อาศัยอยู่บนเกาะเต่าในอัตราสูง \nสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่เกาะเต่าจำนวนมาก\n 	๒)	เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ ประมวลกฎหมายที่ดินเริ่มใช้บังคับ โดยให้ผู้ที่ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินไปขึ้นทะเบียนสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.๑) ภายใน ๑๘๐ วัน \nแต่ประชาชนไม่สามารถแจ้งสิทธิการครอบครองได้ เพราะนายอำเภอเกาะสมุยในขณะนั้น ในฐานะตัวแทนกระทรวงการคลัง ได้แจ้งการครอบครองที่ดินบริเวณเกาะเต่า ตามแบบแจ้งการครอบครอง จำนวน ๑๕,๐๐๐ ไร่ \nซึ่งเกินกว่า ๒๕ ไร่ ตามที่กรมราชทัณฑ์ครอบครอง จึงทำให้ปัจจุบันประชาชนไม่สามารถแจ้งสิทธิครอบครองที่ดินได้ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เกาะเต่าเสียสิทธิประโยชน์หลายประการ\n	๓)	การที่กรมธนารักษ์ได้อ้างสิทธิการครอบครองพื้นที่เกาะเต่าทั้งเกาะ และกำหนด\nให้การขออนุญาตก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง ประชาชนต้องมีเอกสารการเช่าพื้นที่จากกรมธนารักษ์เท่านั้น\nเทศบาลจึงสามารถอนุญาตได้ ถือเป็นการบังคับให้ประชาชนที่อยู่อาศัยมาก่อนต้องเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ ซึ่งมีค่าเช่าที่ดิน และการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้เช่า ในอัตราที่สูง แต่ไม่ปรากฏว่ากรมธนารักษ์ได้จัดสรรรายได้ให้กับการพัฒนาท้องถิ่นแต่อย่างใด ในขณะที่กฎหมายว่าด้วยที่ดิน จะมีการกำหนดให้รัฐจัดสรร\nเงินรายได้แผ่นดินบางส่วนให้แก่ส่วนท้องถิ่นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่นต่อไป\n 	๔)เกาะหางเต่าหรือเกาะนางยวน ซึ่งเป็นเกาะที่เกิดขึ้นใหม่ โดยทางกายภาพไม่มีพื้นที่ติดกับเกาะเต่าถือว่าเป็นคนละเกาะกับเกาะเต่า แต่กรมราชทัณฑ์อ้างว่าเกาะดังกล่าวเป็นเกาะที่เกิดขึ้นใหม่  และได้ขอให้กรมธนารักษ์ขึ้นทะเบียนพร้อมกับเกาะเต่า โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่ากรมราชทัณฑ์\nได้มีการใช้พื้นที่บริเวณเกาะดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น การขึ้นทะเบียนเกาะหางเต่าหรือเกาะนางยวน \nจึงไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี เกาะหางเต่าหรือเกาะนางยวน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันกรมธนารักษ์ ได้ให้นายทุนเช่าพื้นที่ทั้งเกาะ และนายทุนได้นำพื้นที่ไปเช่าช่วงเพื่อหารายได้\nในอัตราที่สูง ซึ่งพื้นที่ชายหาดหรือหาดทรายควรเป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน \nแต่นายทุนผู้เช่าพื้นที่กลับนำไปใช้หาประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งส่งผลเสียต่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง\n 	จากกรณีปัญหาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า กรมธนารักษ์ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ\nได้ใช้อำนาจโดยมิได้คำนึงถึงสิทธิ และความเดือดร้อนของประชาชน ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงการคลัง\nได้พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน และขอให้คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วม\nของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา คณะกรรมาธิการ\nการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในพื้นที่เกาะเต่า เพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาในทำนองเดียวกัน\nให้แก่ประชาชนในพื้นที่อื่นต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม และประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
10	1245	6	นายกัมพล ทองชิว	ความเดือดร้อนของประชาชน	ภัยพิบัติของเกษตรกระสวนมะพร้าว	"เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และพื้นที่ใกล้เคียง ว่ามะพร้าวน้ำหอมมีผลลีบ ผลทุย และแคระแกร็น เมื่อผ่าดูด้านในจะไม่มีกะลา ไม่มีน้ำ ไม่มีเนื้อ พบแต่เปลือกทั้งลูก ปัญหาดังกล่าวดำเนินมาเป็นเวลากว่า ๖ เดือน และคาดว่าจะยังคงเผชิญปัญหาต่อไปอีก ๖ - ๘ เดือน โดยการปลูกมะพร้าวน้ำหอม ๑ รอบ จะใช้เวลา ๒๐ - ๒๕ วัน ในอดีต เกษตรกรสามารถได้รับผลผลิตมะพร้าวในระยะเวลา ๑ รอบ จำนวน ๑๐,๐๐๐ ลูกต่อสวน แต่ปัจจุบัน \nในระยะเวลา ๑ รอบ เกษตรกรจะได้รับผลผลิตมะพร้าว จำนวนน้อยกว่า ๑,๐๐๐ ลูกต่อสวน (เสียหายร้อยละ ๙๐) ซึ่งปัญหาดังกล่าว ครอบคลุมพื้นที่จำนวนมากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ อาทิ อำเภอบ้านแพ้ว \nจังหวัดสมุทรสาคร อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นต้น นับได้ว่า\nเป็นภัยพิบัติร้ายแรง เพราะอาจส่งผลเสียหายเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไปยังต่างประเทศ โดยในปี ๒๕๖๖ ประเทศไทยได้ส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไปยังประเทศจีน จำนวน ๔๓๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ\nนอกจากนี้...\n	นอกจากนี้ ได้ปรึกษากับอาจารย์ประจำภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ที่ทำการศึกษาค้นคว้า และวิจัยเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว พบว่า สาเหตุของปัญหาอาจเกิดจากภูมิอากาศร้อน แต่ยังขาดเงินทุนสำหรับการทำวิจัย ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ดังนี้\n 	๑)	ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาแก่เกษตรกร\nผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาดังกล่าว\n 	๒)	ขอให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนงบประมาณเพื่อการวิจัย ให้แก่ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยด่วน\n	๓)	ขอให้กรมวิชาการเกษตร ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน สำหรับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวโดยด่วน"	นายกรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
11	1244	59	นายนพดล พริ้งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ท่าเทียบเรือน้ำลึกอำเภอดอนสัก	"ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก (แหลมทวด) จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสะพานท่าเทียบเรือที่ทอดลงสู่อ่าวไทย ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๔๙ ด้วยวงเงินงบประมาณ ๒๘๙.๙๕ ล้านบาท \\nมีความยาวหน้าท่า ๔๒ เมตร กว้าง ๒๒ เมตร ท่าจอดเรือห่างจากฝั่ง ๔๗๐ เมตร ความลึกของน้ำ \\n๓ - ๗ เมตร เรือขนาดใหญ่ที่สุดที่สามารถเข้าเทียบท่าได้ กินน้ำลึก ๖ - ๗ เมตร และมีช่องทางเดินรถ \\n๒ ช่องจราจร ความกว้างช่องจราจรละ ๓.๕ เมตร โดยท่าเทียบเรือแห่งนี้สามารถจอดเรือขนส่งน้ำมัน เรือตรวจการทางทะเล และเรือท่องเที่ยว ซึ่งจากการศึกษาเปรียบเทียบเส้นทาง และระยะทาง \\nระหว่างการขนส่งทางบก และการขนส่งทางน้ำ พบว่า ประโยชน์ของการขนส่งทางเรือ มีดังนี้ ๑) ลดต้นทุนการขนส่งทางบก และเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางน้ำที่มีต้นทุนต่ำกว่า ๒) เชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างภาคตะวันออก (EEC) กับภาคใต้ (SEC) และส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาค และ ๓) เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่\\n 	ปัจจุบัน สภาพปัญหาของท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก (แหลมทวด) มีดังนี้ \\n๑) ร่องน้ำตื้นเขิน มีความลึกไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่ได้ และ ๒) ความยาวหน้าท่า ไม่เพียงพอต่อการรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ โดยปัจจุบัน ท่าเทียบเรือดังกล่าวอยู่ระหว่างการปรับปรุง และได้มีการดำเนินโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ดอนสัก (แหลมทวด) แห่งที่ ๒ ดังนั้น \\nจึงขอให้กรมเจ้าท่าดำเนินการแก้ไขปัญหาความตื้นเขินโดยขุดร่องน้ำบริเวณท่าเทียบเรือให้มีความลึกเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สามารถรองรับการจอดเทียบท่าของเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
12	1243	28	นายชวพล วัฒนพรมงคล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาผลมะพร้าวลีบทุยจากภูมิอากาศ	"ปรึกษาหารือ จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้\n 	๑)	เรื่อง ปัญหามะพร้าวมีผลลีบ ผลทุย จากปัญหาสภาพภูมิอากาศ\n 		เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียง ประสบปัญหามะพร้าวมีผลลีบ ผลทุย แคระแกร็น \nเมื่อผ่าดูด้านในจะไม่มีกะลา ไม่มีน้ำ ไม่มีเนื้อ มีแต่เปลือก เกษตรกรไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ ส่งผลให้ผลผลิตมะพร้าวลดลงและมีราคาสูงขึ้น ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการส่งออกมะพร้าว โดยสาเหตุประการหนึ่ง อาจมาจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดำเนินการศึกษาวิจัย และพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว\n 	กรณีข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเห็นสมควรส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณา\n 	๒)	เรื่อง การขุดลอกคลองบางหญ้าในเขตเทศบาลนครสมุทรสาคร\n 		เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน เกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่\nชุมชนคลองบางหญ้า เทศบาลนครสมุทรสาคร และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีสาเหตุจากปริมาณน้ำฝน \nและน้ำทะเลหนุน ประกอบกับคลองบางหญ้ามีสภาพตื้นเขิน มีสิ่งปฏิกูลและเศษขยะจำนวนมาก รวมทั้งมีวัชพืชปกคลุม เพราะไม่มีการขุดลอกมานาน ส่งผลให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า เป็นเหตุให้น้ำท่วมขังในพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้น จึงขอให้จังหวัดสมุทรสาคร และเทศบาลนครสมุทรสาคร พิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวโดยเร็ว"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
13	1242	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	นโยบายของรัฐบาล	แรงงานต่างด้าวประกอบอาชีพสงวน	เนื่องจากปัจจุบันพบปัญหาแรงงานต่างด้าวเปิดแผงค้าขาย เปิดร้านขายของ และนายทุนจีนเปิดร้านนวด - สปา โดยจ้างต่างด้าวมาทำงานนวด และไม่มีการจ้างคนไทยเป็นพนักงาน ในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร เช่น ตลาดโบ๊เบ๊ ตลาดประตูน้ำ บริเวณโดยรอบอาคารใบหยก โรงแรมอินทรา ถนนเยาวราช และตลาดห้วยขวาง รวมทั้งการขับรถจักรยานยนต์รับจ้างขนส่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพสงวนของคนไทยทั้งสิ้น ส่งผลให้สภาวะเศรษฐกิจของคนไทยถดถอย เพราะเงินจะไปเข้ากระเป๋าทุนต่างชาติ ดังนั้น จึงขอให้กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้พิจารณาตรวจสอบ โดยเร่งด่วน และขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการปราบปราม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด	กระทรวงแรงงาน และนายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
14	1240	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	วงงานรัฐสภา	สุขอนามัยความปลอดภัยในรัฐสภา	"เนื่องจากอาคารรัฐสภาเป็นสถานที่ทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ มีความใหญ่โต และงดงาม แต่เมื่อเข้ามาภายในอาคารแล้วพบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับด้านสุขอนามัย และความปลอดภัยที่ก่อให้เกิดปัญหากับสมาชิกรัฐสภา บุคลากร และประชาชนที่มาติดต่อราชการและเยี่ยมชมสถานที่ ดังนี้\\\\\\\\n 	๑)	พบซากสัตว์ (หนู) อยู่ในบ่อน้ำ (สระมรกต) และมีสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง\\\\\\\\nได้ยินเสียงหนูวิ่งบนฝ้าเพดานห้องทำงาน และบริเวณลานจอดรถ หากยังปล่อยให้มีหนูหรือสัตว์พาหะ ย่อมส่งผลต่อสุขอนามัยของคนที่ทำงานภายในอาคาร\\\\\\\\n 	๒)	บริเวณชั้น ๑๑ ของอาคารรัฐสภามีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นไม้ แต่ไม่มีการติดตั้งหัวกระจายน้ำอัตโนมัติสำหรับดับเพลิง (Sprinkler) หรือระบบป้องกันอัคคีภัย\\\\\\\\n 	๓)	บริเวณทางเดินเข้าห้องอาหารฝั่งสภาผู้แทนราษฎร พบเห็นสายไฟจำนวนมาก\\\\\\\\nมัดวางอยู่บนพื้นทางเดิน อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ที่ใช้ทางซึ่งมีจำนวนมาก\\\\\\\\n 	๔)	บริเวณลานกีฬา ชั้น ๕ ระบบระบายความร้อน (Cooling System) เกิดปัญหา\\\\\\\\nน้ำท่วมขังเป็นประจำ ซึ่งยังไม่มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม\\\\\\\\n 	๕)	ถังดับเพลิงภายในอาคารบางแห่งไม่มีการตรวจสภาพ และพบว่ามีการตรวจสอบ\\\\\\\\nครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๕\\\\\\\\n 	๖)	มีน้ำรั่วบริเวณอาคารจอดรถชั้นบี ๒\\\\\\\\n 	๗)	บริเวณทางหนีไฟแสงสว่างไม่เพียงพอ กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ต้องอพยพคนจำนวนมาก อาจเกิดอันตรายได้\\\\\\\\n 	๘)	บริเวณโดยรอบสระมรกตไม่มีการป้องกันที่ดีเพียงพอ จึงมีเจ้าหน้าที่และประชาชนเดินตกน้ำเป็นจำนวนมาก\\\\\\\\n 	ข้อมูลดังกล่าวข้างต้น มีการดำเนินการตรวจสอบโดยสมาคมผู้ตรวจสอบอาคาร \\\\\\\\nตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับแก้ไขให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย และถูกสุขลักษณะ\\\\\\\\n	ทั้งนี้ บริษัทผู้ก่อสร้างได้ส่งมอบงานก่อสร้าง ร้อยละ ๑๐๐ ตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๖ มีการลงนามรับงานเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๗ และกำลังจะหมดการรับประกันในปี พ.ศ. ๒๕๖๘"	ประธานรัฐสภา	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	2	2567	2024-12-17T00:00:00
15	1239	146	นายเศรณี อนิลบล	นโยบายของรัฐบาล	โครงการโคแสนล้าน	"เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๖๗ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการ “โคแสนล้าน” นำร่อง กรอบวงเงินสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) จำนวน ๕,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนอัตราดอกเบี้ยและรายละเอียดอื่นที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามมติคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ในคราวประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๖๗ เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๗ โดยรัฐชดเชยต้นทุนทางการเงินให้กับ ธ.ก.ส. ในระยะเวลา ๒ ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๔.๕ ต่อปี และให้ ธ.ก.ส. เป็นหน่วยงานตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดเชยอัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น จำนวน ๔๕๐ ล้านบาท (ปีละ ๒๒๕ ล้านบาท) ตามที่คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เสนอ โดยรองนายกรัฐมนตรี \\n(นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) ประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ในขณะนั้น เป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ และต่อมา รองนายกรัฐมนตรี (นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง) ประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ คนปัจจุบัน เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการ ซึ่งโครงการดังกล่าว\\nมีความสำคัญต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเป็นอย่างมาก\\n		สาระสำคัญของโครงการ คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เป็นผู้รับผิดชอบปล่อยสินเชื่อให้แก่สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่มีประวัติดีในการกู้เงิน\\nและชำระเงิน โดยเคยกู้เงิน ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน หรือธนาคารอื่น ๆ แล้วชำระหนี้ได้ สามารถเข้าถึง\\n\\n\\nโอกาส ...\\n-๑๑-\\n\\nโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านอาชีพการเลี้ยงโคคุณภาพสูง โดยให้มีสิทธิกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงโค จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ครัวเรือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๔.๕ ต่อปี เพื่อนำไป\\nซื้อโคสายพันธุ์ที่กรมปศุสัตว์ให้การส่งเสริม ได้แก่ พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ผสม และพันธุ์แท้ เป็นโคสาว หรือ\\nโคตั้งท้อง มีอายุระหว่าง ๑๘ เดือนขึ้นไป ไม่เกิน ๓ ปี และปลอดโรค จำนวน ๒ ตัวขึ้นไป เพื่อเป็น\\nโคแม่พันธุ์ รวมถึงเงินสำหรับขุนโค และการแปรรูป ระยะเวลาดำเนินโครงการ ๕ ปี โดยใน ๒ ปีแรก \\nรัฐชดเชยดอกเบี้ย ร้อยละ ๔.๕ หลังจากนั้น กองทุนหมู่บ้านฯ จะชำระดอกเบี้ย ร้อยละ ๔.๕ ตั้งแต่ปีที่ ๓ - ๕ และชำระเงินต้นในปีที่ ๔ - ๕ ปีละ ๒๕,๐๐๐ บาท ที่ผ่านมา การดำเนินโครงการค่อนข้างล่าช้า ขณะนี้ \\nอยู่ระหว่างยกร่างประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการ รวมถึงคู่มือการปฏิบัติงานปล่อยสินเชื่อ ภายใต้ความร่วมมือของ ๓ หน่วยงานหลัก ประกอบด้วย (๑) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (๒) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และ (๓) กรมปศุสัตว์ โดยในเบื้องต้น กำหนดให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านฯ ยื่นเอกสารขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๘ จากนั้น ธ.ก.ส. จะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อและทำสัญญา\\nภายในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๖๘ ประกอบกับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ขณะนี้ เหลือระยะเวลาเพียง ๓ เดือน ซึ่งคาดว่าอาจไม่บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น ขอให้รองนายกรัฐมนตรี (นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง) พิจารณาขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการ “โคแสนล้าน” นำร่อง เพื่อเกษตรกรได้รับประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างแท้จริง"	รองนายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	5	2567	2025-01-07T00:00:00
16	1238	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหานามบัตรเงินกู้นอกระบบ	จากในปัจจุบัน กลุ่มเงินกู้นอกระบบได้ใช้วิธีการเชิญชวนให้กู้ยืมเงินนอกระบบ โดยการขี่รถจักรยานยนต์นำนามบัตรเชิญชวนฯ โปรยลงบนท้องถนนและบริเวณหน้าประตูรั้วบ้านของ\nประชาชน ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดปัญหาขยะในพื้นที่แล้ว ยังเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนรำคาญ\nเป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาเงินกู้นอกระบบเป็นที่มาของการทวงเงินลูกหนี้เงินกู้นอกระบบ โดยใช้การข่มขู่และใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน \nปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดภาระงานที่เกินสมควรแก่เจ้าหน้าที่รักษา\nความสะอาด รวมถึงเจ้าหน้าที่เทศกิจที่พบเห็น ต้องเก็บกวาดเศษขยะนามบัตรเหล่านั้น เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมาย เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า \n“การโฆษณาด้วยการปิด ทิ้ง หรือโปรยแผ่นประกาศหรือใบปลิวในที่สาธารณะ จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับหนังสืออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสืออนุญาตด้วย” โดยผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง \nต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ตามมาตรา ๕๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกวดขันการบังคับใช้พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ อย่างจริงจัง เพื่อให้กำจัดขยะจากนามบัตรและใบปลิวจากกลุ่มเงินกู้\nนอกระบบให้หมดไปจากสังคมไทย และลดปัญหาการกู้เงินนอกระบบที่ส่งผลต่อปัญหาสังคมอื่น ๆ ต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	5	2567	2025-01-07T00:00:00
17	1237	59	นายนพดล พริ้งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง	"จากประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ ๗ ชุมชนบ้านปากดอนสัก ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง โดยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ตั้งของโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นการกัดเซาะชายฝั่ง ระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ ซึ่งในปัจจุบันตลิ่งบริเวณชายหาดได้รับความเสียหายและมีสภาพทรุดโทรมจากการกัดเซาะของน้ำทะเล ทำให้น้ำทะเลไหลเข้าท่วมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย รวมทั้งโรงเรียนบ้านปากดอนสัก ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ซึ่งในเบื้องต้น ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมแรงร่วมใจนำไม้ และกระสอบปุ๋ยบรรจุดินเหนียว ซึ่งเป็นวัสดุที่ชาวบ้านหาได้ในพื้นที่ ซ่อมแซมกำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะ ที่ผ่านมา ภาครัฐได้มีการดำเนินโครงการประเมินผลและติดตามผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ระยะที่ ๓ พื้นที่ชายฝั่งบริเวณบ้านปากดอนสัก ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีการประชุมประชาสัมพันธ์โครงการ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ แต่จวบจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า โดยพื้นที่นี้เป็นสถานที่ก่อสร้างสนามบินดอนสัก เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของ\nจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบและศึกษาความเป็นไปได้ \n		ดังนั้น จึงขอเสนอข้อมูลปัญหา อุปสรรค แนวทางการแก้ไข และข้อควรระวัง ไปยัง\nกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหา ดังนี้ \n		(๑) ปัญหาและอุปสรรค ประกอบด้วย (๑.๑) ปัญหาน้ำท่วมหมู่ที่ ๗ ชุมชนบ้านปากดอนสัก ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณโรงเรียนบ้านปากดอนสัก (๑.๒) ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง เป็นเหตุให้เสียแผ่นดินเนื่องจากการถูกน้ำทะเลกัดเซาะ ทำให้ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัย ซึ่งสภาพปัญหาคล้ายกับที่เกิดขึ้นที่เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และ (๑.๓) ทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ \n		(๒) แนวทางการแก้ไข ควรเร่งสร้างเขื่อนป้องกันน้ำทะเลกัดเซาะตลอดแนวด้วยวิธีการ\nที่เหมาะสมและยั่งยืน\n		(๓) ข้อควรระวัง การสร้างเขื่อนป้องกันน้ำทะเลกัดเซาะ ควรคำนึงถึงการระบายน้ำ เนื่องจากในช่วงฝนตกชุกซึ่งมีปริมาณน้ำฝนมาก หากไม่มีการวางแผนการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ \nอาจทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	5	2567	2025-01-07T00:00:00
18	1236	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	การพังเสียหายของสะพานข้ามคลองลำพะอง เขตลาดกระบัง	จากประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตลาดกระบัง ซอยวัดลำพะอง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร มีสภาพพื้นที่เป็นเกาะ ในพื้นที่ประมาณ ๓๐๐ ไร่ มีประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ ๓๐ ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรประกอบอาชีพทำนา ซึ่งการเข้าออกของรถเกี่ยวข้าวต้องใช้สะพานข้ามคลองลำพะอง เป็นเส้นทางสัญจรระหว่างเขตลาดกระบังและเขตหนองจอกของกรุงเทพมหานคร สะพานข้ามคลองลำพะองเป็นสะพานไม้ มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เป็นเหตุให้การสัญจรผ่านสะพานดังกล่าวเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประชาชนผู้ใช้สะพานเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ รถบรรทุกข้าวไม่สามารถข้ามผ่านได้ เกษตรกรต้องว่าจ้างรถสี่ล้อลากบรรทุกข้าวจากฝั่งหนึ่งข้ามสะพานข้ามคลอง\nลำพะองเพื่อไปขนถ่ายใส่รถบรรทุกข้าวที่จอดรออยู่อีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งการขนถ่ายข้าวจะมีฝุ่นละอองฟุ้งกระจายก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่อาศัยโดยรอบ ดังนั้น ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กรุงเทพมหานคร พิจารณาดำเนินการปรับปรุงสะพานข้ามคลองลำพะอง โดยออกแบบก่อสร้าง\nเป็นสะพานคอนกรีตที่มีความแข็งแรง อย่างไรก็ตาม หากกรุงเทพมหานครหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแล้วเห็นว่าสมควรอนุรักษ์รักษาสะพานข้ามคลองลำพะอง เพื่อประโยชน์ทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ขอให้ดำเนินการซ่อมแซมสะพานข้ามคลองลำพะองให้มีความมั่นคง แข็งแรง และทนทานมากยิ่งขึ้น \nโดยถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งใช้สะพานดังกล่าวได้รับความสะดวก\nและปลอดภัยในการสัญจร	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	5	2567	2025-01-07T00:00:00
19	1235	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า	"จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข และองค์กรวิจัย ระบุว่า ปัจจุบันมีการโฆษณาผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ มีการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย การปรับปรุงผลิตภัณฑ์\nให้ดึงดูดใจ เช่น การแต่งกลิ่นผลไม้ เป็นเหตุให้เด็กและเยาวชนมีอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น\nอย่างรวดเร็ว ซึ่งภายหลังจากประเทศไทยได้มีการตรากฎหมายเพื่อควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า โดยห้ามจำหน่าย และห้ามให้บริการสินค้าบารากู่ไฟฟ้า หรือบุหรี่ไฟฟ้า ได้มีการสำรวจสถานการณ์การแพร่ระบาดของ\nบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย พบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นต้นมา ยังคงมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ ๐.๑๔ (ประมาณ ๗๘,๗๔๒ คน) ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น ๗ เท่า โดยกลุ่มเด็กและเยาวชน อายุระหว่าง \n๑๕ - ๒๔ ปี มีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงที่สุด นอกจากนี้ จากผลสำรวจการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ\nของเด็กและเยาวชนไทย ในกลุ่มนักเรียนอายุระหว่าง ๑๓ - ๑๕ ปี พบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น\nเป็นร้อยละ ๑๗.๖ จากเดิมร้อยละ ๓.๓ และผู้เริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีอายุน้อยที่สุดเพียง ๗ ปี ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชน เพราะสารนิโคติน (Nicotine) ในบุหรี่ไฟฟ้า มีผลต่อพัฒนาการทางด้านสติปัญญาและอารมณ์ ซี่งจากผลการวิจัยเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้า บ่งชี้ว่าผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าจะมีภาวะซึมเศร้ามากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง ๒ เท่า และหากสูบในช่วงอายุที่น้อยมากเท่าใดมีแนวโน้มที่จะเพิ่มโอกาสในการสูบบุหรี่ไฟฟ้าตลอดชีวิตมากขึ้น นอกจากนี้ \nยังส่งผลกระทบทางสังคม กล่าวคือ การใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนอาจนำไปสู่พฤติกรรม\nที่เสี่ยงยิ่งขึ้นในระยะยาว อาทิ การใช้ยาเสพติดชนิดอื่นร่วมกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้น ขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี ดังนี้ \n		(๑) รัฐบาลมีความตระหนักสภาพปัญหาและวางมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมทั้งป้องกันมิให้บุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาดเข้าไปสู่สถาบันการศึกษาหรือไม่ อย่างไร \n		(๒) รัฐบาลควรมีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้บุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาดไปสู่เด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	5	2567	2025-01-07T00:00:00
20	1234	6	นายกัมพล ทองชิว	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของนักเรียน นักศึกษา	จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๙ (วัดใหญ่ราษฎร์นุกูล) และวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ประสบความเดือดร้อนจากปัญหาคุณภาพน้ำบาดาลที่มีความกร่อยและเค็ม ส่งผลกระทบต่อการอุปโภคและบริโภคของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๙ (วัดใหญ่ราษฎร์นุกูล) ได้ขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลเมื่อปี ๒๕๕๒ ประสบปัญหาน้ำบาดาลมีความกร่อยเป็นเวลากว่า ๓ ปีแล้ว โรงเรียนจำเป็นต้องซื้อน้ำจากพื้นที่ตำบลอื่นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทำให้มีค่าใช้จ่ายจากการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นและเป็นภาระของโรงเรียนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ โรงเรียนได้ประสานไปยังสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต ๘ (ราชบุรี) เพื่อตรวจสอบสภาพบ่อน้ำบาดาล  ได้รับแจ้งผลการสำรวจว่า ชั้นดินมีปัญหาทำให้น้ำมีความกร่อยและความเค็ม พร้อมทั้งให้คำแนะนำว่าควรขุดเจาะบ่อบาดาลใหม่ โดยเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ โรงเรียนได้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์ในการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลใหม่ ไปยังผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต ๘ (ราชบุรี) แต่ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด นอกจากนี้ วิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว ซึ่งได้ขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลเมื่อปี ๒๕๕๕ ได้ประสบปัญหาน้ำบาดาลมีความกร่อยเป็นเวลากว่า ๓ ปีเช่นเดียวกัน ปัจจุบันวิทยาลัยใช้น้ำจากองค์การบริหารส่วนตำบลเจ็ดริ้ว โดยต้องจ่ายค่าน้ำเดือนละหลายพันบาท ดังนั้น ขอให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งรัดการพิจารณาดำเนินการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลให้แก่สถานศึกษาทั้งสองแห่ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของนักเรียน นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยเร็วที่สุด	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	5	2567	2025-01-07T00:00:00
21	1233	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	นโยบายของรัฐบาล	(1)ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด (2)ปัญหาบัตรผีในการแข่่งขันฟุตบอล	"ขอปรึกษาหารือ จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้ \\\\\\\\n		(๑) ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดในสถานบันเทิง และงานเทศกาลดนตรี \\\\\\\\n 		สืบเนื่องจากปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดได้แพร่ระบาดและสร้างผลกระทบต่อประชาชนโดยรวมเป็นอย่างมาก โดยพบเห็นการวางจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าบริเวณริมฟุตบาทหน้าสถานบันเทิง\\\\\\\\nในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย นอกจากจะจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบธรรมดาแล้ว \\\\\\\\nยังมีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าที่ดัดแปลงโดยผสมสารเอโทมีเดท (Etomidate) ซึ่งเป็นยาเสพติด ที่แพร่ระบาด\\\\\\\\nอย่างมากในประเทศจีนและไต้หวัน มีฤทธิ์กระตุ้นให้สลบ ชนิดออกฤทธิ์ระยะสั้นแต่ออกฤทธิ์เร็ว เพื่อใช้\\\\\\\\nในการสูดดม และพบผู้ใช้ในงานเฟสติวัล EDM และในสถานบันเทิง นอกจากนี้ ยังพบว่ามีปัญหายาเสพติดหลายชนิดแพร่ระบาดในสถานบันเทิง ได้แก่ (๑) “ลูกอมสายตี้” คือ ยาเสพติดที่ถูกนำมาผสมแปรรูปและจำหน่ายในรูปแบบของลูกอม มี ๓ แบบ คือ แบบที่ ๑ ตรวจพบไนเมตาซีแพมและทรามาดอล แบบที่ ๒ และแบบที่ ๓ ตรวจพบเคตามีนหรือยาเคและทรามาดอล และแบบที่ ๔ ตรวจพบฟลูไนตราซีแพม \\\\\\\\nที่เป็นสารออกฤทธิ์นานปานกลาง (๒) “HAPPY WATER” คือ ยาเสพติดหลายชนิดที่ผสมเข้าด้วยกัน อาทิ เคตามีน ไอซ์ ยาอี เมทแอมเฟตามีน สารไดอาซีแพม คาเฟอีน และทรามาดอน นำมาผสมกับเครื่องดื่มต่าง ๆ \\\\\\\\n(๓) “พอตเค” คือ พอตไฟฟ้าชนิดเปลี่ยนหัว ชนิดของยาเสพติดที่ถูกบรรจุเอาไว้ในหัวพอตไฟฟ้า มีส่วนผสม\\\\\\\\nทั้งยาเคหรือเคตามีน เฮโรอีน และเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า (๔) ยาอี (ecstacy) หรือยาเลิฟ (๕) ยาบ้า ยาไอซ์ และ (๖) เคนมผง (เคตามีน) โดยผู้ที่เสพยาเสพติดจะมีลักษณะที่สังเกตเห็นได้ คือ (๑) มีอาการเมา คึกคักกว่าปกติ มีความสุขระหว่างการใช้สารเสพติด ในบางรายจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เมื่อสารเสพติดหมดฤทธิ์จะมีอาการง่วงนอน และ (๒) ตาลอย กลัวแสง ในบางรายใส่แว่นดำในเวลากลางคืน ดังนั้น ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้ที่กระทำความผิดอย่างจริงจัง \\\\\\\\n		(๒) ปัญหา “บัตรผี” ในการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญ\\\\\\\\n 	 	สืบเนื่องจากปัญหาบัตรเข้าชมการแข่งขันกีฬาที่มีผู้ซื้อเก็บไว้แล้วขายต่อเพื่อเก็งกำไร\\\\\\\\nในราคาที่สูงขึ้น หรือที่เรียกกันว่า “บัตรผี” ซึ่งมักจะเกิดปัญหานี้ในการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญ ดังเช่นการแข่งขันฟุตบอล ระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติเวียดนาม ซึ่งบัตรเข้าชมการแข่งขันที่จำหน่าย\\\\\\\\nโดยการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ราคาเพียง ๕๐๐ บาท แต่ได้มีกลุ่มบุคคลที่แสวงหาประโยชน์\\\\\\\\nโดยมิชอบได้กว้านซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันจำนวนมาก เพื่อนำมาขายต่อในราคาที่สูงขึ้น โดยขายราคาสูงถึง ๑,๕๐๐ บาท ซึ่งทำให้แฟนฟุตบอลชาวไทยส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าชมการแข่งขันได้ เนื่องจากบัตร\\\\\\\\nมีราคาสูงเกินไป ดังนั้น ขอให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย \\\\\\\\nในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อเปิดโอกาสให้แฟนฟุตบอล\\\\\\\\nชาวไทยได้มีโอกาสซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลและเชียร์ทีมชาติไทยในราคาที่เหมาะสมต่อไป"	นายกรัฐมนตรี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	5	2567	2025-01-07T00:00:00
22	1232	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชน กรณีกรมส่งเสริมการเกษตรไม่ย้ายและรื้อถอน สิ่งปลูกสร้างออกจากที่สาธารณประโยชน์ เหตุเกิดในพื้นที่ หมู่ที่ ๕ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่	จากเมื่อปี ๒๕๓๒ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินดำเนินการสร้างบ้านพักข้าราชการ อาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ รวมถึงอาคารโรงงานและเครื่องอบไอน้ำ มูลค่ากว่า ๕๗ ล้านบาท ให้บริษัทเอกชนเช่า และต่อมา ได้มีการยกเลิกสัญญาเช่า ปล่อยอาคารสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวทิ้งร้างไว้ โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ หรือที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เหตุเกิดในพื้นที่ หมู่ที่ ๕ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ขนาดเนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๗๑ ตารางวา ซึ่งเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อมา เมื่อปี ๒๕๕๔ ศาลปกครองเชียงใหม่ ได้มีคำพิพากษาให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการย้ายและรื้นถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว และนายอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้มีคำสั่งให้กรมส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว นอกจากนี้ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๕ ศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับ โดยไม่อนุญาตให้กรมส่งเสริมการเกษตรใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ตามมาตรา ๙ \nแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่จวบจนบัดนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังไม่ดำเนินการย้ายและรื้นถอน\nสิ่งปลูกสร้างออกจากที่สาธารณประโยชน์ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าว เป็นเหตุให้ประชาชนเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน\nในพื้นที่และประชาชน ๔ ตำบลที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่เคยใช้ที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวเพื่อผลิต รวบรวม จัดส่งอาหารสัตว์ให้กับสวนสัตว์เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ตามนโยบายแก้ปัญหา\nความยากจนของรัฐบาล ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า ๑๙ ปี ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร เฉลี่ยปีละ ๒๐ ล้านบาท/ปี รวมทั้งไม่สามารถใช้ที่สาธารณประโยชน์เพื่อจัดกิจกรรม\nของชุมชนได้ดังเดิม นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรยังได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตอาหารสัตว์ โดยศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๗ ทั้งนี้ มีนักกฎหมายได้แสดงความคิดเห็นว่าการกระทำของกรมส่งเสริมการเกษตรดังกล่าว\nอาจเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๘ \n	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	5	2567	2025-01-07T00:00:00
23	1231	32	ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาสายไฟฟ้า - สายสื่อสารโทรคมนาคมรกรุงรังไม่ปลอดภัย	จากประเทศไทยประสบปัญหาสายไฟฟ้า - สายสื่อสารโทรคมนาคม รกรุงรัง\\nไม่ปลอดภัย ทั้งในพื้นที่กรุงเทพและต่างจังหวัด โดยในส่วนของสายไฟฟ้า มีทั้งที่อยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ส่วนสายสื่อสารโทรคมนาคมและอุปกรณ์สื่อสาร อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงองค์กรของรัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแล อาทิ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งสายไฟฟ้า - สายสื่อสารโทรคมนาคมที่รกรุงรัง น่าจะมีสาเหตุมาจาก (๑) กฎหมาย (๒) การบังคับใช้กฎหมาย และ (๓) ความรับผิดชอบของหน่วยงาน โดยผลกระทบ อาจก่อให้เกิดอัคคีภัย เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน สะท้อนให้เห็นถึงการขาดระเบียบวินัย และเป็นมลพิษทางทัศนียภาพ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย ดังนั้น ขอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุด	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	5	2567	2025-01-07T00:00:00
24	1230	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาอุบัติเหตุที่ภาครัฐสามารถวางมาตรการป้องกันได้	"จากประเทศไทยมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับที่ ๙ ของโลก ซึ่งปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน มีสาเหตุพื้นฐาน ๓ ประการ ได้แก่ (๑) สภาพของผู้ขับขี่ มักพบว่า\nผู้ขับมีสภาพร่างกายไม่พร้อม (๒) สภาพของรถไม่สมบูรณ์ ไม่มีความมั่นคงแข็งแรง และ (๓) สภาพแวดล้อม ถนนที่สร้างโดยไม่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล ไม่มีป้ายหรือสัญญาณไฟจราจร\n		ตัวอย่างกรณีข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนซึ่งเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ที่น่าสนใจ ได้แก่ (๑) รถส่งสินค้าเสียหลักพลิกคว่ำ พบว่าช่วงล่างผุพังเพราะสนิม เนื่องจากลุยน้ำเค็มทุกวัน (๒) รถกระบะยกสูงชนท้ายรถสามล้อพ่วงข้าง มีผู้เสียชีวิตติดอยู่กับซากรถพ่วงข้าง จำนวน ๓ ราย เสียชีวิตทั้งครอบครัว สาเหตุ\nเกิดจากรถพ่วงข้างไม่มีไฟท้าย ประกอบกับบริเวณดังกล่าวไม่มีไฟส่องสว่าง เป็นเหตุให้รถกระบะชนกับรถสามล้อพ่วงข้างคันดังกล่าว (๓) รถบัสนักท่องเที่ยวเสียหลัก เปลี่ยนเลนกะทันหันชนท้ายรถฟอร์จูนเนอร์ เป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก พบว่าผู้ขับรถบัสมีอายุสูงถึง ๗๔ ปี และพบว่าใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ กำหนดคุณสมบัติว่าต้องมีอายุครบ ๒๒ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นสูงไว้ โดยไม่มีการตรวจสุขภาพของผู้ขับรถยนต์สาธารณะ (๔) รถทัวร์ชนเสาตอม่อ\nใต้สะพานลอยต่างระดับ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สาเหตุเกิดจากคนขับรถทัวร์หลับใน และ (๕) รถบัสทัศนาจร จำนวน ๑๐,๐๐๐ คันทั่วประเทศ (ร้อยละ ๙๕) ไม่ผ่านมาตรฐานด้านการลุกไหม้\n		ดังนั้น ขอหารือเรื่องนี้ไปยังกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เพื่อดำเนินการดังนี้\n		(๑) พัฒนาคุณภาพของพนักงานขับรถยนต์สาธารณะ เพิ่มหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ โดยกำหนดให้มีการตรวจสุขภาพของผู้ขับรถยนต์สาธารณะ ทำนองเดียวกับ\nการตรวจ Fit Test ของนักบิน ซึ่งใช้หลักเกณฑ์สูงกว่าการตรวจสุขภาพของคนทั่วไป\n		(๒) เข้มงวดกับการตรวจสภาพรถยนต์ ดำเนินการเอาผิดสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ที่มีการปล่อยปละละเลย ไม่เข้มงวดกับการตรวจสภาพรถยนต์ \n		(๓) นำนวัตกรรม “อุปกรณ์ป้องกันการหลับในบนท้องถนน” ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรม\nที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ CUD Hackathon 2023 มาใช้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานประจำรถยนต์ทุกคัน\n		(๔) เพิ่มกลิ่นในก๊าซเอ็นจีวี เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถรู้ปัญหากรณีที่ก๊าซเอ็นจีวีรั่วได้โดยง่าย"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	5	2567	2025-01-07T00:00:00
25	1229	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญญาตู้คีบตุ๊กตา ตู้คีบสินค้า และตู้เกมเสี่ยงโชค 	"จากกรมการปกครอง ได้รับแจ้งจาก “เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน” พบว่า\nตู้คีบตุ๊กตา ตู้คีบสินค้า และตู้เกมเสี่ยงโชค มีการเปิดให้บริการตามห้างสรรพสินค้า และสถานที่ต่าง ๆ \nที่เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย โดยมักมีการแสดงข้อความว่าตู้ดังกล่าวเป็นตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ \nหรือตู้ดังกล่าวไม่ใช่เครื่องเล่นการพนัน ซึ่งเป็นธุรกิจสีเทาที่มีเงินหมุนเวียนนับหมื่นล้านบาท จึงมีประเด็นปัญหาว่าตู้คีบตุ๊กตา ตู้คีบสินค้า และตู้เกมเสี่ยงโชค ถือเป็นการจัดให้เล่นการพนัน ตามพระราชบัญญัติ\nการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ หรือไม่ \n		(๑) ตู้คีบตุ๊กตา (Claw machine) เป็นตู้กระจกใสที่มีของรางวัลบรรจุอยู่ภายในตู้ มีกลไกคล้ายกับเครน ผู้เล่นจะใช้ที่บังคับภายนอก เพื่อควบคุมมือจับในตู้ ให้ขึ้นลงและขยับไปมาในแนวนอน \nเพื่อพยายามคีบของรางวัล เช่น ตุ๊กตา ของเล่น หรือของที่ระลึก ที่วางอยู่ในตู้ วิธีการเล่น คือ ผู้เล่นต้องใส่เหรียญหรือเงินสดลงในตู้เป็นเงินเดิมพันเพื่อเริ่มเล่น ใช้ที่บังคับเพื่อควบคุมก้านมือจับที่อยู่ในตู้ พยายามคีบของรางวัลที่ต้องการ หย่อนลงทางออกของตู้ ถ้าผู้เล่นคีบของรางวัลได้สำเร็จ ก็จะได้รับของรางวัล\nที่คีบได้นั้น\n		(๒) ตู้คีบสินค้า จะมีสินค้าวางอยู่ในตู้ ผู้เล่นหยอดเงินตามราคาของสินค้า เพื่อหยิบรับสินค้านั้น\n		(๓) ตู้เกมเสี่ยงโชค มีกล่องวางอยู่ในตู้ หยอดเงินตามราคาที่ตั้งไว้ ของในกล่องอาจมีมูลค่ามากกว่าหรือน้อยกว่า หรือเท่ากับจำนวนเงินที่หยอด ผู้เล่นไม่อาจรู้ได้ ต้องวัดดวงเสี่ยงโชค\n		พระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ มาตรา ๔ วรรคสอง บัญญัติว่า “การเล่นอันระบุไว้ในบัญชี ข. ท้ายพระราชบัญญัตินี้ หรือการเล่นซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน หรือการเล่นอื่นใด\nซึ่งรัฐมนตรีเจ้าหน้าที่ได้ออกกฎกระทรวงระบุเพิ่มเติมไว้ จะจัดให้มีขึ้นเพื่อเป็นทางนำมาซึ่งผลประโยชน์\nแก่ผู้จัดโดยทางตรงหรือทางอ้อมได้ต่อเมื่อรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตเห็นสมควรและออกใบอนุญาตให้  หรือมีกฎกระทรวงอนุญาตให้จัดขึ้นโดยไม่ต้องมีใบอนุญาต” ประกอบกับ\nบัญชี ข. ท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว หมายเลข ๒๘ กำหนดว่า “เครื่องเล่นซึ่งใช้เครื่องกล พลังไฟฟ้า พลังแสงสว่าง หรือพลังอื่นใดที่ใช้เล่นโดยวิธีสัมผัส เลื่อน กด ดีด ดึง ยิง โยน โยก หมุน หรือวิธีอื่นใด\nซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ไม่ว่าจะโดยมีการนับแต้มหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่ก็ตาม”\n		เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง เห็นว่า ตู้คีบตุ๊กตามีลักษณะเป็นการพนัน เพราะโดยสภาพลักษณะของตู้คีบตุ๊กตา ผู้เล่นจะต้องแลกชิปมูลค่าเหรียญละ ๑๐ บาท เพื่อเล่นเครื่องเล่นคีบตุ๊กตา \nโดยการบังคับมือจับให้หยิบตุ๊กตา ซึ่งอาจหยิบได้หรือหยิบไม่ได้ ก็ได้ โดยผู้เล่นที่ชนะจะได้รับตุ๊กตาซึ่งมีมูลค่ามากกว่าเงินที่ต้องเสียไป เป็นการจูงใจให้เข้าเล่นพนัน ส่วนผู้เล่นที่แพ้อาจจะไม่ได้รับอะไรเลย \nแต่เจ้าของเครื่องได้รับประโยชน์จากเหรียญที่หยอด ดังนั้น สภาพเครื่องเล่นจึงไม่ใช่การให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้เล่นทั่วไป\n		เมื่อปี ๒๕๖๓ กระทรวงมหาดไทยได้มีนโยบายไม่อนุญาตให้มีการเล่นเครื่องเล่น\nตู้คีบตุ๊กตา ที่เป็นการพนันตามที่กำหนดไว้ในบัญชี ข. ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ หมายเลข ๒๘ พร้อมทั้งได้ดำเนินการจับกุมและปราบปรามอย่างเฉียบขาดกับผู้ที่ฝ่าฝืน \n		นอกจากนี้ ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๖๐๐/๒๕๔๗ วินิจฉัยว่า เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลางเป็นเครื่องเล่นไฟฟ้าอัตโนมัติซึ่งผู้เล่นต้องหยอดเหรียญ ๑๐ บาท แล้วกดปุ่มให้เครื่องคนตุ๊กตา จากนั้นจึงจับคันโยกเลื่อนหาตำแหน่งเพื่อคีบตุ๊กตา หากคีบได้ถือว่าผู้เล่นเป็นผู้ชนะได้ตุ๊กตา\nมีมูลค่ามากกว่าเงินที่ต้องเสียไป เป็นแรงจูงใจให้เข้าเล่น หากคีบไม่ได้ถือว่าเป็นผู้แพ้จะได้เพียงคูปอง\nไปใช้แลกสิ่งของซึ่งมีมูลค่าไม่เกินราคาเหรียญที่หยอด ดังนั้น ถึงแม้จะเล่นคนเดียวก็สามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ระหว่างผู้เล่นกับเจ้าของเครื่อง เพราะหากผู้เล่นชนะก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเครื่องเล่น โดยสภาพเครื่องเล่นจึงมิใช่เป็นการให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้เล่นเท่านั้น จึงเข้าลักษณะเป็นเครื่องเล่นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๓๐) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช ๒๔๗๘ อันเป็นการเล่นพนันตามบัญชี ข. หมายเลข ๒๘\n		บทสรุป การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมดังกล่าว มีความประสงค์ต้องการให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีมาตรการจำกัดการเข้าถึงเครื่องเล่นดังกล่าว อย่างเหมาะสม เพื่อปกป้อง\nเด็กและเยาวชนไม่ให้สุ่มเสี่ยงต่อการเข้าสู่วังวนของการพนัน อันจะส่งผลให้เกิดปัญหาด้านอื่นต่อไป\nในอนาคต เพราะการที่ภาครัฐปล่อยปละละเลยให้ตู้คีบตุ๊กตา ตู้คีบสินค้า ตู้เกมเสี่ยงโชค ตั้งให้บริการอยู่ในห้างสรรพสินค้าและที่ชุมชนซึ่งเด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีลักษณะเป็นการชักชวนให้เด็ก\nและเยาวชนเล่นการพนัน ด้วยการติดข้อความที่บิดเบือนให้เข้าใจผิด อาทิ “ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ” “สินค้านี้ไม่ใช่เครื่องมือการพนัน มีไว้เพื่อการขายสินค้าเท่านั้น” และข้อความบอกลักษณะของตู้คีบตุ๊กตาที่ถูกและผิดกฎหมาย  ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ก่อให้เกิดความสับสนและเข้าใจผิดแก่ผู้เล่น ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ พิจารณาดำเนินการตรวจสอบ ควบคุมและกำกับดูแลให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	5	2567	2025-01-07T00:00:00
26	1228	80	นางประทุม วงศ์สวัสดิ์	สถานการณ์บ้านเมือง	การออกหมายจับและบทบาทของสื่อในการนำเสนอข่าว	"เนื่องจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวการออกหมายจับ\nในคดีสำคัญหลายคดี เช่น คดีดิไอคอน คดีทนายความ และคดีออกหมายจับสุภาพสตรีที่มีชื่อเสียง \nซึ่งการออกหมายจับคดีสุภาพสตรีที่มีชื่อเสียงได้มีการนำเสนอข่าวทุกช่องทางและทุกวัน มีการเสนอข่าวทั้งด้านบวก ด้านลบ และวิจารณ์ทางสังคม ซึ่งตามปกติแล้วผู้ถูกกล่าวหาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดจนกว่าศาลจะพิจารณาตัดสินคดี แต่ผลจากการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้สุภาพสตรีดังกล่าวถูกตัดสินจากสังคม ทำให้ได้รับความเสียหาย ดังนั้น จึงขอหารือไปยังหน่วยงาน\nที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณา ดังนี้    \n	(๑) ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาขอออกหมายจับ\nให้เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย รัดกุม และยุติธรรม ซึ่งได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้วหรือไม่ อย่างไร  \n	(๒) ขอให้สมาคมสื่อสารมวลชน ได้พิจารณาถึงเสรีภาพในการนำเสนอข่าว\nว่าได้ดำเนินการอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือไม่ รวมทั้งการนำเสนอข่าวในลักษณะดังกล่าว \nจะเป็นการละเมิดสิทธิผู้ถูกออกหมายจับ หรือไม่ อย่างไร\n	(๓) ขอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้พิจารณาการให้สิทธิเสรีภาพแก่สื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว\nในลักษณะเช่นนี้จะมีความเหมาะสม หรือไม่ อย่างไร"	นายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล\nสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
27	1227	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	สถานการณ์บ้านเมือง	การเข้าสู่ BRICS ของรัฐบาลไทย	"ประเทศไทยได้ยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก\nกลุ่มประเทศกําลังพัฒนาที่มีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว (BRICS) และในการประชุมสมาชิกกลุ่ม BRICS ณ เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๗ ได้มีมติ\nเพิ่มประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ อีกจำนวน ๑๒ ประเทศ เข้าเป็นหุ้นส่วนของกลุ่ม BRICS ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะของประเทศไทย\nในประชาคมระหว่างประเทศ รวมทั้งอาจกระทบต่อทิศทางการพัฒนาทั้งทางการเมือง และเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งนี้ BRICS เป็นกลุ่มที่ริเริ่มจัดตั้งขึ้นโดยประเทศรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ. 2000 \n(พ.ศ. ๒๕๔๓) และได้รับการสนับสนุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศอินเดีย ประเทศบราซิล \nและประเทศแอฟริกาใต้ โดยมีเจตนาหลักที่จะสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศขึ้นมาใหม่ \nเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับประเทศชาติตะวันตก ซึ่งมีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ อย่างไรก็ตาม การพัฒนา\nและความเคลื่อนไหว ของ BRICS ได้ทำให้เกิดบรรยากาศการแข่งขันอย่างเข้มข้น ระหว่างกลุ่มชาติตะวันตกกับ BRICS นำมาซึ่งความตึงเครียดในการเผชิญหน้า โดยนักวิเคราะห์หลายคนเรียกว่าสงครามเย็น\nรอบใหม่ ขณะนี้สถานการณ์มีความอ่อนไหว จนหลายฝ่ายวิตกกังวลว่าจะนำไปสู่การทำสงคราม\nระดับโลกอีกครั้ง ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ดังนี้ \n	(๑) ขอรับทราบข้อมูลการตัดสินใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS โดยรัฐบาล\nได้ทำการศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบถึงผลดี และผลเสียต่อการดำเนินการในครั้งนี้ รวมทั้งได้มี\nการปรึกษาหารือกับภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม หรือไม่ อย่างไร  \n	(๒) ขอให้มีการสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบ ถึงการวิเคราะห์ผลดี ผลเสีย\nจากการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ครั้งนี้ของรัฐบาล เนื่องจากไม่มีการสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบ ประกอบกับเรื่องดังกล่าวเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญต่อฐานะและทิศทางยุทธศาสตร์ \nของประเทศไทยในประชาคมโลก ซึ่งการเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน BRICS เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญา \nตามมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งกำหนดว่า หนังสือสัญญาอื่นที่อาจ\nมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน ดังนั้น หากรัฐบาลไม่แน่ใจว่าหนังสือสัญญานี้เข้าข่าย\nตามมาตรา ๑๗๘ หรือไม่ รัฐบาลได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว หรือไม่ อย่างไร"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
28	1226	157	นายสมหมาย ศรีจันทร์	ความเดือดร้อนของประชาชน	มณฑลห้วยขวาง	"ปัจจุบันพื้นที่บริเวณเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ได้กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และมีนักธุรกิจจากประเทศจีนมาประกอบธุรกิจในพื้นที่เขตห้วยขวางเป็นจำนวนมาก โดยใช้วิธีการสมรสกับคนไทยหรือการเข้าประเทศไทยแบบผิดกฎหมาย เพื่อเป็นช่องทางในการเข้ามาประกอบธุรกิจ โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่เดินทาง เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จากที่กล่าวมาข้างต้น มิได้มีเจตนากีดกันการประกอบธุรกิจของนักธุรกิจจากประเทศจีนที่เข้ามาประกอบธุรกิจในเขตพื้นที่ห้วยขวางอย่างถูกต้อง เพราะปัจจุบันประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติสามารถเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างเสรี \nและที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณเจริญกรุง สำเพ็ง และเยาวราช ชาวจีนได้เข้ามาประกอบธุรกิจและสร้าง\nความเจริญให้พื้นที่ดังกล่าวมาอย่างยาวนาน แต่อย่างไรก็ดี มีข้อกังวลเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในพื้นที่เขตห้วยขวางในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้\n 		(๑) กรณีนักลงทุนชาวจีนที่หาผลประโยชน์โดยแอบแฝงมาพำนักอยู่ในประเทศไทย\nในรูปแบบนักท่องเที่ยว จากนั้นผันตัวเป็นนักศึกษาหรืออาสาสมัคร เพื่ออยู่ในประเทศไทยและทำธุรกิจในประเทศไทย (จีนเทา) \n 		(๒) การขออนุญาตประกอบธุรกิจในประเทศไทยของชาวต่างชาติ\n 		(๓) การเลี่ยงภาษีธุรกิจการค้า\n 		(๔) การก่ออาชญากรรมของชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในพื้นที่เขตห้วยขวาง \n 		ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 		(๑) ขอให้มีการควบคุม และกำกับดูแล การทำธุรกิจของชาวต่างชาติในพื้นที่\nเขตห้วยขวางให้ถูกต้องตามกฎหมาย\n 		(๒) ขอให้มีการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าเพื่อการบริโภคที่นำเข้าจากประเทศจีน \nซึ่งควรได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน อันเป็นการป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค\n 		(๓) ขอให้มีการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของคนไทย ในประเด็นแหล่งเงินทุนและโอกาสในการประกอบธุรกิจ เพื่อให้สามารถแข่งขัน\nกับผู้ประกอบการชาวต่างชาติได้  "	นายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
29	1225	73	นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของชาวประมง จังหวัดพังงา	"ประเด็นที่หนึ่ง ได้รับการร้องเรียนจากสมาคมเรือประมงจังหวัดพังงา เกี่ยวกับปัญหา\nร่องน้ำตื้นเขินในพื้นที่ท่าเรือจังหวัดพังงา ทำให้การสัญจรเข้าออกของเรือประมงอาจเกิดอันตราย \nจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n		(๑) บริเวณพื้นที่ท่าเรือบ้านน้ำเค็ม กรมเจ้าท่าได้มีการศึกษา รับฟังปัญหา และมีงบประมาณสำหรับดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด\n 		(๒) บริเวณพื้นที่ท่าเรือคุระบุรี กรมเจ้าท่ายังไม่ได้มีการศึกษาและยังไม่มีงบประมาณสำหรับดำเนินการ \n		โดยพื้นที่ทั้งสองแห่งดังกล่าวมีเรือประมงพื้นบ้านและพาณิชย์มากกว่า ๑๐๐ ลำ \nใช้ในการสัญจรและมีเรือนักท่องเที่ยวไปยังเกาะต่าง ๆ ดังนั้น ขอให้กรมเจ้าท่าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหา รวมทั้งศึกษาผลกระทบและความเป็นไปได้ในการพัฒนาร่องน้ำคุระบุรี เพื่อให้การสัญจรเข้าออกของเรือประมงและเรือนักท่องเที่ยวมีความสะดวกและปลอดภัย\n 		ประเด็นที่สอง คือ เรื่องผังเมืองของจังหวัดพังงาที่ล้าสมัยส่งผลให้เป็นอุปสรรค\nต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมประมงจังหวัดพังงา ซึ่งการพัฒนาประมงของจังหวัดพังงา จำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องควบคู่กัน แต่ในหลายพื้นที่ของจังหวัดพังงาติดเงื่อนไขเรื่องผังเมือง\nที่ไม่อนุญาตให้ขยายพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมได้ เช่น โรงน้ำแข็ง ห้องเย็น และโรงงานแปรรูป\nสัตว์น้ำต่าง ๆ โดยพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดพังงา ได้แก่ พื้นที่อำเภอคุระบุรี พื้นที่อำเภอตะกั่วป่า \nและพื้นที่อำเภอท้ายเหมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถขยายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการประมงได้เพราะติดข้อจำกัดเรื่องผังเมือง ดังนั้น ขอให้มีการรับฟังปัญหาและเร่งดำเนินการจัดทำผังเมืองใหม่\nให้รองรับต่อการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมประมงในจังหวัดพังงา เพื่อให้ประชาชนจังหวัดพังงา\nมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นต่อไป\n 		ประเด็นที่สาม ปัญหาลักลอบนำเข้าปลาจากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากพื้นที่อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา มีพื้นที่ติดกับจังหวัดระนอง ทำให้เกิดปัญหาลักลอบการนำเข้าสัตว์น้ำ\nจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ราคาปลาของประเทศไทยตกต่ำ ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\nให้ความช่วยเหลือชาวประมง โดยการเร่งติดตาม ตรวจสอบ และจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำอย่างจริงจัง"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
30	1224	108	นางมยุรี โพธิแสน	นโยบายของรัฐบาล	บุคลากรสาธารณสุขรอการบรรจุเข้ารับราชการจากสถานการณ์การระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙	"สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ระหว่างปี ๒๕๖๒ – ๒๕๖๕ บุคลากรสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทและเสียสละเป็นที่ประจักษ์ โดยในปี ๒๕๖๓ กระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศคัดเลือกเพื่อบรรจุบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษ ในตำแหน่งต่าง ๆ อาทิ เภสัชกรปฏิบัติการ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ นักเทคนิคการแพทย์ปฏิบัติการ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรมและประโยชน์ของ\nทางราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างยิ่ง \nอย่างไรก็ตาม ยังมีบุคลากรสาธารณสุขในกลุ่มลูกจ้าง กลุ่มพนักงานราชการอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ และได้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวลุล่วงแล้ว แต่กลับไม่ได้รับการพิจารณาบรรจุเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษ โดยในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุขในกลุ่มที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ และกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ\nเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษ เป็นไปตามคำสั่งมอบหมายและกรอบการปฏิบัติงานอย่างเดียวกัน \nและต่อมา ในปี ๒๕๖๔ มีกระแสข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขจะมีการพิจารณาคัดเลือกเพื่อบรรจุ\nเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษ รอบที่ ๒ \n		เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๖ บุคลากรสาธารณสุขที่รอการบรรจุเข้ารับราชการจาก ๔ ภาค ได้มีหนังสือขอความเป็นธรรม ขอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาคัดเลือกเพื่อบรรจุ\nเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษ รอบที่ ๒ และได้รับคำตอบว่าอยู่ระหว่างการจัดสรรตำแหน่ง จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด นอกจากนี้ในเดือนตุลาคม ๒๕๖๗ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับหนังสือขอความเป็นธรรม จากบุคลากรสาธารณสุขที่รอการบรรจุเข้ารับราชการจากจังหวัดยโสธร \nในประเด็นเรื่องเดียวกันนี้ ผ่านไปยังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพิจารณา\n 	ดังนั้น ขอปรึกษาหารือไปยังกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) ขอให้เร่งพิจารณาจัดสรรตำแหน่งและพิจารณาบรรจุบุคลากร\nในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ปฏิบัติงานในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ และยังไม่ได้รับการพิจารณาให้บรรจุในรอบที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๖๓ โดยควรให้ได้รับการพิจารณาบรรจุเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่\nผู้ปฏิบัติงานซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทและเสียสละ"	กระทรวงสาธารณสุข และนายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
31	1223	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	นโยบายของรัฐบาล	ทุนต่างชาติกับช่องโหว่ของกฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยว	"แม้ประเทศไทยได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดในอาชีพและวิชาชีพที่ห้าม\nคนต่างด้าวทำ พ.ศ. ๒๕๒๒ กำหนดห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบอาชีพในประเทศไทย จำนวน ๓๙ อาชีพ แต่ข้อเท็จจริงพบว่า มีคนต่างด้าวฝ่าฝืนประกอบอาชีพดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจของคนไทย\nเป็นอย่างมาก ได้แก่ (๑) ธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร (๒) ธุรกิจซื้อขาย ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ \nและตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยนักลงทุนต่างชาติที่นิยมมาลงทุนในประเทศไทย ๖ อันดับ ประกอบด้วย (๑) จีน (๒) รัสเซีย (๓) อังกฤษ (๔) ฝรั่งเศส (๕) เกาหลีใต้ และ (๖) อินเดีย \n		สาเหตุของปัญหาคนต่างด้าวลักลอบประกอบอาชีพในประเทศไทย คือ นักลงทุนต่างชาติ หาช่องโหว่ของกฎหมาย ร่วมมือกับคนไทยที่มีพฤติกรรมเป็นตัวแทนอำพรางถือหุ้นแทนคนต่างด้าว \nเรียกโดยย่อว่า “นอมินี” (nominee) มีพฤติกรรมที่สังเกตได้ไม่ยาก คือ เป็นพนักงานบริษัทรับทำบัญชี \nใช้ชื่อตนเองและเครือญาติจดทะเบียนประกอบธุรกิจ (ได้รับค่าตอบแทน จำนวน ๓,๐๐๐ บาทต่อปี\nต่อหนึ่งบริษัท) และใช้ชื่อตนเองเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นในบริษัทแทนคนต่างด้าว (ได้รับค่าตอบแทน ๓๐,๐๐๐ – ๕๐,๐๐๐ บาทต่อบริษัท) โดยคนไทยที่เป็นนอมินีจะถือหุ้นในสัดส่วน ๕๑ ต่อ ๔๙ ซึ่งเป็น\nไปตามกฎหมาย โดยพบว่า คนไทยบางคนถือหุ้นในบริษัทจำนวนกว่า ๑๓๐ แห่ง นอกจากนี้ ยังพบว่า\nมีการเหมาบริษัทที่คนไทยจดทะเบียนจัดตั้ง (คนไทยถือหุ้นร้อยละ ๑๐๐) โดยไม่มีการประกอบกิจการ เพื่อให้คนไทยที่เป็นกรรมการรับรอง ยื่นขอวีซ่า Non – Immigrant Visa ประเภท “B” (วีซ่า Non – B) \nและนำยื่นขอใบอนุญาตทำงาน (work permit) ให้กับคนต่างด้าว เพื่อให้คนต่างด้าวได้รับสิทธิ์อยู่อาศัย\nในประเทศไทย ๑ ปี สามารถเปิดบัญชีธนาคาร หรือกระเป๋าเงินดิจิทัล (digital wallet) ได้ ซึ่งกรณีนี้ถือว่าเป็นความผิดฐานให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจ หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว \nเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจ โดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย ตามมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติ\nการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสน\nถึงหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งมีความเห็นว่า อัตราโทษที่กำหนดไว้ยังไม่รุนแรงเพียงพอ\nกับความผิดที่ก่อให้เกิดขึ้น โดยมีตัวอย่างกรณีศึกษา ดังนี้\n		กรณีศึกษาที่ ๑ อสังหาริมทรัพย์\n		นักลงทุนชาวรัสเซียเข้ามาจดทะเบียนบริษัทโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจที่สงวนไว้ให้กับคนไทย ชาวต่างชาติกลุ่มนี้ประกอบธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ให้แก่คนต่างชาติ โดยใช้วิธีนำที่ดินของคนไทยมาดัดแปลงขายแล้วให้สร้างบ้านเอง \nเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายบ้านจัดสรร ทำให้ไม่ต้องชำระภาษี และพบว่าระหว่างปี ๒๕๖๒ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๖๗ มีชาวรัสเซียเดินทางเข้าประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น ๑๑๕,๓๒๙ คน ในจำนวนนี้เดินทางมายังจังหวัดภูเก็ต จำนวนสูงถึง ๙๒,๗๖๔ คน (ร้อยละ ๘๑) นอกจากนี้ ในปี ๒๕๕๙ – ๒5๖๕ ชาวรัสเซีย\nจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในจังหวัดภูเก็ต เฉลี่ย ๓๐ บริษัทต่อปี และในปี ๒๕๖๖ ถึงเดือนมีนาคม ๒๕๖๗ \nจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพิ่มสูงถึง ๑,๖๐๓ บริษัท หรือเพิ่มสูงขึ้นถึง ๕๐ เท่า ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต\n		กรณีศึกษาที่ ๒ ธุรกิจท่องเที่ยว\n		มีผู้ขึ้นทะเบียนประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ถูกต้องตามกฎหมาย รวม ๘๒,๐๓๔ คน \nผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน ๑๒,๘๑๗ ราย ชาวต่างชาติลงทุน ๑,๘๔๓ ราย สภาพปัญหา คือ \n(๑) ชาวต่างชาติประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ (ซึ่งเป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย) และหลอกลวงนักท่องเที่ยวที่เป็นชาติเดียวกันให้ซื้อสินค้าและเช่าวัตถุมงคลในราคาที่สูงเกินจริง (๒) ผู้ประกอบอาชีพมัคคุเทศก์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการนำเที่ยวโดยไม่เรียกเก็บค่าบริการขั้นต่ำ หรือทำทัวร์ศูนย์เหรียญ \n(๓) ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแบบครบวงจรทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการคนไทย และ (๔) นักลงทุนต่างชาติบางส่วนหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยใช้ชื่อคนไทยเป็นตัวแทนอำพรางหรือนอมินี \n		กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สำรวจพบว่าบริษัทคนไทยที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นร้อยละ ๔๙ มีจำนวนกว่า ๒๖,๐๐๐ ราย ซึ่งหากชาวต่างชาติเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นอีกเพียงร้อยละ ๒ จะทำให้บริษัทเหล่านี้เป็นของบริษัทต่างชาติ ดังนั้น เพื่อมิให้บริษัทนอมินีกระทำผิดกฎหมายและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยมากไปกว่านี้ ภาครัฐจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด \nโดยควรดำเนินการ ดังนี้ \n		(๑) ขอให้มีการตรวจสอบเชิงลึกว่าบริษัทเหล่านี้ประกอบธุรกิจประเภทใด มีใคร\nเป็นผู้ถือหุ้น และคนไทยที่ถือหุ้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ เพียงใด \n		(๒) ขอให้มีการตรวจสอบโดยมุ่งเน้นบริษัทที่ตั้งอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว \n		(๓) กรณีตรวจพบว่าบริษัทใดมีพฤติกรรมเข้าข่ายจัดตั้งขึ้นโดยนอมินี ให้ประสาน\nและส่งข้อมูลไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการตรวจสอบ หากพบว่ามีการกระทำความผิด \nควรดำเนินคดีให้ถึงที่สุด\n		ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีและกระทรวงแรงงานพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย\nที่เกี่ยวข้อง โดยเพิ่มอัตราโทษแก่ผู้กระทำความผิดที่มีพฤติกรรมเป็นนอมินีให้แก่คนต่างด้าว"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
32	1222	32	ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์	นโยบายของรัฐบาล	การจ้างแรงงานคนพิการ	"พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓๓ กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐรับคนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการหรือหน่วยงานของรัฐ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ออกกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงาน และมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการที่มิได้รับคนพิการเข้าทำงานตามจำนวนที่กำหนด ต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ตามมาตรา ๒๔ (๕) นอกจากนี้ มาตรา ๓๕ ได้กำหนดให้ หน่วยงานของรัฐที่ไม่ประสงค์จะรับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา ๓๓ หรือนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการไม่รับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา ๓๓ และไม่ประสงค์จะส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา ๓๔ หน่วยงานของรัฐ นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการนั้นอาจให้สัมปทานแก่ผู้พิการ จัดสถานที่ให้คนพิการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการ ฝึกงาน โดยวิธีกรณีพิเศษ หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการ อาทิ ล่ามภาษามือ \nหรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข\nที่คณะกรรมการกำหนดไว้ในระเบียบ \n	ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ออกกฎกระทรวงกำหนดจำนวนคนพิการ ที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการและหน่วยงานของรัฐจะต้องรับเข้าทำงาน และจำนวนเงิน\nที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการจะต้องนำส่งเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๔ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๓๐ ก ลงวันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๕๔) กำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ จะต้องรับคนพิการเข้าทำงาน ในอัตราส่วน ๑๐๐ : ๑ และในกรณี\nที่นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการไม่รับคนพิการเข้าทำงาน และไม่ดำเนินการจัดสัมปทาน \nจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการ หรือให้ความช่วยเหลือ\nอื่นใดแก่คนพิการ จะต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเป็นรายปี \nโดยคำนวณตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสุดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานตามจำนวนที่จะต้องจ้าง\n		ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ณ เดือนกันยายน ๒๕๖๗ สรุปได้ดังนี้\n		(๑) การจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐ \n	 	 - หน่วยงานของรัฐที่ต้องจ้างงาน จำนวน ๒๙๓ แห่ง มีจำนวนที่ต้องจ้าง ๑๘,๖๑๘ คน\n	 	 - มีการจ้างคนพิการ ตามมาตรา ๓๓ จำนวน ๒,๘๙๖ คน\n	  	 - มีการให้สัมปทานฯ ตามมาตรา ๓๕ จำนวน ๑,๔๖๖ คน \n	  	 รวมทั้งหมด ๔,๓๖๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๓.๔๓\n	 	 สรุปว่า หน่วยงานของรัฐยังไม่มีการจ้างงานคนพิการ ร้อยละ ๗๖.๕๗\n		(๒) การจ้างงานคนพิการในสถานประกอบการ\n		  	 - นายจ้างที่ต้องจ้างงาน จำนวน ๑๔,๘๓๗ แห่ง มีจำนวนที่ต้องจ้าง ๖๙,๓๑๙ คน\n		  	 - มีการจ้างคนพิการ ตามมาตรา ๓๓ จำนวน ๓๘,๖๖๗ คน\n		  	 - มีการส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตามมาตรา ๓๔ จำนวน ๑๐,๘๘๒ คน \n      		 	 - มีการให้สัมปทานฯ ตามมาตรา ๓๕ จำนวน ๑๕,๙๙๙ คน \n	  รวมทั้งหมด ๖๕,๕๔๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๙๔.๕๖\n	  สรุปว่า นายจ้างหรือสถานประกอบการยังไม่มีการจ้างงานคนพิการ ร้อยละ ๕.๔๔\n	  เห็นได้ว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ \nได้มีการบังคับใช้มาเป็นเวลานานพอสมควร แต่ยังมีหน่วยงานของรัฐและนายจ้างหรือสถานประกอบการ \nที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว "	กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
33	1221	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาเศษวัสดุก่อสร้าง และไฟฟ้าส่องสว่างบนถนนพระรามที่ ๒	"ถนนพระรามที่ ๒ ได้มีการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว (M82) โดยการก่อสร้างทำให้เกิดปัญหามีเศษวัสดุก่อสร้าง อาทิ หิน กรวดทราย ตลอดเส้นทางถนนพระรามที่ ๒ เมื่อฝนตกเศษวัสดุจะไหลไปยังท่อระบายน้ำ ทำให้ท่อระบายน้ำของถนนพระรามที่ ๒ เกิดการอุดตัน และน้ำท่วมขังตลอดช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริเวณตรงข้ามห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขามหาชัย โครงการพอร์โต้ วิลล่า (Porto Villa) ตำบลนาดี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จนถึงบริเวณหน้าโรงพยาบาลมหาชัย ตำบลมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อจากการก่อสร้าง และไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง อาจทำให้รถยนต์ที่สัญจรเกิดอุบัติเหตุได้โดยง่าย ดังนั้น ขอให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n	(๑) เรื่องปัญหาเศษวัสดุจากการก่อสร้าง ควรประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขุดลอกท่อระบายน้ำบนถนนพระรามที่ ๒ ตั้งแต่บริเวณมหาชัยเมืองใหม่ถึงบริเวณ\nอำเภอบ้านแพ้ว ตามแนวเส้นทางก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขัง\n	(๒) เรื่องไฟฟ้าส่องสว่าง ควรจัดให้มีการติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างบนถนนพระรามที่ ๒ ตั้งแต่บริเวณตรงข้ามห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขามหาชัย โครงการพอร์โต้ วิลล่า (Porto Villa) \nถึงบริเวณหน้าโรงพยาบาลมหาชัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุโดยเร่งด่วน"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
34	1220	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	กฎหมาย	การออกโฉนดที่ดิน	"การขอปรึกษาหารือ เรื่อง ความเดือดร้อนของประชาชนอำเภอสังขะ \nจังหวัดสุรินทร์ กรณีไม่มีไฟฟ้าใช้ และเสาไฟฟ้ากีดขวางทางสัญจร เมื่อวันอังคารที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๗ นั้น จากการลงพื้นที่ได้รับทราบว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอสังขะ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบทันที จึงขอขอบคุณหน่วยงานดังกล่าวที่ให้ความร่วมมือ\nเป็นอย่างดี\n 	 	ทั้งนี้ ในห้วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๗ คน ได้ลงพื้นที่ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อน โดยตั้งแต่วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒\nนางวันดี สีดา และพวก รวมจำนวน ๘ คน ได้นำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) เลขที่ ๗๕ \nตำบลศรีสุข อำเภอศรีณรงค์ จังหวัดสุรินทร์ ยื่นต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาสังขะ เพื่อขอออกโฉนดที่ดิน เจ้าหน้าที่ได้เดินสำรวจและรังวัดเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ และแจ้งว่าภายใน ๑๘๐ วัน จะแจ้งให้ทราบว่าสามารถออกโฉนดได้หรือไม่ เมื่อครบกำหนดระยะเวลา ๑๘๐ วัน ประชาชนเดินทางไปติดต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ สาขาสังขะ ตำบลสังขะ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ และเมื่อสอบถามได้รับคำตอบว่า ให้ไปสอบถามกับสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ และเมื่อเดินทางไปสอบถามได้รับคำตอบว่า ให้กลับไปสอบถามสำนักงานที่ดินจังหวัดสุรินทร์สาขาสังขะ เป็นเช่นนี้มาจนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับคำตอบ ดังนั้นจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งผลการพิจารณาให้ประชาชนได้รับทราบด้วย โดยสามารถติดต่อนางอารีรัตน์ สรใชญาติ หมายเลขโทรศัพท์ ๐๘๒ – ๓๖๖ – ๕๕๔๑ ทั้งนี้ เพื่อประชาชนจะได้\nไม่ต้องเดินทางไป – มา ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
35	1219	93	นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาภาวะโลกร้อนกับการปรับเปลี่ยนของส่วนราชการ	"ขณะนี้ภาวะวิกฤติโลกร้อนกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ทุกหน่วยงานของรัฐบาลจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาวะดังกล่าว และรัฐสภาก็กำลังดำเนินนโยบายรัฐสภาสีเขียว โดยมีวัตถุประสงค์หนึ่ง คือ การประหยัดการใช้ทรัพยากร จึงขอเสนอวิธีที่สามารถทำได้โดยง่าย และสามารถลดจำนวนกระดาษ หมึกพิมพ์ และงบประมาณในการดำเนินการได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งลดโลกร้อนโดยการใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ เอกสารการเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ\nที่แจกให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน จำนวน ๗๐๐ ชุด ก่อนที่\nร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาทุกปี ดังนั้น หากเอกสารมีจำนวน ๑๐,๐๐๐ แผ่นต่อสมาชิกหนึ่งคน (สมาชิกรัฐสภาจำนวน ๗๐๐ คน) หมายความว่าต้องสูญเสียงบประมาณกับกระดาษไม่ต่ำกว่า ๗,๐๐๐,๐๐๐ แผ่นต่อปี ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์และการขนส่ง\n 	ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมาก ไม่สะดวกในการเปิดอ่านเอกสารดังกล่าว เนื่องจากตัวอักษรมีขนาดเล็ก แต่จะใช้วิธีจัดเก็บข้อมูลเป็นไฟล์ดิจิทัลและเปิดใช้งานผ่านแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ (tablet computer) หรือแท็บเล็ตพีซี เพื่อให้สามารถขยายตัวอักษรสำหรับอ่านได้โดยสะดวก และจากการที่ผู้ขอปรึกษาหารือเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ พบว่า จะมีเอกสารจากหน่วยงานต่าง ๆ ส่งมาให้พิจารณาเป็นจำนวนมากเช่นกัน ดังนั้น จึงขอหารือไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 	(๑) ขอให้ประสานมายังรัฐสภาเพื่อขอรับทราบข้อมูลความต้องการของ\nสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ในการรับเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี\nว่ามีความประสงค์จะรับเอกสารเป็นแบบรูปเล่มหรือไฟล์ดิจิทัล เนื่องจากมีสมาชิกรัฐสภาจำนวนมาก\nที่มีความประสงค์รับเอกสารงบประมาณเป็นไฟล์ดิจิทัล ซึ่งจะทำให้สามารถประหยัดงบประมาณได้\nเป็นจำนวนมาก\n 	(๒) ขอให้จัดทำข้อมูลการเสนอขอรับงบประมาณในรูปแบบไฟล์เอ็กเซล (โปรแกรม microsoft excel) หรือฐานข้อมูลที่สามารถค้นหาด้วยคำหลัก (keyword) ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์\nและประหยัดเวลาในการค้นหาข้อมูลคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ"	นายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
36	1218	61	นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร	กฎหมาย	ถอดบทเรียนคดีตากใบที่คดีหมดอายุความ จนไม่สามารถนำจำเลยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้	"จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยยังอยู่ในวังวนการใช้ความรุนแรงอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด หากย้อนศึกษาเหตุการณ์สำคัญในอดีต จะพบว่าตั้งแต่เหตุการณ์ “๑๔ ตุลา ๒๕๑๖” เหตุการณ์ “๖ ตุลา ๒๕๑๙” เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕” เหตุการณ์ “พฤษภาเลือด ๒๕๕๓” หรือล่าสุดคดีความที่หมดอายุความ คือ คดีโศกนาฏกรรมที่ตากใบ หรือเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี ๒๕๔๗ จนมีผู้เสียชีวิต ๘๕ ราย  เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดในสังคมไทย ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มีการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน\nอย่างร้ายแรงหลายเหตุการณ์ แต่ที่ผ่านมาบุคคลเหล่านี้กลับไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างที่ควรจะเป็น\nดังนั้น วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดจึงกลายเป็นใบอนุญาตในการก่ออาชญากรรมในนามเจ้าหน้าที่ของรัฐ\nโดยที่กฎหมายไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ เนื่องจากหลายครั้งบุคคลเหล่านี้\nตรากฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเอง หรือใช้วิธีการหลบหนีคดีจนหมดอายุความทำให้ไม่สามารถเอาผิดได้ และตราบใดที่ผู้กระทำความผิดยังไม่ถูกนำตัวมาลงโทษ สุดท้ายแล้วความเชื่อมั่นของประชาชนที่มี\nต่อกฎหมายก็จะเสื่อมถอยลง\n		กรณีเหตุการณ์ตากใบที่คดีเพิ่งหมดอายุความไปนั้น พบว่า ปลัดอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม หนึ่งในจำเลยคดีตากใบที่ถูกออกหมายจับตามคำสั่งฟ้องของอัยการสูงสุด ที่ไม่ไปศาล\nตามนัด ได้ลาพักผ่อนจนคดีหมดอายุความและกลับมาปฏิบัติงาน โดยได้รายงานตัวกับต้นสังกัด\nหลังจากคดีตากใบหมดอายุความเพียงแค่ ๑ วัน ดังนั้น จึงต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับหลักนิติรัฐ \nทุกคนต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายเดียวกัน เพื่อให้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดหายไป \nโดยการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๕ ที่กำหนดให้อายุความหยุดลงต่อเมื่อศาลรับฟ้อง\nและนำตัวผู้กระทำความผิดมายังศาล \n		ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลและพรรคการเมือง ร่วมกันพิจารณาแก้ไขบทบัญญัติ\nของกฎหมายดังกล่าว ให้เป็นอายุความหยุดลงไม่ดำเนินต่อเมื่อจำเลยหนีคดี หรือเมื่อศาลประทับรับฟ้องเท่านั้น โดยให้รวมถึงความผิดที่ร้ายแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งนี้ การกำหนด\nอายุความไว้ เพื่อมุ่งหมายให้มีการเร่งรัดสอบสวนดำเนินคดีก่อนที่หลักฐานต่าง ๆ จะสูญหายไป ไม่ว่าจะเป็นพยานวัตถุ หรือความทรงจำของพยานบุคคล แต่ถ้าการกำหนดอายุความมีช่องโหว่ จะทำให้ผู้กระทำความผิดมีโอกาสหลุดรอดจากกระบวนการยุติธรรม ตัวอย่างเช่น คดีตากใบ จึงเป็นเหตุผลเพียงพอ\nที่จะพิจารณาแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่อยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ \nด้วยการสร้างบรรทัดฐานกระบวนการยุติธรรมใหม่ ไม่ให้กฎหมายมีช่องโหว่ให้ผู้กระทำความผิด\nหลุดพ้นความผิดไปได้ เพราะคนทุกคนย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
37	1217	91	นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ	นโยบายของรัฐบาล	การก่อสร้างทางรถไฟสายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด – มุกดาหาร  – นครพนม	"โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายบ้านไผ่ – มหาสารคาม – ร้อยเอ็ด \n– มุกดาหาร – นครพนม ระยะทาง ๓๕๕ กิโลเมตร ผ่าน ๖ จังหวัด ประกอบด้วย (๑) จังหวัดขอนแก่น (๒) จังหวัดมหาสารคาม (๓) จังหวัดร้อยเอ็ด (๔) จังหวัดยโสธร (๕) จังหวัดมุกดาหาร และ \n(๖) จังหวัดนครพนม มีจำนวน ๖ สถานี โครงการนี้เป็นโครงการที่ประชาชนในพื้นที่มีความคาดหวัง \nเนื่องจากเป็นทางรถไฟสายแรกที่เชื่อมต่อภาคอีสานกลางกับอีสานตอนบน มีจุดสิ้นสุดโครงการ\nที่สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ ๓ (นครพนม – คำม่วน) จังหวัดนครพนม \n	การดำเนินการก่อสร้าง ประกอบด้วย ๒ ช่วง ดังนี้\n	ช่วงที่ ๑ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ถึง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ระยะทาง ๑๘๐ กิโลเมตร การดำเนินงาน พบว่า มีความคืบหน้าเพียงร้อยละ ๑๒.๑๖ ของโครงการ \n	ช่วงที่ ๒  อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ถึง สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ ๓ (นครพนม – คำม่วน) จังหวัดนครพนม ระยะทาง ๑๗๕ กิโลเมตร การดำเนินงาน พบว่า มีความคืบหน้าเพียงร้อยละ ๐.๒๕๗ ของโครงการ\n	โครงการนี้เริ่มต้นก่อสร้างเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๖๖ และจะสิ้นสุดโครงการ ปี ๒๕๗๐ ปรากฏว่า โครงการดังกล่าวมีความล่าช้าในการดำเนินการก่อสร้าง จึงขอสอบถามว่า มีกรณีปัญหาติดขัดในเรื่องงบประมาณหรือแบบแปลนการก่อสร้าง หรือได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงบ้านไผ่ – มุกดาหาร – นครพนม หรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยว และด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น ขอให้กระทรวงคมนาคมชี้แจงกรณีความล่าช้าในการก่อสร้างและขอให้เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างโดยเร็ว"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	21	2567	2024-10-29T00:00:00
38	1212	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ กรณีไม่มีไฟฟ้าใช้ และเสาไฟฟ้ากีดขวางทางสัญจร	"จากการลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ดังนี้\n 		จุดที่หนึ่ง บ้านวังปลัด หมู่ที่ ๘ ตำบลทับทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ผู้ใหญ่บ้าน\nบ้านวังปลัด ได้แจ้งว่า มีบ้านเรือนประชาชน จำนวน ๕ ครัวเรือน เดือดร้อนจากการไม่มีไฟฟ้าใช้ \n(เริ่มจากบ้านนางธิดารัตน์  เชื้อฉลาด ถึงบ้านนายสรพงษ์  คำดี)   \n 		จุดที่สอง บ้านวังปลัด หมู่ที่ ๘ ตำบลทับทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านวังปลัด ได้แจ้งว่า มีบ้านเรือนประชาชน จำนวน ๗ ครัวเรือน เดือดร้อนจากการไม่มีไฟฟ้าใช้ \n(เริ่มจากบ้าน นางประคอง  บุญเชิด ถึงบ้านนางสาคร  สมฤทธิ์)  \n 		จุดที่สาม บ้านสวาท หมู่ที่ ๑๔ ตำบลทับทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านสวาท ได้แจ้งว่า มีบ้านเรือนประชาชน จำนวน ๕ ครัวเรือน เดือดร้อนจากการไม่มีไฟฟ้าใช้ \n(เริ่มจากบ้านนางวัลย์ลา  ไทยสอน ถึงบ้านนายถวิล  กันนุลา) \n 		จุดที่สี่ บ้านวังปลัด หมู่ที่ ๘ ตำบลทับทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ผู้ใหญ่บ้าน\nบ้านวังปลัด ได้แจ้งว่า มีบ้านเรือนประชาชน จำนวน ๑๕ ครัวเรือน เดือดร้อนจากเสาไฟฟ้าที่ติดตั้ง\nกีดขวางทางจราจร การสัญจรของประชาชนลำบากและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จึงควรดำเนินการย้าย\nเสาไฟฟ้า (เริ่มจากบ้านนางคำภา  การเกตุ ถึงที่ดินนายพงศ์ศักดิ์  บุญอุ่น)    \n 		จุดที่ห้า บ้านวังปลัด หมู่ที่ ๘ ตำบลทับทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านวังปลัด ได้แจ้งว่า มีเสาไฟฟ้าทำด้วยไม้เริ่มผุพังตามกาลเวลาอาจก่อให้เกิดอันตรายบริเวณบ้าน\nนางดารา  จันทร์แก้ว ถึงบริเวณบ้านนายธีรศักดิ์  ศรีราตรี\n"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
39	1211	37	นายชูชาติ อินสว่าง	นโยบายของรัฐบาล	การกำกับดูแลการดำเนินงานสหกรณ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ 	การดำเนินกิจการสหกรณ์ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ มาถึงปัจจุบัน\nได้ดำเนินการมาแล้ว ๑๐๘ ปี ซึ่งสหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ จังหวัดพิษณุโลก เป็นสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย โดยการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสมาคม เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๙ ต่อมาได้มีการจัดตั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานของสหกรณ์ \nให้มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ตรวจสอบได้ และเกิดความคุ้มค่ากับสมาชิก ซึ่งปัจจุบันกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการเปิดสอบคัดเลือกบุคลากรให้ดำรงตำแหน่ง “สหกรณ์จังหวัด” โดยได้มีการจัดสอบแล้ว \nแต่ยังไม่สามารถประกาศผลการสอบคัดเลือกและแต่งตั้งบุคคลมาเป็นสหกรณ์จังหวัดได้ และผู้เข้าสอบไม่สามารถตรวจสอบผลการสอบคัดเลือกได้ ประกอบกับสหกรณ์หลายแห่งทั่วประเทศมีการเปลี่ยนผู้จัดการสหกรณ์ ซึ่งต้องมีการให้ความรู้และกำกับดูแล เมื่อปัจจุบันยังไม่มีการแต่งตั้ง “สหกรณ์จังหวัด” ทำให้การทำงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์มีสภาพเสมือนสุญญากาศ ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกรมส่งเสริมสหกรณ์เกี่ยวกับกรณีการสอบคัดเลือกตำแหน่ง “สหกรณ์จังหวัด” ว่าเหตุใดจึงยังไม่สามารถประกาศ\nผลการสอบคัดเลือกได้ และขอให้เปิดเผยผลการสอบคัดเลือกตามหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้ที่เข้าสอบได้รับทราบและสามารถตรวจผลการสอบได้ต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
40	1210	29	นายชวภณ วัธนเวคิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	สาธารณูปโภคบนเกาะช้าง จังหวัดตราด	"“เกาะช้าง” จังหวัดตราด ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Travel   Leisure (T L) ให้เป็นสถานที่พักผ่อนเขตร้อนชื้นที่ดีที่สุดเป็นอันดับ ๒ ของโลก รองจากประเทศมัลดีฟส์ \\nแต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของเกาะช้างยังไม่ได้มาตรฐาน ดังนี้ \\n 	๑) ถนนบนเกาะช้าง โดยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวการจราจรบนเกาะช้างจะติดขัดอย่างมาก เนื่องจากการก่อสร้างนนรอบเกาะช้างช่วงบ้านสลักเพชร – บ้านบางเบ้า ยังดำเนินการ\\nไม่แล้วเสร็จ ซึ่งการก่อสร้างถนนรอบเกาะช้างได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ และจากการติดตามความคืบหน้าพบว่า สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) \\nได้มีการขอปรับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) นอกรอบกับกรมทางหลวงชนบท \\nซึ่งกรมทางหลวงชนบทได้ปรับแก้ไขและส่งกลับไปยัง สผ. เพื่อตรวจสอบแล้ว ซึ่ง สผ. ยังไม่ได้ส่งผล\\nการปรับแก้ไข EIA ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาเพื่อที่จะได้ดำเนินการก่อสร้างถนนรอบเกาะช้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  \\n 	๒) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว โดยโครงการอ่างเก็บน้ำคลองพร้าว กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วบางส่วน แต่ยังมีปัญหาเรื่องการส่งมอบพื้นที่บางส่วนที่ใช้ในการก่อสร้าง \\nซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการให้เพิกถอนพื้นที่การก่อสร้างออกจากอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๔ และอยู่ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ\\nและสิ่งแวดล้อม จัดทำแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรี ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามความคืบหน้าเรื่องการส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวเพื่อจะได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองพร้าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป\\n 	๓) โครงการระบบประปา รองรับพื้นที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเกาะช้าง\\nของการประปาส่วนภูมิภาค ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลโครงการนี้ ได้แก่ การประปาส่วนภูมิภาค \\nกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ\\nและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ขอให้ทั้ง ๓ หน่วยงานดังกล่าว เร่งดำเนินการเพื่อให้โครงการระบบน้ำประปาแล้วเสร็จโดยเร็ว "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
41	1209	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	นโยบายของรัฐบาล	มาตรการส่งเสริมความยั่งยืนของธุรกิจการท่องเที่ยวไทย	จากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum : WEF) ได้รายงานดัชนีความสามารถในการแข่งขันด้านการเดินทางท่องเที่ยว (Travel 	นายกรัฐมนตรี \nนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
42	1208	35	นายชิบ จิตนิยม	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๓ ทองผาภูมิ – สังขละบุรี	"จังหวัดกาญจนบุรีเป็นพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจทางด้านตะวันตก มีกิจกรรมการค้า \nและการลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยว โดยมีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๓ ทองผาภูมิ – สังขละบุรี \nเป็นเส้นทางสายหลักซึ่งเริ่มต้นจากถนนเพชรเกษม ผ่านจังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เชื่อมต่อกับประเทศเมียนมาที่ด่านเจดีย์สามองค์ ถือเป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญด้านทิศตะวันตกของประเทศไทย  \n	สภาพปัญหาทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๓ ทองผาภูมิ – สังขละบุรี กม.ที่ ๒๖๓ – ๒๖๗ ระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร บริเวณจุดเนินช้างร้อง (กม.ที่ ๒๖๓ – ๒๖๔) และจุดลงเนินยาว (กม.ที่ ๒๖๔ – ๒๖๗) มีเพียง ๒ ช่องจราจร สภาพถนนมีโค้งหักศอก และมีความลาดชันมาก เป็นเหตุให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ต้องวิ่งคร่อมช่องจราจร และประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำในบริเวณดังกล่าวบ่อยครั้ง รวมทั้งปัญหาการจราจรติดขัดอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ ซึ่งต้องใช้เวลากว่า ๓๖ ชั่วโมง จึงจะสามารถนำรถที่พลิกคว่ำออกจากเส้นทางดังกล่าวได้ ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ มีความต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยขยายช่องจราจรเป็น ๔ ช่องจราจร เพื่อให้รถบรรทุกขนาดใหญ่สามารถสัญจรได้สะดวก ซึ่งจะช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุลงได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ขอให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พิจารณาแก้ไขปัญหาการจราจรทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๓ ทองผาภูมิ – สังขละบุรี โดยขยายช่องจราจรจากเดิม ๒ ช่องจราจร เป็น ๔ ช่องจราจร โดยเร็ว  "	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
43	1207	61	นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร	นโยบายของรัฐบาล	การตอบรับข้อเสนอของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (กลุ่มพีมูฟ : P – move)	"เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๗ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (กลุ่มพีมูฟ : \nP – move) ได้ชุมนุมบริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้รัฐบาลแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายของกลุ่มพีมูฟ \n๑๐ ข้อ อาทิ ด้านการกระจายอำนาจ ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการคุ้มครองชาติพันธุ์และสิทธิความเป็นมนุษย์ ซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวหลายด้านเป็นนโยบายที่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๖ \nโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งมีนายเศรษฐา  ทวีสิน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๖๙/๒๕๖๖ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ลงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๖ ร่วมประชุมปรึกษาหารือตัวแทนกลุ่มพีมูฟ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม แต่เนื่องจากนายเศรษฐา  ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นเหตุให้คณะกรรมการดังกล่าวสิ้นสภาพไป และรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ได้แสดงท่าทีตอบรับข้อเสนอของกลุ่มพีมูฟ ที่มีความประสงค์ต้องการให้รัฐบาลมีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” ชุดใหม่ เพื่อสานต่อภารกิจด้านนโยบายดังกล่าวต่อไป โดยดำเนินการเพียงแค่ส่งเจ้าหน้าที่มารับหนังสือข้อเสนอของกลุ่มพีมูฟเท่านั้น            \n	ทั้งนี้ ได้ร่วมกับกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ลงพื้นที่สังเกตการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพีมูฟ ได้รับทราบข้อมูลว่า ประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวเดินทางมาจากภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อส่งเสียงสะท้อนถึงความเดือดร้อน เช่น ปัญหา\nถูกยึดที่ดินทำกิน ทั้งนี้แม้กลุ่มผู้ชุมนุมจะได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอน ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ๒๕๕๘ แต่เจ้าหน้าที่กลับห้ามมิให้ผู้ชุมนุมเข้าใกล้บริเวณทำเนียบรัฐบาล\nในรัศมี ๕๐ เมตร โดยมีการนำรั้วเหล็กมากั้นบริเวณทางเข้า – ออก ห้ามรถขนเสบียงของผู้ชุมนุมเข้า – ออก และห้ามผู้ชุมนุมใช้ห้องน้ำ  \n	นอกจากนี้ เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๗ ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสมาชิกของ “คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ” (United Nations Human Rights Council : UNHRC) จึงเป็นที่จับตามองจากชาติสมาชิก รัฐบาลจึงต้องระมัดระวังปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนที่อาจเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งติดตามรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าว โดยเร็วที่สุด\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
44	1206	107	นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ผลกระทบจากการดำเนินโครงการฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย	"เวียงหนองหล่ม ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำแอ่งเชียงแสน มีพื้นที่ ๑๔,๔๕๗ ไร่ อยู่ในเขตอำเภอแม่จัน และอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยแอ่งเชียงแสนมีความหลากหลาย\nทางชีวภาพของสัตว์น้ำและพืชประจำถิ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์เป็นแหล่งอาศัยของนกอพยพ\nจากเอเชียตะวันออก และเป็นเขตอนุรักษ์ที่มีความสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ  \n 	คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๒ ให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำ\nเวียงหนองหล่ม โดยมอบหมายให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบ ภายใต้แผน\nการอนุรักษ์พัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม โดยใช้งบประมาณกว่า ๓,๘๘๐ ล้านบาท เริ่มตั้งแต่ปี \nพ.ศ. ๒๕๖๔ – ๒๕๖๘ โดยการขุดลอกแก้มลิงพื้นที่มากกว่า ๒,๕๐๐ ไร่ ดำเนินงานโดยกรมชลประทาน \nซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่เวียงหนองหล่มเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเกษตรกรกลุ่มปางควาย กลุ่มผู้หาปลา และกลุ่มผู้หาผักในหนองน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ \nแหล่งทำมาหากินใช้และใช้ประโยชน์ของเกษตรกรในพื้นที่ \n 	ปัจจุบันโครงการยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ โดยพื้นที่ดังกล่าวถูกขุดลอก\nจนไม่เหลือสภาพความสมบูรณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญ ซึ่งการขุดลอกที่มีความลึกทำให้เกิด\nความลาดชันที่อันตรายเกินกว่าคนและสัตว์เลี้ยงจะลงไปใช้น้ำได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาดินที่ถูกขุดขึ้นมาจำนวนมาก ยังไม่มีสถานที่สำหรับขนย้ายแต่อย่างใด สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่\nเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงขอรับทราบข้อมูลและหารือต่อรัฐบาลเพื่อดำเนินการ ดังนี้  \n 	๑) รัฐบาลได้กำหนดมาตรการในการช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร และเมื่อใด  \n	๒) รัฐบาลจะดำเนินการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ (Zoning) เพื่อการเลี้ยงควาย การเพาะพันธุ์สัตว์ พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และพื้นที่ทำกิน ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติหรือไม่ อย่างไร\n 	๓) รัฐบาลจะปรับปรุง แก้ไขแบบการขุดลอกเพื่อลดความลาดชันของตลิ่งเป็นช่วง ๆ เพื่อให้คนและสัตว์สามารถลงไปใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำด้วยความปลอดภัย หรือมีมาตรการที่สามารถ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ อย่างไร\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
45	1205	93	นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	การเรียกร้องสิทธิของชาวเลมอแกนที่ถูกละเมิดสิทธิด้านสถานะบุคคล และที่ดินทำกิน	"ชาวเล หรือกลุ่มชาติพันธุ์มอแกนในอดีตเป็นนักเดินทางอิสระ ร่อนเร่\nไปตามเกาะต่าง ๆ โดยปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัยตามฤดูกาล และมีประวัติเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยกว่า ๑๐๐ ปี โดยได้ตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนชาวเลกลุ่มใหญ่ จำนวน ๕ แห่ง บริเวณเกาะเหลา เกาะพยาม เกาะช้าง จังหวัดระนอง หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา และหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งชาวเลจะประสบปัญหาแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ เช่น การที่ไม่มีสถานะบุคคล เป็นบุคคลไร้สัญชาติ การเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ ไม่ได้รับการยอมรับในฐานะประชาชนคนไทย ไม่มีบัตรประชาชนหรือบัตรทอง \nและการถูกหลอกให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเพราะไม่มีความรู้ และอ่านหนังสือไม่ออก ทำให้ถูกขับไล่ไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่สาธารณูปโภคพื้นฐานเข้าไม่ถึง เมื่อเจ็บป่วยต้องนั่งเรือเป็นระยะทางกว่า ๓ กิโลเมตร \nเพื่อไปรักษาอาการป่วย อีกทั้งไม่มีสวัสดิการตามสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงเงินตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑๐,๐๐๐ บาท ซึ่งรัฐบาลมอบให้กลุ่มเปราะบางนั้น มีชาวเลหลายพันคนไม่ได้รับสิทธิแต่อย่างใด \nถึงแม้ว่าชาวเลจะพยายามต่อสู้เพื่อสิทธิของตนมาตลอดหลายสิบปี จนกระทั่งได้มีมติคณะรัฐมนตรี\nเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อปัญหาที่กลุ่มชาวเลเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิที่อยู่อาศัย และการดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้ ทำให้ชาวเลยังถูกฟ้องร้องขับไล่ให้ออกจากที่อยู่อาศัยและที่ดินบรรพชน โดยประเด็นเร่งด่วน คือ กรณีพิพาทที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ซึ่งมีปัญหามาตั้งแต่ปี ๒๔๙๗ ขณะนี้เหลือระยะเวลาตามคำสั่งศาล ๓๐ วัน ชาวเลจะโดนขับไล่\n\n\n								        ออกจากพื้นที่...\n\n\nออกจากพื้นที่ ดังนั้น จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้รับเรื่องจากแกนนำชาวเล \nเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๗ เร่งพิจารณาให้กรมบังคับคดีดำเนินการไกล่เกลี่ย สอบสวนข้อเท็จจริง \nและเร่งดำเนินการชะลอการบังคับคดีที่ดินอันเป็นข้อพิพาทออกไป เพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรมโดยเร็ว\n 		ขณะนี้ชาวเลได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม \nหรือ P – Move และได้ชุมนุมเรียกร้องสิทธิอยู่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลา ๒ สัปดาห์แล้ว ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณา ดังนี้\n 		๑) พิจารณามอบหมายให้นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี \nและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อเป็นตัวแทนรัฐบาลชุดปัจจุบันในการเจรจากับผู้แทน\nของ P – Move เรื่องการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน\n 		๒) พิจารณาตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์มอแกน และให้คณะกรรมการฯ รายงานผลการพิจารณาต่อคณะรัฐมนตรีโดยเร็ว"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
46	1204	113	นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา	ความเดือดร้อนของประชาชน	ประชาชนในพื้นที่ตำบลคลองนารายณ์ จังหวัดจันทบุรี ไม่มีน้ำประปา เพื่ออุปโภค บริโภค	เนื่องจากองค์การบริหารส่วนตำบลคลองนารายณ์ และผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๗ หมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๙ และหมู่ที่ ๑๐ ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนว่าประชาชน จำนวน ๒๐๐ กว่าครัวเรือน ไม่มีน้ำประปาเพื่ออุปโภค บริโภค\nมาหลายสิบปี โดยที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่จะใช้น้ำจากบ่อสาธารณะเพื่อทำความสะอาดร่างกาย\nและเสื้อผ้า สำหรับบ่อที่ขุดขึ้นเองไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากน้ำมีคราบสีแดงเข้ม และเป็นสนิม \nอีกทั้งยังปนเปื้อนสารเคมี เพราะเมื่อใช้แล้วจะมีผื่นและคันตามลำตัว เมื่อไปร้องเรียนกับส่วนราชการ \nได้คำตอบว่าไม่มีงบประมาณ ดังนั้น จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณเพื่อขยายเขตประปาให้กับประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๗ หมู่ที่ ๘ \nหมู่ที่ ๙ และหมู่ที่ ๑๐ ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนโดยเร็ว   	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
47	1203	28	นายชวพล วัฒนพรมงคล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการจราจรบนถนนพระราม2 จากถนนที่ชำรุดและน้ำท่วมขัง	"ด้วยมีประชาชนชาวจังหวัดสมุทรสาครได้ร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับ ความเดือดร้อนที่เกิดจากการใช้ถนนพระราม ๒ รวม ๒ ประเด็น ดังนี้\n		๖.๑ ปัญหาการจราจร เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนัก ทำให้มีน้ำท่วมขัง\nบนถนนพระราม ๒ ส่งผลให้การจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังพบปัญหาการชำรุดเสียหายของถนน ทำให้ถนนจาก ๕ ช่องจราจร สามารถใช้สัญจรได้เพียง ๒ ช่องจราจร จากการที่มีน้ำท่วมขังและถนนชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ทางจำนวนมากที่ประสบปัญหาการจราจรที่ติดขัดล่าช้า หรือรถเสียจากการตกหลุม หรือจากการที่ผิวการจราจรทรุดตัว ทำให้ยางรถยนต์และล้อชำรุด\nได้รับความเสียหาย โดยได้มีการแจ้งความดำเนินคดี ทั้งนี้ได้นำเรื่องดังกล่าวหารือกับจังหวัดสมุทรสาคร ว่าควรมีการแจ้งเตือนและเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อรับมือกับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในฤดูฝน แต่กลับไม่มีการดำเนินการใด ๆ จนทำให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาการจราจรติดขัด\nที่เกิดจากการปิดถนนในเวลากลางคืน และจากกรณีฝนตกมีน้ำท่วมขังในเวลากลางวัน รวมทั้งปัญหา\nผิวการจราจรทรุดตัว ทำให้รถของประชาชนได้รับความเสียหาย และป้ายทะเบียนรถของประชาชนสูญหาย\nเป็นจำนวนมาก \n		๖.๒ ปัญหาสะพานกลับรถไม่เพียงพอ ปัจจุบันถนนพระราม ๒ นับตั้งแต่บริเวณ\nเชิงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนจนถึงเขตอำเภอบ้านแพ้ว ระยะทางประมาณ ๘ กิโลเมตร มีสะพานกลับรถเพียง ๒ จุด เท่านั้น ทำให้ประชาชนที่ใช้ทางประสบปัญหาความเดือดร้อน เนื่องจากการที่มีจุดกลับรถ\nไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งใช้วิธีการขับรถย้อนศร ซึ่งอันตรายและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ควรเพิ่มจุดกลับรถอย่างน้อยอีก ๑ จุด ในช่วงระยะทางดังกล่าว  \n		ดังนั้น จึงขอให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ในการใช้ถนนพระราม ๒ ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต่อไป "	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
48	1201	108	นางมยุรี โพธิแสน	สถานการณ์บ้านเมือง	ผำคืออาหารแห่งอนาคต 	"ผำ หรือบางพื้นที่เรียกว่า ไข่ผำ หรือไข่น้ำ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “วูฟเฟีย” (Wolffia) เป็นพืชน้ำขนาดเล็ก ไม่มีรากไม่มีใบและไม่มีต้น ลักษณะกลม เล็ก ไม่มีกลิ่น มีอัตราการขยายตัว\nอย่างรวดเร็ว ในระยะเวลา ๕ – ๗ วัน สามารถเก็บผลผลิตได้ ผำเป็นอาหารพื้นถิ่นของไทย แต่โบราณ ประชาชนในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือนิยมนำมาประกอบอาหารเพื่อรับประทาน เจริญเติบโตในแหล่งน้ำสะอาดปราศจากสารเคมีเท่านั้น จึงหามารับประทานได้ยาก ผำอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ได้แก่ ใยอาหาร วิตามิน เอ วิตามินบี12 ลูทีน โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคลเซียม สังกะสี \nและโปรตีน และสามารถทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ ผำจึงเหมาะกับกลุ่มคนที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ กลุ่มคนรักสุขภาพ ผำถือเป็นอาหาร Super Food สุดยอดของแหล่งโปรตีนทดแทน ที่ประกอบด้วย \n(๑) อาหารอินทรีย์ (Organic Food) (๒) อาหารเสริมสุขภาพ (Functional Food) (๓) อาหาร\nทางการแพทย์ (Medical Food) และ (๔) อาหารนวัตกรรมใหม่ (Novel Food)   \n		ปัจจุบันพบว่า เด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบรับประทานผัก เพราะผักมีรสชาติไม่อร่อย \nเหม็นเขียว จึงส่งผลต่อภาวะโภชนาการการเจริญเติบโตของเด็ก ซึ่งผำไม่มีรสชาติจึงเหมาะสม\nที่จะนำมาประกอบอาหารให้แก่เด็กทุกเมนู นอกจากนี้ สามารถใช้ผำเป็นอาหารของสัตว์ เพื่อทดแทน\nถั่วเหลืองที่มีราคาแพง อีกทั้ง ผำยังช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศได้เทียบเท่ากับป่า\nที่สมบูรณ์ในพื้นที่ ๆ เท่ากันอีกด้วย \n		ดังนั้น ผำเป็นคำตอบที่ดีสำหรับประเภทอาหารแห่งอนาคต จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ และวิจัย\nและนวัตกรรม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนงบประมาณสำหรับการวิจัยและพัฒนาผำเป็นอาหารแห่งอนาคต เพื่อยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมให้สามารถแข่งขันในเวทีโลก มุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยให้เป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถจำหน่ายสู่ตลาดโลก\nได้จริงซึ่งเป็นการสร้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่ม  "	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
49	1200	54	นายธนภัทร ตวงวิไล	กฎหมาย	ขอคืนที่ดินบริจาคบริเวณสถานีตำรวจภูธรบ้านเหลื่อมในอดีต เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างวัด	เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ชาวบ้านตำบลบ้านเหลื่อม อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา  \nได้บริจาคที่ดิน จำนวน ๖.๓ ไร่ เพื่อเป็นที่ทำการของสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเหลื่อม ต่อมาเมื่อปี  พ.ศ. ๒๕๒๑ ตำบลบ้านเหลื่อม ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอบ้านเหลื่อม ทำให้สถานีตำรวจภูธร \nตำบลบ้านเหลื่อมได้รับการยกฐานะเป็นสถานีตำรวจภูธรบ้านเหลื่อม และย้ายที่ทำการไปตั้ง  \nณ ศูนย์ราชการอำเภอบ้านเหลื่อมแห่งใหม่ ห่างจากที่ทำการเดิม ๕ กิโลเมตร พร้อมทั้งรื้อถอนอาคาร สถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเหลื่อมหลังเดิมไปแล้วกว่า ๔๖ ปี จึงทำให้ที่ดินบริเวณนั้นรกร้างว่างเปล่า  \nต่อมาชาวบ้านได้ยื่นหนังสือต่อกรมธนารักษ์ เพื่อขอใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยการสร้างวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกรมธนารักษ์ ได้แจ้งผล\nการพิจารณาว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้มีสิทธิในการขอใช้ที่ดินราชพัสดุเพื่อก่อสร้างวัด \nโดยต้องทำความตกลงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ส่งคืนที่ดินราชพัสดุก่อน ทั้งนี้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา ได้มีหนังสือ ที่ นม ๐๐๓๔/๔๘๔ ลงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เรียน ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ้านเหลื่อม เพื่อหารือเกี่ยวกับการสละสิทธิครอบครอง และส่งมอบที่ดินราชพัสดุคืนกระทรวงการคลัง เพื่อนำที่ดินราชพัสดุมาดำเนินการสร้างวัด แต่ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้\nสถานีตำรวจภูธรบ้านเหลื่อม ยังไม่ได้ตอบข้อหารือของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา\nแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาการสละสิทธิครอบครอง และส่งมอบ\nที่ดินราชพัสดุคืนกระทรวงการคลัง เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินในการก่อสร้างวัดต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
50	1199	128	นางวาสนา ยศสอน	กฎหมาย	ขอให้รัฐบาลคืนสิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลให้ลูกจ้างประจำ (ผู้รับบำเหน็จรายเดือน)	เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๗ ได้รับหนังสือจากนายวิชาญ  ชัยชมพู \nนายกสมาคมลูกจ้างส่วนราชการ และผู้รับบำเหน็จรายเดือน เพื่อขอให้รัฐบาลคืนสิทธิสวัสดิการ\nการรักษาพยาบาลหลังเกษียณอายุราชการ (ผู้รับบำเหน็จรายเดือน) กล่าวคือ ลูกจ้างประจำ ขณะที่\nรับราชการจะมีสิทธิได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. ๒๕๕๓ เหมือนกับข้าราชการทุกประการ แต่เมื่อเกษียณอายุราชการ ลูกจ้างประจำจะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นผู้รับบำเหน็จรายเดือน และสิทธิสวัสดิการที่เคยได้รับจะถูกตัดสิทธิไปโดยทันที โดยเปลี่ยนไปใช้สิทธิจากกองทุนหลักประกันสุขภาพหรือบัตรทองแทนสิทธิเดิม เป็นการเลือกปฏิบัติ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และส่งผลต่อขวัญกำลังใจ รวมทั้งคุณภาพชีวิตหลังเกษียณราชการ โดยผู้รับบำเหน็จรายเดือนได้รับผลกระทบอย่างยาวนานร่วม ๑๕ ปี ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เดือนกันยายน ๒๕๖๖ ลูกจ้างประจำมีจำนวน ๔๕,๔๙๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๙๓.๕ และผู้รับบำเหน็จรายเดือนมีจำนวน ๙๑,๗๖๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๖๖.๕ เมื่อเปรียบเทียบสิทธิผู้รับเบี้ยหวัดกับสิทธิผู้รับบำเหน็จรายเดือน เช่น บำเหน็จตกทอด เงินบำเหน็จวัยเกษียณ สิทธิรักษาพยาบาล เงินช่วยค่าครองชีพและการเสียชีวิต จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยค่าผันแปรของลูกจ้างประจำและผู้รับบำเหน็จรายเดือนในอนาคตจะมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกจ้างประจำเมื่อเกษียณอายุราชการจะไม่มีการบรรจุทดแทนทุกกรณีตามมติคณะรัฐมนตรีปี พ.ศ. ๒๕๔๐ – ๒๕๔๒ และอาจมีกรณีการเสียชีวิตระหว่างปี ซึ่งคาดว่าผู้รับบำเหน็จรายเดือนจะมีจำนวนลดลง เพราะเป็นไปตามช่วงอายุ โดยบิดา และมารดาร้อยละ ๙๐ เสียชีวิต บุตรร้อยละ ๙๐ มีอายุเกิน ๒๐ ปี ซึ่งเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ ผู้รับบำเหน็จรายเดือนบางคนไปใช้สิทธิค่ารักษาพยาบาลจากสามี ภรรยา หรือบุตรที่ยังรับราชการ จึงทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของรัฐบาลลดลง จึงขอให้รัฐบาลคืนสิทธิสวัสดิการ\nการรักษาพยาบาลให้แก่ลูกจ้างประจำ (ผู้รับบำเหน็จรายเดือน) ให้มีสิทธิรับการรักษาพยาบาลเช่นเดียวกับกรณีรับราชการ เพื่อคงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรี ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ\nแก่ลูกจ้างประจำ และผู้รับบำเหน็จรายเดือน	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
51	1198	161	นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา	นโยบายของรัฐบาล	การช่วยเหลือ SMEs ไทยกับการแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศ	จากสมาชิกวุฒิสภาได้ขอปรึกษาหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมวุฒิสภา ในคราวการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๙ (สมัยสามัญประจำปี\nครั้งที่หนึ่ง) วันอังคารที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗ เรื่อง ความเดือดร้อนของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และประธานวุฒิสภาได้เห็นชอบให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อพิจารณา ตามหนังสือวุฒิสภา ที่ สว ๐๐๐๑/๔๕๕๕ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๗ ซึ่งในข้อเสนอแนะตาม (๓) มาตรการระยะยาว ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยสินค้าของผู้ประกอบการภายในประเทศ และสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศจะต้องเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเท่านั้น จึงเสนอความเห็นเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวว่า ขอให้กระทรวงอุสาหกรรมควบคุมสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน จะต้องเป็นมาตรฐานสินค้าที่ผลิตภายในประเทศไทย \nซึ่งจะช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศได้ 	กระทรวงอุตสาหกรรม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	19	2567	2024-10-22T00:00:00
52	1197	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความชำรุดทรุดโทรมของโรงพยาบาลลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี	โรงพยาบาลลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีผู้ใช้บริการ\nเป็นจำนวนมาก แต่อาคารรักษาผู้ป่วย ห้องดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต (ICU) และห้องฉุกเฉิน มีสภาพทรุดโทรม โครงสร้างของอาคารแยกออกจากกันและมีงูเลื้อยเข้าไปอยู่อาศัย พื้นกระเบื้องมีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ทำให้พื้นไม่เรียบเสมอกัน ก่อให้เกิดปัญหาในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และผู้ใช้รถเข็น \nสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ ผนังและเสาของอาคารมีรอยร้าวขนาดใหญ่  และบริเวณฝ้าเพดานห้องตรวจผู้ป่วยเมื่อเกิดฝนตกจะมีน้ำฝนไหลลงมาขังทำให้ฝ้าเพดานอุ้มน้ำส่งผลให้\nฝ้าเพดานอาจพังเสียหายตกลงมายังพื้นด้านล่างได้ จากที่กล่าวมาข้างต้น สาเหตุเกิดจากดินทรุด จึงทำให้เสาและโครงสร้างต่าง ๆ ของอาคารแตกร้าว เกิดพื้นต่างระดับทำให้มีช่องว่างระหว่างพื้นกับบันไดสูงมาก	กระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
53	1195	73	นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น	นโยบายของรัฐบาล	ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำรูใหญ่ จังหวัดพังงา	"จากโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำรูใหญ่ ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง \nจังหวัดพังงา เป็นโครงการสำคัญที่ช่วยแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการน้ำ และเป็นโครงการที่ประชาชน\nในพื้นที่จังหวัดพังงาและจังหวัดภูเก็ตต้องการอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลและความจำเป็น ดังนี้ \n 	๑. จังหวัดพังงาเป็นจังหวัดที่มีปริมาณฝนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก แต่ไม่มีสถานที่สำหรับ\nกักเก็บน้ำ เพื่อนำน้ำมาใช้ประโยชน์\n 	๒. ในช่วงฤดูแล้งประชาชนจังหวัดพังงาจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค \n- บริโภค และเพื่อการเกษตร \n 	๓. การเติบโตหรือการขยายตัวเพิ่มขึ้นของสังคมเมือง ทำให้มีความต้องการน้ำ\nเพื่อการอุปโภค - บริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจ อาทิ สนามบินภูเก็ตแห่งที่ ๒ (สนามบินอันดามัน) ท่าเรือน้ำลึก และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว\n 	๔. เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปา ให้กับประชาชนในจังหวัดพังงา\nและจังหวัดภูเก็ตได้มีน้ำประปาใช้อย่างทั่วถึง รวมทั้งเพื่อเป็นแหล่งน้ำในการส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน\nไปยังพื้นที่ทำการเกษตร\n 	โดยพื้นที่ตั้งโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำรูใหญ่ แบ่งเป็น ๒ ส่วน ได้แก่\n 	ส่วนที่ ๑ บริเวณก่อสร้าง “อ่างเก็บน้ำ” ใช้พื้นที่ประมาณ ๑,๒๕๐ ไร่ อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาหลัก - ลำรู่ (พื้นที่อุทยานแห่งชาติ) สถานะอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาหลัก - ลำรู่\n 	ส่วนที่ ๒ บริเวณก่อสร้าง “ท่อส่งน้ำ” ใช้พื้นที่ประมาณ ๑๕ ไร่ อยู่ในเขตพื้นที่\nป่าสงวนแห่งชาติเขาหลัก ป่าลำรู และป่าเขาหลักลำแก่น (พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ) สถานะอยู่ระหว่าง\nการพิจารณาอนุมัติใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาหลัก ป่าลำรู และป่าเขาหลักลำแก่น\n 	แผนการดำเนินการ\n 	การดำเนินโครงการก่อสร้างใช้ระยะเวลา ๔ ปี (ปีงบประมาณ ๒๕๖๘ - ๒๕๗๑) \nมีรายละเอียด ดังนี้\n 	๑. โครงการนี้ผ่านการศึกษาทบทวนความคุ้มทุนทางสังคม เศรษฐศาสตร์ \nและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว\n 	๒. ผลการวิเคราะห์ พบว่า ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของโครงการ (EIRR) มีค่าประมาณ ๑๓.๑๕% ซึ่งสูงกว่าอัตราส่วนลดที่ ๑๒% ถือว่าโครงการอ่างเก็บน้ำลำรูใหญ่มีความเหมาะสม\nที่จะดำเนินการพัฒนาต่อไปในอนาคต\n 	การอนุญาตใช้พื้นที่\n 	การอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและพื้นที่อุทยานแห่งชาติ กรมชลประทาน\nได้ยื่นขออนุญาตแล้ว และคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๓ เห็นชอบในหลักการเพิกถอนพื้นที่อุทยานเขาหลัก - ลำรู่ บางส่วน เพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำรูใหญ่ ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา โดยได้จัดทำแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาหลัก - ลำรู่  (บางส่วน) และได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยได้รับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ชุมชนและประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนพื้นที่แล้ว เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๕"	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
54	1194	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการระบาดของเพลี้ยกระโดดหลังขาวทำลายนาข้าวของเกษตรกรในจังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง	"ด้วยได้รับการร้องเรียนปัญหาการระบาดของเพลี้ยกระโดดหลังขาว ทำลายนาข้าว\nของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดลำพูน จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง ตัวอย่างเช่น \nบ้านนาส้าน หมู่ที่ ๖ ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งระบาดไปยังพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ ๗๐๐ ไร่ ซึ่งเกษตรกรส่วนมากปลูกข้าว พันธุ์ กข ๖ ไว้เพื่อบริโภค แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ห่างไกล\nจึงขาดองค์ความรู้ เมื่อข้าวแตกกอเกิดเป็นสีเหลืองเกษตรกรจึงเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่เมื่อพ้นระยะเวลา ๕ วัน ปรากฏว่านาข้าวได้รับความเสียหายทั้งหมด ปัจจุบันปัญหาการระบาดของเพลี้ยกระโดดหลังขาวได้ลุกลามขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงพื้นที่สำรวจ\nความเสียหาย และพบว่ากรณีดังกล่าว เกษตรกรส่วนมากใช้วิธีซื้อยาฆ่าแมลงมาเพื่อแก้ปัญหาซึ่งไม่ได้ผล \nมีการระบาดขยายตัวทำให้ปัญหาลุกลามเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรส่วนมากยังไม่รู้วิธีการใช้สารชีวภัณฑ์\nในการควบคุมแมลงศัตรูพืช\n 	จากกรณีดังกล่าว จึงขอยกแนวทางการแก้ไขปัญหาของนายธวัช คำแก้ว ซึ่งเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ที่ได้รับคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดลำพูน\nในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่ได้ใช้สารชีวภัณฑ์บิววาเรีย ซึ่งซื้อมาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำมาใช้แก้ปัญหา\nที่บ้านแวนนาริน ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ผลปรากฏว่าสามารถกำจัดเพลี้ยกระโดดหลังขาว\nทำให้เพลี้ยตายและระงับการระบาดได้เป็นอย่างดี และมีกรณีศึกษาอีกหนึ่งตัวอย่าง คือ การบริหารจัดการศัตรูพืชดีเด่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ใช้แนวทางการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ\nอย่างมีส่วนร่วมบนพื้นฐานทางปัญญา ของเทศบาลตำบลแม่ตืน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ที่มีการตรวจโลหิตเพื่อหาสารพิษ สร้างความตระหนักรู้ของประชาชนต่อการบริโภค การปลูกพืชผักปลอดสารพิษ \nสร้างข้อกำหนดชุมชนโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าหญ้าในชุมชน โดยได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการศัตรูพืช ร่วมกับปราชญ์เกษตรและผู้นำชุมชน ตลอดจนจัดทำโรงพยาบาลโรคพืช ซึ่งมีห้องปฏิบัติการ มีการผลิต\nสารชีวภัณฑ์ โดยใช้กล้องจุลทรรศน์สังเกตการขยายตัวของเชื้อราบิววาเรีย และเชื้อราไตรโคเดอร์มา \nและนำมาจัดจำหน่ายให้แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกในราคาถูกเพียงถุงละ ๕ บาท และจำหน่ายให้เกษตรกร\nที่ไม่ได้เป็นสมาชิกในราคาถุงละ ๑๐ บาท จากการดำเนินการดังกล่าวทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้\nอย่างเป็นระบบและทันเวลา และในช่วงการระบาดได้มีการแจกสารชีวภัณฑ์ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับ\nความเสียหายทุกครัวเรือนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งมีเกษตรกรได้นำสารชีวภัณฑ์ที่ได้รับแจกไปพ่นกำจัดเพลี้ยซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี\n 	ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดำเนินการดังนี้ \n 	๑. ขอให้กำหนดนโยบายส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี ซึ่งใช้ได้ผลดีและไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม\n	๒. ขอให้ขยายการจัดตั้งศูนย์บริหารการจัดการศัตรูพืชทุกตำบล เพื่อสร้างองค์ความรู้\nและเสริมสร้างศักยภาพให้แก่เกษตรกร\n 	๓. ขอให้กรมส่งเสริมการเกษตร พิจารณาส่งเสริมการจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกร\nให้แพร่หลายสำหรับกลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจอยากเรียนรู้ เพื่อสร้างเกษตรกรที่เป็นนักคิด วิเคราะห์ วิจัย เป็นผู้นำที่สร้างสมดุลของระบบนิเวศน์ และความปลอดภัยแก่ผู้ผลิต และผู้บริโภค ตลอดจนสังคม\nและสิ่งแวดล้อม ในสภาวะที่สภาพภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลง"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
55	1193	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	นโยบายของรัฐบาล	บัตรคนพิการและบัตรสวัสดิการ	"จากสถานการณ์คนพิการในประเทศไทย ปรากฏข้อมูลคนพิการที่มีบัตรประจำตัว\nคนพิการทั่วประเทศทั้งสิ้น จำนวน ๒,๒๑๕,๐๗๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๓ ของประชากรทั้งประเทศ \nซึ่งจากการจำแนกข้อมูลคนพิการที่ได้รับเบี้ยความพิการ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พบว่าคนพิการ\nที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่หนึ่ง กลุ่มคนพิการที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน ๑,๐๘๑,๗๘๕ คน กลุ่มที่สอง กลุ่มคนพิการที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน ๑,๑๓๓,๒๙๔ คน (ข้อมูล ณ วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ / ที่มา : ฐานข้อมูลคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต\nคนพิการ ฐานข้อมูลผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ๒๕๖๕ กระทรวงการคลัง และฐานข้อมูลการจ่ายเบี้ยคนพิการ กรมบัญชีกลาง) โดยคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ แต่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเบี้ยคนพิการ เดือนละ ๘๐๐ บาท ขณะที่คนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ \nจะได้รับเงินเพิ่มขึ้นจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อีกเดือนละ ๒๐๐ บาท \n 	ประเด็นปัญหา คือ การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐผ่านเว็บไซต์ ที่ได้กำหนดไว้ \n๖ ขั้นตอน โดยในขั้นตอนที่ ๖ กำหนดให้ผู้ลงทะเบียนที่มีครอบครัว ต้องไปแสดงตัวตนและยื่นเอกสาร\nยังหน่วยรับลงทะเบียนที่เลือกไว้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คือ คนพิการจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึง\nการใช้งานอินเตอร์เน็ต เนื่องจากไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นสมาร์ตโฟน (Smartphone) รวมทั้งไม่มีผู้ดูแลที่จะช่วยเหลือพาไปแสดงตัวตน และยื่นเอกสารยังหน่วยรับลงทะเบียน เป็นเหตุให้คนพิการเหล่านั้น\nไม่ได้รับเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คงได้รับเพียงเบี้ยคนพิการ เดือนละ ๘๐๐ บาทเท่านั้น ดังนั้น \nขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุด"	กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
56	1192	91	นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ	นโยบายของรัฐบาล	การพัฒนาแก่งละว้า จังหวัดขอนแก่น	"แก่งละว้า เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดขอนแก่น และใหญ่เป็นอันดับที่ ๕ ของประเทศไทย มีอาณาบริเวณครอบคลุมพื้นที่อำเภอบ้านไผ่ และอำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น สามารถส่งน้ำไปยังอำเภอใกล้เคียงเพื่อทำการประมง และทำการเกษตร เช่น อำเภอชนบท อำเภอมัญจาคีรี และอำเภอพระยืน รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำดิบที่สำคัญในการผลิตน้ำประปา แต่ปัจจุบันแก่งละว้ามีสภาพตื้นเขิน ถนนรอบแก่งละว้าทรุดโทรมเป็นหลุมเป็นบ่อ ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้  \n 	๑. ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการขุดลอกแก่งละว้าเพื่อให้\nการกักเก็บน้ำมีประสิทธิภาพ\n 	๒. ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงแก่งละว้าเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านไผ่ และอำเภอบ้านแฮด โดยใช้งบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา \n 	๓. ขอให้กระทรวงมหาดไทย ดูแลบำรุงรักษาแก่งละว้าซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตน้ำประปาให้เป็นแหล่งน้ำดิบที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่น้ำประปาจะมีสีขุ่น ทั้งนี้ \nเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านไผ่ และอำเภอบ้านแฮด มีน้ำประปาที่ได้คุณภาพและมีมาตรฐาน\nในการอุปโภคและบริโภค ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดีต่อไป"	กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
57	1191	141	นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ	นโยบายของรัฐบาล	การเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วมภาคกลาง	จากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ภาคกลางเพิ่มมากขึ้น โดยปริมาณน้ำที่ระบายออกจากเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณมากเกินความสามารถในการรับน้ำของพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ จากกรณีดังกล่าวหากภาครัฐไม่มีการเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น อาจทำให้พื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วม จึงขอให้รัฐบาลมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมด้วยการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่เกี่ยวข้อง อาทิ อบจ.พระนครศรีอยุธยา อบจ.ปทุมธานี และ อบจ.นนทบุรี โดยร่วมมือกันเตรียมการตั้งรับมวลน้ำดังกล่าว และกำหนดให้มีการซักซ้อมแผนเผชิญภัยพิบัติอุทกภัยเป็นการล่วงหน้า นอกจากนี้ ควรนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การใช้กำแพงกั้นน้ำที่ทำด้วยยางแทนวิธีการวางกระสอบทรายแต่เพียงอย่างเดียวซึ่งเป็นวิธีการเดิมที่ใช้มาตั้งแต่น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ 	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
58	1190	41	นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหายาเสพติดสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร 5 จังหวัดชาดแดนใต้	"เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอระโนด และอำเภอสิงหนคร และเกษตรกรชาวสวนปาล์ม สวนผลไม้ สวนมะพร้าว สวนกล้วย และสวนอื่น ๆ ในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ \nได้รับความเดือดร้อนจากการถูกผู้ติดยาเสพติดขโมยทรัพย์สินและผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งปัจจุบัน\nในพื้นที่ดังกล่าวเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากฝ่ายปราบปราม \nและฝ่ายปกครองมิได้ให้ความสำคัญต่อการปราบปรามและแก้ไขปัญหาผู้ติดยาเสพติดอย่างจริงจัง \nทั้งนี้ เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว ได้แก้ไขปัญหาโดยการจัดเวรยามเฝ้าผลผลิตทางการเกษตรของตนเอง\nส่งผลให้มีเกษตรกรบางรายถูกดำเนินคดีเพราะไปทำร้ายผู้ที่เข้ามาขโมยผลผลิตทางการเกษตร \nและมีเกษตรกรหลายรายถูกขโมยทำร้ายร่างกาย \n 	ดังนั้น จึงขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และฝ่ายปราบปราม ตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน \nไปจนถึงระดับจังหวัด ได้ร่วมมือกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจัง โดยยกเลิกการกำหนดเป้าหมายในการจับกุมผู้เสพยาเสพติดแบบเป็นตัวเลข เนื่องจากปัญหาการระบาดของยาเสพติดได้สร้างปัญหาให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปอย่างมาก และเป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน"	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
59	1189	32	ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์	นโยบายของรัฐบาล	กลุ่มเปราะบางกับการเข้าถึงสวัสดิการ	รัฐบาลได้ขยายระยะเวลาการยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการไปถึง วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๗ โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ในการลงทะเบียนออกบัตรประจำตัวคนพิการให้มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยสามารถยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการได้ที่โรงพยาบาลศูนย์ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยคนพิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการมีเพียงจำนวน ๒,๒๑๕,๐๗๙ คน (ที่มา : กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ “สถานการณ์คนพิการที่มีบัตรคนพิการ เดือนสิงหาคม ๒๕๖๗”) ซึ่งยังมีคนพิการอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้ โดยสาเหตุมาจากการเดินทางไปทำบัตรประจำตัวคนพิการของคนพิการค่อนข้างมีความยากลำบาก ดังนั้น จึงขอให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำบัตร และกำหนดให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ช่วยอำนวยความสะดวก\\nโดยการทำบัตรที่บ้านผู้พิการ นอกจากนี้ ขอให้มีการเร่งปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินการวินิจฉัย \\nและการรับรองความพิการ เพื่อให้คนพิการได้เข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนคนพิการได้ครอบคลุมและทั่วถึง โดยปรับลดเพดานระดับความบกพร่อง ระดับข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ระดับการเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม (Participation) เพื่อให้คนพิการได้เข้าสู่ระบบการขึ้นทะเบียนคนพิการและฐานข้อมูล\\nคนพิการได้มากที่สุด สะท้อนตัวเลขคนพิการที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงตามหลักสากล	กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
60	1188	61	นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร	นโยบายของรัฐบาล	ธนาคารหักเงินกู้จากผู้มีสิทธิรับเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 10,000 บาท	เนื่องจากประชาชนรายหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีได้รับเงินตามโครงการ\\nกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑๐,๐๐๐ บาท ได้ถูกธนาคารของรัฐแห่งหนึ่งเรียกไปพูดคุยเพื่อระงับสิทธิในการเบิกถอนเงินทั้งหมดเพื่อนำเงินดังกล่าวไปหักชำระหนี้เงินกู้ให้กับธนาคาร ซึ่งได้มีการเจรจากับธนาคาร และธนาคารอนุญาตให้เบิกถอนเงินได้จำนวน ๕,๐๐๐ บาท และเมื่อครั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ รัฐบาลได้จ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้ที่มีบัตรประกันสังคม จำนวน ๕,๐๐๐ บาท ในครั้งนั้นธนาคาร\\nของรัฐได้หักเงินเพื่อชำระหนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ประกาศห้ามเจ้าหนี้นอกระบบยึดเงิน\\nที่ประชาชนได้รับจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง \\nและใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจ แต่ขณะนี้กลับเป็น\\nธนาคารของรัฐที่ยึดเงินของประชาชน การที่ธนาคารยึดเงินเป็นการทำผิดวัตถุประสงค์การดำเนินโครงการ \\nทำให้เงินไม่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จึงขอให้รัฐบาลควบคุมและกำกับดูแลธนาคาร พร้อมทั้ง\\nกำหนดมาตรการไม่ให้มีการยึดเงินของประชาชนที่ได้รับเงินตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑๐,๐๐๐ บาท	กระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
61	1187	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	นโยบายของรัฐบาล	การแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ เขตห้ามล่าส้ตว์ป่าทะเลน้อย	จากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้มีนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรที่มีอยู่ก่อนแล้ว\nในเขตป่าอนุรักษ์ ให้สามารถมีการจัดการได้อย่างเหมาะสม และรักษาความสมดุลในการคุ้มครองพื้นที่\nตามการปฏิรูปและการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามนโยบาย\nของรัฐบาล ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ให้ความเห็นชอบแล้ว \nและเมื่อคราวการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ครั้งที่ ๒/๒๕๖๑ วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๑ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรเขตป่าอนุรักษ์ โดยมีแนวทาง\nการดำเนินการให้มีคณะกรรมการพิจารณาผลการสำรวจการครอบครองที่ดิน สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์และคณะกรรมการสำรวจการครอบครองที่ดินระดับพื้นที่ ที่แต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้กำกับดูแล\nและปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการหรือตามที่คณะทำงานกำหนด จากที่กล่าวมาข้างต้น ปรากฏว่ามีประชาชนที่ครอบครองที่ดินในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จำนวน ๑,๔๗๐ ราย ได้ร่วมทำการสำรวจการครอบครองที่ดินกับคณะทำงานการสำรวจการครอบครองที่ดินระดับพื้นที่ตามนโยบายการแก้ไขปัญหา\nที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยทราบว่าได้มีการแจ้ง\nการครอบครองที่ดิน และได้ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ครอบครองที่ดิน รวมทั้งได้มีการสำรวจ\nและรังวัดรูปที่ดิน พร้อมจัดทำบัญชีรายชื่อราษฎรที่มาและไม่มาทำการสำรวจ เรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าปัจจุบันเรื่องนี้ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย โดยขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ให้แก่ประชาชน พร้อมทั้ง เร่งรัดติดตามความคืบหน้าการดำเนินการ\nในเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
62	1186	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	1.ปัญหาคันดินอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะน้อยและพนังกั้นน้ำแตก2.ความเดือดร้อนชุมชนบ้านหินลาดใน	"๑. เรื่อง ปัญหาคันดินอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะน้อยและพนังกั้นน้ำแตก\n 	สืบเนื่องจากมีฝนตกหนักติดต่อกันในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะบริเวณ\nพื้นที่ผืนป่าดอยสุเทพ ที่อยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำปิง โดยเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา \nได้มีน้ำป่าไหลหลากลงสู่ลำห้วยแม่เหียะเป็นเหตุให้คันดินอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะน้อย พร้อมระบบส่งน้ำ\nอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังทลาย ทำให้น้ำไหลบ่าลงสู่ลำน้ำแม่เหียะและลำน้ำปิง ตามลำดับ ส่งผลให้พนังกั้นน้ำของเทศบาลเมืองแม่เหียะแตกหลายจุดและน้ำไหลเข้าท่วมที่อยู่อาศัย\nของประชาชนในเขตตำบลแม่เหียะ ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ น้ำที่ล้นจากลำน้ำปิง\nได้ไหลเข้าท่วมในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ อำเภอหางดง และอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งขณะนี้\nน้ำที่ท่วมขังได้เริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นแล้ว ดังนั้น จึงขอเสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 		๑) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งประเมินความเสียหายพร้อมทั้ง ชี้แจงมาตรฐานความปลอดภัยของการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยแม่เหียะ พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ประชาชนรับทราบและดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำพร้อมระบบส่งน้ำ\nให้แล้วเสร็จโดยเร็ว\n 		๒) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ \nเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการก่อสร้างพนังกั้นน้ำของเทศบาลเมืองแม่เหียะ และสิ่งก่อสร้างที่บุกรุก\nลำน้ำแม่เหียะ พร้อมช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยด่วน \n2.เรื่อง ความเดือดร้อนชุมชนบ้านหินลาดใน ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย จากเหตุน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์\n        สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๖๗ ได้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลาก\nและดินสไลด์ ทำให้ชาวบ้านชุมชนบ้านหินลาดใน ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย \nซึ่งเป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ และเป็นชุมชนแรกที่ได้รับการประกาศให้ได้รับการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ตามแนวนโยบายคุ้มครองวิถีชีวิต\nชาวกะเหรี่ยง โดยชุมชนบ้านหินลาดใน เป็นชุมชนที่ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ๒ ครั้ง แต่จากเหตุการณ์\nน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ดังกล่าวทำให้ปัจจุบันในชุมชนไม่มีไฟฟ้าใช้ ดังนั้น จึงขอเสนอแนะ\nไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 		๑) ขอให้มอบหมายผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเร่งแก้ไขระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ดังกล่าว\n 		๒) ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งนำเศษไม้และดินโคลนที่ทับถมถนน บ้านเรือน และพื้นที่สาธารณะออกจากหมู่บ้านโดยเร็ว\n 		๓) ขอให้เร่งรัดจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือชาวบ้านที่บ้านเรือน ทรัพย์สิน และผลผลิต\nทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
63	1185	54	นายธนภัทร ตวงวิไล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอความอนุเคราะห์ซ่อมแซมถนนสายบ้านเมืองน้อย-บ้านยางบ่า อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ	"จากทางหลวงท้องถิ่น ชย.ถ. ๑ - ๐๑๒๙ ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างบ้านเมืองน้อยกับบ้านยางบ่า มีระยะทาง ๖ กิโลเมตร พื้นผิวถนนมีสภาพขรุขระและเป็นหลุมเป็นบ่อตลอดเส้นทาง ทำให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวบ่อยครั้ง ซึ่งจากการเฝ้าระวังอุบัติเหตุในรอบ ๑ สัปดาห์ พบว่าจะเกิดอุบัติเหตุประมาณ ๓ ครั้ง และจำนวนอุบัติเหตุจะเกิดเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝนเนื่องจากพื้นผิวถนนจะมีน้ำท่วมขังทำให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะไม่ทราบว่าพื้นผิวถนนบริเวณใดมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อ และมีขนาดใหญ่หรือเล็กเพียงใด โดยปัญหาดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่มาเป็นระยะเวลา\nกว่า ๑๐ ปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง \n 		ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังกระทรวงมหาดไทย โดยขอให้พิจารณาดำเนินการซ่อมแซมพื้นผิวถนนสายบ้านเมืองน้อย - บ้านยางบ่า อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ รหัสทางหลวงท้องถิ่น \nชย.ถ. ๑ - ๐๑๒๙ เพื่อที่ประชาชนจะได้ใช้เส้นทางดังกล่าวในการสัญจรได้โดยสะดวกและปลอดภัยต่อไป"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	16	2567	2024-10-01T00:00:00
64	1184	123	นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์	กฎหมาย	การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของการดำเนินงานในหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA)	"จากแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น (๒๑) การต่อต้านการทุจริต\nและประพฤติมิชอบ (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) กำหนดให้การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส่ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดของแผนย่อยการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยกำหนดการประเมินการรับรู้จาก \n(๑) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในหน่วยงาน (๕ ตัวชี้วัด) (๒) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภายนอกหน่วยงาน \n(๓ ตัวชี้วัด)  และ (๓) การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะของหน่วยงาน (๒ ตัวชี้วัด) รวมทั้งกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐ ซึ่งจะต้องมีสัดส่วนหน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน (๘๕ คะแนนขึ้นไป) จำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐๐ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก \n		ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ \nในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ มีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมการประเมิน จำนวน ๘,๓๒๓ หน่วยงาน \nผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวนเพียง ๖,๗๓๗ หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ ๘๐.๘๔ และในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ มีหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมการประเมิน จำนวน ๘,๓๒๕ หน่วยงาน ผ่านเกณฑ์การประเมิน จำนวน ๗,๖๙๖ หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ ๙๒.๔๔ ซึ่งถือได้ว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี เพราะมีหน่วยงาน\nผ่านเกณฑ์การประเมินมากขึ้น จำนวน ๙๕๙ หน่วยงาน\n	ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ \nในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๖๗ ปรากฏว่า สัดส่วนของหน่วยงานภาครัฐที่เข้าร่วมการประเมิน ผ่านเกณฑ์การประเมิน (๘๕ คะแนนขึ้นไป) คิดเป็นร้อยละ ๘๐.๘๔ และร้อยละ ๙๒.๔๔ ตามลำดับ \nซึ่งแม้ว่าจะมีทิศทางในเชิงบวก แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัดที่กำหนดให้มีสัดส่วนของหน่วยงานภาครัฐที่ต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐๐ \n		ดังนั้น เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ\nที่จะต้องมีสัดส่วนหน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์การประเมิน (๘๕ คะแนนขึ้นไป) ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐๐ โดยเร็ว ภายในช่วง ๓ ปีงบประมาณ (พ.ศ. ๒๕๖๘ - ๒๕๗๐) ขอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร และประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในฐานะผู้รับผิดชอบเจ้าภาพหลัก พิจารณาเร่งรัดดำเนินการอย่างใกล้ชิดและไร้รอยต่อ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย\nให้มากที่สุด ซึ่งหากสามารถทำได้สำเร็จ ย่อมเป็นผลดีต่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ การบริหารราชการแผ่นดิน การลงทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ อันจะส่งผลให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ และเป็นการพัฒนาประเทศได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๗ โดยมีความ\nตอนหนึ่งว่า “รัฐบาลจะยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) และความโปร่งใส (Transparency) \nสร้างความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยการฟื้นฟูหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณของรัฐน้อยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการสร้างรายได้และสร้างโอกาสแก่ประเทศและประชาชน”"	นายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	13	2567	2024-09-17T00:00:00
65	1183	28	นายชวพล วัฒนพรมงคล	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคประมง และการประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติ	จังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีชายฝั่งทะเล ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จึงมีการประกอบอาชีพทําการประมงเป็นหลัก โดยตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา มีความจำเป็นต้องอาศัยแรงงานข้ามชาติมาช่วยทำงานบนเรือประมง นอกจากนี้ ยังมีแรงงานข้ามชาติเปลี่ยนจากการทำงานบนเรือประมงไปประกอบอาชีพอื่นบนบก อาทิ แรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจากการที่มีการใช้แรงงานข้ามชาติเป็นเวลายาวนาน ประกอบกับรัฐบาลไม่มีการวางแผนบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติอย่างชัดเจน เป็นเหตุให้แรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่เข้ามาทำงานเป็นเวลานาน เลือกที่จะตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งคาดว่าเป็นจังหวัดที่มีแรงงานข้ามชาติตั้งถิ่นฐานมากที่สุด โดยเมื่อแรงงานข้ามชาติมีการตั้งถิ่นฐานแล้ว มักจะมีการสร้างครอบครัว และแสวงหารายได้เพิ่มเติม โดยทำงานนอกเหนือจากงานที่ระบุในใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ลุกลามถึงขั้นแย่งอาชีพสงวนของคนไทย อาทิ ประกอบอาชีพค้าขาย โดยปรากฏว่าลูกค้าแรงงานข้ามชาตินิยมที่จะอุดหนุนซื้อสินค้าจากร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นแรงงานข้ามชาติด้วยกัน มากกว่าที่จะอุดหนุนร้านค้าที่คนไทย\nเป็นเจ้าของ ซึ่งนอกจากจะเป็นการแย่งอาชีพสงวนของคนไทยโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบทำให้ร้านค้าของผู้ประกอบการที่เป็นคนไทยมีรายได้ลดน้อยลงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามมา อาทิ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการตั้งชุมชน และกลุ่มอิทธิพลแรงงานข้ามชาติ ดังนั้น ขอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยกำหนดแผนการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ครอบคลุมถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการตั้งถิ่นฐาน การมีครอบครัว และการประกอบอาชีพของแรงงานข้ามชาติ เพื่อป้องกันมิให้แรงงานข้ามชาติสร้างปัญหาแก่สังคมไทย	กระทรวงแรงงาน	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	13	2567	2024-09-17T00:00:00
66	1182	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณก่อสร้างสำนักงานสภาเกษตรกรกรุงเทพมหานคร 	จากสภาเกษตรกรแห่งชาติ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับเกษตรกรรม โดยพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติฯ กำหนดให้มี\nสภาเกษตรกรจังหวัด ในทุกจังหวัดซึ่งรวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยในแต่ละจังหวัด มีสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด (สกจ.) รับผิดชอบงานด้านธุรการและทำหน้าที่เป็นเลขานุการของสภาเกษตรกรจังหวัด แต่จวบจนถึงปัจจุบัน สำนักงานสภาเกษตรกรกรุงเทพมหานครยังคงต้องเช่าอาคารเพื่อใช้เป็นสำนักงาน เพราะไม่มีอาคารสำนักงานของตนเอง ที่ผ่านมา มีผู้บริจาคที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๘๐๔๐ แขวงคลองสิบสอง เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร เนื้อที่รวม ๒ ไร่ ๒ งาน สำหรับก่อสร้างอาคารสำนักงานสภาเกษตรกรกรุงเทพมหานคร โดยมีการรังวัดที่ดิน ขุดคันดินล้อมรอบบริเวณที่ดิน และออกแบบอาคารสำนักงานเรียบร้อยแล้ว แต่ประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณ เป็นเหตุให้ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ก่อสร้างสำนักงานสภาเกษตรกรกรุงเทพมหานครโดยเร็วที่สุด	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	13	2567	2024-09-17T00:00:00
67	1181	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	ความเดือดร้อนของประชาชน	การฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง	แม่น้ำปากพนัง ถือเป็นแม่น้ำสายสำคัญทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนบริเวณ\nลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาบรรทัด ในเขตตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และไหลผ่านอำเภอชะอวด ไปผ่านอำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร และอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ลงสู่อ่าวไทยที่บริเวณอ่าวปากพนัง แหลมตะลุมพุก มีความยาวประมาณ \n๒๕ กิโลเมตร บริเวณลุ่มน้ำปากพนังเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ\nและสิ่งแวดล้อม มีความสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและทางเกษตรกรรมแห่งหนึ่งของภาคใต้ แต่ในปัจจุบัน บริเวณลุ่มน้ำปากพนังประสบปัญหาความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ อาทิ แม่น้ำมีสภาพตื้นเขิน การแพร่ระบาดของวัชพืชน้ำ การก่อสร้างฝายกั้นน้ำ\nหรือเขื่อนขนาดเล็กในแม่น้ำ ซึ่งทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์สัตว์น้ำลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อ\nความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ จำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งพิจารณาหาแนวทาง\nแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนั้น ขอให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม กระทรวงหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาศึกษา และบูรณาการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อฟื้นฟูสภาพของแม่น้ำปากพนังให้กลับมามีสภาพอุดมสมบูรณ์ดังเดิม	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	13	2567	2024-09-17T00:00:00
68	1180	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	โครงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่	"เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๗ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้เดินทางลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ปัญหาน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วม และดินถล่ม ณ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้ชายแดนไทย - เมียนมา ได้รับทราบข้อมูลว่ามีประชาชนในพื้นที่เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติในครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงนายธีรยุทธ สิริวรรณสถิต ผู้ใหญ่บ้าน บ้านดอยแหลม หมู่ ๑๓ ตำบลแม่อาย\n\n\n\nอำเภอ ...\n-๗-\n\nอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังทำให้พื้นที่การเกษตรและทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุสำคัญของปัญหาดังกล่าว คือ ประเทศไทยไม่มีระบบเตือนภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่ \n		เมื่อปี ๒๕๖๖ สภาองค์กรของผู้บริโภคได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขอให้เร่งผลักดันให้มีการดำเนินการสร้างระบบแจ้งเตือนสาธารณภัยแห่งชาติ (Thai Alert) ด้วยระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) โดยให้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และต้องกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบในการแจ้งเตือนภัยตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน เพื่อการสั่งการที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณชน และได้รับทราบว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างการจัดทำ “โครงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่” คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือมีความเห็นว่าโครงการดังกล่าวใช้ระยะเวลาดำเนินการจัดทำนานเกินไป ซึ่งอาจไม่ทันต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีได้ช่วยเร่งรัดให้กระทรวงมหาดไทย และ กสทช. ให้จัดทำโครงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	13	2567	2024-09-17T00:00:00
69	1179	111	นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดแมลงศัตรูมะพร้าว : หนอนหัวดำมะพร้าว และแมลงดำหนามมะพร้าว	ประเทศไทยมีเกษตรกรประกอบอาชีพทำสวนมะพร้าวกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ ๖๐ จังหวัด โดยเกษตรกรสวนมะพร้าวกว่า ๓๐ จังหวัด ต่างได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว ได้แก่ หนอนหัวดำมะพร้าว และแมลงดำหนามมะพร้าว มาเป็นเวลานานหลายปี ที่ผ่านมา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความพร้อมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ งบประมาณ และทรัพยากรอื่น ๆ สามารถให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรในพื้นที่ได้ แต่ประสบปัญหาติดขัดที่ขั้นตอนปฏิบัติของทางราชการ กล่าวคือ ในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๔ จะต้องเสนอต่อกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๓ \nเป็นเหตุให้ไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับจัดหาเคมีภัณฑ์สำหรับฉีดพ่นเพื่อควบคุมและป้องกัน\nการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้แนวทางการปฏิบัติในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของศัตรูพืชตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๒ \nมีความชัดเจน จึงได้มีหนังสือถึงกระทรวงการคลังเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๗ เสนอขอให้ปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๓ และ หลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๔ ขณะนี้ระยะเวลาได้ผ่านมาพอสมควรแล้ว ยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าว\nแต่อย่างใด ดังนั้น ขอให้กระทรวงการคลังเร่งรัดการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์ทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าวข้างต้นโดยด่วนที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบูรณาการดำเนินงานทั้งในส่วนกลาง\nและระดับพื้นที่ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีความใกล้ชิดกับเกษตรกรและมีความพร้อม สามารถสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที	กระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	13	2567	2024-09-17T00:00:00
70	1177	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	การป้องกันอาชญากรรมหลังน้ำท่วม	"การวางแผนเพื่อป้องกันอาชญากรรมหลังน้ำท่วมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบด้วย \n๒ ประเด็น ดังนี้ \n	 	ประเด็นที่หนึ่ง การวางแผนล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัว \n	 	เนื่องจากมวลน้ำที่ไหลเข้าท่วมภาคเหนือ ประกอบด้วยมวลน้ำจาก ๓ ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ ๑ น้ำในเขื่อน ปัจจุบันเขื่อนสามารถกักเก็บน้ำได้ร้อยละ ๖๕ ของปริมาณน้ำทั้งหมด ส่วนที่ ๒ แม่น้ำ น้ำล้นตลิ่งจากแม่น้ำ ๓ สาย ได้แก่ ๑) แม่น้ำสาย ไหลมาจากประเทศเมียนมาเข้ามาสู่อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และไหลต่อไปลงแม่น้ำโขง ๒) แม่น้ำกก ไหลมาจากประเทศเมียนมาเข้ามาสู่อำเภอ\nแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ต่อไปยังจังหวัดเชียงราย และไหลต่อไปลงแม่น้ำโขง และ ๓) แม่น้ำโขง \nเหนือจังหวัดเชียงราย จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย และจังหวัดอุบลราชธานี เรียบพรมแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และส่วนที่ ๓ น้ำฝน เมื่อมวลน้ำรวมกัน ๓ ส่วนจึงเป็นเหตุให้น้ำท่วมพื้นที่จังหวัดภาคเหนืออย่างรวดเร็ว ดังนั้น รัฐบาลจึงควรพิจารณาวางแผนล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัว ดังนี้\n	 	(๑) การแจ้งเตือนล่วงหน้า ควรจะต้องมีการเตรียมการเพื่อจะรองรับน้ำที่จะไหลเข้าท่วมพื้นที่ โดยลำดับแรก ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการสื่อสารที่ชัดเจนและ\nแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า โดยใช้แอปพลิเคชันระบบเตือนภัยล่วงหน้า แสดงข้อมูลสถานการณ์น้ำ \nแจ้งเตือนภัยผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ วิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ รวมถึงการฝึกอบรมและสร้างความร่วมมือกับประชาชน เพื่อให้ประชาชนทราบล่วงหน้าว่าพื้นที่ของตนเองเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วม เป็นต้น    \n 		(๒) การเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ ในทางปฏิบัติพบว่าหน่วยงานแรกที่ได้รับแจ้งเหตุน้ำท่วม คือ ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ๑๙๑ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประชาชนที่ประสบภัยสามารถ\nแจ้งเหตุกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศูนย์ฯ เพื่อประสานต่อไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ดำเนินการ\nให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ทันที แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่มีจำนวนไม่เพียงพอต่อการ\nให้ความช่วยเหลือประชาชน ดังนั้น ควรมีการจัดตั้งทีมช่วยเหลือฉุกเฉิน รวมทั้งควรจัดเตรียมอุปกรณ์\nที่จำเป็น อาทิ เรือเจ็ตสกี เรือกู้ภัย เสื้อชูชีพ เครื่องปั่นไฟ เชือกเส้นใหญ่ เลื่อยโซ่ยนต์ตัดต้นไม้ และแบตเตอรี่สำรอง ไว้ให้พร้อม  \n		(๓) การวางแผนอพยพ ควรมีการวางแผนอพยพที่ชัดเจน อาทิ การเคลื่อนย้าย การจัดการ\nจราจร กำหนดเส้นทางและพื้นที่ปลอดภัย เช่น โรงเรียน วัด พื้นที่สูง เพื่อให้การอพยพประชาชน สัตว์เลี้ยง และสิ่งของ เป็นไปอย่างปลอดภัย \n		(๔) การดูแลความปลอดภัยและให้ความช่วยเหลือ ควรจัดยานพาหนะสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจจิตอาสา ๙๐๔ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยในพื้นที่ (Local CAT) ซึ่งเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญระดับสูง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว\n	 	ประเด็นที่สอง การป้องกันอาชญากรรมหลังน้ำท่วมเชิงรุก ควรจะต้องดำเนินการ ดังนี้\n	 	(๑) มาตรการป้องกันอาชญากรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีมาตรการป้องกันอาชญากรรม เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง ที่อาจจะเกิดอาชญากรรมจากการลักทรัพย์\n	 	(๒) เพิ่มกำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ประสบภัย เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวมีอัตรากำลังไม่เพียงพอ โดยอาจจะต้องจัดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจากพื้นที่อื่น เข้าไปช่วยดูแลประชาชนในพื้นที่ประสบภัย เพื่อป้องกันอาชญากรรม\n 		(๓) การดูแลความปลอดภัย ควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนเพื่อดูแลพื้นที่เสี่ยง \nพื้นที่อพยพ เพื่อดูแลความปลอดภัยในทรัพย์สินของประชาชน ป้องกันการเกิดอาชญากรรม อาทิ \nการโจรกรรม การลักขโมยทรัพย์สิน เครื่องมือเกษตรกรรม และสัตว์เลี้ยง ในช่วงที่ประชาชนไม่อยู่บ้าน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	13	2567	2024-09-17T00:00:00
71	1176	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	วงงานรัฐสภา	การส่งเอกสารที่เป็นกระดาษ ทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS)	จากที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศว่าเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) \nโดยสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับ\nการบริหารจัดการและการดำเนินงานภาครัฐให?มีความยืดหยุ่นคล?องตัว ขณะเดียวกัน รัฐสภาได้มีการกำหนดนโยบาย Smart Senate เพื่อขับเคลื่อนให้เป็นองค์กรภาครัฐที่ทันสมัย นำเทคโนโลยีดิจิทัล\nและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้สนับสนุนงานนิติบัญญัติอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับในทางปฏิบัติ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีการส่งเอกสารเกี่ยวกับการประชุม เป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ \nผ่านแอปพลิเคชันไลน์ (Line) แต่อย่างไรก็ตาม พบว่า ส่วนราชการบางแห่งยังมีการจัดส่งเอกสารที่เป็นกระดาษ ทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ตัวอย่างเช่น การส่งเอกสารระเบียบวาระการประชุมร่วมกัน\nของรัฐสภา ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายที่วางไว้ ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ และเพิ่มขั้นตอน\nการทำงาน ก่อให้เกิดภาระงานแก่เจ้าหน้าที่โดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังเป็นการขัดกับแนวทางและกลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตที่รัฐบาลพยายามส่งเสริมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาภาวะโลกร้อน (Global warming) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Ni?o) และลานีญา (La Ni?a) ดังนั้น \nขอให้รัฐบาล และส่วนราชการต่าง ๆ ยกเลิกการส่งเอกสารที่เป็นกระดาษ ทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ซึ่งนอกจากจะเป็นการดำเนินการตามนโยบายที่วางไว้ ยังช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถประหยัดงบประมาณได้เป็นจำนวนมาก\n	ประธานรัฐสภา	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	13	2567	2024-09-17T00:00:00
72	1175	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การสนับสนุนและฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของจังหวัดที่ประสบอุทกภัย	"ปัญหาอุทกภัยในจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยหลายพื้นที่ประสบกับปัญหาดินโคลนไหลถล่มท่วมทั้งหมู่บ้าน สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ประเมินว่าเป็นน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๘๐ ปี มูลค่าความเสียหายกว่า ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยในคราวการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๗ มีสมาชิกวุฒิสภาตั้งกระทู้ถาม เรื่อง การเยียวยาหลังน้ำท่วม ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ตอบว่าในเบื้องต้นได้มีมาตรการเยียวยาโดยการลดค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าให้แก่ผู้ประสบภัยแล้ว \n		สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับการร้องเรียนจากองค์กรภาคเอกชนจังหวัดเชียงราย อาทิ หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ชมรมธนาคารจังหวัด สมาคมอสังหาริมทรัพย์ สืบเนื่องจากปัญหาอุทกภัยครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและภาคธุรกิจในพื้นที่อย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น จังหวัดเชียงรายที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยระบบเศรษฐกิจพื้นฐาน ประกอบด้วยภาคเกษตร \nร้อยละ ๓๐ ภาคบริการและการท่องเที่ยว ร้อยละ ๒๕ ผู้ประกอบการภาคบริการและการท่องเที่ยว\nไม่สามารถเริ่มต้นธุรกิจของตนได้ทันเวลาช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ซึ่งจะเริ่มต้นในเดือนตุลาคม และสิ้นสุดในเดือนเมษายน รัฐบาลจึงควรพิจารณาเตรียมความพร้อมและให้ความช่วยเหลือ\nด้านระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้แก่ผู้ประกอบการในจังหวัดที่ประสบปัญหาอุทกภัย ดังนั้น จึงขอหารือไปยังรัฐบาล ดังนี้\n		(๑) ขอให้รัฐบาลสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนให้แก่สถานประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยโดยเร็ว โดยกระทรวงการคลังประสานกับสถาบันการเงิน พิจารณาให้การช่วยเหลือสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือปลอดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในระยะแรก ในทำนองเดียวกับที่เคยช่วยเหลือผู้ประกอบการเมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์สึนามิ เพื่อให้ผู้ประกอบการในพื้นที่อุทกภัย มีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการฟื้นฟูและซ่อมแซมหลังอุทกภัย และพลิกฟื้นสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ \n		(๒) ผู้ประกอบการรายย่อยสูญเสียเครื่องมือในการประกอบอาชีพ มีความต้องการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อให้สามารถเริ่มต้นประกอบธุรกิจรายย่อยดังกล่าวนั้นได้อีกครั้ง ช่วยรักษาอัตราการจ้างแรงงานในพื้นที่ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SME) \n		(๓) ปัญหาอุทกภัยได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย รัฐบาลควรกำกับดูแลราคาสินค้าเกษตรในระยะสั้น เพื่อมิให้มีการปรับราคาสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น จนส่งผลให้ผู้บริโภคไม่สามารถซื้อสินค้าเพื่อการดำรงชีพได้ ดังเช่นที่ผ่านมา\n		นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาศึกษาการเกิดปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงเวลาเดียวกันซ้ำเป็นประจำทุกปี ก่อให้เกิดความสูญเสีย\nเป็นจำนวนมาก โดยปี ๒๕๖๔ มีอุทกภัย จำนวน ๗๒ ครั้ง ปี ๒๕๖๕ มีอุทกภัย จำนวน ๘๕ ครั้ง และปี ๒๕๖๖ \nมีอุทกภัย จำนวน ๘๒ ครั้ง โดยแต่ละปี มีผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จำนวนไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน นอกจากนี้ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ เหตุการณ์มหาอุทกภัย เมื่อปี ๒๕๕๔ \nซึ่งทำให้บ้านเรือนของผู้คน โรงงาน อาคารห้างร้านและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากต้องพังทลายลง มีมูลค่าความเสียหาย ๖๓๐,๓๕๔ ล้านบาท และยังเป็นผลทำให้ผู้ได้รับผลกระทบต้องสูญเสียรายได้\nและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ๗๙๕,๑๙๑ ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น มากกว่า ๑.๔๓ ล้านล้านบาท (ข้อมูลจาก Facebook เพจ “ลงทุนแมน”) ดังนั้น ขอให้รัฐบาลพิจารณาวางแผนระยะยาวสำหรับการป้องกันปัญหาอุทกภัย ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย ทำให้ประหยัดงบประมาณที่จะต้องเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบและการฟื้นฟูความเสียหายได้เป็นจำนวนมาก อันเป็นการแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาได้ขอให้ส่งข้อเสนอแนะของภาคเอกชนจังหวัดเชียงราย ไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา รายละเอียดตามเอกสารที่แนบมาพร้อมนี้"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	13	2567	2024-09-17T00:00:00
73	1174	149	นายสมชาย เล่งหลัก	นโยบายของรัฐบาล	การเสริมศักยภาพในพื้นที่จังหวัด หลังวิกฤตโควิด 19	จังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีศักยภาพ มีความพร้อม และมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการประกอบธุรกิจ อีกทั้ง ท่าอากาศยานหาดใหญ่สามารถขนส่งทางอากาศ เพื่อเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ตลอดจนมีพรมแดนที่ติดกับประเทศมาเลเซีย โดยมีจุดผ่านแดน จำนวน ๓ แห่ง คือ ด่านสะเดา ด่านปาดังเบซาร์ อำเภอสะเดา และด่านบ้านประกอบ อำเภอนาทวี โดยระยะทางจากจุดผ่านแดนไปยังอำเภอหาดใหญ่ และจังหวัดสงขลา ประมาณ ๖๐ - ๘๐ กิโลเมตร โดยในช่วงระยะเวลา ๓ เดือนที่ผ่านมา มีรถยนต์จากประเทศมาเลเซียเข้ามายังประเทศไทย จำนวน ๑๐,๐๐๐ - ๑๓,๐๐๐ คัน ส่วนใหญ่เดินทางเป็นครอบครัวประมาณ ๔ - ๕ คนต่อคัน สร้างรายได้ให้อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยอำนวยความสะดวกในการออกหนังสือผ่านแดน (Border Pass) หรือหนังสือผ่านแดนชั่วคราว (Temporary Border Pass) บริเวณจุดผ่านแดนต่าง ๆ ทั่วประเทศ และขอให้กระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการติดตั้งเสาไฟส่องสว่างบริเวณทางข้ามแดนในเขตพื้นที่ของประเทศไทย และติดตั้งป้ายบอกทางภาษาอังกฤษบริเวณทางแยก และจุดตัดต่าง ๆ เพื่อป้องกันการหลงทางของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ	กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
74	1173	113	นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา	สถานการณ์บ้านเมือง	ความเดือดร้อนของผู้ใช้รถใช้ถนน กรณีสะพานทางยกระดับ	"บริเวณทางหลวงหมายเลข ๓ และทางหลวงหมายเลข ๓๑๕๒ (ทางแยกไปยังอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี) ซึ่งประชาชนในพื้นที่ เรียกว่า สะพานทางยกระดับบ้านท่าจุ๊ย\n 	โดยบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จด้วยงบประมาณเกือบ ๔๐๐ ล้านบาท \nแต่เนื่องจากการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน เมื่อเปิดเส้นทางให้รถสัญจร ภายในระยะเวลาไม่ถึง ๑ ปี \nถนนจึงเกิดความชำรุดเสียหายตลอดเส้นทาง ส่งผลให้รถยนต์ของประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าว \nเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงขอให้สำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการซ่อมแซมโดยเร็ว"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
75	1172	141	นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ	ความเดือดร้อนของประชาชน	มิจฉาชีพออนไลน์	กลุ่มมิจฉาชีพหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมากได้หลอกลวงเหยื่อผ่านช่องทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐต่าง ๆ สร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อหลอกลวง หรือข่มขู่ให้เกิดความกลัว และกังวล จนกระทั่งตัดสินใจผิดพลาดโดยการโอนเงินในบัญชีธนาคารของตนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน และทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยดำเนินการปรับปรุงกฎหมายให้เกิดความเป็นธรรม\nและรวดเร็ว มีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\nกับกระบวนการยุติธรรม และกำหนดมาตรการเพื่อกระตุ้น หรือกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\nมีความกระตือรือร้นในการจับกุม และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
76	1171	52	นายธนกร ถาวรชินโชติ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาอาหารทะเลราคาตกต่ำ กรณีนำปลาป่นทำอาหารสัตว์	ปัจจุบันโรงงานผลิตอาหารสัตว์จำนวนมากได้นำเข้าปลาป่นที่ผลิตจากต่างประเทศเพื่อนำมาทำอาหารสัตว์ เพราะมีราคาถูกกว่าปลาป่นที่ผลิตในประเทศไทย ส่งผลให้ราคาปลาป่นหน้าโรงงานตกต่ำลงจากราคา กิโลกรัมละ ๑๐ บาท ลดลงเหลือ กิโลกรัมละ ๖.๕๐ บาท ถึงแม้ว่าประเทศเพื่อนบ้านจะได้รับใบเหลือง IUU Fishing (Illegal, Unreported and. Unregulated Fishing) จากสหภาพยุโรปแต่ก็มิได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และไม่มีการรายงาน ในขณะที่ประเทศไทยเมื่อได้รับใบเหลือง IUU Fishing จากสหภาพยุโรป เมื่อปี ๒๕๕๘ ก็ได้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จึงส่งผลให้ปลาป่นที่ผลิตในประเทศมีต้นทุนและราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาทบทวนกฎหมาย และระเบียบข้อปฏิบัติการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพประมงและเกษตรกร และขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาดำเนินการตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๕๒ เพื่อตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำ หรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำจากต่างประเทศ ว่าวัตถุดิบที่นำมาผลิตปลาป่นเป็นไปตามมาตรฐานของ IUU Fishing หรือไม่	กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
77	1170	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหากลุ่มทุนต่างชาติส่งผลกระทบต่ออาชีพของคนปกาเกอะญอ	ชาวปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนใหญ่มีอาชีพเลี้ยงช้าง ปัจจุบันได้รับความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากนายทุนจากประเทศจีนได้เข้าไปซื้อช้างจากชาวบ้าน เพื่อทำปางช้างและธุรกิจการท่องเที่ยว ทำให้อาชีพควาญช้างของชาวปกาเกอะญอค่อย ๆ สูญหายไป และคนรุ่นใหม่ไม่ได้รับการสืบทอดภูมิปัญญาในการเลี้ยงช้าง ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว\n	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
78	1169	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	นโยบายของรัฐบาล	การบริหารจัดการบ่อขยะจังหวัดนครศรีธรรมราช	ได้รับการร้องเรียนจากนายสมชาย  เต็มดวง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๕ ตำบลท่าเรือ \nอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ก่อสร้างบ่อขยะ \nคือ หมู่ที่ ๘ ตำบลช้างซ้าย อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช และประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๑๕ และหมู่ที่ ๑๙ ตำบลท่าเรือ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช และประชาชนในพื้นที่ตำบลดอนตรอ ตำบลทางพูน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จำนวน ๒,๐๐๐ คน ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้ดำเนินการขุดบ่อขนาดใหญ่ เพื่อก่อสร้างบ่อขยะแบบฝังกลบ ในบริเวณใกล้เคียงกับชุมชน หมู่ที่ ๘ ตำบลช้างซ้าย อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสุขภาพ ดังนั้น จึงขอส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ร่วมคัดค้านการก่อสร้างบ่อขยะในพื้นที่ดังกล่าว ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และโปรดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
79	1168	54	นายธนภัทร ตวงวิไล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชนจากโรคใบด่างในมันสำปะหลัง	"ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังประสบปัญหาโรคใบด่าง ซึ่งกำลังแพร่ระบาด ในพื้นที่อำเภอหนองบัวระเหว อำเภอจัตุรัส อำเภอเนินสง่า อำเภอซับใหญ่ และอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดใกล้เคียง โดยปัญหาโรคใบด่างได้เกิดขึ้นมานาน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลัง และรายได้ของเกษตรกรลดลง ส่งผลให้เกษตรกรไม่มีเงินไปชำระหนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ดังนั้น จึงขอสอบถามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้\n	(๑) มีแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ และในพื้นที่ภาคอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาโรคใบด่างหรือไม่ อย่างไร\n	(๒) มีวิธีการ หรือแนวทางการดำเนินการป้องกันปัญหาโรคใบด่างในมันสำปะหลัง\nทั้งระยะสั้น และระยะยาวอย่างไร\n	(๓) มีแนวทางการช่วยเหลือ เยียวยา เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับความเดือดร้อนจากโรคใบด่างหรือไม่ อย่างไร"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
80	1167	24	นางเจียระนัย ตั้งกีรติ	นโยบายของรัฐบาล	สวัสดิการองค์กรสตรีตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาสตรี พ.ศ.2538 และอาสาสมัครกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี	องค์กรสตรีตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาสตรี พ.ศ. ๒๕๓๘ และอาสาสมัครกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เป็นกลุ่มบุคคลที่เสียสละ เพื่อขับเคลื่อนกลไกให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่มีค่าตอบแทน และสวัสดิการแต่อย่างใด โดยบางครั้งต้องนำเงินส่วนตัวมาใช้จ่าย หรือขอรับการสนับสนุนจากภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความราบรื่น โดยที่กลุ่มสตรีอาสาสมัครดังกล่าว ได้ปฏิบัติงานเช่นเดียวกับผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทย แต่มีค่าตอบแทน ปีละ ๒,๐๐๐ บาท ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาเรื่องค่าตอบแทนให้แก่องค์สตรี ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย\nว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาสตรี พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่สตรีผู้ปฏิบัติงาน\nด้วยความเสียสละ	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
81	1166	40	นายโชติชัย บัวดิษ	นโยบายของรัฐบาล	1.สารแคดเมียมตกค้างในทุเรียน 2.การบริหารจัดการขยะเพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า	"(๑)เรื่อง สารแคดเมียมตกค้างในทุเรียน\n 	เนื่องจากเมื่อเดือนสิงหาคม การส่งออกทุเรียนของประเทศไทยประสบปัญหา \nอันเนื่องมาจากพบสารแคดเมียมปนเปื้อนในทุเรียน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยไม่ได้มีการส่งออกทุเรียน เพราะปริมาณผลผลิตลดลง ยกเว้นทุเรียนจากจังหวัดชุมพรเท่านั้น จึงมีข้อสังเกต ว่าเหตุใด\nจึงมีการตรวจพบสารแคดเมียมปนเปื้อนในทุเรียนจากประเทศไทย ทั้งนี้ เกษตรกรได้นำพันธุ์ทุเรียน\nไปปลูกในพื้นที่หลายจังหวัด หากภาครัฐไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาสารอันตรายตกค้างในทุเรียน จะทำให้การส่งออกทุเรียนของประเทศไทยในอนาคตเกิดปัญหา ดังนั้น จึงขอให้กรมวิชาการเกษตร พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาสารแคดเมียมตกค้างในทุเรียนโดยเร็ว\n(๒)เรื่อง การบริหารจัดการขยะเพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า\n 	ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองได้จัดทำโครงการ “การบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน เพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า” ซึ่งถือเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาขยะ เป็นการนำขยะจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดระยองมากำจัดอย่างถูกหลักสุขาภิบาล ประมาณ ๑,๐๐๐ ตัน/วัน ด้วยกระบวนการคัดแยกขยะเพื่อส่งไปยังโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ประมาณ ๕๐๐ ตัน/วัน ซึ่งยังคงเหลือขยะ ประมาณ ๕๐๐ ตัน/วัน ดังนั้น จึงขอเสนอให้จังหวัดระยองพิจารณาเพิ่มโรงไฟฟ้าพลังงานขยะอีก ๑ แห่ง เพื่อเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพต่อไป"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
82	1165	186	นายอภินันท์ เผือกผ่อง	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายชายฝั่งทะเลจังหวัดนครศรีธรรมชาติ	"จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ โดยข้อมูลพื้นฐานด้านการประมง ระบุว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีชายฝั่งทะเลยาว ๒๒๕ กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ ๖ อำเภอ ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็นหลัก มีเรือประมงพื้นบ้าน ประมาณ ๓,๐๐๐ ลำ ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (Gross Provincial Products: GPP) ภาคประมง มูลค่า ๒๒,๕๔๐ ล้านบาท (ร้อยละ ๑๒.๑๑)\\n 	ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายบริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นปัญหาที่มีมายาวนาน โดยที่ผ่านมาสหภาพยุโรปในฐานะประเทศผู้นำเข้า และบริโภคสินค้าประมง\\nรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้กำหนดให้ทุกประเทศที่ส่งออกสินค้าประมงไปยังสหภาพยุโรปต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing : IUU Fishing) ซึ่งรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้พบปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายจำนวนน้อย แต่ปัจจุบันปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายกลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างชาวประมงในพื้นที่ซึ่งทำประมงพื้นบ้าน กับ ผู้ประกอบการประมงขนาดใหญ่ ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการในประเทศ และต่างประเทศ มีการใช้เรือขนาดใหญ่ เช่น เรืออวนรุน เรืออวนลาก มีเครื่องมือทำประมงขนาดใหญ่ที่สามารถจับสัตว์น้ำได้เกือบทุกชนิด ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน จำนวนมากกว่า ๑๐,๐๐๐ ครอบครัว ดังนั้น จึงขอให้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) พิจารณาจัดตั้งชุดเฉพาะกิจทำหน้าที่ลาดตระเวน สอดส่อง ตรวจสอบการทำประมงผิดกฎหมายบริเวณชายฝั่งทะเลจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างต่อเนื่อง และขอให้กรมประมง พิจารณาดำเนินการจัดตั้งกลุ่มประมงพื้นบ้านจังหวัดนครศรีธรรมราชให้มีความเข้มแข็ง และส่งเสริมอาชีพ เช่น การเลี้ยงสัตว์น้ำ และการแปรรูปสัตว์น้ำ เป็นต้น"	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
83	1164	89	นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ	นโยบายของรัฐบาล	ความพร้อมในการรับมือกับวิกฤติด้านพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง	"ข้อมูลสรุปภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม - พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ พบว่า ปริมาณการใช้น้ำมันเฉลี่ย ๑๕๗.๑๓ ล้านลิตร/วัน แบ่งเป็นกลุ่มเบนซิน ๓๑.๖๐ ล้านลิตร/วัน (ร้อยละ ๒๐) กลุ่มดีเซลหมุนเร็ว ๖๙.๓๐ ล้านลิตร/วัน (ร้อยละ ๔๔) กลุ่มอากาศยานเชิงพาณิชย์ ๑๖.๐๘ ล้านลิตร/วัน (ร้อยละ ๑๐.๒) ก๊าซ LPG ๑๘.๐๑ ล้านลิตร/วัน (ร้อยละ ๑๑.๕) และกลุ่มอื่น ๆ ๒๒.๑๔ ล้านลิตร/วัน (ร้อยละ ๑๔.๕)	ข้อมูลสรุปภาพรวมการนำเข้าและการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ระหว่างเดือนมกราคม - พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ พบว่า มีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ๙.๕๗ ล้านลิตร/วัน และน้ำมันดิบ ๑๕๖.๘ ล้านลิตร/วัน มีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ๒๔.๗ ล้านลิตร/วัน โดยน้ำมันที่ส่งออกเป็นส่วนเกิน (Surplus) จากการผลิตน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศทั้ง ๖ แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิต ๑๙๗.๔ ล้านลิตร/วัน จากข้อมูลดังกล่าว พบว่า ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ โดยการขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบมะละกา และอ่าวไทย เป็นเส้นทางหลัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีมีภัยคุกคามจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในทะเลจีนใต้ ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาล และกระทรวงพลังงาน พิจารณาเตรียมความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตด้านพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง โดยการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ตามกฎหมาย เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทย"	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
84	1163	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียฝั่งธนบุรี กรณีสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณใต้สะพานข้ามคลองบางน้ำจืด ถนนพระรามที่๒	ขณะที่ผู้ขอหารือดำรงตำแหน่งประธานสภาเกษตรกรกรุงเทพมหานคร ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิกสภาเกษตรกรเขตบางบอน เขตบางแค เขตหนองแขม และเขตบางขุนเทียน ว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งธนบุรีมักประสบปัญหาน้ำท่วมขัง และน้ำเน่าเสียอยู่เสมอ ส่งผลให้ระบบนิเวศเสียหาย สำนักงานสภาเกษตรกรกรุงเทพมหานคร ร่วมกับสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยสำนักงานชลประทานที่ ๑๑ ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำจืด และผู้อำนวยการกองช่าง องค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำจืด ได้เดินทางลงพื้นที่สำรวจสภาพปัญหา พบว่า บริเวณถนนพระรามที่ ๒ สะพานข้ามคลองบางน้ำจืด และสถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำบางน้ำจืด ตำบลบางน้ำจืด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร มีสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณใต้สะพานข้ามคลองบางน้ำจืดเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นเศษวัสดุก่อสร้างที่เกิดจากการก่อสร้างสะพาน มีระดับความสูงจากใต้สะพานถึงท้องน้ำ ๘๐ เซนติเมตร ซึ่งตามปกติระดับความสูงจากใต้สะพานถึงท้องน้ำต้องมีความสูง ๒.๕๐ เมตร ส่งผลทำให้การระบายน้ำไม่สะดวก เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันตก และจังหวัดสมุทรสาคร โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำมาก หากไม่เร่งดำเนินการแก้ไขจะทำให้พื้นที่ทำสวนของเกษตรกรได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงขอให้แขวงทางหลวงชนบทสมุทรสาคร และกรมชลประทาน พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุด	กระทรวงคมนาคม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
85	1162	73	นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอติดตามพื้นที่ทำกินของประชาชนในพื้นที่จังหวัดพังงา	"จังหวัดพังงาเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่มีทั้งภูเขาและทะเล โดยเกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้เฉพาะฝั่งภูเขา จึงเกิดปัญหาเรื่องสิทธิที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าไม้ ป่าสงวน และป่าเสื่อมโทรม โดยปัญหาสิทธิในพื้นที่ทำกินในจังหวัดพังงา คือ (๑) ข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับการประกาศกันพื้นที่ป่าของหน่วยงานรัฐ ทั้งที่ประชาชนอยู่อาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ (๒) ความขัดแย้งในการถือครองที่ดิน (๓) ปัญหาที่ดินสาธารณะ และที่ดิน ส.ป.ก. (๔) ปัญหาที่ดินจัดสรรเพื่อทำกินในโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.)\n 	ทั้งนี้ คทช. มีนโยบายจัดสรรที่ดินในจังหวัดพังงา ในปี ๒๕๖๒ โดยดำเนินโครงการแรก \nณ อำเภอกระปง และอำเภอเมืองพังงา และ ในปี ๒๕๖๓ ได้ดำเนินโครงการที่ ๒ ณ อำเภอตะกั่วป่า และอำเภอคุระบุรี โดยทั้ง ๒ โครงการ ได้ดำเนินการรังวัด และยื่นเรื่องขออนุญาตเพื่อรับรองสิทธิทำกินทั้งหมดแล้ว สำหรับพื้นที่ที่ได้รับการรังวัดแล้ว มีเพียงบางส่วนที่ได้รับใบอนุญาตรับรองสิทธิทำกินในที่ดิน แต่ยังคงมีพื้นที่อีกจำนวนมากที่ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะอนุญาตหรือไม่ ซึ่งประชาชนในจังหวัดพังงาต้องการทราบผลโดยเร็ว เนื่องจากเหตุผล ดังนี้\n 	(๑)	ปัจจุบันได้มีบุคคลเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการเข้าไปทำกินในที่ดิน\n 	(๒)	กระบวนการพิจารณาตรวจสอบที่ยาวนานเกินไป ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมาก\nไร้ที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย\n 	(๓)	อาจนำไปสู่ปัญหาการบุกรุกที่ดินในเขตป่าไม้เพิ่มมากขึ้น\n 	(๔)	ประชาชนรู้สึกหมดหวัง ไร้ทางออก สุขภาพจิต และสุขภาพกายย่ำแย่"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
86	1161	32	ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาบาทวิถี (foot bath) ไม่ได้มาตรฐาน	ประชาชนในประเทศไทยได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาทางเท้า หรือบาทวิถี (Foot Path) ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งที่มีกฎหมาย และมีการกำหนดมาตรฐานทางเท้าไว้แล้วก็ตาม \nโดยมักพบเห็นทางเท้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่ปลอดภัยสำหรับประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ \nคือ (๑) ทางเท้าที่มีขนาดคับแคบทำให้เดินลำบาก (๒) ทางเท้าที่มีสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นไม้ เสาไฟฟ้า \nตู้โทรศัพท์ ตู้ไปรษณีย์ บันไดสะพานลอย เป็นต้น (๓) ทางเท้าที่มีพื้นผิวชำรุด ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่ได้รับการซ่อมแซม บำรุงรักษา ให้มีสภาพที่เหมาะสมกับการใช้งานของประชาชนทั่วไป ผู้สูงอายุ \nและรถนั่งคนพิการ (๔) ทางเท้าสภาพดีแต่มีการวางขายสินค้าบนทางเท้าโดยไม่มีการจัดระเบียบ \n(๕) ทางเท้าที่มีรถจักรยานยนต์วิ่ง ทำให้คนที่ใช้ทางเท้า และรถนั่งคนพิการต้องไปใช้พื้นที่ถนน \n(๖) ทางเท้าที่ไม่มีทางลาดสำหรับรถนั่งคนพิการ ถือเป็นการออกแบบที่ขาดอารยสถาปัตย์ (Universal Design) เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมบริเวณทางเท้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ประชาชนที่ไม่คุ้นชินเส้นทางอาจประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานทางเท้า เพื่อรองรับคนทุกกลุ่มของสังคมให้สามารถใช้ทางเท้าได้อย่างปลอดภัย และเท่าเทียม	กระทรวงคมนาคม  และกรุงเทพมหานคร	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
87	1160	39	นายโชคชัย กิตติธเนศวร	สถานการณ์บ้านเมือง	ช้างป่าจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทำร้ายประชาชนเสียชีวิต	"เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๗ เกิดกรณีช้างป่าจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่\nลงมาทำร้ายประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ ๓ ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก \nโดยช้างได้เดินเข้าไปบริเวณบ้านเลขที่ ๒๘๓ ซึ่งเป็นบ้านของนายนิคม ซ้อนพิมพ์ โดยนายนิคมฯ \nได้เดินออกจากบ้าน และได้นำไฟฉายส่องไปยังใบหน้าของช้าง จากนั้นช้างจึงวิ่งตรงไปทำร้ายนายนิคมฯ จนกระทั่งเสียชีวิต ทั้งนี้ ผู้ขอหารือได้ลงพื้นที่สอบถามนายประสิทธิ์ ลาภา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ \nตำบลสาริกา ได้รับข้อมูลว่าช้างป่าได้ลงมาหาอาหารและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยทำลายพืชผลทางการเกษตรมาเป็นระยะเวลา ๙ ปี และในช่วง ๒ - ๓ ปีนี้ ช้างจะสร้างความเสียหายรุนแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจากช้างป่าไม่อยากเดินในพื้นที่ลาดชัน และชอบรสชาติอาหารบริเวณที่อยู่อาศัย\nของประชาชนมากกว่าพืชในป่า เช่น กล้วยป่ามีรสชาติฝาด แต่กล้วยที่ปลูกมีรสชาติหวาน เป็นต้น \nดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ดังนี้\n 	(๑)	สนับสนุนงบประมาณให้แก่ชุมชน และอาสาสมัครชุมชน เพื่อให้มีการจัดเวร\nเฝ้าระวังช้างป่าภายในชุมชนเพิ่มขึ้น\n 	(๒)	พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ช้างป่า\nได้อย่างทันท่วงที\n 	(๓)	ขอให้จัดตั้งหน่วยงานป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติจากช้างป่าเป็นการเฉพาะ \nเพื่อให้มีผู้รับผิดชอบโดยตรง และเพื่อให้ประชาชนได้รับการชดเชย เยียวยา จากการสูญเสียชีวิต\nและทรัพย์สิน"	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	11	2567	2024-09-10T00:00:00
88	1159	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาผักตบชวาในคลองเขตลาดกระบังและเขตหนองจอก	ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ประมาณ ๗๙,๐๐๐ – ๘๐,๐๐๐ ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นคลอง เขตลาดกระบังประกอบด้วยคลอง จำนวน ๖๓ คลอง เขตหนองจอก จำนวน ๑๓๐ กว่าคลอง และในช่วงฤดูฝนประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากคลองระบายน้ำในพื้นที่เขตลาดกระบังและเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร มีต้นหญ้าและผักตบชวาขึ้นเป็นจำนวนมาก กีดขวางการระบายน้ำส่งผลให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่นา บ้านเรือนของประชาชนและผิวถนน จากการสอบถามผู้รับผิดชอบในพื้นที่ทั้งเขตลาดกระบังและเขตหนองจอกได้รับทราบว่า อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับการขุดลอกคลองระบายน้ำมีไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกรุงเทพมหานคร ขอให้ดำเนินการจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับการขุดลอกคลองระบายน้ำให้แก่เขตลาดกระบังและเขตหนองจอก เพื่อใช้ในการขุดลอกคลองให้ทันเวลาก่อนมวลน้ำระลอกใหม่จะลงมาจากทางภาคเหนือ	กรุงเทพมหานคร	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
89	1158	82	นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาผลกระทบจากสุราปลอม (ยาดองเถื่อน)	"จากกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีผู้ป่วยจากการดื่มสุราปลอมหรือยาดองเถื่อนในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีส่วนผสมของเมทานอล (Methanol) หรือเมทิลแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นสารต้องห้ามบริโภค ทำให้ร่างกายเกิดภาวะเลือดเป็นกรด โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทย จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ – ๒๕๖๒ พบว่าจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากเมทานอลมีทั้งหมด จำนวน ๖๖๒ ราย และในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ มีจำนวนผู้ป่วยสูงที่สุด จำนวน ๑๔๒ ราย โดยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนี้\n		(๑) พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๗ ได้กำหนดโทษ\nของผู้กระทำผิดกรณีเปลี่ยนแปลงภาชนะบรรจุสุราเพื่อการค้า ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท และมาตรา ๑๕๘ ห้ามมิให้ผู้ใดเปลี่ยนแปลงสุราโดยนำสุราอื่นหรือน้ำหรือของเหลวหรือวัตถุอื่นใดเจือปนลงในสุราเพื่อการค้า ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท		\n		(๒) พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๙๖ \nและมาตรา ๒๐๕ ได้กำหนดโทษกรณีขายสุราโดยที่ไม่มีใบอนุญาต ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท \n      		จะเห็นว่าโทษที่กำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำหนดไว้เพียงอัตราโทษปรับเท่านั้น จึงทำให้ผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย ส่งผลให้เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว\nเกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง \n 	 	อนึ่ง สถานการณ์ผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษจากเมทานอล (Methanol) หรือ เมทิลแอลกอฮอล์ กรุงเทพมหานคร ณ วันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗ มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาทั้งหมด จำนวน ๔๔ ราย เสียชีวิต ๘ ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ จำนวน ๑๖ ราย ฟอกไต จำนวน ๒๔ ราย ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุขในประเด็นดังต่อไปนี้\n 		(๑) ควรกำหนดมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภคโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นซ้ำอีก\n 		(๒) ควรมีการพิจารณาทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และควรแก้ไขเพิ่มอัตราโทษสำหรับผู้กระทำความผิด เพื่อเป็นการป้องปรามการกระทำความผิด"	กระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
90	1157	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	นโยบายของรัฐบาล	การนำเข้าผักและผลไม้จากประเทศจีน	"เนื่องจากขณะนี้ได้มีการนำเข้าผักและผลไม้จากประเทศจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเสรีเป็นจำนวนมาก จากการสุ่มตรวจผักและผลไม้ที่นำเข้าจากประเทศจีนพบว่ามีสารตกค้าง\nเกินค่ามาตรฐาน อีกทั้งไม่มีการตรวจสอบเส้นทางของการจำหน่ายผักและผลไม้ดังกล่าว ซึ่งจะเป็น\nอันตรายต่อประชาชนหรือผู้บริโภค ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการสาธารณสุข และความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงขอเสนอแนวทาง ดังนี้\n	(๑) ขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการในการตรวจสอบการนำเข้าผักและผลไม้จาก\nประเทศจีน \n	(๒) ขอให้รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกผักปลอดสารพิษให้มีตลาดจำหน่าย\nในทุกระดับ โดยเฉพาะตลาด ๔ ร ได้แก่ โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร และรีสอร์ท \n	นอกจากนี้ ขอเสนอแนะไปยังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในการจัดเตรียมอาหารรวมทั้งการจำหน่ายอาหารภายอาคารรัฐสภา ขอให้ดำเนินการให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
91	1156	52	นายธนกร ถาวรชินโชติ	นโยบายของรัฐบาล	โครงการนำเรือออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน	จากมีการนำเรือออกนอกระบบเพื่อปฏิบัติตามข้อตกลงของ Illegal, Unreported and Unregulated Fishing (IUU Fishing) โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้มีการนำเรือออกนอกระบบไปแล้วหนึ่งครั้ง (กลุ่มเรือขาว – แดง) อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเรือประมง (กลุ่มเรือขาว – แดง) \nที่ตกค้างและยังมีเรือประมงที่แจ้งความประสงค์ในรอบแรกที่ผ่านการกลั่นกรองแล้วประมาณ ๙๒๓ ลำ งบประมาณทั้งหมด จำนวน ๑,๖๒๒ ล้านกว่าบาท มีการตั้งคณะอนุกรรมการและคณะกรรมการ\nหลายหน่วยงานเพื่อพิจารณาช่วยเหลือและชดเชย อาทิ คณะอนุกรรมการช่วยเหลือชดเชยความเสียหาย\nในภาคประมง มีการประชุมเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เห็นชอบให้มีการซื้อเรือคืนทั้งหมด \nจำนวน ๑,๖๒๒ ล้านกว่าบาท และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเลเพื่อฟื้นฟูประมงทะเล\nและอุตสาหกรรมการประมง ประชุมเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๗ เป็นต้น แม้หน่วยงานภาครัฐ\nที่เกี่ยวข้องได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาและเห็นชอบให้มีการจ่ายเงินเยียวยา แต่ปัจจุบันเจ้าของเรือประมงที่แจ้งความประสงค์จะออกนอกระบบยังไม่ได้รับเงินชดเชยความสูญเสียแต่อย่างใด \nสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวประมงเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกรมประมง \nกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งดำเนินการจ่ายเงินชดเชยให้แก่เจ้าของเรือประมงดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ชาวประมงที่ไม่สามารถนำเรือออกไปทำประมง	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
92	1155	73	นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น	ความเดือดร้อนของประชาชน	ติดตามความคืบหน้าโครงการซุปเปอร์กระชัง (Integrated multi-trophic aquaculture : IMTA) จังหวัดพังงา และอันดามัน	"โครงการซุปเปอร์กระชัง (Integrated multi – trophic aquaculture : IMTA) ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลหล่อยูง อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เป็นโครงการที่สามารถเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หลากหลายพร้อมกันในกระชังเดียว โดยแบ่งตามชั้น ลักษณะคล้ายปิ่นโต ทำให้สามารถเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ทั้งปลา หอย กุ้ง ปลิงทะเล สาหร่าย และสัตว์น้ำอื่น ๆ โดยใช้เทคโนโลยีวัดคุณภาพน้ำแบบทันที ให้อากาศและอาหารโดยระบบเอไอ (Artificial intelligence : AI) สามารถควบคุมดูแลได้จากระยะไกล ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงขาดทุนให้แก่ผู้ประกอบการทั้งการจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ โครงการซุปเปอร์กระชังถือเป็นโครงการที่ดีและเป็นประโยชน์แก่เกษตรกร แต่ประสบปัญหาอุปสรรคเป็นเหตุให้ไม่สามารถดำเนินโครงการได้ เนื่องจากกรมประมงยังไม่ได้ประกาศให้จังหวัดพังงาและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แม้จะได้มีการสำรวจพื้นที่เสร็จสิ้นแล้ว \nและมีผู้ประกอบการยื่นเรื่องติดตามสอบถามเรื่องดังกล่าวเป็นเวลากว่า ๒ ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น ขอให้กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งพิจารณาประกาศกำหนดเขตพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ได้เริ่มทดลองโครงการซุปเปอร์กระชัง (IMTA) เพื่อยกระดับการประมงของประเทศไทย โดยวาระแรกควรพิจารณาใช้ ๓ จังหวัดฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดกระบี่ เป็นพื้นที่จังหวัดนำร่อง ในการดำเนินโครงการดังกล่าว \n		ปัจจุบันชาวประมงและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยยังมีวิธีการทำประมง\nที่ล้าหลัง ซึ่งสาเหตุสำคัญ คือ  \n 		(๑) ไม่มีแหล่งความรู้ใหม่ ๆ ที่จะนำมาพัฒนาต่อยอดอาชีพ และสร้างมูลค่าเพิ่ม\nให้สินค้าประมง และ \n		(๒) ขาดการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ดังนั้น กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรเร่งส่งเสริมให้คำแนะนำ ถ่ายทอดองค์ความรู้ \nและช่วยเหลือดูแลชาวประมงและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยอย่างจริงจัง เพื่อช่วยฟื้นฟู\nและยกระดับการประมงของไทยให้สามารถแข่งขันและสร้างรายได้ ซึ่งเป็นการลดความเสี่ยง\nและสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพการทำประมงของไทย\n"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
93	1154	108	นางมยุรี โพธิแสน	ความเดือดร้อนของประชาชน	1.ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน 2.ปัญหาถนนชำรุดรอการซ่อมแซม 	"1.ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาพลังงาน และราคาอาหารสด อาทิ \nราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และราคาไข่ไก่ที่ปรับราคาสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้น \nโดยปกติราคาสินค้าทั้งสองชนิดจะปรับราคาสูงขึ้นในช่วงเปิดภาคเรียน ประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี หลังจากนั้นจะปรับลดราคาลง แต่ปัจจุบันราคาไข่ไก่มีแนวโน้มปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง\nและทรงตัวไม่ปรับลดลงเหมือนที่ผ่านมา โดยราคาขายปลีกไข่ไก่สูงถึงฟองละ ๕ – ๗ บาท ดังนั้น ขอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาดำเนินการตรึงราคาไข่ไก่ และขอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาปรับลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชน \n2.จากถนนวารีราชเดช ในพื้นที่เทศบาลตำบลน้ำคำใหญ่ และถนนภายในหมู่บ้านหนองขอน ตำบลสิงห์ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร มีสภาพชำรุดทรุดโทรม หน่วยงาน\nที่เกี่ยวข้องขาดงบประมาณในการบำรุงรักษาและซ่อมแซม ดังนั้น ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ \n		(๑) เทศบาลตำบลน้ำคำใหญ่ เพื่อดำเนินการซ่อมแซมถนนวารีราชเดช \nบ้านหนองขอน ตำบลสิงห์ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร \n 		(๒) องค์การบริหารส่วนตำบลสิงห์ เพื่อปรับปรุงถนนในพื้นที่หมู่บ้านสิงห์ ตำบลสิงห์ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนและการบิณฑบาตของพระภิกษุสงฆ์ในพื้นที่"	กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
94	1153	68	นายนิพนธ์ เอกวานิช	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการจราจรติดขัดของจังหวัดภูเก็ต	ภายหลังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID – 19) นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต มีพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวแบบกลุ่มใหญ่ โดยนักท่องเที่ยว จำนวน ๔๐ คน ใช้รถบัสนำเที่ยว จำนวน ๑ คัน เปลี่ยนเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพักตามลำพัง (Free Individual Traveler : FIT) หรือเป็นกลุ่มเล็ก เป็นนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความเป็นส่วนตัวสูง มักใช้แอปพลิเคชันในการเรียกรถแท็กซี่เพื่อเดินทางท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยว จำนวน ๔๐ คน จะใช้รถยนต์ จำนวน ๗ – ๘ คัน ส่งผลให้จำนวนรถยนต์บนท้องถนนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับจังหวัดภูเก็ตมีถนนเทพกระษัตรีเป็นถนนสายหลักเพียงเส้นทางเดียว ไม่เพียงพอต่อการรองรับการจราจรเพื่อการท่องเที่ยว ทำให้จังหวัดภูเก็ตเกิดปัญหาการจราจรติดขัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีฝนตกเพียง ๑ – ๒ ชั่วโมง น้ำจะท่วมขังบริเวณท้องถนน\nทำให้การจราจรติดขัด ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง ต้องติดอยู่บนท้องถนนเป็นเวลานานกว่า ๒ – ๓ ชั่วโมง ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปยังท่าอากาศยานได้ทัน\nตามกำหนดเวลา ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของภาคการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตอย่างมาก โดยจังหวัดภูเก็ตมีความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้มีโครงการก่อสร้างถนนในจังหวัดภูเก็ต\nเพิ่มขึ้นหลายเส้นทาง แต่กลับไม่มีการดำเนินการก่อสร้าง ดังนั้น ขอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา\nเร่งรัดโครงการก่อสร้างถนนในจังหวัดภูเก็ต และขอทราบแผนงานโครงการก่อสร้างถนนว่าจะสามารถ\nเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้เมื่อใด	กระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
95	1152	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	การก่อสร้างถนนคอนกรีตผ่านพื้นที่ป่า 	ได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายปรีชา สีโสดา นายกองค์การบริหารส่วนตำบล\nรัตนบุรี เรื่อง ความเดือดร้อนในการเดินทางสัญจรของประชาชนในพื้นที่บ้านผีน้อย และบ้านดงแดง \nตำบลรัตนบุรี อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งถนนเข้าหมู่บ้านเป็นถนนดินลูกรัง และมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อ เมื่อฝนตกทำให้การสัญจรไปมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทั้งนี้ ถนนดังกล่าวมีเส้นทาง\nผ่านพื้นที่ป่าไม้ โดยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๕ องค์การบริหารส่วนตำบลรัตนบุรีได้มีหนังสือไปยังสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุรินทร์ เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ในการก่อสร้างถนน\nดังกล่าว โดยใช้งบประมาณก่อสร้าง จำนวน ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท และได้มีหนังสือติดตามความคืบหน้าเมื่อเดือนเมษายน และเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งความคืบหน้าในการพิจารณาอนุญาตการใช้พื้นที่ป่าไม้เพื่อก่อสร้างถนนแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการพิจารณาอนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้เพื่อก่อสร้างถนนดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ในการลดระยะเวลาการเดินทางให้สั้นลง	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
96	1151	80	นางประทุม วงศ์สวัสดิ์	นโยบายของรัฐบาล	น้ำท่วมพัทยา และคราบน้ำมันปริศนาลอยเต็มอ่าวบางเสร่ จังหวัดชลบุรี	๑. เนื่องจากเมื่อวันจันทร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๗ เมืองพัทยาเกิดฝนตกหนักติดต่อกันเป็นระยะเวลา ๓ ชั่วโมง ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง หลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำรอการระบายเป็นเวลานาน อาทิ ถนนสุขุมวิทพัทยาใต้ ซอยเขาตาโล ถนนเลียบทางรถไฟเขาน้อย – เขาตาโล ซอยเขาน้อย ถนนด้านหลังตลาดวัดชัยมงคล ซอยบัวขาว และถนนพัทยาสาย ๓ (สี่แยกมุมอร่อย) โดยบางพื้นที่น้ำท่วมสูงถึง ๒ เมตร ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ดังนั้น จึงขอให้นายกเมืองพัทยาเร่งติดตามแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่เมืองพัทยาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวที่ดีระดับโลกต่อไป\n๒. เดือนสิงหาคม ๒๕๖๗ พบคราบน้ำมันจำนวนมากบริเวณอ่าวบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีความยาว ๔ กิโลเมตร หนา ๓ ชั้น ปัจจุบันคราบน้ำมันดังกล่าวได้ลอย\nมายังหาดพัทยา หาดดงตาล และหาดยินยอม สร้างความเดือดร้อนให้แก่นักท่องเที่ยว ผู้อยู่อาศัย \nและชาวประมงเป็นอย่างมาก ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ตรวจสอบ \nแต่ยังไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของเมืองพัทยาต่อไป	กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กระทรวงคมนาคม และกระทรวงพลังงาน	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
97	1149	161	นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา	นโยบายของรัฐบาล	ความเดือดร้อนของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)	"ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ (แผงโซล่าเซลล์) จำนวน ๘ ราย ซึ่งมีกำลังการผลิต ๒,๕๐๐ เมกกะวัตต์ต่อปีเทียบเท่าเขื่อน ๓ เขื่อน ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการชัดเจนในการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน เนื่องจากสินค้าของกลุ่มผู้ผลิตได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) \nแต่การจัดซื้อจัดจ้างมุ่งเน้นด้านราคาที่ต่ำเป็นหลัก จึงไม่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมในการจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพไปยังหน่วยงานหรือผู้บริโภค จึงขอเสนอแนวทางไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมบัญชีกลาง และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณา ดังนี้\n	(๑) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นหน่วยงานหลักในการประสานความร่วมมือ\nในการจัดทำฐานข้อมูล (Big Data) ระหว่างหน่วยงาน ในข้อมูลด้านเศรษฐกิจ ด้านการเงิน ด้านภาษี ด้านขนส่ง มาตรการป้องกันและปราบปราม รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งเบาะแสสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน\n	(๒) มาตรการระยะสั้น คือ กรมบัญชีกลาง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม \n(สมอ.) ควรเป็นหน่วยงานหลักในการประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือทุกส่วนราชการถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบอย่างถูกต้อง เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่ผลิตสินค้าที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ภายในประเทศ\n	(๓) มาตรการระยะยาว คือ ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม สินค้าของผู้ประกอบการภายในประเทศ และสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศจะต้องเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเท่านั้น \n	(๔) ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ รวมทั้งการสนับสนุน จากภาครัฐและภาคเอกชน ในการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบที่สนับสนุนสินค้าของผู้ผลิตภายในประเทศ\nที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)\n		ดังนั้น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยและประชาชนเสียโอกาสในการพัฒนาด้านพลังงาน ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อให้เกิดการจำหน่ายอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการสนับสนุนและต่อยอดในการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศต่อไป"	กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
98	1148	13	นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย	นโยบายของรัฐบาล	การจัดตั้งหน่วยงานในการกำกับดูแลสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์	"ปัจจุบันไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใดกำกับดูแลสื่อที่ครบวงจรอย่างจริงจัง เนื่องจากมีการแบ่งหน้าที่การทำงานตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ได้แก่ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลสื่อที่เป็นมาตรฐาน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ โทรคมนาคม แต่ไม่สามารถเข้ามาดูแลสื่อออนไลน์ได้ ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีหน้าที่ดูแลสื่อออนไลน์ แต่ไม่สามารถเข้าไปดูแลควบคุมเนื้อหาหรือคอนเทนต์ (Content) ได้ ทั้งนี้ สื่อสังคมออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเป็นอย่างมาก เช่น Facebook (เฟสบุ๊ค) Instagram (อินสตาแกรม) TikTok (ติ๊กต็อก) และ YouTube (ยูทูบ) ซึ่งไม่มี\nการควบคุมใด ๆ โดยเฉพาะการเผยแพร่ข่าวลือหรือข่าวที่มีข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง มีการเผยแพร่ภาพ \nและเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัย ไม่สร้างสรรค์ และหมิ่นประมาท ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้   \n		(๑) ขอให้จัดตั้งองค์กรที่มีสมรรถสูงที่สามารถตรวจสอบสื่อที่มีเนื้อหาอันตราย \nเพื่อนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมาย\n		(๒) ส่งเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่มของสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์\n		(๓) เสริมสร้างความรู้เท่าทันสื่อ เฝ้าระวังสื่อ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก และเยาวชน รวมถึงประชาชนทั่วไป และมีช่องทางการร้องเรียนหรือรายงานเพื่อดำเนินการกับสื่อที่ไม่ปลอดภัย\n		(๔) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมพัฒนาเครือข่ายเพื่อการเข้าถึง และนำไปใช้ประโยชน์เชิงสังคม \n		(๕) สื่อที่สร้างปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นสื่อที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ \nเมื่อตรวจสอบพบการกระทำที่ไม่เหมาะสม กระบวนการยับยั้งจะทำได้ยาก จึงต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ\nในการรายงานไปยังต้นทางของเจ้าของแอปพลิเคชัน (Application) และต้องมีข้อตกลงว่าหากมี\nการรายงานจากหน่วยงานนี้จะต้องถูกถอดถอนและห้ามเผยแพร่ทันที หากมีการโต้แย้งรายงานให้มี\nการพิสูจน์จนกว่าจะได้ข้อยุติ จึงจะกลับมาเผยแพร่ได้อีกครั้ง \n	 	(๖) ขอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับ\nการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เพื่อขยายบทบาทหน้าที่ในการกำกับดูแลสื่อสังคมออนไลน์ และเร่งดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานด้านกำกับสื่อสังคม\nออนไลน์อย่างจริงจัง รวมทั้งประสานงานกับบริษัทเจ้าของแอปพลิเคชัน (Application) โดยตรงในการหยุดยั้งสื่อที่มีปัญหาต่อสังคมและประเทศชาติ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
99	1147	189	นายอลงกต วรกี	กฎหมาย	โต้แย้งคำแถลงการณ์ กรณีการบริหารงานของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.)	"ได้ปรึกษาหารือปัญหาต่อที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อวันอังคารที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๗ เรื่อง ปัญหาการทุจริตในมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) จากนั้นวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๗ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ได้เผยแพร่แถลงการณ์ตอบโต้ โดยผู้ขอปรึกษาหารือ\nมีข้อสังเกตต่อกรณีการแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้\n		(๑) การที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชนำเงินของมหาวิทยาลัย จำนวน ๑,๕๐๐ ล้านบาท ไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นระยะเวลา ๓ ปี มีกำไรมากกว่า ๒๐๐ ล้านบาท ได้มีการรายงานผล\nจากการลงทุนต่อประชาคมมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชหรือจัดทำในรายงานประจำปี หรือไม่ อย่างไร และการนำเงินของมหาวิทยาลัยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นเป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ หรือระเบียบฉบับใด มีผู้รับรองหรือเห็นชอบในกฎ ระเบียบ ข้อบังคับเหล่านั้นหรือไม่ \n 	 	(๒) การจัดทำโครงการพัฒนาระบบทดสอบออนไลน์ เป็นผลสืบเนื่องจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประสบปัญหาไม่สามารถจัดสอบแบบเผชิญหน้าได้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา  ๒๐๑๙ (COVID – 19) โดยผู้รับจ้างจัดทำระบบดังกล่าว\nเป็นบริษัทที่มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นกรรมการของบริษัทหรือไม่ และอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ อย่างไร\n 	 	(๓) การยืมตัวอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมารักษาราชการตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชนั้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมิได้ดำเนินการจัดทำหนังสือราชการที่ถูกต้องในการยืมตัวมาช่วยราชการ จึงอาจเท่ากับว่าบุคคลดังกล่าวได้รับเงินเดือน\nและค่าตอบแทนจากมหาวิทยาลัย ๒ แห่ง ในห้วงเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นความผิดตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือไม่\n 	 	(๔) การที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชชี้แจงว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน\nได้แสดงความเห็นต่อรายงานการเงิน โดยให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งในรายงานนั้นมิได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการนำเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์\n 		(๕) คำแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชไม่ระบุผู้ลงนามในคำแถลงการณ์ จึงไม่มีผู้รับผิดชอบและไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ\n 	 	(๖) ในคำแถลงการณ์ดังกล่าวไม่ปรากฏการยอมรับการแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาล\nในมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแต่อย่างใด ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะไม่ใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๙/๒๕๕๙ เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหา\nธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เพื่อควบคุมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แต่ใช้พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ดำเนินการโต้แย้งคำสั่งทางปกครองถึง ๕ ครั้ง และไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ \nโดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผู้บริหารมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช\nไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาใช้คำสั่งหัวหน้า\nคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๙/๒๕๕๙ เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาล\nในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม\nของกรรมการสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีการบริหารจัดการ\nด้วยหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง และเป็นที่น่าเชื่อถือของสังคมต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
100	1146	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	นโยบายของรัฐบาล	ข้อเสนอแนะต่อการจัดการภัยพิบัติ	"เนื่องจากภัยพิบัติกรณีอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ ประการหนึ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศ และภาวะโลกร้อน ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับพื้นที่ป่าลดลง การขยายตัวของเมือง การรุกล้ำลำน้ำ การก่อสร้างถนน การก่อสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมทั้งการก่อสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ประเทศจีน ประเทศกัมพูชา และประเทศไทย เป็นต้น แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ ความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ คือ การใช้หลักการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้เกิดปัญหาซ้ำซากและรุนแรงมากขึ้น \nไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ \nและไม่ตรงต่อความต้องการของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี \nและคณะรัฐมนตรี ดังนี้\n 		(๑) เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการภัยพิบัติทั้งระบบอย่างยั่งยืน โดยครอบคลุม\nถึงการป้องกัน ช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยาประชาชนที่ประสบภัย โดยเน้นที่การป้องกันภัยพิบัติ\nเป็นสำคัญ ตลอดจนเร่งรัดให้หน่วยงานภาครัฐช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยในทุก ๆ ด้าน อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายด้านการเกษตร การประกอบอาชีพต่าง ๆ และการซ่อมแซม\nที่อยู่อาศัย\n 		(๒) เร่งแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ขั้นตอน และวิธีปฏิบัติ ในการจัดการภัยพิบัติ \nโดยการกระจายอำนาจการตัดสินใจและงบประมาณไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น\n 	 	(๓) แก้ไขหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๓ ให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบรุนแรง ดังนี้\n 	 	 “ข้อ ๕.๑ ด้านการดำรงชีพ ให้ดำเนินการช่วยเหลือเป็นสิ่งของหรือจ่ายเป็นเงิน \nโดยคำนึงถึงสภาพและเหตุการณ์ตามความเหมาะสม...” ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐจะนำสิ่งของที่ไม่ตรง\nตามความต้องการของประชาชนไปช่วยเหลือ จึงควรแก้ไขให้เป็นการช่วยเหลือประชาชนด้วยเงิน \nเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุ สิ่งของจากภาครัฐต่อไป และ\n 		 “ข้อ ๕.๔ ด้านการเกษตร ให้ดำเนินการช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติที่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนกับหน่วยงานที่กำกับดูแลแต่ละด้านของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิด\nภัยพิบัติแล้วเท่านั้น...” ซึ่งสมควรช่วยเหลือเกษตรกรทุกรายที่ประสบภัยพิบัติอันเป็นที่ประจักษ์\n		(๔) เร่งแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่ละเมิดสิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในการจัดการทรัพยากรและจำกัดการพัฒนาของชุมชนที่อยู่ในเขตป่าและอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประชาชนอยู่อาศัยก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ เช่น พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นต้น เพื่อให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่และส่งเสริมให้ชุมชนในเขตป่าทำการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูดิน น้ำ และป่า ให้อุดมสมบูรณ์ รวมทั้งป้องกันน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม\n 		(๕) เร่งดำเนินการกระจายอำนาจและงบประมาณสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคม หรือองค์กรสาธารณประโยชน์ หรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ดำเนินงานโดยไม่แสวงผลกำไร ให้มีส่วนร่วม\nในการป้องกัน แก้ไข และช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาภัยพิบัติ เพื่อให้การช่วยเหลือฟื้นฟูภายหลังเหตุภัยพิบัติมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
101	1145	6	นายกัมพล ทองชิว	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการซื้อเรือประมงจากโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบและการเปลี่ยนแปลงผังเมืองของจังหวัดสมุทรสาคร	"๑. สืบเนื่องจากโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบ หรือโครงการซื้อเรือประมงคืนจากชาวประมง ในสมัยรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งในขณะนั้นมีการออกพระราชกำหนด\nการประมง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายให้เป็นไปตามกฎระเบียบสากล สอดคล้องกับมาตรการของสหภาพยุโรป (EU) ที่ได้ให้ความเห็นว่าไทยมีการทำประมงเกินระดับ\nที่เหมาะสม โดยรัฐบาลขอความร่วมมือจากชาวประมงเพื่อให้เลิกหรือยุติการทำประมงโดยสมัครใจ\nและรัฐบาลจะรับซื้อเรือคืน ซึ่งมีชาวประมงสมัครใจเข้าร่วมโครงการประมาณ ๒,๐๐๐ ลำ และได้มี\nการสำรวจความถูกต้องของเรือประมงที่เข้าร่วมโครงการในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ มีเรือประมงที่เข้าข่าย\nที่รัฐบาลจะรับซื้อเรือคืน จำนวน ๙๒๓ ลำ ซึ่งระยะเวลาล่วงเลยมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ ได้มีชาวประมงออกมาร้องเรียน เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากโครงการดังกล่าว โดยขอให้เร่งรัดพิจารณาดำเนินโครงการรับซื้อเรือคืนโดยเร็ว ทั้งนี้ ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา (นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี) ได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเลขึ้นมาตรวจสอบ โดยคณะกรรมการ ดังกล่าวได้มีข้อสรุปให้ดำเนินการตรวจสอบและเสนอเรื่องขึ้นมาใหม่ ซึ่งชาวประมงได้รับความเดือดร้อนและไม่ได้รับการแก้ไขปัญหามาเป็นเวลา ๙ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ – ๒๕๖๗ \n๒. การเปลี่ยนแปลงผังเมืองของจังหวัดสมุทรสาคร โดยที่มาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดให้แก้ไขผังเมืองรวมเฉพาะบริเวณหรือเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งจะกระทำได้ใน ๒ กรณี คือ เมื่อสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป หรือเป็นไป\nเพื่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ จังหวัดสมุทรสาคร ในพื้นที่ ๔,๓๐๐ ไร่ โดยความริเริ่มของกระทรวงยุติธรรม เพื่อรองรับและส่งเสริมการจ้างงานผู้ต้องขัง โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานทั้งหมด จำนวน ๘ ขั้นตอน ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว จำนวน ๓ ขั้นตอน ทั้งนี้ การดำเนินการที่ผ่านมามีการอ้างมติคณะรัฐมนตรีว่าให้สามารถดำเนินการได้ แต่จากการตรวจสอบพบว่า มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ไม่ได้กำหนดให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ที่จังหวัดสมุทรสาคร แต่ให้พิจารณาจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เป้าหมาย ๕ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง โดยมีรูปแบบการดำเนินการ คือ การจัดตั้งนิคมในเรือนจำ หรือจัดตั้งนิคมในเขตราชพัสดุของหน่วยงานอื่น หรือจัดตั้งนิคมในพื้นที่ของเอกชน \n		โดยพื้นที่การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ดังกล่าว อยู่ในเขตผังเมืองรวมจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งถูกกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นที่ดินประเภทชนบทและเกษตรกรรมหรือ\nเขตสีเขียว ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรมหรือเขตสีขาว การดำเนินการขอแก้ไขการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมและประกอบอุตสาหกรรม ทำให้มีประชาชนออกมาคัดค้านร่วมลงชื่อเพื่อร้องทุกข์ โดยจะยื่นเอกสารอย่างเป็นทางการต่อรัฐสภาต่อไป เนื่องจาก\nลุ่มน้ำท่าจีนเป็นลุ่มน้ำที่มีคุณภาพต่ำที่สุดในลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ ที่ไหลลงสู่อ่าวไทย ปัจจุบันจังหวัดสมุทรสาคร\nมีนิคมอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก และนิคมอุตสาหกรรมที่จะตั้งขึ้นใหม่มีที่ตั้งอยู่ติดทะเลและป่าชายเลน พื้นที่ด้านซ้ายและขวาเป็นพื้นที่ทำนาเกลือ ดังนั้น การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว จะทำให้น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อชาวประมงและนาเกลืออย่างรุนแรง เพราะในปัจจุบันถึงแม้\nยังไม่มีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมขึ้นใหม่ ยังมีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม โดยในฤดูหนาว \nมีลมที่พัดจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตก ทำให้น้ำเสียหรือน้ำคุณภาพต่ำจากแม่น้ำท่าจีนไหลไปยังจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในขณะที่ในฤดูฝน น้ำเสียหรือ\nน้ำคุณภาพต่ำจะพัดเข้าทางกรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดชลบุรี "	นายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
102	1144	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	สถานการณ์บ้านเมือง	ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล	"จากอุบัติเหตุทางถนนถือเป็นปัญหาสำคัญที่ควรเร่งแก้ไข เนื่องจากทุก ๑ ชั่วโมง จะมีผู้เสียชีวิต จำนวน ๒ คน และใน ๒๔ ชั่วโมง จะมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติทางถนน จำนวน ๔๘ – ๕๐ คน ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิต จำนวน ๙,๘๑๑ คน และบาดเจ็บ จำนวน ๕๖๖,๘๐๓ คน ตามแผนแม่บท\nความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. ๒๕๖๕ – ๒๕๗๐ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๗๓ ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย\nการดำเนินการด้านความปลอดภัยทางถนนเพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้เหลือ จำนวน ๙,๘๐๐ คน แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ พบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตยังคงสูงกว่าเป้าหมายเกือบ ๔,๐๐๐ คน สาเหตุการเสียชีวิต\nจากอุบัติเหตุทางถนน ร้อยละ ๘๐ มาจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย \nเมื่อเปรียบเทียบระหว่างความทุ่มเทในการจัดการปัญหาอุบัติเหตุทางถนนกับการบริหารจัดการ\nโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID – 19) นั้น กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID – 19) ประเทศไทยจัดสรรงบประมาณสำหรับการแก้ไขปัญหาไว้ จำนวน ๑.๕ ล้านล้านบาท ในขณะที่\nปัญหาอุบัติเหตุทางถนนยังขาดมาตรการที่เหมาะสมในการจัดการอย่างจริงจัง ทั้งนี้ การลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสามารถกระทำได้ หากมีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการ โดยมีแนวทางในการแก้ไข ดังนี้\n		(๑) การสวมหมวกนิรภัย : ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสวมหมวกนิรภัย การเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งหากสามารถบังคับใช้กฎหมายให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยได้ ร้อยละ ๑๐๐ จะสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ประมาณ ๗,๐๐๐ คน\n		(๒) การไม่ขับขี่ขณะมึนเมา : การบังคับใช้กฎหมายเรื่องเมาไม่ขับแก่ผู้ขับยานยนต์และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด การไม่ขับขี่ขณะมึนเมา จะสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ถึง ๕,๐๐๐ คน \n		(๓) การควบคุมความเร็ว : ผู้ขับขี่ต้องไม่ขับเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด \n 	ประการสำคัญ คือ การขยายระยะเวลาปิดสถานบันเทิง ตามที่รัฐบาลได้มีมาตรการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงถึงตีสี่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่นำร่อง ๕ จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ และเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่งผลกระทบต่อปัญหาสังคม\n\n\n\nปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการทะเลาะวิวาท และปัญหาอุบัติเหตุ สร้างความเดือดร้อนรำคาญ สร้างภาระงาน\nให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลป้องกันเหตุร้าย และโรงพยาบาลในการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนถนน ที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ พิการและเสียชีวิตจำนวนมาก สาเหตุหลัก\nมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และขับขี่ยานยนต์ ซึ่งหากประเทศไทยลงทุนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทางถนนให้แก่ประชาชนจะเกิดความคุ้มค่าอย่างมาก เพราะสามารถลดการเกิดอุบัติเหตุและในระยะยาวจะลดการเสียชีวิตได้ถึง ๗,๕๐๐ คนต่อปี จึงขอเสนอมาตรการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ดังนี้\n	(๑) ไม่ควรสนับสนุนให้มีการเพิ่มพื้นที่ในการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน \n 	(๒) ควรยกเลิกการขยายเวลาที่ได้ดำเนินการแล้ว เพื่อลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งความพิการและค่าใช้จ่ายสาธารณะที่ต้องแบกรับ \n	ดังนั้น จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภา เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างจริงจังในการลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจากอุบัติเหตุทางถนน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	9	2567	2024-09-03T00:00:00
103	1143	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบโครงข่ายแหล่งน้ำบึงตาสังเชื่อมต่อคลองบ้านท่าจันทร์	ได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวนาในพื้นที่ตำบลตาขีด อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ กรณีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการ\nอนุรักษ์ฟื้นฟูระบบโครงข่ายแหล่งน้ำบึงตาสังเชื่อมต่อคลองบ้านท่าจันทร์ วงเงินงบประมาณ \nจำนวน ๑๘,๙๐๒,๘๕๙ บาท แต่ชาวบ้านยังไม่ได้ใช้น้ำจากระบบจ่ายน้ำตามโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่\nปี พ.ศ. ๒๕๖๔ เนื่องจากการก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบที่ชาวบ้านได้จัดทำประชาคม ปัจจุบันได้มี\nการนำเอกสารมาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลงนามรับงานการก่อสร้าง เพื่อจะนำงบประมาณ\nขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปซ่อมบำรุงรักษา จึงขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตรวจสอบโครงการดังกล่าวว่ามีการก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ 	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
104	1140	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	1.เรื่อง การก่อสร้างถนนเข้าโรงเรียนบ้านน้ำสอดสาขาน้ำเพาะ อำเภอทุ่งช้าง  จังหวัดน่าน และปัญหาอุทกภัยในจังหวัดน่าน	"1. เรื่อง การก่อสร้างถนนเข้าโรงเรียนบ้านน้ำสอดสาขาน้ำเพาะ อำเภอทุ่งช้าง \nจังหวัดน่าน \n 		สืบเนื่องจากถนนทางเข้าโรงเรียนบ้านน้ำสอดสาขาน้ำเพาะ อำเภอทุ่งช้าง \nจังหวัดน่าน เมื่อถึงฤดูฝนหรือฤดูน้ำหลาก ผิวถนนจะมีสภาพเป็นดินโคลนและลื่น ส่งผลต่อการสัญจร\nของประชาชนและเด็กนักเรียนที่ต้องใช้เส้นทางดังกล่าว ที่ผ่านมาได้ดำเนินการของบประมาณเพื่อก่อสร้างถนนเส้นนี้มาแล้วเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแต่อย่างใด โดยได้มีการจัดทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้   \n 		- วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ องค์การบริหารส่วนตำบลและ และอำเภอทุ่งช้าง \nได้ดำเนินการจัดทำคำขอรับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน ๙,๖๑๘,๐๐๐ บาท เพื่อก่อสร้างถนนลาดยางขนาดกว้าง ๖ เมตร ระยะทาง ๒,๔๙๘ เมตร \n 		- วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๗ อำเภอทุ่งช้าง ได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดน่านเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๘ สำหรับก่อสร้างถนนลาดยางเส้นทางดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง\n 		- วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ สำนักงานปฏิรูปที่ดิน (สปก.) จังหวัดน่าน ได้มีหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลและ เพื่อแจ้งว่าหากการก่อสร้างถนนไม่รุกล้ำพื้นที่ของ สปก. \nสามารถดำเนินการก่อสร้างได้โดยไม่ต้องดำเนินการขออนุญาตจาก สปก. \n 		- วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๗ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลและ ได้มีหนังสือ\nถึงผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่\nในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม \n 2.เรื่อง ปัญหาอุทกภัยในจังหวัดน่าน\n 		จากเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือ ส่งผลให้ประชาชนในจังหวัดน่าน\nได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว จำนวน ๓ คน โดยจังหวัดน่าน \nได้ขอความอนุเคราะห์ ดังนี้\n 		๑) ทีมเยียวยาด้านจิตใจให้แก่ผู้ประสบภัย\n 		๒) ยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ยาแก้คัน ยาหยอดตา ยาฆ่าเชื้อ และชุดทำแผล เป็นต้น\n 		๓) วัสดุอุปกรณ์สำหรับการฟื้นฟู เช่น ถุงดำ สารส้ม คลอรีน และรองเท้าบูธ เป็นต้น \n 		อนึ่ง การช่วยเหลือและเยียวยาจากทางภาครัฐ ขอให้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนเพื่อให้เข้าถึงการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาได้อย่างสะดวก\nและรวดเร็ว ในการนี้ จึงขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยโดยเร่งด่วน\n"	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
105	1139	73	นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น	นโยบายของรัฐบาล	ติดตามการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา	"จากโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า \nจังหวัดพังงา มีปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการทำทางเชื่อมขึ้นสะพาน จึงไม่สามารถดำเนินการได้แม้ว่าจะได้รับการจัดสรรงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ทำให้ประชาชนในพื้นที่ นักเรียน ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม\nและนักท่องเที่ยวได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากการเดินทางข้ามฟากในช่วงมรสุมเป็นไปด้วย\n\n\nความยากลำบาก และการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนเป็นไปด้วยความล่าช้า ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะคอเขา ประกอบด้วย ๒ ส่วน ได้แก่\n 		ส่วนที่หนึ่ง สะพานข้ามเกาะ ซึ่งไม่พบปัญหาในการดำเนินการก่อสร้าง\n 		ส่วนที่สอง เส้นทางเข้าสู่สะพาน พบปัญหาในส่วนของที่ดินที่ใช้ก่อสร้าง เนื่องจากพื้นที่ที่ก่อสร้างเป็นป่าชายเลน จึงต้องประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  และผลกระทบ\nด้านผังเมือง ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่\n 	๑๒.๒ เรื่อง การผลักดันการพัฒนาท่าเทียบเรืออันดามันในจังหวัดพังงา\n		สืบเนื่องจากจังหวัดพังงามีเส้นทางการท่องเที่ยวอันดามันที่สำคัญและติดอันดับความสวยงามระดับโลก ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เกาะตาชัย และอุทยานแห่งชาติ\nหมู่เกาะสุรินทร์ โดยการเดินทางเพื่อชมความสวยงามของธรรมชาติในหมู่เกาะต่าง ๆ จะมีท่าเทียบเรือ จำนวน ๓ แห่ง ประกอบด้วย ๑) ท่าเทียบเรือทับละมุ ๒) ท่าเทียบเรือบ้านน้ำเค็ม และ ๓) ท่าเทียบเรือคุระบุรี ซึ่งท่าเทียบเรือทั้ง ๓ แห่ง ถือเป็นท่าเรือสำคัญในการรองรับนักท่องเที่ยว จำนวน  ๑,๐๐๐ คนต่อวัน ปัจจุบันมีสภาพชำรุด ทรุดโทรม ไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทางท่องเที่ยว ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันการพัฒนาท่าเทียบเรืออันดามันในจังหวัดพังงา เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น\nในอนาคต ส่งเสริมการท่องเที่ยว และดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาท่องเที่ยวมากขึ้น"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
106	1138	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	ความเดือดร้อนของประชาชน	การขยายสะพานข้ามแม่น้ำตาปี	เนื่องจากสะพานข้ามแม่น้ำตาปีเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างฝั่งตัวเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานีกับฝั่งชุมชนบางใบไม้ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า ปัจจุบันสะพานศรีตาปี ซึ่งเป็นสะพานเชื่อม\nตัวเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานีกับพื้นที่ชุมชน ซึ่งก่อสร้างโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ \nเปิดใช้งานมาแล้วเป็นระยะเวลา ๓๑ ปี ปัจจุบันมีความคับแคบ ผิวการจราจรไม่เพียงพอต่อการสัญจร\nของยานพาหนะ ประกอบกับพื้นที่ชุมชนมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในฝั่งตัวเมืองสุราษฎร์ธานีไปฝั่งชุมชน\nบางใบไม้ มีการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ชุมชนคลองร้อยสาย ตลาดน้ำประชารัฐบางใบไม้ อุโมงค์ต้นจาก และแหล่งปลูกกระท้อนห่อตำบลคลองน้อย เป็นต้น ประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนดังกล่าวมีไม่ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ คน เนื่องจากพื้นที่อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี มีจำนวน ๑๑ ตำบล อยู่บนฝั่ง ๕ ตำบล และฝั่งในบางใบไม้ จำนวน ๖ ตำบล \nจนได้ชื่อเรียกขานว่า เมือง ๕ บก ๖ น้ำ โดยในฝั่งชุมชนบางใบไม้ ประกอบไปด้วย ตำบลบางใบไม้ \nตำบลบางชนะ ตำบลบางไทร ตำบลบางโพธิ์  ตำบลคลองน้อย และตำบลคลองฉนาก โดยในช่วงเวลาเร่งด่วนการจราจรจะติดขัดต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการจราจรในเส้นทางอื่น ๆ  สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ตลอดจนถึงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี เนื่องจากผู้อยู่อาศัยในชุมชน\nบางใบไม้ใช้เส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักในการเดินทาง โดยนายกเทศมนตรีได้มีการเพิ่มพื้นผิวการจราจร\nฝั่งสะพานอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งสามารถบรรเทาการจราจรติดขัดได้พอสมควร แต่การขยายสะพานจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้การจราจรของประชาชนในพื้นที่ได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง \nเป็นการลดระยะเวลาการเดินทางไปสนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานี อุทยานแห่งชาติเขาสก เขื่อนรัชชประภา และจังหวัดใกล้เคียง เพราะทางหลวงชนบทได้มีการก่อสร้างถนนรองรับไว้แล้ว อีกทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด\nสุราษฎร์ธานี ได้มีหนังสือจังหวัดสุราษฎร์ธานี ด่วนที่สุด ที่ สฎ ๐๐๑๗.๒/๑๓๘๙๕ ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๗ เรื่อง ขอความอนุเคราะห์สนับสนุนการดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบ\nทางสิ่งแวดล้อม และออกแบบสะพานข้ามแม่น้ำตาปี อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี \nไปยังอธิบดีกรมทางหลวงชนบทด้วยแล้ว ดังนั้น ขอหารือไปยังกระทรวงคมนาคม ให้ดำเนินการตรวจสอบและเร่งรัดโครงการดังกล่าว พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์\nด้านการคมนาคม ด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวอย่างสูงสุด	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
107	1137	197	นายอิสระ บุญสองชั้น	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากราคาโคตกต่ำ	"ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรจากราคาโคตกต่ำ\n 	เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโครายย่อยประสบปัญหาการระบาดของโรคลัมปี สกิน (Lumpy skin disease) ทำให้โคล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่ประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนในการป้องกัน\nการแพร่ระบาดของโรคลัมปี สกิน โดยภาครัฐให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคที่ได้รับผลกระทบ\nจากการระบาดของโรคลัมปี สกิน ด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาตามอายุของโค ในขณะที่ฟาร์มเลี้ยงโคขนาดใหญ่หรือผู้เลี้ยงโคที่มีเงินทุนมากสามารถสั่งซื้อวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของโรคลัมปี สกิน \nจากประเทศเพื่อนบ้านได้ นอกจากปัญหาดังกล่าวข้างต้น เกษตรกรผู้เลี้ยงโคยังประสบปัญหาราคาโคตกต่ำแต่เนื้อโคสดยังคงมีราคาเท่าเดิมและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องเลิก\nการเลี้ยงโค จึงขอหารือไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอให้พิจารณาแก้ไขปัญหาราคาโคตกต่ำโดยเร็ว"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
108	1136	170	นายสุทิน แก้วพนา	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาอุทกภัยในจังหวัดแพร่	"จากร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมาร์และประเทศลาวทำให้ฝนตกหนัก และฝนตกสะสมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน ส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมและน้ำล้นตลิ่ง ประกอบกับในพื้นที่จังหวัดพะเยา เกิดฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอปง และอำเภอเชียงม่วน ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแม่น้ำยม ทำให้อัตราการไหลของน้ำจากอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ลงสู่พื้นที่ของจังหวัดแพร่ จำนวน ๑,๖๘๖ ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งเกินกำลังที่เขื่อนแม่ยมจะรองรับได้ ทำให้ต้องระบายน้ำลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน ส่งผลทำให้จังหวัดแพร่เกิดน้ำล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือน พื้นที่การเกษตร และสถานศึกษา ได้รับความเสียหาย ดังนี้  \n 	๑) พื้นที่ได้รับผลกระทบ ๘ อำเภอ ๔๐ ตำบล ๒๐๒ หมู่บ้าน ๑๕ ชุมชน ๑๖,๖๒๓ ครัวเรือน\n 	๒) ประชาชนเสียชีวิต ๒ ราย  \n 	๓) สะพานข้ามลำน้ำยมบริเวณบ้านวังดิน อำเภอสอง ขาดไม่สามารถสัญจรได้\n 	๔) พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายประกอบด้วย (๑) นาข้าว จำนวน ๑,๑๗๒ ไร่ (๒) พืชไร่ จำนวน ๑๐,๓๑๓ ไร่ (๓) สวน จำนวน ๑๕๓ ไร่ และ (๔) บ่อปลา จำนวน ๔ บ่อ  \n 	๕) หน่วยงานและสถานศึกษา ได้รับความเสียหายประกอบด้วย (๑) หน่วยงาน\nทางการศึกษา ๒ แห่ง (๒) สถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ๑๕ แห่ง และ (๓) สังกัดอื่น ๆ ๔ แห่ง \n 	ทั้งนี้ จากการพบปะประชาชน ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ได้ระดมความคิดเห็น\nและเสนอแนวทางป้องกันน้ำท่วม ดังนี้\n 	๑) เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันรักษาพื้นที่ป่าไม้จากการบุกรุกพื้นที่เพื่อการเกษตร และการป้องกันไฟป่า  \n 	๒) ศึกษาทบทวนการสร้างเขื่อนขนาดกลาง อ่างเก็บน้ำ หรือฝายชะลอน้ำในแม่น้ำ\nสาขาของแม่น้ำยม เพื่อป้องกันน้ำท่วม รวมทั้งควรทบทวนการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร  \n 	๓) เร่งดำเนินการสำรวจข้อมูลการให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้ประสบอุทกภัย รวมถึงครูและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด  \n 	๔) เร่งดำเนินการสำรวจข้อมูลเพื่อขอใช้จ่ายงบกลางในการช่วยเหลือและเยียวยา\nน้ำท่วมรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนในการซ่อมแซมถนน สะพาน วัสดุ ครุภัณฑ์ รวมถึงอาคารสถานที่ \n 	๕) ให้การสนับสนุนอุปกรณ์ Smart Devices สำหรับการเรียนออนไลน์แก่นักเรียนยากจนตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา \n 	๖) กรณีการยกเลิกครูเวรตามมติคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ ๑/๒๕๖๗ เมื่อวันที่ ๒๓\nมกราคม ๒๕๖๗ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานควรพิจารณาปรับปรุงคู่มือหรือมาตรการป้องกันอุบัติภัยในสถานศึกษาให้มีความเหมาะสม	"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
109	1135	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	การจราจรบริเวณโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี	"โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี ตั้งอยู่ที่ หมู่ ๑๐ ตำบลบางกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เป็นโรงเรียนรัฐบาลประเภทโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี มีนักเรียนจำนวนหลายพันคน โดยช่วงเวลารับ - ส่ง นักเรียนของผู้ปกครอง ในเวลาเช้าและเวลาเย็นของทุกวัน จะเกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างมาก \nการเดินทางมายังบริเวณโรงเรียนเพื่อรับ - ส่ง นักเรียน ใช้ระยะเวลาในการเดินทางเป็นชั่วโมง ซึ่งเรื่องนี้\nเป็นปัญหาติดต่อกันมานานหลายปีแต่ไม่ได้รับการแก้ไข จากปัญหาดังกล่าวจึงนำไปสู่การปรึกษาหารือ\nของผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน พบว่าสาเหตุของจราจรติดขัด\nมาจากการจอดรถริมทางบริเวณโรงเรียน ประกอบกับการก่อสร้างทางเท้าหรือฟุตบาทที่มีขนาดใหญ่ \nทำให้สูญเสียพื้นที่ผิวการจราจร จึงได้มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา ดังนี้\n 	๑) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี ต้องดำเนินการประชาสัมพันธ์เส้นทางจราจรเข้า - ออก บริเวณรอบโรงเรียน ซึ่งสามารถเข้า - ออก ได้จำนวน ๓ ทาง เพื่อลดความแออัดและการกระจุกตัวของการจราจร\n 	๒) ควรมีการเพิ่มหรือคืนพื้นที่ผิวการจราจร และบังคับห้ามจอดรถในบริเวณใกล้โรงเรียน\n 	๓) ควรพิจารณาปรับปรุงและจัดระบบการจราจร โดยให้เดินรถแบบเดินรถทางเดียว(One Way) บริเวณรอบโรงเรียน เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด\n 	ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
110	1134	146	นายเศรณี อนิลบล	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืนและการบริหารจัดการน้ำ	"ด้วยขณะนี้หลายจังหวัดของประเทศไทยประสบกับปัญหาอุทกภัย อันสืบเนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน ทำให้มีฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก มวลน้ำไหลเข้าท่วมขังในหลายพื้นที่\nของจังหวัดทางภาคเหนือ อาทิ จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน โดยมวลน้ำ\nจะไหลต่อไปยังจังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าสถานการณ์อุทกภัยดังกล่าวก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ต้องสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก\nทำให้เกิดคำถามจากประชาชนว่าทำอย่างไร จึงจะป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้ และเป็นที่คาดหมายได้ว่าภายหลังจากนี้อีกเพียง ๒ เดือน เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง ประชาชนจะประสบกับปัญหาภัยแล้ง ซึ่งรัฐบาลจะต้องหาแหล่งน้ำ และลำเลียงน้ำช่วยพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง มูลค่าความเสียหายมหาศาล ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้ประสบภัยปีละไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท ภาพที่เห็นทุกปี คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี \nและผู้ว่าราชการจังหวัด มอบอาหารและถุงยังชีพให้แก่ประชาชนผู้ประสบภัย ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาระดับประเทศที่เกิดขึ้นวนเวียนซ้ำซากทุกปี สาเหตุสำคัญ คือ ประเทศไทยไม่มีระบบบริหารจัดการน้ำ\nอย่างเป็นระบบ แม้ว่ารัฐบาลจะได้มีการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นมา\nเพื่อดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นความหวังของประชาชนที่จะมา\nแก้ไขปัญหา โดย สทนช. ได้จัดตั้งขึ้นมาหลายปี แต่กลับไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ดังนั้น จึงควรพิจารณาทบทวนภารกิจของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ อาทิ สทนช. กรมชลประทานและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่าจะดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้อย่างไร โดยรัฐบาลควรจัดทำแผนที่สามารถใช้บริหาร\nจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบได้อย่างแท้จริง สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง\nให้หมดสิ้นไปได้สำเร็จ\n 	พร้อมกันนี้ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือ ได้เสนอญัตติตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๓๘ ขอให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง\nการแก้ปัญหาภัยพิบัติและอุทกภัยอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ ทั้งนี้ เพื่อเสนอแนะแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างแท้จริงไปยังรัฐบาล\n 	กรณีตามข้อหารือดังกล่าว เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรน้ำ\nเพื่อให้เกิดการบูรณาการการใช้น้ำ และเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อรัฐบาล \nสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมชลประทาน ดังนั้น จึงเห็นสมควรส่งเรื่องไปยังนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๑ เพื่อพิจารณา"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
111	1133	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	สถานการณ์บ้านเมือง	โรคระบาดฝีดาษลิง 	"1.เรื่อง โรคระบาดฝีดาษลิง\n 		เนื่องจากโรคฝีดาษลิงกำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศของทวีปแอฟริกาและประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนป้องกัน จึงขอหารือไปยังกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับมาตรการป้องกันและรับมือโรคฝีดาษลิง ว่ามีการเตรียมความพร้อมและมีมาตรการป้องกันหรือไม่ อย่างไร\n 		กรณีตามข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอ\nต่อกระทรวงสาธารณสุข จึงเห็นควรส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพิจารณา\n2.เรื่อง การเข้าถึงอาวุธร้ายแรงในประเทศไทย \n 		เนื่องจากมีตัวแทนบริษัทแห่งหนึ่งของประเทศจีนได้เดินทางมายังสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อจัดทำเนื้อหา (Content) เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาฝึกยิงปืนยาว (Rifle) ในประเทศไทย โดยเมื่อบุคคลดังกล่าวเดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้มีกลุ่มคนไปยืนต้อนรับ มอบดอกไม้\nพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์ให้การคุ้มกัน และกั้นทางเดินของผู้โดยสารอื่นทั่วไปเพื่อให้บุคคลดังกล่าว\nเดินได้อย่างสะดวก พร้อมทั้งมีรถนำขบวน ทำให้ประชาชนที่พบเห็นเกิดความสงสัยว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น\nในประเทศไทยได้อย่างไร ซึ่งเป็นการทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการพิจารณาหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
112	1132	130	นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาเศรษฐกิจ	"เนื่องจากผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยสามารถจำแนกออกเป็น ๓ มิติ ดังนี้\n 	มิติที่หนึ่ง โครงสร้างเศรษฐกิจ ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยปี ๒๕๖๗ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ ๙๑.๔ ต่อผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดในรอบทศวรรษ หากรวมหนี้นอกระบบอาจเกินร้อยละ ๑๐๐ และมีหนี้ครัวเรือนเกินร้อยละ ๘๐ ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค ถือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และนับวันยิ่งมีจำนวนหนี้เพิ่มมากขึ้น \nตราบใดที่เศรษฐกิจฐานรากยังไม่ฟื้นตัว ภาระหนี้ที่สูงยังคงเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจของประเทศ \nดังนั้น การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนและเป็นระบบ เช่น มาตรการการคิดอัตราดอกเบี้ย\nสำหรับประชาชนที่เป็นลูกหนี้อย่างเป็นธรรม และการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับประชาชน จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินในระยะยาวได้ สำหรับหนี้ภาคธุรกิจที่สำคัญ คือ วิสาหกิจขนาดกลาง\nและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SME) ต่างประสบปัญหาต้นทุนที่มีราคาสูง \nแต่มีความสามารถในการแข่งขันต่ำ สาเหตุมาจากปัจจัยการผลิต เช่น ไฟฟ้า น้ำมัน และต้นทุนภาคการเกษตร\nที่มีราคาสูง ในขณะที่ภาระหนี้ไม่ลดลงแต่เกิดปัญหาหนี้นอกระบบอันเนื่องจากปัญหาการเข้าไม่ถึง\nแหล่งเงินทุนสำหรับภาคธุรกิจ SME \n 	ประการต่อมา คือ ปัญหาธุรกิจจากกลุ่มทุนจีนที่ปัจจุบันได้เข้ามาในประเทศเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแพลตฟอร์มขายสินค้าจากผู้ผลิตที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าได้สินค้าราคาถูกเท่านั้น แต่จะพบ\nหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เป็นคนจีนได้ทุกพื้นที่ในประเทศ ครอบคลุมธุรกิจทั้งค้าปลีก ค้าส่ง รับเหมาก่อสร้าง \nและอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการ SME ของไทยลดจำนวนลงเป็นอย่างมาก \nเพราะผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งสินค้าไปจำหน่ายยังต่างประเทศ มีข้อจำกัดหลายประการ\nทำให้ดำเนินการได้อย่างยากลำบาก\n 	ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาหารือกับนานาประเทศ เพื่อสร้างการค้าที่เสรี\nและเป็นธรรมอย่างแท้จริง เช่น สัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (Government to Government Contract : G to G) ซึ่งจะสร้างความเท่าเทียมให้กับผู้ประกอบการของไทย รัฐบาลควรมีนโยบายที่เป็นระบบและเป็นวงจรต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME สามารถฟื้นตัวได้ นอกจากนี้รัฐต้องแสวงหาตลาดใหม่ และให้ความสำคัญ\nกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) รวมทั้งการลงทุนโดยตรง\nในประเทศ (Thai Direct Investment Abroad : TDI) ซึ่งเป็นจุดแข็งในการสร้างความยั่งยืนให้กับ\nภาคธุรกิจไทย\n  	มิติที่สอง โครงสร้างด้านประชากร เนื่องจาก “คน” คือ ทรัพยากรอันทรงคุณค่า\nของโลกและเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนทุกมิติ ทั้งนี้ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) มีความสำคัญ\nเพราะผู้สูงอายุ คือ บุคคลคุณภาพอันทรงคุณค่า\n 	ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนกฎหมายแรงงานอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดต่าง ๆ และสนับสนุนให้หน่วยงานปรับกลยุทธ์ เพื่อดึงศักยภาพจากคลังสมองของผู้สูงอายุ\nให้สามารถช่วยพัฒนาประเทศ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้องค์กรขับเคลื่อนได้เช่นกัน\n  	มิติที่สาม ทางการเมือง เนื่องจากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง\nและนโยบายตลอดเวลา จึงขอให้รัฐบาลคำนึงว่า “ศรัทธาของประชาชนต้องไม่สูญเปล่า”"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
113	1131	128	นางวาสนา ยศสอน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนจากอุทกภัยและการเยียวยาประชาชน	"สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่านเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ ๑๐๐ ปี โดยข้อมูล\\nจากศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดน่าน รายงานว่ามีพื้นที่ได้รับความเสียหายครอบคลุม ๑๒ อำเภอ \\nประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน ๖๗ ตำบล ๔๔๓ หมู่บ้าน ๒๒,๔๐๐ ครัวเรือน โดยมีประชาชนได้รับ\\nความเดือดร้อนกว่า ๕๖,๐๐๐ คน และมีผู้เสียชีวิต ๓ คน และยังมีความเสียหายที่ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ \\nเช่น พื้นที่การเกษตร บ้านเรือน ทรัพย์สิน และสาธารณูปโภคต่าง ๆ\\n\\n\\n  	อนึ่ง การเกิดอุทกภัยยังส่งผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพจิต ความเครียด \\nความวิตกกังวล และอาการซึมเศร้า ของประชาชนผู้ประสบภัย ซึ่งต้องได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ\\nทั้งในระยะสั้นและระยาว พร้อมกันนี้ ยังส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจ กล่าวคือ แหล่งท่องเที่ยว โบราณสถาน \\nและโบราณวัตถุ ได้รับความเสียหาย ถึงแม้ว่าน้ำจะลดลงแต่ยังคงต้องดำเนินการเพื่อเร่งฟื้นฟู\\n 	ดังนั้น จึงขอหารือในประเด็น ดังต่อไปนี้\\n 	ประเด็นที่หนึ่ง วุฒิสภามีแนวทางดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย\\nในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ จังหวัดพะเยา และจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างหรือไม่ อย่างไร\\n 	ประเด็นที่สอง ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการวางแผนป้องกันอุทกภัยอันเกิดจากมวลน้ำจากภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง ที่จะไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลาง ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงและลด\\nความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด\\n 	ประเด็นที่สาม ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดภาคเหนือตอนบนโดยเร่งด่วน เพื่อให้สามารถรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงเดือนพฤศจิกายน \\n- เดือนมกราคม ซึ่งประชาชนในพื้นที่จะมีรายได้จากการท่องเที่ยว อันเป็นการเยียวยาความเสียหาย\\nจากอุทกภัยได้อีกทางหนึ่ง"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
114	1130	189	นายอลงกต วรกี	กฎหมาย	ธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช	"มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้มีการจัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “อาหาร ศรัทธา พัฒนาครอบครัว” โดยนายกรัฐมนตรีจะได้กล่าวแสดงความยินดีและกล่าวนำในหัวข้อ \n“ซอฟต์พาวเวอร์กับความสำคัญของอาหารไทย” นั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำของฝ่ายบริหาร \nได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งอาจแสดงถึงการขาดธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง จึงขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหา ดังนี้ \n 				๑) สภามหาวิทยาลัยได้นำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย จำนวน ๕,๕๐๐ ล้านบาท \nไปลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หรือไม่ อย่างไร\n 				๒) การจัดทำโครงการทดสอบออนไลน์ อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้บริหาร\nของมหาวิทยาลัย หรือไม่ อย่างไร\n 				๓) การยืมตัวบุคลากรจากมหาวิทยาลัยอื่นมารักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัย\nสุโขทัยธรรมาธิราชมีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร \n 				๔) ระบบการเงินและการบัญชีของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในระยะ ๓ ปีที่ผ่านมา ไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้แจ้งไว้ หรือไม่ อย่างไร\n 				จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตรวจสอบ\nและเร่งดำเนินการแต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และดำเนินการ\nตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๓๙/๒๕๕๙ เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
115	1129	95	นายพละวัต ตันศิริ	นโยบายของรัฐบาล	การบริหารจัดการปัญหาอุทกภัย	"เนื่องจากหลายจังหวัดทางภาคเหนือได้ประสบปัญหาอุทกภัยรุนแรง ก่อให้เกิด\nความเสียหายเป็นอย่างมาก ได้แก่ \n 			- จังหวัดเชียงราย มีน้ำท่วมในพื้นที่ ๓๐๖ หมู่บ้าน ๔๗ ตำบล ๑๕ อำเภอ ส่งผลกระทบ\nต่อประชาชน จำนวน ๗,๒๙๔ ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต จำนวน ๒ คน   \n 			- จังหวัดน่าน มีน้ำท่วมในพื้นที่ ๔๑๒ หมู่บ้าน ๖๕ ตำบล ๑๑ อำเภอ ส่งผลกระทบ\nต่อประชาชน จำนวน ๑๐,๕๑๗ ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต จำนวน ๓ คน   \n 			- จังหวัดพะเยา มีน้ำท่วมในพื้นที่ ๓๑๓ หมู่บ้าน ๔๐ ตำบล ๖ อำเภอ ส่งผลกระทบ\nต่อประชาชน จำนวน ๓,๕๐๐ ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต จำนวน ๒ คน\n 			- จังหวัดแพร่ มีน้ำท่วมในพื้นที่ ๑๐๒ หมู่บ้าน ๒๓ ตำบล ๕ อำเภอ ส่งผลกระทบ\nต่อประชาชน จำนวน ๓๘๓ ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต จำนวน ๒ คน\nโดยน้ำจากทางภาคเหนือได้ไหลต่อไปยังจังหวัดสุโขทัยและได้ท่วมพื้นที่จังหวัดสุโขทัยแล้ว จำนวน ๑๐ หมู่บ้าน ๑๐ ตำบล ๔ อำเภอ ส่งผลกระทบต่อประชาชน จำนวน ๑๔๖ ครัวเรือน แต่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งทุกภาคส่วนทั้งภาคราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้ร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย\nเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยในอนาคตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น \nจึงขอเสนอแนะมายังรัฐบาล ดังนี้\n 			๑) ควรประสานการใช้เทคโนโลยีในทุกขั้นตอน ทั้งการเตรียมการระวังภัยต่าง ๆ การจัดการสถานการณ์ และการบริหารเยียวยา \n 			๒) ควรดำเนินการปรับปรุงกฎ ระเบียบ การบริหารจัดการ และการให้อำนาจต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องและเอื้ออำนวยกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะนำมาใช้ประโยชน์\n 			๓) ควรนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผล เพื่อศึกษาและถอดบทเรียนขั้นตอนในการรับมือ\nกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น ให้มีประสิทธิภาพ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	7	2567	2024-08-27T00:00:00
116	1127	40	นายโชติชัย บัวดิษ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การกำจัดกากสารเคมีในโรงงานของ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด และการแก้ปัญหาน้ำท่วมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๖  	1.จากเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๗ ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงาน\\nของบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านหนองพะวา ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง \\nโดยโรงงานแห่งนี้เก็บถังสารเคมีจำนวนมาก จนทำให้มีเสียงระเบิดดังขึ้นติดต่อกันยาวนานหลายชั่วโมง \\nมีควันสีดำลอยขึ้นไปในอากาศ ก่อให้เกิดมลพิษปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ประชาชนในพื้นที่\\nได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จนกระทั่งบัดนี้ ระยะเวลาผ่านมากว่า ๑๐๐ วัน หน่วยงานภาครัฐ\\nยังไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด ดังนั้น ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว\\n2.ปัญหาน้ำท่วมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๖ บริเวณเข้าตัวเมือง\\nจังหวัดระยอง ส่งผลให้ตัวเมืองจังหวัดระยองซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจของจังหวัดประสบปัญหาน้ำท่วม \\nส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน โดยจังหวัดระยองและองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง \\nได้ดำเนินการศึกษาวิจัยปัญหาดังกล่าวและได้ข้อสรุปแนวทางแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงขอให้\\nกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการประสานกับจังหวัดระยองและองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว\\n	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
117	1126	59	นายนพดล พริ้งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาขยะชุมชน หมู่ที่ 7 อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี	"ปัจจุบันพื้นที่ชุมชน หมู่ที่ ๗ อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประสบปัญหา\nขยะมูลฝอยสะสมทับถมเป็นเวลานาน มีทั้งขยะมูลฝอยทั่วไปที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ขยะมูลฝอย\nที่ทิ้งลงในทะเล และขยะมูลฝอยที่ลมพัดพามา รวมถึงซากเรือที่ปล่อยทิ้งให้ผุพัง โดยที่ผ่านมามีการก่อสร้างบ่อเก็บขยะ ซึ่งใช้งบประมาณมากถึง ๔๖ ล้านบาท แต่ประสิทธิภาพการใช้งานไม่คุ้มค่า \nและมีค่าใช้จ่ายในการขนขยะจากฝั่งไปยังบ่อเก็บขยะ ประมาณกิโลกรัมละ ๓ บาท ดังนั้น จึงขอเสนอแนะวิธีการจัดการขยะ ดังนี้     \n		วิธีที่ ๑ การรีไซเคิล (Recycle) คือ การนำกลับมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยใช้ขยะ\nที่สะสมที่จะนำออกจากพื้นที่ เช่น ถุงพลาสติกมาผสมกับขุยมะพร้าวซึ่งมีอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง มาทำการผสมเพื่อทำเป็นผนังอิฐมวลเบา หรืออิฐบล็อค  \n		วิธีที่ ๒ ไพโรไลซิส (Pyrolysis) คือ การนำพลาสติกหรือถุงพลาสติกมาผ่านกระบวนการไพโรไลซิส เพื่อเปลี่ยนวัสดุพลาสติกและขวดพลาสติกสกัดเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง\n		นอกจากนี้ ควรดำเนินการคัดแยกขยะให้ถูกวิธีตามประเภทของขยะ ได้แก่ ขยะอินทรีย์ ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย และขยะทั่วไป ทั้งนี้ โครงการนี้สามารถใช้กับพื้นที่ที่เป็นชายฝั่งทะเลในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย"	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
118	1125	182	นายโสภณ มะโนมะยา	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาผู้ประกอบการธุรกิจผลิตและนำส่งยาอันก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนและประเทศชาติ	"เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบธุรกิจผู้ผลิตและนำส่งยา ประสบปัญหาเกี่ยวกับการพิจารณาใบอนุญาตทะเบียนตำรับยาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นไปอย่างล่าช้า บางตำรับยาใช้ระยะเวลาในการพิจารณานาน ๓ – ๔ ปี เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศถือได้ว่า อย. ดำเนินการด้วยความล่าช้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะยาสามัญใหม่ (New Generic Drugs)ซึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลายในต่างประเทศแล้ว แต่ประเทศไทยยังต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาใบอนุญาตฯ นานหลายปี ทำให้ประเทศไทยต้องใช้ยาต้นแบบ (Original Drugs) ในราคาแพง ทั้งที่\nยาดังกล่าวหมดสิทธิบัตรการคุ้มครองแล้ว ส่งผลให้คนไทยสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงยาที่ดีและมีคุณภาพ เทียบเท่ายาต้นแบบแต่ราคาถูกกว่า   \n		ปัจจุบันยังมีทะเบียนตำรับยาอีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงค้างการพิจารณาอยู่ที่กองยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งเป็นปัญหาสะสมต่อเนื่องมานานหลายปี ทำให้\nผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถวางแผนการดำเนินธุรกิจได้เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะได้รับใบอนุญาตทะเบียนตำรับยาเมื่อใด ดังนั้น จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้พิจารณากำกับดูแล และแก้ไขปัญหาความล่าช้าของการพิจารณาใบอนุญาตทะเบียนตำรับยาของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อย่างใกล้ชิด เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป"	กระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
119	1124	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการครอบงำของ E – commerce ข้ามชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME ไทย	"ปัญหาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E – commerce) ของประเทศจีนที่เข้ามาในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทยเป็นอย่างมาก \nโดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E – commerce) ของประเทศจีนที่เข้ามาในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว\nใช้ประเทศไทยเป็นที่ระบายสินค้า และใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E – commerce) สัญชาติจีน			            \nที่เรียกว่า TEMU E – commerce ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการซื้อขายสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน\nสู่ผู้บริโภคโดยตรงในราคาต่ำ เป็นรูปแบบการซื้อขายสินค้าที่ไม่มีคนกลาง ผสมผสานกับกลยุทธ์ที่เรียกว่า Group Buying คือ ผู้ซื้อรวมกลุ่มสั่งซื้อสินค้าชิ้นนั้น ๆ กับผู้ผลิต เพื่อให้เกิดความรู้สึกเสมือนเหมาสินค้า\nราคาส่ง ซึ่งแพลตฟอร์ม TEMU E – commerce ได้ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกา \nและหลายประเทศทั่วโลก สร้างความกังวลให้กับคู่แข่งในตลาดท้องถิ่นของประเทศนั้นอย่างมาก \nสำหรับประเทศไทย แพลตฟอร์ม TEMU E – commerce เปิดให้บริการเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สร้างความกังวล และส่งผลกระทบหลายประการ คือ (๑) ผู้บริโภคได้รับสินค้าคุณภาพต่ำและใกล้หมดอายุ อีกทั้งมีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (๒) สินค้าที่หมดอายุ และไม่สามารถใช้งานได้แล้ว \nจะก่อให้เกิดปัญหาขยะ ทำให้ปริมาณขยะในเขตเมืองมีแนวโน้มสูงขึ้น (๓) การหมุนเวียนของเงิน\nในตลาดรายย่อยหรือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) จะหายไป รัฐจะสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E – commerce) ข้ามชาติ ซึ่งขณะนี้เป็นปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งแก้ไขปัญหา ต่อไปนี้ \n		๑) เร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาอีคอมเมิร์ซ (E – commerce) ข้ามชาติ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีน\n		๒) เร่งหามาตรการสนับสนุนและเยียวยาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง\nและขนาดย่อม (SME) ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอีคอมเมิร์ซ (E – commerce) ข้ามชาติ\n		๓) เร่งหามาตรการในการจัดการสินค้าด้อยคุณภาพ เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค  \nที่เข้ามาตามช่องทางแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E – commerce) ข้ามชาติ  \n		๔) เร่งหายุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าไทย – จีน  \n		๕) เร่งหามาตรการความร่วมมือกับประเทศกลุ่มอาเซียน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา \nอีคอมเมิร์ซ (E – commerce) ข้ามชาติ"	กระทรวงพาณิชย์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
120	1123	138	นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการเก็บขยะชุมชน หมู่ที่ ๘ ตำบลแม่ระกา อำเภอวังทอง  จังหวัดพิษณุโลก	"1.เรื่อง ปัญหาการเก็บขยะชุมชน หมู่ที่ ๘ ตำบลแม่ระกา อำเภอวังทอง \\nจังหวัดพิษณุโลก\\n	     	  เนื่องจากชุมชน หมู่ที่ ๘ ตำบลแม่ระกา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างตำบลบึงพระ อำเภอเมืองพิษณุโลก ประสบปัญหาไม่มีหน่วยงานใดไปจัดเก็บขยะ \\nโดยได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีพื้นที่สำหรับนำขยะไปทิ้งจึงไม่สามารถเก็บขยะได้ ประชาชนจึงแก้ไขปัญหาโดยใช้วิธีการเผา ซึ่งก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และบางส่วนทิ้งลงแม่น้ำ ดังนั้น \\nจึงขอให้จังหวัดพิษณุโลก พิจารณาแก้ไขปัญหาการจัดการขยะในพื้นที่ดังกล่าว โดยในเบื้องต้นขอเสนอให้เก็บขยะในพื้นที่ หมู่ที่ ๘ ตำบลแม่ระกา อำเภอวังทอง ไปทิ้งในบ่อขยะบริเวณใกล้เคียงเป็นการชั่วคราว \\nเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว จากนั้นจึงจัดหาพื้นที่สำหรับทิ้งหรือกำจัดขยะแบบถาวรและยั่งยืนต่อไป \\n2.เรื่อง การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการเก็บ และขนขยะ ตำบลหัวรอ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก \\n			  สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๗ ศาลปกครองจังหวัดพิษณุโลก\\nได้มีคำพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการเก็บ ขน หรือกำจัดสิ่งปฏิกูล หรือมูลฝอย \\nเลขที่ ๖๐/๒๕๖๑ ที่ให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งนำขยะไปฝังกลบบริเวณใกล้วัดบ่อทองคำ ตำบลหัวรอ อำเภอเมืองพิษณุโลก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมกับการนำขยะจำนวนมากไปทิ้ง ทำให้ประชาชนบริเวณใกล้เคียง ได้แก่ หมู่ที่ ๓ และหมู่ที่ ๑๑ ตำบลหัวรอ หมู่ที่ ๗ ตำบลปากโทก อำเภอเมืองพิษณุโลก ได้รับความเดือดร้อนจากกลิ่นและสารปนเปื้อนในน้ำทั้งบนดิน\\nและใต้ดิน ดังนั้น จึงขอให้จังหวัดพิษณุโลกประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองจังหวัดพิษณุโลกโดยหยุดนำขยะไปทิ้งบริเวณดังกล่าวทันที และดำเนินการจัดหาพื้นที่\\nแห่งใหม่สำหรับทิ้งขยะ อีกทั้งขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจวัดมลพิษในพื้นที่ชุมชน\\nวัดบ่อทองคำต่อไป \\n"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
121	1122	91	นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การก่อสร้างทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๒๒๒๘ ขก.	"ถนนทางหลวงจังหวัดหมายเลข ๒๒๒๘ ขก. ช่วงบ้านหนองแวงโอ่ง – \nบ้านหนองแวงไร่ เป็นถนนที่แยกจากถนนมิตรภาพไปยังอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มีขนาด \n๒ ช่องจราจร ระยะทาง ๗ กิโลเมตร เป็นถนนที่ประชาชนใช้ในการเดินทางไปยังหน่วยงานสำคัญ \nเช่น ที่ว่าการอำเภอบ้านไผ่ โรงพยาบาลบ้านไผ่ และสถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภอบ้านไผ่ โดยถนนช่วงดังกล่าวมีผู้ใช้รถเป็นจำนวนมาก และไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ทำให้ถนนเส้นนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ประชาชนในพื้นที่มีความประสงค์ขอให้มีการก่อสร้างให้เป็นถนนขนาด ๔ ช่องจราจร โดยทาง\nจังหวัดขอนแก่น สามารถสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้าง จำนวน ๕๐ ล้านบาท ยังขาดงบประมาณ						\nการก่อสร้างอีกจำนวน ๓๕๐ ล้านบาท จึงขอให้กระทรวงคมนาคมสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างถนนดังกล่าวให้มีขนาด ๔ ช่องจราจร เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ\n"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
122	1121	117	นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์	สถานการณ์บ้านเมือง	การพัฒนาการท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์	งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ มีวงเงินจำนวน \n๓.๗ ล้านล้านบาท โดยมี GDP อยู่ที่ ๑๘ ล้านล้านบาท และมีรายได้จากการท่องเที่ยว จำนวน \n๓.๔  ล้านล้านบาท แต่ได้มีการสนับสนุนงบประมาณด้านยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ\nการท่องเที่ยว จำนวน ๓,๑๔๕.๔ ล้านบาท และแผนงานบูรณาการด้านการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว จำนวน ๘,๑๕๒ ล้านบาท ซึ่งถือว่าได้รับงบประมาณสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้ที่ได้รับจากการท่องเที่ยว โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย จำนวน ๓๕.๕ ล้านคน และในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ คาดว่ามีจำนวน ๓๙.๕ ล้านคน ขณะนี้\nการท่องเที่ยวไม่ได้รับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาและขาดการพัฒนาเป็นอย่างมาก เช่น ในพื้นที่จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน ปัจจุบันมีมัคคุเทศก์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน \nหรือเป็นไกด์เถื่อนจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวต่างชาติใช้เป็นช่องทางเพื่อประกอบอาชีพในประเทศไทย ทั้งนี้อาชีพมัคคุเทศก์เป็นอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น จึงขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพิจารณาสนับสนุนงบประมาณด้านการท่องเที่ยวและแก้ไขปัญหามัคคุเทศก์ผิดกฎหมาย\n	กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
123	1115	50	นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้ตรวจสอบการพบปลาหมอคางดำจำนวนมากบริเวณชายทะเลบางแก้ว  ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี	"1.เรื่อง ขอให้ตรวจสอบการพบปลาหมอคางดำจำนวนมากบริเวณชายทะเลบางแก้ว \nตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี \nสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อสังคมออนไลน์ได้มีการนำเสนอข่าวการพบ\nปลาหมอคางดำจำนวนมาก บริเวณชายทะเลบางแก้ว ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยประมงจังหวัดเพชรบุรี ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่หลังจากเกิดเหตุประมาณ ๒ วัน ปรากฏว่า \nไม่พบปลาหมอคางดำตามที่ได้มีการเสนอข่าวแต่อย่างใด ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่า เนื่องจากมีการถ่ายเทน้ำออกจากคลอง ประกอบกับเมื่อน้ำทะเลแห้งทำให้พบปลาหมอคางดำจำนวนมากเต็มพื้นที่ \nหากตรวจสอบพื้นที่บริเวณดังกล่าวจากภาพถ่ายดาวเทียม Google Earth จะเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าว\nมีบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ และมีคลองบางแก้วกั้น มีลักษณะพื้นที่เช่นเดียวกับการระบาดที่จังหวัดสมุทรสงคราม\nจึงมีความเห็นว่าจากลักษณะของพื้นที่มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และอยู่ใกล้แหล่งน้ำสาธารณะอื่น อาจเป็น\nหลักฐานสำคัญในการตรวจสอบที่มาของปลาหมอคางดำที่ระบาดอยู่ในขณะนี้ จะทำให้ทราบสาเหตุ\nที่แท้จริงของการระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งเกิดจากปลาหมอคางดำว่ายทวนน้ำทำให้เกิดการระบาด ๑๙ จังหวัด หรืออาจเกิดจากปลาหมอคางดำได้หลุดออกจากบ่อเพาะเลี้ยงหรือไม่ ดังนั้น จึงขอให้\nกรมประมงตรวจสอบลักษณะร่วมของพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุว่าบริเวณนั้นมีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดใด   \n2. เรื่อง ตรวจสอบกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คุกคามสื่อมวลชนขณะปฏิบัติหน้าที่ รายงานข่าว  \n	   กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งได้แสดงความไม่พอใจ และได้แสดงพฤติกรรมที่อาจเป็นการทำร้ายผู้สื่อข่าว ถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม จึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบพฤติกรรมว่าอาจจะเป็นการละเมิดจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๔ (๔) ซึ่งกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องไม่กระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการใช้สิทธิหรือเสรีภาพของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนโดยมิชอบ หรือไม่ โดยไม่ควรนำเรื่องการหยอกล้อด้วยความคุ้นเคยมาเป็นข้ออ้างในการแสดงพฤติกรรมดังกล่าว\n"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาผู้แทนราษฎร	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
124	1114	29	นายชวภณ วัธนเวคิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	กรณีพิพาทพื้นที่ทับซ้อนและปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์บริเวณเกาะกูด จังหวัดตราด	"ปัญหากรณีพิพาทพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา \nเป็นปัญหาเรื้อรังมานานและยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยประเทศกัมพูชาได้ลากเส้น Cambodian Claim of 1972 ซึ่งเป็นเส้นแบ่งอาณาเขตและทับซ้อนพื้นที่บริเวณเกาะกูดของประเทศไทย โดยภาครัฐได้ทำการสงวนที่ดินในพื้นที่เกาะกูดไว้ใช้ในทางราชการเกือบทั้งหมด ซึ่งสร้างปัญหาเรื่องที่ดินให้กับราษฎร\nชาวไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เกาะกูด และได้ถือครอบครองที่ดินต่อเนื่องตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย \nโดยราษฎรดังกล่าว ไม่สามารถทำประโยชน์บนพื้นที่ของตนเองได้ หรือบางกรณีอาจกลายเป็นผู้บุกรุกที่ดิน ทั้งนี้ทราบว่ามีมติการประชุมของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จังหวัดตราด ตลอดจนมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาพิสูจน์สิทธิที่ดินของรัฐ และมีราษฎรผ่านการพิสูจน์สิทธิ\nในที่ดินทำกินมาก่อน จำนวนกว่า ๒๐๐ แปลง แต่เนื่องจากราษฎรส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน\nเช่น แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ประกอบกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เหตุผลว่า \nที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่เกาะจึงไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)\nออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ แต่เมื่อพิจารณากฎกระทรวงดังกล่าว ข้อ ๑๔ (๓) อย่างละเอียดแล้วเห็นว่า ไม่พบข้อความใดที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินให้แก่ราษฎรที่ได้ผ่านการพิจารณาพิสูจน์สิทธิในที่ดินแล้ว ดังนั้น จึงขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และกองทัพเรือ ดังนี้ \n		๑) การครอบครองที่ดินของราษฎรที่ได้ครอบครองทำประโยชน์มาก่อนการเป็นที่ดินของรัฐได้รับการพิสูจน์สิทธิในที่ดินเสร็จสิ้นแล้ว เหตุใดปัจจุบันยังไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินให้แก่ราษฎรได้   \n		๒) การดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินบนเกาะกูด จังหวัดตราด ปัจจุบันดำเนินการอยู่ในขั้นตอนใด และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินบนเกาะกูด จังหวัดตราด เพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัยและให้ราษฎรมีที่ดินทำกินต่อไป    \n		๓) กองทัพเรือได้มีหนังสือ ที่ กห ๐๕๐๐/๒๙๓๕ ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ เพื่อส่งคืนที่ดินเกาะกูดให้กับกรมธนารักษ์ จำนวน ๔๙,๕๖๘ ไร่ ๑ งาน ๖๖ ตารางวา เพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการใช้ที่ดินในการแก้ไขปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ แต่ต่อมากองทัพเรือได้มีหนังสือ ที่ กห ๐๕๐๐/๒๗๒๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เพื่อขอยกเลิกการส่งคืนที่ดินเกาะกูดให้กับกรมธนารักษ์ ดังนั้น การขอยกเลิกการส่งคืนที่ดินดังกล่าว กรมธนารักษ์ได้ให้ความเห็นชอบหรือไม่ อย่างไร หากกรมธนารักษ์เห็นชอบส่งคืนที่ดินเกาะกูดให้กับกองทัพเรือแล้ว ขอให้ส่งหนังสือดังกล่าว\nมาที่รัฐสภาด้วย \n		๔) ภายหลังการขอยกเลิกการส่งคืนที่ดินให้กับกรมธนารักษ์ กองทัพเรือได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างไร และได้มีการจัดทำแผนที่ หรือรังวัดที่ดินที่ราษฎรครอบครองทำกินก่อนเป็นที่ดินของรัฐหรือไม่\n"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้บัญชาการกองทัพเรือ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
125	1113	100	นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์	นโยบายของรัฐบาล	งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗	"นายกรัฐมนตรี (นายเศรษฐา  ทวีสิน) ได้แถลงต่อที่ประชุมวุฒิสภา \nในคราวการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันอังคารที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๗ ในวาระเรื่องด่วน พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ \nพ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว ว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินตามนโยบายเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต เป็นกรณีที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้ จึงต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม จำนวนไม่เกิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติ\nให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมฯ ภายหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรี \n(นายเศรษฐา  ทวีสิน) มีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง และต่อมา สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเลือก \nนางสาวแพทองธาร  ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ \nโดยโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต มีประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” จำนวนกว่า ๒๕ ล้านคน และมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะนำเงินงบประมาณดังกล่าวไปใช้\nในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับจังหวัด ดังนั้น จึงมีประเด็นสอบถาม ดังนี้\n		๑) คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะยังดำเนินโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ต่อไปหรือไม่  \n		๒) หากรัฐบาลไม่ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ วงเงิน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ในโครงการเติมเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต รัฐบาลจะนำเงินงบประมาณเพิ่มเติมดังกล่าวไปใช้จ่ายในเรื่องใด และควรพิจารณาว่ารัฐบาลจะต้องดำเนินการเสนอเรื่องขอความเห็นชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอีกครั้ง หรือไม่  \n		๓) รัฐบาลมีเวลาเหลือเพียง ๔๑ วัน จะสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ รัฐบาล\nจะสามารถใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มเติม จำนวน ๑๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ได้ทันเวลาหรือไม่ และจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างไร "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
126	1112	52	นายธนกร ถาวรชินโชติ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การดำเนินการกำจัดปลาหมอคางดำ และปัญหาผู้ประกอบการรังนกนางแอ่น	1.ปัจจุบันมีการระบาดของปลาหมอคางดำสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก โดยระหว่างวันที่ ๑ – ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๗ จังหวัดสมุทรสาคร สามารถจับปลาหมอคางดำ\nได้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำนวนของปลาหมอคางดำยังไม่ลดลงแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลดำเนินการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างเร่งด่วน\n2.มีผู้ประกอบการรังนกนางแอ่นเป็นจำนวนมากประสบปัญหา\nรังนกนางแอ่นมีราคาถูกลง เนื่องจากยังไม่ได้การรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถขอใบอนุญาตจากทางภาครัฐได้ เนื่องจากต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ\nตรากฎหมายลำดับรองเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขอรับใบอนุญาตให้เก็บ \nทำอันตราย และครอบครองรังนกแอ่น ให้แล้วเสร็จเสียก่อน ซึ่งจากเดิมคาดว่ากฎหมายลำดับรองดังกล่าวจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ แต่ปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตรากฎหมายลำดับรองให้แล้วเสร็จโดยเร็ว\n	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
127	1111	190	นายอะมัด อายุเคน	ความเดือดร้อนของประชาชน	กรณีความเดือดร้อนของพ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการในจังหวัดนครปฐม	ปัจจุบันมีสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก\nและเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เพราะมีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะสินค้า\nทางการเกษตรที่มีความสด และมีราคาถูกกว่าสินค้าทางเกษตรในประเทศอย่างมาก ทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรได้ในปริมาณที่เหมาะสม จากกรณีดังกล่าวอาจส่งผลให้\nประเทศไทยขาดดุลการค้าได้ ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการหามาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย รวมทั้งหาแนวทางการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยเร่งด่วน\n	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
128	1110	108	นางมยุรี โพธิแสน	นโยบายของรัฐบาล	การจัดการศึกษารูปแบบไฮสโคปเพื่อพัฒนาพัฒนาการเด็กปฐมวัย	"ไฮสโคป (High Scope) เป็นการจัดการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำ\nผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก โดยการให้โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งให้แก้ปัญหาด้วยตัวเองอย่างอิสระ โดยครูมีหน้าที่เป็นเพียงพี่เลี้ยง ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการตามวัย อย่างไรก็ดี พบว่าการจัดการศึกษาแบบไฮสโคป จะจัดการเรียนการสอนอยู่ในโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนที่อยู่ในเมืองเท่านั้น เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลให้เด็กที่อยู่ในชนบท\nไม่มีโอกาสได้เรียนในโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบไฮสโคป หากรัฐบาลนำหลักสูตรการศึกษา\nแบบไฮสโคปมาจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนที่อยู่ในชนบท จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาของเด็กในระดับปฐมวัยได้ ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ดังนี้\n 		๑) ควรส่งเสริมให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในชนบทมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้\nแบบไฮสโคป เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้แก่เด็กปฐมวัย\n 		๒) ควรจัดงบอุดหนุนให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในลักษณะงบอุดหนุนเฉพาะกิจสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่จัดรูปแบบการศึกษาแบบไฮสโคป \n"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง  มหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
129	1109	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาเศรษฐกิจและความเดือดร้อนจากทุนจีน	เนื่องจากขณะนี้กลุ่มทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากประเทศจีนได้เปิดขายสินค้าออนไลน์ในประเทศไทยในราคาที่ถูกมาก โดยสินค้าที่ขายจะส่งตรงจากโรงงานผลิตไปยังผู้ชื้อสินค้า ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ และส่งผลกระทบต่อโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทย ทำให้โรงงานหลายแห่งต้องปิดตัวลง นอกจากนี้ ในหลายจังหวัดพบว่าแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาทำงาน\nในประเทศไทยได้เปลี่ยนไปเป็นเจ้าของกิจการเพื่อทำการค้าขายสินค้าประเภทต่าง ๆ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว\n	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๑	6	2567	2024-08-20T00:00:00
130	1107	15	นายคำนูณ สิทธิสมาน	นโยบายของรัฐบาล	ความคืบหน้าโครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท	"เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๗ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ - ๒๕๗๑) ฉบับทบทวน ตามที่คณะกรรมการนโยบาย\nการเงินการคลังของรัฐเสนอ โดยมีสาระสำคัญ คือ รัฐบาลตั้งงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ขาดดุลงบประมาณ จำนวน ๘.๖๕ แสนล้านบาท จากยอดงบประมาณ จำนวนทั้งสิ้น ๓.๗๕ ล้านล้านบาท โดยเป็นการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นจากร่างเดิม ที่คณะรัฐมนตรีส่งคืนสำนักงบประมาณ เมื่อวันที่ \n๒๕ มีนาคม ๒๕๖๗ จำนวน ๑.๕๒ แสนล้านบาท  โดยมีการคาดการณ์ถึงทิศทางการดำเนินโครงการ\nเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท สรุปได้ ดังนี้\n\n\n(๑) ไม่ใช้...\n	(๑)  ไม่ใช้เงินนอกงบประมาณ โดยรัฐบาลไม่ออกกฎหมายกู้เงิน จำนวน ๕ แสนล้านบาท\n		(๒) รัฐบาลใช้เงินจากงบประมาณแบบผสมผสาน ประกอบด้วย ๑) งบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๘ จำนวน ๑.๕๒ แสนล้านบาท ๒) งบประมาณที่เกลี่ยมาจากหน่วยงานอื่น จำนวน ๓.๕ - ๓.๗ แสนล้านบาท และ ๓) งบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๗ จำนวน ๑.๓ แสนล้านบาท หากยังขาดเงินงบประมาณ ก็จะใช้กลไกธนาคารของรัฐดำเนินการภายใต้มาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑\n		ประเด็นปัญหา คือ การแปรงบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๗ มาใช้ในโครงการเติมเงิน\nผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ทั้งที่โครงการดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. .... ของสภาผู้แทนราษฎร \nและวุฒิสภา ซึ่งต้องตราพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ตามวิธีการงบประมาณปกติ นอกจากนี้ มีการคาดหมายว่าต้องแปรจากงบประมาณรายจ่ายงบกลางของงบประมาณ\nปี พ.ศ. ๒๕๖๗ จำนวน ๔ – ๕ หมื่นล้านบาท ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ งบประมาณรายจ่าย\nงบกลาง เป็นรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น มีกรอบเวลาในการเบิกจ่ายที่เหลือ\nอยู่ถึงสิ้นปีงบประมาณ ดังนั้น จึงขอหารือไปยังรัฐบาล เพื่อพิจารณาด้วยความรอบคอบและชี้แจง\nต่อสาธารณชนให้ชัดเจน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
131	1106	36	นายจัตุรงค์ เสริมสุข	สถานการณ์บ้านเมือง	ปัญหาทารก เด็กและเยาวชน เสพติดโทรศัพท์เคลื่อนที่และโซเชียลมีเดีย	สังคมไทยในปัจจุบัน ทารก เด็ก เยาวชน และนิสิตนักศึกษา\nในระดับอุดมศึกษาจำนวนมากมีอาการเสพติดโทรศัพท์เคลื่อนที่และโซเชียลมีเดีย โดยมีสาเหตุสำคัญ\nส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบตัดรำคาญ ปล่อยปละละเลยให้ลูกเสพติดโทรศัพท์เคลื่อนที่และ\nโซเชียลมีเดีย ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวที่มีความรุนแรง ทั้งที่พัฒนาการของเด็กตามช่วงวัยตั้งแต่เป็นทารก\nถึงอายุสามปี เป็นช่วงวัยที่สมองมีพัฒนาการมากที่สุด จึงควรจะได้รับความเอาใจใส่จากพ่อแม่ และจากการศึกษา พบว่า เด็กและเยาวชนที่เสพติดโทรศัพท์เคลื่อนที่และโซเชียลมีเดีย ส่วนใหญ่ส่งผลกระทบต่อเด็ก\nหลายประการ อาทิ ทำให้เด็กนอนดึก สายตาสั้น สุขภาพอ่อนแอ นิสัยเกียจคร้าน ไม่สามารถ\nควบคุมอารมณ์ตนเองได้ พฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง โกรธง่าย ขาดความตระหนักในหน้าที่ของตนเอง \nไม่เคารพในสิทธิของผู้อื่น และถูกชักจูงปลูกฝังความคิดในทางที่ผิดได้โดยง่าย โดยปัญหาดังกล่าว\nส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมทั้งความสงบสุขของสังคม\nและประเทศชาติ ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
132	1105	185	นายอนุพร อรุณรัตน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของชาวเล เผ่ามอแกน บ้านแหลมตุ๊กแก เกาะสิเหร่  ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต	"จากเมื่อวันพุธที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ คณะกรรมการโครงการ\nสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ลงพื้นที่เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาเรื่องที่ได้รับ\nการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ณ ศาลาประชาคมบ้านแหลมตุ๊กแก เกาะสิเหร่ ตำบลรัษฎา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นชุมชนชาติพันธุ์ของชาวเล เผ่ามอแกน โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้\n	(๑) ปัญหาเรื่องการเพิกถอนโฉนดที่ดินเดิม และการออกโฉนดชุมชนที่ได้มีการฟ้องร้อง \nและประชาชนชนะคดีแล้ว กล่าวคือ กรมที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินทับซ้อนกับพื้นที่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย \nและที่ดินทำกินของชาวเล เผ่ามอแกน จำนวน ๓๔๗ ครอบครัว รวมจำนวนกว่า ๑,๗๐๐ คน \nจึงเป็นเหตุให้ประชาชนในพื้นที่ประสบปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ชาวเล \nเผ่ามอแกน ได้ร้องเรียนปัญหาดังกล่าวต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (คณะกรรมการ ป.ป.ท.) หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้มีผู้อ้างสิทธิว่าเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าว \nดำเนินคดีฟ้องขับไล่ต่อชาวเล เผ่ามอแกน ซึ่งต่อมา ศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าผู้ฟ้องคดี\nใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมที่ดิน ยังไม่มีความคืบหน้าว่ากรมที่ดินจะดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัยของชาวเล เผ่ามอแกน หรือไม่ อย่างไร \nดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมที่ดิน พิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าว \nโดยดำเนินการสำรวจและรับรองสิทธิในพื้นที่ที่เป็นที่ดินทำกินของชาวเล เผ่ามอแกน ตามนโยบาย\nของรัฐบาล กำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้ชัดเจน โดยแบ่งเป็นที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และที่สงวนส่วนกลางของชุมชน สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร และจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐและประชาสังคม เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง หาข้อยุติในการจัดสรรผลประโยชน์ในที่ดิน \nและออกเป็นโฉนดชุมชน โดยเร็ว\n	(๒) ปัญหาการขาดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ไฟฟ้าและน้ำประปา โดยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๓ คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนชาวเล เผ่ามอแกน ว่าประสบปัญหายังไม่ได้รับบริการด้านไฟฟ้าและน้ำประปาอย่างเพียงพอ บ้านเรือนจำนวนมากไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องอาศัยการต่อพ่วงสายไฟฟ้าจากหม้อแปลงของบ้านที่มีไฟฟ้า \nและน้ำประปามีลักษณะไหลอ่อน ต้องใช้เวลารองน้ำเป็นเวลานาน โดยน้ำประปา ๑ ถัง ต้องใช้เวลารองน้ำนานถึง ๑ คืน จากการลงพื้นที่ได้รับการชี้แจงจากผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดภูเก็ต ว่าระเบียบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กำหนดไว้ว่าผู้ขออนุญาตใช้ไฟฟ้าจะต้องเป็นเจ้าของที่ดิน หรือได้รับอนุญาต\nจากเจ้าของที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จึงจะสามารถดำเนินการปักเสาไฟฟ้าได้ \nสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือเห็นว่า เป็นหลักเกณฑ์ที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาแก้ไขหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อให้บ้านเรือนของประชาชนชาวเล เผ่ามอแกน ได้รับบริการจาก\nการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมกันนี้ ขอให้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) พิจารณาแก้ไขปัญหาน้ำประปา\nให้ประชาชนชาวเล เผ่ามอแกน"	นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปราม\nการทุจริตในภาครัฐ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
133	1104	38	นายชลิต แก้วจินดา	นโยบายของรัฐบาล	มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure : SG)	"ทีมประเทศไทย (Team Thailand) โดยเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ประกอบด้วย ๓ หน่วยงาน คือ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้นำเสนอเป้าหมายด้านการทูตและเศรษฐกิจเชิงรุกต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง \nในช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยเสนอประเทศที่เป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยควรดำเนินเศรษฐกิจเชิงรุก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สาธารณรัฐฝรั่งเศส สาธารณรัฐอินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย และสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ \n 	จากข้อมูลในช่วง ๑๐ เดือนแรกของปี พ.ศ. ๒๕๖๖ มีธุรกิจเหล็กปิดตัว จำนวน \n๗๕ แห่ง และในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ อุตสาหกรรมเหล็กไทยต้องเผชิญการขยายกำลังการผลิตเหล็กของ \nบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ของประเทศจีน ซึ่งมีโรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดระยองของประเทศไทย\nแต่กระทรวงพาณิชย์สามารถทำได้เพียงการเฝ้าระวัง โดยใช้มาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาด \n(Anti-Dumping : AD) เท่านั้น เพราะประเทศไทยมีปริมาณเหล็กเกินความต้องการของตลาด ร้อยละ ๖๐ สะท้อนให้เห็นว่า การทำงานของรัฐบาลยังไม่สามารถบูรณาการและยังคงเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ รวมทั้งทีมประเทศไทยที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนมุ่งเน้นแต่ส่งเสริมให้ลงทุน โดยไม่สนใจว่าสินค้าในตลาด\nของประเทศจะล้นตลาดหรือไม่ และหน่วยงานที่มีหน้าที่ป้องกันและแก้ไขปัญหามิได้ทำงานเชิงรุกแต่อย่างใด \nจึงทำให้ผู้ประกอบธุรกิจภายในประเทศประสบปัญหาล้มละลาย หรือต้องปิดกิจการลง \n 	ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลนำมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping : AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty : CVD) และมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้า\nที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure : SG) มาใช้อย่างเข้มงวด และรวดเร็ว โดยอาศัยกฎหมายต่าง ๆ \nที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ ในเรื่องห้ามขยายโรงงานเป็นระยะเวลา ๕ ปี เป็นต้น\nเพื่อปกป้องธุรกิจของคนไทยมิให้ล้มละลาย หรือมีหนี้สินมากเกินไป และขอให้ช่วยเหลือภาคธุรกิจของไทย\nในเรื่องพลังงานไฟฟ้า น้ำมัน และการขนส่งสินค้าเพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ต่อไป\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
134	1103	233	นายอนุศักดิ์ คงมาลัย	นโยบายของรัฐบาล	มาตรการสร้างพลังทางสังคมในระดับฐานราก เพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ	"ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) และ\nปัจจุบันได้ดำเนินงานมาเป็นระยะเวลา ๖ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแผนแม่บท ๒๓ แผน แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น พลังทางสังคม โดยมุ่งพัฒนาและเสริมสร้างพลังทางสังคม พลังจากภาคส่วนต่าง ๆ จากประชากรทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย และจากภาคส่วนต่าง ๆ ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และท้องถิ่น ให้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนา และแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความต้องการที่จำเป็นของประชาชนในระดับพื้นที่ ซึ่งมีภูมิสังคม ภูมิวัฒนธรรม และภูมินิเวศที่แตกต่างกัน ดังนั้น \nจึงขอสอบถามนายกรัฐมนตรี ดังนี้\n\n\n(๑) รัฐบาล…\n 	(๑) รัฐบาลให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ\nและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ และฉบับต่อไป มากหรือน้อยเพียงใด และได้มีการนำนโยบายของรัฐบาล\nที่ได้แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภามาดำเนินการที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติอย่างไร\n 	(๒) รัฐบาลสามารถประเมินพลังทางสังคมของประเทศไทยในด้านต่าง ๆ อย่างไร \nเช่น ชีวิตความเป็นอยู่ ความสุข และสุขภาพอนามัย เป็นต้น รัฐบาลได้มีส่วนส่งเสริมหรือกำหนดมาตรการอย่างไร เพื่อก่อให้เกิดพลังทางสังคมด้านเศรษฐกิจฐานราก ด้านวัฒนธรรม และด้านการเมือง\n 	(๓) รัฐบาลได้ประเมินความเสี่ยง และภาวะคุกคามต่อการเสริมสร้างพลังทางสังคมให้กับประเทศไทยและคนไทยในอนาคตอย่างไร\n 	(๔) รัฐบาลใช้กลไกใดในการสื่อสาร สนับสนุนการสร้างพลังทางสังคม เพื่อนำไปสู่ประชาชนในระดับฐานราก และครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
135	1102	179	พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาวิกฤติ PM2.5 ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง	"จากได้มีการนำเสนอข้อความในโซเชียลมีเดีย ว่ามีอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน ๔ คน นักศึกษา และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ \nเสียชีวิตจากการป่วยเป็นมะเร็งปอด ปัจจุบันประเทศไทยทุกพื้นที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินปริมาณค่ามาตรฐาน โดยค่ามาตรฐานที่คนทั่วไปอาศัยอยู่ได้ คือ ระดับฝุ่น PM2.5 ไม่เกิน \n๒๕.๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่เด็กสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยง\nการทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากหรือการออกกำลังกายกลางแจ้ง และต้องสวมหน้ากากอนามัย จึงขอยกตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่น ที่รัฐบาลได้บูรณาการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการติดตั้งเครื่องกรองอากาศภายในอาคาร เป็นต้น ซึ่งแตกต่างจากรัฐบาลไทยที่ยังมิได้ดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความปลอดภัย ดังนั้น จึงขอสอบถามรัฐบาล ดังนี้\n 	(๑) สามารถปราบปรามผู้ที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 อาทิ ผู้เผาป่า การก่อสร้างที่ไม่ได้\nคลุมพื้นที่บริเวณก่อสร้างให้มิดชิด ผู้ขับขี่รถยนต์ที่ท่อไอเสียมีควันสีดำ ได้หรือไม่\n 	(๒) รัฐบาลมีมาตรการในการป้องกันเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ อย่างไร\n 	(๓) รัฐบาลมีนโยบายลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการซื้อหน้ากากอนามัยประเภท N95 ซึ่งสามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้หรือไม่ อย่างไร\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
136	1101	238	นายออน กาจกระโทก	นโยบายของรัฐบาล	รัฐควรปรับขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ	"คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ เห็นชอบในหลักการ\nการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ การปรับเงินเพิ่ม\nการครองชีพชั่วคราว และแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบราชการ ตามรายงานผลการศึกษา เรื่อง การปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ และการปรับอัตราเงินเดือนสำหรับกลุ่มข้าราชการพลเรือนและ\nเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) นำเสนอ นั้น เมื่อวันที่ \n๒๗ มีนาคม ๒๕๖๗ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการประชุม เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับอัตราเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สามารถดำเนินการได้\nตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โดยที่ประชุม ก.ค.ศ. มีมติเห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนด\nอัตราเงินเดือนและจำนวนเงินที่ได้ปรับตามคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง (การปรับเงินเดือนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุใหม่) และร่างบัญชีอัตราเงินเดือนและจำนวนเงิน\nที่ได้ปรับตามคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ. รับรอง\n 	โดยการดำเนินการดังกล่าวให้มีผลใช้บังคับวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ และวันที่ \n๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ กล่าวคือ จะมีการปรับอัตราเงินเดือนให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา\nที่บรรจุใหม่ จำนวน ๒ ครั้ง พร้อมกันนี้ จะได้มีการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีอายุงานระหว่าง ๑ – ๓ ปี และข้าราชการครูที่ได้รับเงินเดือนในอัตราเงินเดือนครู คศ. ๑ ซึ่งบุคลากรในกลุ่มที่จะได้รับการพิจารณาปรับขึ้นอัตราเงินเดือนดังกล่าวมีประมาณ จำนวน ๑๓๔,๘๖๐ คน สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่บรรจุมานานจะไม่ได้รับการพิจารณา\nปรับขึ้นอัตราเงินเดือน จึงขอสอบถามไปยังรัฐบาลว่าเหตุใดจึงไม่พิจารณาปรับขึ้นอัตราเงินเดือน\nให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันทุกคน เพราะผู้ที่บรรจุรับราชการมานานยังคงมีภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว เช่น ค่าเลี้ยงดูบุพการี ค่าเล่าเรียนบุตร \nค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถยนต์ และค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาล เป็นต้น ซึ่งบางเดือนมีเงินเหลือไม่เพียงพอ\nต่อค่าครองชีพเช่นเดียวกัน อนึ่ง ในส่วนของข้าราชการบำนาญ ขอให้พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่ข้าราชการบำนาญเพื่อให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน \nดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังนายกรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการ ได้พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือน\nให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ\n"	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
137	1100	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	นโยบายของรัฐบาล	ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. ....	"จากการขนส่งทางราง (Rail transport) ได้รับการจัดสรรงบประมาณ\nในแต่ละปีจำนวนมาก และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน แต่ปัจจุบันยังปฏิบัติงานในลักษณะ \n“ต่างคนต่างทำ” เพราะไม่มีกฎหมายกลางในการกำหนดหน้าที่และอำนาจ แนวทางการปฏิบัติ\nของแต่ละหน่วยงานที่ชัดเจน เพื่อให้แต่ละหน่วยงานได้ปฏิบัติงานและมีการจัดการอย่างเป็นระบบ \nมีมาตรฐานการปฏิบัติงานเป็นอย่างเดียวกัน การเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางมีความครอบคลุม\nสมบูรณ์แบบ และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางเป็นไปด้วยความสะดวก ปลอดภัย \nและรวดเร็ว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องตราร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... เพื่อเป็นกฎหมายกลางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ถือปฏิบัติตามให้เป็นมาตรฐานและเป็นระบบเดียวกันในเรื่องสำคัญต่าง ๆ อาทิ \n 	(๑) การพัฒนาระบบการขนส่งทางรางเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน\n 	(๒) การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการขนส่งทางรางให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน \n 	(๓) การกำหนดอัตราค่าบริการ หรือ อัตราค่าโดยสารให้เป็นธรรมและเป็นมาตรฐานเดียวกัน \n 	(๔) การเชื่อมต่อระบบการขนส่งทางรางในแต่ละเส้นทาง เพื่อให้มีการใช้รางร่วมกันอย่างเป็นระบบ \n 	(๕) การกำหนดตารางการเดินรถ กำหนดเส้นทาง และกำหนดน้ำหนักการบรรทุก \nให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน \n 	(๖) มาตรฐานการสืบสวน สอบสวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น\n 	(๗) มาตรฐานการคุ้มครองผู้โดยสาร และผู้ให้บริการ\n 	ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี \nพ.ศ. ๒๕๕๙ โดยคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ เห็นชอบ อนุมัติ และรับทราบ\nตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้\n 	(๑) เห็นชอบการจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง\n 	(๒) อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่) \nพ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... จำนวน ๒ ฉบับ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ\n	ปัจจุบันได้มีการจัดตั้งกรมการขนส่งทางรางเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการ \nตราร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... ให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นกฎหมายกลางในการควบคุม \nและกำหนดแนวทางการปฏิบัติงานได้ แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมาจะมีมติรับหลักการ\nแห่งร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... แล้ว แต่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบเนื่องจากอายุ\nของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง และคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันมิได้ร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อให้พิจารณา\nร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... ต่อไป ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก\nภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป จึงส่งผลให้ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... ตกไป ขณะนี้\nร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง\nวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการย้อนไปเริ่มต้นกระบวนการในการเสนอกฎหมายใหม่ ทั้งที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมาได้เคยมีมติรับหลักการแล้ว \n		ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีเห็นความสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง\n พ.ศ. .... และเร่งดำเนินการเพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. .... ได้มีผลใช้บังคับ\nเป็นกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับการขนส่งทางรางของประเทศไทยได้มีการพัฒนา\nอย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกันต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
138	1099	216	นางสุนี จึงวิโรจน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาน้ำดื่มสะอาดสำหรับประชาชน	"จากแต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากการดื่มน้ำไม่สะอาด จำนวน \n๕๐๐,๐๐๐ คนต่อปี เฉลี่ยนาทีละ ๑ คน และในประเทศไทยมีผู้ป่วยจากการดื่มน้ำไม่สะอาด จำนวน๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคนต่อปี โดยโรคที่เกิดจากการดื่มน้ำไม่สะอาด ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคบิด \nโรคอหิวาตกโรค และโรคไทฟอยด์ ดังนั้น การดื่มน้ำจึงต้องเลือกน้ำดื่มที่สะอาด โดยน้ำดื่มที่ควรระวัง ได้แก่\n 	(๑) น้ำอ่อน อาจทำให้เกิดโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง\n 	(๒) น้ำกลั่น หากดื่มเป็นประจำจะก่อให้เกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด\n 	(๓) น้ำดื่มบรรจุขวดและน้ำดื่มจากตู้หยอดเหรียญ อาจมีสารปนเปื้อน เชื้อโรค \nหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร และโรคมะเร็งได้ ดังนั้น การเลือกน้ำดื่มชนิดขวดในประเทศไทยควรจะเลือกจากบริษัทผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ และได้รับการรับรองจากสำนักงานอาหารและยา (Food and Drug Administration) หรือ อย.\n 	(๔) น้ำประปา \n                – คลอรีนในน้ำประปาอาจก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โลหิตจาง มะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคสมองเสื่อม \n               	–  ฟลูออไรด์เป็นพิษ (Fluorosis) จะทำให้ฟันเป็นฝ้าสีน้ำตาล และเป็นจุด ๆ บนฟันแท้ ฟลูออไรด์ถ้าสะสมทีละน้อยจนอายุ ๖๐ ปี จะส่งผลให้กระดูกพรุนเร็วซึ่งเป็นสาเหตุของกระดูกหักในผู้หญิงสูงอายุ ของประเทศสหรัฐอเมริกา\n 	(๕) น้ำหวานและน้ำผลไม้สำเร็จรูป จัดเป็นน้ำตาลกับสีผสมน้ำ โดยอาจทำให้เกิดโรคอ้วน และโรคไขมันในเลือดสูง\n 	(๖) น้ำอัดลม มักมาจากน้ำกลั่นหรือน้ำอ่อนที่ไม่มีแร่ธาตุ จะส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ \nเช่น โรคกระดูกพรุน โรคข้ออักเสบ โรคเสื่อมต่าง ๆ และทำให้แก่ก่อนวัย เป็นต้น\n 	น้ำดื่มที่ปลอดภัย ควรเป็นน้ำสะอาดที่ไม่มีสิ่งปนเปื้อน การผลิตน้ำดื่มควรจะต้อง\nกรองแยกสิ่งปนเปื้อนออก ได้แก่ ความกระด้าง คลอรีน ความขุ่น เชื้อโรค และสารโลหะหนักที่เป็นพิษ (ปรอท สารตะกั่ว และสารหนู) และจากการสำรวจพบว่า ในชุมชนใหญ่มีตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญที่ไม่มีใบอนุญาต ไม่เปลี่ยนไส้กรอง เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งมีมากถึงร้อยละ ๙๐ ของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญทั้งหมด นอกจากนี้ น้ำดื่มบรรจุขวดก็มีวันหมดอายุ ดังนั้น การเลือกน้ำดื่มบรรจุขวด ควรสังเกต ดังนี้\n 	(๑) น้ำในขวดต้องใส ไม่มีสี ไม่มีตะกอน\n 	(๒) ขวดน้ำดื่มไม่ควรเก็บไว้นานเกิน ๒ ปี \n 	(๓) การเก็บน้ำดื่มควรหลีกเลี่ยงความร้อนหรือเย็นจัด เพราะจะทำให้น้ำเปลี่ยนสภาพ\n 	(๔) เมื่อเปิดขวดน้ำแล้ว ควรดื่มน้ำให้หมดภายใน ๑ สัปดาห์ \n 	(๕) เลือกบริษัทหรือผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ และได้รับการรับรองจากสำนักงานอาหาร\nและยา (Food and Drug Administration) หรือ อย.\n	(๖) ภาชนะที่บรรจุต้องสะอาด ไม่รั่วซึม หรือมีรอยคราบสกปรก\n 	(๗) น้ำต้องใสสะอาด ไม่มีตะกอน ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น \n 	โดยโรคที่เกิดจากการดื่มน้ำไม่สะอาด ทั้ง ๔ โรคข้างต้น ส่งผลให้ประชาชนเจ็บป่วย\nและเสียชีวิต ดังนั้น จะเห็นว่าความสำคัญของการดื่มน้ำสะอาดมีผลต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน \nจึงขอปรึกษาหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้เร่งดำเนินการในเรื่อง ดังต่อไปนี้\n 	(๑) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับคุณภาพของน้ำดื่มที่สะอาด \nชนิดของน้ำดื่มที่ปลอดภัย \n 	(๒) ควบคุม ตรวจสอบอย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อให้การผลิตน้ำดื่มมีมาตรฐาน \nรวมทั้ง โรงงานผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด ตู้น้ำหยอดเหรียญ โรงงานผลิตน้ำแข็ง และโรงงานผลิตไอศกรีม \nจะต้องมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง \n 	(๓) ตรากฎหมายเพื่อลงโทษบริษัทและผู้ผลิตน้ำดื่มเมื่อดำเนินการผิดมาตรฐาน\nการผลิตน้ำดื่ม ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ดื่มสะอาด ซึ่งจะเป็นการลดความเจ็บป่วยของประชาชน\nจากโรคระบบทางเดินอาหาร และโรคอื่น ๆ"	กระทรวงสาธารณสุข 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
139	1098	11	นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา	วงงานรัฐสภา	เอกสารประกอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี	"วุฒิสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบ\nร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งรัฐบาลได้มีการจัดทำ\nโครงสร้างงบประมาณโดยมีงบลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จำนวน ๗๑๗,๗๒๒.๒ ล้านบาท แต่การพิจารณา หรือการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับงบลงทุนจะต้องศึกษาเอกสารประกอบการจัดทำงบประมาณ จำนวน ๒๘ เล่ม โดยต้องศึกษาเอกสารของทุกกระทรวงและทุกหน่วยงาน ทำให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความล่าช้า \nจึงขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้สำนักงบประมาณจัดทำหนังสืองบประมาณเกี่ยวกับงบลงทุนโดยสังเขป รวมทั้งสรุปงบลงทุนในหลายมิติ เช่น      \n	มิติที่หนึ่ง ประเภทการลงทุน ในหนึ่งปีงบประมาณมีการลงทุนด้านสาธารณูปโภค \nด้านคมนาคม อาทิ การสร้างถนน การสร้างท่าเรือ การสร้างสนามบิน ลงทุนด้านเครื่องมืออุปกรณ์\nทางการแพทย์ การลงทุนด้านยานยนต์ มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง เป็นต้น   \n	มิติที่สอง แบ่งตามจังหวัดและภาค \n	มิติที่สาม แบ่งงบลงทุนตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ เช่น (๑) ส่งเสริมด้านการผลิต \nและการใช้พลังงานสะอาด (๒) ส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ รวมทั้งการจัดทำโครงการ\nเพื่อสนับสนุนการลงทุน (Matching Fund) และการลงทุนเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพ (Start – Up) มีการจัดทำคำของบประมาณจำนวนเท่าใด      \n	ปัจจุบัน สำนักงบประมาณอยู่ระหว่างจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ หากมีการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับงบลงทุน จะทำให้ข้อมูลดังกล่าว\nเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ นักวิเคราะห์การลงทุน นักลงทุน รวมทั้งผู้ติดตามงบประมาณ และประชาชนทั่วไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
140	1097	26	นายเจตน์ ศิรธรานนท์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหางบประมาณผู้สูงอายุในประเทศไทย	"จากปลายปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ประเทศไทยมีผู้สูงอายุจำนวน ๑๒.๔๗ ล้านคน จากคนไทยทั้งหมด ๖๖.๑๓ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๑๘.๘๖ สูงกว่าประเทศในอาเซียนที่มีค่าเฉลี่ยร้อยละ ๑๑.๗๔ คนไทยที่มีอายุเกิน ๑๐๐ ปี มีจำนวน ๓๔,๙๘๕ คน จังหวัดที่มีประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ และจังหวัดลำพูน และจังหวัดที่มีประชากรผู้สูงอายุน้อยที่สุด ได้แก่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ เป็นปีที่สองที่มีคนเกิดน้อยกว่าคนตาย ในอนาคตสัดส่วนผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สำหรับงบประมาณที่ใช้บูรณาการเตรียมความพร้อมรับสังคมสูงวัยปี พ.ศ. ๒๕๖๗ รวม ๖ กระทรวง ประกอบด้วย ๑. สำนักนายกรัฐมนตรี ๒. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๓. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ๔. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ๕.กระทรวงแรงงาน และ ๖. กระทรวงสาธารณสุข จำนวน ๘๒๐ ล้านบาท เป็นงบเฉพาะแผนงาน ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิที่มีอยู่ เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จำนวน ๑๕๒,๐๐๐ ล้านบาท เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ประมาณ ๒๖๖,๐๐๐ ล้านบาท และสวัสดิการรักษาพยาบาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ จำนวน ๗๙,๕๖๕ ล้านบาท เงินบำเหน็จบำนาญ\nชราภาพจากประกันสังคม จำนวน ๒๗,๗๑๖ ล้านบาท เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน ๑๑.๘๓ ล้านคน งบประมาณ จำนวน ๙๓,๒๑๕ ล้านบาท โดยยังไม่รวมงบประมาณสนับสนุนผู้สูงอายุ เช่น เงินสงเคราะห์ในภาวะยากลำบาก การปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน กองทุนผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุ\nที่ได้ลงทะเบียน และได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นอกจากนี้ จะมีการเพิ่มเบี้ยยังชีพในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ เนื่องจากเงินเบี้ยยังชีพไม่เพียงพอในการดำรงชีพสำหรับผู้สูงอายุ \n	จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่า รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการ\nดูแลผู้สูงอายุ แต่รัฐบาลกำลังจะดำเนินโครงการแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท โดยใช้งบประมาณ\nเป็นระยะเวลา ๒ ปี ซึ่งหลายฝ่ายคัดค้านการดำเนินโครงการดังกล่าว เช่น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการแจกเงินดิจิทัล \n๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้โครงการอื่นที่มีความเหมาะสมและมีความจำเป็น\nโดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
141	1096	93	นายบุญมี สุระโคตร	นโยบายของรัฐบาล	การพัฒนาเกษตรกรเพื่อนำไปสู่การลดการพึ่งพา	"ประเทศไทยมีภูมิประเทศที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก และการประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่เกษตรกรประสบปัญหาด้านการเกษตรหลายประการ ทำให้ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้\nทำให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณสำหรับอุดหนุนด้านการเกษตร ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถพัฒนาตนเอง และลดการพึ่งพาจากภาครัฐ จึงขอเสนอแนวทาง ดังนี้    \n	(๑) ควรเร่งรัดงานวิจัยและการต่อยอด เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จและการพัฒนา\nภาคการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ และมีเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดต้นทุนการบริหารจัดการ\nด้านการเกษตร    \n	(๒) ขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณสำหรับงานวิจัยให้เพิ่มมากขึ้น \n	(๓) รัฐควรมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตร และให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลด้านการเกษตร \nได้โดยง่าย  \n	(๔) รัฐควรมีนโยบายในการลดต้นทุนและลดการพึ่งพาจากภาครัฐ เน้นให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือและพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ลดการช่วยเหลือจากภาครัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจะทำให้รัฐสามารถประหยัดงบประมาณได้\n	(๕) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรเป็นหน่วยงานหลักในการให้องค์ความรู้\nด้านการเกษตร และควรบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงอื่น ๆ เนื่องจากประเด็นปัญหาบางประการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้เพียงกระทรวงเดียว จะต้องอาศัยความร่วมมือ\nจากกระทรวงอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง\nควรบูรณาการการทำงานร่วมกัน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
142	1095	59	นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม	สถานการณ์บ้านเมือง	การบริหารจัดการป่าชุมชนปรีย์ทม เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน	"คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาการบริหารจัดการป่าชุมชนปรีย์ทมเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน ณ จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๗ สรุปได้ดังนี้\n	ป่าชุมชนปรีย์ทม ตั้งอยู่ ณ บ้านแสลงพันธ์ หมู่ที่ ๓ ตำบลสำโรง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ มีพื้นที่ป่าทั้งหมด ๑๒๘ ไร่เศษ โดยได้ขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนกับกรมป่าไม้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามมาตรา ๙๙ แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ ต่อมาป่าชุมชนปรีย์ทมและป่าบริเวณใกล้เคียงถูกรบกวนจากนโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวของภาครัฐ และพื้นที่โดยรอบป่าถูกบุกรุกโดยชาวบ้าน ผู้นำชุมชนจึงรวมตัวกันจัดตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์ป่าปรีย์ทม โดยจัดเป็นพื้นที่อนุรักษ์และเป็นอาหารของแหล่งชุมชน อีกทั้ง มีกลุ่มเด็กรักป่าและนักศึกษารักป่าภาคอีสานได้นำเสนอเรื่องราวการฟื้นฟูป่าปรีย์ทม จนเป็นต้นแบบของป่าชุมชนในหลายพื้นที่ของประเทศไทยจนกระทั่งปัจจุบันได้มีการรักษา ปกป้อง และส่งเสริมจิตสำนึกร่วมกันในการอนุรักษ์ป่าชุมชนปรีย์ทม ฟื้นคืนสภาพเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เกิดกลุ่มวิสาหกิจชุมชน \nมีการพัฒนาพื้นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว เพิ่มพื้นที่ตลาด สำหรับจำหน่ายสินค้าชุมชน รวมถึงการสืบสานต่อยอด\nและเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมประเพณีสู่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ป่าชุมชน\nที่ยั่งยืน เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและสร้างรายได้เชิงท่องเที่ยวให้แก่ชุมชน\n	อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินการที่ผ่านมา พบข้อจำกัดที่ทำให้ชุมชนยังไม่สามารถ\nเพิ่มรายได้จากเส้นทางศึกษาธรรมชาติในป่าชุมชนปรีย์ทมได้ดีเท่าที่ควร เนื่องจากขาดสิ่งอำนวยความสะดวก \nที่ถูกสุขลักษณะให้แก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมป่าและเยี่ยมชมสินค้าในตลาด ทั้งนี้ กลุ่มวิสาหกิจ\nชุมชนปรีย์ทม จึงได้เสนอเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อขอรับการสนับสนุน\nการบริหารจัดการป่าชุมชนปรีย์ทมเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนา\nปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในบริเวณป่าชุมชนปรีย์ทม เช่น ห้องน้ำ อาคารอเนกประสงค์ \nป้อมยาม รวมทั้งการจัดหาอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย และการปรับปรุงเส้นทางการศึกษาธรรมชาติ \nเพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่นักท่องเที่ยว รวมถึงการยกระดับการท่องเที่ยวชุมชนให้ยั่งยืน \nโดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามมาตรการการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคม \nจำนวน ๖ ล้านบาทเศษ ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาให้การสนับสนุนการบริหารจัดการ\nป่าชุมชนปรีย์ทมเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน เพื่อให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
143	1094	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	รัฐค้างจ่ายเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และผลกระทบของกากแคดเมียมต่อภาคการเกษตร	"รัฐจะต้องจ่ายเงินสมทบ ร้อยละ ๖ เข้ากองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน แต่พบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นต้นมา รัฐค้างจ่ายเงินสมทบ จำนวน ๓,๖๒๑,๑๒๔,๒๐๔.๐๔ บาท \nขณะที่ครูและโรงเรียนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ครบทุกเดือน เมื่อรัฐค้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนฯ \nทำให้เงินกองทุนฯ มีดอกผลน้อย และไม่เพียงพอต่อการจัดสวัสดิการแก่ครูโรงเรียนเอกชน อาทิ\nค่ารักษาพยาบาล และค่าเล่าเรียนบุตร ได้มีการลดเกณฑ์สวัสดิการลง จากการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุม บุพการี บุตร คู่สมรส ปัจจุบันครูที่จ่ายเงินเข้ากองทุนฯ จะต้องสำรองจ่ายเงินก่อน แล้วเบิกคืนภายหลัง \nและหากเกินวงเงินปีละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ต้องลาออกเพื่อใช้สิทธิบัตรทอง ซึ่งสร้างความลำบากให้แก่ครู\nเป็นอย่างมาก ทั้งยังต้องสูญเสียเงินสมทบที่ถูกหักทุกเดือน ด้วยเหตุที่ลาออกก่อนครบกำหนดเพื่อรักษาตัว ซึ่งสาเหตุเกิดจากรัฐไม่จ่ายเงินสมทบร้อยละ ๖ เข้ากองทุนฯ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบที่ค้าง จำนวน ๓,๖๒๑,๑๒๔,๒๐๔.๐๔ บาท เข้ากองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ \nเพื่อสามารถดำเนินการด้านสวัสดิการให้มีความเหมาะสม ซึ่งจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่\nครูโรงเรียนเอกชน\nปัญหาที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรมกรรมดังกล่าว ยังเป็นตัวการสำคัญ\nที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสาครมีค่าฝุ่น PM2.5 มากกว่า ๔๐,๐๐๐ ตันต่อปี \nและหากมีการถลุงหลอมแคดเมียม จะทำให้มีปริมาณฝุ่น PM2.5 เพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งโดยรวมภาคการเกษตรทำให้เกิดค่าฝุ่น PM2.5 ไม่เกิน ๕๐๐ ตันต่อปี ดังนั้น จึงขอหารือและเสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรี \nและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดังนี้ \n			(๑) ขอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม บริหารจัดการกากแคดเมียมอย่างเร่งด่วน และรอบคอบ \n			(๒) ลงโทษผู้กระทำความผิด กรณีผู้ลักลอบจำหน่ายกากแคดเมียมอย่างจริงจัง\n			(๓) สร้างความรู้ ความความเข้าใจ เรื่องฝุ่น PM2.5 อย่างตรงไปตรงมา และ\nเป็นรูปธรรม ไม่ควรให้เป็นความผิดของภาคการเกษตร\n			(๔) ควรหามาตรการและแนวทางการบริหารจัดการเรื่องฝุ่น PM2.5 ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ให้เกิดผลสัมฤทธิ์"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
144	1093	31	นายเฉลา พวงมาลัย	นโยบายของรัฐบาล	พิจารณาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน ๘ กลุ่มสาระ	กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน จำนวน ๘ กลุ่มสาระ โดยสังเขป ได้แก่ วิชาภาษาไทย \nวิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วิชาสุขศึกษาและพลศึกษา \nวิชาศิลปะ วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี และวิชาภาษาต่างประเทศ ในสถานศึกษาให้มีความเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะ ทักษะ ความสุขในการเรียน กระทรวงศึกษาธิการจึงควรมอบอำนาจให้สถานศึกษา สามารถจัดการเรียนการสอน และให้เข้าระบบโควตา เซ็นเตอร์ ทั้งระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน \nที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและชุมชนเมืองสามารถเข้ารับการศึกษาได้ทุกคน ทำให้เกิดความเท่าเทียม \nมีความเสมอภาค ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา\n	กระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
145	1092	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	นโยบายของรัฐบาล	การป้องปรามการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ	"สถานการณ์การทุจริตและประพฤติมิชอบของประเทศไทยมีความรุนแรง\nมากขึ้น การป้องปรามการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นต้นมา โดยเฉพาะการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับสูง และนักการเมือง สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งมาจากการดำเนินคดี โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ต้องใช้ระยะเวลาเพื่อแสวงหาหลักฐานและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดพยายามผลักดันให้คดีของตนเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย ๑ – ๓ ปี ต่างกับบุคคลทั่วไป\nที่ใช้ระยะเวลาไม่เกิน ๑ ปี \n	แนวทางในการแก้ไขปัญหา ได้มีองค์กรโปร่งใสนานาชาติ (TI : Transparency International) ได้แนะนำว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้ช่องว่างของความล่าช้าในการดำเนินการ ควรใช้มาตรการทางวินัยควบคู่กับทางอาญา เนื่องจากมีระยะเวลาที่สั้นกว่า ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการ\nปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จึงได้เสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาเร่งรัดดำเนินการด้านวินัยต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐให้รวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน \nโดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เรื่อง มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ\nในระบบราชการ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๑ ความว่า ในกรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริต\nและประพฤติมิชอบของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ส่วนราชการต้นสังกัดดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้แล้วเสร็จภายใน ๗ วัน แล้วรายงานผลการพิจารณาต่อหัวหน้าส่วนราชการและรัฐมนตรี เจ้าสังกัดเพื่อรับทราบทันที และให้พิจารณาดำเนินการทางวินัยหรือทางอาญาโดยเร็ว ซึ่งจะต้องให้แล้วเสร็จ ภายใน ๓๐ วัน ในระหว่างนี้ให้รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการต่อหัวหน้าส่วนราชการหรือรัฐมนตรี\nเจ้าสังกัดเพื่อทราบเป็นระยะ ตามความเหมาะสม\n	นอกจากนี้ แผนปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ให้รัฐปรับปรุงระเบียบการดำเนินการทางวินัยของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทให้รวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่จนบัดนี้ยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้การป้องปรามเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เกรงกลัว\nไม่กล้ากระทำความผิด จึงขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาเร่งรัดให้ส่วนราชการดำเนินการทางวินัย\nต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกประเภทให้รวดเร็วตามมติของคณะรัฐมนตรี และเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงแผนการปฏิรูปการประเทศด้านกระบวนการและขั้นตอนการดำเนินการทางวินัยทุกประเภท\nให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันต่อไป "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	33	2567	2024-04-09T00:00:00
146	1091	36	นายจัตุรงค์ เสริมสุข	กฎหมาย	การพนันออนไลน์และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ	ปัญหาเศรษฐกิจและหนี้สินของประชาชนจำนวนมากมีสาเหตุสำคัญประการหนึ่งจากการพนันออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หวยออนไลน์” ผู้ติดการพนันออนไลน์มีทุกสาขาอาชีพ \nทั้งข้าราชการ ลูกจ้างบริษัท ครู เกษตรกร รวมถึงเยาวชน หวยออนไลน์มีทั้งของประเทศไทยและ\nประเทศเพื่อนบ้าน โดยหวยออนไลน์ของไทยประกาศผลทุกต้นเดือนและกลางเดือน ขณะที่หวยออนไลน์ของประเทศเพื่อนบ้านประกาศผลทุกวัน วันละนับสิบครั้ง อาทิ หวยลาว ประกาศผลระหว่างเวลา ๐๕.๐๐ - ๒๓.๐๐ นาฬิกา หวยเวียดนาม ประกาศผลระหว่างเวลา ๐๘.๐๐ - ๒๒.๐๐ นาฬิกา เป็นต้น คาดว่าการพนันออนไลน์มีเงินหมุนเวียนมากถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีการจ่ายสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นรายเดือน \nเดือนละกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีเข้มงวดกวดขันในการปราบปรามการพนันออนไลน์ สั่งการให้ปราบปราม ติดตาม จับกุม และดำเนินคดีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ให้หมดสิ้นไป เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินและความยากจนของประชาชน โดยเร็วที่สุด	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
147	1090	157	พลเอก วสันต์ สุริยมงคล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ทับซ้อนบนเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง	เมื่อวันที่ ๒๗ - ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก ได้ลงพื้นที่ ณ เกาะเสม็ด ตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อติดตามความคืบหน้าปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งจากการประชุมร่วมกับ\nส่วนราชการในพื้นที่และประชาชน สรุปสาระสำคัญได้ว่าหน่วยงานในพื้นที่ได้รวบรวมข้อมูลประเด็นปัญหาพื้นที่ทับซ้อนบนเกาะเสม็ด ส่งให้หน่วยงานต้นสังกัด เพื่อพิจารณาแล้ว กล่าวคือ (๑) สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ระยอง ได้ส่งข้อมูลให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และ (๒) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ\nและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง ได้ส่งข้อมูลให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยหน่วยงานในพื้นที่ทั้งสองยืนยันตรงกันว่า หากประเด็นพื้นที่ทับซ้อนบนเกาะเสม็ดได้ข้อยุติ จะสามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ ซึ่งข้อยุติในประเด็นดังกล่าว ต้องรอรัฐบาลพิจารณาประกาศใช้แผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ ตามโครงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ (One Map) \nซึ่งอยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ (One Map) และแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานอนุกรรมการ) ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ) ซึ่งดำเนินงานผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ซึ่งเป็นส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี โดย รองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม  เวชยชัย) ในฐานะ\nรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและปฏิบัติราชการ\nแทนนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ขอให้รองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม  เวชยชัย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป	รองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม  เวชยชัย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
148	1089	179	พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร	กฎหมาย	แรงงานผู้สูงอายุ	ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์” Complete Aged Society) ปัจจุบันมีผู้สูงวัยมากกว่าร้อยละ ๒๐ ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ และสัดส่วนของผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นเป็นการเพิ่มแรงกดดันทางการคลังของรัฐบาล ทั้งในเรื่องสวัสดิการและงบประมาณ ตัวเลขจากการประมาณการของรัฐบาล คาดว่ามีผู้สูงวัยทั้งหมดประมาณ ๑๓.๑๔ ล้านคน เป็นผู้สูงวัยที่ทำงาน ประมาณ ๔.๗๕ ล้านคน ซึ่งเป็นเพียงตัวเลขประมาณการ ไม่สะท้อนถึงสถานการณ์แรงงานตามความเป็นจริง ดังนั้น ขอให้รัฐบาลสำรวจข้อมูลของแรงงานทุกประเภทที่มีอยู่ในประเทศไทย ทั้งแรงงานคนไทยและแรงงานต่างด้าว ให้มีข้อมูลที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง เพื่อที่หน่วยงานของรัฐ\nที่เกี่ยวข้องจะได้นำมาใช้ประโยชน์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์แรงงานได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ \nได้รับทราบว่ากระทรวงมหาดไทยโดยคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนท้องถิ่น ๓ ระดับ ประกอบด้วย \n๑) คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (ก.อบจ.) ๒) คณะกรรมการกลางเทศบาล (ก.เทศบาล) และ ๓) คณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) ได้มีประกาศเกี่ยวกับการรับข้าราชการวัยเกษียณกลับเข้ามาปฏิบัติงาน ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้รับผู้สูงวัยที่เป็นประชาชนทั่วไปเข้าทำงาน ดังนั้น ขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาริเริ่มให้มีโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งการจ้างงานผู้สูงวัย” (One Tambon One Order Worker หรือ One Order Employee) รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จ้างผู้สูงวัยที่เป็นประชาชนทั่วไปที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่แต่ละตำบลทั่วประเทศและมีความประสงค์ต้องการทำงาน เพื่อเป็นการสร้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้ ทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมของรัฐบาลไปพร้อมกัน ในทำนองเดียวกับที่รัฐบาลได้จัดให้มีโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” (One Tambon One Product : OTOP) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์แล้ว	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
149	1088	38	นายชลิต แก้วจินดา	นโยบายของรัฐบาล	การส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ จังหวัดอุตรดิตถ์	"ดอยพระธาตุ (เจดีย์กลางน้ำ) เป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดอุตรดิตถ์และนักท่องเที่ยว หากมองจากบริเวณสันเขื่อนสิริกิติ์จะเห็นเป็นเกาะอยู่กลางน้ำซึ่งมีความสวยงามเป็นอย่างมาก โดยเมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์จะต้องมาชมความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันดอยพระธาตุ (เจดีย์กลางน้ำ) ไม่มีพระสงฆ์จำวัดและไม่มีลูกศิษย์วัดอยู่อาศัย ทำให้ไม่มีคนคอยดูแลและทำความสะอาดดอยพระธาตุ (เจดีย์กลางน้ำ) ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์และศิษย์วัดอยู่อาศัยเพื่อดูแล รักษาสถานที่ และทำความสะอาด เพื่อต้อนรับผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยว \n		ประการต่อมา เมื่อครั้งอดีต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เคยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงาน ณ หมู่บ้านห้วยต้า ซึ่งเป็นหมู่บ้านในถิ่นทุรกันดาร\nแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎร \nในอดีต หมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ในช่วงกลางคืนจะมีไฟฟ้าใช้เพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยในระหว่างที่พระองค์ท่านเสด็จไปทรงงานจะมีพระตำหนักอยู่ ณ เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดี อย่างไรก็ดี ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานทุกครั้งจะเสด็จโดยเรือยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยข้าราชบริพารและข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับทราบมาว่าปัจจุบันเรือยนต์พระที่นั่งลำดังกล่าว\nมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่ได้ดูแลบำรุงรักษาแล้ว และอาจนำออกประมูล\nขายทอดตลาด ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดให้มีการอนุรักษ์ ทำนุบำรุง และดูแลรักษาเรือยนต์พระที่นั่งซึ่งเคยใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงาน ณ หมู่บ้านห้วยต้า ตำบลนางพญา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเขื่อนสิริกิติ์ \nทั้งยังถือเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป"	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงวัฒนธรรม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
150	1087	238	นายออน กาจกระโทก	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณค่าเช่าอินเทอร์เน็ตโรงเรียน 	จากสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับการร้องเรียนจากครูในพื้นที่จังหวัดนครพนม เกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนในการขอเบิกจ่ายค่าเช่าอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน สรุปสาระสำคัญได้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดสรรงบประมาณค่าเช่าอินเทอร์เน็ตให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยการจัดทำเรื่องขอเบิกจ่ายค่าเช่าอินเทอร์เน็ตโรงเรียนต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หากมีข้อผิดพลาดบางประการ ครูจะต้องเดินทางกลับมาที่โรงเรียน เพื่อดำเนินการแก้ไขเอกสารให้เรียบร้อย ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร และค่าที่พักเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ สพฐ. ยังได้กำหนดให้โรงเรียนมีหน้าที่สำรองเงินจ่ายค่าเช่าอินเทอร์เน็ตไปก่อน จากนั้น จึงทำเรื่องเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเบิกจ่ายนานถึง ๒ - ๓ เดือน เป็นเหตุให้ผู้บริหารสถานศึกษาและครูต้องใช้เงินส่วนตัวสำรองจ่ายไปก่อน ดังนั้น ขอให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแก้ไขระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการในการเบิกจ่ายค่าเช่าอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน ให้สามารถใช้ระบบจ่ายตรง โดยโรงเรียนมีหน้าที่เพียงจัดส่งเอกสารหลักฐานและรายงาน\nไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งจะทำให้ระบบการจ่ายค่าเช่าอินเทอร์เน็ตมีความสะดวกรวดเร็ว\nมากยิ่งขึ้น	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
151	1086	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	นโยบายของรัฐบาล	การก่อสร้างสะพานข้ามแยก จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดปราจีนบุรี 	"ด้วยจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดปราจีนบุรี เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับโครงการ\nเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ส่งผลให้มีความเจริญทางเศรษฐกิจ \nทำให้มีปริมาณรถยนต์สัญจรผ่านทางหลวงแผ่นดินเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้การจราจรติดขัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณจุดตัดทางแยกประสบปัญหาการจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก ดังนั้น ขอให้พิจารณาแก้ไขปัญหาการจราจร ดังนี้   \n		(๑) จังหวัดจันทบุรี ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ (ถนนสุขุมวิท) เป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักที่สำคัญ เชื่อมโยงการเดินทางระหว่างภาคกลางและภาคตะวันออก โดยมีปริมาณรถเป็นจำนวนมาก และมีจุดตัดทางแยกหลายจุด ทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด ดังนั้น ขอให้พิจารณาสร้างสะพานข้ามแยกจำนวน ๒ จุด ได้แก่ จุดที่ ๑ สะพานข้ามแยกบ้านเนินสูง ช่วงจุดตัดระหว่างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓๒๒ และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓๒๓ และ จุดที่ ๒ สะพาน\nข้ามแยกเขาไร่ยา ช่วงจุดตัดระหว่างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๑๖ และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๒๔๙  \n		(๒) จังหวัดปราจีนบุรี ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๔ เป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างจังหวัดฉะเชิงเทรา - จังหวัดปราจีนบุรี - จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณรถเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ขอให้ก่อสร้างสะพานข้ามแยกกบินทร์บุรี (สามทหาร) ช่วงจุดตัดระหว่างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๔ กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓  \n		ในเบื้องต้น มีการประเมินว่าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแยกในบริเวณดังกล่าว \nต้องใช้งบประมาณจุดละ ๓๐๐ ล้านบาท หากไม่รีบดำเนินการ เมื่อความเจริญทางเศรษฐกิจในพื้นที่\nเพิ่มมากขึ้น อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นโครงการก่อสร้างอุโมงค์ลอดทางแยก ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูงถึงจุดละ ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไป ดังนั้น ขอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแยก จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดปราจีนบุรี โดยเร็วที่สุด \n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
152	1085	94	ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญส่ง ไข่เกษ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) และปัญหาความล่าช้าของโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด	จากคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัด\nภาคตะวันออกได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) กล่าวคือ โครงการ EEC) เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีความจำเป็นต้องอาศัยน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่อุตสาหกรรม ปีละประมาณ ๗๐ ล้านลูกบาศก์เมตร พบว่าการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการ EEC ประสบปัญหาดำเนินการล่าช้า อันเนื่องมาจากผลกระทบจากความล่าช้าในการเตรียมการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็น \n๑ ใน ๔ โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำตามแผนพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนด ส่งผลให้ไม่สามารถส่งน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนด ไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ในพื้นที่โครงการ EEC ตามที่วางแผนไว้ได้ \nโดยปัญหาความล่าช้าของการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด มีสาเหตุมาจากกรมอุทยานแห่งชาติ \nสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังไม่อนุญาตให้กรมชลประทานเข้าใช้พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด \nทั้งที่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๔ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) มีมติเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนอย่างรุนแรง (Environmental Health Impact Assessment : EHIA) ซึ่งอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมีความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ทั้งการจ่ายน้ำไปยังพื้นที่โครงการ EEC ซึ่งเป็นประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรม \nและระบบชลประทานซึ่งเป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรม ดังนั้น ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ\nและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ร่วมกันพิจารณา\nแก้ไขปัญหาความล่าช้าของโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ\nและสิ่งแวดล้อม\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
153	1084	26	นายเจตน์ ศิรธรานนท์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหายาเสพติด	"สถานการณ์ปัญหายาเสพติดในปัจจุบัน มีผู้ติดยาเสพติด จำนวน ๒๐๙,๐๗๒ คน เป็นผู้ชาย จำนวน ๑๘๕,๒๑๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๗๓.๑๗ ของผู้ต้องขังทั้งหมด (ข้อมูล ณ วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗) สะท้อนให้เห็นว่ายาเสพติดมีการแพร่ระบาดทั่วประเทศ ส่งผลกระทบทั้งต่อผู้เสพและผู้คนรอบข้างดังเช่นข่าวที่เผยแพร่ทางสื่อมวลชน กรณีบุตรชายซึ่งเป็นผู้ติดยาเสพติดเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) มีอาการประสาทหลอนจากยาเสพติด ได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรงโดยฆ่ามารดาของตนเอง ถือเป็นข่าวที่สร้างความเศร้าสลดใจแก่สังคมเป็นอย่างมาก ซึ่งในบรรดายาเสพติดหลากหลายประเภทที่แพร่ระบาด เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ถือเป็นยาเสพติดที่มีปัญหาการแพร่ระบาดมากที่สุด โดยเห็นได้จากคดีจับกุมผู้ลักลอบขนยาบ้า มีแนวโน้มปริมาณยาบ้าที่เพิ่มมากขึ้นมาโดยตลอด จนปัจจุบันมีการจับกุมผู้ลักลอบขนยาบ้ามากถึงครั้งละร้อยล้านเม็ด \n		กฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้\nในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. ๒๕๖๗ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๖ ก ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗) โดยสาระสำคัญ คือ กำหนดให้การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ได้แก่ \nเมทแอมเฟตามีน มีปริมาณไม่เกิน ๕ หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน ๕๐๐ มิลลิกรัม และ เฮโรอีน มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน ๓๐๐ มิลลิกรัม ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ \n		อย่างไรก็ตาม การมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ถือเป็นความผิด ตามมาตรา ๑๐๗ ของพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งบัญญัติว่า “ห้ามผู้ใดมีไว้\nในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เพื่อเสพ การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ในปริมาณเล็กน้อยซึ่งไม่เกินปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนดในกฎกระทรวง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ” \nซึ่งมีบทลงโทษสถานเบา ตามมาตรา ๑๖๔ ของพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด \nพ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เพื่อเสพ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๑๐๗ \nต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ขณะที่การมียาเสพติด\nไว้ในครอบครองเพื่อการค้า มีบทลงโทษสถานหนัก ตามมาตรา ๑๔๕ ของพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๙๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี \nและปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำผิดดังต่อไปนี้ ... (๑) การกระทำเพื่อการค้า ... ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาท\nถึงสองล้านบาท” \n		การกำหนดบทสันนิษฐานให้การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง มีวิวัฒนาการ\nมาเป็นลำดับ สรุปสาระโดยสังเขปได้ดังนี้ แต่เดิม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ (ยกเลิก\nโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔) กำหนดให้การมี\nเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำนวน ๑๕ หน่วยการใช้ขึ้นไป ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต่อมา พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ กำหนดให้\nการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำนวนต่ำกว่า ๑๕ หน่วยการใช้ และเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู\nสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ถือว่าไม่มีความผิด ต่อมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำหนดให้การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำนวนไม่เกิน ๕ หน่วยการใช้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อเสพ หลักจากนั้น ในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข \n(นายอนุทิน  ชาญวีรกูล) เสนอให้กำหนดว่าการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำนวนไม่เกิน \n๑ หน่วยการใช้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อเสพ แต่ถูกคัดค้านจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ว่าไม่มีผู้เสพคนใดที่ครอบครองเมทแอมเฟตามีนจำนวนเพียง ๑ หน่วยการใช้ รัฐบาลชุดปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายชลน่าน  ศรีแก้ว) เสนอให้ทบทวนเรื่องนี้ โดยเบื้องต้นกำหนดว่าการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำนวนไม่เกิน ๑๐ หน่วยการใช้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อเสพ เข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ส. และมีมติให้ลดจำนวนลงเหลือไม่เกิน ๕ หน่วยการใช้ ดังที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. ๒๕๖๗ จึงเห็นได้ว่าการกำหนดบทสันนิษฐานให้การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำนวนไม่เกิน ๕ หน่วยการใช้ ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ เป็นหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ได้เคยกำหนดไว้แล้ว\n		ดังนั้น ขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยกำหนดให้\nกระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) \nและ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการร่วมกันในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม เร่งนำตัวผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อป้องกันมิให้มีการก่อเหตุร้าย เพิ่มการจัดสรรงบประมาณในการปราบปรามยาเสพติด\nให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่ทวีความรุนแรง และขอให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติกัญชา กัญชง พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อตราเป็นกฎหมายใช้บังคับแก่การควบคุมการใช้ประโยชน์จากกัญชาโดยเร็วที่สุด"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
154	1083	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	นโยบายของรัฐบาล	โครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง”	"จากข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย โดยประเทศไทยส่งออกข้าว มูลค่ากว่าแสนล้านบาทต่อปี โดยมีเกษตรกรปลูกข้าว จำนวน ๑๖ ล้านคน พื้นที่ ๑.๘๘๘ ล้านไร่ ผลผลิต ๗.๗๒๒ ล้านตัน ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และลดต้นทุนการผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีมติเห็นชอบโครงการสนับสนุนปุ๋ย โดยในปีการผลิต ๒๕๖๗/๒๕๖๘ คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) กรมการข้าว และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มีมาตรการสนับสนุนปุ๋ยที่เหมาะสมตามความต้องการของเกษตรกร ในรูปโครงการ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ในอัตราปุ๋ย ๕๐ กิโลกรัม/ไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน ๒๐ ไร่ (๑ ครัวเรือน ได้รับปุ๋ยไม่เกิน ๑,๐๐๐ กิโลกรัม) ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่จะปลูกข้าวในปีการผลิต ๒๕๖๗/๒๕๖๘ ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยใช้จ่ายจากเงินทุนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการฯ จำนวน ๓๓,๔๒๒.๙๕๐ ล้านบาท และงบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน\nหรือจำเป็น ปี ๒๕๖๗ จำนวน ๑๐๘.๐๐๖ ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๓๓,๕๓๐.๙๕๖ ล้านบาท \nซึ่งกรมการข้าวจะจัดทำข้อมูลเพื่อนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) และเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโครงการและงบประมาณต่อไป ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดี เพราะหากเกษตรกรได้รับปุ๋ยที่มีคุณภาพ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าห่วงใย จึงขอตั้งข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ดังนี้ \n		(๑) คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ \nจะตัดเงินในส่วนที่เคยช่วยเหลือชาวนา และส่วนที่ชาวนาเคยได้รับหรือไม่ กรณีตัดเงินออกจะตัดเงิน\nจากส่วนใด \n		(๒) การจัดหาปุ๋ยเพื่อใช้สำหรับโครงการนี้ มีแนวทางการจัดหาอย่างไร เช่น จะให้ชาวนาจัดหาเอง หรือคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้จัดหาให้ชาวนา ซึ่งมีข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของปุ๋ยที่ไม่มีคุณภาพ ปุ๋ยปลอม และราคาปุ๋ยที่มีราคาสูงไม่สอดคล้องกับราคาในท้องตลาด \n		(๓) กรณีคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้จัดซื้อปุ๋ยให้ชาวนา มีข้อกังวลว่าอาจเป็นช่องทางการทุจริตในการจัดซื้อจัดหาของผู้ที่เกี่ยวข้อง \n		(๔) เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จะต้องดำเนินการอย่างไร เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์ \nมีการกำหนดมาตรฐาน หากปุ๋ยที่จัดซื้อมีคุณภาพไม่ตรงตามมาตรฐานของเกษตรอินทรีย์ เป็นเหตุให้ไม่ผ่าน\nการประเมิน ทำให้ไม่สามารถจำหน่ายเป็นข้าวอินทรีย์ได้ จะมีแนวทางแก้ไขหรือไม่ อย่างไร"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
155	1082	233	นายอนุศักดิ์ คงมาลัย	นโยบายของรัฐบาล	การเตรียมการจัดการปัญหาภัยแล้งในปี ๒๕๖๗ อย่างเป็นรูปธรรม	ปัญหาภัยแล้งส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมหลายประการ อาทิ ปัญหาป่าไม้ ปัญหาแหล่งน้ำ ปัญหาระบบนิเวศ รวมทั้งสภาพภูมิอากาศที่มีอุณหภูมิร้อนจัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อ\nสุขภาพอนามัยของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว ทำให้อาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้น ที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งมีอยู่หลายหน่วยงาน มีการเตรียมการป้องกันปัญหาภัยแล้ง\nในลักษณะต่างคนต่างทำ ตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือมีความเห็นว่า\nหากรัฐบาลสามารถบูรณาการให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาภัยแล้ง ร่วมมือกันทำงาน\nในทุกมิติ ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การสั่งการจากส่วนกลางไปยังระดับท้องถิ่น ผ่านระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ระดับตำบล ไปสู่ชุมชน โดยใช้กระบวนการของการสื่อสารเพื่อให้ประชาชนเกิดความตระหนัก\nและให้ความสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อมและสุขภาพอนามัย ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารจัดการชุมชนในระยะต่อไป มีความประสานสอดคล้องกันและดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น ขอให้รัฐบาล\nบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาภัยแล้ง ให้มีการเตรียมการจัดการปัญหาภัยแล้งในปี ๒๕๖๗ อย่างเป็นรูปธรรม	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
156	1081	153	พลเอก วรพงษ์  สง่าเนตร	นโยบายของรัฐบาล	ประเด็นการขับเคลื่อนแผน “ตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ให้เป็นรูปธรรม	"การขับเคลื่อนแผนย่อยด้านการรักษาความสงบภายในประเทศ และแผนย่อยด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ภายใต้แผนแม่บทประเด็นความมั่นคง \nโดยการขับเคลื่อนผ่านแผน “ตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ในระหว่างปี ๒๕๖๑ - ๒๕๖๕ ยังไม่ประสบผลสัมฤทธิ์เท่าที่ควร ต่อมา ในปี ๒๕๖๖ คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นสมควรให้ประกาศใช้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๗๐) ตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๙ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๐ ตอนที่ ๒๑ ก ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖) ขึ้นมาทดแทน เพื่อเป็นแผนหลักของชาติที่เป็นกรอบทิศทางการดำเนินการป้องกัน แจ้งเตือน แก้ไข หรือระงับยับยั้งภัยคุกคาม เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติ โดยได้มีการปรับปรุงแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นความมั่นคง (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๘๐) มีการเน้นย้ำการดำเนินการตามนโยบายเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ แผน “ตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม \nโดยมี สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ดังนั้น ขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล สมช. และ กอ.รมน. และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รับผิดชอบพื้นที่ ดังนี้\n		กราบเรียน นายกรัฐมนตรี \n		(๑) รัฐบาลมีนโยบาย แนวความคิด เป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์ ตัวชี้วัด ในการขับเคลื่อนนโยบายเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ แผน “ตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ - ๒๕๗๐ อย่างไร\n		(๒) รัฐบาลมีการจัดทำแผนการขับเคลื่อน แผนระดับที่ ๓ นโยบายเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ แผน “ตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ระยะเวลา ๕ ปี และระยะเวลา ๑ ปี หรือไม่ อย่างไร 			เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย\n		(๑) กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการ มอบนโยบาย แนวทาง เป้าหมาย ในการขับเคลื่อนนโยบายเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ แผน “ตำบล มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือไม่ อย่างไร\n		(๒) หากได้มีการสั่งการไปยังจังหวัดแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดได้มีการดำเนินการอย่างไร\n	(๒.๑) มีการออกคำสั่งจัดตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนงานด้านความมั่นคงระดับจังหวัด ครบทุกจังหวัดหรือไม่\n	(๒.๒) จังหวัดมีการกำหนดตำบลเป้าหมายที่จะต้องดำเนินการในแต่ละปี และทำการประเมินปัญหาหรือภัยคุกคามในระดับตำบลครบถ้วนทุกตำบลเป้าหมาย ทุกจังหวัด หรือไม่ และได้ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการรายงานผลการดำเนินงานขับเคลื่อนแผนความมั่นคงเฉพาะเรื่อง (Electronic Assessment Reports : EAR) ของ สมช. หรือไม่\n	(๒.๓) คณะอนุกรรมการจัดทำแผนงานด้านความมั่นคงระดับจังหวัด ได้มีการจัดทำแผนแก้ไขปัญหาความมั่นคงระดับจังหวัด ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ – ๒๕๖๙ แล้วหรือไม่\n	(๒.๔) การจัดทำแผนแก้ไขปัญหาความมั่นคงระดับจังหวัด ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น \n๑๗ ประเด็น ได้มีการร่วมกันดำเนินการกับส่วนราชการระดับจังหวัดทุกหน่วยงานแล้วหรือไม่ มีการจัดทำโครงการรองรับเรียบร้อยแล้วหรือไม่ และมีการบูรณาการร่วมกับการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด หรือไม่ อย่างไร\n	(๒.๕) งบประมาณในการดำเนินการตามโครงการที่กำหนด มีวิธีการและแนวทาง\nในการดำเนินการให้ได้มาอย่างไร ประสบปัญหาหรือไม่ และจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
157	1080	93	นายบุญมี สุระโคตร	ความเดือดร้อนของประชาชน	โครงการก่อสร้างสะพาน ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ถนนสายบ้านสะคาม ตำบลจิกสังข์ทอง - บ้านโนนสูง ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ และ โครงการก่อสร้างระบบประปาผิวดินขนาดใหญ่ ในพื้นที่ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ	"จากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ สรุปสาระสำคัญได้ว่า เมื่อปี ๒๕๖๔ จังหวัดศรีสะเกษประสบปัญหาอุทกภัย น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ กระแสน้ำได้ไหลซัดทำลายถนนที่เป็นเส้นทางสัญจรของประชาชน ระหว่างตำบลจิกสังข์ทอง กับตำบลหนองแค ได้รับความเสียหาย โดยในปีเดียวกันนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย พบว่าสภาพปัญหาของพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ราบลุ่ม เมื่อถึง\nฤดูน้ำหลาก มักจะเกิดปัญหาอุทกภัย และปัญหาจากน้ำท่วมได้ทำลายเส้นทางสัญจรของประชาชน \nและเมื่อถึงฤดูแล้ง น้ำจะแห้งขอด ส่งผลทำให้ระบบประปามีปัญหา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สำรวจ\nและออกแบบโครงการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน ๒ โครงการ ดังนี้ \n		(๑) โครงการก่อสร้างสะพาน ขนาดกว้าง ๕ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ถนนสายบ้านสะคาม ตำบลจิกสังข์ทอง - บ้านโนนสูง ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีการออกแบบ\nและรังวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว \n		(๒) โครงการก่อสร้างระบบประปาผิวดินขนาดใหญ่ ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับทำระบบประปาหมู่บ้าน งบประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท \n		จวบจนถึงปัจจุบัน โครงการดังกล่าวยังไม่มีการดำเนินการก่อสร้างแต่อย่างใด ดังนั้น ขอให้พิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จ \nเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ โดยเร็วที่สุด"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
158	1079	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	กฎหมาย	การป้องกันและปราบปรามพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ	"จากการรายงานข่าวของสื่อมวลชนในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม \nซึ่งมีสาเหตุมาจากการดำเนินมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการเรียกรับสินบนและผลประโยชน์ต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีความล่าช้า ขาดพยานหลักฐานที่จะดำเนินการเอาผิดได้ ทำให้ต้องมีมาตรการที่กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาหรือประชาชน สามารถตรวจสอบการใช้จ่ายเงินเกินฐานะ\nของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเมื่อพบเห็นพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ สามารถแจ้งให้คณะกรรมการป้องกัน\nและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบได้ต่อไป \n		สำหรับแนวทางการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ สหประชาชาติได้กำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. ๒๐๐๓ (United Nations Convention against Corruption 2003) โดยประเทศไทยเป็นรัฐภาคีตามอนุสัญญาดังกล่าว มีพันธกรณีที่จะต้องจัดทำนโยบายป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ การกำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่การจัดตั้งองค์กรพิเศษเพื่อการต่อต้านการทุจริต นโยบายและแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการส่งเสริมธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม ส่งเสริมสนับสนุนระบบเพื่อความโปร่งใสตรวจสอบได้ และการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interest)\n		ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม\nการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๓๐ จึงได้บัญญัติให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา ๔๒ มาตรา ๑๐๓ และมาตรา ๑๕๘ มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติงานอยู่ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา แต่อย่างไรก็ตาม นับแต่ได้มีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ จนถึงปัจจุบัน ยังมิได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๑๓๐ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ แต่อย่างใด ทำให้ประชาชนขาดข้อมูลหลักฐานในการเปรียบเทียบและตรวจสอบเรื่องนี้ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดความย่ามใจ มีการเรียกรับสินบนและผลประโยชน์ต่าง ๆ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาเร่งรัดการตราพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้บังคับบัญชา เป็นหนังสือลับ โดยอย่างน้อยต้องแจ้งให้ทราบถึงทรัพย์สินของตนที่มีอยู่ในปัจจุบัน และผลประโยชน์อื่นใดที่อาจจะคำนวณเป็นเงินได้ทั้งของตนเองและคู่สมรส เพื่อเป็นหลักฐานของทางราชการที่ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ได้ เชื่อมั่นได้ว่าหากได้มีการดำเนินมาตรการดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม จะส่งผลให้การเรียกรับสินบนและผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะลดน้อยลงและหมดสิ้นไปในที่สุด"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	31	2567	2024-04-02T00:00:00
159	1077	233	นายอนุศักดิ์ คงมาลัย	สถานการณ์บ้านเมือง	รัฐบาลบริหารจัดการน้ำให้สำเร็จต้องเคารพสิทธิชุมชน	"รัฐธรรมนูญทุกฉบับบัญญัติให้การรับรองสิทธิชุมชน รับรองสิทธิบุคคล\nในการใช้สิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน การมีสิทธิบุคคลในชุมชน\nที่มีความเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติ การเลือกถิ่นที่อยู่ การนับถือศาสนา การประกอบอาชีพ รวมทั้ง \nการมีสิทธิเสรีภาพอื่น ๆ และกลไกรัฐมีหน้าที่ที่จะต้องรักษาสิทธิของประชาชน สิทธิของชุมชนในการเร่งรัด\nให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการ อนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู และบริหารจัดการการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมโดยผ่านการใช้สิทธิชุมชน ดังนั้น \nจึงขอหารือไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับการเคารพสิทธิชุมชนในประเด็น ดังต่อไปนี้\n  	๑) กระบวนการตรวจสอบนโยบาย ดูแล ติดตาม กำกับ และสั่งการ เกี่ยวกับทิศทาง\nการบริหารจัดการน้ำในระดับราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และจังหวัด ได้ให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิชุมชนหรือไม่ อย่างไร \n 	๒) กระบวนการตรวจสอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในระดับจังหวัด หน่วยงานรัฐ\nได้ปฏิบัติหรือดำเนินการตามมติของที่ประชุมหรือมีการปฏิบัติตามมติของคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำหรือไม่ และได้ให้ความสำคัญในเรื่องการเคารพสิทธิชุมชนและเคารพกลไกในท้องถิ่นผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือกลไกของท้องที่ มากน้อยเพียงใด เพราะจะเป็นการสร้างความร่วมมือที่ดีของชุมชนต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
160	1076	179	พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร	สถานการณ์บ้านเมือง	การศึกษาปัญหาและพัฒนาการนวดไทยให้ได้มาตรฐาน	"จากปัจจุบันคนไทยและชาวต่างชาตินิยมการนวดไทยเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บตามร่างกาย ซึ่งพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖ มาตรา ๙ (๔) กำหนด\nให้สภาการแพทย์แผนไทยมีอำนาจหน้าที่รับรองหลักสูตรสำหรับการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการ\nในด้านต่าง ๆ  ของวิชาชีพการแพทย์แผนไทย และสถาบันที่ทำการฝึกอบรม ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๙ \nได้มีการตราพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยมาตรา ๙ (๓) กำหนด\nให้คณะกรรมการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพมีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์การรับรองวุฒิบัตร\nหรือประกาศนียบัตรที่ผู้ดำเนินการหรือผู้ให้บริการได้รับจากสถาบันการศึกษา หน่วยงาน หรือองค์กรต่าง ๆ \nทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งมีเรื่องร้องเรียนเป็นจำนวนมากโดยประชาชน\nที่ใช้บริการไม่ทราบว่าคนที่ให้บริการนวดไทยผ่านการอบรมหรือไม่ อย่างไร และผู้ใช้บริการบางคน\nได้รับบาดเจ็บจากการนวดไทยที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลจากผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้อง\nมีความเห็นว่า ควรให้สภาการแพทย์แผนไทยเป็นองค์กรกลางเพื่อทำหน้าที่กำหนดและรับรอง\nหลักสูตรนวดไทย เนื่องจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพไม่มีความพร้อมทั้งด้านบุคคลากรและสถานที่ฝึกอบรม ซึ่งการที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพมอบหมายให้เอกชนเป็นผู้ทำการฝึกอบรมแทนนั้น ทำให้ไม่มีมาตรฐานในการฝึกอบรม และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการนวดไทย \n 	ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะสภานายกพิเศษแห่งสภาการแพทย์แผนไทย ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖ ใช้อำนาจทางบริหารพิจารณาให้สภาการแพทย์แผนไทยเป็นผู้รับผิดชอบในการรับรองหลักสูตรสำหรับการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในด้านต่าง ๆ ระหว่างรอการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป\n  	พร้อมกันนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ มีนโยบายการผลักดันวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 5 F ได้แก่ (๑) อาหาร (Food) (๒) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) (๓) ผ้าไทย\nและการออกแบบแฟชั่น (Fashion) (๔) มวยไทย (Fighting) และ (๕) การอนุรักษ์และขับเคลื่อนเทศกาลประเพณีสู่ระดับโลก (Festival) แต่ยังไม่มีนโยบายการผลักดันการนวดไทยให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ \nซึ่งการนวดไทยเป็นที่นิยมของคนไทยและชาวต่างชาติ และสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก \nจึงขอให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติบรรจุการนวดไทยเพื่อผลักดันเป็นวัฒนธรรม\nที่มีศักยภาพเป็นลำดับที่ 6 F"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
161	1075	195	นายสมชาย แสวงการ	กฎหมาย	การปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลและคณะกรรมการองค์กรอิสระ	"คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ\nและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้มีการติดตาม\nกรณีการพักโทษ และการควบคุมโทษกับนักโทษชายเด็ดขาด นายทักษิณ  ชินวัตร ซึ่งมีปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งตามข้อเท็จจริงนายทักษิณ  ชินวัตร เข้าเรือนจำเป็นเวลา ๑๒ ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นไปพักรักษาตัว ณ โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุอาการป่วยที่ชัดเจน รวมทั้งกรณีกล้องวงจรปิดเสีย\nโดยไม่ทราบสาเหตุตลอดระยะเวลา ๖ - ๗ เดือน ที่ผ่านมา ดังนั้น นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่งกำกับดูแลโรงพยาบาลตำรวจได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบหรือไม่ \nพร้อมกันนี้ กรมราชทัณฑ์และกรมคุมประพฤติซึ่งมีหน้าที่ในการพิจารณาคำขออนุญาตต่าง ๆ ของนักโทษ \nจากกรณีนักโทษคนดังกล่าวขออนุญาตเดินทางไปเคารพบรรพบุรุษ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่า\nไม่มีนักโทษคนใดเคยขออนุญาตเพื่อกระทำการดังกล่าว และในการเดินทางยังมีกำหนดการไปสถานที่ต่าง ๆ เช่น การเดินทางไปดูงานพืชสวนโลก ดูความคืบหน้าการขุดคลองแม่ข่า น้ำตกแม่สา ร่วมรับประทานอาหารเย็นกับเพื่อน เดินทางไปกราบนมัสการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร รับประทานอาหารกลางวัน \nณ ร้านข้าวซอยเสมอใจ เดินทางไปสุสานที่อำเภอแม่ออน เดินทางไปตลาดวโรรส รับประทานอาหารเย็น\nและร่วมงานเลี้ยงบ้านกรีนวัลเล่ แต่เนื่องจากนายทักษิณ  ชินวัตร อยู่ระหว่างการพักโทษ และมีคดี\nตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีและข้าราชการที่เดินทางไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ดังกล่าวได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ รวมทั้งได้ละเลยการบังคับใช้กฎหมายและร่วมกระทำการในสิ่งที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่ากระทำการผิดกฎหมายด้วยหรือไม่ อย่างไร \n 	ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีหน้าที่ต้องดำเนินการไต่สวนเรื่องดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา \nได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (เลขาธิการ ป.ป.ช.) มาชี้แจง\nต่อคณะกรรมาธิการฯ แต่เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้ผู้ช่วยเลขาธิการและผู้อำนวยการ\nสำนักตรวจสอบมาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้ส่งข้อมูลการพิจารณา\nให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) แล้ว ดังนั้น จึงขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ไต่สวนข้อเท็จจริง หากปรากฏข้อเท็จจริง\nว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ หรือเจ้าหน้าที่\nกรมคุมประพฤติได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะเรื่องดังกล่าวกระทบ\nต่อวิกฤติศรัทธาของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น จึงขอให้คณะกรรมการป้องกัน\nและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เร่งดำเนินการไต่สวนเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว"	ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และประธานกรรมการการเลือกตั้ง \n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
162	1074	187	นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์	กฎหมาย	การตราประมวลรัษฎากรฉบับใหม่	"จากประมวลรัษฎากรได้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๒ \nตามพระราชบัญญัติให้ใช้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร พ.ศ. ๒๔๘๑ ทั้งนี้ ได้มีการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร จำนวน ๕๔ ครั้ง และได้มีการแก้ไขประมวลรัษฎากร\nโดยตราเป็นพระราชกำหนด จำนวน ๑๙ ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีการตราพระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้อง \nจำนวน ๗๘๐ ฉบับ รวมทั้งกฎกระทรวง ประกาศกระทรวงการคลัง ระเบียบกระทรวงการคลัง คำสั่งกระทรวงการคลัง ประกาศกรมสรรพากร ระเบียบกรมสรรพากร คำสั่งกรมสรรพากร และคำวินิจฉัย\nของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรอีกจำนวนมาก บทบัญญัติของกฎหมายและกฎหมายลำดับรอง \nที่มีจำนวนมากเหล่านี้ ทำให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายและมีปัญหาเรื่องความสะดวกของผู้เสียภาษี ทำให้การจัดเก็บภาษีหลายกรณีขาดความเป็นธรรม ไม่มีความชัดเจนว่าควรดำเนินการในแนวทางใด \nด้วยเหตุนี้จึงขอหารือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดังนี้\n 	๑) กระทรวงการคลังมีนโยบายในการจัดทำประมวลรัษฎากรฉบับใหม่หรือไม่ อย่างไร\n 	๒) หากมีนโยบายในการจัดทำประมวลรัษฎากรฉบับใหม่ มีการกำหนดแผนในการเสนอ\nร่างประมวลรัษฎากรและพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลรัษฎากรฉบับใหม่เมื่อใด \n 	๓) ในการเตรียมการเรื่องดังกล่าว จะมีแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนผู้เสียภาษีที่เกี่ยวข้อง อย่างไร"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
163	1073	216	นางสุนี จึงวิโรจน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน 	"จากคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นอันดับ ๑ ของประเทศในอาเซียน และเป็นอันดับ ๙ ของโลก โดยในเวลา ๑ ชั่วโมง จะมีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน จำนวน ๓ คน บาดเจ็บ จำนวน ๒๐๐  คน พิการ จำนวน ๘ คน จากสถิติการเสียชีวิตพบว่า ร้อยละ ๘๒ มาจากรถจักรยานยนต์ ร้อยละ ๕ มาจากรถกระบะ ร้อยละ ๔ มาจากคนที่ใช้ถนน ร้อยละ ๓ มาจากรถจักรยานหรือรถสามล้อ ร้อยละ ๒ มาจากรถเก๋ง ร้อยละ ๑ มาจากรถบรรทุกหนัก และร้อยละ ๑ มาจากรถใช้งานทางการเกษตร \n 	สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ได้แก่\n 	๑) ภาวะหลับใน	\n 	๒) การขับรถด้วยความเร็ว\n 	๓) การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย\n 	๔) การไม่สวมหมวกนิรภัยของผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้โดยสาร\n 	๕) การเมาแล้วขับ\n 	๖) การใช้โทรศัพท์ระหว่างการขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์\n 	๗) การใช้ยาเสพติดหรือยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมระหว่างขับขี่\n 	จากสถิติของศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ พบว่าอุบัติเหตุทางถนนทำให้คนไทยอายุสั้น \nและเกิดความสูญเสียแก่ผู้ประสบภัยและครอบครัวของผู้ประสบภัย อาทิ สูญเสียรายได้ สูญเสียผู้ทำงาน\nหารายได้เลี้ยงครอบครัว นอกจากนี้ อุบัติเหตุทางถนนยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม โดยพบว่าในระยะเวลา ๕ ปี มีการสูญเสียทางเศรษฐกิจ จำนวน ๑๒ ล้านล้านบาท \n 	การลดอุบัติเหตุทางถนน นอกจากจะลดจำนวนผู้เสียชีวิตยังสามารถเพิ่มอายุขัย\nของประชากรไทย ดังนั้น จึงขอหารือไปยังศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กระทรวงมหาดไทย \nเพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 	๑) เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายควรบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดกฎจราจร\nอย่างเคร่งครัด จริงจัง และต่อเนื่อง \n 	๒) ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรสวมหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐาน\n 	๓) ปรับปรุงแก้ไขกฎจราจรบางข้อให้มีความเหมาะสม เช่น กำหนดความเร็ว\nในการขับขี่ในเมืองให้ช้าลง เพิ่มโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร การบังคับให้รถหยุดตรงทางม้าลาย ปรับปรุง\nทางม้าลายให้เห็นเด่นชัด และกำหนดบทลงโทษผู้ปกครองที่อนุญาตให้เด็กและเยาวชนที่อายุ\nไม่ถึงเกณฑ์ขับรถหรือไม่มีใบอนุญาตขับรถ\n 	๔) บริษัทขนส่งเอกชนควรให้พนักงานมีเวลาพักผ่อน โดยให้มีเวลาทำงานไม่เกิน\nวันละ ๘ ชั่วโมง มีเวลาพักทุก ๔ ชั่วโมง และให้พนักงานนอนพักครบ ๘ ชั่วโมง พร้อมทั้ง ตรวจสภาพร่างกายของผู้ขับขี่ทุกวันก่อนทำงาน\n 	๕) ผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ต้องไม่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
164	1072	130	นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง	นโยบายของรัฐบาล	ส่งเสริมสนับสนุนทายาทหม่อนไหม	"จาก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ โครงการสมาชิกวุฒิสภา\nพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) ได้ลงพื้นที่ ณ ตำบลเปือย อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อเยี่ยมชมศึกษาบริบทและพบปะวิสาหกิจชุมชนบ้านเปือย โดยมีกลุ่มนักเรียน\nจากโรงเรียนอนุบาลลืออำนาจ (ชุมชนเปือยหัวดง) ได้นำผ้าไหมและผ้าทุกชนิดที่ผ่านการประกวดและได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ ๑ ประเภทเด็กและเยาวชน ในระดับประเทศ ๒ ปีซ้อน และรางวัลอื่น ๆ อีกจำนวนมากมาจัดแสดง  \n 	โดยโรงเรียนอนุบาลลืออำนาจ (ชุมชนเปือยหัวดง) ได้มีการจัดตั้งกลุ่มทายาทหม่อนไหม ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ อุบลราชธานี และโรงเรียนให้การสนับสนุนพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จัดทำเป็นกระบวนการแบบครบวงจร อาทิ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การสาวไหม การย้อมสีตามธรรมชาติ รวมทั้งการทอผ้าครบวงจร ส่งเสริมและนำส่งประกวด\nจนได้รับรางวัลจำนวนมาก ซึ่งการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและการทอผ้าเป็นการสืบทอดและสานต่อจากบรรพบุรุษ รวมทั้งเป็นภูมิปัญญาสืบทอดทางวัฒนธรรม ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรสนับสนุนส่งเสริม\nด้านการเลี้ยงไหม และกระทรวงศึกษาธิการควรส่งเสริมให้ความรู้ โดยบรรจุเป็นวิชาชีพด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้แก่นักเรียนและเยาวชนในสถานศึกษาต่าง ๆ รวมทั้งปลูกฝังให้นักเรียนมีความภูมิใจในอาชีพด้านการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่เป็นมรดกสืบทอดมายาวนาน จึงขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงที่เกี่ยวข้องสนับสนุนส่งเสริม ดังนี้\n 	๑) งบประมาณในการผลิต\n 	๒) จัดหาตลาดรองรับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์\n 	๓) จัดหาอุปกรณ์สำหรับใช้สาวไหม และกี่ทอผ้า\n 	๔) เพิ่มขยายพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และโรงเลี้ยงไหม\n 	นอกจากนี้ ภาครัฐควรสนับสนุนงบประมาณและส่งเสริมให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกไหม การเลี้ยงไหม การฟอกย้อม การทอผ้า \nการออกแบบลายผ้า และการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นเป็นผลิตภัณฑ์\nหม่อนไหมในโรงเรียน เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้แก่นักเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ สืบทอดภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมให้อยู่คู่กับประเทศไทย พร้อมกับส่งเสริม\nให้เด็กและเยาวชนมีรายได้ระหว่างเรียนและมีอาชีพที่มั่นคงหลังจากจบการศึกษา และสามารถพึ่งพาตนเองได้ตลอดไป"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
165	1071	31	นายเฉลา พวงมาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าตั้งอยู่โดยรอบสถานศึกษา	จากได้รับการร้องเรียนจากผู้บริหารสถานศึกษาว่าปัจจุบันมีร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากตั้งอยู่ติดกับสถานศึกษา และบริเวณโดยรอบสถานศึกษามีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่เด็กนักเรียนและนักศึกษาอย่างเปิดเผย ส่งผลให้การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กนักเรียนและนักศึกษาในระยะยาว ซึ่งเป็นการกระทำ\nที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความสำคัญในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า โดยพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิด\nที่เปิดร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อเด็กและเยาวชนให้หมดสิ้นไป และให้สถานศึกษา\nทั่วประเทศดำเนินการตรวจสอบบริเวณโดยรอบสถานศึกษา หากพบว่ามีร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า\nมาตั้งอยู่ใกล้สถานศึกษา ให้รีบแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการปราบปรามร้านค้าเหล่านั้นโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้บุหรี่ไฟฟ้าแพร่เข้าไปสู่เด็กนักเรียนและนักศึกษาในสถานศึกษาต่อไ	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
166	1070	238	นายออน กาจกระโทก	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการจัดสรรงบประมาณของศูนย์การศึกษาพิเศษ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ	"“ศูนย์การศึกษาพิเศษ” เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการศึกษา\nให้แก่เด็กพิการ ๙ ประเภท ได้แก่ (๑) ความบกพร่องทางการเห็น (๒) ความบกพร่องทางการได้ยิน \n(๓) ความบกพร่องทางสติปัญญา (๔) ความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ \n(๕) ความบกพร่องทางการเรียนรู้ (๖) ความบกพร่องทางการพูด และภาษา (๗) ความบกพร่องทางพฤติกรรม หรืออารมณ์ (๘) บุคคลออทิสติก และ (๙) บุคคลพิการซ้ำซ้อน\n 	จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาของศูนย์การศึกษาพิเศษ รวมทั้งผู้ปกครองได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา\nและอุปสรรคในการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษาพิเศษ ดังนั้น จึงขอสะท้อนปัญหาและเสนอข้อพิจารณาไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ \n 	๑) ขอให้จัดสรรงบประมาณค่าไฟฟ้าให้แก่ศูนย์การศึกษาพิเศษตามความเป็นจริง เนื่องจากศูนย์การศึกษาพิเศษจะมีนักเรียนมาเรียนและพักค้าง ซึ่งผู้ปกครองของนักเรียนได้ติดตามมาดูแลและพักค้างอยู่ด้วย เป็นเหตุให้มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับงบประมาณค่าไฟฟ้าที่ได้รับจัดสรร\nจากกระทรวงศึกษาธิการไม่เพียงพอ เป็นเหตุให้ต้องนำงบประมาณค่าใช้จ่ายอื่นมาถัวเฉลี่ยชำระค่าไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ศูนย์การศึกษาพิเศษแห่งหนึ่ง ได้รับจัดสรรงบประมาณค่าไฟฟ้าจำนวน ๑๘๒,๑๐๐ บาท แต่ต้องชำระค่าไฟฟ้าที่ใช้จริง จำนวน ๗๗๐,๓๕๙ บาท\n 	๒) ขอให้จัดสรรงบประมาณเครื่องแบบนักเรียนให้สอดคล้องกับจำนวนนักเรียน ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้จัดสรรเครื่องแบบนักเรียนให้เฉพาะนักเรียนที่เดินทางมาเรียน\nที่ศูนย์การศึกษาพิเศษเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงนักเรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่บ้าน\n 	๓) ขอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณให้แก่ศูนย์การศึกษาพิเศษที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ กล่าวคือ สภาพพื้นที่ต่างกัน ควรได้รับจัดสรรงบประมาณต่างกัน ตัวอย่างเช่น ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ค่าใช้จ่ายดำเนินการโครงการบูรณาการเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดเรียนรวมในระดับจังหวัด พ.ศ. ๒๕๖๖ : ค่าพาหนะ ได้รับจัดสรรจำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท เท่ากันทุกจังหวัด ซึ่งเป็นปัญหาในการดำเนินงานของศูนย์การศึกษาพิเศษ\n 	๔) ขอให้พิจารณาจัดสรรตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้แก่ศูนย์การศึกษาพิเศษ เพื่อทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในบริเวณศูนย์การศึกษาพิเศษ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติ\nเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๗ กำหนดให้ยกเลิกครูเวรแล้ว"	กระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
167	1069	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	นโยบายของรัฐบาล	งานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ไทย - จีน (ระยะที่ ๑ ช่วงกรุงเทพมหานคร  - นครราชสีมา)	"จากโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย - จีน (ระยะที่ ๑ ช่วงกรุงเทพมหานคร \n- นครราชสีมา) ระยะทาง ๒๕๐ กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นงานโยธา จำนวน ๑๔ สัญญา และงานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกลฯ จำนวน ๑ สัญญา ปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้าง มีความก้าวหน้าโดยรวมร้อยละ ๓๐.๙๖ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี พ.ศ. ๒๕๗๑ อย่างไรก็ตาม \nจากการตรวจสอบพบว่างานโยธาบางสัญญายังไม่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง จึงมีข้อกังวลว่าหากงานก่อสร้างดำเนินการล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้อาจส่งผลให้โครงการรถไฟความเร็วสูงฯ เปิดให้บริการล่าช้าออกไป \nดังนั้น จึงขอหารือไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง ไทย - จีน (ระยะที่ ๑ ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา) ดังนี้\n 	๑) งานโยธา สัญญา ๔-๑ ช่วงบางซื่อ - ดอนเมือง ระยะทาง ๑๕.๒๑ กิโลเมตร \nเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป \n 	๒) งานโยธา สัญญาที่ ๔-๕ ช่วงบ้านโพ - พระแก้ว ระยะทาง ๑๓.๓๐ กิโลเมตร ตรงกับ\nช่วง “สถานีอยุธยา” ซึ่งประสบปัญหาการก่อสร้าง เนื่องจากต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบ\nด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรม (HIA) เพราะมีข้อกังวลถึงผลกระทบที่อาจทำให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาถูกถอดถอนออกจากการเป็นเมืองมรดกโลก ในกรณีนี้มีความเห็นว่าอาจต้องพิจารณาย้ายจุดก่อสร้างสถานีอยุธยาไปที่อำเภอบางปะอิน ซึ่งอยู่ห่างออกไปในระยะไม่ไกล\n 	กรณีตามข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อกระทรวงคมนาคม จึงเห็นสมควรส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณา"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
168	1068	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	กฎหมาย	การส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพครูของโรงเรียนเอกชน	"วิทยฐานะวิชาชีพครูโรงเรียนเอกชน ได้มีระเบียบ กฎเกณฑ์กำหนดไว้ \nแต่ในความเป็นจริง มิเคยนำมาใช้แต่อย่างใด และพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘ ระบุว่าข้าราชการครูระดับชำนาญการ (คศ.๒) จะได้รับเงินวิทยฐานะโดยไม่มีค่าตอบแทนพิเศษ จำนวน ๓,๕๐๐ บาท สำหรับข้าราชการครู\nระดับชำนาญการพิเศษขึ้นไป จะได้รับเงินวิทยฐานะและค่าตอบแทนพิเศษ ดังนั้น ครูระดับชำนาญการพิเศษ (คศ.๓) จะได้รับเงิน จำนวน ๕,๖๐๐   ๕,๖๐๐ = ๑๑,๒๐๐ บาท ครูระดับเชี่ยวชาญ (คศ.๔) \nจะได้รับเงิน จำนวน ๙,๙๐๐   ๙,๙๐๐ = ๑๙,๘๐๐ บาท ครูเชี่ยวชาญพิเศษ (คศ.๕) จะได้รับเงิน \nจำนวน ๑๓,๐๐๐   ๑๓,๐๐๐ = ๒๖,๐๐๐ บาท ซึ่งถือเป็นการตอบแทนครูผู้สร้างเยาวชนของชาติ\nให้มีขวัญและกำลังใจในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลสัมฤทธิ์ที่ดีของนักเรียน \nซึ่งครูโรงเรียนเอกชนมีระเบียบกำหนดไว้ในลักษณะเช่นเดียวกัน แต่ในข้อเท็จจริงโรงเรียนเอกชน\nไม่มีค่าตอบแทนที่เรียกว่า “ค่าวิทยฐานะ” และความสำเร็จของครูโรงเรียนเอกชนต้องพิจารณา\nจากความสำเร็จของนักเรียน เช่น การดูผลคะแนนจากการสอบวัดระดับความรู้ของนักเรียนในสนามสอบระดับประเทศและจำนวนนักเรียนที่สามารถสอบเข้าเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ในโรงเรียนรัฐบาล ทั้งที่ครูโรงเรียนรัฐบาลและครูโรงเรียนเอกชนนั้นมีสมรรถนะที่ไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อครูโรงเรียนเอกชน\nไม่ได้รับเงินค่าวิทยฐานะ จึงขาดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ \n 	ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ได้เห็นความสำคัญของครูโรงเรียนเอกชน \nโดยกำหนดให้โรงเรียนเอกชนได้มีการจ่ายเงินค่าวิทยฐานะให้กับครูในสังกัด โดยใช้งบประมาณของรัฐบาลและใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจไม่ต้องให้ค่าตอบแทนพิเศษ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างขวัญ\nและกำลังใจให้กับครูโรงเรียนเอกชนต่อไป \nอนึ่ง ขอขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา\nที่ได้ผลักดันให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน ๓,๗๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ทำให้อาคารที่พักสำหรับใช้ในการฝึกงานด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยวของวิทยาลัยฯ ที่ได้ก่อสร้างมาเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี เสร็จสมบูรณ์ และสามารถเปิดให้บริการที่พักและนักศึกษาจะได้ใช้ในการฝึกงานด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยวได้อย่างสมบูรณ์แบบต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
169	1067	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	นโยบายของรัฐบาล	การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของอำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท	"เนื่องจากพื้นที่อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน \nซึ่งไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่และไม่สามารถรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ประกอบกับมีปริมาณฝนค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ดี บริเวณใกล้เคียงมีแหล่งน้ำที่สำคัญ คือ ห้วยขุนแก้ว อำเภอวัดสิงห์ ซึ่งมีความจุประมาณ ๕๒ ล้านลูกบาศก์เมตร\n 	ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ กรมชลประทานได้ขุดคลองห้วยคตวังหมัน เพื่อผันน้ำส่วนเกิน\nจากห้วยขุนแก้วไปยังหนองมะโมงในฤดูน้ำหลาก เป็นการลดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่อำเภอวัดสิงห์ ต่อมาจังหวัด\nได้ใช้วิธีการแก้ไขปัญหา ๓ วิธี คือ (๑) สร้างแก้มลิงในพื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำ (๒) พัฒนาห้วยคตวังหมัน\nเพื่อให้สามารถรองรับน้ำจากห้วยขุนแก้วได้มากขึ้น และ (๓) เชื่อมโยงการกระจายน้ำในลักษณะสระพวง\nซึ่งได้ดำเนินการไปบางส่วนแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ และในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ กรมชลประทานได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เสนอโครงการ จำนวน ๔ โครงการ รวมเป็นเงิน ๘๓ ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ และในอนาคต กรมชลประทานได้เสนอสร้างฝายหนองยางพร้อมระบบ ณ ตำบลวังตะเคียน อำเภอหนองมะโมง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ \n 	ดังนั้น ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พิจารณาแผนงานดังกล่าวของกรมชลประทาน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท อย่างเป็นระบบ รวมทั้ง\nให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ร่วมกันใช้น้ำแบบแบ่งปันให้ได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมระหว่างผู้ที่อยู่ต้นน้ำและปลายน้ำ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
170	1066	93	นายบุญมี สุระโคตร	นโยบายของรัฐบาล	การบริหารจัดการน้ำเพื่อเกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภค	การลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับรายงานว่าแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษมีปริมาณมาก แต่ยังไม่มีระบบกระจายน้ำไปสู่ประปาหมู่บ้านและประปาตำบลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตและนอกเขตชลประทานทั่วประเทศ โดยเฉพาะ\nปี พ.ศ. ๒๕๖๗ แหล่งน้ำต้นทุนที่นำไปทำประปาหมู่บ้านเริ่มตื้นเขินตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม นอกจากนี้ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ \nพ.ศ. ๒๕๖๘ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาน้ำประปาขาดแคลนในระดับชุมชนและท้องถิ่น \nได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนน้อย ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาสั่งการไปยังกระทรวงมหาดไทยให้กำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษเกี่ยวกับประปาหมู่บ้าน โดยการรวบรวมข้อมูลปัญหาแหล่งน้ำต้นทุนในการทำประปาหมู่บ้านระดับท้องถิ่น และประสานไปยังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อให้ได้รับการประเมินและแก้ไขปัญหาประปาหมู่บ้านขาดแคลน\nจากภาวะน้ำแล้ง จนกระทั่งได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์\nของประชาชนและเพื่อให้ทุกหมู่บ้านในประเทศไทยมีน้ำประปาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
171	1065	246	นายอุดม วรัญญูรัฐ	นโยบายของรัฐบาล	การจัดการน้ำนอกเขตชลประทานเพื่อเกษตรกร	"จากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมซึ่งต้องใช้น้ำเป็นปัจจัยหลัก\nในการทำการเกษตร โดยประเทศไทยมีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรประมาณ ๑๔๙.๒ ล้านไร่ และเป็นพื้นที่\nในเขตชลประทานประมาณ ๓๒.๗ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๒๑.๗๙ ของพื้นที่สำหรับทำการเกษตรทั้งประเทศ ส่วนพื้นที่ที่เหลือประมาณ ๑๑๖.๔ ล้านไร่ หรือร้อยละ ๗๘.๒ ของพื้นที่สำหรับทำการเกษตรทั้งประเทศ เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คาดการณ์ว่าพื้นที่ทำการเกษตรที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและเป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน \nมีจำนวน ๖๐ จังหวัด โดยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ ๙.๗ ล้านไร่ อนึ่ง การเพิ่มขึ้นของประชากร \nการขยายตัวของชุมชน การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ การขยายตัวด้านอุตสาหกรรม และการปลูกสร้าง\nที่กีดขวางทางน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะส่งผลต่อการใช้น้ำทางการเกษตรในพื้นที่นอกเขตชลประทานเป็นอย่างมาก \n 	ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานให้มีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำและรัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุน เช่น ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นที่ในการวางท่อหลักเพื่อบริหารจัดการน้ำในเขตชลประทานไปยังพื้นที่นอกเขตชลประทานที่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร รวมทั้ง\nการจัดหาท่อย่อยเพื่อต่อไปยังพื้นที่ทำการเกษตรอื่น ๆ เป็นต้น\n"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
172	1064	100	นางประภาศรี สุฉันทบุตร	กฎหมาย	ข้อกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ	"จากการขออนุญาตเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ภารกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบริการทางสาธารณสุขนั้นกระทำได้ยาก เพราะเกรงว่าจะมีการโฆษณาเกินจริง ซึ่งปัจจุบันการขออนุญาตโฆษณาหากอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครจะต้องไปยื่นคำขออนุญาต ณ สำนักงานเขตล่วงหน้า แล้วจึงมายื่นคำขออนุญาต ณ กระทรวงสาธารณสุข กรณีอยู่ต่างจังหวัด จะต้องไปยื่นคำขออนุญาต ณ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดล่วงหน้า\nจากนั้นจึงมายื่นคำขออนุญาต ณ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งใช้เวลาในการดำเนินการเพื่อขออนุญาตทั้งหมดประมาณ ๓ เดือน รวมทั้งการขออนุญาตมีความซ้ำซ้อน ยกตัวอย่างเช่น\n 	๑) กรณีเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ถือเป็นเครื่องมือแพทย์ ก่อนนำมาจำหน่ายบริษัทผู้ผลิตได้มีการขอจดแจ้งเลขทะเบียน อย. เรียบร้อยแล้ว แต่หากจะนำเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์\nมาโฆษณาในแผ่นพับจะต้องดำเนินการขอเลขทะเบียน อย. อีกครั้ง แล้วจึงสามารถยื่นขออนุญาตเพื่อโฆษณา\nต่อกระทรวงสาธารณสุขได้ ซึ่งทั้งสองขั้นตอนดังกล่าวใช้เวลาในการดำเนินการนานถึง ๖ เดือน \n 	๒) การขอขยายพื้นที่การให้บริการในสถานพยาบาล เช่น การขอขยายพื้นที่จากการให้บริการแพทย์แผนไทยเป็นการให้บริการกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นการให้บริการเกินจากที่ยื่นขออนุญาตไว้เดิม \nจะต้องยื่นคำขออนุญาตต่อกระทรวงสาธารณสุขใหม่อีกครั้ง และการพิจารณาอนุญาตมีความล่าช้า \nซึ่งเห็นว่าควรจะยื่นขออนุญาตเฉพาะพื้นที่ที่เป็นอันตราย เช่น พื้นที่ที่เป็นเขตรังสีวิทยา หรือหากกระทรวงสาธารณสุขมีภารกิจมากอาจมอบหมายให้วิศวกรหรือสถาปนิกที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในพื้นที่\nเป็นผู้เข้ามาตรวจรับรองแทนได้ \n  	๓) การขอลดหรือเพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยของสถานพยาบาล จะต้องยื่นคำขออนุญาต\nต่อกระทรวงสาธารณสุขทุกครั้ง ซึ่งใช้เวลาในการขออนุญาตนานถึง ๖ เดือน \n 	๔) การขออนุญาตรับรองมาตรฐานรถในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ใช้เวลาในการขออนุญาตประมาณ ๓ - ๔ เดือน\n 	จากกรณีที่กล่าวข้างต้น แม้เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ดี การบังคับใช้กฎหมายไม่ควรเป็นการสร้างภาระและลิดรอนสิทธิของผู้ที่ประกอบการโดยสุจริต ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขขอให้พิจารณาบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการขออนุญาตโฆษณาประชาสัมพันธ์ภารกิจการบริการทางสาธารณสุขต่าง ๆ ให้มีความยืดหยุ่นและบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการพิจารณาอนุญาตมีความรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้การบริการทางสาธารณสุขมีความทันสมัยและทันต่อความเป็นไปของประเทศ\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
173	1063	160	นายวัลลภ  ตังคณานุรักษ์	นโยบายของรัฐบาล	ผลักดันผ้าขาวม้าไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ 	"จากผ้าขาวม้าไทยเป็นผ้าที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และในการลงพื้นที่ของสมาชิกวุฒิสภา ณ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชาวบ้านจะนำผ้าขาวม้ามาคาดเอวให้แก่สมาชิกวุฒิสภาเพื่อเป็นการแสดงออกถึงการต้อนรับ อนึ่ง ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ณ ต่างประเทศ ได้มีนโยบายที่จะผลักดันให้ “ผ้าขาวม้า” เป็นหนึ่งใน Soft Power ของประเทศไทย \nซึ่งรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้มีการรณรงค์การนำผ้าขาวม้ามาใช้ทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างจริงจัง จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีประเด็นข้อปรึกษาหารือเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการ ดังนี้\n 			๑) การต้อนรับแขกของรัฐบาล ควรนำผ้าขาวม้าจัดเป็นของขวัญสำหรับต้อนรับแขกทุกคณะซึ่งขณะนี้มีสนามมวยบางแห่งได้นำผ้าขาวม้ามาเป็นของขวัญในการต้อนรับชาวต่างประเทศที่เข้ามารับชมมวยไทย\n 			๒) ส่งเสริมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้าที่วางขายในตลาดชุมชนอย่างจริงจัง\n 			๓) เร่งดำเนินการเสนอให้ผ้าขาวม้าไทยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม\nที่จับต้องไม่ได้ ตามที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ให้เสนอผ้าขาวม้าไทยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ต่อจากโขน นวดไทย และโนรา \nที่ได้ประกาศขึ้นทะเบียนแล้ว\n			อนึ่ง หากรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวต่อจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาอย่างจริงจัง จะทำให้ผ้าขาวม้าไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง ซึ่งจะทำให้ผ้าขาวม้าไทยเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในเวทีโลก และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าขาวม้าเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	27	2567	2024-03-19T00:00:00
174	1062	238	นายออน กาจกระโทก	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการขาดแคลนศึกษานิเทศก์ในเขตพื้นที่การศึกษา	"ปัจจุบันเกิดปัญหาการขาดแคลนศึกษานิเทศก์ซึ่งถือเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่มีความสำคัญ เป็นผู้มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการนิเทศการศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุน\nการจัดการศึกษา รวมทั้งพัฒนาตนเองและวิชาชีพ หรือทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงครู และเมื่อวันที่ ๑๔ - ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๗ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ประกาศรับสมัครครูเพื่อสรรหา\nเป็นศึกษานิเทศก์ แต่มีครูให้ความสนใจสมัครเป็นจำนวนน้อย จึงมีความกังวลว่าอาจเกิดวิกฤตทางการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา เพราะจะขาดครูผู้แนะนำแนวทางการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ รวมทั้งขาดที่ปรึกษาทางด้านวิชาการ\n 	การที่ครูไม่ให้ความสนใจสมัครเป็นศึกษานิเทศก์มีสาเหตุ คือ (๑) การทำผลงานวิทยฐานะเพื่อเลื่อนระดับของศึกษานิเทศก์ต้องนับระยะเวลาใหม่ โดยนับตั้งแต่เป็นศึกษานิเทศก์ ไม่สามารถ\nนำระยะเวลาที่เป็นครูมานับต่อได้ (๒) การปฏิบัติหน้าที่ของศึกษานิเทศก์ในปัจจุบัน มิได้ปฏิบัติตามมาตรฐานตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนด แต่ต้องปฏิบัติตามนโยบายหรือโครงการต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง (๓) ต้องปฏิบัติงานในวันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ และ (๔) มีการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งไว้สูง เช่น ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโท ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ เป็นต้น ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการสร้างแรงจูงใจให้ครูมีความสนใจสมัครเป็นศึกษานิเทศก์ \nโดยพิจารณา ดังนี้\n 	(๑) ดำเนินการแก้ไขกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งศึกษานิเทศก์ เพื่อให้ศึกษานิเทศก์มีความก้าวหน้า\nในสายอาชีพ และจัดตั้งสำนักงานศึกษานิเทศก์โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน\n 	(๒) พิจารณาให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ดำเนินการแก้ไขกฎ ระเบียบ และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ศึกษานิเทศก์สามารถสอบคัดเลือกเป็นผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้บริหารการศึกษาได้\n	(๓) กำกับดูแลให้ศึกษานิเทศก์ปฏิบัติงานในหน้าที่ตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง\nตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น โดยไม่มอบหมายงานที่เป็นโครงการพิเศษอีกต่อไป"	กระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	29	2567	2024-03-26T00:00:00
175	1061	31	นายเฉลา พวงมาลัย	นโยบายของรัฐบาล	เสนอตั้งบ่อนการพนันที่ถูกกฎหมายในพื้นที่อำเภอปากท่อ และอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี	เนื่องจากระยะทางจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดราชบุรีมีระยะทาง ประมาณ \n๑๐๐ กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาในการเดินทางไม่นาน ประกอบกับพื้นที่อำเภอปากท่อ และอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี มีพื้นที่ว่างเปล่าและมีภูมิประเทศเป็นภูเขา อีกทั้งประเทศไทยมีบ่อนการพนัน (Casino) ผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลังได้พิจารณา\nศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบ่อนการพนัน (Casino) ที่ถูกกฎหมายในพื้นที่อำเภอปากท่อ \nและอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี\n	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	29	2567	2024-03-26T00:00:00
176	1060	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	สถานการณ์บ้านเมือง	การเชื่อมโยงการคมนาคมระบบราง ระหว่างประเทศไทยกับ สปป.ลาว  ช่วงหนองคาย - เวียงจันทน์	สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เส้นทางคุนหมิง - เวียงจันทน์ ขนาดความกว้างราง ๑ เมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งสถานีสุดท้ายสำหรับขนส่งผู้โดยสารสิ้นสุดที่สถานีเวียงจันทน์ และขนถ่ายสินค้าสิ้นสุดที่สถานีเวียงจันทน์ใต้ \nหากประเทศไทยมีการเชื่อมโยงระบบรางรถไฟกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จะทำให้การคมนาคมทางรางมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยการดำเนินงานจะมีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ต้องเจรจากับ สปป.ลาว กระทรวงการคลัง สำนักงานความร่วมมือ\nพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) ต้องจัดทำโครงการช่วยเหลือทางการเงิน\nให้กับ สปป.ลาว และกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทยในฐานะเป็นหน่วยงานหลัก\nในการดำเนินการก่อสร้าง ทั้งนี้ สถานีเวียงจันทน์ใต้เป็นสถานีสุดท้ายในการขนถ่ายสินค้า หากมีการเชื่อมโยงระบบรางรถไฟจากสถานีเวียงจันทน์ใต้ มายังสะพานมิตรภาพไทย - สปป.ลาว (หนองคาย - เวียงจันทน์) ระยะทาง ๕ กิโลเมตร จะทำให้สามารถขนถ่ายสินค้าได้สะดวกมากขึ้น และหากเชื่อมโยงระบบรางรถไฟจากสถานีเวียงจันทน์ไปยังสถานีคำสะหวาด จะทำให้การขนถ่ายสินค้าและผู้โดยสารที่เดินทาง\nมาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถเดินทางมายังประเทศไทยได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น \nและในอนาคตจะมีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ โดยมีทางรถไฟขนาดทางมาตรฐาน \nและขนาดทาง ๑ เมตร และ ๑.๔๓๕ เมตร งบประมาณก่อสร้าง ๔,๐๐๐ ล้านบาท โดยประเทศไทย และ สปป.ลาว จะรับผิดชอบค่าก่อสร้างฝ่ายละครึ่ง และการพัฒนาระบบรางจากสะพานข้ามแม่น้ำโขงไปยังสถานีหนองคาย เพื่อขนส่งผู้โดยสารจากรถไฟความเร็วสูงสาธารณรัฐประชาชนจีน - สปป.ลาว \nมายังประเทศไทยและสถานีนาทาเพื่อขนถ่ายสินค้า โดยโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณการก่อสร้าง ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดการเชื่อมโยงการคมนาคมระบบรางระหว่างประเทศไทยกับ สปป.ลาว ช่วงหนองคาย - เวียงจันทน์ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งระหว่างประเทศ และเพิ่มโอกาสการค้าการลงทุนให้กับประเทศไทย	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	29	2567	2024-03-26T00:00:00
177	1059	216	นางสุนี จึงวิโรจน์	นโยบายของรัฐบาล	การกู้ชีพฉุกเฉินในผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้น	"ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ประมาณ \n๕๔,๐๐๐ คนต่อปี หรือชั่วโมงละ ๖ คน พบมากในคนที่มีอายุระหว่าง ๓๐ - ๔๐ ปี โดยอาการ\nภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจะทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีอาจทำให้ถึงแก่ชีวิต\n 	การกู้ชีพฉุกเฉินเพื่อเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตมี ๕ ขั้นตอน คือ (๑) ตรวจสอบสถานการณ์ว่ามีความปลอดภัยเพียงพอที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้หรือไม่ (๒) ตรวจสอบลมหายใจของผู้ป่วย \n(๓) เรียกขอความช่วยเหลือ และโทรแจ้ง ๑๖๖๙ (๔) ปั๊มหัวใจ (CPR) อย่างต่อเนื่อง โดยการกดหน้าอกให้ลึกประมาณ ๕ เซนติเมตร ด้วยความเร็ว ๑๐๐ - ๑๒๐ ครั้ง/นาที (๕) ใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า\nชนิดอัตโนมัติ (AED)\n 	โดยระหว่างรอเจ้าหน้าที่กู้ชีพฉุกเฉิน หากประชาชนที่ประสบเหตุมีความรู้ในการทำ CPR อย่างถูกต้อง หรือมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วย\nที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้มากกว่า ร้อยละ ๕๐ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณา ดังนี้\n 	(๑) ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงอันตรายของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน \nและวิธีการช่วยชีวิตฉุกเฉินว่ามีความสำคัญเพียงใด\n	(๒) ตราพระราชกำหนดให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับวิธีการช่วยชีวิตฉุกเฉินโดยการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย \nและให้มีการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องจนเกิดความชำนาญ พร้อมทั้งกำหนดให้ทุกหน่วยงาน สำนักงาน อาคารชุดพักอาศัย และสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีรถโดยสาร สนามกีฬา และห้างสรรพสินค้า ได้มีการติดตั้งเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED)"	กระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	29	2567	2024-03-26T00:00:00
178	1058	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	นโยบายของรัฐบาล	การสนับสนุนให้เกษตรกรในศูนย์ข้าวชุมชนได้เข้าถึงตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวของภาครัฐ	"ศูนย์ข้าวชุมชนได้จัดตั้งขึ้นตามระเบียบกรมการข้าวว่าด้วยศูนย์ข้าวชุมชน \nพ.ศ. ๒๕๖๐ โดยมีหน้าที่ผลิตข้าวคุณภาพเพื่อการบริโภค และผลิตข้าวพันธุ์ดี ชั้นดีบริการในชุมชน \nและเพื่อให้เกิดศูนย์บริหารจัดการข้าวครบวงจร จากข้อมูล ณ วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๖ มีศูนย์ข้าวชุมชน\nจำนวน ๖,๕๕๙ แห่ง โดยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเดิม ในปี ๒๕๖๔ มีศูนย์ข้าวชุมชน จำนวน ๒,๕๙๖ แห่ง\nทั้งนี้ ประเทศไทยปลูกข้าว ปีละ ๗๐ ล้านไร่ ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ จำนวน ๑.๔ ล้านตัน โดยแบ่งการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ดังนี้ กรมการข้าว ผลิตได้ ๙๕,๐๐๐ ตัน สหกรณ์ ผลิตได้ ๓๐,๐๐๐ ตัน ศูนย์ข้าวชุมชน\nผลิตได้ ๑๑๒,๐๐๐ ตัน และภาคเอกชน ผลิตได้ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน รวมทั้งสิ้น จำนวน ๕๓๗,๐๐๐ ตัน \nสำหรับจำนวนเมล็ดพันธุ์ที่ยังขาดอยู่นั้น ศูนย์ข้าวชุมชนสามารถผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการได้ \nแต่ไม่ได้รับการสนับสนุนหรือส่งเสริมด้านการตลาด\n 	ปัจจุบันกรมการข้าวมีโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อให้เกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์ข้าว\nที่มีคุณภาพดีขึ้น จึงเป็นโอกาสที่กรมการข้าวจะซื้อเมล็ดพันธุ์ดีจากศูนย์ข้าวชุมชนส่งไปยังเกษตรกร\nทั่วประเทศ และเป็นการเปิดโอกาสให้ศูนย์ข้าวชุมชนได้ขยายตลาดในส่วนของภาคราชการ ดังนั้น \nจึงขอสอบถามว่ามีความเป็นไปได้เพียงใดที่กรมการข้าวจะจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีจากศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อใช้ในโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อเกษตรกร\nทั่วประเทศต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	29	2567	2024-03-26T00:00:00
179	1057	160	นายวัลลภ  ตังคณานุรักษ์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหายาบ้า น้ำกระท่อม กัญชา มอมเมาเด็กและเยาวชน	"ปัจจุบันได้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในกลุ่มเยาวชนเป็นจำนวนมาก ดังนี้\n 	(๑) กัญชา ถึงแม้ว่ากัญชาจะมีสรรพคุณในการรักษาโรคที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์ แต่มักพบเห็นเยาวชนสูบบุหรี่โดยยัดไส้ด้วยกัญชา กรณีพบเยาวชนขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความคึกคะนอง โดยส่วนใหญ่มักมีกัญชาไว้ในครอบครองและเมาสุรา\n 	(๒) น้ำกระท่อม สิ่งที่ครูในโรงเรียนจำนวนมากตรวจพบ คือ มีการนำน้ำกระท่อม\nใส่กระติกน้ำอลูมิเนียมเพื่อจำหน่ายให้แก่นักเรียน\n 	(๓) ยาบ้า ปัจจุบันมีการนำยาบ้ามาบรรจุใส่ถุง ถุงละ ๕ เม็ด จำหน่ายโดยทั่วไป \nโดยนักเรียนจะนำไปโรงเรียน จำนวน ๓ - ๔ เม็ด ต่อวัน เพื่อแจกหรือจำหน่ายให้เพื่อน\n 	ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาสั่งการ และบริหารจัดการเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย และมอบนโนบายการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจังเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเยาวชนไทย"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	29	2567	2024-03-26T00:00:00
180	1056	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	กฎหมาย	การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม	"เนื่องจากสื่อมวลชนนำเสนอข่าวว่าเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เจ้าหน้าที่ของรัฐระดับปฏิบัติการได้นำทองคำแท่ง น้ำหนัก ๓,๐๐๐ บาท มูลค่าประมาณ ๗๔ ล้านบาท ไปจำหน่าย\nที่ร้านค้าทองแห่งหนึ่ง และต่อมาเดือนมีนาคม ๒๕๖๓ บุคคลในกลุ่มนี้ ได้นำทองคำแท่งไปจำหน่ายให้แก่ร้านขายทอง อีก ๒ - ๓ ครั้ง น้ำหนักประมาณ ๘,๐๐๐ บาท มูลค่าประมาณ ๒๔๙ ล้านบาท ซึ่งเข้าลักษณะเป็น “ธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย” ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อมา โฆษกประจำสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ได้ชี้แจง\nว่าร้านค้าทองที่รับซื้อได้รายงานการทำธุรกรรมมานานแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน\nเส้นทางการเงินจากร้านทองที่ชำระให้กับผู้ขาย และไม่ได้เป็นการซื้อขายด้วยเงินสด โดยเป็นการ\nทำธุรกรรมโอนเงินผ่านทางธนาคาร แต่ไม่ได้ชี้แจงว่าธุรกรรมดังกล่าวเป็นธุรกรรมตามปกติ หรือธุรกรรม\nที่มีเหตุอันควรสงสัย ซึ่งมีข้อสังเกตว่าสำนักงาน ปปง. ใช้เวลาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวถึง ๔ ปี \nซึ่งอาจส่งผลเสียหายทำให้ไม่สามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดได้ทันท่วงที โดยจากการตรวจสอบระเบียบและแนวปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน	       \nพ.ศ. ๒๕๔๒ พบว่า การทำธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายทองคำที่มีมูลค่ามากกว่า ๒ ล้านบาทขึ้นไป \nและเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับลูกค้าที่มีธุรกรรมไม่สอดคล้องกับฐานะทางการเงิน ผู้ประกอบการร้านค้าทองจะต้องรายงานธุรกรรมที่เข้าลักษณะเป็นธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ให้สำนักงาน ปปง. รับทราบ นอกจากนั้น การทำธุรกรรมโดยโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ จำนวนตั้งแต่ ๗๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ธนาคารจะต้องรายงานความเคลื่อนไหวทางการเงินให้ สำนักงาน ปปง. รับทราบ ทุกรอบ ๑๕ วัน ดังนั้น การทำธุรกรรมซื้อขายทองคำแท่งในกรณีดังกล่าว สำนักงาน ปปง. ควรได้รับรายงานการทำธุรกรรม\nจากผู้ประกอบการร้านค้าทอง และธนาคารพาณิชย์ที่รับเงิน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่าสำนักงาน ปปง. ได้รับรายงานธุรกรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเพิ่งดำเนินการตรวจสอบภายหลังจากที่มีการทำธุรกรรมเป็นเวลานานถึง ๔ ปี กรณีดังกล่าว ถือเป็นความผิดปกติในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกัน\nและปราบปรามการฟอกเงิน ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีความผิดปกติดังกล่าว และพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบธุรกรรม\nที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการฟอกเงินได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สิน\nที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดได้ทันท่วงที"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	29	2567	2024-03-26T00:00:00
181	1055	107	พลตำรวจตรี ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ	อื่นๆ	การตอบข้อหารือของสมาชิกวุฒิสภาไม่ตรงประเด็น	"ในคราวการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๙ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) \nเมื่อวันอังคารที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๖ สมาชิกวุฒิสภาผู้ขอปรึกษาหารือได้หารือ เรื่อง นายทวีชัย  หมื่นรักษ์ ร้องเรียนพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองราชบุรี โดยได้ส่งข้อหารือดังกล่าวไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา สรุปสาระสำคัญได้ว่า นายทวีชัย หมื่นรักษ์ อายุ ๖๒ ปี ข้าราชการบำนาญ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่บ้านเลขที่ ๖๐ หมู่ ๒ ตำบลพิกุลทอง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองราชบุรีตั้งด่านตรวจ โดยได้ถูกตรวจค้นและถูกจับกุมพร้อมอาวุธปืนและเครื่องกระสุน ซึ่งพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบสำนวนคดี คือ พันตำรวจโท ประมาณ ปลาทอง ได้รับคำร้องทุกข์ในข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามพฤติการณ์ ซึ่งได้รับคำร้องทุกข์ ตามคดีอาญา เลขที่ ๒๒๓๓/๒๕๖๕ และได้ยึดทรัพย์ตามเลขที่ ๑๑๑๐/๒๕๖๕ ลงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๕ ซึ่งนายทวีชัยฯ ได้ประกันตัวโดยใช้เงินสด จำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ในวันเกิดเหตุ ปัจจุบันเวลาได้ล่วงเลยมากว่า ๙ เดือน แต่สำนวนคดีไม่มีความคืบหน้า ทำให้ผู้ร้องฯ ไม่สามารถถอนเงินประกันดังกล่าวได้ และไม่สามารถนำอาวุธปืนที่ถูกจับกุมซึ่งมีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายมาใช้ป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน\nในเคหสถานได้ ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ตร.๔๑๙/๒๕๕๖ \nเรื่อง การอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญา การทำสำนวนการสอบสวน และมาตรการควบคุม ตรวจสอบ เร่งรัดการสอบสวนคดีอาญา ซึ่งคำสั่งดังกล่าวกำหนดให้กรณีที่ผู้ต้องหาประกันตัว ต้องสอบสวน\nให้เสร็จสิ้นภายในเวลา ๖๐ วัน หรือหากไม่แล้วเสร็จ สามารถขอขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน ๓๐ วัน จำนวน ๖ ครั้ง โดยยื่นคำขอต่อผู้กำกับหรือผู้บังคับการ ทั้งนี้ คดีพกพาอาวุธปืนถือเป็นคดีลหุโทษ\nตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ อาจมีโทษสูงขึ้น ซึ่งในคดีดังกล่าว พบข้อสังเกตว่าพนักงานสอบสวนละเลยต่อหน้าที่ และผู้บังคับบัญชาขาดการใส่ใจเรื่องการตรวจสอบสำนวน กรณีดังกล่าว หากผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ เมื่อส่งฟ้องศาลอาญาจะไม่มีการนำสืบ ดังนั้น การทำสำนวนคดีนี้ จึงเป็นการปฏิบัติงาน\nที่ล่าช้าเกินสมควร และขัดต่อคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังกล่าวข้างต้น จึงขอให้ผู้บัญชาการ\nตำรวจแห่งชาติดำเนินการตรวจสอบสำนวนคดีว่ามีความล่าช้าเพราะเหตุใด หากพบข้อบกพร่อง \nขอให้แก้ไขและเร่งรัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และให้ความใส่ใจต่อพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจ เพราะถือเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม โดยการปรับโครงสร้างการทำงาน สร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับความศรัทธาจากประชาชน และเพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นที่ยอมรับและเป็นที่พึ่งของประชาชน\n 	ต่อมาได้มีหนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ นร ๐๔๐๔/๓๐๘๙ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๗ แจ้งผลการพิจารณา ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตำรวจภูธรจังหวัดราชบุรี แจ้งว่า การจับกุมนายทวีชัย  หมื่นรักษ์ ข้าราชการบำนาญ เป็นคดีอาญาที่ ๒๒๓๓/๒๕๖๕ ของสถานีตำรวจภูธรเมืองราชบุรี ได้มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาและส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕\'๖๖ ซึ่งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ปฏิบัติตามคำสั่ง ตร. ที่ ๔๑๙/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ อย่างเคร่งครัด สำหรับการปรับโครงสร้างการทำงานของพนักงานสอบสวน และสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชานั้น ปัจจุบันมีพนักงานสอบสวนในสังกัดสถานีตำรวจภูธรเมืองราชบุรี จำนวนทั้งสิ้น ๒๘ นาย ดังนี้ (๑) ไปช่วยราชการ จำนวน ๕ นาย (๒) ลาไปศึกษาต่างประเทศ จำนวน ๑ นาย และ (๓) คงเหลือปฏิบัติหน้าที่จริง จำนวน ๒๒ นาย ในการนี้ ได้จัดให้พนักงานสอบสวนเข้าเวร จำแนกเป็น หัวหน้างานสอบสวน จำนวน ๑ นาย พนักงานสอบสวนทำหน้าที่เวรฝากขัง จำนวน ๑ นาย และพนักงานสอบสวนเข้าเวรคดีอาญา - จราจร จำนวน ๒๐ นาย ซึ่งจัดให้พนักงานสอบสวนเข้าเวร จำนวน ๓ ผลัดต่อวัน (ผลัดละ ๘ ชั่วโมง) เข้าเวรผลัดละ ๒ นาย แบ่งเป็นเวรคดีอาญาและจราจร \nทั้งนี้ สถิติคดีอาญาปี ๒๕๖๖ ของสถานีตำรวจภูธรเมืองราชบุรี มีจำนวน ๒,๐๐๐ คดี โดยเฉลี่ย\nพนักงานสอบสวน ๑ นาย รับผิดชอบสำนวนคดี จำนวน ๑๑๐ คดี\n 	ทั้งนี้ ผู้ขอปรึกษาหารือมีความเห็นว่าการตอบข้อหารือดังกล่าวยังไม่ตรงตามประเด็นคำถาม กล่าวคือ\n	(๑) ประเด็นการตรวจสอบสำนวนคดีว่ามีความล่าช้าเพราะเหตุใด หากพบข้อบกพร่องขอให้แก้ไข และเร่งรัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งมีการชี้แจงว่าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ\nได้ปฏิบัติตามคำสั่ง ตร. ที่ ๔๑๙/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ อย่างเคร่งครัดนั้น เห็นว่าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบใช้เวลาดำเนินการสอบสวนเกินกว่าระยะเวลาสอบสวนที่กำหนดไว้ \nตามคำสั่ง ตร. ที่ ๔๑๙/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ โดยใช้เวลานานกว่า ๙ เดือน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติควรเรียกสำนวนการสอบสวนดังกล่าวไปตรวจสอบให้ถี่ถ้วน\n(๒) ประเด็น…\n 	(๒) ประเด็นการให้ความใส่ใจต่อพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจ เพราะถือเป็นหัวใจและเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม โดยการปรับโครงสร้างการทำงาน สร้างขวัญและกำลังใจ\nให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งมีการชี้แจงในเรื่องอัตรากำลังพนักงานสอบสวน การจัดเวรผลัดปฏิบัติหน้าที่ \nสถิติคดีอาญา อัตราส่วนความรับผิดชอบสำนวนคดีของพนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธร\nเมืองราชบุรีนั้น เห็นว่าตอบชี้แจงไม่ตรงประเด็นคำถาม\n 	การปรับโครงสร้างการทำงานของพนักงานสอบสวน อาจจำเป็นต้องมีการปรับปรุง\nคำสั่ง ตร. ที่ ๔๑๙/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้สะดวกขึ้น ส่วนการสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสถานี เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเฉพาะสำนวนคดีอาญาทั่วไป สำหรับคดีอาญาที่มีกองบัญชาการตำรวจ/กองบังคับการที่รับผิดชอบโดยเฉพาะแล้ว ควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจ/\nกองบังคับการนั้นทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ อาทิ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n 	อนึ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการสอบสวน\nที่พร้อมให้คำแนะนำด้านการสอบสวนแก่พนักงานสอบสวนประจำสถานีตำรวจต่าง ๆ ทั่วประเทศ อาทิ พันตำรวจเอก มานะ  เผาะช่วย รองประธานชมรมพนักงานสอบสวนตำรวจ สถาบันส่งเสริมงานสอบสวน \nซึ่งพนักงานสอบสวนรุ่นใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์การทำงาน สามารถสอบถามขอคำแนะนำได้ ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ตอบข้อปรึกษาหารือดังกล่าวข้างต้น"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	29	2567	2024-03-26T00:00:00
182	1054	93	นายบุญมี สุระโคตร	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการสร้างวงเวียนในอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ	เนื่องจากบริเวณเทศบาลตำบลขุนหาญได้มีการก่อสร้างวงเวียนบนถนนสายหลักของอำเภอ เส้นทางระหว่างอำเภอขุนหาญ ไปยังทุ่งกบาลกะไบ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่มีประชาชนเดินทาง\nไปท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยประชาชนในพื้นที่มีความกังวลว่าอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง เนื่องจากถนนในวงเวียนมีช่องจราจรคับแคบ ผู้ขับขี่ที่ไม่คุ้นเคยเส้นทางอาจไม่ชะลอความเร็ว เพราะไม่มี\nป้ายสัญญาณเตือนจากระยะไกลให้เห็นเด่นชัดเจน ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ\nติดตั้งป้ายสัญญาณเตือนก่อนเข้าสู่วงเวียนในระยะไกล หรือสัญญาณอื่นใด เพื่อให้ผู้ขับขี่รถยนต์\nได้ชะลอความเร็ว และเพิ่มความระมัดระวัง เพื่อเป็นการลดอุบัติเหตุ หรือดำเนินการขยายถนน\nภายในวงเวียนให้กว้างขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับรถยนต์ที่ขับขี่ด้วยความเร็วได้	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	29	2567	2024-03-26T00:00:00
183	1053	100	นางประภาศรี สุฉันทบุตร	นโยบายของรัฐบาล	การใช้การศึกษาในการพัฒนาเมืองรอง หรือจังหวัดที่มีความยากจน	เนื่องจากประเทศไทยมีสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลนเป็นจำนวนมาก เช่น นักกายภาพบำบัด นักรังสีวิทยา พยาบาล ศวกรบางสาขา และแพทย์ เป็นต้น โดยรัฐบาลควรลงทุนผลิตบุคลากร\nเพื่อตอบสนองตลาดแรงงานในสาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน เช่น วิชาชีพพยาบาล โดยรัฐบาลเลือกจังหวัด\nที่มิใช่เมืองใหญ่ของภูมิภาค หรือเมืองรอง สำหรับสร้างวิทยาลัยการพยาบาลขึ้นเป็นการเฉพาะ \nและให้ทุนการศึกษาฟรีสำหรับผู้ที่เข้าศึกษา หรือสนับสนุนให้วิทยาลัยนั้นมีคณะวิทยาศาสตร์ \nเพื่อจัดการเรียนการสอนเบื้องต้นไปสู่คณะแพทยศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการขยายโอกาส\nทางการศึกษาไปสู่เมืองรอง เป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ\nให้กับจังหวัดเล็ก ๆ หรือจังหวัดที่มีความยากจน ที่ขาดโอกาสและงบประมาณในการพัฒนาต่าง ๆ ดังนั้น จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองรอง โดยการสนับสนุนงบประมาณสำหรับพัฒนาทรัพยากรบุคคล สร้างวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาให้ตรงตามวิชาชีพ\nที่ขาดแคลนในตลาดแรงงานต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	29	2567	2024-03-26T00:00:00
184	1052	179	พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความปลอดภัยบนขบวนรถไฟ	"เนื่องจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยด้านทรัพย์สิน ชีวิต และร่างกายของประชาชนผู้โดยสารรถไฟอยู่เป็นประจำ และเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๗ มีชาวต่างชาติส่งเสียงดังรบกวนผู้โดยสาร และสูบกัญชาบนขบวนรถไฟขบวนที่ ๑๐ \n(เชียงใหม่ - กรุงเทพฯ) ซึ่งขบวนรถไฟดังกล่าวมีเพียงเจ้าหน้าที่รถไฟ เมื่อดำเนินการตักเตือน นักท่องเที่ยวคนดังกล่าวก็ไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด\n 	ทั้งนี้ พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๕ มีคำสั่งให้ยกเลิกกองบังคับการ\nตำรวจรถไฟ ซึ่งต่อมา รฟท. ได้ขอความอนุเคราะห์ไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง \nเพื่อขอให้จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลความปลอดภัยบนตู้โดยสารรถไฟในขบวนต่าง ๆ เพื่อป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรม และรักษาความปลอดภัย เมื่อมีเจ้าหน้าที่ตำรวจบนรถไฟ ประชาชนต่างแสดงความชื่นชม และแสดงความขอบคุณที่จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาฟื้นคืนกองบังคับการตำรวจรถไฟให้กลับมาอีกครั้ง เพื่อให้ตำรวจรถไฟได้ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่เดินทาง\nโดยรถโดยสารสาธารณะทั้งบนรถไฟ และรถไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา รู้สึกปลอดภัย\nในการเดินทาง อันเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นอีกทางหนึ่ง\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	29	2567	2024-03-26T00:00:00
185	1051	216	นางสุนี จึงวิโรจน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ 	"จากประชากรไทย ร้อยละ ๑๑.๔ มีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ \nซึ่งเป็นอันตรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โรคภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับจะส่งผลต่อความผิดปกติ\nของหัวใจ ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมองตีบ เบาหวาน กรดไหลย้อน ความจำลดลง และมีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ การสังเกตอาการของภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ มีดังนี้ ๑) นอนกรน\nบ่อยมากกว่า ๓ สัปดาห์ ๒) หายใจแรงกว่าปกติขณะนอนหลับ ๓) ขณะนอนหลับมีเสียงเงียบ\nเหมือนหยุดหายใจสักพัก จากนั้นดังเฮือก ๔) นอนในท่าหลับหรือแหงนคอขึ้น ๕) ริมฝีปากเขียวคล้ำ \n๖) ปวดศีรษะเวลาตื่นนอนหรือง่วงนอนเวลากลางวัน ๗) มีปัญหาการเรียนและพฤติกรรม เช่น ก้าวร้าว สมาธิสั้นผิดปกติ   \n		วิธีการป้องกันภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ คือ ๑) การนอนตะแคง ๒) การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ๓) การลดและควบคุมน้ำหนัก ๔) เลิกสูบบุหรี่ ๕) งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์\n๖) หลีกเลี่ยงการทานยากดระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยานอนหลับ ยาระงับปวดกลุ่มโอปิออยด์ \nและยาคลายกล้ามเนื้อ      \n		จากปัญหาภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับดังกล่าว รัฐบาลควรมีมาตรการดูแลประชาชนให้มีสุขภาพที่แข็งแรง เพราะการนอนหลับคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด หากนอนหลับไม่เต็มที่ \nจะทำให้สุขภาพไม่แข็งแรงอาจเจ็บป่วยถึงขั้นเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว จึงขอหารือไปยังกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้\n		(๑) ควรประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีความรู้เรื่องภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ให้ประชาชนสามารถสังเกต ตรวจสอบ และป้องกันด้วยตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ \n		(๒) ขอให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันดูแล สังเกตพฤติกรรมการทำงานของพนักงาน เพื่อพิจารณาว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับหรือไม่  \n		(๓) ขอให้มีการตรวจสุขภาพด้านการนอนหลับ พร้อมกับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง การมีสุขภาพที่ดีถือเป็นสิ่งสำคัญ "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	25	2567	2024-03-12T00:00:00
186	1050	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของครูโรงเรียนเอกชน	"การจ้างครูของโรงเรียนเอกชนแต่ละแห่งจะมีการกำหนดอัตราเงินเดือนไว้ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานะและผลประกอบการของโรงเรียนนั้น ๆ ว่ามีจำนวนนักเรียนมากน้อยเพียงใด \nมีรายได้เท่าใด โดยครูที่ได้รับการบรรจุแล้วสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนครูโรงเรียนเอกชน		\nได้ไม่เกินปีละ ๑๕๐,๐๐๐ บาท โดยการเบิกค่ารักษาพยาบาลจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล\nของรัฐเท่านั้น และสำรองเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน แต่อย่างไรก็ดี หากป่วยเป็นโรคมะเร็งซึ่งเป็นโรคที่มีค่ารักษาพยาบาลสูง เมื่อเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนครูโรงเรียนเอกชนครบ ๑๕๐,๐๐๐ บาท แล้ว แต่ยังต้องรับการรักษาโรคมะเร็งต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้เงินค่ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมากนั้น ทำให้ครูโรงเรียนเอกชนมีความจำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียนเอกชน เพื่อมารับสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง ๓๐ บาท จึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาแก้ไขปัญหาสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของครูโรงเรียนเอกชนให้ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมต่อไป\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	25	2567	2024-03-12T00:00:00
187	1049	133	นายไพโรจน์ พ่วงทอง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการลักลอบปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสุกรและบ่อขยะลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ 	จากคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการลักลอบปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสุกรและบ่อขยะลงสู่\nแหล่งน้ำสาธารณะ ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างในพื้นที่ ๓ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดราชบุรี \nจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวคือ ประชาชนในพื้นที่ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา \nจังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสุกรและบ่อขยะที่มี\nการลักลอบปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ คือ คลองไพรสะเดา ตำบลปากท่อ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งน้ำเสียดังกล่าวได้ไหลผ่านลำคลองไปยังจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม เกิดเป็นปัญหามลพิษทางน้ำที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ\nเลี้ยงสัตว์น้ำ และการประมง ได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยเกษตรกรที่เลี้ยงปลาประสบปัญหา\nปลาที่เลี้ยงไว้ตายทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบอาชีพประมงไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ เพราะไม่มีหลักเกณฑ์\nการเยียวยาให้แก่การทำประมงที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร อาทิ นาข้าว และสวนผลไม้ของจังหวัดสมุทรสงครามอีกด้วย ซึ่งปัญหาการลักลอบปล่อย\nน้ำเสียดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน และเกี่ยวข้องกับหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน แต่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่มีการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด โดยพื้นที่ความเสียหายอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัด ๓ จังหวัด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี \nผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ดังนั้น จึงขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาและสั่งการให้กระทรวงและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการลักลอบปล่อยน้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสุกรและบ่อขยะลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด      	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	25	2567	2024-03-12T00:00:00
188	1048	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	นโยบายของรัฐบาล	สัญญาจ้างก่อสร้างแบบปรับราคาได้ (ค่า K) 	พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ \nที่ระบุให้สัญญาจ้างก่อสร้างของรัฐบาลไทยเป็นแบบสัญญาจ้างแบบปรับราคาได้ หรือค่า K (ESCALATION \nFACTOR) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้าง สามารถเป็นหลักประกันในกรณีที่ราคา\nค่าวัสดุก่อสร้างขึ้นหรือลงในอนาคต เพราะบางสัญญาใช้เวลานาน ๓ – ๕ ปี หากเกิดกรณีที่ต้นทุนสินค้าลดลง (K-) ผู้รับจ้างต้องจ่ายเงินคืนให้ผู้ว่าจ้างหรือผู้ว่าจ้างสามารถหักเงินประกันได้ ภายใน ๑๕ วัน \nแต่หากเกิดกรณีต้นทุนสินค้าสูงขึ้น (K ) ในระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง\nและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ มิได้ระบุเงื่อนระยะเวลาที่ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายเงินเพิ่มให้กับผู้รับจ้างแต่อย่างใด โดยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เกิดสงครามระหว่างประเทศยูเครนและประเทศรัสเซีย ทำให้น้ำมัน และเหล็ก มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นทุนการก่อสร้างมีราคาสูงขึ้น และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ จนกระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลมิได้จ่ายเงินให้กับผู้รับจ้างรวมมูลค่าหลายพันล้านบาท เช่น กรมทางหลวงค้างค่า K กับผู้รับจ้าง จำนวนมากกว่า ๒ พันล้านบาท เป็นต้น ส่งผลให้ผู้รับจ้างประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง การส่งมอบงานล่าช้า และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งที่เป็นนิติกรรมผูกพันของรัฐ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงการคลังเร่งดำเนินการชำระเงินที่ค้างจ่ายตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ให้กับผู้รับจ้าง เพื่อให้เกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการส่งมอบงานก่อสร้างต่าง ๆ จะได้ดำเนินการส่งมอบงานได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด ก่อนที่จะเกิดปัญหาที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไข หากงบประมาณไม่เพียงพอ ให้นำงบประมาณรายจ่ายงบกลางมาใช้เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา และลดผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยฉับพลันทันที และหากยังไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหา ควรเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	25	2567	2024-03-12T00:00:00
189	1047	233	นายอนุศักดิ์ คงมาลัย	นโยบายของรัฐบาล	รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนหลักสูตรผู้บังคับบัญชาลูกเสือสำหรับผู้บริหารระดับสูงอย่างไร	เนื่องจากกระบวนการลูกเสือมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างพลเมืองที่ดี\nของสังคม ที่ผ่านมาประเทศไทยได้ใช้กระบวนการลูกเสือเป็นเครื่องมือในการสร้างเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่ดี โดยจำกัดการสอนไว้ในสถาบันการศึกษาเท่านั้น แต่ในข้อเท็จจริงแล้วระบบลูกเสือไทย\nเปิดโอกาสให้องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน สามารถนำไปเป็นวิชาหนึ่งในการฝึกอบรมได้ \nโดยวุฒิการศึกษาทางลูกเสือที่ได้รับจากการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือ ประกอบด้วย (๑) ขั้นความรู้ทั่วไป (General Information Course) ระยะเวลาอบรม ๑ วัน (๒) ขั้นความรู้เบื้องต้น B.T.C. (Basic Unit Leader Training Course) ระยะเวลาอบรม ๓ วัน ๒ คืน และ (๓) ขั้นความรู้ชั้นสูง A.T.C. (Advance Unit Leader Training Course) ระยะเวลาอบรม ๗ วัน ๖ คืน ซึ่งวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร วิทยาลัยการปกครอง และสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ได้ใช้ขั้นความรู้ชั้นสูง A.T.C. เป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรการฝึกอบรมของสถาบัน สามารถทำให้ผู้เข้าอบรมซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นการสร้างความสามัคคีและสัมพันธภาพที่ดี ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐที่มีหลักสูตรฝึกอบรมระดับผู้บริหาร นำกระบวนการลูกเสือบรรจุไว้ในหลักสูตรฝึกอบรมของกระทรวง กรม หรือหน่วยงานของรัฐในวงกว้างมากยิ่งขึ้นเพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างผู้บริหารและผู้ใหญ่ที่มีจิตใจดี มีสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลทุกระดับ และสามารถนำไปสู่การสร้างพลเมืองดีด้วยวิถีลูกเสืออย่างเป็นรูปธรรมต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	25	2567	2024-03-12T00:00:00
190	1046	107	พลตำรวจตรี ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ	นโยบายของรัฐบาล	นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศไทย	"ประเทศสิงคโปร์ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อเพิ่มการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม\nการท่องเที่ยวประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาประเทศสิงคโปร์มีโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เช่น สนามบินชางงี ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติหลักของประเทศสิงคโปร์ ได้มีการจัดตกแต่งเพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้งจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เดินทางอย่างครบครัน \nหรือท่าเทียบเรือของประเทศสิงคโปร์ที่มีขนาดใหญ่ และได้มาตรฐานโลก ดังนั้น นโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ยกเว้นการตรวจลงตราแก่นักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน (ฟรีวีซ่า) \nยังอาจไม่เพียงพอ ควรจะต้องมีการบริหารจัดการเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งระบบ เช่น นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องกระจายอำนาจให้แก่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดเชียงใหม่ เช่นเดียวกับการกระจายอำนาจให้แก่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี หรือในจังหวัดภูเก็ต ควรจะต้องจัดให้มีท่าเทียบเรือน้ำลึก (ท่าเรือสำราญ) \nที่ได้มาตรฐานโลก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับเรือสำราญ โดยการกระตุ้นการท่องเที่ยว\nของประเทศไทยอาจจะต้องศึกษาจากประเทศสิงคโปร์ที่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อกระตุ้น\nการท่องเที่ยวถึง ๘,๐๐๐ ล้านบาท รวมถึงการจัดสถานที่สำหรับการท่องเที่ยวได้อย่างครบถ้วน \nเช่น ในโรงแรมมารีน่า เบย์ แซนด์ ที่มี Sands SkyPark และ ArtScience Museum หรือการจัด\nสวนพฤกษศาสตร์ในเรือนกระจก (Cloud Forest Dome) รวมทั้งการจัดงานกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ (Event) อย่างต่อเนื่อง เช่น การที่รัฐบาลของประเทศสิงคโปร์ทุ่มงบประมาณเพื่อได้สิทธิจัดคอนเสิร์ตของ Taylor Swift เพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจากคอนเสิร์ตของ Taylor Swift สามารถดึงดูดเงินเข้าประเทศได้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือในอนาคตประเทศสิงคโปร์จะมีการจัดแข่งขัน Formula 1 Singapore Grand Prix 2024 ระหว่างวันที่ ๒๐ - ๒๒ กันยายน ๒๕๖๗ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยมีการพัฒนาและสามารถนำรายได้เข้าประเทศ โดยให้จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดนำร่อง จึงขอเสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรี ดังนี้      \n		(๑) ต้องมีการกระจายอำนาจให้แก่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดเชียงใหม่ เป็นรูปแบบพิเศษ หรือเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ \n 		(๒) ต้องพัฒนาสนามบิน ท่าเทียบเรือน้ำลึก (เรือสำราญ) สถานีรถไฟ และมอเตอร์เวย์ \nให้มีมาตรฐานระดับสากล  \n		(๓) ต้องจัดการพื้นที่สาธารณะ อุทยานแห่งชาติ แม่น้ำลำคลอง ชายทะเล ชายหาด ฯลฯ ให้มีความสะอาด สะดวก ปลอดภัย และสวยงามตามมาตรฐานโลก \n 		(๔) ต้องจัดให้มีกิจกรรม สวนสนุก สวนสัตว์ ระดับดิสนีย์แลนด์ หรือยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ หรือซีเวิลด์ เป็นต้น \n 		(๕) ระบบขนส่งมวลชน รถเมล์ รถไฟฟ้าโมโนเรล รถแท็กซี่ ต้องมีมาตรฐาน\nด้านความปลอดภัยในระดับสากล\n		(๖) ต้องพัฒนาการลงทุนด้าน Sports Tourism และ Entertainment Complex \nในโรงแรมหรูระดับ ๖ ดาว ซึ่งจะมี Casino เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวระดับเศรษฐีจากทั่วโลก\n   		หากรัฐบาลจัดทำแผนพัฒนาและลงทุนทั้งระยะสั้น และระยะยาวได้อย่างครบถ้วน จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความสมบูรณ์แบบต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	25	2567	2024-03-12T00:00:00
191	1045	238	นายออน กาจกระโทก	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการหักเงินเดือนส่งใช้หนี้ของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครู	"รัฐบาลได้มีนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยให้สถาบันการเงินช่วยเหลือโดยการลดดอกเบี้ยให้ต่ำลง และปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ รวมทั้งกำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศลดอัตราดอกเบี้ยให้กับสมาชิกเหลือร้อยละ ๔.๗๕ บาทต่อปีแต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหลายจังหวัดได้แจ้งความดำเนินคดีกับส่วนราชการที่เป็นหน่วยหักเงินเดือน ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและเจ้าหน้าที่ ซึ่งฝ่ายข้าราชการครูที่ไม่ยอมให้หักเงินเดือน ได้อ้างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือนบำเหน็จบำนาญเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๗ กำหนดว่าจะต้องมีเงินเดือนหลังหักจากหักชำระหนี้แล้ว\nไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ และหากเหลือไม่ถึงร้อยละ ๓๐ ให้ส่วนราชการผู้เบิกงดหักเงินจนกว่าจะมี\nการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และคำสั่งศาลปกครองกลางที่สั่งให้กระทรวงศึกษาธิการ\nจะหักเงินเดือนครูใช้หนี้จะต้องมีเงินเดือนเหลือไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ให้เป็นไปตามระเบียบ\nของกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูได้อ้างพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ \nและแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๔๒/๑ กำหนดว่าเมื่อสมาชิกได้ทำความยินยอมไว้เป็นหนังสือไว้กับสหกรณ์ ให้ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานของรัฐ หรือนายจ้างในสถานประกอบการ \nหรือหน่วยงานอื่นใดที่สมาชิกปฏิบัติหน้าที่อยู่หักเงินเดือนหรือค่าจ้าง หรือเงินอื่นใดที่ถึงกำหนดจ่ายแก่สมาชิกนั้น เพื่อชำระหนี้หรือภาระผูกพันอื่นที่มีต่อสหกรณ์ ให้แก่สหกรณ์ตามจำนวนที่สหกรณ์แจ้งไป จนกว่าหนี้หรือภาระผูกพันนั้นจะระงับสิ้นไป และการหักเงินต้องหักให้สหกรณ์เป็นลำดับแรก ถัดจากภาษีอากรและหักเงินเข้ากองทุนที่สมาชิกต้องหักตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และอ้างถึงคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดง ที่ อ๑๔๔๒/๒๕๕๙ ที่ได้มีคำสั่งให้\nส่วนราชการผู้เบิกต้องหักเงินนำส่งสหกรณ์ทันที ทั้งนี้ ข้าราชการครู และสหกรณ์ออมทรัพย์มีความประสงค์แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม ดังนี้   \n		(๑) กลุ่มที่ไม่ประสงค์ให้หักเงิน หากส่วนราชการหักเงินของสมาชิกเกินร้อยละ ๗๐ จะแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย      \n		(๒) กลุ่มที่มีความประสงค์ให้หักเงินเกินกว่าร้อยละ ๗๐ โดยทำหนังสือให้ความยินยอม   \n		(๓) สหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เห็นว่า หากส่วนราชการไม่หักเงินก็อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗   \n		จากข้อเท็จจริงข้างต้น ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ \nจึงขอให้รัฐบาลพิจารณาหาแนวทางปฏิบัติที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกัน\nอย่างมีความสุข และให้ส่วนราชการสามารถหักเงินได้โดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานไม่ได้รับผลกระทบ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	25	2567	2024-03-12T00:00:00
192	1044	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	นโยบายของรัฐบาล	พฤติการณ์ออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ	"สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวนักธุรกิจต่างประเทศทำร้ายร่างกายสตรีชาวไทยที่นั่งพักผ่อนบริเวณบันไดคอนกรีตของวิลล่าริมหาดยามู ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต \nซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าอาจมีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการหลายกรณี \nและการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผิดชอบ หรืออาจได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นอกจากนี้ ชาวต่างชาติคนดังกล่าวยังมีพฤติกรรมที่ไม่สมควรต่อคนไทยอีกหลายกรณี \nและอาจมีการข่มขู่ประชาชนมิให้ดำเนินคดีด้วย             \n		กรณีที่ดินวิลล่าก่อสร้างบันไดรุกล้ำหาดสาธารณะดังกล่าวเป็นที่ดินที่มีหนังสือรับรอง\nการทำประโยชน์ นส.๓ ก ออกโดยอาศัยหลักฐานจากแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (สค.๑) ซึ่งได้ออก เป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นส.๓ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ได้มีการรังวัด\nเพื่อตรวจสอบเนื้อที่ของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นส.๓ เพื่อเปลี่ยนเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นส.๓ ก นอกจากนี้ จากภาพถ่ายทางอากาศก่อนปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นป่าที่มี\nความอุดมสมบูรณ์ จึงควรมีการตรวจสอบว่ามีการใช้ประโยชน์ในที่ดินตามวัตถุประสงค์ของการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นส.๓ ก หรือไม่ อย่างไร สำหรับวิลล่าที่เกิดเหตุไม่มีการจดทะเบียนแต่อย่างใด \nจึงมีข้อสงสัยในการทำธุรกิจอาจมีเจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดกรณีการกระทำผิดกฎหมายและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน รัฐบาลควรแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อตรวจสอบและกำกับดูแลการสอบสวนและลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทุกกรณี \nรวมทั้งถอดบทเรียนเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันมิให้เกิดกรณีดังกล่าวในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว\nอีกต่อไป "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	25	2567	2024-03-12T00:00:00
193	1043	26	นายเจตน์ ศิรธรานนท์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทย – ประเทศญี่ปุ่น	"สืบเนื่องจากปัจจุบัน การรักษาโรคมะเร็งได้มีการพัฒนาเป็นการรักษาในรูปแบบ \n 	(๑) Targeted Therapy คือ การใช้ยารักษาโรคมะเร็งอย่างตรงจุด มีเป้าหมายเพื่อรักษาโรคมะเร็งตรงจุดที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง การแบ่งและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง\n 	(๒) Immunotherapy (ภูมิคุ้มกันบำบัด) คือ การรักษาโรคมะเร็งด้วยการกระตุ้น\nการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอม เพื่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันนี้ช่วยกำจัดเซลล์มะเร็ง\n 	(๓) Genomics (การแพทย์จีโนมิกส์) คือ การศึกษาค้นคว้าหากลุ่มยีน (Gene) หรือพันธุกรรมของเซลล์สิ่งมีชีวิต เพื่อหารูปแบบการจัดเรียงตัว/จัดกลุ่มของดีเอ็นเอ การทำงานของยีน และความสัมพันธ์ระหว่างยีน\nซึ่งการพัฒนารูปแบบการรักษาดังกล่าว ทำให้สามารถรักษาผู้ป่วยมะเร็งให้หายหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วยได้ดีกว่าการรักษาแบบเดิม \n 	โดยเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา \nได้มีโอกาสเข้าพบ Prof.Keizo Takemi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ \nของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ของประเทศญี่ปุ่น มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการให้บริการด้านสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ประกอบกับประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศ\nที่เข้าสู่สังคมสูงวัย จึงทำให้กระทรวงกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ของประเทศญี่ปุ่น \nได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนร้อยละ ๔๐ ของงบประมาณแผ่นดิน หรือประมาณร้อยละ ๑๑ \nของ GDP ของประเทศญี่ปุ่น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ของประเทศญี่ปุ่น มีความคุ้นเคยและผูกพันกับประเทศไทย เนื่องจากอดีตเคยทำงานกับคนไทย และเป็นกรรมการคัดเลือก\nผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลมาอย่างต่อเนื่อง ได้ฝากประเด็นสำคัญ จำนวน ๒ เรื่อง ได้แก่ \n  	(๑) ความร่วมมือทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น เรื่อง ความก้าวหน้าของวิทยาการในการรักษาโรคมะเร็งด้วย Genomics (การแพทย์จีโนมิกส์) ซึ่งเป็น\nความร่วมมือการทำวิจัยทางคลินิกแบบข้ามพรมแดนระหว่างประเทศครั้งแรกของโลก (cross – border Decentralized Clinical Trials : DCTs) ระหว่างกรมการแพทย์ โรงเรียนแพทย์ UHOSNET แพทย์เอกชนของประเทศไทยกับแพทย์และนักวิจัยของประเทศญี่ปุ่น โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ญี่ปุ่น (National Cancer Institute, Japan) ได้ตั้งสำนักงาน ณ ประเทศไทย เพื่อดำเนินโครงการวิจัยด้านโรคมะเร็งร่วมกับนักวิจัยของประเทศไทย ซึ่งเน้นการวิจัย เรื่อง Genomics ทางการแพทย์ โดยศึกษาว่ายาที่เหมาะสมกับยีน (Gene) ของคนไทยเป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้ทราบว่าคนไทยเหมาะสมที่จะใช้ยารักษาโรคมะเร็งชนิดใด รวมถึงทำให้ทราบถึงโอกาสการกลับมาเป็นโรคมะเร็งซ้ำ ซึ่งปัจจุบันพบว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นโรคมะเร็ง\nเต้านมมากที่สุด ส่วนผู้ชายไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดมากที่สุด โดยความร่วมมือในการศึกษาวิจัย\nระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ จะเน้นการศึกษาวิจัยในเรื่องจีโนมิกส์ (Genomics) \nทางการแพทย์ โดยพิจารณาความเหมาะสมของตัวยากับยีน (Gene) หรือรหัสพันธุกรรม (Genetic code) ว่ามีความสัมพันธ์กันหรือไม่ โดยประเทศไทยจะมีการออกใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะชั่วคราวให้แก่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งของญี่ปุ่น เพื่อให้แพทย์ญี่ปุ่นสามารถร่วมให้การดูแลรักษาผู้ป่วย\nในประเทศไทยได้ ภายใต้การกำกับของแพทย์ไทยที่เป็นนักวิจัยหลักของโครงการ\n 		(๒) โครงการ Decentralized Clinical Trials (DCT) ซึ่งศึกษาวิจัยการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งผ่านระบบ Telemedicine ซึ่งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้การรักษาผู้ป่วยผ่านระบบทางไกลจากญี่ปุ่น \nและมีแพทย์ในประเทศไทยร่วมควบคุมกระบวนการรักษา โดยทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี ๓ ประเทศ \nที่เข้าร่วมโครงการ DCT กับประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ (๑) ประเทศญี่ปุ่น – ประเทศไทย (๒) ประเทศญี่ปุ่น 	\n– ประเทศอินโดนีเซีย และ (๓) ประเทศญี่ปุ่น – ประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ ประเทศไทย ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศเวียดนาม ต่างต้องการให้ประเทศญี่ปุ่นตั้งศูนย์ DCT ณ ประเทศของตนเอง  \n"	กระทรวงสาธารณสุข 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	23	2567	2024-03-05T00:00:00
194	1042	120	นายพลเดช ปิ่นประทีป	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาชายหาดกับการรุกล้ำที่สาธารณะ	"จากเกิเหตุการณ์กรณีชายชาวต่างชาติทำร้ายร่างกายแพทย์หญิงขณะนั่งเล่น\nที่บันไดบริเวณชายหาดของวิลล่าหรูแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบ และปรากฏข้อเท็จจริงว่า บันไดของวิลล่าหรูได้ก่อสร้างรุกล้ำที่สาธารณะซึ่งเป็นชายหาด ต่อมาได้มีกระแสเรียกร้อง\nจากประชาชนให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดการกับปัญหาการรุกล้ำชายหาดสาธารณะ\nทั่วประเทศอย่างจริงจัง ทั้งนี้ พื้นที่สาธารณะ (Public Space) ถือเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ\nที่รองรับการใช้ชีวิตของคนในสังคม \n 	โดยที่สาธารณะทั่วประเทศ ประชาชนทั่วไปควรสามารถใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมสาธารณะหรือกิจกรรมส่วนรวม ดังนั้น ที่สาธารณะจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคม ชุมชน \nและท้องถิ่นให้เข้มแข็ง จึงขอหารือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ให้ความสำคัญกับที่สาธารณะ โดยสำรวจการรุกล้ำที่สาธารณะทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น\nที่สาธารณะบริเวณชายหาด ชายฝั่งแม่น้ำ และที่สาธารณะอื่น ๆ และขอให้พัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่ส่วนรวม เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเกื้อหนุน\nต่อการสร้างสังคมเข้มแข็งและชุมชนเข้มแข็งต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	23	2567	2024-03-05T00:00:00
195	1041	31	นายเฉลา พวงมาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการรักษาความปลอดภัยให้แก่โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ 	รัฐบาลได้มีนโยบายยกเลิกการอยู่เวรของครูในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ\nทำให้โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า ๔๐ คน ซึ่งตั้งอยู่บนบริเวณภูเขา หรือไร่นา และตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากชุมชน ประสบปัญหาไม่มีผู้ดูแลความเรียบร้อยภายในโรงเรียน จึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าจ้างหรือค่าเบี้ยตรวจตราความปลอดภัยในช่วงปิดภาคเรียนให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ\n	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	23	2567	2024-03-05T00:00:00
196	1040	238	นายออน กาจกระโทก	นโยบายของรัฐบาล	พนักงานเปลให้บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไม่เพียงพอ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงประชาชน	"จากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจังหวัดนครราชสีมาว่า ผู้ป่วยที่เดินทาง\nเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ไม่ได้รับความสะดวกและได้รับความเดือดร้อน เพราะโรงพยาบาลมีพนักงานเปลที่มีหน้าที่ดูแลและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไม่เพียงพอ ซึ่งผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาส่วนใหญ่\nเป็นเด็กและคนชรา จึงไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทำให้ญาติต้องช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกันเองด้วยความยากลำบาก และจากการสอบถามเรื่องอัตราเงินเดือนในตำแหน่งพนักงานเปล พบว่า มีอัตราเงินเดือนเพียง ๙,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น ซึ่งถือว่ามีอัตราเงินเดือนที่น้อยมาก\n	ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาเพิ่มอัตราพนักงานเปลให้กับโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและโรงพยาบาลอื่นที่มีอัตราไม่เพียงพอในการให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวก\nให้แก่ผู้ป่วยที่มาใช้บริการ และขอให้พิจารณาเพิ่มอัตราเงิน\nจากปัจจุบันได้มีกลุ่มบุคคลเรียกว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ได้ใช้วิธีการโทรศัพท์และส่งเอกสารไปยังประชาชนเพื่อหลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อจำนวนมาก โดยให้ทำรายการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน และย้ายเงินจากบัญชีของประชาชนไปยังบัญชีม้าหรือบัญชีของมิจฉาชีพ จากกรณีดังกล่าว ทำให้ประชาชนทั่วประเทศหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกระทรวงดิจิทัล\nเพื่อเศรษฐกิจและสังคมว่า มีวิธีการหรือแนวทางป้องกันกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงประชาชนอย่างไร เพราะประชาชนได้รับความเดือดร้อนและสูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	23	2567	2024-03-05T00:00:00
197	1039	36	นายจัตุรงค์ เสริมสุข	นโยบายของรัฐบาล	ความล้มเหลวในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cybercrime)	"อาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cybercrime) ถือเป็นภัยคุกคามที่สร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นการกระทำความผิดทางกฎหมายโดยใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือในการก่อให้เกิดความเสียหาย หรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งนับวันภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางไซเบอร์จะมีวิธีการ\nที่หลากหลายและสร้างความเสียหายมากขึ้น ดังเห็นได้จาก การที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีของอาชญากรรมทางไซเบอร์มากเป็นอันดับที่ ๓ ของโลก \nขอยกตัวอย่างกรณีอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่เป็นข่าวในสื่อมวลชน ดังนี้\n	(๑) มิจฉาชีพได้หลอกลวงประชาชนให้ติดตั้งแอปพลิเคชันลงในโทรศัพท์เคลื่อนที่ \nโดยอ้างว่าเป็นแอปพลิเคชันของกรมสรรพากร เพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นแบบชำระภาษีออนไลน์ เมื่อประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อและติดตั้งแอปพลิเคชันดังกล่าว มิจฉาชีพสามารถดูดเงินจากบัญชี\nเงินฝากของเหยื่อจนหมด ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหายจำนวนมากกว่าร้อยราย โดยกรมสรรพากรได้ชี้แจงว่า \nอยู่ระหว่างการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังกล่าว\n	(๒) มิจฉาชีพได้ส่งข้อความหลอกลวงอดีตข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการ โดยให้พิมพ์ข้อมูลเข้าสู่ระบบผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เมื่ออดีตข้าราชการครูที่ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบทำให้มิจฉาชีพสามารถดูดเงินจากบัญชีเงินฝาก ซึ่งรวมถึงเงินบำนาญที่ได้รับจากทางราชการของเหยื่อจนหมด \n	ที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐยังไม่สามารถป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์\nได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปราม อาชญากรรมทางไซเบอร์ให้หมดสิ้นไปโดยเร็วที่สุด "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	23	2567	2024-03-05T00:00:00
198	1038	185	นายอนุพร อรุณรัตน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความรุนแรงกรณีชาวต่างชาติที่พำนักในจังหวัดภูเก็ต เหยียดหยาม ละเมิดกฎหมาย และทำร้ายร่างกายชาวไทย	"แพทย์หญิงถูกชาวต่างชาติทำร้ายร่างกายในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งผู้ขอปรึกษาหารือเป็นคนพื้นเมืองของจังหวัดภูเก็ต ได้พบเห็นชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวและพำนักอยู่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต \nและจังหวัดที่ติดกับทะเลฝั่งอันดามันมาโดยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา และยอมรับนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ดำเนินการ เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศไทยได้ขับเคลื่อน เช่น Sand Box และสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เป็นต้น จึงต้องอดทนกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวและพำนักในจังหวัดภูเก็ตและในพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน โดยเฉพาะหาดป่าตอง \nพบว่าจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวผิวสีแบ่งกลุ่ม ยกพวกทำร้ายร่างกายกัน ขับรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์\nแข่งขันกันด้วยความเร็วสูง ไม่เคารพกฎจราจรและกฎหมายของประเทศไทย สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับคนทั่วไปเป็นอย่างมาก อีกทั้ง นักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติที่มีพฤติกรรมดูหมิ่นเหยียดหยาม และ\nเอาเปรียบคนไทยในพื้นที่ ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้\n 	(๑) ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาปัญหาพฤติกรรม\nไม่พึงประสงค์ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข ป้องกัน และเพื่อให้เมืองท่องเที่ยว\nของประเทศไทยน่าอยู่อย่างเป็นรูปธรรม\n 	(๒) ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำชับหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อาทิ กฎหมายจราจร กฎหมายการรักษาความสงบเรียบร้อย รวมทั้งความผิดลหุโทษ โดยเฉพาะกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดลหุโทษมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก\nเป็นกฎหมายที่จะทำให้คนอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข\n 	(๓) ควรตรากฎหมาย และกำหนดบทลงโทษอย่างชัดเจน กรณีชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยที่กระทำผิดทางอาญาบ่อยครั้ง หรือนักท่องเที่ยวที่ดูถูกเหยียดหยามคนไทยในพื้นที่ \nทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงพฤติกรรม และนำไปสู่ความสงบน่าอยู่ของเมืองท่องเที่ยวต่อไป\n		(๔) พิจารณาและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเนรเทศชาวต่างชาติ ที่มีพฤติกรรม\nไม่พึงประสงค์ออกจากประเทศไทย\n 		(๕) ขอให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจท่องเที่ยวบูรณาการการทำงานร่วมกัน \nโดยบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเคร่งครัด และให้มีการติดตามพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว\n 		(๖) ขอให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินโครงการที่จะทำให้คนท้องถิ่นกับชาวต่างชาติ\nที่เข้ามาพำนักในพื้นที่ ได้มีกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย และชาวต่างชาติจะได้เข้าใจวิถีชีวิต\nและวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น\n 		(๗) พิจารณาจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่าง\nคนท้องถิ่นกับชาวต่างชาติในพื้นที่\n"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	23	2567	2024-03-05T00:00:00
199	1037	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การจราจรบนถนนพระราม ๒	"จากถนนพระราม ๒ หรือถนนทางหลวงหมายเลข ๓๕ (สายธนบุรี – ปากท่อ) \nมีระยะทาง ๘๐ กิโลเมตร ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ เป็นถนนที่มีรถสัญจรมากที่สุดในประเทศไทย การจราจรเดิมเป็น ๒ ช่องจราจร และขยายช่องจราจรมาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเป็น ๑๔ ช่องจราจร \n			ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ เนื่องจากถนนพระราม ๒ มีการจราจรหนาแน่น รัฐบาลจึงได้จัดสรรงบประมาณดำเนินโครงการก่อสร้างทางยกระดับลอยฟ้า และก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง \n(มอเตอร์เวย์) หมายเลข ๘๒ สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงที่ ๑ บางขุนเทียน – เอกชัย มีขนาด \n๖ ช่องจราจร ระยะทาง ๑๑ กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้าง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งสัญญาก่อสร้าง\nเป็น ๔ สัญญา หากพิจารณาตามสัญญาดังกล่าว การก่อสร้างต้องแล้วเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าร้อยละ ๘๙ มีความล่าช้าร้อยละ ๑๑ \n			ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ รัฐบาลได้ดำเนินโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข ๘๒ ช่วงที่ ๒ เอกชัย – บ้านแพ้ว ระยะทาง ๑๖ กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้าง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท แบ่งสัญญาก่อสร้างเป็น ๑๐ สัญญา ซึ่งตามแผนงานต้องมีความคืบหน้าร้อยละ ๕๐ ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าร้อยละ ๔๐ และมีความล่าช้าร้อยละ ๑๐ \n			จากนั้น เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๗ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสุริยะ \nจึงรุ่งเรืองกิจ) ได้ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างถนนพระราม ๒ ทราบว่า การก่อสร้างถนนพระราม ๒ \nจะแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ แต่จากการที่ผู้ขอปรึกษาหารือได้ติดตามแผนงานโครงการก่อสร้าง\nถนนพระราม ๒ มาอย่างต่อเนื่อง สามารถประเมินได้ว่า การก่อสร้างถนนพระราม ๒ จะแล้วเสร็จ \nในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เนื่องจากมีความล่าช้าจากหลายปัจจัย ดังนี้   \n			(๑) การรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภค ซึ่งขณะนี้การรื้อย้ายยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ \n			(๒) การเวนคืนที่ดินยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ \n			(๓) ถนนพระราม ๒ เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทำให้การก่อสร้างเกิดความล่าช้า จึงต้องมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้มีความปลอดภัยมากขึ้น  \n			(๔) ผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงินจากหลายปัจจัย รวมถึงรัฐบาลค้างชำระ\nค่าก่อสร้างให้กับผู้รับจ้าง เช่น กรมทางหลวงค้างชำระค่าจ้างปรับพื้นที่ก่อสร้าง จำนวน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้ผู้รับจ้างขาดสภาพคล่อง\n			จึงขอปรึกษาหารือและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้ \n			(๑) ขอให้เร่งรัดผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยเร็ว \n			(๒) จัดหาวัตถุดิบที่เป็นแบบสำเร็จรูป และคืนพื้นที่ผิวจราจร \n	(๓) ถนนพระราม ๒ ช่วงบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว มีสภาพการจราจรติดขัดมาก ซึ่งหาก\nรัฐบาลยังมุ่งเน้นแต่จะก่อสร้างถนนพระราม ๒ จะยิ่งทำให้ปริมาณรถในถนนพระราม ๒ แออัดมากยิ่งขึ้น ถึงแม้รัฐบาลจะก่อสร้างถนนพระราม ๒ ให้เป็น ๑๔ ช่องการจราจรก็ตาม จะเกินขีดความสามารถของ\nถนนพระราม ๒ ที่จะรองรับปริมาณรถได้ และหากการเดินทางไปภาคใต้ยังไม่มีทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เหมือนเช่นภาคอื่น ๆ จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดได้ ดังนั้น แนวทางแก้ไข คือ ขอให้รัฐบาลดำเนินการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๘ หรือ M8 (นครปฐม – วังมะนาว – หัวหิน) ซึ่งจะทำให้ปริมาณรถบนถนนพระราม ๒ ไม่แออัด และช่วยบรรเทาการจราจรถนนพระราม ๒ ได้\n			(๔) ตามที่รัฐบาลมีโครงการก่อสร้างถนนพระราม ๒ ต่อไปอีก คือ ถนนช่วงบ้านแพ้ว \n– วังมะนาว มีความเห็นว่า หากดำเนินการก่อสร้างต่อไป จะทำให้ถนนบริเวณดังกล่าวมีการจราจรติดขัดเหมือนเช่นการดำเนินโครงการถนนพระราม ๒ ที่ผ่านมา ซึ่งใช้ระยะเวลาก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ \n– ๒๕๖๙ ดังนั้น หากรัฐบาลมีโครงการก่อสร้างถนนพระราม ๒ ต่อไป จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก จึงเสนอความเห็นว่า ไม่ควรจะมีโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายยกระดับ เนื่องจากช่วงบ้านแพ้ว \n– วังมะนาว มีปริมาณรถสัญจรไม่มาก ดังนั้น ควรจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๘ หรือ M8 (นครปฐม – วังมะนาว – หัวหิน) จะทำให้แบ่งเบาการจราจรที่ติดขัดบริเวณถนนพระราม ๒ \nได้ดีกว่า\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	23	2567	2024-03-05T00:00:00
200	1036	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาประชาชนจังหวัดลพบุรีได้รับความเดือดร้อนจากฝูงลิงจำนวนมาก	"คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคกลาง ได้ลงพื้นที่ ณ จังหวัดลพบุรี ได้รับการร้องเรียนว่า ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากลิงในพื้นที่จังหวัดลพบุรีจำนวนมาก เนื่องจากลิงเข้าไปทำลายทรัพย์สิน อาคารที่เป็นที่อยู่อาศัย และอาคารที่ประกอบธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อโบราณสถาน ที่พักอาศัย และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ตลอดจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัด ซึ่งจำนวนประชากรลิงมีเพิ่มมากขึ้น ที่อยู่อาศัยของลิงไม่เหมาะสมจนขยายอาณาเขตมากขึ้น ประชาชนได้รับความเดือดร้อนต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานมากกว่า ๒๐ ปี ถึงแม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จังหวัดลพบุรี เทศบาลเมืองลพบุรี ได้พยายามวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น การสำรวจประชากรลิง การทำหมัน ดูแลสุขภาพและป้องกันการเกิดโรค กำหนดสถานที่และเวลาให้อาหารลิง การย้ายลิงไปยังสวนลิง และสถานที่ต่าง ๆ แต่ประชากรลิงยังมีอยู่จำนวนมากหลายพันตัว ประกอบกับลิงแสมเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ ลิงจึงเป็นสัตว์สงวนและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ดังนั้น การดำเนินการต่าง ๆ จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย \n	จังหวัดลพบุรี ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างจังหวัดลพบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เทศบาลเมืองลพบุรี และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลพบุรี เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนประชาชนจังหวัดลพบุรีได้ยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประจำปี ๒๕๖๗ ดังนั้น ปัญหาประชากรลิงจังหวัดลพบุรี ถือเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่ง ต้องมีการบูรณาการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะลิงเป็นสัตว์ที่สามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว จากสถิติประชากรลิงทั่วประเทศ พบว่า มีตำแหน่งที่ลิงอาศัยอยู่ จำนวน ๕๒ จุด และมีประชากรลิง ประมาณ ๓๐,๐๐๐ – ๕๐,๐๐๐ ตัว ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมายเป็นประธาน และมีคณะกรรมการประกอบด้วยกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ \nโดยมีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นเลขานุการ มีหน้าที่บูรณาการหาแนวทางแก้ไขปัญหา\nรวมทั้งพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็น เร่งด่วน และเกินขีดความสามารถของส่วนภูมิภาคที่จะดำเนินการให้ประสบความสำเร็จได้\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	23	2567	2024-03-05T00:00:00
201	1035	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	สถานการณ์บ้านเมือง	การส่งเสริมการขับรถท่องเที่ยวเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน	"กรณีรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการเดินทางการท่องเที่ยวทางบกเพื่อเพิ่มมูลค่า\\nทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้ และส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยกระทรวง\\nการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนภายใต้โครงการ “ASEAN Drive Tourism” ประกอบด้วย ประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 				\\nสหพันธรัฐมาเลเชีย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทางรถยนต์ เนื่องจากตั้งอยู่ศูนย์กลางของอาเซียนและเส้นทางคมนาคมในประเทศไทยมีสภาพดี \\nมีสถานที่ท่องเที่ยวจำนวนมาก อาหารอร่อย มีความพร้อมด้านที่พัก และระบบอินเตอร์เน็ต \\nแต่การดำเนินการดังกล่าวไม่มีสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งมีประชากรจำนวนมากเข้าร่วมโครงการแต่อย่างใด ทั้งที่ประชากรของสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถเดินทางโดยรถยนต์มาท่องเที่ยวประเทศไทยได้ \\nโดยรัฐบาลของประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ลงนาม “ความตกลงระหว่างรัฐบาล\\nแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตรา\\nซึ่งกันและกัน สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดาและหนังสือเดินทางกึ่งราชการ” เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการท่องเที่ยว ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเชิญสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วมโครงการ “ASEAN Drive Tourism” เพื่อเพิ่มโอกาสด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น\\n 	อย่างไรก็ตาม ประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข\\nในการขออนุญาต การอนุญาต ระยะเวลาการใช้รถ และเครื่องหมายแสดงการใช้รถที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อใช้ในการท่องเที่ยวหรืออื่นใดที่มีความจำเป็นเฉพาะกรณี พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นมาตรการสำหรับการกำกับดูแลการนำรถส่วนบุคคลจดทะเบียนต่างประเทศเข้ามาใช้เพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยมีเงื่อนไข ดังนี้\\n 	๑)	กำหนดให้มีการยื่นคำขออนุญาตใช้รถล่วงหน้าก่อนวันที่นำรถเข้ามาในประเทศไทย\\nผ่านผู้ประกอบการนำเที่ยวของไทย\\n 	๒)	ต้องดำเนินการขออนุญาตก่อนนำรถเข้ามาในประเทศไทย ไม่น้อยกว่า ๕ วันทำการ\\n 	๓) ประเภทรถที่สามารถขออนุญาต ได้แก่ รถยนต์นั่ง มีที่นั่งรวมผู้ขับขี่ไม่เกิน ๙ ที่นั่ง รถยนต์บรรทุก น้ำหนักรวมบรรทุกไม่เกิน ๓,๕๐๐ กิโลกรัม และรถจักรยานยนต์ แต่รถบ้าน/มอเตอร์โฮม และรถขนส่งเชิงพาณิชย์ไม่สามารถยื่นขออนุญาตภายใต้หลักเกณฑ์ดังกล่าว\\n 	๔) ขออนุญาตได้ครั้งละไม่เกิน ๓๐ วัน และไม่เกิน ๖๐ วันต่อปีปฏิทิน\\n 	๕) หากไม่มีใบอนุญาตขับรถที่สามารถใช้ได้ในประเทศไทย นักท่องเที่ยวต้องเข้ารับ\\nการอบรม เป็นระยะเวลา ๑ ชั่วโมง และทดสอบสมรรถภาพ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัด ที่ตั้งอยู่ในจังหวัด\\nที่นำรถเข้า เพื่อขอรับใบอนุญาตขับรถชั่วคราวชนิด ๓๐ วัน\\n 	ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว จึงขอเสนอแนวทางเพื่อพิจารณาดังนี้\\n 	๑) การยื่นขออนุญาตใช้รถต้องยื่นผ่านตัวแทน ทำให้เกิดความสะดวกสบาย\\nในการเดินทางท่องเที่ยว\\n 	๒) ไม่ควรมีข้อห้ามในการนำรถบ้าน/มอเตอร์โฮม เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย\\n 	๓) ควรให้นักท่องเที่ยวสามารถยื่นขออนุญาตนำรถเข้าประเทศไทย ในวันที่เดินทาง\\nเข้าสู่ประเทศไทยได้ โดยไม่ต้องยื่นล่วงหน้า ๕ วัน\\n 	๔) ปัจจุบันหลายประเทศมีการทำใบขับขี่สากล และผู้มีใบอนุญาตมีความสามารถในการขับรถได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเข้ารับการอบรมการขับรถในประเทศไทยอีก\\n 	๕) ควรเปลี่ยนบริบทจากการกำกับเป็นการส่งเสริม โดยให้นักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนโดยใช้หลักฐานประกอบการขออนุญาต เช่น หนังสือเดินทาง ใบขับขี่สากล บัตรเครดิต และประกันภัย\\n	ดังนั้น หากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงประกาศกรมการขนส่งทางบกฉบับดังกล่าว จะทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายการเดินทางในการขับรถเพื่อการท่องเที่ยวมากขึ้น\\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
202	1034	210	นายสำราญ ครรชิต	ความเดือดร้อนของประชาชน	การดำเนินงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค	"ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่อำเภอพนม \\nจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับปัญหากระแสไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับอยู่เป็นประจำ และการขอขยายเขตไฟฟ้าเพื่อการเกษตร รวมทั้งการขอขยายเขตไฟฟ้าให้บ้านเรือนประชาชน หน่วยงานที่รับผิดชอบในการให้บริการและดำเนินการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างล่าช้ามาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา\\n 	ทั้งนี้ อำเภอพนม อยู่ห่างจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ๘๒ กิโลเมตร มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน และมีอุทยานแห่งชาติ ๒ แห่ง แต่ประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันและเพื่อประกอบอาชีพ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค \\nได้ตรวจสอบสาเหตุของไฟฟ้าขัดข้องในพื้นที่อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสั่งการให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาย่อยอำเภอพนม เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาไฟฟ้าขัดข้องในพื้นที่ และการให้บริการประชาชน รวมทั้งการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
203	1033	238	นายออน กาจกระโทก	นโยบายของรัฐบาล	การจัดโครงสร้างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้สถานศึกษาบริหารงาน อย่างมีประสิทธิภาพ	"ได้รับหนังสือร้องเรียนจาก นายเบญจพล  พาลี ประธานชมรมผู้บริหาร\\nครู และบุคลากรทางการศึกษา กศน. สรุปสาระสำคัญได้ว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. ๒๕๖๖ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๐ ตอนที่ ๒๐ ก ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๖) ได้กำหนดให้เปลี่ยนชื่อสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) \\nแต่กระทรวงศึกษาธิการยังไม่สามารถจัดโครงสร้างของกรมฯ ได้เรียบร้อย สำหรับประเด็นที่เป็นปัญหา คือ ร่างโครงสร้างของกรมฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด มีหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงาน คือ (๑) ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา จำนวน ๑๗ แห่ง (๒) ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งมีบทบาทด้านวิทยาศาสตร์ที่เป็นสถานศึกษา จำนวน ๒ แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด และอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (๓) ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน จำนวน ๘ แห่ง และ (๔) ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน จำนวน ๓ แห่ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการ ไม่สามารถบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ตัวอย่าง กรณีจังหวัดสระแก้ว หากกระทรวงศึกษาธิการจัดโครงสร้างโดยกำหนดให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสระแก้ว มีหน้าที่กำกับดูแลศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ ๙ จังหวัด และศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสระแก้ว ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ ๓ จังหวัด สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสระแก้ว จะบังคับบัญชา สั่งการศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ และศูนย์ฝึกฯ \\nซึ่งมีเขตรับผิดชอบในหลายจังหวัดได้อย่างไร ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณา ดังนี้\\n 	๑) กระจายอำนาจ ส่งเสริม และสนับสนุนให้ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา \\nศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพ และศูนย์ที่มีกิจการเฉพาะที่เรียกชื่ออย่างอื่น ได้มีศักยภาพในการบริหารจัดการ และสามารถพัฒนาเป็นสถานศึกษาโดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล ดังเช่นกรณี อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และควรกำหนดให้มีสายบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและคุณภาพ\\n 	๒) ส่งเสริม สนับสนุน และจัดสรรงบประมาณให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพ และศูนย์ที่มีกิจการเฉพาะที่เรียกชื่ออย่างอื่น เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอ\\nต่อการบริหารจัดการ อันจะก่อประโยชน์ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนผู้ใช้บริการ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
204	1032	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาต้นทุนการผลิตข้าวที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อการแข่งขันการค้าข้าวไทยในตลาดโลก	"ประเทศอินเดียได้ระงับการส่งออกข้าว เป็นผลให้ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวในราคาที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคารับซื้อข้าวจากเกษตรกรสูงขึ้นตามไปด้วย อาทิ ข้าวเปลือกข้าวเจ้า \\nราคา ๑๐,๐๐๐ - ๑๐,๕๐๐ บาท/เกวียน แต่อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้ปลูกข้าวยังประสบปัญหาต้นทุนการผลิต\\nที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและศัตรูพืช น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้าสำหรับสูบน้ำ\\n\\n 										     เพื่อการเกษตร...\\nเพื่อการเกษตร ค่าแรงภาคการเกษตร ถึงแม้ว่าเกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวในราคาสูงขึ้น แต่ต้นทุนการผลิต\\nก็เพิ่มสูงขึ้นมาก ย่อมเป็นผลทำให้ได้รับกำไรน้อย\\n	ปี ๒๕๖๗ ได้มีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีการส่งออกข้าว ประมาณ ๗.๕ ล้านตัน เปรียบเทียบกับประเทศที่ส่งออกข้าว ได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย ส่งออกข้าวประมาณ ๑๖.๕ ล้านตัน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ส่งออกข้าว ประมาณ ๖ ล้านตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น ๘.๕ ล้านตัน \\nซึ่งจะทำให้เป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับที่ ๒ ของโลก แทนประเทศไทย เนื่องจากสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามขายข้าวในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G-to-G) ยกตัวอย่าง สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ต้องการข้าว จำนวน ๔ แสนตัน ใช้วิธีประมูลซื้อ - ขายข้าว กับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นสัญญาซื้อขายรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G-to-G) จำนวน ๓ แสนตัน อีก ๑ แสนตัน เป็นสัญญาซื้อขายกับสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ไม่ซื้อข้าวจากประเทศไทยเพราะมีราคาแพง\\n 	ขณะนี้ ประเทศไทยส่งออกข้าว เดือนละประมาณ ๘ แสนตัน ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายเก่า ที่ได้รับผลดีจากการที่สาธารณรัฐอินเดียระงับการส่งออกข้าว คาดการณ์ว่าจะกลับมาส่งออกข้าวอีกครั้ง ในเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม ๒๕๖๗ ประกอบกับค่าดัชนีชี้วัดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเลตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก (Oceanic Nino Index : ONI) บ่งชี้การเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Ni?o)\\nที่บ่งชี้ว่า ปีนี้จะมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ๐.๕ องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำในประเทศไทย โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำลดลง ร้อยละ ๘ ถึงแม้ประเทศไทยจะผลิตข้าวในฤดูการทำนาปรัง จำนวน ๘๑ ล้านตัน เพื่อส่งออกในช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม ๒๕๖๗ ก็จะประสบปัญหาที่ทำให้ราคาข้าวส่งออกตกต่ำลง ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\\n 	๑)	ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามหาวิธีลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว\\n 	๒)	ควรหาตลาดใหม่ภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความต้องการข้าว \\nปีละประมาณ ๓ ล้านตัน\\n 	๓)	ส่งเสริมการวิจัยข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ใช้น้ำน้อย ให้ผลผลิตสูง ใช้ระยะเวลาเพาะปลูกสั้น และมีความต้านทานโรคสูง\\n 	๔)	สนับสนุนการผลิตข้าวที่มีคุณภาพเพื่อการส่งออกให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ข้าวไทยมีราคาสูงในตลาดโลกต่อไป\\n 	กรณีข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเห็นสมควรส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ \\nและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณา\\n	๖. นายออน  กาจกระโทก สมาชิกวุฒิสภา\\n 	เรื่อง การจัดโครงสร้างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้สถานศึกษาบริหารงาน\\nอย่างมีประสิทธิภาพ\\n 	เนื่องจากได้รับหนังสือร้องเรียนจาก นายเบญจพล  พาลี ประธานชมรมผู้บริหาร\\nครู และบุคลากรทางการศึกษา กศน. สรุปสาระสำคัญได้ว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. ๒๕๖๖ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๐ ตอนที่ ๒๐ ก ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๖) ได้กำหนดให้เปลี่ยนชื่อสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) 									       \\nแต่กระทรวงศึกษาธิการยังไม่สามารถจัดโครงสร้างของกรมฯ ได้เรียบร้อย สำหรับประเด็นที่เป็นปัญหา คือ ร่างโครงสร้างของกรมฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด มีหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงาน คือ (๑) ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา จำนวน ๑๗ แห่ง (๒) ศูนย์หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งมีบทบาทด้านวิทยาศาสตร์ที่เป็นสถานศึกษา จำนวน ๒ แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด และอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (๓) ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน จำนวน ๘ แห่ง และ (๔) ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน จำนวน ๓ แห่ง ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการ ไม่สามารถบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ตัวอย่าง กรณีจังหวัดสระแก้ว หากกระทรวงศึกษาธิการจัดโครงสร้างโดยกำหนดให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสระแก้ว มีหน้าที่กำกับดูแลศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ ๙ จังหวัด และศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนสระแก้ว ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ ๓ จังหวัด สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดสระแก้ว จะบังคับบัญชา สั่งการศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ และศูนย์ฝึกฯ \\nซึ่งมีเขตรับผิดชอบในหลายจังหวัดได้อย่างไร ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณา ดังนี้\\n 	๑) กระจายอำนาจ ส่งเสริม และสนับสนุนให้ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา \\nศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพ และศูนย์ที่มีกิจการเฉพาะที่เรียกชื่ออย่างอื่น ได้มีศักยภาพในการบริหารจัดการ และสามารถพัฒนาเป็นสถานศึกษาโดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล ดังเช่นกรณี อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และควรกำหนดให้มีสายบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพและคุณภาพ\\n 	๒) ส่งเสริม สนับสนุน และจัดสรรงบประมาณให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพ และศูนย์ที่มีกิจการเฉพาะที่เรียกชื่ออย่างอื่น เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอ\\nต่อการบริหารจัดการ อันจะก่อประโยชน์ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนผู้ใช้บริการ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
205	1030	135	นางสาวภัทรภร วรามิตร	นโยบายของรัฐบาล	กฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐาน ว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ	"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Exclusive Talk : ตำรวจไหวไหม? กฎหมายยาบ้า ๕ เม็ด เสี่ยงเปิดทางยัดเงิน | เข้มข่าวเย็น เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ โดยกล่าวถึงผู้เสพที่มีอาการ และไม่มีอาการ ให้ใช้วิธีบำบัดด้วยชุมชนเข้มแข็ง สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงให้เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลจังหวัด และมินิธัญญารักษ์ ซึ่งมีอยู่ทุกอำเภอ โดยข้อเท็จจริงแล้ว ผู้เสพไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการบำบัด ผู้ปกครองไม่ยอมรับว่าลูก หลาน ติดยาเสพติด จึงไม่อนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการบำบัด จนกระทั่งมีอาการรุนแรง คลุ้มคลั่ง ขาดสติ จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อจับกุมและนำส่งโรงพยาบาล นอกจากนี้ จังหวัดกาฬสินธุ์มีพื้นที่ ๑๘ อำเภอ แต่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ สามารถรองรับการบำบัด\\nผู้ป่วยยาเสพติดได้ จำนวน ๑๕ เตียง และให้รักษาได้ครั้งละไม่เกิน ๑๔ วัน มีจิตแพทย์ให้การบำบัดรักษา จำนวน ๔ คน โดยจิตแพทย์ต้องรับผิดชอบตรวจผู้ป่วยจิตเวชในโรงพยาบาลประจำอำเภอ คนละ ๓ - ๕ อำเภอ อีกทั้งมีมินิธัญญารักษ์เพียงแห่งเดียว ณ อำเภอคำม่วง จำนวน ๔๐ เตียง โดยสร้างจากเงินบริจาคของประชาชน ที่มิใช่งบประมาณจากส่วนราชการแต่อย่างใด\\n 	อนึ่ง พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ มาตรา ๑๑๔ วรรคสอง ระบุว่า เมื่อผู้สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามวรรคหนึ่ง เข้ารับการบำบัดรักษาและปฏิบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนได้รับการรับรองเป็นหนังสือว่าเป็นผู้ผ่านการบำบัดรักษาเป็นที่น่าพอใจจากหัวหน้าสถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ให้ผู้นั้นไม่มีความผิดในมาตราดังกล่าว								     และวรรคสาม ระบุว่า หากผู้เข้ารับการบำบัดรักษาตามวรรคหนึ่งหลบหนีหรือไม่ให้ความร่วมมือ\\nในการบำบัดรักษา จนครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟู\\nผู้ติดยาเสพติด กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้สถานพยาบาลยาเสพติดหรือสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจัดทำประวัติ ข้อมูล และพฤติการณ์ของผู้หลบหนีหรือไม่ให้ความร่วมมือ\\nในการบำบัดรักษาดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาให้เข้ารับการบำบัดรักษาตามวรรคหนึ่ง \\nเป็นการดำเนินการที่ไม่มีที่สิ้นสุด\\n	ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ ดังนี้\\n 	๑) พิจารณาเร่งรัดให้มีมินิธัญญารักษ์ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศไทย เพื่อประโยชน์\\nในการรักษาผู้ติดยาเสพติดอย่างจริงจัง\\n 	๒) พิจารณาแก้ไขแนวทาง หรือกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการบำบัดรักษา\\nผู้ติดยาเสพติดที่หลบหนีหรือไม่ให้ความร่วมมือในการบำบัดรักษา ตามมาตรา ๑๑๔ วรรคสาม \\nให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
206	1029	216	นางสุนี จึงวิโรจน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาเรื่องโรคไตของประชาชน	"ปัจจุบันประเทศไทยติดอันดับ ๑ ใน ๕ ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่มีประชากรป่วยเป็นโรคไต จากผู้ป่วยโรคไต ๘ ล้านคน พบว่า เป็นภาวะไตวายระยะสุดท้าย ๘๐,๐๐๐ คน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดย ๑ ใน ๑๐ ของประชากรทั่วโลก มีการทำงานของไตผิดปกติ จึงควรสังเกตร่างกาย\\nจาก ๙ สัญญาณ คือ (๑) หน้าบวม ตาบวม ตัวบวม เท้าบวม (๒) ปวดศีรษะตามจังหวะหัวใจบ่อย ๆ \\n(๓) ปัสสาวะมีลักษณะผิดปกติ (๔) ปวดบั้นเอวข้างใดข้างหนึ่ง (๕) มีจ้ำเลือดตามร่างกาย (๖) มีโรคประจำตัว คือ เบาหวาน ความดันเลือดสูง (๗) มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคไต (๘) ทานอาหารไม่ค่อยได้หรือมีอาการอาเจียน และ (๙) ไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปี จึงไม่ทราบว่าตนเองป่วย ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปี และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคไตวาย อันได้แก่ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด \\nออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำ ๖ - ๘ แก้วต่อวัน งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดการทานอาหารสำเร็จรูป และตรวจสุขภาพประจำปี\\nทั้งนี้...\\n	ทั้งนี้ งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ \\nภายในวงเงิน ๒๑๗,๖๒๘,๙๕๙,๖๐๐ บาท ใช้เป็นค่ารักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน ๑๒,๘๐๗,๒๙๘,๖๐๐ บาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่าน จำนวน ๒,๘๕๕,๑๒๓,๐๐๐ บาท (ร้อยละ ๒๘.๖๙) เมื่อมีผู้ป่วยโรคไตเพิ่มขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้น หากดำเนินการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง สามารถประหยัดงบประมาณได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงขอสอบถามและเสนอประเด็น ดังนี้\\n 	๑) กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนป่วยเป็นโรคไตเพิ่มมากขึ้นอย่างไร\\n 	๒) ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ แนวทาง และวิธีการป้องกันอย่างจริงจัง เพื่อให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไต\\n 	๓) ตราพระราชบัญญัติควบคุม/จำกัดปริมาณเกลือแร่ เกลือโซเดียม ไม่ให้เกินที่กำหนด และกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ผลิต และผู้จำหน่ายที่ฝ่าฝืน\\n 	๔) จัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการตรวจสุขภาพประจำปีให้แก่ประชาชนทั่วไป \\nโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
207	1028	36	นายจัตุรงค์ เสริมสุข	กฎหมาย	สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่ชำระหนี้ให้แก่โรงพยาบาล ที่เป็นโรงเรียนแพทย์	"สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีข้อกำหนดและเงื่อนไขเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้ได้รับสิทธิหลักประกันสุขภาพ ๓๐ บาท (สิทธิบัตรทอง) แต่การวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยเพื่อประเมินวิธีรักษาและการใช้ยาควรจะต้องกระทำโดยแพทย์ผู้ทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยรายนั้น ซึ่งประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง หรือแพทย์ผู้ทำการรักษา จะทราบเพียงว่า “สิทธิบัตรทอง ๓๐ บาท” เป็นสิทธิการรักษาพยาบาลฟรีทุกโรคโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีบางกรณีที่มีความจำเป็นที่แพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยนอกเวลาราชการ หรือจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชีหลักเพื่อเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล/ค่ายาจากผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเกิดความไม่พอใจ ว่าเหตุใดจึงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่งประเด็นดังกล่าว \n\n 										         ผู้ขอปรึกษา...\nผู้ขอปรึกษาหารือได้เคยหารือต่อที่ประชุมวุฒิสภาแล้ว ว่าประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ๓๐ บาท \nไม่ควรต้องชำระค่ารักษาพยาบาล จากนั้นจึงได้รับทราบข้อมูลว่า สปสช. มิได้ชำระค่ารักษาพยาบาล\nให้กับโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข \nคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น และคลินิกปฐมภูมิต่าง ๆ ซึ่งเมื่อมีการทวงถามค่ารักษาพยาบาลค้างจ่าย\nไปยัง สปสช. ได้รับคำตอบว่า สถานพยาบาลจ่ายยาให้ผู้ป่วยมากเกินความจำเป็น เป็นเหตุให้ สปสช. \nไม่ยอมชำระค่ารักษาพยาบาลให้กับสถานพยาบาลต่าง ๆ ส่งผลให้สถานพยาบาลที่ทำการรักษาผู้ป่วย\nไม่มีเงินเพียงพอเพื่อชำระค่ายาและเวชภัณฑ์ที่ได้สั่งซื้อจากบริษัทผู้ผลิต จึงทำให้การรักษาผู้ป่วย\nของสถานพยาบาลไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร\n 	จากกรณีดังกล่าวผู้บริหารของ สปสช. ได้ชี้แจงว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ สปสช. ค้างจ่ายเงินของโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ รวมจำนวน ๓๖๙ ล้านบาท เท่านั้น อย่างไรก็ดี จากข้อมูล\nที่ได้รับทราบ ปรากฏว่า สปสช. ค้างจ่ายเงินโรงพยาบาลศิริราช ๔๖๐ ล้านบาท โรงพยาบาลรามาธิบดี ๒๐๐ ล้านบาท โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ๖๘ ล้านบาท และโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ๖๐ ล้านบาท เป็นต้น จากจำนวนเงินที่ค้างจ่ายดังกล่าว ส่งผลให้โรงพยาบาลเกิดวิกฤตในการดำเนินงานอย่างมาก ขณะเดียวกัน สปสช. กลับมีการประชาสัมพันธ์ว่า “บัตรประชาชนใบเดียวสามารถรักษาได้ทุกโรค” ดังนั้น สปสช. \nควรรีบดำเนินการชำระเงินค้างจ่ายให้แก่โรงพยาบาล มิเช่นนั้นในอนาคตประชาชนจะเข้าถึงการรักษาพยาบาล\nที่มีคุณภาพได้อย่างลำบาก ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี และกระทรวงสาธารณสุข เร่งดำเนินการ\nแก้ไขปัญหาดังกล่าว ให้แก่โรงพยาบาลและแพทย์โดยด่วน"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
208	1027	243	นายอำพล จินดาวัฒนะ	นโยบายของรัฐบาล	ผลกระทบจากนโยบายขยายเวลาเปิดสถานบริการถึงเวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกา	"เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เวลาประมาณ ๐๔.๑๕ นาฬิกา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ บริเวณปากซอยปลูกจิตร ถนนพระราม ๔ กรุงเทพมหานคร ได้มีรถยนต์วิ่งมาที่จุดตรวจด้วยความเร็วสูง และไม่ยอมหยุดรถตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งสัญญาณให้หยุด แต่กลับเร่งเครื่องและพุ่งชนเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ จนเป็นเหตุ\nให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต และจากการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ปรากฏว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์\n๑๘๗ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือกรณีอุบัติเหตุที่จังหวัดบุรีรัมย์ ชายอายุ ๖๗ ปี ขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์\nที่เด็กหญิงอายุ ๑๒ ขวบ ขับสวนทางมา ทำให้เด็กเสียชีวิต ๒ คน และจากการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ \nปรากฏว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ ๑๐๗ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะเห็นว่าทั้งสองกรณี ผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์\nสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด อันเป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายขยายเวลาเปิดสถานบริการที่ตั้งอยู่ในโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม (ทั่วประเทศ) และสถานบริการที่ตั้งอยู่ในท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้สามารถเปิดบริการถึงเวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้น มีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนโยบายดังกล่าว เป็นนโยบายที่ไม่ห่วงใยสุขภาพของประชาชนและผลกระทบทางสังคม นอกจากนี้รัฐบาลยังมีนโยบายลดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนโยบายขยายเวลาการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่ายขึ้น มากขึ้น และนานขึ้น ซึ่งอาจเกิดพฤติกรรมเมาแล้วขับ ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มมากขึ้นตามมา\n	อนึ่ง จากข้อมูลของผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์และสาธารณสุข ในคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า การขยายเวลาปิดสถานบริการในเวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกา ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ นั้น ฐานข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด พบผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเดือนมกราคม ๒๕๖๗ ในพื้นที่นำร่อง รวม ๒๐๕ คน เพิ่มขึ้นมาก\nเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม ๒๕๖๖ ที่ยังไม่มีนโยบายดังกล่าว โดยมีผู้เสียชีวิต ๔๙ คน \nเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๓๑ เฉพาะช่วงเวลา ๐๒.๐๐ - ๐๕.๕๙ นาฬิกา หลังมีนโยบาย พบการเสียชีวิต ๑๘ คน เพิ่มจาก ปี ๒๕๖๖ จำนวน ๘ คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ ๘๐ จึงเห็นว่านโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบรุนแรง คือ เพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในช่วงเวลาเช้าตรู่อย่างน้อยที่สุด ๘ คนต่อเดือน หรือประมาณ ๑๐๐ คนต่อปี ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข \nพิจารณาทบทวนนโยบายขยายเวลาเปิดสถานบริการ โดยคำนึงถึงสุขภาพและผลกระทบทางสังคม\nของประชาชน มิใช่คำนึงถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
209	1026	34	นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน	นโยบายของรัฐบาล	ประเด็นความเสี่ยงโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ๑๐,๐๐๐ บาท	"จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ๑๐,๐๐๐ บาท มีความเสี่ยงต่อการทุจริตเชิงนโยบาย รวมทั้งความเสี่ยงด้านกฎหมาย และด้านอื่น ๆ ดังนี้\n 	๑) การหาเสียงแจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท มีเป้าหมายเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน เป็นสัญญาว่าจะให้ ซึ่งขัดต่อมาตรา ๗๓ (๑) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยขณะหาเสียงได้กล่าวว่าจะใช้เงินจากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ แต่เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว เงื่อนไขได้เปลี่ยนแปลงไป โดยจะดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อกู้เงินด้วยเหตุผลเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ โดยดำเนินการกู้เงินเป็นเงินบาท \nแต่ต้องนำเงินบาทไปแลกเป็นเหรียญดิจิทัล เมื่อครบ ๖ เดือน ต้องรวบรวมเหรียญดิจิทัลแลกกลับคืน\nเป็นเงินบาท ซึ่งเสียค่าธรรมเนียมแลกเงิน ๒ ครั้ง ในอัตราร้อยละ ๓ ต่อครั้ง รวมเสียค่าธรรมเนียม ร้อยละ ๖ คิดเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท\n 	๒) การนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Block chain) ไปใช้กับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ควรพิจารณาความจำเป็น เหมาะสม ตลอดจนระยะเวลา และงบประมาณที่ใช้ดำเนินการ จำนวน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท กลุ่มบุคคลใดได้รับผลประโยชน์\n 	๓) การขยายพื้นที่จาก ๔ กิโลเมตร เป็นครอบคลุมทั้งอำเภอ เป็นการเอื้อประโยชน์\nแก่นายทุน หรือพรรคการเมืองหรือไม่ อย่างไร\n 	๔) การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนหรือไม่ เพราะค่าใช้จ่ายจากการอุปโภคบริโภคที่ประชาชนต้องการ ไม่สามารถใช้เงิน\nจากโครงการดังกล่าวได้ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และการจ่ายหนี้สิน เป็นต้น\n 	๕) ความเสี่ยงด้านกฎหมาย การตราพระราชกฤษฎีกากู้เงิน ๕ แสนล้านบาท มีความเสี่ยงด้านกฎหมาย ๒ ประการ ได้แก่ (๑) ด้านการกู้เงิน มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๖๒ มาตรา ๗๑ และมาตรา ๑๗๒ และ (๒) ความเสี่ยงตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๙ มาตรา ๔๙ มาตรา ๕๓ มาตรา ๕๗ ซึ่งทั้ง ๖ มาตราดังกล่าว ได้บัญญัติการกู้เงินว่าต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ต้องคุ้มค่า มั่นคง ยั่งยืน มีเสถียรภาพ น่าเชื่อถือ และต้องกระทำด้วยความรอบคอบ โดยเฉพาะ มาตรา ๕๓ การกู้เงินของรัฐบาลนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ให้กระทรวงการคลังกระทำการได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะ และเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยไม่อาจ\nตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน มาตรา ๕๗ การกู้เงินตามมาตรา ๕๓ และมาตรา ๕๖ จะกระทำได้แต่เฉพาะ\n\n 											 เพื่อใช้จ่าย...\nเพื่อใช้จ่ายเฉพาะตามแผนงานหรือโครงการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือสังคม และเมื่อหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นเจ้าของแผนงานหรือโครงการมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการที่จะใช้จ่ายเงินกู้นั้นแล้ว มาตรา ๙ วรรคสาม คณะรัฐมนตรีต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง อันที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว\n	๖) การจ่ายเงิน มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๐ พระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ พระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๓ - ๔/๒๕๕๗ ซึ่งวินิจฉัยว่า เงินกู้ คือ เงินแผ่นดิน การจ่ายเงิน\nต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ๒๕๖๓ พระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ \nและพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ การตราพระราชกฤษฎีกากู้เงิน ๕ แสนล้านบาท \nไม่เข้าหลักเกณฑ์กฎหมายทั้ง ๕ ฉบับ จึงไม่สามารถจ่ายเงินได้ หากจำเป็นต้องจ่ายเงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ตามมาตรา ๕๓ ต้องดำเนินการตราเป็นพระราชกำหนด ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๒ เหมือนครั้งที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ วิกฤตอุทกภัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ และวิกฤตโควิด \nเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๓\n 	๗) ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ประเมินว่า เศรษฐกิจประเทศไทยจะมีการขยายตัว เฉลี่ยร้อยละ ๒.๕ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประเมินว่าขยายตัว ร้อยละ ๑.๘ และการคาดการณ์\nในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ มีการขยายตัว เฉลี่ยร้อยละ ๒.๗ - ๓.๗\n 	ดังนั้น หน่วยงานหรือองค์กรทางเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ และอาจารย์มหาวิทยาลัย \nมีความคิดเห็นตรงกันว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่เข้าข่ายวิกฤต และยังไม่เห็นสัญญาณ\nที่นำไปสู่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่อาจมีสัญญาณการเจริญเติบโตในอัตราที่ชะลอตัว\nต่ำกว่าศักยภาพ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ จึงขอให้รัฐบาลนำข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ไปประกอบการพิจารณาอย่างรอบในการกู้เงิน จำนวน ๕ แสนล้านบาท ต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
210	1025	31	นายเฉลา พวงมาลัย	กฎหมาย	ขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาไทย เพื่อพัฒนาและยกระดับสมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากลให้สูงขึ้น	จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักและตัวชี้วัดภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติ จากตัวชี้วัดของสถาบันนานาชาติเพื่อพัฒนาการจัดการ (International Institute for Management Development : IMD) พบว่าสมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากลยังอยู่ในระดับที่ไม่ดี ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี เร่งรัดการปฏิรูปการศึกษาไทย ยกระดับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ในวิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาสังคมศึกษา เพื่อพัฒนาและยกระดับสมรรถนะการศึกษาไทยให้สูงขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการกระจายอำนาจการศึกษาไปสู่ภูมิภาค เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเร่งรัดให้กระทรวงศึกษาธิการ ผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยเร่งด่วน	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
211	1024	233	นายอนุศักดิ์ คงมาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ผลกระทบต่อประชาชนจากปัญหาการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ	"จากกรณีเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย \nชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ชมรมโรงพยาบาลสถาบันกรมการแพทย์ และสมาคม\nคลินิกชุมชนอบอุ่น ได้ร้องเรียนการดำเนินงานของสำนักงานกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) \nว่าการเบิกจ่ายงบประมาณมีความล่าช้า ซึ่งส่งผลให้สถานพยาบาลชำระค่าเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์การแพทย์\nไปยังผู้ประกอบการล่าช้าตามไปด้วย ในที่สุดผู้ประกอบการก็จะใช้กลไกทางการเงินโดยขึ้นราคาสินค้าเป็นปัญหาเชิงระบบที่รัฐบาลต้องดำเนินการแก้ไข ดังนั้น จึงขอสอบถามรัฐบาล ดังนี้\n	๑) การเปลี่ยนระบบบริการสาธารณสุขจากแบบปฐมภูมิโมเดล ๕ ไปเป็นแบบโมเดล ๒ ตามที่เครือข่ายแพทย์ดังกล่าวข้างต้นเรียกร้องนั้น จะส่งผลต่อการรับบริการของประชาชนอย่างไร\n 	๒) รัฐบาลมีแนวทางแก้ไขปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณของ สปสช. ที่ล่าช้าอย่างไร \n 	๓) รัฐบาลมีแนวทางอย่างไรที่ทำให้ระบบการรักษาพยาล อันได้แก่ สิทธิสวัสดิการข้าราชการ สิทธิประกันสังคม และสิทธิรักษาพยาบาลให้กับผู้ที่มีสัญชาติไทยและไม่มีสวัสดิการ\nด้านการรักษาพยาบาลอื่นใดที่รัฐจัดให้ ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ และเป็นธรรมต่อประชาชนทุกระดับ\n 	๔) รัฐบาลมีแนวทางที่จะทำให้ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เข้ามามีส่วนร่วม \nเพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพมีความมั่นคงมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร\n 	๕) รัฐบาลมีแนวทางสนับสนุนนโยบายการใช้สมุนไพร และแพทย์ทางเลือก \nเพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบการดูแลสุขภาพในระดับบุคคล ชุมชน และท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ \nและลดค่าใช้จ่ายของประเทศอย่างไร"	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงสาธารณสุข 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
212	1023	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	กฎหมาย	มาตรการเร่งรัดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานของรัฐ	"สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับคดีการทุจริตของนักการเมือง ผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐเป็นจำนวนมาก เช่น คดีลักลอบนำสุกรหรือเนื้อสัตว์ผิดกฎหมายมาจำหน่ายในประเทศ คดีพนันออนไลน์ และคดีสินบน เป็นต้น ซึ่งกระบวนการดำเนินการสอบสวนหาผู้กระทำความผิดยังมีความล่าช้า เนื่องจากคดีมีความซับซ้อน มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพล นอกจากนี้ การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานของรัฐ ตามกฎหมายได้กำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบสำนวนไต่สวนต่าง ๆ ที่มีเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ระยะเวลาการสั่งฟ้องผู้กระทำความผิด อาจใช้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๕ ปี ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการประเมินจากองค์กรโปร่งใสนานาชาติ (TI : Transparency International) ว่ามีประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายต่อคดีทุจริตในระดับต่ำ และอาจเป็นแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่กระทำการทุจริตโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย\n 	ทั้งนี้ รัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้แก้ไขปัญหาโดยการจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ โดยมีหน้าที่อำนวยการประสานงาน ติดตาม เร่งรัด กำกับดูแล ประเมินผลการดำเนินงานของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตเป็นไปอย่างบูรณาการและมีเอกภาพ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ มีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถเร่งรัดติดตามคดีทุจริตให้สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติขึ้นอีกครั้ง เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของรัฐบาลเกิดผลสัมฤทธิ์เชิงบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถนำคดีการทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานของรัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างรวดเร็วต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
213	1022	160	นายวัลลภ  ตังคณานุรักษ์	กฎหมาย	การยกย่องข้าราชการและหลักเกณฑ์เพื่อประกอบการเลื่อนยศตำรวจ	"ข้อความบนอนุสาวรีย์หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ระบุว่า “ผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชน” นำมาซึ่งการค้นหาตำรวจที่มีพฤติกรรมที่ดีน่าชื่นชมยกย่อง โดยขอยกตัวอย่างตำรวจ จำนวน ๔ นาย ดังนี้\n 	๑)	ร้อยตำรวจโท ธีระชัย  กลิ่นโกสุม รองสารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยใช้เวลานอกราชการดูแลบิดาที่ป่วยเป็นอัมพาตอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา ๓ ปี และเป็นที่รักของประชาชนในพื้นที่\n 	๒)	ร้อยตำรวจเอก ชูศักดิ์  แสงรูจี รองสารวัตร (ป้องกันปราบปราม) สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ กรุงเทพมหานคร จากเหตุการณ์เพลิงไหม้บ้านประชาชนบริเวณซอยทองหล่อ ๒๕ เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๖ ได้ฝ่ากองไฟที่กำลังไหม้อย่างรุนแรง เพื่อช่วยเหลือหญิงชราซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง \nโดยได้รับบาดเจ็บพอสมควร\n 	๓)	พันตำรวจโท ชาญณรงค์  ไชยสาคร สารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรหินเหล็กไฟ จังหวัดบุรีรัมย์ ใช้เวลานอกราชการประกอบอาชีพเสริมโดยการหาบเร่ขายของ มีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเดือน  มากกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท และเป็นที่รักของประชาชนในพื้นที่เพราะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์\nและไม่รีดไถประชาชน\n 	๔)	ร้อยตำรวจโทหญิง สาวิตรี  ราวินิจ รองสารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ ได้ช่วยเหลือชายผู้หนึ่งที่ทำธุรกรรมทางธนาคารผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยโอนเงินผิดบัญชี และรอระยะเวลาดำเนินการจากธนาคารไปแล้ว ๔๕ วัน ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถติดต่อเจ้าของบัญชีได้ จึงได้เล่าความทุกข์ให้ตำรวจฟัง จากนั้น ร้อยตำรวจโทหญิง สาวิตรีฯ ได้หาข้อมูล\nของเจ้าของบัญชีปลายทางและสามารถติดต่อจนกระทั่งเจ้าของบัญชีโอนเงินกลับให้ชายคนดังกล่าว\n 	จากพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานธงชัยประจำหน่วยตำรวจ และพิธีสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๙๕ ความว่า “จงอย่าลืมว่าท่านเป็นตำรวจ จงทำตนให้สมกับที่เป็นตำรวจ จงเป็นตำรวจที่ดี ไม่ว่าจะเป็นตำรวจชั้นใด จะเป็นนายตำรวจสัญญาบัตรก็ดี ชั้นนายสิบหรือพลตำรวจก็ดี นับเป็นผู้มีเกียรติเสมอเหมือนกันหมด คือ เกียรติแห่งลูกผู้ชายที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบ้านเมืองของตน” ดังนั้นจึงขออเสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาหลักเกณฑ์เพื่อประกอบการเลื่อนยศตำรวจ หรือตำแหน่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนระดับสูงในเรื่องการกระทำความดีและได้รับการยกย่องจากประชาชน เพื่อส่งเสริมให้คนดีมีความก้าวหน้าในอาชีพต่อไป\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	20	2567	2024-02-20T00:00:00
214	1021	18	พลโท จเรศักณิ์ อานุภาพ	กฎหมาย	การออกเอกสารสิทธิในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในพื้นที่อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย	"คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัด\nภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแนวทาง\nการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและที่ทำกินในพื้นที่ป่าไม้ ณ บ้านน้ำพุ ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย และบ้านท่าศาลา ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย โดยมีหน่วยงาน\nที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังและชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งประชาชนได้เสนอข้อคิดเห็นต่อคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนฯ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้\n		(๑) เรื่อง การติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนซึ่งอยู่อาศัยมาก่อน\n		ความเป็นมา\n		เมื่อปี ๒๕๑๗ ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าภูหลวง ในท้องที่ตำบลปลาบ่า และตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ ตำบลโพนสูง ตำบลวังยาว และตำบลอีปุ่ม อำเภอด่านซ้าย \nและตำบลหนองงิ้ว ตำบลทรายขาว และตำบลตำบลภูหอ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๑๗ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๙๑ ตอนที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๑๗) \nและต่อมา ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าภูหลวง ในท้องที่ตำบลปลาบ่า ตำบล\nท่าศาลา อำเภอภูเรือ ตำบลโพนสูง ตำบลวังยาว ตำบลอีปุ่ม อำเภอด่านซ้าย ตำบลหนองงิ้ว ตำบลเขาหลวง ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง และตำบลภูหอ ตำบลเลยวังไสย์ กิ่งอำเภอภูหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๔ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๘ ตอนที่ ๑๔๔ ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๔) กำหนดให้บริเวณที่ดินป่าภูหลวง ในท้องที่ตำบลปลาบ่า ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ ตำบลโพนสูง ตำบลวังยาว ตำบลอีปุ่ม อำเภอด่านซ้าย ตำบลหนองงิ้ว ตำบลเขาหลวง ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง และตำบลภูหอ ตำบลเลยวังไสย์ กิ่งอำเภอภูหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ครอบคลุมพื้นที่กว่า ๕๐๐,๐๐๐ ไร่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้มีการประกาศทับที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชนซึ่งอยู่อาศัยมาก่อน เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐดำเนินคดีกับประชาชนในพื้นที่ในข้อหาบุกรุกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงเป็นจำนวนมาก\n		ต่อมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ เห็นชอบในหลักการ เรื่อง พื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\nดำเนินการให้ถูกต้อง เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และมติคณะรัฐมนตรี\nที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จัดอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย กลุ่มที่ ๔ ชุมชน\nที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ก่อนและหลัง มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ประกอบกับพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก \nลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒) มาตรา ๑๒๑ กำหนดให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช \nสำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า\nแต่ละแห่งให้แล้วเสร็จภายใน ๒๔๐ วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าว \nและรัฐบาลมีแผนงานหรือนโยบายในการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินและได้อยู่อาศัยหรือทำกิน\nในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าที่มีการประกาศกำหนดมาก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้\nใช้บังคับ ให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจัดทำโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และ\nดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าโดยมิได้สิทธิในที่ดินนั้น เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว\nต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ไม่มีที่ดินทำกินและได้อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ภายใต้กรอบเวลาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ หรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๖/๒๕๕๗ โดยต้องจัดให้มีแผนที่แสดงแนวเขตโครงการที่จะดำเนินการแนบท้ายพระราชกฤษฎีกา\n		เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๕ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการสำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ส่งเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้กรมการปกครอง ดำเนินการตรวจสอบว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีประชาชนอยู่อาศัยหรือทำกินจริงหรือไม่\nเพื่อใช้ประกอบการจัดทำแผนที่แสดงแนวเขตโครงการที่จะดำเนินการแนบท้ายพระราชกฤษฎีกา มิฉะนั้น จะไม่สามารถตราพระราชกฤษฎีกาได้ ซึ่งประเด็นปัญหาความล่าช้าในการตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้เต็มกำลังความสามารถ ดังนั้น ขอให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เร่งรัดการตรวจสอบและยืนยันไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเร็วที่สุด \n		(๒) เรื่อง การจัดทำแนวกันชนป้องกันช้างป่า และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า ในพื้นที่อำเภอภูเรือ และอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย  \n		สืบเนื่องจากประชาชนในพื้นที่อำเภอภูเรือ และอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาช้างป่าบุกรุกทำลายพืชผลทางการเกษตรเสียหาย ได้รับอันตรายและเสียชีวิต จึงมีแนวความคิด\nการจัดทำแนวกันชนป้องกันช้างป่าด้วยการปลูกป่า เห็นว่าหากประชาชนในพื้นที่ได้รับเอกสารสิทธิในที่ดิน \nจะทำให้สามารถร่วมกันปลูกป่าเพื่อเป็นแนวกันชนป้องกันช้างป่าได้ นอกจากนี้ ในด้านของการเยียวยา  กระทรวงมหาดไทยได้ออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชน\nตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้ อปท. สามารถให้การช่วยเหลือและเยียวยาแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาช้างป่าบุกรุกทำลายพืชผลทางการเกษตรเสียหาย ได้รับอันตรายและเสียชีวิต โดยสามารถใช้เงินกองทุนของ อปท. ได้ \n		(๓) เรื่อง กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่อำเภอภูเรือ และอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย\n		สืบเนื่องจากในพื้นที่อำเภอภูเรือ และอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เห็นว่าหากประชาชนในพื้นที่ได้รับเอกสารสิทธิในที่ดิน จะช่วยส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ได้อีกทางหนึ่งด้วย"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	21	2567	2024-02-27T00:00:00
215	1020	36	นายจัตุรงค์ เสริมสุข	กฎหมาย	กฎกระทรวงสาธารณสุขกำหนดข้อสันนิษฐานว่าการครอบครองเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) จำนวนไม่เกิน ๕ เม็ด ถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ 	"จากกระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. ๒๕๖๗ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๑ ตอนที่ ๖ ก ลงวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗) โดยกฎกระทรวงฯ ข้อ ๒ (๑) (จ) กำหนดให้การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เมทแอมเฟตามีน (methamphetamine หรือ methamfetamine) \nมีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินห้าร้อยมิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก \nมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ ซึ่งเป็นผลให้\nผู้ใดมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองไม่เกิน ๕ เม็ด ถือว่าผู้นั้นเป็นเพียงผู้เสพที่ต้องได้รับการบำบัดรักษา ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมว่า “ครอบครองยาบ้า ๕ เม็ด ไม่ผิดกฎหมาย” ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็น ชักพาให้เด็กและเยาวชนเสพยาเสพติดเพิ่มจำนวนมากขึ้น  \n		ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้แถลงข่าวมาตรการรองรับภายหลังการประกาศกฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. ๒๕๖๗ เพื่อให้สังคมเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการครอบครองยาเสพติด สรุปสาระสำคัญได้ว่า \nไม่ว่าครอบครองเมทแอมเฟตามีนจำนวนกี่เม็ด ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย และข้อสันนิษฐานว่าครอบครองเมทแอมเฟตามีนไม่เกิน ๕ เม็ด ถือว่าเป็นผู้เสพ ไม่ใช่หลักเกณฑ์ใหม่ เพราะมีการกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ไว้เป็นเวลากว่า ๒๐ ปีแล้ว โดยพิจารณาจากพฤติการณ์การครอบครองเป็นสำคัญว่า\nผู้นั้นเป็นเพียงผู้เสพ หรือเป็นผู้จำหน่าย ซึ่งโดยทั่วไป เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ที่มีเมทแอมเฟตามีน\nไว้ในครอบครอง จำนวน ๕ เม็ด ผู้นั้นจะต้องเข้าสู่กระบวนการสังคมบำบัด พร้อมทั้งป้องกันการกลับมาเสพซ้ำ \n		อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกลับปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ที่มี\nเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำนวนไม่เกิน ๕ เม็ด ซึ่งเข้าข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นผู้เสพ หลังจากนั้นเพียง ๒ - ๓ วัน ผู้นั้นมักจะได้รับการปล่อยตัว \n		ในเรื่องส่งตัวผู้เสพไปบำบัดรักษา มีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าสถานที่บำบัดมีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งโรงพยาบาลไม่มีสถานที่ควบคุมตัวผู้ติดยาเสพติด รวมทั้งไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังคงค้างจ่ายเงินโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ และโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวนกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือ ได้เคยสะท้อนปัญหาดังกล่าวผ่านการปรึกษาหารือในคราวการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันอังคารที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เรื่อง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่ชำระหนี้ให้แก่โรงพยาบาล\nที่เป็นโรงเรียนแพทย์ ดังนั้น ขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา ดังนี้ \n		(๑) สถานที่บำบัดมีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญด้านการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด\nไม่เพียงพอ \n		(๒) สถานที่บำบัดขาดความพร้อมในการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด\n		(๓) สถานที่บำบัดไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับใช้ในการบำบัดผู้ติดยาเสพติด"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	21	2567	2024-02-27T00:00:00
216	1019	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	การเตรียมการรองรับผู้อพยพและหลบหนีเข้าเมืองจากชายแดนประเทศไทย - ประเทศเมียนมา ของรัฐบาลไทย	"ประเทศเมียนมาได้มีการสู้รบกันภายในประเทศ โดยกองทัพเมียนมาได้มีคำสั่งเรียกเกณฑ์ทหาร โดยกำหนดให้ชายสัญชาติเมียนมาที่มีอายุ ๑๘ - ๓๕ ปี และหญิงสัญชาติเมียนมา\nที่มีอายุ ๑๘ - ๒๗ ปี ต้องเข้าประจำการเป็นเวลาอย่างน้อย ๒ ปี แม้เรื่องดังกล่าวจะเป็นเรื่องกิจการภายใน \nแต่เนื่องจากประเทศไทยและประเทศเมียนมามีชายแดนติดต่อกันเป็นระยะทางกว่า ๑,๐๐๐ กิโลเมตร เป็นที่คาดหมายได้ว่าจะมีปัญหาผู้อพยพลี้ภัยสงครามจากประเทศเมียนมาเข้ามายังประเทศไทย \nซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ๓ ประเด็น ดังนี้\n	 	ประเด็นที่หนึ่ง วิกฤตผู้อพยพลี้ภัยสงครามตามแนวชายแดนประเทศไทย - ประเทศเมียนมา ซึ่งประเทศไทยต้องรับผู้อพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาดูแลตามหลักมนุษยธรรม จนกว่าสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมาคลี่คลาย และมีความปลอดภัย จึงจะจัดการให้ผู้อพยพกลับไปมาตุภูมิได้ \n		ประเด็นที่สอง แรงงานอพยพจากประเทศเมียนมาจะเข้ามาแย่งอาชีพของคนไทย โดยในปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทย จำนวน ๓,๔๑๕,๗๗๔ คน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นแรงงานจากประเทศเมียนมามากที่สุด (ข้อมูล ณ วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๗)	\n		ประเด็นที่สาม ผู้อพยพที่เป็นนักเรียนและนักศึกษาที่เข้ามาเรียนและศึกษาในประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ นักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่ติดตามบิดามารดา\nที่อพยพลี้ภัยเข้ามาทำงานในประเทศไทย และ กลุ่มที่ ๒ นักศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งอพยพลี้ภัยจากคำสั่งเรียกเกณฑ์ทหารของกองทัพเมียนมาดังกล่าวข้างต้น \n		ดังนั้น ขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา ดังนี้ \n		(๑) รัฐบาลได้เตรียมการรองรับผู้อพยพลี้ภัยสงครามตามแนวชายแดนประเทศไทย - ประเทศเมียนมา อย่างไร \n		(๒) รัฐบาลได้มีการเข้มงวดกวดขันแรงงานอพยพที่หลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย หรือไม่ อย่างไร \n		(๓) สถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทยได้มีการเตรียมการรองรับนักศึกษาที่จะเข้ามาจากประเทศเมียนมาหรือไม่ อย่างไร \n		(๔) รัฐบาลได้มีการฝึกอาชีพให้แก่คนไทย ทั้งการเพิ่มและพัฒนาเพื่อยกระดับทักษะ (Upskill) และกระบวนการพัฒนาหรือเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อค้นหาเส้นทางอาชีพ (Reskill) เพื่อสร้างแรงงานฝีมือและเพื่อรักษาตำแหน่งงานของคนไทยไว้หรือไม่ อย่างไร \n		(๕) รัฐบาลได้มีการเตรียมการเพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจแก่คนไทยและสังคมไทย ในการอยู่ร่วมกันกับชาวต่างชาติหรือไม่ อย่างไร \n		(๖) รัฐบาลได้มีการเตรียมการเพื่อกำกับ ควบคุม และดูแลรักษาความสงบภายในประเทศ กรณีที่จะมีผู้อพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร เช่น ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	21	2567	2024-02-27T00:00:00
217	1018	238	นายออน กาจกระโทก	นโยบายของรัฐบาล	การเช่าอุปกรณ์การเรียนการสอน (Tablet หรือ Notebook หรือ Chromebook) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา	"เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในหลักการ\nให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนำรายการที่มีวงเงินตั้งแต่ ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไป โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา ระยะที่ ๒ : จัดหาอุปกรณ์\nการเรียนที่เหมาะสมต่อผู้เรียนแต่ละวัย (Anywhere Anytime) ระยะเวลา ๕ ปี ปีงบประมาณ พ.ศ. \n๒๕๖๘ - ๒๕๗๒ วงเงินกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้สามารถ\nเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยสนับสนุนให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และมีโอกาสได้อย่างเท่าเทียมครอบคลุมทั้งในพื้นที่ห่างไกลหรือทุรกันดาร โดยมีการพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การเช่าใช้ระบบคลาวด์ (Cloud) สำหรับแพลตฟอร์มด้านการศึกษา \nและการเช่าอุปกรณ์การเรียนการสอน (Tablet หรือ Notebook หรือ Chromebook) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งมีการกำหนดเป้าหมาย สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ และสำหรับครูของโรงเรียนคุณภาพและโรงเรียนขยายโอกาส ดังนั้น ขอหารือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพิจารณา ดังนี้ \n		(๑) ขอให้พิจารณากำหนดเป้าหมายให้ครอบคลุมถึงนักเรียนระดับประถมศึกษา \nเพราะเป็นช่วงวัยที่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับฝึกทักษะค้นคว้าหาความรู้เช่นเดียวกัน \n		(๒) เนื่องจากในอดีตกระทรวงศึกษาธิการเคยประสบปัญหาจากโครงการจัดซื้อแท็บเล็ตให้แก่นักเรียน พบว่าแท็บเล็ตที่ดำเนินการจัดซื้อ เป็นแท็บเล็ตที่มีคุณภาพต่ำ และไม่มีบริการหลังการขาย ซึ่งเป็นการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่ไม่คุ้มค่า ดังนั้น ขอให้ดำเนินการเช่าอุปกรณ์การเรียนการสอน\nครั้งนี้ โดยคำนึงถึงคุณภาพของอุปกรณ์การเรียนการสอน มีการบริการหลังการขาย และมีความคุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดินที่ใช้จ่ายไป ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่การศึกษาของนักเรียน\n		(๓) ขอให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส และวางมาตรการป้องกันปัญหาการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในการเช่าอุปกรณ์การเรียนการสอน"	กระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	21	2567	2024-02-27T00:00:00
218	1017	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	สถานการณ์บ้านเมือง	การส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยเรือสำราญฝั่งอันดามัน	"จากเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศวิสัยทัศน์ Thailand Vision “IGNITE THAILAND จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง” มุ่งเป้าพัฒนาประเทศไทย\nให้กลายเป็นศูนย์กลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมระดับโลก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้ง ๘ ด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยว การรักษาพยาบาลและสุขภาพ อาหาร การบิน ขนส่ง การผลิตยานยนต์แห่งอนาคต เทคโนโลยี และการเงิน โดยในด้านพัฒนาการท่องเที่ยว มีเป้าหมายพัฒนาประเทศไทย\nให้เป็นศูนย์กลางเมืองการท่องเที่ยว (Tourism Hub) เนื่องจากประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่นตลอดปี \n		ในการนี้ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ คณะกรรมาธิการคมนาคม วุฒิสภา นำโดย \nพลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม วุฒิสภา นำคณะ\nลงพื้นที่ศึกษาดูงานติดตามความคืบหน้าโครงการด้านคมนาคม ขนส่ง และการท่องเที่ยว ณ จังหวัดภูเก็ต  พบว่า ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตมีสภาพแออัด และตั๋วเครื่องบินมีราคาแพง เป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตด้วยเรือสำราญเป็นจำนวนมาก แต่จังหวัดภูเก็ตไม่มีท่าเรือน้ำลึก \nจึงไม่สามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ เป็นเหตุให้เรือสำราญขนาดใหญ่ต้องจอดแวะพักที่ท่าเรือแวะพัก (Port of Call) ณ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยให้นักท่องเที่ยวลงเรือขนาดเล็กเพื่อเดินทางต่อเข้าไปในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งท่าเรือแวะพักเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ไม่ค้างคืน นักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ \nไม่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักค้างคืน ดังนั้น รัฐบาลควรพัฒนาให้เป็นท่าเรือหลัก (Home Port) เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับเรือสำราญขนาดใหญ่ ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง\nสามารถพักค้างคืนได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งอยู่ท่องเที่ยวพักผ่อนได้นานขึ้น รวมทั้งรองรับการขนส่งสินค้า ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในฝั่งอันดามันได้เป็นอย่างดี\n		นอกจากนี้ ในปัจจุบัน เรือสำราญขนาดใหญ่ที่มีระวางขับน้ำ ๑๐๐,๐๐๐ - ๒๐๐,๐๐๐ ตัน เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในแถบเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยวในฝั่ง\nอันดามัน โดยเรือสำราญขนาดใหญ่ลำหนึ่ง สามารถบรรทุกผู้โดยสาร ๓,๐๐๐ คน พร้อมลูกเรือ ๓,๐๐๐ คน \nรวมเป็น ๖,๐๐๐ คน ประกอบกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยเรือสำราญขนาดใหญ่เป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตามเป้าหมายพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเมืองการท่องเที่ยว (Tourism Hub) ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการ ดังนี้ \n		(๑) ปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ซึ่งปัจจุบัน ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตมีร่องน้ำลึกเพียง ๙ เมตร รองรับเรือสำราญขนาดเล็ก ที่มีระวางขับน้ำ ๘๐,๐๐๐ ตัน บรรทุกผู้โดยสารได้เพียง ๑,๐๐๐ คนเท่านั้น ไม่สามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ได้ โดยขอให้ขุดลอกท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ให้มีร่องน้ำลึก ๑๕ เมตร (เช่นเดียวกับท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง) เพื่อให้สามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ที่มีขนาดระวางขับน้ำ ๑๐๐,๐๐๐ - ๒๐๐,๐๐๐ ตันได้\n		(๒) หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สามารถขุดลอกท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ตามข้อ (๑) ขอให้พิจารณาทำสะพานเทียบเรือจากฝั่งไปยังทะเลร่องน้ำลึก ระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยเรือสำราญขนาดใหญ่ ได้รับความสะดวกในการเดินทางมาท่องเที่ยว"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	21	2567	2024-02-27T00:00:00
219	1016	243	นายอำพล จินดาวัฒนะ	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการออกโฉนดเพื่อการเกษตร	"รัฐบาลได้มีนโยบายยกระดับเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เป็นโฉนด\nเพื่อการเกษตร โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงและใช้ประโยชน์จากที่ดินได้สูงสุด \nซึ่งแต่เดิม ที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ คือ ที่ดินซึ่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ทำการจัดสรรให้แก่เกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินทำกินของตนเองหรือผู้ที่มีที่ดินเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ โดยมีเงื่อนไข คือ เกษตรกรผู้ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ จะทำการแบ่งแยกที่ดินหรือโอนกรรมสิทธิ์\nในที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ให้ผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม โดยที่ดินเกษตรกรรมทั่วประเทศมีจำนวนรวมทั้งหมดกว่า ๑๒๕ ล้านไร่ เป็นที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ร้อยละ ๒๗ \n(๓๓ - ๓๔ ล้านไร่) มีเกษตรกรครอบครอง จำนวนกว่า ๒.๕ ล้านครอบครัว แต่หน่วยงานของรัฐ\nกลับปล่อยปละละเลย เป็นเหตุให้ที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เปลี่ยนมือไปอยู่ในความครอบครองของนายทุนแล้วจำนวนกว่าครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์ให้สามารถทำสัญญาเช่าที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ได้ ย่อมเป็นการเปิดช่องให้นายทุนที่ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย สามารถหลบเลี่ยงปัญหาข้อกฎหมายด้วยการทำสัญญาเช่าที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่ตนเองครอบครองอยู่ ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนี้ ที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่อยู่ในครอบครองของเกษตรกรจะถูกนายทุนยึดครองเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น รัฐบาล\nควรเร่งรัดแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ยึดที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ จากนายทุน และนำที่ดินที่ยึดกลับคืนมานั้น จัดสรรให้แก่เกษตรกรตามหลักเกณฑ์ต่อไป\n		ขอยกตัวอย่างกรณีรัฐบาลที่จัดตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๖/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย \nโดยมีการบังคับยึดที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ บริเวณอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวนกว่า ๕๐๐ ไร่ จากนายทุนที่ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และนำที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ ที่ยึดกลับคืนมานั้น มาดำเนินการจัดสรรให้แก่เกษตรกรจำนวน ๘๕ ครอบครัวได้เป็นผลสำเร็จ มีการสนับสนุนด้วยโครงการบ้านมั่นคง แบ่งพื้นที่ทำการเกษตร สร้างความมั่นคงในการครอบครองที่ดินของเกษตรกร \nถือเป็นกรณีศึกษาที่รัฐบาลชุดปัจจุบันควรนำมาพิจารณาดำเนินการ\n		ขณะนี้ ได้มีการลักลอบออกเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ รุกล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ของป่าสงวนแห่งชาติ และอุทยานแห่งชาติ เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่อให้เห็นถึงปัญหาทุจริตในการเร่งรัดดำเนินนโยบายยกระดับเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. ๔-๐๑ เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร\n		ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ \n		(๑) ทบทวนนโยบายยกระดับเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร โดยเร็วที่สุด \n		(๒) ดำเนินการอย่างเคร่งครัดต่อผู้ที่กระทำการทุจริตประพฤติมิชอบจากการดำเนินการยกระดับเอกสารสิทธิที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	21	2567	2024-02-27T00:00:00
220	1015	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	สถานการณ์บ้านเมือง	การจัดให้มีผู้สังเกตการณ์คุณธรรมในการจัดซื้อเครื่องบินของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)	"เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ในงานสิงคโปร์แอร์โชว์ ๒๐๒๔ (Singapore Airshow 2024) ณ ประเทศสิงคโปร์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้แถลงเรื่องการจัดหาเครื่องบินโดยสารลำใหม่ จำนวน ๖๒ ลำ ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ โดยมีทั้งการเช่าและจัดซื้อ รวมทั้งสิทธิในการจัดหาเครื่องบินเพิ่มเติมสูงสุดรวมเป็น ๘๐ ลำ พร้อมสิทธิเปลี่ยนแบบเครื่องบิน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านการเงินของบริษัทได้เป็นผลสำเร็จ  \n		ในอดีต บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีปัญหาความไม่โปร่งใสของการจัดซื้อเครื่องบินโดยสาร ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของปัญหาวิกฤตด้านการเงินของบริษัท จนต้องนำบริษัทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดยเมื่อปี ๒๕๖๒ รัฐบาลได้ดำเนินการจัดซื้อเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน ๓๘ ลำ และเพื่อป้องกันมิให้เกิดความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อเครื่องบินซ้ำอีก รัฐบาลจึงได้สั่งการให้นำโครงการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) โดยให้มูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดส่งผู้เชี่ยวชาญจำนวน ๔ คน เข้าร่วมสังเกตการณ์ตามแผนการจัดซื้อเครื่องบินในครั้งนั้น ต่อมา ได้เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เป็นเหตุให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างมาก และต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และปรับปรุงโครงสร้างบริษัทฯ เป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการจัดซื้อเครื่องบินดังกล่าว\n		ต่อมา เมื่อปี ๒๕๖๓ รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ได้ขายหุ้นของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนร้อยละ ๓.๗๑ ให้กองทุนวายุภักษ์ เป็นเหตุให้กระทรวงการคลังถือหุ้น\nใน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เหลือร้อยละ ๔๗.๘๖ เป็นผลให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ไม่อยู่ในฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาล โดยกระทรวงการคลังยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนหุ้นที่ถือรวมกันทั้งหมดเกินกว่าร้อยละ ๕๐ (รวมหุ้นที่ถือผ่านกองทุนวายุภักษ์)\n		ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงมีความเห็นว่า แม้การจัดซื้อเครื่องบินของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ บริษัท การบินไทยฯ จะมิได้อยู่ในฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจแล้วก็ตาม แต่รัฐบาลไทยยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญจากภาคประชาชน จำนวน ๔ คน เข้าร่วมสังเกตการณ์การจัดหาเครื่องบินโดยสารของ\nบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งนี้ นับตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มจัดทำข้อเสนอ การจัดซื้อจัดจ้าง \nร่างขอบเขตงาน (Term of reference : TOR) โดยนำหลักการของข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) \nที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาใช้บังคับ\nโดยอนุโลม พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนได้รับทราบเป็นระยะ ตลอดทุกขั้นตอนที่ดำเนินการ \nทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล และรักษาผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมการบิน\nของประเทศไทย"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	21	2567	2024-02-27T00:00:00
221	1014	216	นางสุนี จึงวิโรจน์	สถานการณ์บ้านเมือง	โรคหลอดเลือดสมองในประชาชน	"โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คือ สาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ ๒ ของการเสียชีวิตรองจากโรคมะเร็ง แต่ละปีพบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ละ ประมาณ \n๑๐ - ๑๕ ล้านคน เสียชีวิตประมาณ ๕ ล้านคนต่อปี และพิการตลอดชีวิต ประมาณ ๕ ล้านคนต่อปี \n\n\nโดยทุก ๖ วินาทีจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ๑ คน สำหรับประเทศไทย พบว่า มีผู้ป่วย\nโรคหลอดเลือดสมอง ประมาณ ๓ - ๔ แสนคน กล่าวคือ ในประชากร จำนวน ๑ แสนคน จะมีผู้ป่วย\nโรคหลอดเลือดสมอง จำนวน ๕๐๐ คน\n 	โรคหลอดเลือดสมองถือเป็นอันตรายใกล้ตัว เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตันจากไขมันที่สะสมหรือลิ่มเลือด และหลอดเลือดสมองแตกจากความดันโลหิตสูง หรือหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น สาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง คือ สมองขาดเลือดมาเลี้ยง จึงทำให้สมองถูกทำลายทันที \nทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้ ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจาก \n๑) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ๒) โรคเบาหวาน โรคความดันสูง โรคไขมันในเส้นเลือดสูง โรคหัวใจ และโรคอ้วน ๓) การไม่ออกกำลังกาย โดยโรคหลอดเลือดสมองมีสัญญาณเตือนที่สำคัญ คือ BEFAST ได้แก่ Balance การสูญเสียการทรงตัว Eyes ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด Face ใบหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว Arm \nแขน - ขา อ่อนแรง Speech พูดลำบาก พูดไม่ชัด และ Time รีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ดังนั้น ทุกวินาทีมีค่าเพราะสมองจะถูกทำลายจึงต้องพบแพทย์โดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ร้อยละ ๙๐ ของโรคหลอดเลือดสมอง\nสามารถป้องกันได้ โดยการควบคุมความดันโลหิต ควบคุมไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่เครียด \nงดสูบบุหรี่ รักษาโรคเบาหวาน ทานผักและผลไม้ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนจนเกินไป งดดื่มแอลกอฮอล์ และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นการป้องกันมิให้ประชากรเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่ใช้เป็นค่ารักษา และรัฐบาลจะได้ไม่ต้องสูญเสียงบประมาณเพื่อดูแลประชากรที่เจ็บป่วย ดังนั้น จึงขอหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้พิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 	๑) ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ถึงอันตรายของโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อประชาชน\nจะได้รู้วิธีการดูแลป้องกันตนเอง\n 	๒) ร่วมมือกับภาคเอกชน และองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งจิตอาสา เพื่อรณรงค์จัดกิจกรรมนิทรรศการเพื่อให้ความรู้ ให้ประชาชนรับทราบอย่างจริงจังและต่อเนื่อง\n 	๓) ให้ประชาชนได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือสามารถขอคำปรึกษาผ่านสายด่วน ๑๖๖๙ รวมทั้งสามารถใช้สิทธิบัตรทองได้ตลอดการรักษา"	กระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
222	1013	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	นโยบายของรัฐบาล	การจัดสวัสดิการแก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.)	"ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ประชาชนต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยกันเอง \nโดยจะมีราษฎรอาสาสมัครในพื้นที่ ที่ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) หรือชุดรักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายอำเภอให้ปฏิบัติหน้าที่รักษา\nความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งมีภารกิจสำคัญ คือ การอยู่เวรยามรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษา\nความปลอดภัยหมู่บ้าน ตรวจตระเวนรักษาความสงบเรียบร้อย สืบสวนหาข่าวที่เป็นภัยต่อความมั่นคง\nหรือความสงบเรียบร้อย เฝ้าระวังรักษาสถานที่สำคัญ ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะที่ผ่านเข้า - ออกหมู่บ้าน รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญาและการก่อความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ ตรวจค้นบุคคลหรือยานพาหนะ\nยึดสิ่งของหรืออาวุธที่ใช้ โดยต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา\nเกี่ยวกับการจับกุมผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า โดยต้องควบคุมตัวผู้กระทำความผิดส่งผู้บังคับบัญชาใกล้ตนโดยเร็ว การป้องกันบรรเทาสาธารณภัยและการปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งหลายครั้ง\nทราบว่า ชรบ. ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ยกตัวอย่างที่จังหวัดยะลา ชรบ. เสียชีวิต \nจำนวน ๖ คน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิได้ทำให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่เกิดความย่อท้อ หวาดกลัว หรือลดประสิทธิภาพในการทำงาน แต่กลับมีความตั้งมั่น มีจิตอาสาที่จะปกป้องและรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน อย่างไรก็ดี บุคคลที่เป็นจิตอาสาเหล่านี้ ไม่มีค่าตอบแทนหรือค่าเบี้ยเลี้ยง สิทธิ สวัสดิการ หรือผลประโยชน์ใด ๆ เนื่องจากเป็นอาสาสมัครที่ต้องการให้พื้นที่หมู่บ้านของตนมีความสงบเรียบร้อย สังคมสงบสุข จึงอาสาเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งการออกปฏิบัติหน้าที่เป็นการออกปฏิบัติเป็นครั้งคราวตามคำสั่ง แม้ว่าจะมีเครื่องแบบหรืออาวุธปืนก็สามารถใช้ได้ในบางภารกิจที่ได้รับมอบหมายและเป็นภารกิจเสี่ยงต่อชีวิต ดังนั้น จึงขอหารือเกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการของ ชรบ. ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n 	๑) ควรจัดให้มีการประกันชีวิตให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) \n 	๒) ควรกำหนดให้มีเบี้ยเสี่ยงภัยสำหรับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) \nที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัยสูง และออกปฏิบัติหน้าที่ดังเช่นเป็นพนักงานของรัฐ \n 	๓) ควรกำหนดให้มีค่าตอบแทนหรือค่าป่วยการอื่นใด ที่กระทรวงมหาดไทยสามารถพิจารณาจ่ายให้ได้ \n 	๔) ขอให้มีการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังให้กับบุคคลเหล่านี้"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
223	1012	187	นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	การจดทะเบียนลิขสิทธิ์กางเกงลวดลายศิลปะไทย	จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้แจ้งว่า กางเกงลายช้าง จังหวัดเชียงใหม่ \nที่ได้มีการออกแบบลวดลายลงไปในกางเกง ได้มีการยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว โดยเห็นว่ากางเกงมีลวดลายที่มีเอกลักษณ์ของศิลปะไทย ซึ่งถือเป็นลิขสิทธิ์ที่ได้รับความคุ้มครอง\nตามกฎหมาย และกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบย่านการค้าที่สำคัญ\nเพื่อตรวจสอบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย \nรวมทั้งได้ประสานงานไปยังด่านการค้าชายแดนทุกด่านให้เข้มงวดการตรวจสอบการนำเข้าสินค้าต้องสงสัยว่าอาจเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ นอกจากกางเกงลายช้างลวดลายศิลปะไทยแล้ว ยังมีกางเกงลายอื่น ๆ เช่น กางเกงลายแมว จังหวัดนครราชสีมา กางเกงลายหอย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กางเกงลายกระซิบรัก จังหวัดน่าน กางเกงลายลิง จังหวัดลพบุรี กางเกงลายปูก้ามดาบ จังหวัดสมุทรสาคร กางเกงลายไก่ชน จังหวัดพิษณุโลก กางเกงลายไดโนเสาร์ จังหวัดขอนแก่น กางเกงลายมังกร จังหวัดนครสวรรค์ กางเกง\nลายปลาทูแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม กางเกงลายวัวลาน จังหวัดเพชรบุรี และกางเกงลายปลาแรด \nจังหวัดอุทัยธานี เป็นต้น ดังนั้น จึงขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ความรู้\nเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นลิขสิทธิ์ และควรดำเนินการในเชิงรุกให้ผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้รับทราบสิทธิของตนที่พึงมีตามกฎหมาย พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ \nณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา พาณิชย์จังหวัด ผ่านทางระบบออนไลน์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครอง\nความคิดสร้างสรรค์อันเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับสินค้าดังกล่าว\n	กระทรวงพาณิชย์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
224	1011	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	นโยบายของรัฐบาล	การเชื่อมโยงระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนระหว่างกรุงเทพมหานครกับปริมณฑล	"ปัจจุบันโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีจำนวนทั้งสิ้น ๑๔ เส้นทาง ระยะทางรวม ๕๕๗.๘ กิโลเมตร โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบหลายหน่วยงาน อาทิ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน\nแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเป็นเหตุ\nให้เกิดปัญหาการเชื่อมโยงระหว่างสถานีรถไฟฟ้าบางแห่ง ไม่สะดวกต่อการเดินทางของผู้โดยสาร\nขอยกตัวอย่าง ดังนี้\n 	๑) การเชื่อมโยงระหว่างรถไฟฟ้าสถานีหมอชิตกับสถานีสวนจตุจักร กล่าวคือ ระหว่างรถไฟฟ้า BTS สถานีหมอชิต กับ รถไฟฟ้า MRT สถานีสวนจตุจักร ไม่มีทางเชื่อมต่อกัน ทำให้ผู้โดยสาร\nที่เดินทางระหว่าง ๒ สถานีของรถไฟฟ้าทั้ง ๒ สาย ไม่ได้รับความสะดวก ต้องเดินกลางแจ้ง ตากแดด\nหรือตากฝน\n 	๒) การเชื่อมโยงระหว่างสถานีดอนเมืองกับสนามบินดอนเมือง ซึ่งมีรถไฟฟ้าสายสีแดงวิ่งผ่านด้านข้างของสถานีดอนเมือง โดยไม่มีช่องทางเชื่อมต่อเข้าไปยังสนามบิน เป็นเหตุให้ผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงที่ต้องการเข้าไปยังสนามบินดอนเมืองไม่ได้รับความสะดวก ต้องเดินกลางแจ้ง \nหากมีการปรับปรุงทางเชื่อมต่อจากรถไฟฟ้าสายสีแดงให้สามารถวิ่งเข้าไปยังสถานีดอนเมืองได้ ผู้โดยสาร\nจะนิยมใช้บริการมากยิ่งขึ้น\n 	๓) โดยที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว - สำโรง ที่ทำการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีสถานีสุดท้าย คือ สถานีรัชดา ซึ่งไม่มีการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีลาดพร้าว ดังนั้น ขอให้พิจารณาผลักดันโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ส่วนต่อขยาย) ช่วงลาดพร้าว - รัชโยธิน ระยะทาง ๒ กิโลเมตร เพื่อให้มีการเชื่อมต่อระหว่างสถานีรัชดากับสถานีลาดพร้าวซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกในการเดินทางและหันมาใช้บริการรถไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
225	1010	93	นายบุญมี สุระโคตร	กฎหมาย	การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง	"ตามที่มาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้กำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไว้ ดังนี้\n 	๑) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ให้มีอัตราภาษี\nไม่เกินร้อยละศูนย์จุดหนึ่งห้าของฐานภาษี\n 	๒) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละ\nศูนย์จุดสามของฐานภาษี\n 	๓) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่นนอกจากที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม  หรือที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละหนึ่งจุดสองของฐานภาษี\n 	๔) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ \nให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละหนึ่งจุดสองของฐานภาษี\n 	จากอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมที่กำหนดไว้ข้างต้น จะต้องเป็นการทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ และเลี้ยงสัตว์น้ำ แต่รัฐบาล\nมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่ม \nรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่าย อันเป็นการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกร ทั้งนี้ การรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ของเกษตรกรจำเป็นที่จะต้องมีการก่อสร้างอาคารหรือโรงเรือนเพื่อไว้เก็บผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งไม่อยู่\nในความหมายของ “ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม” ที่จะได้รับประโยชน์จากอัตราภาษี ตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ก่อให้เกิด\nการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ดังนั้น จึงขอหารือไปยัง กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้ร่วมกันพิจารณาแก้ไข\nปรับปรุงอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับเกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ \nเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร และก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี\nที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่อไป"	กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
226	1009	193	นายสมชาย ชาญณรงค์กุล	นโยบายของรัฐบาล	ลิ้นจี่แม่กลอง : โอกาสสูญพันธุ์สูง	ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติที่สำคัญประเด็นหนึ่ง คือ ด้านการเกษตร ประเด็นย่อย คือ การสร้างเกษตรอัตลักษณ์ โดยลิ้นจี่แม่กลอง (ลิ้นจี่ค่อม) ที่ได้มีการปลูกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๙๗ \nได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เรียบร้อยแล้ว มีลักษณะเด่น คือ มีเนื้อหนา รสหวาน \nกลิ่นหอม เนื้อแห้ง และมีคุณภาพผลที่ดี แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร \nจังหวัดสมุทรสงคราม ย้อนกลับไป ๑๐ ปี ทราบว่าจังหวัดสมุทรสาครมีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ ประมาณ \n๗,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ ไร่ ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ ๕,๐๐๐ ไร่ เพราะลิ้นจี่ไม่สามารถให้ผลผลิต\nได้ต่อเนื่องทุกปี บางช่วงเว้นระยะการออกผลผลิตไปประมาณ ๒ - ๔ ปี ถึงแม้จะดูแลใกล้ชิดเพียงใดก็ตาม เนื่องจากลิ้นจี่จะออกดอกได้ก็ต่อเมื่อสภาพอากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่า ๒๐ องศาเซลเซียสต่อเนื่องกัน\nไม่น้อยกว่า ๑ สัปดาห์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดหนึ่งของเกษตรกร เพราะฉะนั้นงานวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ มิเช่นนั้นจะไม่เหลือลิ้นจี่แม่กลองให้บริโภคเพราะเกษตรกรไม่สามารถมีรายได้จากการทำสวนลิ้นจี่อีกต่อไป ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวง\nการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับการปลูกลิ้นจี่ให้สามารถออกผลผลิตได้\nแม้ในสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงหรือไม่ รวมทั้ง ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับ Gene Editing หรือ Genome Editing ลิ้นจี่หรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ เพื่อให้ลิ้นจี่แม่กลองยังคงความเป็นอัตลักษณ์ของพืชประจำถิ่น\nที่มีคุณภาพต่อไป	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
227	1008	243	นายอำพล จินดาวัฒนะ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาข้อมูลดิจิทัลส่วนบุคคลของผู้สูงอายุรั่วไหล	"เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ให้สัมภาษณ์พร้อมทั้งกล่าวขออภัยผู้สูงอายุและขอโทษประชาชนทุกคน\nต่อสื่อมวลชน กรณีข้อมูลดิจิทัลส่วนบุคคลของผู้สูงอายุ จำนวน ๒๓๐,๐๐๐ รายชื่อ ได้รั่วไหลจากเว็บไซต์\nของกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งกรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการทำงานของหน่วยงานของรัฐ ทั้งยังส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคล\nของประชาชนเจ้าของข้อมูลดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานของรัฐดังกล่าวด้วย ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดังนี้ \n 	๑) ปัญหาดังกล่าวมีข้อเท็จจริงอย่างไร\n 	๒) ข้อมูลดิจิทัลส่วนบุคคลที่รั่วไหลออกไปประกอบด้วยข้อมูลอะไรบ้าง\n 	๓) มีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าวหรือไม่ และหน่วยงานของรัฐได้มี\nการพิจารณาลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบหรือไม่ อย่างไร\n 	๔) มีการคาดการณ์ว่ากรณีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล\nหรือไม่ อย่างไร\n 	๕) หน่วยงานของรัฐได้แจ้งเรื่องดังกล่าว รวมทั้งแนวทางป้องกันผลกระทบ ให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบหรือไม่ \n 	๖) หน่วยงานของรัฐจะมีการเยียวยาให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบหรือไม่\n 	๗) มีระบบป้องกันมิให้เกิดปัญหาข้อมูลดิจิทัลส่วนบุคคลผู้สูงอายุรั่วไหล และมีการป้องกันเพื่อมิให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ซ้ำอีกหรือไม่\n"	กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
228	1007	135	นางสาวภัทรภร วรามิตร	นโยบายของรัฐบาล	การพิจารณาอนุญาตให้ใช้พื้นที่มีความล่าช้าส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเทศบาลตำบลกมลาไสย	"ในการทำงานเพื่อพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้พบปัญหาต่าง ๆ เช่น เรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งการขออนุญาตใช้ที่ดินเพื่อทำประโยชน์และพัฒนาพื้นที่\nซึ่งยังมีความล่าช้าเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลกระทบให้ขาดโอกาสในการขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาพื้นที่ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่ละแห่งจะมีพื้นที่ที่เป็นขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง \nแต่อย่างไรก็ดี พื้นที่สาธารณะกลับมิได้อยู่ในอำนาจการดูแลของ อปท. หากต้องการใช้พื้นที่ต้องขออนุญาตหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล ต่อประเด็นดังกล่าวเทศบาลตำบลกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ไปยังหน่วยงานที่กำกับดูแลพื้นที่สาธารณะเหล่านั้นเรียบร้อยแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่ได้\nรับคำตอบหรือความคืบหน้าในการพิจารณาแต่ประการใด โดยพื้นที่ที่ได้ดำเนินการขออนุญาตเพื่อใช้พื้นที่ ประกอบด้วย\n 	๑) พื้นที่ราชพัสดุพร้อมอาคารและสิ่งปลูกสร้างเพื่อก่อสร้างศูนย์บริการสุขภาพ\nของชุมชน ได้ดำเนินการจัดทำคำขออนุญาต ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๕\n 	๒) การขอใช้และถอนสภาพที่สาธารณประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์ดอนเจ้าปู่ \n(โรงเรียนหลักเมืองกมลาไสย เดิม) เพื่อก่อสร้างเป็นสนามกีฬาขนาดมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมสุขภาพ\nและส่งเสริมกีฬาของเยาวชนต่อต้านยาเสพติด ได้ดำเนินการจัดทำคำขออนุญาต ตั้งแต่วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔\n 	๓) การขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่า เพื่อก่อสร้างขยายคันทางรอบหนองขุ่น  ปรับปรุงเกาะกลางและวางท่อระบายน้ำ โดยกรณีดังกล่าวได้รับการจัดสรรงบประมาณและมีการนำวัสดุอุปกรณ์เข้าไปเตรียมในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๕ แต่มีผู้ร้องเรียน เทศบาลฯ จึงระงับการก่อสร้าง\nและดำเนินการขออนุญาต เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๖ และจากการติดตามจึงทราบว่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ ๗ (ขอนแก่น) ได้ส่งเรื่องเพื่อหารือประเด็นดังกล่าวไปยังกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๖\n 	อนึ่ง เทศบาลตำบลกมลาไสย ได้รับการจัดสรรงบประมาณการก่อสร้างขยายคันทางฯ จำนวน ๑๐ ล้านบาท หากยังไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ภายในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๗ จะต้องส่งคืนงบประมาณดังกล่าว ถือเป็นการสูญเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ เนื่องจากเมื่อได้รับ\nการจัดสรรงบประมาณจะต้องใช้จ่ายงบประมาณให้หมดภายใน ๑ ปี และสามารถขอขยายได้อีกเพียง \n๑ ปีเท่านั้น ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งรัดดำเนินการพิจารณาอนุญาตใช้พื้นที่ของเทศบาล\nตำบลกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ และ อปท. แห่งอื่น ๆ เพื่อให้ อปท. สามารถพัฒนาพื้นที่ของตนได้ต่อไป"	กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
229	1006	93	นายบุญมี สุระโคตร	กฎหมาย	การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง	"ตามที่มาตรา ๓๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้กำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไว้ ดังนี้\n 	๑) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ให้มีอัตราภาษี\nไม่เกินร้อยละศูนย์จุดหนึ่งห้าของฐานภาษี\n 	๒) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละ\nศูนย์จุดสามของฐานภาษี\n 	๓) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์อื่นนอกจากที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม  หรือที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละหนึ่งจุดสองของฐานภาษี\n 	๔) ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพ \nให้มีอัตราภาษีไม่เกินร้อยละหนึ่งจุดสองของฐานภาษี\n 	จากอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมที่กำหนดไว้ข้างต้น จะต้องเป็นการทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ และเลี้ยงสัตว์น้ำ แต่รัฐบาล\nมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่ม \nรวมกันผลิตและรวมกันจำหน่าย อันเป็นการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกร ทั้งนี้ การรวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ของเกษตรกรจำเป็นที่จะต้องมีการก่อสร้างอาคารหรือโรงเรือนเพื่อไว้เก็บผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งไม่อยู่\nในความหมายของ “ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม” ที่จะได้รับประโยชน์จากอัตราภาษี ตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ ก่อให้เกิด\nการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ดังนั้น จึงขอหารือไปยัง กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้ร่วมกันพิจารณาแก้ไข\nปรับปรุงอัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับเกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ \nเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร และก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี\nที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่อไป"	กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
230	1005	34	นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน	นโยบายของรัฐบาล	กระเป๋าเงินดิจิทัลวิกฤตประเทศไทยหรือไม่	"รัฐบาลมีแนวคิดที่จะตรากฎหมายเพื่อกู้เงินมาดำเนินโครงการ\nเติมเงินดิจิทัล กรอบวงเงิน ๕ แสนล้านบาท เพื่อมาแจกให้กับประชาชนคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท\n\n\n \nและจากคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ และคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี \nเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ ณ ทำเนียบรัฐบาล ได้ย้ำว่านโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท มิใช่เป็นการสงเคราะห์ประชาชนผู้ยากไร้แต่เป็นการเติมเงินในระบบเศรษฐกิจผ่านสิทธิการใช้จ่าย \nเพื่อให้ประชาชนมีบทบาทร่วมกับรัฐบาลในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น จึงต้องมีการพิจารณาว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันมีความจำเป็นต้องกระตุ้นเพียงใด วิกฤตหรือไม่ อย่างไร \nจากการประเมินตัวเลขสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ปรากฏว่า\nสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเมินว่าประเทศไทยมี GDP ขยายตัว ๒.๕ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าขยายตัว ๒.๔ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ประเมินว่าขยายตัว ๑.๘ และในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ - ๒๕๖๘ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและธนาคาร\nแห่งประเทศไทยประเมินว่าขยายตัว ๓.๓ กองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินว่าขยายตัว ๒.๕ ธนาคารกรุงไทยประเมินว่าขยายตัว ๒.๔ ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่าขยายตัว ๒.๕ ทั้งนี้ จากข้อมูล\nหลายหน่วยงานพบว่า สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของประเทศไทยไม่เข้าข่ายวิกฤต และยังไม่เห็นสัญญาณวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศไทย เพียงแต่มีอัตราการเจริญเติบโตที่ชะลอตัวเท่านั้น และเมื่อเปรียบเทียบ\nภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันกับภาวะเศรษฐกิจตามนิยามของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พบว่าวิกฤตเศรษฐกิจจะต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ๗ ด้าน ประกอบด้วย \n 	๑) วิกฤตสถาบันการเงิน สถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง มีหนี้เสีย และธนาคารล้มละลาย แต่ข้อเท็จจริงตามที่สื่อมวลชนนำเสนอปรากฏว่า ธนาคารในประเทศไทยมีกำไรรวม ๒ แสนล้านบาท \n 	๒) วิกฤตดุลการชำระเงิน ไม่มีเงินตราต่างประเทศ มีทุนสำรองไม่เพียงพอในการชำระค่าสินค้า หรือหนี้ต่างประเทศ \n 	๓) วิกฤตหนี้สาธารณะ ไม่มีเงินจ่ายหนี้สาธารณะ แต่ปัจจุบันประเทศไทย\nมีหนี้สาธารณะ ร้อยละ ๖๒.๔๔ ของ GDP เป็นเงินจำนวน ๑๑.๓๓ ล้านล้านบาท แต่ไม่เกินเพดาน\nที่กฎหมายกำหนด คือ ร้อยละ ๗๐ โดยเฉพาะในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ มีหนี้ค้างจ่ายเงินต้น จำนวน ๑.๑๘ ล้านล้านบาทและจ่ายดอกเบี้ยปีละ ๒.๒๘ ล้านล้านบาท รวมเป็นเงินปีละ ๓.๔๖ ล้านล้านบาท \n 	๔) วิกฤตที่ GDP ติดลบมาก \n 	๕) วิกฤตเงินคงคลัง ปัจจุบันประเทศไทยมีเงินคงคลัง จำนวน ๒.๙๗ แสนล้านบาท \n 	๖) วิกฤตค่าเงิน ค่าเงินต้องมีความผันผวนสูง ปัจจุบันค่าเงินบาทมีอัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ ๓๕.๘๐ บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ\n 	๗) วิกฤตเงินเฟ้อ เงินเฟ้อต้องสูงมากกว่าร้อยละ ๔๐ ต่อเดือน\n 	จากข้อมูลดังกล่าวประเทศไทยยังไม่เข้าข่ายวิกฤตทางเศรษฐกิจซึ่งในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีภาวะวิกฤตเศรษฐกิจตามคำนิยามของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ จำนวน ๔ ครั้ง ประกอบด้วย \n 	๑) วิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ - ๒๕๔๑ GDP ติดลบ ๗.๖ มูลค่าเศรษฐกิจลดลง ๓ แสนล้านบาท ต้องมีการตราพระราชกำหนดกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ \nจำนวน ๑.๒๘ ล้านล้านบาท \n 	๒) วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ - ๒๕๕๒ GDP ติดลบ ๐.๗ \nมูลค่าเศรษฐกิจลดลง ๕.๓ หมื่นล้านบาท ต้องตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ จำนวน ๔ แสนล้านบาท \n 	๓) วิกฤตมหาอุทกภัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕ ต้องตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ \nจำนวน ๓.๕ หมื่นล้านบาท \n 	๔) วิกฤตจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID 19)\nเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๓ GDP ติดลบ ๖.๑ มูลค่าเศรษฐกิจลดลง ๖.๖๒ หมื่นล้านบาท \nต้องตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจ\nและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เป็นเงินรวม ๑.๕ ล้านล้านบาท"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
231	1004	179	พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร	กฎหมาย	มาตรการป้องกันและการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จ	"กรณีที่มีบุคคลได้กระทำการอันมิบังควรต่อขบวนเสด็จกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สร้างความรู้สึกสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ การกระทำดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศไทย และกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย จึงขอหารือไปยังรัฐบาล ดังนี้\n 	๑) รัฐบาลมีมาตรการในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร   \n 	๒) ประกาศพระราชโองการ เรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ\nแห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เล่มที่ ๑๓๖ \nตอนพิเศษที่ ๓๗ ง มีสาระสำคัญสรุปว่า “บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบัน มีหมวด\nว่าด้วยพระมหากษัตริย์ เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รองรับสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์\nทรงดำรงอยู่เหนือการเมืองและทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา \nหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุม\nถึงพระราชินี พระรัชทายาทและพระบรมราชวงศ์ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์” แต่ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติให้ความคุ้มครองรวมถึงพระบรมราชวงศ์ หรือผู้ปฏิบัติราชการแทนพระองค์ ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อให้มีบทบัญญัติคุ้มครองพระบรมราชวงศ์ หรือผู้ปฏิบัติราชการแทนพระองค์ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๗๒ เนื่องจากเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ รวมทั้ง\nแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถ\nบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
232	1003	26	นายเจตน์ ศิรธรานนท์	กฎหมาย	ยาบ้า ๕ เม็ด	"จากราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศ กฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติด\nให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งครอบคลุมยาเสพติด\nให้โทษในประเภท ๑, ๒, ๕ และวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ และ ๒ สาระสำคัญยาเสพติดให้โทษ\nในประเภท ๑  คือ เมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine หรือ Metamfetamine) ซึ่งเป็นสารตั้งต้น\nของยาบ้า โดยกฎกระทรวงฯ ได้กำหนดให้มีปริมาณไม่เกินห้าหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน\nห้าร้อยมิลลิกรัม หรือในกรณีที่เป็นเกล็ด ผง ผลึก มีน้ำหนักสุทธิไม่เกินหนึ่งร้อยมิลลิกรัม ถ้าครอบครอง\nไม่เกิน ๕ เม็ด ถือว่าเป็นผู้เสพที่ต้องได้รับการบำบัด แต่ถ้าครอบครองเกิน ๕ เม็ด ถือว่าครอบครอง\nเพื่อจำหน่ายจะต้องถูกระวางโทษ   \n	โดยที่มาตรา ๑๐๗ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ \nได้กำหนดว่า “ห้ามผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือ ประเภท ๕ \nหรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ เพื่อเสพ การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ\nในประเภท ๑ ประเภท ๒ หรือประเภท ๕ หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๑ หรือประเภท ๒ ในปริมาณเล็กน้อยซึ่งไม่เกินปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนดในกฎกระทรวง ให้สันนิษฐานไว้ก่อน\nว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ” ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงถึงจำนวนที่เหมาะสมมาโดยตลอด โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลที่ผ่านมา ได้กำหนดครอบครอง ๑ เม็ด เป็นการครอบครองเพื่อเสพ \nแต่หากครอบครองตั้งแต่ ๒ เม็ดขึ้นไป ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งหลายหน่วยงาน\nรวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ไม่เห็นด้วย ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลชุดปัจจุบันได้ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และได้เสนอให้การครอบครองยาบ้าไม่เกิน ๑๐ เม็ด เป็นการครอบครองเพื่อเสพ แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ไม่เห็นด้วย จึงพิจารณาให้สันนิษฐานว่ามียาบ้าไว้ในครอบครองไม่เกิน ๕ เม็ด ให้ถือเป็นผู้เสพ   \n 	อย่างไรก็ดี กฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ที่ให้สันนิษฐาน\nว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ พ.ศ. ๒๕๖๗ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ \nซึ่งเป็นการประกาศภายหลังจากที่พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ \nได้ประกาศใช้บังคับมาแล้ว ๒ ปี ๓ เดือน อาจสร้างความสับสนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดฉบับเดิมได้กำหนดให้การครอบครองยาบ้ามากกว่า ๑๕ เม็ด ให้ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พนักงาน\nฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา ๑๑๕ แห่งพระราชบัญญัติ\nให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ ขอให้ปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ที่พิสูจน์\nว่าผู้ใดเป็นผู้เสพ ผู้จำหน่าย เป็นหลัก เนื่องจากกฎหมายมีเจตนารมณ์มุ่งเน้นดำเนินการกับผู้ค้าและผู้ผลิต\nรายใหญ่ และขบวนการค้ายาเสพติดเป็นสำคัญ โดยใช้มาตรการปราบปรามยาเสพติดร่วมกับการยึดทรัพย์ และติดตามยึดทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่อง แต่ที่ผ่านมาพบว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
233	1002	137	นายมณเฑียร บุญตัน	ความเดือดร้อนของประชาชน	การบริหารจัดการความเสี่ยงในสังคมที่เห็นต่างและมีความเปราะบางสูง	เกิดเหตุการณ์ที่น่าเป็นห่วงขึ้นในสังคมไทย และจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีความเห็นว่าการเทิดทูนพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่ว่าจะมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันเพียงใดก็ตาม ด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เคารพในสิทธิมนุษยชน เชื่อว่าบุคคลที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันย่อมสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์สามารถดำรงอยู่ควบคู่กับประชาธิปไตยสากล และสิทธิมนุษยชนได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหาร มีหน้าที่และอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน จึงต้องทำหน้าที่เชิงรุกด้วยการดำเนินคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่สร้างกระแสหรือเงื่อนไขที่อาจก่อให้เกิดการตอบโต้ด้วยความรุนแรง มีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยความเป็นอารยะ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลใช้แนวทางสันติ โดยสร้างกลไกให้ประชาชนที่มีความเห็นทางการเมืองสามารถนำเสนอความคิดเห็น\nด้วยเหตุผลได้อย่างสันติ ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงหรือกระทำการยั่วยุใด ๆ ที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรง เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมตามครรลองที่ถูกต้องตามหลักการของกฎหมายและความเป็นอารยชน	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
234	1001	238	นายออน กาจกระโทก	นโยบายของรัฐบาล	การติดตามนโยบายการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและการยกเลิกครูเวร ตามมติคณะรัฐมนตรี	"จากกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายยกเลิกครูเวร เพื่อลดภาระหน้าที่ของครู\nในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๗\nเรื่อง การดูแลรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการ โดยกำหนดให้สถานศึกษาได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ (เรื่อง การปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดเวรรักษาการณ์ประจำสถานที่ราชการ) อันเป็นผลให้ยกเลิกครูเวร ซึ่งสะท้อนให้เห็น\nว่ารัฐบาลมีความตั้งใจที่จะลดภาระหน้าที่ของครูในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน และเพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพและสร้างขวัญกำลังใจแก่ครูทั่วประเทศ อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย \n 	จากการติดตามนโยบายการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและการยกเลิกครูเวร\nตามมติคณะรัฐมนตรี ได้รับทราบข้อมูลจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆ ที่ได้จัดเตรียมเพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ \n 	๑) ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาเร่งรัดคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ให้พิจารณาคืนอัตรากำลังผู้บริหารสถานศึกษาให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กที่มี\nจำนวนนักเรียนต่ำกว่า ๑๒๐ คน\n 	๒) ขอให้พิจารณาบรรจุเจ้าหน้าที่ธุรการให้แก่โรงเรียนทุกแห่ง และพิจารณา\nปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ธุรการ จากเดิมเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท เพิ่มเป็นเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท รวมทั้งพิจารณากำหนดให้เจ้าหน้าที่ธุรการมีสิทธิสอบบรรจุเป็นกรณีพิเศษ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการครู\nและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา ๓๘ ค. (๒) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ และตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน เพื่อให้มีโอกาสเจริญก้าวหน้า\nในหน้าที่ราชการ\n 	๓) ขอให้พิจารณากำหนดอัตราตำแหน่งนักการภารโรงให้แก่โรงเรียนทุกแห่ง \nและพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้แก่นักการภารโรง ไม่ต่ำกว่า ๑๕,๐๐๐ บาท\n 	๔) ขอให้พิจารณาจ้างหน่วยรักษาความปลอดภัย เพื่อทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยภายในบริเวณโรงเรียน แทนการขอความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน \nและเจ้าหน้าที่ตำรวจ "	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ \n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
235	1000	233	นายอนุศักดิ์ คงมาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	รัฐบาลจะมีวิธีบริหารจัดการการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ  ให้สอดคล้องกับกฎหมายอย่างไร	"สถานการณ์การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนและการรวมตัวของประชาชนเพื่อเรียกร้องต่อปัญหาและความเดือดร้อนที่ได้รับมาเป็นระยะเวลานานแต่ไม่ได้รับการแก้ไข อาทิ ปัญหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ปัญหาที่ดินทำกิน และปัญหาด้านอื่น ๆ เช่น ด้านสวัสดิการ ในฐานะที่รัฐบาล\nมีหน้าที่และอำนาจในการบริหารประเทศ จะบริหารจัดการสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีสถานการณ์ที่กลุ่มบุคคลใช้สิทธิเสรีภาพในลักษณะที่กระทำการอันกระทบกระเทือน\nต่อจิตใจของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งนำไปสู่การไม่อดทนของคนที่ไม่เห็นด้วย และนำไปสู่ปฏิกิริยาที่แสดง\nให้เห็นถึงการโต้แย้งและมีความบาดหมางกัน ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่บัญญัติเรื่อง สิทธิส่วนบุคคล เสรีภาพในการนับถือศาสนา การเดินทาง เคหะสถาน การทำมาหากิน หรือการใช้ทรัพย์สิน สิทธิของผู้บริโภค สิทธิของกลุ่มหรือชุมชน เสรีภาพในการแสดงออก ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค ความเท่าเทียม ซึ่งมาตรา ๔๙ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติว่า บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ และที่สำคัญที่สุด คือ มาตรา ๕๐ (๑) บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข\n 	ดังนั้น จึงขอสอบถามไปยังรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้กลุ่มบุคคลต่าง ๆ \nที่อ้างการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ได้ตระหนักว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย\nอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ให้ใช้สิทธิและเสรีภาพ\nที่มีอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ไม่ละเมิด และไม่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป ตลอดจนรัฐบาล\nจะสื่อสารทำความเข้าใจกับกลุ่มบุคคลต่าง ๆ เพื่อความสงบเรียบร้อย ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน\nทุกฝ่ายอย่างไร"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
236	999	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	กฎหมาย	มาตรการป้องปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ	สื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริต\nและประพฤติมิชอบโดยการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้องอย่างกว้างขวาง และได้มีการข่มขู่ไม่ให้มีการเปิดเผยเรื่องการทุจริต กรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในการปราบปรามการคอร์รัปชันของประเทศไทย นอกจากนี้ การดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐมีความล่าช้าและบางกรณีมีพฤติกรรมช่วยเหลือผู้กระทำความผิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ต่างประเทศและประชาชนหมดความเชื่อถือและไม่ไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นอย่างมาก เช่น เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๖ มีผู้ร้องเรียนต่อรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ \nว่าพบพฤติกรรมการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุของหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งในการเดินทางไปศึกษาดูงาน\nของเจ้าหน้าที่ ณ ต่างประเทศ โดยเมื่อผู้รับผิดชอบโครงการเดินทางกลับประเทศไทยได้มีการร่าง TOR \nเพื่อล็อคสเปคหรือกำหนดประเทศที่ไปศึกษาดูงาน จึงขอให้มีการสอบสวนผู้บริหารกระทรวงที่อาจ\nเอื้อประโยชน์ให้กับตัวแทนบริษัทที่เสนอราคาครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังได้มีการร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้มีการตรวจสอบการทุจริต\nการจัดซื้อจัดจ้างการประกวดราคาพัสดุดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการตรวจสอบ\nแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการให้มีการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นวาระแห่งชาติ และให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที\nเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน และแจ้งผลการตรวจสอบให้ประชาชนได้รับทราบภายในระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเปิดเผยเรื่องความเสี่ยงต่อการทุจริตและประพฤติมิชอบต่อสาธารณชนด้วย \nเช่น ทางราชการได้มีการยกเลิกการประกวดราคาและได้ดำเนินการใหม่ตามข้อตกลงคุณธรรมตามที่ประชาชนเสนอมาแล้ว เป็นต้น หากรัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวจะทำให้การป้องปราม\nการทุจริตและประพฤติมิชอบประสบผลสำเร็จ และส่งผลต่อภาพลักษณ์ในการปราบปรามการทุจริต\nของรัฐบาล	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
237	998	160	นายวัลลภ  ตังคณานุรักษ์	นโยบายของรัฐบาล	สุสานรองเท้าที่ต้องจำกัดการนำเข้า	"ตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เป็นแหล่งจำหน่าย\nและนำเข้ารองเท้ามือสองขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้พบว่ามีรองเท้ามือสองถูกทิ้งเป็นขยะมากกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ คู่ โดยรองเท้ามือสองที่นำเข้ามาจากต่างประเทศจะถูกทิ้งเป็นขยะประมาณ ๑ ใน ๒ ของตู้คอนเทนเนอร์ \nซึ่งรองเท้ามือสองที่ถูกทิ้งเป็นขยะเหล่านี้ได้ส่งกลิ่นเน่าเหม็นและเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค และในอดีตเคยเกิดเพลิงไหม้กองขยะรองเท้ามือสองก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นและมลภาวะเป็นพิษอย่างมากมาแล้ว อย่างไรก็ดี \nขอยกตัวอย่างต่างประเทศที่เกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกับประเทศไทย ได้แก่ ประเทศชิลีที่มีการนำเข้า\nเสื้อผ้าแฟชั่นมือสองเป็นจำนวนมากและถูกนำมาทิ้งที่ทะเลทรายอาตากามา ซึ่งขณะนี้กลายเป็น \n“สุสานแฟชั่น” ขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดปัญหากับประเทศชิลีเป็นอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลของประเทศชิลี\nกำลังพิจารณาออกมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าแฟชั่นมือสอง ดังนั้น จึงขอหารือไปยังรัฐบาลในประเด็น ดังต่อไปนี้\n 	๑) ขอให้รัฐบาลพิจารณากำหนดนโยบายลดการนำเข้ารองเท้ามือสองจากต่างประเทศ\n 	๒) ขอให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ ที่รับผิดชอบพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เข้าไปตรวจสอบกองขยะรองเท้ามือสอง เนื่องจากส่งกลิ่นเน่าเหม็นและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค รบกวนการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่\n 	๓) ขอให้เทศบาลเมืองอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ควบคุมจัดการปัญหากองขยะรองเท้ามือสองโดยเร่งด่วน"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
238	997	107	พลตำรวจตรี ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาน้ำท่วมเนื่องจากน้ำทะเลหนุนสูงสร้างความเดือดร้อนให้ชาวสมุทรสงคราม 	โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนได้เดินทางลงพื้นที่ ณ จังหวัดสมุทรสงคราม และได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้เกิดน้ำท่วมและทรัพย์สินเสียหาย\nในหลายพื้นที่ ซึ่งจากการสอบถามข้อเท็จจริงจากประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบว่าปัญหาน้ำท่วมขัง\nในจังหวัดสมุทรสงคราม เกิดจากการปล่อยน้ำลงมาจากเขื่อนและเกิดจากน้ำทะเลหนุนสูง โดยในรอบระยะเวลา ๑ ปี จะเกิดเหตุการณ์น้ำทะเลหนุนสูงประมาณ ๓ - ๔ ครั้ง สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอดและยังไม่มีหน่วยงานของภาครัฐเข้าไปแก้ไขปัญหาและเยียวยาความเดือดร้อน\nให้กับประชาชน อย่างไรก็ดี ได้รับทราบข้อมูลจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามว่า ขณะนี้กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ออกแบบโครงการระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบระบายน้ำหลักเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้กับจังหวัดสมุทรสงครามเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยโครงการดังกล่าวจะต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง ๓ ปี ใช้เงินงบประมาณในการจัดทำประมาณ ๙๐๐ ล้านบาท  ดังนั้น จึงขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี\nและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควรเร่งผลักดันโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว\nเพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามต่อไป\n	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	18	2567	2024-02-13T00:00:00
239	995	70	นายทรงเดช เสมอคำ	นโยบายของรัฐบาล	การจ้างพนักงานจ้างตามภารกิจ	"จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๖๗ เรื่อง การดูแล\nรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการ โดยกำหนดให้สถานศึกษาได้รับการยกเว้นการปฏิบัติ\nตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ เรื่อง การปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการจัดเวรรักษาการณ์ประจำสถานที่ราชการ อันเป็นผลให้ยกเลิกครูเวร โดยกระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมการคืนอัตรานักการภารโรง เพื่อให้ทุกโรงเรียนมีนักการภารโรงประจำช่วยทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยภายในโรงเรียน แต่การดำเนินการบรรจุนักการภารโรงของกระทรวงศึกษาธิการ\nค่อนข้างล่าช้า ปัจจุบันโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการจึงไม่มีทั้งครูเวรและนักการภารโรง เป็นเหตุให้โรงเรียนหลายแห่งถูกโจรกรรม ดังนั้น ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาจัดสรรงบประมาณให้แต่ละ						              \nเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา\nมัธยมศึกษา ดำเนินการจ้าง “พนักงานจ้างตามภารกิจ” เพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย\nภายในโรงเรียน ในระหว่างที่การบรรจุนักการภารโรงยังไม่แล้วเสร็จ โดยเทียบเคียงกับกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้มีการกำหนดตำแหน่ง “พนักงานจ้าง” แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ  (๑) พนักงานจ้างตามภารกิจ (๒) พนักงานจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษ และ (๓) พนักงานจ้างทั่วไป โดย “พนักงานจ้าง\nตามภารกิจ” หมายถึง พนักงานจ้างที่มีลักษณะงานเป็นการส่งเสริมหรือสนับสนุนการทำงานหลักหรืองานที่มีลักษณะเฉพาะบุคคล ในการกำหนดตำแหน่งพนักงานจ้างตามภารกิจ มีการจำแนกตำแหน่ง\nตามลักษณะงาน ได้แก่ (๑) ตำแหน่งสำหรับผู้มีคุณวุฒิ (๒) ตำแหน่งสำหรับผู้มีทักษะ และ (๓) ตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะ ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการสามารถกำหนดให้โรงเรียนแต่ละแห่งกำหนดภาระงาน \n(Job Description) ของพนักงานจ้างตามภารกิจให้สอดคล้องกับภารกิจของโรงเรียนแต่ละประเภท \nในทำนองเดียวกับการจ้างครูผู้ช่วยสาขาวิชาเอกที่ขาดแคลน "	กระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
240	994	243	นายอำพล จินดาวัฒนะ	นโยบายของรัฐบาล	การส่งเสริมพัฒนาและโอกาสทำงานของราษฎรผู้ไม่ได้สัญชาติไทย	"จากทะเบียนราษฎรของประเทศไทย มีราษฎรที่มีสัญชาติไทย ประมาณ ๖๕ ล้านคน ราษฎรที่ไม่ได้สัญชาติไทย ๙.๘ แสนกว่าคน รวมราษฎรที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า ๖๖ ล้านคน โดยราษฎรที่ไม่ได้สัญชาติไทย คือ กลุ่มคนที่หนีภัยสงครามจากประเทศเพื่อนบ้าน และกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น ได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานาน โดยหน่วยงานราชการไทย\\nได้สำรวจและออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยให้แก่คนกลุ่มนี้ คนที่ไม่มีสัญชาติไทยได้อาศัยอยู่ในหลายจังหวัดของประเทศไทย เช่น จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดราชบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น \\nคนกลุ่มนี้ เป็นแรงงานให้กับประเทศมาเป็นเวลานาน แต่ไม่ได้รับการยอมรับให้มีสถานะทางกฎหมาย\\nให้เป็นคนไทย ดังนั้น จึงมีข้อจำกัดในการดำรงชีวิตและการทำงาน เนื่องจากรัฐบาลยังไม่มีนโยบาย\\nที่ชัดเจนในการส่งเสริม พัฒนาและการสร้างโอกาสในการทำงานให้ใกล้เคียงกับคนสัญชาติไทย \\nเช่น การพัฒนาคุณวุฒิ วิชาชีพ หรือสร้างโอกาสในการเข้าสู่ตำแหน่งงาน แม้จะมีความเชี่ยวชาญในงาน \\nแต่ยังได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าแรงงานขั้นต่ำ ตัวอย่างเช่น อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ \\nพบว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถจ้างคนกลุ่มนี้เป็นพี่เลี้ยงเด็ก\\nในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้ เนื่องจากไม่มีระเบียบรองรับ และคนกลุ่มนี้ไม่มีสัญชาติไทย     \\n		แผนพัฒนาประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาว (พ.ศ. ๒๕๖๕ – ๒๕๘๐) ยุทธศาสตร์ที่ ๖ กล่าวถึงการบริหารจัดการการย้ายถิ่น เพื่อเพิ่มประชากรแรงงานในประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กรณีดังกล่าวเป็นการมุ่งเน้นแรงงานที่มีความสามารถ\\nและทักษะสูงเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยรัฐบาลไม่มีนโยบายพัฒนาราษฎรที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและไม่ได้สัญชาติไทย\\n		ดังนั้น จึงขอหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงแรงงาน พิจารณาเพื่อหาแนวทางส่งเสริมนโยบาย พัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาทักษะ พัฒนาความรู้ความสามารถ และสร้างโอกาสในการทำงานให้กับราษฎร\\nที่ไม่มีสัญชาติไทยที่อยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อให้คนกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสร้างโอกาสในการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศ"	กระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงแรงงาน	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
241	993	160	นายวัลลภ  ตังคณานุรักษ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	การขึ้นทะเบียนรถซาเล้งเพื่อช่วยลดขยะมูลฝอย	จากกรุงเทพมหานครมีปริมาณขยะมูลฝอยวันละประมาณ ๑๐,๐๐๐ ตัน \\\\nซึ่งจะมีการกำจัดโดยการฝังกลบ และนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานขยะ \\\\nจากการศึกษาวิจัยพบว่าในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีการใช้รถซาเล้งเก็บขยะมูลฝอย จำนวน ๓๐,๐๐๐ คัน \\\\nการดำเนินการดังกล่าวสามารถคัดแยกขยะมูลฝอยได้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกลุ่มคนเก็บขยะมูลฝอยโดยใช้รถซาเล้งนั้น เป็นกระบวนการเก็บขยะมูลฝอยที่ภาครัฐไม่ต้องเสียค่าจ้าง จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนรถซาเล้งทั่วประเทศเพื่อสนับสนุนและส่งเสริม\\\\nในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (๑) ดูแลสภาพรถให้มีความมั่นคงแข็งแรง เพื่อให้สามารถบรรทุกขยะได้อย่างปลอดภัย (๒) การมอบถุงมือ หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันเชื้อโรค (๓) การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับขยะที่เป็นพิษ (๔) รณรงค์การคัดแยกขยะให้ถูกวิธี (๕) การประกันอุบัติเหตุให้กับรถซาเล้ง 	กระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
242	992	193	นายสมชาย ชาญณรงค์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	หนอนหัวดำมะพร้าว:มหันภัยภาคเกษตรของสวนมะพร้าว	"หนอนหัวดำมะพร้าว : มหันตภัยภาคเกษตรของสวนมะพร้าว\n		   สืบเนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม \nได้พบการระบาดของ “หนอนหัวดำมะพร้าว” (Coconut black-headed caterpillar) ทำลาย\nต้นมะพร้าวในพื้นที่ดังกล่าว เห็นว่าภาครัฐควรเร่งดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว เพื่อป้องกันมิให้เกิดการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง เนื่องจากในระหว่างปี ๒๕๕๘ - ๒๕๖๐ \nเคยเกิดการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว ซึ่งได้ทำลายสวนมะพร้าวของเกษตรกรในพื้นที่\nจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกษตรกร และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นฟูสวนมะพร้าวให้กลับคืนดังเดิม ซึ่งในครั้งนั้น รัฐบาลได้ใช้งบประมาณจำนวนมากในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว โดยในพื้นที่ที่มีการระบาดไม่รุนแรง จะใช้วิธีการลดจำนวนประชากรหนอนหัวดำมะพร้าว ด้วยการปล่อยตัวห้ำ และตัวเบียน ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติของหนอนหัวดำมะพร้าว ส่วนในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง \nจะกำจัดโดยใช้สารเคมี และในกรณีที่ต้นมะพร้าวสูงกว่า ๑๒ เมตร จำเป็นต้องฉีดสารเคมีเข้าลำต้น \nซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียเป็นอย่างมาก    \n		หนอนหัวดำมะพร้าว มีวงจรชีวิตแบ่งเป็น ๒ ระยะ คือ ๑) ระยะที่เป็นหนอน ประมาณ ๓๐ - ๔๕ วัน และ ๒) ระยะที่เป็นตัวเต็มวัย ประมาณ ๑๕ วัน โดยหนอนหัวดำมะพร้าวที่เป็นตัวเต็มวัย จะสามารถวางไข่ได้มากถึง ๔๙๐ ฟอง เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะกัดกินใบมะพร้าว โดยแทะกินผิวใบบริเวณใต้ทางใบ ลุกลามไปถึงผลมะพร้าว และลำต้น เป็นเหตุให้ต้นมะพร้าวยืนต้นตาย โดยพืชอาหารของหนอนหัวดำมะพร้าว ได้แก่ มะพร้าว และพืชตระกูลปาล์ม อาทิ จั๋ง ปาล์มน้ำมัน และปาล์มประดับต่าง ๆ ซึ่งเป็นทั้งแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยสำหรับขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นจนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาด  \n		ดังนั้น จึงขอให้เร่งดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวโดยเร็ว เพื่อป้องกันมิให้เกิดการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวขึ้นอีก"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
243	991	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาคลองท่าแหฯ มีวัชพืชปกคลุม ทำให้น้ำเน่่าเสียไม่สามารถนำมาผลิตน้ำประปาได้	ได้รับการร้องเรียนจากดาบตำรวจ ปัณณทัต  คร้ามไพบูลย์ \nนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหอย ว่าชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ ๗ หมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๙ และหมู่ที่ ๑๐ \nตำบลบ้านหอย อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี ประสบปัญหาไม่มีน้ำประปาคุณภาพดีใช้ เนื่องจากแหล่งน้ำที่นำมาผลิตน้ำประปาในพื้นที่มาจากคลองท่าแห ซึ่งเป็นคลองชลประทาน\nของโครงการชลประทานปราจีนบุรี โดยใช้น้ำจากคลองท่าแหผลิตน้ำประปามาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ จนกระทั่ง ๑๐ ปีที่ผ่านมา คลองท่าแหขาดการดูแลและกำจัดวัชพืช ส่งผลให้ปัจจุบันมีการทับถม\nและมีวัชพืชปกคลุมจำนวนมาก ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย ไม่มีน้ำสะอาดมาผลิตน้ำประปาให้กับประชาชน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านหอย ได้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวไปยังองค์การบริหาร\nส่วนจังหวัดปราจีนบุรี และได้รับการประสานเครื่องจักรกลสำหรับขุดลอกคลองแห แต่ไม่สามารถดำเนินการขุดลอกได้ทั้งหมดเนื่องจากเป็นพื้นที่ในความดูแลของกรมชลประทาน จึงขอให้\nกรมชลประทานเร่งรัดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ได้มีน้ำประปาที่สะอาดใช้สำหรับอุปโภคและบริโภคต่อไป 	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
244	990	93	นายบุญมี สุระโคตร	นโยบายของรัฐบาล	การบริหารกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่	คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้เดินทางลงพื้นที่\nในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ พบปัญหาหลายประการในการขับเคลื่อนการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งจะมีแนวทาง การขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจ และกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ \nซึ่งกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่มีจำนวนมากกว่า ๑๐,๐๐๐ กลุ่ม ครอบคลุมการผลิตสินค้าการเกษตรหลายชนิด เช่น ข้าว พืชไร่ ปศุสัตว์ การประมง และอื่น ๆ โดยการจัดลำดับชั้นคุณภาพกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ ประกอบด้วย (๑) กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่เกรด A มีขีดความสามารถรวบรวมผลผลิตของเกษตรแปลงใหญ่ สามารถทำการตลาด และแปรรูปสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด (๒) กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ เกรด B  สามารถจัดทำแผนธุรกิจ การบริหารจัดการการเงิน และการวิเคราะห์ความเสี่ยง (๓) กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ เกรด C เป็นการรวมตัวของเกษตรกรในกลุ่มสินค้านั้น ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความรู้ในการบริหารจัดการ การวิเคราะห์ความเสี่ยง การทำแผนธุรกิจ และการบริหารจัดการการเงิน แต่อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่พบปัญหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีการบูรณาการในการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนราชการในกระทรวงเดียวกัน และการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง ทำให้นโยบายการทำเกษตรแปลงใหญ่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงแก้ไข ให้มีการบูรณาการในการทำงาน ร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ให้บรรลุเป้าหมาย ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติต่อไป  	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
245	989	38	นายชลิต แก้วจินดา	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5	"การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วย BCG (Bio Circular Green Economy) \n			สืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย BCG (Bio Circular Green Economy) หรือเศรษฐกิจ ชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งรัฐบาลยังไม่สามารถ\nนำระบบนี้มาใช้ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้ลดลงมาได้ จากสถิติข้อมูลแหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 ได้แก่ ๑) การเผาไหม้ในที่โล่ง เช่น ไร่ สวน และพื้นที่ป่าไม้ ร้อยละ ๕๔ น้ำหนัก ๒๐๐,๙๓๗ ตัน/ปี \n๒) จากโรงงานอุตสาหกรรม ร้อยละ ๑๗ น้ำหนัก ๖๕,๑๔๐ ตันต่อปี ๓) การคมนาคมขนส่ง ร้อยละ ๑๓ น้ำหนัก ๕๐,๒๔๐ ตันต่อปี ๔) การผลิตไฟฟ้า ร้อยละ ๙ น้ำหนัก ๓๐,๗๓๙ ตันต่อปี ๕) ที่อยู่อาศัย\nและธุรกิจการค้า ร้อยละ ๑ และ ๖) การรวมตัวของก๊าซอื่น ๆ ในอากาศ              \n			ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการเกิดฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทย มีจำนวนน้ำหนักมาก\nในลำดับ ๑ – ๔ สำหรับการคมนาคมขนส่ง มีปริมาณฝุ่น PM 2.5 เพิ่มมากขึ้น ตามจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น\nโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ – ๒๕๖๑ ในระยะเวลา ๑๐ ปี เพิ่มขึ้นประมาณ ๕ ล้านคัน การเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการใช้รถ EV \nรถไฮโดรเจน และการขนส่งมวลชนจะบรรเทาปัญหาได้ \n			กรณีโรงงานอุตสาหกรรม ปล่อย PM 2.5 น้ำหนัก ๖๕,๒๔๐ ตัน/ปี สามารถนำก๊าซจากปล่องควันมาใช้ในกระบวนการ Carbonation Process เพื่อผลิต Bio chemical เพื่อใช้ทางการแพทย์ เช่น การผลิตเวชสำอางค์ ยา อาหาร เครื่องดื่ม การเกษตร การผลิตพลาสติกชีวภาพ และอื่น ๆ \nรวมทั้งสามารถนำก๊าซจากปล่องควันมาผลิตน้ำแข็งแห้ง (Liquid Cabonic) ใช้ในโครงการฝนหลวง \nเพื่อทำฝนเทียมช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง หรือใช้ในอุตสาหกรรมห้องเย็น \n        			การนำ Liquid Cabonic มาทำ Decaf coffee หรือทำ Bluekoff Coffee เพิ่มคุณภาพ และการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เช่น ใบอ้อย ยอดอ้อย ฟางข้าว กิ่งไม้แห้ง ใบไม้ การออกแบบสร้างเครื่องจักรกล อะไหล่เครื่องจักร เพื่อเก็บเกี่ยวผลิตผลการเกษตรและนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตเป็นอาหาร ยา เครื่องประดับ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และเชื้อเพลิง (Chacoal) ที่ให้ความร้อนสูง เป็นการเสริมและเพิ่มมูลค่าที่มีการดำเนินการมาแล้ว"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
246	988	233	นายอนุศักดิ์ คงมาลัย	นโยบายของรัฐบาล	ขอทราบข้อมูลและนโยบายส่งเสริมการค้าขายตลาดนัดท้องถิ่น	"ตลาดนัดท้องถิ่นสามารถเป็นดัชนีชี้วัดสภาวะเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญ สะท้อนถึงความเคลื่อนไหวของสินค้าทางการเกษตร และสินค้าภาคครัวเรือน โดยทุกประเทศในโลก\\nจะมีตลาดนัดท้องถิ่นที่ได้ดำเนินการมาหลายร้อยปีที่แล้ว นอกจากนี้ ตลาดนัดท้องถิ่นยังสามารถสะท้อน\\nถึงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ที่หล่อเลี้ยงคนในชุมชนด้วยเศรษฐกิจฐานราก โดยมีวิวัฒนาการตามยุคสมัย\\nแล้วแต่บริบทของพื้นที่เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้สถานที่ได้รับความนิยม เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมชุมชน จัดให้มีสวนสนุก การเปิดท้ายขายของ สวนอาหาร และ Food Truck เป็นต้น ดังนั้น จึงขอสอบถามรัฐบาล ดังนี้\\n 		๙.๑ ได้ดำเนินการประมวลผลหรือจัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดนัดท้องถิ่น\\nของประเทศไทย ไว้หรือไม่ เพียงใด\\n 		๙.๒ มีการรวบรวมข้อมูลตลาดนัดท้องถิ่นของประเทศ และจำนวนผู้ประกอบการ\\nในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล โดยรวบรวมเป็นรายอำเภอ หรือจังหวัดหรือไม่ อย่างไร สามารถคาดการณ์เศรษฐกิจระดับชุมชนในเรื่องของการหมุนเวียนการผลิต การอุปโภค บริโภคภายในท้องถิ่นเป็นจำนวนเท่าใด \\n 		๙.๓ มีจำนวนตลาดนัดท้องถิ่นกี่แห่งที่สามารถยกระดับให้เป็นหมุดหมายหนึ่ง\\nของการท่องเที่ยวระดับจังหวัดของประเทศไทย\\n 		๙.๔ มีนโยบายสนับสนุนตลาดนัดท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านหน่วยงานใด \\nและกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานไว้อย่างไร มีการตั้งเป้าหมายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจระดับฐานรากไว้อย่างไร\\n 		๙.๕ มีการสนับสนุนการรวมตัวของผู้ประกอบการในตลาดนัดท้องถิ่นให้เป็นองค์กร\\nโดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใด"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
247	987	238	นายออน กาจกระโทก	กฎหมาย	ขอให้ยกเลิกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการจัดการศึกษา	"เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากครู และบุคลากรทางการศึกษา ว่าคำสั่งหัวหน้า\\nคณะรักษาความสงบแห่งชาติหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคลากรทางการศึกษา และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลมาตรฐานวิชาชีพครู และสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา \\nเพื่อแก้ไขปัญหาด้านการจัดการศึกษาในห้วงเวลา ๘ ปีที่ผ่านมา แต่กลับเป็นปัญหาอุปสรรค\\nต่อการบริหารจัดการการศึกษาในปัจจุบัน \\n 		ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการ การส่งเสริม และการสนับสนุนการจัดการศึกษา เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล มีความยุติธรรม โปร่งใส มีส่วนร่วม และตรวจสอบได้ และเพื่อให้การได้มาซึ่งองค์คณะการบริหาร และการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเป็นไปตามหลักของประชาธิปไตย และสอดคล้องกับการปกครองของประเทศ โดยเฉพาะการได้มาซึ่งคณะกรรมการ ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของตัวแทนที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ตัวแทนที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญแต่ละด้าน \\nและตัวแทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะคำสั่ง คสช. นั้น ตัวแทนจะมาจากการแต่งตั้ง ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งรัดการพิจารณายกเลิกคำสั่ง ดังนี้  \\n                ๘.๑ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๖/๒๕๖๐ เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ในเรื่องที่เกี่ยวกับการได้มาของคณะกรรมการ\\nข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาวิสามัญ (อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ) โดยกลับไปใช้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ และจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง หากรัฐบาลเสนอให้มีการแก้ไข ปรับปรุง เพื่อประโยชน์ \\nในการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยต่อไป\\n 		๘.๒ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗/๒๕๕๘ เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยกลับไปใช้พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
248	986	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	นโยบายของรัฐบาล	การสร้างสมรรถนะในการปฏิบัติงานของข้าราชการตามกรอบภาระหน้าที่ของต้นสังกัด	เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ ได้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์กระบะชนกับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ มีรถได้รับความเสียหายประมาณ ๑๐ คัน บริเวณหน้าตลาดสดทุ่งเจริญ \nถนนเปรมประชาราษฎร์ เขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยหนึ่ง\nในผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นเด็กชายอายุ ๑๒ ปี ซึ่งถูกรถยนต์กระบะของผู้ก่อเหตุชนและลากไป\nจากจุดเกิดเหตุ ๓๐๐ เมตร โดยมีอาการกระดูกหักบริเวณหัวไหล่ทั้งสองข้าง มีบาดแผลฉีกขาดลึกบริเวณลำตัว และใบหน้า ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจสกัดจับผู้ก่อเหตุได้ พบว่าผู้ขับขี่เป็นข้าราชการตำรวจอยู่ในสภาพมึนเมา พูดจาสื่อสารไม่รู้เรื่อง วัดปริมาณแอลกอฮอล์ได้ ๓๒๑ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมากกว่า ๖ เท่า เทียบจากค่ามาตรฐานไม่เกิน ๕๐ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจาก \nผู้ขับขี่ที่เมาสุรา ดังนั้น จากกรณีข้างต้น จึงขอหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ว่ามีความจำเป็นที่ ก.พ.ร. จะต้องมีมาตรการในการคัดกรองข้าราชการที่ดื่มสุราเป็นประจำ \nและนำเข้าสู่กระบวนการลด ละ เลิก การดื่มสุรา และจัดให้มีกระบวนการพัฒนาจิตใจด้วยหลักธรรม\nตามศาสนาของทุกศาสนาที่ข้าราชการผู้นั้นนับถือ พร้อมทั้งควรมีการทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะต้องเลิกการดื่มสุราอย่างเด็ดขาดเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งจะเป็นการพัฒนาชีวิตให้แก่ข้าราชการผู้นั้นต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
249	985	137	นายมณเฑียร บุญตัน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการขยายถนนในการปฏิบัติงานของข้าราชการตามกรอบภาระหน้าที่ของต้นสังกัด	การขยายถนนให้มีความกว้างเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้การสัญจรสะดวกรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันส่งผลทำให้ทางเท้ามีขนาดแคบลง และมีสิ่งของต่าง ๆ กีดขวางทางเดิน เช่น เสาไฟฟ้า สายโทรศัพท์ หรือมีฝาท่อที่ปิดไม่ได้ระดับเดียวกันกับพื้นผิวทางเท้า รวมทั้งมีประชาชนบางส่วนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าหรือนำรถยนต์ไปจอดบนทางเท้า ทำให้ประชาชนที่ใช้ทางเท้ามีความจำเป็นต้องลงมาเดินบนถนนก่อให้เกิดอันตรายตามมา นอกจากนี้ ทางม้าลายสำหรับคนข้ามถนนไม่มีความปลอดภัย เพราะผู้ใช้รถมิได้มีความระมัดระวังเพียงพอ โดยประเทศไทยมีสถิติผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ดังนั้น ภาครัฐจะต้องมีการทบทวนปัญหาที่เกิดจากการขยายถนน และควรจัดระเบียบการข้ามถนนให้มีความปลอดภัย รวมทั้งควรมีการปรับทัศนคติของผู้ใช้รถใช้ถนนให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนข้ามถนน ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนและผู้ใช้ทางเท้าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
250	984	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	สถานการณ์บ้านเมือง	การประกาศผล CPI ประจำปี พ.ศ. 2566	ประเทศไทยกำหนดยุทธศาสตร์ให้ได้รับการประเมินดัชนีการรับรู้การทุจริตต้องได้คะแนนมากกว่า ๕๐ คะแนน ในปี พ.ศ. ๒๕๗๐ โดยเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๗ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ได้ประกาศผลการประเมินดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งปรากฏว่าประเทศไทยได้คะแนนลดต่ำลง โดยได้คะแนน \n๓๕ คะแนน และได้อันดับการทุจริตเพิ่มสูงขึ้น เป็นอันดับที่ ๑๐๘ จากทั้งหมด ๑๘๐ ประเทศ \nซึ่งค่าเฉลี่ยของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะได้คะแนน ๔๕ คะแนน จะเห็นได้ว่าคะแนน\nการประเมินดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ ๑๐ คะแนน จากการศึกษาแหล่งข้อมูลประเมินการรับรู้การทุจริตที่ให้คะแนนประเทศไทยลดต่ำลง จำนวน ๓ แหล่ง ประกอบด้วย (๑) สภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum (WEF) ให้คะแนนประเทศไทยลดต่ำลง ๙ คะแนน ลดลงจาก ๔๕ คะแนนในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็น ๓๖ คะแนน (๒) Bertelsmann Stiftung Transformation Index (BF (TI)) ให้คะแนนประเทศไทยลดต่ำลง ๔ คะแนน ลดลงจาก ๓๗ คะแนนในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็น ๓๓ คะแนน (๓) World Justice Project (WJP) ให้คะแนนประเทศไทยลดต่ำลง ๑ คะแนน ลดลงจาก ๓๔ คะแนนในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็น ๓๓ คะแนน สาเหตุการประเมินที่ทั้ง ๓ องค์กรดังกล่าวปรับลดคะแนน คือ (๑) ภาคธุรกิจจะต้องจ่ายเงินสินบนในกระบวนการต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด (๒) การปราบปราม\nการทุจริต และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด (๓) พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ในการใช้ตำแหน่งโดยมิชอบมีจำนวนมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ Varieties \nof Democracy Institute (V – DEM) เป็นการประเมินการทุจริตในภาครัฐทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการเกี่ยวกับการรับสินบน และการขัดกันแห่งผลประโยชน์มีมากน้อยเพียงใด ได้ประเมิน\nให้ประเทศไทยได้รับคะแนนเท่ากับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติได้ให้คำแนะนำว่า จะต้องมีการเสริมสร้างความเป็นอิสระขององค์กรต่าง ๆ การบริหารงานภาครัฐ ระบบคุณธรรม \nรวมทั้งให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูล และตรวจสอบการทุจริตได้อย่างกว้างขวาง และองค์กร\nเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย ได้ให้คำแนะนำว่า รัฐบาลจะต้องมีความจริงจังในการต่อต้านการทุจริต โดยให้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้ง\nนำข้อเสนอแนะขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ และองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย \nไปดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้คะแนนการประเมินดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยดีขึ้นในอนาคต	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	16	2567	2024-02-06T00:00:00
251	983	36	นายจัตุรงค์ เสริมสุข	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการหลอกลวงนักศึกษาไปทำงานและท่องเที่ยวในต่างประเทศ	จากมีผู้เสียหายเป็นนักศึกษาจำนวน ๑๐๘ คน ได้มีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงนักศึกษาไปทำงานและท่องเที่ยวในต่างประเทศ ต่อคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา สภาพปัญหา คือ ผู้ประกอบการ (agency) จำนวนมาก \nได้โฆษณาชักชวนผู้ปกครองของนักเรียนและนักศึกษา ให้ส่งบุตรหลานเดินทางไปทำงานและท่องเที่ยว\nในต่างประเทศในระหว่างปิดภาคเรียน ระยะเวลาประมาณ ๔ เดือน (ทำงาน ๓ เดือน/ท่องเที่ยว ๑ เดือน) มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายคนละ ๑๒๐,๐๐๐ - ๑๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อดำเนินการยื่นขอวีซ่าเพื่อการทำงานและท่องเที่ยว (Work and Travel) มีการนำเสนอข้อดี อาทิ ได้ฝึกภาษาได้ประสบการณ์และเรียนรู้การทำงาน ได้มีโอกาสท่องเที่ยว โดยประเทศที่ได้รับความนิยม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมัน และสิงคโปร์ ผู้ประกอบการ (agency) ได้โฆษณาชวนเชื่อว่าเมื่อชำระเงินค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว สามารถเดินทางไปทำงานและท่องเที่ยวในต่างประเทศได้อย่างแน่นอน โดยไม่แจ้งข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน ว่าการชำระเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าว ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าวีซ่าจะได้รับการอนุมัติ\nซึ่งหากวีซ่าไม่ได้รับการอนุมัติ ย่อมไม่สามารถเดินทางไปยังต่างประเทศ อีกทั้งตำแหน่งงานในต่างประเทศขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ มีตำแหน่งงานว่างหรือไม่ การพิจารณาของสำนักงานจัดหางานในท้องถิ่น\nของต่างประเทศ การสอบสัมภาษณ์ของนายจ้างในต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ลักษณะงานที่ทำและค่าแรง \nที่ได้รับไม่ตรงกับข้อตกลง หรืออาจถึงขั้นไม่มีงานทำ นอกจากนี้ ยังพบว่าสถานที่พักไม่มีความปลอดภัย \nไม่ถูกสุขลักษณะ ผู้เสียหายได้รวมตัวกันเรียกร้องขอเงินคืน แต่ผู้ประกอบการปิดบริษัทจึงแจ้งความดำเนินคดี แต่ไม่มีความคืบหน้า คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง โดยเชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐมาให้ข้อมูล พบว่า ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดที่มีหน้าที่และอำนาจรับผิดชอบปัญหาดังกล่าวโดยตรง ซึ่งหากรัฐบาลยังปล่อยให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ไม่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่และอำนาจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาลักษณะเดียวกันขึ้นอีกทุกครั้งที่มีการปิดภาคเรียน ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาสั่งการให้แก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
252	982	130	นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดอย่างหนักในพื้นที่อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี	จากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ว่าขณะนี้ยาเสพติดแพร่ระบาดอย่างหนักในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เด็กและเยาวชน \nพบว่า บางหมู่บ้านเด็กและเยาวชนติดยาเสพติดทั้งหมู่บ้าน นอกจากนี้ ยาเสพติดได้แพร่ระบาดเข้าไปถึง\nในโรงเรียน ที่ผ่านมาผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนได้พยายามร้องเรียนปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดในพื้นที่\nต่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ทั้งระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล และระดับอำเภอ แต่ไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด เป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหายาเสพติดเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมอื่น ๆ \nดังเห็นได้จากปัญหาอาชญากรเด็กและเยาวชนที่ก่อคดีอาญาสะเทือนขวัญล้วนมีที่มาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งสิ้น หากปล่อยปละละเลยให้ยาเสพติดยังคงแพร่ระบาดต่อไปย่อมก่อให้เกิดปัญหาอาสาซึ่งกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้น ขอให้รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการให้ปราบปรามปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดอย่างจริงจังและเร่งด่วน	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
253	981	243	นายอำพล จินดาวัฒนะ	นโยบายของรัฐบาล	การรับมือมัจจุราชสีเขียว : กรณีการระบาดของจอกหูหนูยักษ์ทั่วประเทศ	"ช่วงต้นปี ๒๕๖๕ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ณ ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง และทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ได้รับทราบปัญหาที่ประชาชน \nในพื้นที่ประสบอยู่ คือ การแพร่ระบาดของจอกหูหนูยักษ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในพื้นที่\nและกีดขวางการจราจรทางน้ำเป็นอย่างมาก ต่อมา ในคราวการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันอังคารที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๕ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือ ได้ปรึกษาหารือ เรื่อง การจัดการปัญหาจอกหูหนูยักษ์วัชพืชร้ายแรงแพร่ระบาดตามแหล่งน้ำทั่วประเทศ และประธานวุฒิสภาได้พิจารณาส่งข้อหารือดังกล่าวไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณา และต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แจ้งผลพิจารณาว่า จอกหูหนูยักษ์ จัดเป็นสิ่งต้องห้าม ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดศัตรูพืชเป็นสิ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. ๒๕๐๗ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๐ ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แจ้งผลพิจารณาว่า จอกหูหนูยักษ์ยังไม่เป็นปัญหามากนักเมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๗ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ณ บึงโขงหลง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและแหล่งน้ำจืด\nขนาดใหญ่ พบว่า มีการแพร่ระบาดของจอกหูหนูยักษ์ในบริเวณดังกล่าว ตัวแทนภาคการท่องเที่ยว แจ้งว่า\nที่ผ่านมา การกำจัดจอกหูหนูยักษ์จะใช้เรือของกรมโยธาธิการและผังเมือง จำนวน ๒ ลำ ดำเนินการตักจอกหูหนูยักษ์ขึ้นจากบึง แต่ปัจจุบันเรือได้ย้ายไปที่จังหวัดอื่นเพราะขาดงบประมาณ รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีงบประมาณดำเนินการ ประชาชนในพื้นที่จึงกังวลว่าหากภาครัฐไม่ดำเนินการกำจัดจอกหูหนูยักษ์ จะส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดของจอกหูหนูยักษ์อย่างต่อเนื่อง\n	จอกหูหนูยักษ์ เป็น “เฟิร์นน้ำต่างถิ่น” มีถิ่นกําเนิดในทวีปอเมริกา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศบราซิล ถูกจัดว่าเป็น “วัชพืชร้ายแรงที่สุดของโลก” เนื่องจากเกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำ\nและความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งน้ำที่ถูกรุกรานมากที่สุด จอกหูหนูยักษ์เป็นพืชลอยน้ำ ไม่มีราก แตกหักง่าย แพร่ขยายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบ\nต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยสามารถเพิ่มจำนวนเป็น ๒ เท่า ในเวลาเพียง ๔ วัน \nการแพร่ระบาดของจอกหูหนูยักษ์จะส่งผลทำให้พืชท้องถิ่นตาย และออกซิเจนในแหล่งน้ำลดลง  ส่งผลกระทบ\nต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ รวมทั้งกีดขวางการจราจรทางน้ำเป็นอย่างมาก จัดเป็นสิ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. ๒๕๐๗ แต่ปรากฏว่ามีผู้นำจอกหูหนูยักษ์เข้ามาในประเทศและก่อให้เกิดปัญหาแพร่ระบาดไปทั่วประเทศ โดยมีข้อมูลจากการวิจัยรายงานว่า การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของจอกหูหนูยักษ์ทั่วประเทศ ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จำเป็นจะต้องมีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายกระทรวง เพื่อดำเนินแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันมิให้จอกหูหนูยักษ์แพร่ระบาดไปทั่วประเทศ"	นายกรัฐมนตรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
254	980	126	นายพิศาล มาณวพัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันมะเร็งโลก ต้องทุ่มเทเรื่องการป้องกัน	"องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันมะเร็งโลก เพื่อให้ประชากรโลกได้ตระหนักและทราบว่า มะเร็งหลายชนิดสามารถป้องกันได้ แต่จากสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็ง\nในประเทศไทย ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้น จาก ๑๐๐,๐๐๐ ราย \nเป็น ๒๕๐,๐๐๐ ราย ซึ่งสะท้อนได้ว่ารัฐบาลจัดสรรงบประมาณและสรรพกำลังเพื่อป้องกันโรคมะเร็ง\nยังไม่เพียงพอ โดยโรคมะเร็งทำให้คนไทยเสียชีวิต ปีละ ๘๐,๐๐๐ คน และการรักษาพยาบาลมีราคา\nสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากรัฐบาลใช้วิธีการตั้งรับด้วยการรักษาโรค โดยล่าสุดรัฐบาลได้ขยายพื้นที่ให้บริการ\nด้านการบำบัดรักษา ด้วยนโยบายบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่\n 	กรณีมาตรการป้องกัน ขอชื่นชมกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในเรื่องการคัดกรองมะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งถุงน้ำดี และการฉีดวัคซีน\nเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งนอกจากมาตรการป้องกันดังกล่าว ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรค\nได้อีกหลายประการ เช่น การไม่ออกกำลังกาย ความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ มลภาวะทางอากาศ และสารก่อมะเร็งปนเปื้อนในอาหาร เป็นต้น และสาเหตุการก่อโรคมะเร็งที่มีนัยสำคัญที่สุดจากการเกิดโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น ซึ่งล้วนมาจากพฤติกรรมการบริโภค โดยผลจากวารสารทางการแพทย์ และองค์การอนามัยโลก \nได้ยืนยันแล้วว่า การบริโภคน้ำตาลเกินขนาดส่งผลให้เกิดสารพัดโรค โดยเฉพาะโรคอ้วน และโรคอ้วนจะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้ถึง ๑๓ ชนิด ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลยกระดับการรณรงค์ต่อต้านการบริโภคอาหารรสชาติหวาน - เค็ม - มัน อันเป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะความหวานเกินมาตรฐาน\nในอาหาร เครื่องดื่มที่นิยมบริโภค นำไปสู่การปฏิบัติทั้งในพื้นที่วัด และโรงเรียน โดยกำหนดตัวชี้วัดเป็นขนาดรอบเอว ค่าความดัน ค่าน้ำตาล ค่าโซเดียม และค่าไขมันในเลือด\n 	ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้นำเสนอรายงาน เรื่อง การสร้างเสริม \nสุขภาวะ ป้องกันก่อนรักษา ต่อที่ประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๗ โดยที่ประชุมวุฒิสภา\nพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยกับรายงานพร้อมข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการและมีมติให้ส่งรายงาน\nพร้อมทั้งข้อเสนอแนะดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรี และที่ประชุมคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา \nได้เห็นชอบให้ส่งรายงานฉบับนี้ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อรณรงค์\nให้ประชาชนได้ตระหนักรู้ คือ ลดหวาน ลดอ้วน ลดมะเร็ง โดยมีรายละเอียดปรากฏตามรายงานของคณะกรรมาธิการ"	กระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
255	979	233	นายอนุศักดิ์ คงมาลัย	นโยบายของรัฐบาล	นโยบายพัฒนาเยาวชนแห่งชาติ หลักการแก้ไขปัญหาความรุนแรงของเยาวชน แบบมุ่งเป้า	"จากประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับเยาวชนมาตลอดระยะเวลากว่า ๖๐ ปี ตั้งแต่เริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยกำหนดนโยบายพัฒนาเยาวชนแห่งชาติ พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่กำหนดให้มีการจัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนทุกระดับ กำหนดให้วันที่ ๒๐ กันยายนของทุกปี เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ มีการออกแบบเครื่องหมายส่งเสริมความสำคัญของเยาวชน ระบุข้อความว่า \n“พลังพัฒนาชาติ” ตลอดจนมีสภาเยาวชน มีการระบุในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเยาวชนที่ภาครัฐต้องส่งเสริมให้เยาวชนดำเนินกิจกรรมที่สร้างสรรค์\n 	จากเหตุการณ์ความรุนแรงของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาก่อเหตุทำร้ายเพื่อนนักเรียนเสียชีวิตภายในโรงเรียน และเหตุการณ์ที่เยาวชนก่อเหตุความรุนแรงอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งจากการนำเสนอของสื่อมวลชนและที่ไม่ได้เป็นข่าว ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้นในสังคม จึงขอเรียนถามรัฐบาล ดังนี้\n 	(๑) รัฐบาลได้กำหนดนโยบายพัฒนาเยาวชนของประเทศไทย โดยมีการกำหนดตัวชี้วัดอย่างไร จึงจะประสบผลสำเร็จ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลการก่อเหตุความรุนแรงของเยาวชนทุกระดับ\nทั้งการก่อเหตุภายในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษาหรือไม่ และมีการเก็บข้อมูลเชิงป้องกันเพื่อทราบอัตราความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์หรือไม่ จำนวนเท่าใด\n 	(๒) การก่อความรุนแรงของเยาวชนในประเทศไทย มีอัตราที่สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลเพียงใด อย่างไร\n 	(๓) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนจะสามารถส่งเสริมให้สังคม/ชุมชน กำหนดมาตรการป้องกันในรูปแบบมุ่งเป้าได้อย่างไร ทั้งในการบริหารจัดการ การกำกับดูแล ควบคุม ส่งเสริม แก้ไข และแสวงหาโอกาสในการพัฒนาอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเฝ้าระวัง การกำกับติดตาม การป้องปรามของผู้ปกครอง ครู และอาจารย์ในสถาบันการศึกษา\n 	(๔) ภาครัฐได้มีส่วนช่วยเหลือบุคคลในครอบครัว ชุมชน ในภารกิจส่งเสริมเยาวชน เพื่อสร้างภูมินิเวศอันปราศจากความเสี่ยง และความโน้มเอียงต่อความรุนแรงทุกรูปแบบ ผ่านกลไกของ\nสภาองค์กรชุมชนหรือไม่ และมีกี่องค์กรชุมชนที่ดำเนินการแล้วได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจ"	กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
256	978	31	นายเฉลา พวงมาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	นักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครทำร้ายเพื่อนนักเรียนเสียชีวิต ในสถานศึกษา	เหตุการณ์นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนในเขตสวนหลวง สังกัดกรุงเทพมหานคร ได้ใช้มีดแทงเพื่อนนักเรียนเสียชีวิตในสถานศึกษาเดียวกัน จึงขอแสดงความเสียใจกับผู้ปกครองของนักเรียนที่เสียชีวิต ทั้งนี้ จากการสังเกตการณ์ พบว่า โรงเรียนมิได้มีมาตรการป้องกัน และมิได้\nมีการวางแผน การรับมือกรณีเกิดเหตุความรุนแรงภายในสถานศึกษาว่าต้องดำเนินการอย่างไร ตลอดจนครู\nมิได้ให้ความสนใจพฤติกรรมของนักเรียนแต่ละคนว่ามีปัญหาอย่างไร ดังนั้น จึงขอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เร่งดำเนินการตรวจสอบ และกำชับให้โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครทุกแห่ง กำหนดมาตรการการป้องกัน และวางแผนการรับมือเมื่อเกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นภายในสถานศึกษาอย่างเข้มงวด ตลอดจน\nกำชับให้ครูทุกคนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน และพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพื่อป้องกัน\nการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ทั้งนี้ขอเสนอว่าโรงเรียนดังกล่าวข้างต้น จำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบ\nต่อเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย\n	ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
257	974	93	นายบุญมี สุระโคตร	ความเดือดร้อนของประชาชน	แนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ	"แนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้\n		เรื่องที่ ๑ การขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ\n		สืบเนื่องจากการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพของเกษตรกรยังมีปัญหา แม้ว่า\nกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีความพยายามในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหรือส่งเสริมการผลิต\nเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรได้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพไปเพาะปลูก แต่เกษตรกรยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ เช่น บางพื้นที่ที่ใช้เพื่อทำแปลงพันธุ์ประสบปัญหาภัยแล้ง หรือปัญหาน้ำท่วม ทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่นำไปปลูกในแปลงพันธุ์เสียหาย ส่งผลให้มีเมล็ดพันธุ์ข้าว\nไม่เพียงพอที่จะนำไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรเพื่อเพาะปลูก \n		เรื่องที่ ๒ การขายเมล็ดพันธุ์ข้าวและพืชผ่านช่องทางการขายสินค้าออนไลน์\n 		ปัจจุบันมีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชหรือต้นพันธุ์พืช รวมทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวผ่านช่องทาง\nการขายสินค้าออนไลน์ต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ซึ่งการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ผู้ขายจะต้องทำการตรวจสอบและขึ้นทะเบียนเมล็ดพันธุ์ข้าว ดังนั้น การจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชหรือต้นพันธุ์พืชผ่านช่องทางการขาย\nสินค้าออนไลน์ดังกล่าว อาจทำให้เกิดปัญหาคุณภาพของเมล็ดพันธุ์หรือต้นพันธุ์ตามมาได้ ยกตัวอย่าง\nเช่น การจำหน่ายต้นพันธุ์มันสำปะหลังผ่านช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งมันสำปะหลังจะมีโรคใบด่าง ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่ควบคุมยาก หากเกิดการแพร่ระบาดจะส่งผลกระทบกับผู้ปลูกมันสำปะหลังและเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก \n		ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้\n 		(๑) มีแนวทางในการช่วยเหลือให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่คุณภาพ\nได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอหรือไม่ อย่างไร \n 		(๒) กรณีที่มีการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวผ่านช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแนวทางในการควบคุมคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างไร"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
258	973	135	นางสาวภัทรภร วรามิตร	ความเดือดร้อนของประชาชน	การต่ออายุโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล	"คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาติครั้งที่ ๑/๒๕๕๙ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๙ โดยมีสาระสำคัญว่า ภายหลังสิ้นสุดสัญญา\nให้สามารถต่ออายุโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่คำนึงถึงประโยชน์ของสาธารณะ \nซึ่งโครงการนี้สามารถพิจารณาได้ว่ามีประโยชน์ต่อสาธารณะหลายด้าน อาทิ \n	๑. มิติด้านเศรษฐกิจ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมาก\nปัจจุบันรัฐบาลได้พิจารณากำหนดแนวทางในการดำเนินการไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการที่ช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง คือ การรับซื้อวัสดุเหลือใช้\nทางการเกษตรจากเกษตรกร เช่น แกลบ ใบอ้อย ฟางข้าว ทะลายปาล์ม และกลุ่มของไม้โตเร็ว อีกทั้ง โครงการนี้ยังช่วยการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมและลดฝุ่น PM 2.5 และการลดคาร์บอนเครดิตได้อีกทางหนึ่ง \nนอกจากนี้ ได้กำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) แผนการปฏิรูปประเทศ \nประเด็นปฏิรูปที่ ๙ ปฏิรูประบบบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลไม้โตเร็วสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล \nซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก\n	๒. มิติด้านแผนพลังงานไฟฟ้า (Power Development Plan : PDP) ของกระทรวงพลังงาน เรื่องการจัดการพลังงาน การเพิ่มพลังงานหมุนเวียน ลดพลังงานจากฟอสซิล เป็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐ หรือ แผน PDP 2018 เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน\n	๓. มิติด้านการรับฟังความเห็นของภาคประชาชน คือ แผน PDP ภาคประชาชน (NEP ภาคประชาชน) ได้มีการหารือและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจากประชาชนในหลายประเด็น \nโดยเฉพาะการส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นการกระจายตัวของธุรกิจขนาดเล็ก \nลดความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดเล็กในทุกภูมิภาค \n	ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวถูกระงับ โดยไม่ได้รับการต่ออายุ จะทำให้ประเทศสูญเสียมูลค่า\nทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านบาท และหากต้องตั้งโรงไฟฟ้าขึ้นใหม่ต้องใช้ระยะเวลา ๓ ปี ทำให้เสียมูลค่า\nทางเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาท ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาต่ออายุโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล เนื่องจากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจชุมชน"	กระทรวงพลังงาน	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
259	972	238	นายออน กาจกระโทก	นโยบายของรัฐบาล	ขอขึ้นเงินบำนาญรายเดือนของข้าราชการบำนาญ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ	"จากทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อสูง ทำให้ประชาชนมีค่าครองชีพสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าอุปโภค – บริโภคปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง รัฐบาลจึงได้มีมาตรการในการช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ประชาชนหลายโครงการ อาทิ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ พิจารณาปรับขึ้นเงินเดือน ให้แก่ข้าราชการทั้งระบบ โดยให้มีผลเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ \n	แต่อย่างไรก็ดี การพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการดังกล่าว รัฐบาลมิได้พิจารณาปรับขึ้นเงินบำนาญรายเดือนให้แก่ข้าราชการบำนาญที่เกษียณอายุราชการร่วมด้วย ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้เคยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ ทุ่มเท เสียสละ ซื่อสัตย์ และช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบัน และเมื่อบุคคลกลุ่มนี้ได้เกษียณอายุราชการ จึงเป็นบุคคลผู้สูงอายุและมีรายได้เพื่อการดำรงชีพจากเงินบำนาญรายเดือนเท่านั้น ดังนั้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ข้าราชการบำนาญที่เกษียณอายุราชการมีรายได้ที่เพียงพอและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงขอให้รัฐบาลได้พิจารณาปรับขึ้นเงินบำนาญรายเดือนให้แก่ข้าราชการบำนาญเพิ่มเติมต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
260	969	210	นายสำราญ ครรชิต	นโยบายของรัฐบาล	"แนวทางการดำเนินโครงการสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าของสหกรณ์นิคมพนม พร้อมระบบส่งน้ำ   	"	"สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าของสหกรณ์นิคมพนม พร้อมระบบส่งน้ำได้ดำเนินการ ก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง จำนวน ๓๕ ล้านบาท \nโดยตลอดระยะเวลา ๔ ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินการสูบน้ำและส่งให้กับการทำการเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่ตำบลพังกาญจน์ อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมเนื้อที่ จำนวน ๔,๐๐๐ ไร่ แต่ในปัจจุบัน\nไม่มีการสูบน้ำให้กับการทำการเกษตรแปลงใหญ่แต่อย่างใด สถานีสูบน้ำและหม้อแปลงไฟฟ้ามีสภาพเถาวัลย์ปกคลุมทั่วบริเวณ ทั้งนี้ เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๖ คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ได้หารือกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี และชลประทานจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อขอให้\nเร่งดำเนินการสูบน้ำให้กับการทำการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ ปัจจุบันเกษตรกร\nยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโครงการสถานีสูบน้ำแห่งนี้ ซึ่งเกษตรกรกำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ อาจส่งผล\nให้พืชผลการเกษตรของเกษตรกรได้รับความเสียหาย และขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ\nแต่อย่างใด \n			นอกจากนี้ พบว่าโครงการก่อสร้างที่ดำเนินการโดยราชการส่วนกลางและราชการ\nส่วนภูมิภาค เมื่อดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้วจะส่งมอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลและบำรุงรักษา แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งไม่สามารถบริหารจัดการโครงการได้ เนื่องจาก\nขาดแคลนบุคลากรและขาดแคลนงบประมาณ จึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว "	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
261	968	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	กฎหมาย	การเชื่อมโยงระบบรางระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)	"จาก นายหวัง อี้ (H.E. Mr. Wang Yi)  สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการ\nกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี\nและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีการหารือในประเด็นความร่วมมือที่สำคัญ คือ การเชื่อมโยงระบบรางจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก โดยการเชื่องโยงระบบรางดังกล่าว พบว่า มีประเด็นปัญหาในรอยต่อระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จำนวน  ๓ เรื่อง คือ \n			(๑) สืบเนื่องจากเมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา ได้มีการทำความตกลงระหว่างประเทศไทย\nกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในการก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขง \nเพื่อรองรับระบบรางทั้งขนาด ๑ เมตร และ ๑.๔๓๕ เมตร โดยรับผิดชอบค่าก่อสร้างฝ่ายละครึ่ง \nใช้งบประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าในการสำรวจออกแบบแต่อย่างใด จึงขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการจัดทำคำของบประมาณเพื่อสำรวจออกแบบโครงการก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขงโดยเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ \n			(๒) การเชื่อมต่อระบบรางระหว่างสถานีเวียงจันทน์ใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) กับสถานีรถไฟหนองคาย ประเทศไทย สืบเนื่องจากเส้นทางรถไฟจากสาธารณรัฐประชาชนจีน – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) สิ้นสุดที่สถานีเวียงจันทน์ใต้ \nซึ่งการเชื่อมโยงโครงข่ายทางรถไฟ ประเทศไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) \n– สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อรองรับการเดินทางและขนส่งระหว่างประเทศจะต้องมีการก่อสร้างเส้นทางรถไฟจากสถานีเวียงจันทน์ใต้ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ เชื่อมต่อไปยังสถานีหนองคายและสถานีนาทา \nหากดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้ขบวนรถไฟจากสาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถเดินทางมายังประเทศไทย ทำให้สามารถขนถ่ายสินค้าที่ประเทศไทยได้ ปัจจุบันจะต้องขนถ่ายสินค้าที่สถานีท่านาแล้ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการขนถ่ายสินค้าสูง โดยค่าบริการ\nขนถ่ายตู้สินค้าในประเทศไทยจะเสียค่าใช้จ่าย ๑,๐๐๐ กว่าบาทต่อตู้คอนเทนเนอร์ แต่การขนถ่ายสินค้า\nที่สถานีท่านาแล้ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ต้องเสียค่าบริการขนถ่ายสินค้ามากกว่า ๒๐,๐๐๐ บาทต่อตู้คอนเทนเนอร์ ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าของประเทศไทยมีราคาสูง ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้          \n			(๓) ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้านาทา สถานีนาทาอยู่ในแผนการก่อสร้างตามโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ ๓ (ระยะที่ ๑ กรุงเทพมหานคร – จังหวัดนครราชสีมา ระยะที่ ๒ จังหวัดนครราชสีมา \n– จังหวัดหนองคาย และระยะที่ ๓ จังหวัดหนองคาย ประเทศไทย – เวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)) จึงขอให้เร่งดำเนินการก่อสร้างสถานีขนถ่ายสินค้านาทาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว \nโดยไม่ต้องรอก่อสร้างตามแผนโครงการรถไฟความเร็วสูง เพื่อส่งเสริมการขยายตัวด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การค้า การลงทุนและบริการ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสการแข่งขันในเวทีการค้าโลก\nทั้งนี้ หากดำเนินการก่อสร้างทั้ง ๓ โครงการข้างต้นแล้วเสร็จ จะทำให้มีการเชื่อมต่อระบบราง\nของประเทศไทยกับประเทศอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ โดยใช้งบประมาณ ดำเนินการทั้ง ๓ โครงการ ไม่เกินหนึ่งหมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงขอให้พิจารณาเร่งรัดทั้ง ๓ โครงการ\nดังกล่าวโดยเร็ว"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
262	967	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	การควบคุมปริมาณสุนัขเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชน	"ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ – ๒๕๖๑ ประเทศไทยมีประชากรสุนัขและแมวรวมกันประมาณ ๑๑ ล้านตัว แบ่งเป็นประชากรสุนัข จำนวน ๗,๓๘๐,๘๑๐ ตัว ซึ่งเป็นสุนัขจรจัด จำนวน ๗๕๘,๐๐๐ ตัว และมีประชากรแมว จำนวน ๓,๐๓๕,๖๔๕ ตัว ซึ่งเป็นแมวจรจัด จำนวน ๔๗๔,๑๔๒ ตัว รวมจำนวนสุนัขและแมวจรจัดประมาณ ๑.๓ ล้านตัว โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ พบว่าประชาชนเสียชีวิต\nจากโรคพิษสุนัขบ้า จำนวน ๔ ราย และพบผู้ป่วยที่ได้รับพิษสุนัขบ้ามากกว่า ๑๐,๐๐๐ ราย จึงขอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อควบคุมประชากรสุนัขและแมว รวมทั้งลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตของประชาชนจากโรคพิษสุนัขบ้า ดังนี้    \n			(๑) การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยขอให้เพิ่มการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขและแมว \n	(๒) การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยขอให้มีการทำหมันสุนัขและแมวทั้งที่มีเจ้าของ\nและไม่มีเจ้าของ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการทำหมันตัวละ ๘๐๐ บาท เพื่อเป็นการควบคุมประชากรของสุนัข\nและแมว รวมทั้งเป็นการคัดกรองสายพันธุ์ของสุนัขและแมวให้ตรงกับความต้องการของคนที่จะเลี้ยง \nหากวางเป้าหมายในการทำหมันปีละ ๕๐๐,๐๐๐ ตัว จะใช้ระยะเวลา ๓ ปี ในการควบคุมประชากรสุนัขและแมวจรจัด โดยใช้งบประมาณปีละ ๔๐ ล้านบาท"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
263	966	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเกี่ยวกับ การป้องกันการทุจริต กรณี ดิจิทัลวอลเล็ต	"ได้มีการกล่าวถึงการเสนอความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล เรื่อง ดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) การแจกเงินให้ประชาชนคนละ ๑๐,๐๐๐  บาท ซึ่งอาจเป็นการปฏิบัติที่เกินอำนาจหน้าที่หรือไม่ นั้น \n	คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการ เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันการทุจริต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง \nด้วยเหตุนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต \nพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๓๒ ได้กำหนดให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการ ในเรื่องดังต่อไปนี้\n	(๑) ปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริต การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม\n	(๒) จัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริต\nและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเข้มงวด\n	(๓) เสนอแนะให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ  ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมาตรการใด\nที่เป็นช่องทางให้มีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจปฏิบัติหน้าที่\nให้เกิดผลดีต่อราชการได้\n	ในการจัดทำมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเรื่องที่กระทบต่อประโยชน์สาธารณะก็ได้ ทั้งนี้ ตามเกณฑ์และวิธีการ \nที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด\n\n\nเมื่อองค์กร…\n	เมื่อองค์กรตามวรรคหนึ่งได้รับแจ้งมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะของ\nคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว หากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อ\nคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป ทั้งนี้ ไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. \n	ดังนั้น จึงมีความเห็นว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย รัฐบาลควรรับฟัง ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะดังกล่าว และขอเสนอความเห็นไปยังนายกรัฐมนตรี จำนวน ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้\n	๑. การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แจ้งเตือนรัฐบาลให้คำนึงถึงการทุจริตเชิงนโยบายนั้น หมายถึง การกำหนดนโยบายที่ต้องคำนึงถึงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และไม่มีการเอื้อประโยชน์\nให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่มีความเชี่ยวชาญในระบบบล็อกเชน (Blockchain) ที่รัฐบาลได้เลือกใช้ \n	๒. ในการหาเสียงของพรรคการเมืองต้องระบุถึงนโยบายให้ชัดเจน ในเรื่องแหล่งที่มาของงบประมาณที่ใช้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ และกรณีที่ใช้เงินกู้จะต้องกำหนดระยะเวลาในการใช้\nหนี้เงินกู้ และที่มาของเงิน ตลอดจนคำนึงถึงวินัยทางด้านการเงินและการคลังอย่างเคร่งครัด \n		๓. ควรคำนึงถึงการศึกษาข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในเรื่องความเหมาะสม \nของเงินกู้ ที่จะนำมาแจกให้ประชาชนโดยตรง เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เปรียบเทียบกับนโนบาย\nเรื่องการสร้างงาน เพื่อพัฒนาประเทศ ในโครงการพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนน หรือการให้มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล เมื่อเปรียบเทียบจะเห็นว่าอย่างใดจะได้รับประโยชน์สูงสุด\nต่อประเทศชาติ\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
264	965	56	พลเอก ดนัย มีชูเวท	ความเดือดร้อนของประชาชน	มาตรการป้องกันการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิดเข้าประเทศไทยอย่างยั่งยืน	"ประเทศไทยประสบปัญหาการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมายหลากหลายประเภท\nเป็นเวลาต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน อาทิ แรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งสินค้าด้านการเกษตร ได้แก่ \nโค – กระบือ ซึ่งเป็นต้นเหตุการระบาดของโรคลัมปี สกิน สุกร (Lumpy Skin Disease) ซึ่งเป็นต้นเหตุ\nการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและไก่ (ASF : African Swine Fever) ทั้งที่มีชีวิตและเป็นชิ้นส่วน \nรวมถึงพืชผล เช่น ข้าว ทุเรียน มะพร้าว ยางพารา และน้ำมันปาล์ม นอกจากนี้ ยังมีการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์มือสอง บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด ยาบ้า สิ่งเทียมอาวุธปืน ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอื่น ๆ \nอันก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนส่งผลต่อสุขภาพและการประกอบอาชีพของประชาชน กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย \n	ในปัจจุบันมีผู้ร่วมกระทำผิดทั้งภาคเอกชนและข้าราชการ แม้หลายหน่วยงานได้ดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่เป็นการดำเนินการเฉพาะในกรอบหน้าที่และอำนาจของหน่วยงานนั้น ๆ มีอุปสรรค\nเกิดความล่าช้าในการประสานงานและการดำเนินคดี ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวให้ครอบคลุมทุกมิติ \nจึงขอให้นายกรัฐมนตรีบูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ ดังนี้\n	(๑) ตั้งคณะกรรมการระดับชาติโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อแก้ไขปัญหา\nการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภทเข้าประเทศไทยทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น ทางน้ำ ทางบกและทางอากาศ โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของทุกกระทรวงเป็นกรรมการ เช่น กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการบูรณาการแก้ปัญหาให้ครบทุกมิติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ขอให้มีการพิจารณาเสริมกำลังและทบทวนการทำงาน\nของกรมศุลกากร \n	(๒) กำหนดมาตรการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดน ทั้งทางบกและทางน้ำ ควบคุมกำกับดูแลทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อตรวจสอบและป้องกันการทุจริตเรียกรับเงิน และลักลอบนำสินค้าผิดกฎหมายเข้ามายังประเทศไทย\n	(๓) จัดตั้งคณะกรรมการกลางโดยมีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เพื่อตรวจสอบ และป้องกันการทุจริต โดยดำเนินคดีอย่างรัดกุมและโปร่งใสต่อผู้กระทำความผิดกรณี\nการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภทอย่างรวดเร็ว รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงาน\nให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง\n	(๔) กำหนดมาตรการแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เช่น กำหนดโควตา การนำเข้าสินค้าที่จำเป็น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร โดยมีการสำรวจ สัดส่วนอุปสงค์และอุปทานของสินค้า กำหนดปริมาณ และห้วงเวลาอนุญาต เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ\nต่อผู้ประกอบการในประเทศ และเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้ประชาชน เกษตรกร และผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบผ่านสื่อประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง\n	ทั้งนี้ ผลของการแก้ปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และความมั่นคง ของประเทศ ตลอดจนสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพของประชาชนและเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุกร และโค รายย่อย"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
265	964	160	นายวัลลภ  ตังคณานุรักษ์	สถานการณ์บ้านเมือง	สิ่งเทียมอาวุธปืน 	"ปัจจุบันสิ่งเทียมอาวุธปืนสามารถหาซื้อได้โดยง่าย มีให้เลือกหลากหลาย และแพร่หลายในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ โดยขอยกตัวอย่าง สิ่งเทียมอาวุธปืน เรียกว่า “หนังสติ๊ก” มีคุณสมบัติสามารถยิงขึ้นฟ้า ยิงได้ระยะไกล และมีเลเซอร์เพื่อใช้สำหรับปรับความแม่นยำ กระสุนที่ใช้ยิงเป็นลูกหินหรือลูกเหล็ก และสามารถดัดแปลงในรูปแบบของปืน เรียกว่า “ปืนหนังสติ๊กเลเซอร์” ซึ่งสามารถยิงได้ระยะใกล้และไกล หากยิงเข้าที่ตาหรือศีรษะ อาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ สิ่งเทียมอาวุธปืนเหล่านี้สามารถหาซื้อได้โดยง่ายตามสื่อออนไลน์ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุกรณีเด็กชายอายุ ๑๔ ปี ก่อเหตุกราดยิงที่ห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนและขยายผลว่า อาวุธปืน\nที่นำมาก่อเหตุได้มาจากแหล่งใด และพบว่าเป็นปืนแบลงก์กัน หรือสิ่งเทียมอาวุธปืน \n	จากกรณีดังกล่าวขอชื่นชม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย \nที่กำหนดให้แบลงก์กัน บีบีกัน และสิ่งเทียมอาวุธปืนต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง \nโดยกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาควบคุมการครอบครองพกพาอาวุธปืน \nเครื่องกระสุน และสิ่งเทียมอาวุธปืน โดยกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนและเครื่องกระสุน และสิ่งเทียมอาวุธปืน ซึ่งมีมาตรการที่สำคัญในระยะสั้น ดังนี้\n	(๑) ให้นายทะเบียนอาวุธปืน งดออกใบอนุญาตให้นำเข้า หรือค้าสิ่งเทียมอาวุธปืนทุกชนิดและไม่อนุญาตให้รายใหม่ขออนุญาตนำเข้าสิ่งเทียมอาวุธปืนเพิ่มอีก\n	(๒) ให้ผู้ครอบครองแบลงค์กัน บีบีกัน หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนที่อาจจะดัดแปลงเป็นปืนได้ แสดงสิ่งที่ครอบครองและทำบันทึกต่อนายทะเบียนอาวุธปืนตามภูมิลำเนา กรณีไม่นำมาขึ้นทะเบียนอาจมีโทษ \n	(๓) ให้กรมศุลกากรตรวจสอบและเข้มงวดการนำเข้าสิ่งเทียมอาวุธปืน \n	(๔) ให้การกีฬาแห่งประเทศไทยตรวจสอบสนามยิงปืนภายใต้การดูแลทั่วประเทศ โดย\n    	 (๔.๑) ห้ามบุคคลที่มีอายุไม่เกิน ๒๐ ปี เข้าสนามยิงปืน ยกเว้นได้รับอนุญาต หรือ\nนักกีฬาทีมชาติ \n    	 (๔.๒) อาวุธปืนที่ใช้ต้องมีทะเบียนถูกต้อง และตรงกับผู้มาใช้บริการ \n    	 (๔.๓) ห้ามนำกระสุนปืนออกภายนอกสนามเด็ดขาด\n    	 (๔.๔) สำหรับกรณีสนามยิงปืนในกำกับดูแลของส่วนราชการ ขอให้ดำเนินการกวดขัน ตรวจสอบ ให้ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ และข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด \n	(๕) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศงดออกใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว\n	(๖) ให้นายทะเบียนงดออกใบอนุญาตสั่งนำเข้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุน\n	ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันมิให้นำสิ่งเทียมอาวุธปืนไปก่อเหตุอันตรายที่อาจเกิดขึ้น\nกับสังคมและประเทศชาติ จึงขอให้กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีมาตรการระยะสั้นเพิ่มเติม ดังนี้ \n	“ข้อ (๗) สอดส่องการขายสินค้าสิ่งเทียมอาวุธปืนและสิ่งที่คล้ายอาวุธที่เป็นอันตราย\nต่อร่างกายและชีวิตในสื่อออนไลน์ และเข้าจัดการปราบปราม” ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการควบคุม \nเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	14	2567	2024-01-30T00:00:00
266	963	157	พลเอก วสันต์ สุริยมงคล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง	"พื้นที่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เป็นที่ราชพัสดุ ซึ่งกองทัพเรือได้ขอใช้พื้นที่ทั้งหมด ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ กรมป่าไม้ ขณะนั้นเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศให้อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า - หมู่เกาะเสม็ด เป็นอุทยานแห่งชาติ แต่ประกาศดังกล่าว\nได้รุกล้ำไปยังผู้เช่าที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมง จึงกลายเป็นป่ารุกคน จนทำให้กรมธนารักษ์\nและจังหวัดระยอง โดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวัดระยอง (กบร.จังหวัดระยอง)\nได้ขอแก้ไขประกาศดังกล่าว โดยได้ดำเนินการรังวัด ปักหมุดจากพื้นที่จริง แต่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มิได้ดำเนินการแก้ไขแผนที่ให้เป็นไปตามมติของ กบร.จังหวัดระยอง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ\nได้มีการกล่าวหาและจับกุมประชาชนผู้เช่าที่ราชพัสดุ ในข้อหาความผิดฐานบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ\nโดยที่ผ่านมา มีองค์กรอิสระ คณะกรรมาธิการ และคณะกรรมการที่มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวข้อง ได้พยายาม\nแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ดังนี้\n	 	(๑) คณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร ได้แนะนำให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมธนารักษ์ ดำเนินการหารือและตกลงเรื่องแนวเขตให้ชัดเจน\n	 	(๒) คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยคณะอนุกรรมการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มีมติให้ใช้แนวเขตเส้นที่ได้รังวัดไว้\n	 	(๓) ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ลงพื้นที่และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทราบว่าต้องใช้แนวเขตที่มีการรังวัดปักหมุดเรียบร้อยแล้ว\n	 	(๔) คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออก \nได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมชี้แจง และได้พยายามแก้ไขปัญหา แต่ยังคงไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด\n	 	ทั้งนี้ พื้นที่จังหวัดระยองเป็นจังหวัดที่ได้ดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ (One Map) เรียบร้อยแล้ว ยกเว้นพื้นที่เกาะเสม็ด อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่าง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ในขณะที่ผู้ที่เดือดร้อนมากที่สุดคือประชาชนที่ใช้ที่ดินบริเวณ\nดังกล่าวเพื่ออยู่อาศัย และประกอบอาชีพ ซึ่งได้เสียเงินค่าเช่าที่ดิน แต่ยังถูกจับกุมกรณีบุกรุกที่อุทยานฯ ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ลุล่วงโดยเร็ว เนื่องจากเป็นปัญหา\nความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนานหลายสิบปี เพื่อให้ประชาชนที่จ่ายค่าเช่าให้แก่กรมธนารักษ์โดยถูกต้องสามารถประกอบอาชีพได้โดยไม่ถูกจับกุมในข้อหาบุกรุกที่อุทยานต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
267	962	216	นางสุนี จึงวิโรจน์	นโยบายของรัฐบาล	การแก้ปัญหาความเครียด เพิ่มความสุขของประชาชนด้วยงานอดิเรก	ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ตลอดจนความกดดันจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน เป็นเหตุให้ประชาชนเกิดความเครียดสะสม ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา ทั้งสุขภาพกาย\nและสุขภาพจิต จึงมีแนวคิดแก้ไขปัญหาความเครียดเบื้องต้นด้วยการทำ “งานอดิเรก” เพราะงานอดิเรก\nมักเป็นกิจกรรมที่ทำตามความชอบและความสนใจของตน สนุกสนาน สร้างความบันเทิง ทำให้ได้ใช้\nเวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น ปลูกต้นไม้ พืชผักสวนครัว ออกกำลังกาย เล่นเกมฝึกสมอง ท่องเที่ยว ทำงานศิลปะ งานฝีมือ ทำบุญ ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ เล่นดนตรี การเป็นจิตอาสาช่วยเหลือสังคม เป็นต้น จากผลการสำรวจพบว่า ประโยชน์ของงานอดิเรก คือ เป็นการเติมพลังบวกในด้านจิตใจ \nทำให้มีชีวิตชีวามากขึ้น สามารถบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์ ช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง นอนหลับสบาย และป้องกันภาวะสมองเสื่อม ช่วยให้เกิดความเฉลียวฉลาด\nมากขึ้นจากการเล่นเกม ดังคำกล่าวที่ว่า “ประชาชนมีความสุข สังคมมีความสุข ประเทศก็จะเกิดความสงบสุข” ดังนั้น ขอให้กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความเครียด เพิ่มความสุขของประชาชนด้วยงานอดิเรก ตลอดจนประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมงานอดิเรกต่าง ๆ เพื่อประโยชน์\nแก่ประชาชนทุกวัย ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงประโยชน์ของการทำงานอดิเรก มีสุขภาพจิต\nและสุขภาพกายที่ดีขึ้น 	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
268	961	36	นายจัตุรงค์ เสริมสุข	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการจับกุมและสอบสวนในกระบวนการยุติธรรม	"พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ มีเจตนารมณ์สำคัญ คือ การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายซึ่งกระทำโดย\nเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ขัดต่ออนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี  (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment : CAT) ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ โดยการภาคยานุวัต รวมทั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ บัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์\nอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้\n	 	(๑) ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม\n	 	(๒) ลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่ากระทำของผู้นั้น\nหรือบุคคลที่สาม\n	 	(๓) ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม\n	 	(๔) เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด\n	 	ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน”\n	 	พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ \nมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประชาชนที่ถูกกล่าวหาหรือถูกจับกุม มิให้ถูกกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เกิด\nความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง \nซึ่งมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ กำหนดให้ผู้กระทำความผิดฐานกระทำทรมาน ตามมาตรา ๕ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึง ๑๕ ปี \nโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องมีความตระหนักในการปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะมาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง\nแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ บัญญัติว่า “ในการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวน หรือปล่อยตัวบุคคลดังกล่าวไป เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถกระทำได้ ก็ให้บันทึกเหตุนั้นเป็นหลักฐานไว้ในบันทึกการควบคุมตัว” อันเป็นการคุ้มครองประชาชนที่ถูกจับกุมไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่เพื่อให้การรับสารภาพ นอกจากนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑ บัญญัติว่า “ให้?พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา” ประกอบกับประมวลกฎหมาย\nวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ก่อนเริ่มถามคำให้การ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้” มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคสอง บัญญัติว่า “ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้” และมาตรา ๑๓๔/๓ บัญญัติว่า “ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้” แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ในเรื่องสิทธิของผู้ต้องหาที่จะให้มีทนายความอยู่ร่วมฟังการสอบปากคำในระหว่างการสอบสวน หากผู้ต้องหามีความประสงค์ต้องการทนายความ แต่ไม่มีเงินจ้าง หรือไม่สามารถติดต่อทนายความได้ พนักงานสอบสวนมีหน้าที่จัดหาทนายความให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รวมตลอดถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวผู้ต้องหาไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวน ซึ่งผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจอยู่ร่วมด้วย\n	 	จากข่าวของสื่อมวลชน คดีนางบัวผัน ตันสุ อายุ ๔๗ ปี หญิงไร้บ้านที่ถูกทำร้ายร่างกาย\nจนเสียชีวิต โดยนายปัญญา คงแสนคำ หรือลุงเปี๊ยก สามีของนางบัวผันฯ ถูกจับกุมและให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ต่อมา \nสื่อมวลชนได้นำคลิปมาเปิดเผย ทำให้ทราบข้อเท็จจริงว่า นางบัวผันฯ ถูกกลุ่มเยาวชน จำนวน ๕ คน\nรุมทำร้ายจนเสียชีวิตก่อนนำศพไปโยนทิ้งน้ำเพื่ออำพรางคดี ซึ่งเยาวชนบางคนเป็นบุตรของเจ้าหน้าที่ตำรวจ \nซึ่งหากข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ถูกสื่อมวลชนเผยแพร่ต่อสาธารณชน นายปัญญาฯ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญา \nโดยศาลอาจพิพากษาลงโทษจำคุก ๒๕ ปี ดังนั้น จึงขอสอบถามนายกรัฐมนตรี ดังนี้ \n		(๑) เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าวได้บันทึกภาพและเสียงในขณะแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินการสอบสวนนายปัญญาฯ ไว้หรือไม่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ทนายความอยู่ร่วมฟังการสอบปากคำในระหว่างการสอบสวนหรือไม่ หากปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการ ถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ปฏิบัติตาม\nประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ มีโทษจำคุกตั้งแต่ ๕ ปีถึง ๑๕ ปี\n		(๒) สภาทนายความ มีความประสงค์ให้มีการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม โดยกำหนดให้มีทนายความประจำสถานีตำรวจทุกแห่ง\nจำนวนกว่า ๑,๔๐๐ สถานี นายกรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวหรือไม่ รวมทั้งได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณไว้หรือไม่ อย่างไร"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
269	960	16	นายจเด็จ อินสว่าง	นโยบายของรัฐบาล	แนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับช้าง เพื่อให้ช้างกับมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม สามารถ อยู่ร่วมกันได้	"ปัจจุบัน ปัญหาเกี่ยวกับช้างถือเป็นปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องแสวงหาแนวทาง\nแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้ช้างกับมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยพบว่าบริเวณรอยต่อ\nของจังหวัดนครนายก จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดกาญจนบุรี มีปัญหา “ช้างป่า” ออกมาอาละวาด \nทำลายทรัพย์สินและพืชไร่ของประชาชนเสียหายบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ยังมีปัญหา “ช้างปล่อย” ซึ่งเป็น\nช้างเลี้ยงที่เจ้าของปล่อยออกมา เพราะไม่สามารถเลี้ยงดูได้ หรือครอบครองช้างโดยผิดต่อกฎหมาย\nช้างเหล่านี้ไม่สามารถหากินตามธรรมชาติ จึงออกหากินด้วยการกินพืชไร่ที่ประชาชนเพาะปลูกไว้ \nดังนั้น ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาดังนี้\n	 	(๑) จัดให้มีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการดูแลช้าง เพื่อร่วมกันหาแนวทางให้ช้างกับมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม\n	 	(๒) ใช้กลยุทธ์หรือวิธีการเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้ช้างอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ อาทิ การตั้งฟาร์มช้าง การใช้พื้นที่ป่าเสื่อมโทรมเป็นสถานที่ฝึกช้าง บำรุงพันธุ์ช้าง รวมถึงการเลี้ยงช้างที่มีคุณภาพเพื่อการส่งออก\n	 	(๓) สนับสนุนให้ช้างเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศไทย"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
270	959	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	นโยบายของรัฐบาล	โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย - อันดามัน (Landbridge)	"เรื่อง โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย - อันดามัน (Landbridge)\n		ตามที่กระทรวงคมนาคมได้มีโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Landbridge) เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวไทยและ\nอันดามัน ซึ่งจะช่วยลดความแออัดของการเดินเรือผ่านทางช่องแคบมะละกา อันเป็นการเพิ่มศักยภาพ\nในการแข่งขันด้านการเดินเรือ และการขนส่งสินค้ากับประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย โดยกระทรวงคมนาคมชี้แจงว่าปัจจัยความสำเร็จของโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Landbridge) เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวไทย\nและอันดามัน มี ๔ ประการ ประกอบด้วย ๑) ระยะเวลาการขนส่งที่สั้นลง ๒) ค่าใช้จ่ายในการขนส่งลดลง ๓) มีอุตสาหกรรมหลังท่า และ ๔) ผู้ร่วมลงทุน ดังนั้น ขอปรึกษาหารือไปยังนายกรัฐมนตรี ดังนี้\n	 	(๑) ระยะเวลาการขนส่งที่สั้นลง ตามที่กระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงว่าโครงการดังกล่าว\nมีระยะทางการเดินเรือสั้นกว่าระยะทางผ่านช่องแคบมะละกา ประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร ซึ่งจะช่วย\nร่นเวลาในการเดินเรือ ประมาณ ๒ - ๓ วัน นั้น แต่เนื่องจากโครงการดังกล่าวไม่สามารถเดินเรือได้โดยตรง จำเป็นต้องมีการขนถ่ายสินค้าจากเรือขนส่งสินค้า ระหว่างท่าเรือระนองและท่าเรือชุมพร ใช้ระยะเวลารวมกันประมาณ ๗ วัน จึงมีปัญหาว่าโครงการดังกล่าวจะทำให้ระยะเวลาการขนส่งสั้นลงอย่างไร\n	 	(๒) ค่าใช้จ่ายในการขนส่งลดลง กรณีที่มีการขนถ่ายสินค้าจากเรือเพื่อขนส่งมาทางรถไฟจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้อย่างไร\n	 	(๓) มีอุตสาหกรรมหลังท่า จากรายงานผลการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย - อันดามัน (Landbridge) จะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องมีอุตสาหกรรมหลังท่า หรืออีกนัยหนึ่ง คือ โครงการการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) ขอสอบถามว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีสิ่งใดเป็นปัจจัยที่จะส่งเสริม\nให้อุตสาหกรรมหลังท่า หรือโครงการ SEC ประสบผลสำเร็จ\n	 	(๔) ผู้ร่วมลงทุน โดยที่โครงการดังกล่าว กระทรวงคมนาคมมีนโยบายเปิดโอกาสให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน ร้อยละ ๑๐๐ ขอสอบถามว่าปัจจุบันมีเอกชนรายใดสนใจลงทุนในโครงการดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร  \n		อนึ่ง โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก \nขอสอบถามว่า รัฐบาลได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านหรือไม่ อย่างไร"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
271	958	233	นายอนุศักดิ์ คงมาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอทราบมาตรการความปลอดภัยเร่งด่วน กรณีสถานประกอบการดอกไม้ไฟ  และวัตถุระเบิด	"เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๗ โรงงานผลิตพลุได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ตำบลศาลาขาว อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเหตุมีผู้เสียชีวิต ๒๓ คน โรงงานแห่งนี้ได้มีการ\nขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนเกิดเหตุได้รับจ้างผลิตพลุ จำนวนเพียง ๘๒ ลูก ทั้งปรากฏข้อเท็จจริง\nว่าโรงงานผลิตพลุแห่งนี้ได้เคยเกิดเหตุระเบิดมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ๑ คน แต่สามารถกลับมาเปิดโรงงานเพื่อประกอบกิจการได้อีกครั้ง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลผู้ยื่นคำขออนุญาตเปิดโรงงาน โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมีหน้าที่ไปตรวจสอบความปลอดภัย\nของโรงงาน ปรากฏว่าโรงงานได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด จึงสามารถต่อใบอนุญาตได้ ซึ่งจากการสำรวจพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ชุดหน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) เบื้องต้น พบ “ดินเทา” ซึ่งเป็นดินระเบิดชนิดหนึ่ง รวมถึงพลุไล่นก และพลุจัดงานศพที่เรียกว่า “ลูก ๓ ปัง” แม้ว่าพลุเหล่านี้จะมีแรงระเบิดต่ำ แต่มีปริมาณของดินเทาค่อนข้างสูง เป็นเหตุให้\nเมื่อเกิดการระเบิดจึงมีความรุนแรงมาก มีข้อสังเกตว่าโรงงานผลิตพลุแห่งนี้ไม่อยู่ในการควบคุมของ\nกรมโรงงานอุตสาหกรรม แต่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง \nและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งเป็นกฎหมายเก่า ล้าสมัย โดยเมื่อปี ๒๕๔๗ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการประกาศกระทรวงเพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องร่วมกัน โดยกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องอาคารสถานที่หรือบริเวณ รวมถึงวิธีการกำกับดูแลการผลิตดอกไม้เพลิง แต่ยังไม่ครอบคลุมมากเพียงพอ ดังนั้น ขอปรึกษาหารือไปยังรัฐบาล ดังนี้\n	 	(๑) มาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ อย่างไร\n	 	(๒) การจัดการเพื่อป้องกันความเสี่ยงของโรงงานผลิตพลุที่มีอยู่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพหรือไม่   \n	  	(๓) การตรวจสอบโรงงานควรต้องประกอบด้วยกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้ร่วมกันตรวจสอบที่ตั้งของโรงงาน อาคารโรงงาน ส่วนประกอบต่าง ๆ ของโรงงาน รวมทั้งความรู้ ทักษะและประสบการณ์ของผู้ประกอบการ \n	 	(๔) มีการตรวจสอบความรู้ทักษะและประสบการณ์ของเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ตรวจโรงงานหรือไม่ อย่างไร \n	 	(๕) ปัจจุบันมีโรงงานผลิตพลุทั้งหมดกี่แห่ง ตั้งอยู่ที่ใดบ้าง และได้มาตรฐานด้านความปลอดภัยกี่แห่ง และมีตัวอย่างกลไกของการปกครองท้องถิ่น หรือการปกครองท้องที่ ที่สามารถกำกับดูแลโรงงานผลิตพลุให้มีความปลอดภัยโดยไม่เคยเกิดเหตุการณ์ใด ๆ เป็นระยะเวลา ๕ - ๑๐ ปี หรือไม่ \n	 	(๖) รัฐบาลมีมาตรการการลงโทษในกรณีเกิดข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และโรงงานอย่างไร"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
272	957	90	นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ทันสมัย - ไม่พัฒนา  	"กรณีแก๊งเด็กและเยาวชนรุมทำร้ายหญิงพิการจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ขอแสดงความชื่นชมไปยังสื่อมวลชนที่มีส่วนสำคัญในการแสวงพยานหลักฐานจนทำให้สังคมได้ทราบข้อเท็จจริงของคดี อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในหลายภาคส่วนของสังคมไทยในปัจจุบัน ดังนี้\n		(๑) ความล้มเหลวของสถาบันครอบครัว พ่อแม่บกพร่องในการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนบุตร สมาชิกในครอบครัวขาดปฏิสัมพันธ์ที่ดี \n		(๒) ความล้มเหลวของสถาบันการศึกษา ไม่สามารถส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กมีความสนใจศึกษาหาความรู้เท่าที่ควร โดยเด็กอายุตั้งแต่ ๑ - ๗ ปี เป็นวัยที่กำลังเติบโตทางร่างกาย และเด็กอายุตั้งแต่ ๗ - ๑๔ ปี เป็นวัยที่เติบโตทางจิตใจ แต่กลับไม่ได้รับการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนอย่างเหมาะสมตามวัยอาจทำให้เกิดการก่อคดีอาชญากรรมของแก๊งเด็กและเยาวชนเพิ่มมากขึ้น\n		(๓) ความล้มเหลวของสถาบันปกครอง เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ซึ่งมีหน้าที่รักษากฎหมาย แต่หลายกรณี เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กลับเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง \n		(๔) ความล้มเหลวของสื่อมวลชน สื่อมวลชนส่วนใหญ่นิยมนำเสนอข่าวร้ายและข่าว\nด้านลบของสังคม ไม่นิยมนำเสนอข่าวด้านดีให้แพร่หลาย \n		(๕) สภาพแวดล้อมของสังคมไทยในปัจจุบัน ประชาชนต้องใช้ชีวิตแบบดิ้นรนเอาตัวรอด ต่างคนต่างอยู่ ขาดความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน \n		(๖) ขาดการปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคม \n		นอกจากนี้ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี โดยการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence : AI) มาใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อสังคมได้ ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขปัญหาสังคมดังกล่าว รวมทั้งควรเพิ่มการเฝ้าระวังในการนำ\nระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในชีวิตประจำวัน  "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
273	956	137	นายมณเฑียร บุญตัน	นโยบายของรัฐบาล	การจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ตัวเลข ๓ หลัก (สลาก N3)	การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๒ (สมัยสามัญทั่วไป) เมื่อวันจันทร์ที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ประชุมวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง รายงานผลการพิจารณาศึกษา ปัญหาและแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการสลากในประเทศไทย ของ คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการสลากในประเทศไทย วุฒิสภา ซึ่งเป็นรายงานที่มีการพิจารณาศึกษาความเป็นมาของสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งระบบ วัตถุประสงค์และรูปแบบของ\nการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล และความเกี่ยวข้องของสลากกินแบ่งรัฐบาลกับกฎหมายการพนัน ต่อมาในปี ๒๕๕๗ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร รัฐบาลได้นำเอาสาระสำคัญบางประการของรายงานการพิจารณาศึกษาดังกล่าวไปพิจารณา อาทิ หลักการสากลที่ยอมรับกันว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการพนันที่ภาครัฐสามารถบริหารจัดการได้ เป็นกลไกในการควบคุมกำกับการเล่นการพนัน และใช้เงินที่ได้รับจากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลมาจัดทำโครงการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคม โดยมีการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จัดตั้ง “กองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม” แต่ถูกคัดค้านจากหลายภาคส่วน จึงไม่สามารถดำเนินการได้ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้มีการตราพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ\nสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. ๒๕๑๗ โดยมาตรา ๑๓ (๗/๑) กำหนดให้คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล\nมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการ และวางนโยบายของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลให้เป็นไปตาม\nวัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง “การออกประกาศกำหนดประเภทและรูปแบบสลากกินแบ่งรัฐบาล \nโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและศึกษาผลกระทบทางสังคม เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาก่อนออกประกาศ รวมทั้งต้องให้ผู้ด้อยโอกาส\nและคนพิการเข้าถึงการเป็นตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย” ขณะนี้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกำลังเตรียมการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบใหม่ คือ สลากกินแบ่งรัฐบาล ตัวเลข ๓ หลัก (สลาก N3) \nในลักษณะแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) โดยยังไม่มีความชัดเจนว่ามีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร รวมทั้งการคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นการให้ผู้ด้อยโอกาสและคนพิการเข้าถึงการเป็นตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ดังนั้น ขอให้รัฐบาลพิจารณาผลกระทบของการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล \nตัวเลข ๓ หลัก (สลาก N3) ด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงความชอบด้วยกฎหมาย	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
274	955	26	นายเจตน์ ศิรธรานนท์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และโรคไตในจังหวัดยโสธร	ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้เดินทาง\nลงพื้นที่หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ จังหวัดเลย จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม และจังหวัดศรีสะเกษ พบว่าประชาชนเจ็บป่วยด้วยโรคพยาธิใบไม้ตับเป็นจำนวนมาก \nซึ่งโรคพยาธิใบไม้ตับเกิดขึ้นมานานกว่า ๕๐ ปี โรคนี้เกิดจากการรับประทานอาหารประเภทปลาน้ำจืด\nชนิดมีเกล็ดที่ปนเปื้อนตัวอ่อนของพยาธิ เช่น ปลาตะเพียน ปลาขาวน้อย ปลาแก้มช้ำ ปลาสร้อย \nและปลากระสูบ โดยวิถีชีวิตของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักจะรับประทานอาหารดิบ \nไม่ปรุงให้สุก เช่น ก้อย ปลาดิบ ปลาส้ม และปลาร้าดิบ จึงมีการเจ็บป่วยด้วยโรคพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็น\nหนึ่งในสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดี และโรคมะเร็งตับ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ ๑๗ - ๑๘ มกราคม ๒๕๖๗ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดยโสธร เพื่อศึกษาสภาพปัญหาด้านสาธารณสุข ได้รับทราบข้อมูลสถิติผู้มารับบริการในโรงพยาบาลยโสธร ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ - ๒๕๖๖ ประชาชนป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออักเสบ โรคต้อกระจก โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไตวายเรื้อรัง ในอัตราที่สูงมาก ซึ่งสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารรสเค็ม เช่น ส้มตำ และปลาส้ม\nดังนั้น ขอให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ\n(สปสช.) และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันจัดทำโครงการเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน\nทราบถึงอันตรายจากการรับประทานอาหารดิบ และอาหารรสเค็ม\n	นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และรับผิดชอบกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
275	954	31	นายเฉลา พวงมาลัย	นโยบายของรัฐบาล	การจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย ในระดับประถมศึกษา ชั้นปีที่ ๑ - ๖  ของกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย	ปัจจุบันพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ในระดับประถมศึกษา ชั้นปีที่ ๑ - ๖ ซึ่งเป็นช่วงแรกของการศึกษาภาคบังคับ ประสบปัญหาการเขียนภาษาไทยไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี การอ่านออกเสียงคำควบกล้ำหรืออักษรควบไม่ถูกต้อง รวมทั้งขาดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นอื่น ๆ ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย พิจารณาปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย ในระดับประถมศึกษา ชั้นปีที่ ๑ - ๖ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจด้านการเขียนภาษาไทยได้อย่างถูกต้องตามอักขรวิธี และอ่านออกเสียงภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้เด็กนักเรียนมีสมรรถนะ ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ และ คุณลักษณะต่าง ๆ \nที่ตนเองมีอยู่ เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
276	953	148	นายลักษณ์ วจนานวัช	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง	"ปัญหาการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่\nปี พ.ศ. ๒๕๖๑ และยังไม่สามารถควบคุมโรคได้ ทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก ซึ่งสรุปสถานการณ์ปัจจุบันได้ ดังนี้\n		(๑) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ และ พ.ศ. ๒๕๖๗ พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังลดลงเหลือเพียง ๘.๖๗ \nล้านไร่ มีจำนวนเกษตรกรกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ราย โดยคาดการณ์ว่ามีโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดในพื้นที่ปลูกกว่า ๓ ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ ๓๘ จังหวัด ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ลดลงเหลือเพียง ๒.๘ ตัน/ไร่ ผลผลิตรวม\nลดลงจาก ๓๔.๑ ล้านตัน เหลือเพียง ๒๖.๗ ล้านต้น และมูลค่าความเสียหายสูงกว่า ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท\n		(๒) โรคใบด่างมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส มีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะนำโรค และเชื้อโรคสามารถติดไปกับท่อนพันธุ์ได้ จึงทำให้เกิดการระบาดอย่างแพร่หลายและรวดเร็ว นอกจากนี้ ความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับพันธุ์มันสำปะหลังที่อ่อนแอต่อโรค อายุของมันสำปะหลัง และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ความชื้นในดิน และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เป็นต้น \n		การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดขึ้นถือเป็นวิกฤติครั้งสำคัญเทียบเท่ากับวิกฤติการระบาดของเพลี้ยแป้งสีชมพูในช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ส่งผลให้เกษตรกรขาดความเชื่อมั่น และหันไป\nปลูกพืชอื่นแทน ทั้งที่ตลาดภายในประเทศและต่างประเทศยังมีความต้องการมันสำปะหลังในปริมาณสูง ดังนั้น หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง อาจทำให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังถดถอยและล่มสลาย\nลงได้ ดังนั้น รัฐบาลควรกำหนดให้ปัญหาการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล \nและเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ \nปรึกษาหารือร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแผนแก้ไขปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งแผน\nระยะเฉพาะหน้าในการควบคุมการระบาดของโรค การควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ที่ปนเปื้อนโรค \nและการจัดหาท่อนพันธุ์ที่ทนต่อโรคให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร โดยต้องให้ความรู้ความเข้าใจ\nที่ถูกต้องแก่เกษตรกร และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนทุกภาคส่วน รวมถึงแผนต่อเนื่องในระยะกลาง\nและระยะยาวเพื่อวิจัยค้นหาพันธุ์มันสำปะหลังที่ต้านทานโรค และแนวทางการกำจัดพาหะนำโรค\nด้วยวิธีที่เหมาะสม พร้อมสนับสนุนงบประมาณตามแผนงานดังกล่าวอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ รัฐบาลควรเพิ่ม\nความเข้มงวดในการตรวจตราตามแนวชายแดนเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ามันสำปะหลังที่อาจปนเปื้อนโรค \nและควรแสวงหาความร่วมมือทางวิชาการกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อควบคุมการระบาดของโรคอย่างเป็นระบบต่อไป"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
277	952	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	นโยบายของรัฐบาล	การบริหารสหกรณ์การเกษตรในบริบทของพื้นที่ กรณีการกำหนดอายุของผู้จัดการสหกรณ์	ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๙ ตอนพิเศษ ๓๐๕ ง ลงวันที่ \\\\n๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๕) ซึ่งออกโดย อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ได้กำหนด\\\\nเรื่องการพ้นวาระของผู้จัดการสหกรณ์ไว้ว่า ให้ผู้จัดการสหกรณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอายุ\\\\nตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับแต่ต้องไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ ได้ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อสหกรณ์การเกษตรในต่างจังหวัด กล่าวคือ สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ต่างจังหวัดส่วนใหญ่ดำเนินการโดยสมาชิก\\\\nที่เป็นผู้สูงอายุ เพราะมีคนรุ่นใหม่วัยหนุ่มสาวที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมจำนวนน้อยมาก ประกอบกับการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรในต่างจังหวัด ส่วนใหญ่เกิดจากวิสาหกิจชุมชนรวมตัวกันและเติบโตขึ้น\\\\nจนสามารถจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ \\\\nมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิกโดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ โดยคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ดำเนินการยกร่างข้อบังคับสหกรณ์ พร้อมกับยื่นคำขอจดทะเบียนสหกรณ์ต่อนายทะเบียนสหกรณ์จังหวัด ซึ่งข้อบังคับสหกรณ์เปรียบเสมือนเป็นข้อตกลงร่วมกันของสมาชิกสหกรณ์ที่จะต้องปฏิบัติตาม สหกรณ์การเกษตรที่ได้จดทะเบียนแล้ว\\\\nย่อมมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจบริหารจัดการสหกรณ์ด้วยตัวเองได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับสหกรณ์การเกษตรส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ขนาดเล็กและขาดแคลนงบประมาณ ย่อมไม่สามารถว่าจ้างผู้จัดการสหกรณ์ และพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเหมือนดังเช่นสหกรณ์ขนาดใหญ่ ดังนั้น การออกระเบียบ\\\\nนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของผู้จัดการสหกรณ์ \\\\nพ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งเป็นผลให้ผู้จัดการสหกรณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ โดยอ้างเหตุผลว่าเพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาทำงานในสหกรณ์ และเป็นการป้องกันการทุจริตนั้น \\\\nจึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน เพราะสหกรณ์การเกษตรไม่สามารถว่าจ้างคนหนุ่มสาว\\\\nมาทำหน้าที่ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรแทนผู้จัดการสหกรณ์คนเดิมต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุอายุครบหกสิบปีได้ เป็นเหตุให้เกิดปัญหาการดำเนินงาน อาทิ การนำชื่อบุคคลอื่นมาเป็นผู้จัดการสหกรณ์เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ หรือปล่อยให้ตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ว่างไว้ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารจัดการของสหกรณ์การเกษตร อีกทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์พ้นจากตำแหน่งโดยเหตุครบหกสิบปีบริบูรณ์ดังกล่าว อาจอาศัยเทียบเคียงกับกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทอื่น ที่กำหนดให้บุคคลที่รับราชการเมื่อมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ต้องเกษียณอายุราชการ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการบริหารสหกรณ์การเกษตรในต่างจังหวัด	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
278	951	238	นายออน กาจกระโทก	นโยบายของรัฐบาล	การป้องกันอันตรายให้แก่ครู ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ครูเวร	"การปฏิบัติหน้าที่ครูเวร เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ มีสาระสำคัญคือ ให้มีเวรรักษาการณ์ประจำสถานที่ราชการหรือหน่วยงานนอกเวลาราชการ \\nและในวันหยุดราชการตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อดูแลป้องกันความเสียหายอันจะบังเกิดแก่สถานที่ราชการหรือหน่วยงานจากกรณีต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันว่าในการปฏิบัติหน้าที่ครูเวร \\nมีความเสี่ยงที่จะครูเวรจะถูกทำร้ายจากเหตุอาชญากรรม ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการพิจารณาแก้ไข\\nจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังเช่นเหตุร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ กรณีครูผู้หญิงคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นครูเวรในวันหยุดราชการ ถูกทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บซี่โครงหักถึง ๓ ซี่ โดยคนร้ายเป็นคนงาน\\nที่ทางโรงเรียนว่าจ้างให้มาตัดต้นไม้ในโรงเรียน เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น ณ โรงเรียนบ้านโป่งเกลือ หมู่ที่ ๔ \\nบ้านโป่งเกลือ ตำบลดอยลาน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาดำเนินการ ดังนี้\\n		(๑) เสนอให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของครูเวร และจ้างหน่วยงานรักษาความปลอดภัย ให้ทำหน้าที่แทน\\n		(๒) พิจารณาอนุมัติคืนอัตรานักการภารโรง จำนวน ๑๔,๐๐๐ ตำแหน่ง เพื่อให้ทุกโรงเรียน\\nมีนักการภารโรงประจำ ซึ่งจะสามารถช่วยทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่โรงเรียนได้\\n		(๓) พิจารณาปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนให้แก่นักการภารโรง จากเดิม เดือนละ ๙,๐๐๐ บาท เป็น ๑๕,๐๐๐ บาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน\\n		(๔) พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อและติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย\\nในบริเวณโรงเรียน อาทิ กล้องวรจรปิด และสัญญาณเตือนภัย จึงขอยกตัวอย่าง กรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาศรีสะเกษ เขต ๓ โดย ว่าที่ร้อยตรี สำรวย นกงาม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ ได้สร้างนวัตกรรมอุปกรณ์สัญญาณเตือนภัย Smart Safety System ติดตั้งในบริเวณโรงเรียนในเขตพื้นที่ เมื่อผู้ประสบเหตุพบเห็นเหตุร้าย สามารถกดปุ่มสัญญาณแจ้งเตือนภัยไปยังผู้ใหญ่บ้าน กำนัน \\nศูนย์อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (ศูนย์ อปพร.) หรือสถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือ\\nหรือระงับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
279	950	160	นายวัลลภ  ตังคณานุรักษ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	แก๊งเด็กและเยาวชน	"กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชน เด็กและเยาวชนก่อเหตุรุนแรง\\nหลายเหตุการณ์ อาทิ เด็กใช้อาวุธปืนกราดยิงผู้อื่นในศูนย์การค้า แก๊งเด็กและเยาวชนที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเสียชีวิตที่จังหวัดสระแก้ว แก๊งวัยรุ่น ๗ คนรุมตีเด็กพิเศษ แก๊งวัยรุ่นจุดพลุป่วนเมืองทุกวันนานกว่า ๖ เดือนในพื้นที่พัทยา แก๊งวัยรุ่นปาระเบิดกลางดึกในจังหวัดนนทบุรี แก๊งวัยรุ่นใช้ตัวเหล็ก\\nและอาวุธมีดไล่ฟันผู้อื่นในจังหวัดเชียงใหม่ แก๊งวัยรุ่นติดยาเสพติดรุมกระทืบผู้หญิง แก๊งเด็กแว๊นนัด\\nรวมตัวกันขับขี่รถจักรยานยนต์ป่วนเมือง เป็นต้น ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการปล่อยปละละเลยมานาน ประกอบกับกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้รายงานข้อมูลสถิติการกระทำความผิดของเด็ก\\nและเยาวชน ปี ๒๕๖๖ มีคดีเด็กและเยาวชนเป็นผู้กระทำความผิด จำนวนทั้งสิ้น ๑๑,๓๔๐ คดี แบ่งออกเป็นคดียาเสพติด จำนวน ๓,๑๑๐ คดี คดีความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย จำนวน ๒,๙๙๙ คดี คดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ จำนวน ๒,๖๒๒ คดี คดีความผิดเกี่ยวกับอาวุธและวัตถุระเบิด จำนวน ๑,๕๓๐ คดี \\nและคดีอื่น ๆ จำนวน ๑,๐๗๙ คดี โดยจำนวนคดีดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้กระทำความผิดถูกจับกุมและดำเนินคดี ดังนั้น ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\\n		(๑) สำรวจแก๊งเด็กและเยาวชน รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งวางมาตรการป้องกันและปราบปรามเพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนที่มีแนวโน้ม\\nก่อเหตุรุนแรง ซึ่งโดยทั่วไป เด็กและเยาวชนแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ \\n	(๑.๑) เด็กและเยาวชนที่เป็นหัวโจก มีจำนวนร้อยละ ๑๐ \\n	(๑.๒) เด็กและเยาวชนที่พร้อมจะทำตามหัวโจก มีจำนวนร้อยละ ๒๐ \\n	(๑.๓) เด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติดี มีจำนวนร้อยละ ๗๐\\n	ดังนั้น หากมีการสำรวจแก๊งเด็กและเยาวชน และมีมาตรการป้องปรามเด็กและเยาวชน\\nที่มีแนวโน้มก่อเหตุรุนแรงอย่างจริงจัง จะช่วยป้องกันมิให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้น และทำให้เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ และสังคมโดยรวมมีความสงบเรียบร้อยและมีความปลอดภัย\\n		(๒) เพิ่มช่องทางสื่อสารออนไลน์ รวมทั้งติดป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ในโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อแจ้งเตือนให้เด็กและเยาวชนได้ทราบว่าการกระทำความผิดอาญาแต่ละฐานความผิด ต้องรับโทษ\\nตามกฎหมายอย่างไร และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด\\n		(๓) เพิ่มการตั้งด่านตรวจจับในเวลากลางคืน รวมทั้งดำเนินคดีเพื่อให้มีการลงโทษ\\nตามความหนักเบาของการกระทำความผิด \\n		(๔) ปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เพราะการแพร่ระบาดของยาเสพติดเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เด็กและเยาวชนก่อเหตุรุนแรง"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
280	949	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การป้องกันความเสียหายกรณีโรงงานผลิตพลุเกิดการระเบิด	เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๗ โรงงานผลิตพลุได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยโรงงานแห่งนี้เคยเกิดเหตุระเบิดมาแล้วเมื่อปี ๒๕๖๕ สังคมจึงมีการตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ดังกล่าวว่าควรมีการดำเนินการป้องกันปัญหาอย่างไร เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก กระทรวงอุตสาหกรรมได้ชี้แจงว่าโรงงานผลิตพลุดังกล่าวไม่ได้มีสถานะเป็น “โรงงานตามกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรม” แต่มีสถานะเป็นเพียงสถานประกอบการสำหรับการทำดอกไม้ไฟ ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง \nและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานกำกับตรวจสอบและพิจารณา\nต่อใบอนุญาตทุกปี ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยได้ชี้แจงว่าการพิจารณาต่อใบอนุญาต เจ้าหน้าที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบสภาพความเรียบร้อยของสถานประกอบการโดยละเอียด ซึ่งผู้ประกอบการโรงงานแห่งนี้ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ยังได้กำหนดว่าในกรณีที่พบเห็นว่าการเก็บ ทำ หรือค้าดอกไม้เพลิง อาจเป็นอันตรายแก่ประชาชน นายทะเบียนท้องที่ย่อมมีอำนาจสั่งให้\nผู้รับใบอนุญาตจัดการตามจำเป็น หรือย้ายสถานที่ประกอบการออกไปจากพื้นที่เดิมได้ ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณานำประกาศกระทรวงกลาโหมกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง หลักเกณฑ์การควบคุมและการกำกับ ดูแลการผลิต การค้า การครอบครอง การขนส่งดอกไม้เพลิงและวัตถุดิบที่ใช้\nในการผลิตดอกไม้เพลิง พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องอาคารสถานที่หรือบริเวณ รวมถึงวิธีการกำกับดูแลการผลิตดอกไม้เพลิงไว้หลายประการ ไปกำหนดเป็นมาตรการเพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติมโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการว่าด้วยการเก็บรักษากระสุนและวัตถุระเบิด พ.ศ. ๒๕๕๗ ของกรมการอุตสาหกรรมทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร \nไปใช้บังคับกับสถานประกอบการดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน\nของประชาชน\n	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	12	2567	2024-01-23T00:00:00
281	948	137	นายมณเฑียร บุญตัน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการจัดทำเอกสารราชการของหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ประชาชนเข้าถึง และสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยสะดวกตามที่กฎหมายกำหนด	"เอกสารเป็นเรื่องสำคัญที่ใช้สำหรับการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอกสารราชการที่ใช้เพื่อการสื่อสารถึงประชาชน โดยปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับที่เอื้ออำนวยให้ประชาชน\nสามารถเข้าถึงเอกสารของราชการได้โดยสะดวก เช่น กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ\nหรือกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกันนี้ มาตรา ๕๙ ของรัฐธรรมนูญ\nแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้บัญญัติรองรับเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ ซึ่งมีคำสำคัญ คือ“ต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารได้โดยสะดวก” ซึ่งพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการ\nทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดทำ จัดเก็บ และเผยแพร่เอกสารของส่วนราชการจากเดิมที่เป็นเอกสารกระดาษให้เป็นเอกสารดิจิทัล เพื่อให้ประชาชน\nสามารถเข้าถึงเอกสารราชการได้โดยสะดวก แต่ส่วนราชการส่วนใหญ่ ยังปฏิบัติเช่นเดิมในกรณี\nวิธีการจัดทำ จัดเก็บ และเผยแพร่เอกสารในรูปแบบกระดาษ ทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงเอกสารของทางราชการได้ตามที่กฎหมายกำหนด\nกรณีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ วาระที่หนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เอกสารประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ส่วนราชการยังคงจัดส่งเอกสารมา ๒ ลักษณะ คือ แบบเล่มเป็นกระดาษ\n\n 										          และรูปแบบ...\nและรูปแบบไฟล์ PDF ซึ่งไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เพื่อการสืบค้น การคำนวณ หรือการวิเคราะห์โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่สำหรับวุฒิสภา ได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ในข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๙๒ ว่า “ให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจัดสภาพแวดล้อมทั้งทางสถาปัตยกรรม สารสนเทศ การสื่อสาร หรือบริการอื่นใดให้เหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก รวมทั้ง (๑) จัดทำ จัดเก็บ หรือเรียกเอกสารใด ๆ เพื่อการพิจารณาหรือเผยแพร่ของวุฒิสภาให้อยู่ในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นที่เป็นมาตรฐานเปิด ซึ่งคนพิการและผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ และ (๒) จัดอุปกรณ์ เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงผู้ช่วยสำหรับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นคนพิการ หรือผู้สูงอายุที่มีความต้องการจำเป็นเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ”โดยสำนักการประชุม สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ดำเนินการจัดส่งไฟล์เอกสารประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. .... ในรูปแบบไฟล์ Microsoft Excel ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปใช้สืบค้นเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาร่างฯ ต่อไป ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดหน่วยงานภาครัฐให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๖๕ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารของทางราชการได้โดยสะดวกต่อไป"	นายกรัฐมนตรี 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
282	947	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	สถานการณ์บ้านเมือง	การเปิดให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองช่วงที่เสร็จแล้ว เป็นการถาวร	ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๖ สายบางปะอิน - นครราชสีมา (M6) และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๘๑ สายบางใหญ่ - กาญจนบุรี (M81) ซึ่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ ปี ๒๕๕๙ ปัจจุบันได้ก่อสร้างแล้วเสร็จมากกว่า ร้อยละ ๙๐ โดยช่วงวันหยุดเทศกาลที่ผ่านมา ทางหลวงฯ หมายเลข ๖ ได้เปิดให้ประชาชนใช้เส้นทาง ช่วงปากช่อง - สีคิ้ว - ขามทะเลสอ - ถนนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา และทางหลวงฯ หมายเลข ๘๑ ได้เปิดให้ประชาชนใช้เส้นทาง ช่วงนครปฐม - กาญจนบุรี ซึ่งเป็นส่วนที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้การเดินทางสัญจรมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงขอให้กรมทางหลวง พิจารณาเปิดบริการเส้นทางดังกล่าว เฉพาะส่วนที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นการถาวร เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนมิตรภาพ และถนนเพชรเกษม อันเป็นการ\\nเพิ่มความสะดวก ปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
283	946	175	นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล	นโยบายของรัฐบาล	การเบิกจ่ายเงินของสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด	สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมและสนับสนุนเด็ก\nและเยาวชนให้มีความเป็นเลิศด้านกีฬา สามารถสร้างรายได้ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปัจจุบันสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ประสบปัญหาการเบิกจ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุน\nจากการกีฬาแห่งประเทศไทย และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ มีความล่าช้า บางโครงการล่าช้า ถึง ๑ ปี ทั้งที่เงินสนับสนุนดังกล่าวเป็นการสนับสนุนโครงการที่ดำเนินการเป็นประจำทุกปี บางโครงการได้กำหนด\nการจัดงานไว้ล่วงหน้า นานกว่า ๑ ปี เช่น การแข่งขันกีฬาแห่งชาติ การแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ \nการแข่งขันกีฬาชนะเลิศแห่งจังหวัด และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบขั้นตอน\nการดำเนินงานเป็นอย่างดี โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ มีงบประมาณค้างจ่ายถึงร้อยละ ๔๐ \nและสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ยังไม่ได้รับเงินสนับสนุน ร้อยละ ๗๐ ซึ่งขั้นตอนการเบิกจ่ายเงิน\nของสมาคมฯ โดยวิธีการส่งเอกสารไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทย จากนั้น การกีฬาแห่งประเทศไทย\nจะส่งต่อไปยังกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติเพื่อพิจารณา ซึ่งมีหลายครั้งที่เอกสารสูญหาย\nก่อนได้รับการพิจารณา ดังนั้น การกีฬาแห่งประเทศไทย จึงควรกระจายอำนาจการดำเนินงาน \nโดยให้สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัด ทำหน้าที่ตรวจ - รับเอกสาร เมื่อเรียบร้อยแล้ว\nจึงส่งเอกสารไปยังสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค ๑ - ๕ พิจารณา เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ขอให้กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ \nปรับเปลี่ยนวิธีการ แนวทางการปฏิบัติงาน การยื่นเอกสารหลักฐาน แบบฟอร์มการขออนุมัติต่าง ๆ \nเพื่อให้การดำเนินงานเกิดความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น	รองนายกรัฐมนตรี (นายปานปรีย์ พหิทธานุกร) ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และประธานกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
284	945	216	นางสุนี จึงวิโรจน์	สถานการณ์บ้านเมือง	อันตรายของสารเคมีปนเปื้อนในอาหาร	ปัจจุบันอาหารหลายชนิดมีการปนเปื้อนสารเคมีทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น (๑) ผักที่มีสารเคมีตกค้างทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหัวใจวาย และโรคมะเร็ง ได้แก่ ผักชี กวางตุ้ง กะหล่ำปลี คะน้า พริก แตงกวา ผักบุ้งจีน มะเขือ ผักกาดขาว และถั่วฝักยาว (๒) สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ ทำให้มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หากรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เป็นโรคมะเร็ง (๓) สารฟอกขาว พบได้ในถั่วงอก ตีนไก่ เส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นขนมจีน และปลาหมึก (๔) ฟอร์มาลีน มีอาหารหลายชนิดที่พบการปนเปื้อนฟอร์มาลีน ได้แก่ อาหารทะเล ผัก และเนื้อหมู (๕) สารกันราหรือกรดลิซิลิค พบในผัก และผลไม้ดอง ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนบริโภคอาหารอย่างปลอดภัย และมีสุขภาพดี จึงขอให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และกระทรวงสาธารณสุขได้เร่งรัดดำเนินการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงอันตรายของสารเคมีปนเปื้อนในอาหาร รวมทั้งขอให้ทำการตรวจ จับกุม และลงโทษบริษัท ร้านค้า หรือผู้ประกอบการที่ใส่สารเคมีในอาหาร หรือจำหน่ายอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี	นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
285	944	142	พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล	"ปัญหาการจราจรติดขัดในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีสาเหตุมาจากปริมาณรถมากกว่าถนน และปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย โดยทางแยกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร \\nมีจำนวน ๗๘๘ แห่ง แบ่งเป็นทางแยกที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร จำนวน ๗๔๖ แห่ง และทางแยกที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน ๔๒ แห่ง มีการติดตั้งสัญญาณไฟจราจร จำนวน ๕๓๗ แห่ง โดยสัญญาณไฟจราจร\\nในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มี ๒ ระบบ คือ ระบบสัญญาณไฟจราจรแบบ Fix Time คือ ระบบตั้งเวลา\\nการเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจรไว้ล่วงหน้าแบบคงที่ จำนวน ๔๖๖ แห่ง โดยใช้ตำรวจจราจรทำหน้าที่ควบคุม วันละ ๑,๑๑๖ คน และระบบสัญญาณไฟจราจรแบบ Adaptive คือ การติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับยานพาหนะไว้ที่พื้นผิวจราจร สามารถปรับระยะเวลาการเปลี่ยนสัญญาณตามปริมาณการจราจรที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงล้าสมัยเมื่อเปรียบเทียบกับระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบอัจฉริยะ โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกล้องวงจรปิด (CCTV) กับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)\\n 	จากการที่กรุงเทพมหานครมีแผนการติดตั้งระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรทางแยกแบบ Adaptive ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ - ๒๕๗๑ โดยทยอยดำเนินการ ดังนั้น จึงขอให้กรุงเทพมหานครเร่งพิจารณาแผนการติดตั้งระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรทางแยกให้เร็วขึ้น และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาติดตั้งระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรทางแยกแบบอัจฉริยะ (CCTV AI) บริเวณทางแยกที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพราะระบบดังกล่าวสามารถตรวจสอบปริมาณรถบนถนนได้ดีกว่า สามารถตรวจจับรถที่กระทำความผิด และฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรได้เป็นอย่างดี เพื่อให้ตำรวจจราจรได้ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบริเวณอื่นต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
286	942	204	พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่	กฎหมาย	การจัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร	"เนื่องจากกรุงเทพมหานครได้มีการจัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร โดยปัจจุบันเป็นฉบับปรับปรุงครั้งที่ ๔ ซึ่งบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๙ ระบุว่า การวางและจัดทำผังนโยบายการใช้ประโยชน์พื้นที่ตามมาตรา ๘ (๑) และผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามมาตรา ๘ (๒) ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น การปรึกษาหารือ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการผังเมืองกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบาย\\nการผังเมืองแห่งชาติ โดยให้คำนึงถึงผู้ที่จะได้รับผลกระทบในผังแต่ละประเภท และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบด้วยวิธีการที่หลากหลายและทั่วถึง โดยมีข้อมูลเพียงพอต่อการที่ประชาชนจะเข้าใจถึงผลกระทบ\\nต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และแนวทางการเยียวยาความเดือดร้อน หรือความเสียหายแก่ประชาชนหรือชุมชน\\n	นอกจากนี้ ประกาศคณะกรรมการผังเมือง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังความคิดเห็นการปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางและจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๓วรรคหนึ่ง ระบุว่า ในกรณีที่จะมีการวางและจัดทำผังเมืองรวมในท้องที่ใด ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี จัดให้มีการประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีการที่หลากหลาย\\nและทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนในท้องที่ที่จะมีการวางและจัดทำผังเมืองรวมทราบถึงการที่จะวางและจัดทำ\\nผังเมืองรวมดังกล่าว โดยคำนึงถึงผู้ที่จะได้รับผลกระทบ และมีข้อมูลเพียงพอต่อการที่ประชาชนจะเข้าใจถึงผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ และแนวทางการเยียวยาความเดือดร้อน หรือความเสียหายแก่ประชาชน หรือชุมชน โดยจัดให้มีการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประชาชนได้ทราบก่อนวันที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือกับประชาชน ไม่น้อยกว่าเจ็ดวันผ่านทางเว็บไซต์ของกรมโยธาธิการและผังเมืองหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี และ\\nข้อ ๕ ระบุว่า เมื่อกรมโยธาธิการและผังเมืองหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ได้จัดทำ\\nร่างผังเมืองรวมแล้ว ต้องจัดให้มีการประชาสัมพันธ์เป็นระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ด้วยวิธีการตามข้อ ๓ วรรคหนึ่ง เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและปรึกษาหารือ ทั้งนี้ จะต้องแสดงหรือระบุเขตท้องที่ที่จะวางและจัดทำผังเมืองรวม วัน เวลา สถานที่ ที่จะปิดประกาศ\\nแสดงรายการต่าง ๆ วัน เวลา สถานที่ที่จะจัดให้มีการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นและปรึกษาหารือ \\nและสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียที่จะยื่นคำร้องแสดงความเห็นไว้เมื่อได้มีการรับฟังความคิดเห็น\\n 	ทั้งนี้ ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ ๔) ได้ระบุให้มีการขยายความกว้าง\\nของถนนในซอยอินทามระ ๓๗ จาก ๖ เมตร เป็น ๑๒ เมตร และให้มีการก่อสร้างสะพานข้ามคลอง\\nเพื่อเชื่อมถนนระหว่างซอยอินทามระ ๓๗ กับซอยวิภาวดีรังสิต ๑๖/๘ (ซอยทรงสะอาดสี่) ซึ่งประชาชน\\nที่อาศัยในชุมชนอินทามระ ๓๗ แยก ๑ ชุมชนอินทามระ ๓๗ แยก ๒ และชุมชนโชคชัยร่วมมิตร \\nได้ร่วมประชุมเพื่อคัดค้านการจัดทำร่างผังเมืองรวมฉบับดังกล่าว เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมาก \\nยังมิได้รับทราบการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดทำร่างผังเมืองฯ ฉบับดังกล่าว แต่อย่างใด \\nทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากบริเวณซอยอินทามระ ๓๗ มีปริมาณรถสัญจรเป็นจำนวนมาก ประกอบกับ มีทางเลี้ยวหักศอก จำนวน ๒ แห่ง ซึ่งมีระยะไม่ห่างกัน หากมีการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อ\\nกับซอยวิภาวดีรังสิต ๑๖/๘ (ซอยทรงสะอาดสี่) จะทำให้ปริมาณรถสัญจรเพิ่มมากขึ้น เกิดการจราจรติดขัด \\nและอาจมีการก่อสร้างอาคารชุดที่เป็นตึกสูงบดบังทัศนียภาพ และสร้างมลภาวะทางอากาศจากการก่อสร้างให้กับชุมชนที่อาศัยมานานกว่า ๕๐ ปี ดังนั้น จึงขอสอบถามว่าการดำเนินการจัดทำร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ ๔) เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๙ และประกาศคณะกรรมการผังเมือง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังความคิดเห็น \\nการปรึกษาหารือ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางและจัดทำผังเมืองรวม พ.ศ. ๒๕๖๕ ข้อ ๓ และ ข้อ ๕ หรือไม่ อย่างไร และได้มีการตราเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครแล้วหรือไม่ กรณีมีประชาชนร้องเรียน หรือคัดค้านร่างผังเมืองฉบับดังกล่าว กรุงเทพมหานครจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร"	ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร\\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
287	941	150	พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช	กฎหมาย	ขอให้คณะรัฐมนตรีเร่งรัดการออกกฎหมาย และแผนการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น	"คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ได้เข้าพบรองนายกรัฐมนตรี (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) ในฐานะประธานกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพบว่า ในห้วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีกฎหมายเกี่ยวกับการกระจายอำนาจหลายฉบับ ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ยังคงไม่ได้ข้อยุติ จึงไม่สามารถส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาบรรจุระเบียบวาระ ส่งผลให้การบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านการคลัง และการจัดทำบริการสาธารณะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยระยะเวลาในห้วง ๔ ปี มี “พระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๕” เท่านั้น ที่ผ่านการพิจารณา แต่เมื่อนำไปปฏิบัติ มักได้รับการโต้แย้งจากนายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัด ว่าขัดด้วยกฎหมายฉบับอื่น ดังนั้น จึงขอให้คณะรัฐมนตรีเร่งพิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องต่อไปนี้\n 	๑.	ร่างพระราชบัญญัติรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... \nเพราะจะทำให้ อปท. สามารถดำเนินการจัดเก็บรายได้ภายใต้ขอบเขตของหน้าที่และอำนาจต่อไป\n 	๒.	ร่างพระราชบัญญัติกำหนดกรอบและเป้าหมายการจัดทำบริการสาธารณะ\nและการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... โดยจะทำให้ อปท. สามารถบริหารงาน\nได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n 	๓.	ร่างแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๓) \nและร่างแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๓) \nเพราะเมื่อนำไปสู่การปฏิบัติแล้วจะเกิดประโยชน์แก่ อปท. ในด้านการบริหารจัดการ และด้านการคลัง ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ให้ดำเนินการแจ้งรัฐสภาเพื่อทราบเท่านั้น"	นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) ในฐานะประธานกรรมการ\nการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
288	940	238	นายออน กาจกระโทก	กฎหมาย	ขอรัฐบาลเร่งผลักดันนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินครูอย่างเป็นรูปธรรม	ปัจจุบันครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน\nกว่า ๙๐๐,๐๐๐ คน มีหนี้สินรวม จำนวน ๑.๔ ล้านล้านบาท ประกอบด้วย หนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หนี้ธนาคารออมสิน หนี้สถาบันการเงินอื่น และหนี้นอกระบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดการ\nด้านการศึกษาของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู\nทั่วประเทศ ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้อยู่ในอัตรา ร้อยละ ๔.๕ - ๕.๐ และให้สถาบันการเงิน\nซึ่งเป็นเจ้าหนี้สหกรณ์ฯ ดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้สอดคล้องกัน โดยนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ โดยเหลือเงินดำรงชีวิต\nไม่น้อยกว่า ร้อยละ ๓๐ ของเงินเดือน และให้ผู้บังคับบัญชา หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สหกรณ์ฯ และหากสหกรณ์ฯ ใดไม่ดำเนินการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้\nให้อยู่ในอัตราที่กำหนด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะไม่ดำเนินการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ \nซึ่งกรณีดังกล่าว อาจทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากับสหกรณ์ฯ เนื่องจากต้นทุนของสหกรณ์ฯ แต่ละแห่งแตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์\nกับทุกฝ่าย จึงขอเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการเชิญประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศมาประชุมร่วมกัน โดยให้สหกรณ์แต่ละแห่งจัดทำแผนงาน ขั้นตอน และระยะเวลาดำเนินการ\nปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้เหลือไม่เกินร้อยละ ๕.๐ โดยให้เป็นไปตามบริบทของสหกรณ์ฯ \nและอยู่บนพื้นฐานที่สหกรณ์ต้องมีความมั่นคง จากนั้น ให้ดำเนินการประสานสถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของสหกรณ์ฯ เพื่อขอให้พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อให้มีอัตราที่สอดคล้องกันต่อไป\n	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
289	939	233	นายอนุศักดิ์ คงมาลัย	กฎหมาย	สถานะปัจจุบันของป่าไม้ไทย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม	"การลงพื้นที่ศึกษาดูงานการทำฝายแกนดินซีเมนต์ ณ จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา\nและจังหวัดเชียงราย ได้พบเห็นสภาพปัญหาพื้นที่ป่าไม้เปลี่ยนแปลงสภาพจากเดิม ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูล\nที่ประเทศไทยมีการทำลายพื้นที่ป่าไม้โดยเฉลี่ย เดือนละ ๑,๐๐๐ ไร่ ในขณะที่กรมป่าไม้ยังคงดำเนินการฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าไม้โดยเฉลี่ย วันละ ๗๐๐ ไร่ จึงมีความกังวลเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยที่ถูกทำลาย ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้คงเหลือ ดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ ๑๔.๙๔ ภาคกลาง \nร้อยละ ๒๑.๑๕ ภาคตะวันออก ร้อยละ ๒๑.๙๑ ภาคใต้ ร้อยละ ๒๔.๐๒ ภาคตะวันตก ร้อยละ ๕๙.๐๖ และภาคเหนือ ร้อยละ ๖๓.๖๖ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\nพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n	๑. รายงานผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถชี้นำ รณรงค์ เฝ้าระวัง \nร่วมปลูก ลดการทำลาย ใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม และถูกกฎหมาย\n 	๒. รณรงค์ให้เกิดความร่วมมือจากฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และเยาวชน ในการฟื้นฟูและอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ให้คงอยู่ต่อไป\n 	ทั้งนี้ การกำหนดเป้าหมายภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ด้านการรักษาและฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติ โดยกำหนดสัดส่วนการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๕ และป่าเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๕ นั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมอย่างไร มีความคืบหน้าอย่างไร และได้ประเมินผลสัมฤทธิ์ของกลไกหรือเครื่องมือในการดำเนินการที่ผ่านมาหรือไม่ อย่างไร"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
290	938	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	กฎหมาย	แนวทางปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวในเขตพื้นที่ชลประทานที่ประสบภาวะน้ำท่วมซ้ำซากเนื่องจากพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากมักเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชลประทาน 	พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากมักเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชลประทาน โดยเกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมปลูกข้าวปีละ ๒ ครั้ง โดยการปลูกข้าวหอมมะลิในช่วงนาปี คือ ประมาณเดือนพฤษภาคม - เดือนสิงหาคม ในช่วงกลางเดือนกันยายนเป็นระยะที่ข้าวตั้งท้องกำลังจะออกรวง และจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนตุลาคม - เดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงน้ำท่วมของทุกปี \nทำให้สูญเสียเวลา แรงงาน และทุนโดยเปล่าประโยชน์ รวมทั้งรัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมากในการเยียวยาเกษตรกร แต่เมื่อถึงฤดูกาลทำนาปรัง เกษตรกรนิยมปลูกข้าวเจ้าพันธุ์ที่ไม่ไวต่อแสง สามารถเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมีนาคม - เดือนเมษายน ซึ่งได้ผลผลิตดี ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการให้เกษตรกรปรับช่วงระยะเวลาการปลูกข้าวให้มีความเหมาะสม โดยหลีกเลี่ยง\nการเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูน้ำหลากดังเช่นทุกปี และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวเจ้าพันธุ์ชัยนาท ๑ \nหรือข้าวเจ้าพันธุ์ กข๙๕ เพราะให้ผลผลิต ไร่ละ ๘๐๐ - ๑,๐๐๐ กิโลกรัม โดยกรมชลประทาน\nต้องให้การสนับสนุนโครงการสูบน้ำด้วยกระแสไฟฟ้า หรือโครงการที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้ผลดีทั้ง ๒ รอบ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เรียบร้อยก่อนฤดูน้ำหลาก นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาคุณภาพข้าวตกต่ำจากการปะปนสายพันธุ์ได้อีกทางหนึ่ง	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
291	937	31	นายเฉลา พวงมาลัย	กฎหมาย	การปรับขึ้นเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งให้แก่ครูทั่วประเทศ	เนื่องในวันครูแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งให้แก่ครูที่ทำผลงานทางวิชาการผ่านการประเมินเลื่อนระดับ\nวิทยฐานะ ได้แก่ ครู คศ.๑ ครู คศ.๒ (วิทยฐานะชำนาญการ) และครู คศ.๓ (วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพทางวิชาการและเป็นขวัญกำลังใจแก่ครูทั่วประเทศ\n	นายกรัฐมนตรี\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
292	936	93	นายบุญมี สุระโคตร	ความเดือดร้อนของประชาชน	การรับมือภัยแล้ง	"เนื่องจากน้ำมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในประเทศ ทั้งการอุปโภค บริโภค และเพื่อการเกษตร โดยเห็นความสำคัญจากจำนวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำในประเทศมีเป็นจำนวนมาก แต่ปัญหาภัยแล้งซ้ำซากยังคงเกิดขึ้นทุกปี ขณะนี้ แม่น้ำมูล และแม่น้ำชีมีปริมาณน้ำลดลงเป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่า ในระยะเวลาอันใกล้ประชาชนที่อาศัยน้ำจากแม่น้ำต่าง ๆ จะประสบปัญหาภัยแล้ง\nเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญ ประกอบกับ\nแหล่งน้ำธรรมชาติขาดการพัฒนามาเป็นระยะเวลานานทำให้ตื้นเขินและมีวัชพืชเป็นจำนวนมาก \nดังนั้น จึงขอสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n 	๑.	รัฐบาลได้กำหนดแผนงาน หรือแนวทางการรับมือปัญหาภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่ และได้กำหนดมาตรการเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญในประเทศไทยอย่างไร\n	๒. ขอสอบถามกระทรวงมหาดไทยว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถนำเงินจากกองทุนน้ำบาดาลไปใช้เพื่อการสำรวจ วิจัยหาแหล่งน้ำบาดาลใหม่ หรืออื่น ๆ ตามความจำเป็นเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบภัยแล้ง อันเนื่องมาจากแหล่งน้ำเดิมไม่เพียงพอ และประชาชนต้องการให้มีประปาหมู่บ้าน โดยถือว่าเป็นการแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วนได้หรือไม่ อย่างไร"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
293	935	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	สถานการณ์บ้านเมือง	การแก้ไขปัญหามลพิษฝุ่น PM2.5	"เนื่องจากช่วงฤดูหนาวมีความกดอากาศสูง จึงทำให้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในประเทศไทยทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะมีผลต่อสุขภาพของประชาชน จนกระทั่งได้มีการร้องเรียนให้รัฐบาลดำเนินการบริหารจัดการให้เกิดอากาศสะอาด และที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษ ได้ชี้แจงสาเหตุของปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่าเกิดจากการเผาไหม้จากท่อไอเสียรถยนต์โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล การเผา\nในภาคการเกษตรในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม การเผาป่า และสาเหตุอื่น ๆ โดยแต่ละพื้นที่จะได้รับความรุนแรงแตกต่างกัน ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาได้พยายามแก้ไขปัญหา โดยรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร  วงษ์สุวรรณ) \nในฐานะประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้สั่งการเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๖ โดยกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเร่งด่วน ๕ มาตรการ คือ (๑) ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ\nและสิ่งแวดล้อม ปิดป่าในส่วนที่มีสถานการณ์ไฟป่าขั้นวิกฤติ หรือเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าอย่างรุนแรง \n(๒) ให้กระทรวงมหาดไทย กำกับดูแล และป้องกันไม่ให้มีการเผาจากภาคการเกษตรในทุกพื้นที่อย่างเข้มข้น (๓) ให้กระทรวงอุตสาหกรรม กำชับโรงงานน้ำตาลให้งดรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบในช่วงฤดูหนาว \n(๔) ให้กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร กำหนดมาตรการเพื่อจำกัดเวลาการเข้าพื้นที่เขตเมืองของรถยนต์ และ (๕) ให้ทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด\nกับผู้ที่ลักลอบเผาป่าและเศษวัสดุจากภาคการเกษตร และให้ทุกภาคส่วนดำเนินการสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง\n 	จากการติดตามการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 พบว่า ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม และจากการประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ ก็มิได้กล่าวถึงผลสัมฤทธิ์\nจากการใช้มาตรการต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 แต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี \nกำชับให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญ และบูรณาการการปฏิบัติงานตามมาตรการทั้ง ๕ ประการ \nดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง"	นายกรัฐมนตรี\n	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
294	934	160	นายวัลลภ  ตังคณานุรักษ์	กฎหมาย	แรงงานนอกระบบ	"แรงงานนอกระบบเป็นกลุ่มแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดนัดแรงงานรายวัน หรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่าตลาดกีบหมู หรือซอยกีบหมู ตั้งอยู่ที่ \nถนนสุเหร่าคลองหนึ่ง แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร โดยระหว่างเวลา ๐๔.๐๐ - ๑๑.๐๐ นาฬิกา ของทุกวัน จะมีแรงงานนอกระบบหรือกรรมกรก่อสร้าง ประมาณ ๕,๐๐๐ - ๘,๐๐๐ คน ไปรวมตัว\nเพื่อรอการจ้างงานรายวัน มีหลายคนที่ได้รับการจ้าง แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุนายจ้างไม่รับผิดชอบ \nและไม่สามารถทำประกันอุบัติเหตุได้ ตลอดจนไม่มีสวัสดิการและหลักประกันใด ๆ นอกจากนี้ \nมีแรงงานจำนวนหนึ่งที่รอการจ้างเป็นสัปดาห์แต่ไม่ได้งาน จึงอาศัยพักค้างคืนอยู่บริเวณดังกล่าว \nเพื่อไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาเข้าคิวและเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ดังนี้\n 	๑.	ขอให้กระทรวงแรงงาน พิจารณาประเด็นข้อเสนอแนะ ดังนี้\n 		๑.๑ ดำเนินการติดประกาศสถานที่จ้างงานต่าง ๆ ภายในบริเวณซอยกีบหมู \nเพื่อช่วยแรงงานกลุ่มดังกล่าวให้ได้รับทราบความต้องการของผู้ประกอบการ และได้รับการจ้าง\nแบบรายเดือน เพราะกระทรวงฯ มีข้อมูลสถานประกอบการที่ต้องการแรงงานอย่างถูกต้องอยู่แล้ว\n 		๑.๒ ดำเนินการจัดให้มีเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนจากแรงงานภายในพื้นที่ดังกล่าว หรือพื้นที่ใกล้เคียง เนื่องจากมีแรงงานจำนวนมากที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น ไม่ได้รับค่าแรง \nประสบอุบัติเหตุแต่นายจ้างไม่ให้การช่วยเหลือ เป็นต้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน และทำให้สวัสดิภาพ และสวัสดิการของแรงงานรายวันดีขึ้น\n 	๒. ขอให้กระทรวงสาธารณสุข พิจารณาจัดหน่วยเคลื่อนที่ไปยังบริเวณพื้นที่ดังกล่าว สำหรับให้บริการตรวจสุขภาพ หรือรักษาจากอาการบาดเจ็บให้กับแรงงานนอกระบบเหล่านั้น \nเพื่อให้เป็นแรงงานที่มีสุขภาวะที่ดี และมีความพร้อมในการปฏิบัติงานต่อไป\n 	๓.	ขอให้กรุงเทพมหานคร ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ดำเนินการบริหารจัดการพื้นที่ \nโดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นแต่ละประเภทแรงงาน เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างปูน ช่างไม้ ช่างสี เป็นต้น \nเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และไม่สร้างความลำบากให้กับบุคคลทั่วไปในการเดินทางสัญจร"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	10	2567	2024-01-16T00:00:00
295	933	240	นายอับดุลฮาลิม มินซาร์	สถานการณ์บ้านเมือง	การขอขยายเขตไฟฟ้าของราษฎร และการขึ้นราคาบัตรโดยสารของสายการบินไทย	เรื่องที่ 1 เนื่องจากได้รับการสอบถามจากประชาชนในชุมชนบ้านบางตาหยาด เทศบาลเมืองตะลุบัน ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เรื่อง การขอให้มีการขยายเขตไฟฟ้าเส้นทางเลียบชายฝั่งทะเล บ้านบางตาหยาด ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี ไปยังบ้านกระจูด อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี ระยะทาง ๓.๐๙๕ กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางดังกล่าวมีเสาไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านเป็นระยะทาง ๕๘๒ เมตร และมีเสาไฟฟ้าแรงต่ำพาดผ่านเป็นระยะทาง ๙๔๓ เมตร โดยประชาชนได้ร้องขอให้มีการขยายเขตไฟฟ้าไปจนถึง\nบ้านกระจูดเพื่อการพัฒนาพื้นที่สองข้างทางให้เป็นที่อยู่อาศัย แหล่งท่องเที่ยว และรีสอร์ต โดยอำเภอสายบุรี\nมีชายหาดที่มีความงดงามและมีเสน่ห์ ซึ่งบางพื้นที่ในเส้นทางดังกล่าวมีการจัดสรรที่ดินเป็นแปลงเพื่อแบ่งขาย แต่ไม่สามารถสร้างบ้านได้เนื่องจากไม่มีไฟฟ้า อนึ่ง เมื่อปี ๒๕๖๕ คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ได้มีการสอบถามการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งต่อมาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้มีหนังสือแจ้งว่าระบบ\nการจำหน่ายไฟฟ้าครอบคลุมพื้นที่อาศัยของราษฎรแล้ว แต่ข้อเท็จจริงในปัจจุบัน คือ รีสอร์ตที่สร้างใหม่\nแต่อยู่ห่างไกลเสาไฟฟ้าแรงต่ำจะต้องลากสายไฟเป็นระยะทางค่อนข้างไกล ดังนั้น จึงขอให้การไฟฟ้า\nส่วนภูมิภาค ได้พิจารณาทบทวนบรรจุแผนงานการก่อสร้างและปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้าเส้นทาง\nบ้านบางตาหยาด ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี ไปยังบ้านกระจูด อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี เข้าโครงการถัดไป อันจะทำให้เกิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคต\n\nเรื่องที่ 2 การควบรวมกิจการของสายการบินไทยสมายล์ ตามแผนปรับโครงสร้างธุรกิจการบิน ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๗ โดยอ้างว่าสายการบินไทยสมายล์ขาดทุนสะสมมายาวนาน หากควบรวมกิจการจะสามารถใช้ประโยชน์ของเครื่องบินต่อวันสูงขึ้นและทำให้ต้นทุนลดลง แต่ปรากฏว่าปัจจุบันมีการขึ้นราคาบัตรโดยสารอย่างผิดปกติ โดยเมื่อปลายปี ๒๕๖๖ บัตรโดยสารเส้นทางนราธิวาส - สุวรรณภูมิ มีราคา ๔,๐๐๕ บาท แต่เมื่อเข้าสู่ปี ๒๕๖๗ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะมาทำการบินทดแทน ทำให้ราคาบัตรโดยสารสูงถึง ๗,๑๗๕ บาท ซึ่งมีส่วนต่างของราคาเพิ่มสูงขึ้นถึง ๓,๑๗๐ บาท เช่นนี้ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่ เนื่องจากการบริการไม่ได้สูงกว่ามาตรฐานเดิมแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา\\nได้ดำเนินการทำความตกลงกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในเรื่องราคาบัตรโดยสารให้ชัดเจน\\nและขอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาตรวจสอบการกำหนดราคาบัตรโดยสารเครื่องบินของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีราคาเพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติอย่างมาก	กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
296	932	220	นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ	นโยบายของรัฐบาล	โครงการก่อสร้างโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)	"จากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ รัฐบาลได้จัดทำวงเงินงบประมาณ จำนวน ๓.๔๘ ล้านล้านบาท โดยกรมทางหลวงเสนอคำขอรับการจัดสรรงบประมาณจำนวน ๑๒๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการปรับปรุงทางหลวงแผ่นดิน โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง แต่สำหรับพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดจันทบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวนน้อยแต่ยังมีความเดือดร้อนของประชาชนเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกระทรวงคมนาคมขอให้พิจารณาบรรจุคำของบประมาณปี พ.ศ. ๒๕๖๘ สำหรับก่อสร้างทางต่างระดับเพื่อลดจุดตัดของถนนและแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดจันทบุรีในบริเวณต่อไปนี้ \n 	๑) จังหวัดปราจีนบุรี บริเวณทางแยกกบินทร์บุรี บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๔ เนื่องจากเป็นถนนสายหลักในการเดินทางจากกรุงเทพมหานคร - พนมสารคาม - กบินทร์บุรี โดยช่วงเขาหินซ้อน - กบินทร์บุรี มีช่องการจราจร จำนวน ๘ - ๑๐ ช่องการจราจร และเป็นเส้นทางที่บรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓๑ (สัตหีบ - เขาหินซ้อน) ที่มีปริมาณรถยนต์สัญจรไปยังจังหวัดนครราชสีมาเป็นจำนวนมากแต่เมื่อเข้าเขตพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ช่องการจราจรจะเหลือเพียง ๔ ช่องจราจร จึงทำให้การจราจรติดขัดอย่างมากโดยเฉพาะบริเวณทางแยกกบินทร์บุรีซึ่งเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และเป็นที่ตั้ง\nของที่ว่าการอำเภอกบินทร์บุรีและโรงพยาบาลกบินทร์บุรี ซึ่งมีประชาชนใช้เส้นทางสัญจรอยู่เป็นจำนวนมาก\n 	๒) จังหวัดจันทบุรี จำนวน ๒ แห่ง คือ บริเวณแยกบ้านเนินสูง อำเภอท่าใหม่ ที่มีตลาดผลไม้ขนาดใหญ่ และบริเวณแยกเขาไร่ยาที่เป็นทางแยกเข้าตัวจังหวัดจันทบุรีและเขาคิชฌกูฏ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลท่องเที่ยวและผลไม้ การจราจรจะติดขัดเป็นอย่างมาก"	กระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
297	931	238	นายออน กาจกระโทก	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ใช้ถนนมิตรภาพในการสัญจร	"จากช่วงวันหยุดเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา กรมทางหลวงได้เปิด\nให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข ๖ สายบางปะอิน - นครราชสีมา (M6) ช่วงอำเภอปากช่อง - อำเภอสีคิ้ว - อำเภอขามทะเลสอ - ถนนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา (ทล. ๒๐๔) ระยะทางประมาณ \n๗๘ กิโลเมตร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ \nซึ่งเป็นถนนที่สวยงามอีกเส้นทางหนึ่งของประเทศ อย่างไรก็ดี มีข้อหารือไปยังกระทรวงคมนาคม \nกรณีปัญหาการสัญจรบนถนนมิตรภาพ จำนวน ๒ ประเด็น ดังนี้\n 	๑) ช่วงระหว่างวันที่ ๕ - ๑๔ มกราคม ๒๕๖๗ ฟาร์มโคนมไทย - เดนมาร์ก \nอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี มีการจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ส่งผลให้ถนนมิตรภาพขาเข้ากรุงเทพมหานครเกิดปัญหารถติดสะสมตั้งแต่ช่วงฟาร์มโชคชัยไปจนถึงฟาร์มโคนมไทย - เดนมาร์ก \nอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ระยะทางประมาณ ๒๐ กิโลเมตร โดยการจราจรจะหนาแน่นมาก\nเป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงเวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา เรื่อยไปจนถึงเวลา ๒๔.๐๐ นาฬิกา เนื่องจากปิดช่องการจราจรบริเวณจัดงาน ๑ ช่องจราจร ทำให้ถนนมีลักษณะเป็นคอขวดส่งผลให้รถที่มาจากจังหวัดนครราชสีมา\nติดสะสม ซึ่งงานเทศกาลโคนมแห่งชาติจะมีการจัดเป็นประจำทุกปี จึงขอหารือไปยังกระทรวงคมนาคม \nขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ถนนมิตรภาพในการสัญจร\nได้โดยสะดวก\n 	๒) ปัญหาของรถบรรทุกฟางที่ประชาชนได้มีการนำรถบรรทุกขนาดเล็ก (รถปิคอัพ) \nมาต่อพ่วงเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการบรรทุกฟางและได้ขับขี่กีดขวางช่องการจราจรบนถนนมิตรภาพ ส่งผลให้\nเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จึงขอหารือไปยังกระทรวงคมนาคม ขอให้ตรวจสอบการต่อพ่วงของรถบรรทุก\nขนาดเล็ก (รถปิคอัพ) ว่าได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
298	930	216	นางสุนี จึงวิโรจน์	กฎหมาย	การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ	จากปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ และอีก ๑๐ ปีข้างหน้า จะมีสัดส่วนของประชากรที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปี สูงถึงร้อยละ ๒๘ ซึ่งการออกกำลังกายจะมีประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ ดังนี้ ๑) ชะลอความถดถอยของร่างกาย ๒) ส่งเสริมให้สุขภาพจิตดี ป้องกันภาวะซึมเศร้า ๓) ช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ๔) ป้องกันและบำบัดโรคประจำตัว ๕) ควบคุมความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือด ๖) ป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และ ๗) รักษาสมดุลระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานปกติ ซึ่งการออกกำลังกายเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย และเหมาะสมกับผู้สูงอายุ ได้แก่ การเดิน การวิ่งช้า ๆ รำไทเก๊ก โยคะ การบริหารป้องกันหัวไหล่ติด การบริหารข้อมือ ข้อนิ้วมือ และการบริหารส่วนอื่น ๆ ทั่วร่างกาย ดังนั้น จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้สูงอายุเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการออกกำลังกาย โดยสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการจัดกิจกรรม จัดหาสถานที่ และบุคลากร เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถออกกำลังกายได้อย่างสะดวก เพื่อให้สังคมไทยมีประชากรผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ สามารถทำงาน และทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ 	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
299	929	145	นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล	นโยบายของรัฐบาล	แนวทางการส่งเสริมสัตว์เศรษฐกิจวิถีไทย “ไก่ชน”	"เนื่องจากไก่ชนเป็นสัตว์เศรษฐกิจของประเทศและกีฬาไก่ชนเป็นกีฬาพื้นบ้านซึ่งถือเป็น\nวิถีชีวิตของชุมชนมายาวนาน ซึ่งบางครั้งถูกต่างชาติมองว่าเป็นการทรมานสัตว์จึงยากจะทำความเข้าใจ\nว่าไม่ควรเชื่อไปตามกระแสของต่างชาติ หรือไม่ หรือการมีโรงเรียนฝึกสอนลิงเพื่อใช้ลิงขึ้นมะพร้าว\nซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนไทยทางภาคใต้ แต่ต่างชาติมองว่าเป็นการทรมานสัตว์ เนื่องจากไม่เข้าใจวิถีชีวิต\nของคนไทย แต่อย่างไรก็ดี บางประเทศมีการใช้สัตว์เป็นส่วนประกอบของการกีฬาเช่นกัน อาทิ กีฬาชนวัว \nการสู้วัวกระทิง เป็นต้น ซึ่งกีฬาไก่ชนสามารถนำมาเป็น Soft Power ของประเทศได้ นอกจากนี้ \nยังสามารถพัฒนาให้ไก่ชนเป็นสัตว์เศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกระทรวง\nเกษตรและสหกรณ์ ดังนี้\n 	๑) ได้มีการพิจารณาวางแผน หรือมีแผนงาน โครงการ และได้จัดทำคำของบประมาณเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยสัตว์เศรษฐกิจ เช่น ไก่ชน หรือไม่ อย่างไร\n 	๒) ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนการพัฒนาสายพันธุ์ไก่ชน หรือเจ้าของฟาร์มผู้เลี้ยงไก่ชนหรือไม่ อย่างไร\n 	๓) ได้มีการดำเนินการเพื่อยกระดับวิชาชีพการเพาะเลี้ยงไก่ชนให้เป็นหนึ่งในวิชาชีพการเกษตรหรือไม่ อย่างไร\n 	พร้อมกันนี้ ขอสอบถามไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ว่าได้มีการกำหนดแผน\nในการพัฒนาและยกระดับให้กีฬาไก่ชนเป็นกีฬาประจำชาติหรือไม่ อย่างไร"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
300	928	112	นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ	กฎหมาย	การแก้ไขปัญหาประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ	"การประเมินสถานการณ์การทุจริตประพฤติมิชอบของประเทศไทยในรอบปี\nที่ผ่านมา พบว่าปัญหาการทุจริตที่รุนแรงมากที่สุด คือ การประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล่าวคือ การประพฤติมิชอบของนักการเมืองระดับประเทศ นักการเมืองท้องถิ่น และข้าราชการระดับสูง ที่ร่วมกับ\nผู้มีอิทธิพลก่อความเดือดร้อนให้กับประชาชน อันเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศซึ่งปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไข และสหประชาชาติได้มีคำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการประพฤติมิชอบ\nของเจ้าหน้าที่ของรัฐแก่รัฐภาคีต่าง ๆ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. ๒๐๐๓\nว่าให้พิจารณานำมาตรการทางวินัยหรือมาตรการอื่น มาใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมหรือคุณธรรม สำหรับประเทศไทย คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้กำหนดไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศว่าให้รัฐปรับปรุงระเบียบการลงโทษทางวินัย\nกับข้าราชการประเภทต่าง ๆ ให้มีความรวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน และให้พิจารณาดำเนินการ\nทางวินัยต่อข้าราชการการเมือง ข้าราชการระดับสูง และนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งการดำเนินการ\n\n\nยังไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มี\nความรุนแรงมากขึ้น ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเกิดความเกรงกลัว และไม่กล้ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบ \nซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันดีขึ้น จึงขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี\nเพื่อดำเนินการ ดังนี้  \n 	๑) พิจารณาปรับปรุงระเบียบการตรวจสอบและการลงโทษทางวินัยต่อข้าราชการทุกประเภทให้รวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมทั้งขยายระยะเวลาการสอบสวนข้อเท็จจริงจากระยะเวลา \n๖ เดือน เป็นภายในระยะเวลา ๓ ปี โดยหลังจากเกษียณอายุราชการหรือลาออกจากราชการให้ดำเนินการ\nทางวินัยให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา ๓ ปี \n 	๒) พิจารณากำหนดระเบียบลงโทษทางวินัยต่อข้าราชการการเมืองและหัวหน้า\nส่วนราชการทุกแห่งให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับข้าราชการประจำ\n 	๓) กำหนดระเบียบให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมและวินัย\nต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่งทันทีที่ถูกสอบสวนทางจริยธรรม\n 	๔) เร่งรัดการจัดทำกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานภาครัฐในระบบคุณธรรมตาม\nมาตรา ๗๖ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เพื่อให้ได้คนดีมาปฏิบัติหน้าที่ราชการ ป้องกันคนไม่ดีมาสร้างความเดือดร้อน โดยให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๑ ปี\n 	๕) เร่งรัดการตรากฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวม \nตามคำแนะนำของสหประชาชาติ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา ๑ ปี"	นายกรัฐมนตรี 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
301	927	137	นายมณเฑียร บุญตัน	กฎหมาย	การจ้างงานคนพิการตามกฎหมายโดยรัฐสภา	"มาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ \nพ.ศ. ๒๕๕๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ กำหนดว่า “เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริม\nและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐ\nรับคนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการหรือหน่วยงานของรัฐ” จากความในมาตราดังกล่าวกระทรวงแรงงานจึงออกกฎกระทรวงกำหนดให้นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ ๑๐๐ คนขึ้นไป รับคนพิการ\nที่สามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ในอัตราส่วนลูกจ้างที่มิใช่คนพิการทุก ๑๐๐ คน ต่อคนพิการ ๑ คน เศษของ ๑๐๐ คน ถ้าเกิน ๕๐ คน ต้องรับคนพิการเพิ่มอีก ๑ คน\n 	รัฐสภาเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีบุคลากรประมาณ ๓,๐๐๐ คน คิดเป็นอัตราส่วน\nที่จะต้องจ้างงานคนพิการตามกฎหมายประมาณกว่า ๓๐ คน ซึ่งจากการลงพื้นที่พบปะประชาชน \nจะมีคำถามถึงการจ้างงานคนพิการของรัฐสภาอยู่เสมอ และในปัจจุบันยังไม่ทราบนโยบายหรือมาตรการ และการดำเนินงานใด ๆ ที่จะนำไปสู่การจ้างงานคนพิการตามที่กฎหมายกำหนดไว้ อนึ่ง คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ได้เสนอรายงาน\nการพิจารณาศึกษา เรื่อง การส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการในหน่วยงานของรัฐ ต่อที่ประชุมวุฒิสภา \nเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๖ ซึ่งสามารถนำข้อเสนอแนะมาประกอบการพิจารณาได้ เช่น มาตรการส่งเสริมการมีงานทำ ตามมาตรา ๓๕ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่กำหนดให้ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐ\nไม่ประสงค์จะรับคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา ๓๓ หรือนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการไม่รับ\nคนพิการเข้าทำงานตามมาตรา ๓๓ และไม่ประสงค์จะส่งเงินเข้ากองทุนตามมาตรา ๓๔ หน่วยงานของรัฐ นายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการนั้นอาจให้สัมปทานจัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการโดยวิธีกรณีพิเศษ ฝึกงาน หรือจัดให้มีอุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก \nล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใดแก่คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการก็ได้ ซึ่งเรื่องที่สามารถดำเนินการได้สะดวกที่สุด คือ การจัดสถานที่ให้คนพิการเข้ามาจำหน่ายสินค้าหรือบริการ เช่น การขายอาหาร \nการให้บริการนวดแผนไทย การขายสินค้าชนิดอื่น ๆ หรือการแสดงดนตรีเปิดหมวก เป็นต้น ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน พ.ศ. ๒๕๕๙ ดังนั้น จึงขอหารือไปยัง\nประธานรัฐสภาในฐานะประธานกรรมการข้าราชการัฐสภา (ประธาน ก.ร.) ว่ามีนโยบายหรือมาตรการ\nในการจ้างงานคนพิการตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างไร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่รัฐสภาต่อไป "	ประธานรัฐสภาในฐานะประธานกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ประธาน ก.ร.) 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
302	926	233	นายอนุศักดิ์ คงมาลัย	กฎหมาย	การมอบหมายรัฐมนตรีตอบกระทู้ถามของสมาชิกวุฒิสภา และการสื่อสารนโยบายรัฐบาลที่มีความจริงใจต่อประเทศชาติและประชาชน	จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๕๐ บัญญัติให้ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา มีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหน้าที่ โดยจะถามเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ ตามข้อบังคับการประชุมแห่งสภานั้น ๆ ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนด\nให้มีการตั้งกระทู้ถามด้วยวาจาโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าไว้ด้วย” ซึ่งข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดรายละเอียดและขั้นตอนการตั้งกระทู้ถามของสมาชิกวุฒิสภาไว้ในหมวด ๘ การตั้งกระทู้ถาม ข้อ ๑๔๔ - ๑๕๘ กระทู้ถามเป็นหนังสือ ข้อ ๑๕๙ - ๑๖๓ และกระทู้ถามด้วยวาจา \nข้อ ๑๖๔ - ๑๗๐ ทั้งนี้ ข้อมูลการตั้งกระทู้ถามของสมาชิกวุฒิสภาในการประชุมวุฒิสภาสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๖ เป็นต้นมา มีจำนวน ๙ กระทู้ รัฐมนตรีได้มาตอบกระทู้ถาม\nด้วยตนเอง จำนวน ๑ กระทู้ เลื่อนตอบ จำนวน ๔ กระทู้ บรรจุระเบียบวาระจำนวน ๓ กระทู้ และรอบรรจุระเบียบวาระ จำนวน ๑ กระทู้ โดยที่การประชุมวุฒิสภา สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ระหว่างวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๖ - วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภาได้ตั้งกระทู้ถาม จำนวน ๓๕ กระทู้ แบ่งเป็นกระทู้ถามด้วยวาจา จำนวน ๑๗ กระทู้ รัฐมนตรีมาตอบด้วยตนเอง จำนวน ๓ กระทู้ ตกไป จำนวน ๑๔ กระทู้ และกระทู้ถามเป็นหนังสือ จำนวน ๑๘ กระทู้ โดยขอให้ตอบในที่ประชุมวุฒิสภา จำนวน ๑๕ กระทู้ รัฐมนตรีตอบกระทู้ถามเป็นหนังสือ จำนวน ๓ กระทู้ ค้างตอบ จำนวน ๑๑ กระทู้ ตกไป จำนวน ๑ กระทู้ และขอให้ตอบในราชกิจจานุเบกษาจำนวน ๓ กระทู้ จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่ารัฐมนตรีไม่ได้ให้ความสำคัญในการตอบกระทู้ถามของสมาชิกวุฒิสภา ทำให้สมาชิกวุฒิสภามีความจำเป็นที่จะขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา ๑๕๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกอบข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม \nข้อ ๑๗๑ เช่น ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหากระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาด้านสังคม ปัญหาด้านการศึกษา ปัญหาด้านการต่างประเทศ และปัญหาด้านการท่องเที่ยว ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาล\nให้ความสำคัญกับการตอบกระทู้ถามของสมาชิกวุฒิสภา โดยขอให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ตอบกระทู้ถามต่อที่ประชุมวุฒิสภาด้วยตนเอง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้าการบริหารราชการแผ่นดินตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภา	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
303	925	67	นายถวิล เปลี่ยนศรี	กฎหมาย	การจัดการปัญหาความมั่นคงของชาติ	"ความมั่นคงของชาติถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของประเทศชาติ และเป็นปัญหาที่จัดการได้ยากเพราะเรื่องความมั่นคงของชาติในยุคใหม่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และเทคโนโลยี ฉะนั้น การป้องกันประเทศจึงเป็นภารกิจที่ทับซ้อนกันของหลายหน่วยงานที่จะต้องบูรณาการร่วมกัน โดยที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่ออำนวยการประสานงานในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีการแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หรือเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่จะมารับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรง อนึ่ง มีกระแสข่าวว่าจะมีการแต่งตั้งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านหนึ่งมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ยังว่างอยู่ สามารถกระทำได้ หากปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายแต่อาจมีประเด็นเรื่องความเหมาะสมในการดำเนินการดังกล่าว เพราะงานความมั่นคงของชาติเป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญเช่นเดียวกับงานในหน่วยงานอื่น ดังนั้น การแต่งตั้งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติจากบุคลากรในองค์กรขึ้นมารับผิดชอบงานเหล่านี้ จะทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติได้ \\n 	ประเด็นดังกล่าว จึงขอหารือไปยังรัฐบาลว่าควรแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงขึ้นมารับผิดชอบภารกิจ และพิจารณาแต่งตั้งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยเร็ว ซึ่งควรพิจารณาจากบุคลากรในสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์การทำงานในสภาความมั่นคงแห่งชาติมาตั้งแต่ต้น อันจะเป็นประโยชน์ต่องานด้านความมั่นคงของชาติเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานตามระบบคุณธรรมในระบบราชการได้เป็นอย่างดี"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
304	924	36	นายจัตุรงค์ เสริมสุข	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชนซึ่งถูกดูดเงินออกจากบัญชี และความรับผิดชอบของธนาคาร	"ความเดือดร้อนของประชาชนที่ถูกดูดเงินออกจากบัญชี โดยตั้งแต่\nต้นปี ๒๕๖๖ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๖๖ มีประชาชนแจ้งความออนไลน์ว่าถูกหลอกลวง จำนวนกว่า ๒๔๐,๐๐๐ ราย ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงดูดเงินจากบัญชีธนาคาร จำนวนกว่า ๒๐,๐๐๐ ราย \nความเสียหายประมาณ ๓,๓๐๐ ล้านบาท ประกอบกับมีข่าวที่สร้างความสะเทือนใจแก่สังคม \nคือ ข่าวคุณยายท่านหนึ่งกราบลงกับพื้นคุกเข่าอ้อนวอนขอให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์คืนเงินให้กับคุณยาย \nเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตและรักษาพยาบาล แต่ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขและยังไม่มีมาตรการป้องกันมิให้ประชาชนถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือ\nมีความเห็นว่า เมื่อประชาชนนำเงินไปฝากไว้กับธนาคาร ธนาคารผู้รับฝากเงินมีกรรมสิทธิ์ในเงินที่รับฝาก\nมีสิทธินำเงินที่รับฝากนั้นไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของบัญชีเงินฝาก \nแต่เมื่อประชาชนขอถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก ธนาคารมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้แก่ประชาชนผู้ฝาก\nให้ครบจำนวน ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๖๕ ประกอบมาตรา ๖๗๒ \nโดยศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานว่าธนาคารเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ย่อมต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง แม้ในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประชาชนทั่วไป ประชาชนจะต้องกรอกข้อมูล ชื่อผู้ใช้ (User name) รหัสผ่าน (Password) รวมถึงรหัสผ่านที่สามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวต่อการเข้าสู่ระบบ\nหนึ่งครั้ง (One Time Password : OTP) ด้วยตนเอง และถูกดูดเงินออกจากบัญชี ธนาคารซึ่งเป็น\nผู้ประกอบวิชาชีพต้องเป็นผู้รับผิดชอบคืนเงินให้แก่ประชาชนเจ้าของบัญชีจนครบจำนวน เว้นแต่ประชาชนผู้นั้นเคยทำธุรกิจทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หรือคอมพิวเตอร์ทำการโอนเงินบ่อยครั้ง\nเป็นเวลาหลายปี แล้วยังพลาดพลั้งถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงดูดเงินจากบัญชีธนาคาร กรณีเช่นนี้ \nถือว่าเป็นความประมาทของประชาชนผู้นั้น แต่ธนาคารยังคงต้องร่วมรับผิดชอบด้วยครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ถูกดูดออกจากบัญชี กล่าวคือ ธนาคารต้องคืนเงินฝากให้แก่ประชาชนครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดูดออกจากบัญชี ดังนั้น หากประชาชนหมดที่พึ่งก็สามารถใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อเรียกร้อง\nเอาเงินคืนได้ \n 	ประเด็นดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันและเป็นการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันถึงวิธีการและกลอุบายการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รัฐบาลควรกำหนดนโยบายไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ \nในการให้คำแนะนำและให้ความรู้ ความเข้าใจแก่นักเรียนเกี่ยวกับภัยของแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงดูดเงินจากบัญชีธนาคาร และให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้รับกลับไปสื่อสารกับบุคคลในครอบครัว เพื่อให้ระมัดระวังตนเองจากการถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง"	นายกรัฐมนตรี 	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
305	923	59	นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม	นโยบายของรัฐบาล	การพัฒนาการค้าชายแดนด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์	"เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๖ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือ ได้ร่วมโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) ซึ่งเดินทางลงพื้นที่รับฟังปัญหา\nของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ โดยได้จัดเวทีเสวนา เรื่อง “การขับเคลื่อนจังหวัดสุรินทร์สู่การพัฒนา\nที่ยั่งยืน” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เพื่อร่วมรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน \nองค์กรพัฒนาเอกชน (Non Governmental Organizations : NGO) ภาคธุรกิจ และภาคราชการ ร่วมกันจัดทำพิมพ์เขียวพัฒนาจังหวัดสุรินทร์ โดยในประเด็นด้านการค้าชายแดน เห็นว่ารัฐบาลควรพัฒนา\nการค้าชายแดนด่านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ดังนี้\n 	๑) โครงสร้างทางกายภาพ ควรพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพของด่านช่องจอม \nจังหวัดสุรินทร์ ให้เป็นอาคารสถานที่ในลักษณะถาวรเพื่อเป็นที่ทำการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง \nรองรับทั้งคนไทยและคนกัมพูชา อำนวยความสะดวกด้านเอกสาร การเดินทาง การผ่านแดน การติดต่อค้าขาย การทำธุรกรรมสำคัญแบบ One Stop Services มีมาตรฐานในการให้บริการนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการด้านการค้าและการลงทุนของทั้ง ๒ ประเทศ โดยสภาพปัจจุบันที่ตั้งของหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานอื่น ๆ มีลักษณะเป็นอาคารชั่วคราวที่ใช้งานมาแล้วเป็นระยะเวลาหลายสิบปี ทั้งนี้ จังหวัดสุรินทร์ได้มีข้อสรุปร่วมกันระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง หอการค้าจังหวัด ภาคประชาสังคม และฝ่ายความมั่นคง คือ มีแผนการพัฒนาด้านการค้าชายแดน \nโดยการก่อสร้างอาคารถาวร ซึ่งขอใช้พื้นที่ จำนวน ๒๔ ไร่ เพื่อเป็นพื้นที่ก่อสร้าง และอยู่ระหว่างการอนุญาตใช้พื้นที่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งพื้นที่ที่ขอใช้อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า\nห้วยสำราญ - ห้วยทับทัน จึงถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ\n 	๒) การพัฒนาเส้นทางและยกระดับการแข่งขันเพื่อเชื่อมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว จากโอกาสของเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือเส้นทางระหว่างจังหวัดบึงกาฬ - อำเภอช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งต้องส่งเสริมการพัฒนาให้เกิดโอกาสในการเชื่อมโยงมาจังหวัดสุรินทร์ ให้จังหวัดสุรินทร์เป็นศูนย์กลางการเดินทางต่อไปยังประเทศกัมพูชา \n 	๓) การพัฒนาการประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงด้านเส้นทางการท่องเที่ยว โดยจัดระบบฐานข้อมูลและสื่อประชาสัมพันธ์ตลอดเส้นทางของทางหลวงแผ่นดิน\nหมายเลข ๒๔ และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๑๔ เพื่อให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญ\nของทั้งสองประเทศ จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เป็น ๓ ภาษา (ไทย - กัมพูชา - อังกฤษ)\n 	๔) การเชื่อมโยงภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของทั้ง ๒ ประเทศโดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่ม SMEs ให้มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความร่วมมือ อำนวยความสะดวก ให้ข้อมูลข่าวสาร สิทธิประโยชน์ และสามารถสร้างมูลค่าทางการค้าการลงทุนให้สูงขึ้น ด้วยกระบวนการหรือระบบที่ถูกต้อง โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อทั้ง ๒ ประเทศ\n 	๕) การพัฒนาตลาดช่องจอม เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ โดยจัดระบบตลาดให้สะอาด มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเฉพาะระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อส่งเสริมให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าไทย\nและสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์พื้นถิ่นสุรินทร์ รองรับความต้องการซื้อของคนกัมพูชา เช่น สินค้าเกษตรอินทรีย์ \nเนื้อวัววากิว ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ไก่พื้นเมือง และผ้าไหม เป็นต้น และให้เป็นตลาดแลกเปลี่ยน - ซื้อขายสินค้าทั้งสินค้าไทยและสินค้ากัมพูชา รวมทั้งหาแนวทางในการส่งเสริมให้คนไทยและคนสุรินทร์ ได้รับประโยชน์ จากตลาดให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากตลาดช่องจอมในปัจจุบันมีคนกัมพูชาเป็นผู้ประกอบการเกือบทั้งหมด \n 	๖) การขยายขอบเขตพื้นที่การเดินทางด้วยบัตรผ่านแดน (Border Pass) ของคนกัมพูชา เช่นเดียวกับที่ประเทศกัมพูชาขยายขอบเขตการเดินทางให้กับคนไทย ทำให้สามารถใช้บัตรผ่านแดน  (Border Pass) เดินทางไปถึงจังหวัดเสียมราฐ เพื่อให้คนกัมพูชาเดินทางไปยังพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงได้ \nเช่น จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว \n 	๗) การพัฒนาศักยภาพให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ที่เข้าไปลงทุนหรือทำธุรกิจ\nที่ประเทศกัมพูชา ให้มีความรู้เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ด้านการลงทุน ด้านภาษี กฎหมาย ระเบียบ และข้อกำหนดต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการประกอบธุรกิจ พร้อมทั้งหาแนวทางในการส่งเสริมให้คนไทย\nไปลงทุนในประเทศกัมพูชาให้มากขึ้น \n 	๘) การพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวชายแดน ให้เกิดประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวจังหวัดสุรินทร์ให้เพิ่มขึ้น ด้วยการประชาสัมพันธ์ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรการท่องเที่ยว\nของจังหวัดสุรินทร์ และทำการตลาดการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวกัมพูชาให้มากขึ้น รวมทั้งจัดทำโปรแกรมหรือเส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่าง ๒ ประเทศ \n 	๙) การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านการศึกษาให้เยาวชนกัมพูชา เข้ามาศึกษาในระดับต่าง ๆ ที่สูงขึ้นในสถาบันการศึกษาภายในจังหวัดสุรินทร์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความรู้\nและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเศรษฐกิจของจังหวัด"	นายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
306	922	243	นายอำพล จินดาวัฒนะ	สถานการณ์บ้านเมือง	นโยบายลดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์:ของขวัญปีใหม่หรือยาพิษ	"เมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๗ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิต สินค้าสุรา โดยปรับลดภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ๓ กลุ่ม ได้แก่ ๑) สุราแช่พื้นบ้าน ๒) สุราแช่ผลไม้ผสมสุรากลั่น และ ๓) สุราแช่ชนิดไวน์ ทั้งไวน์ผลไม้และไวน์องุ่น นโยบายดังกล่าวคาดหวังให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งมีข้อกังวล\nว่าการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน\nรวมทั้งสังคมส่วนรวม โดยมีเพียงพ่อค้าและผู้ประกอบการเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว ดังนั้น ขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการคลัง ดังนี้ \n 	๑) รัฐบาลควรกำหนดมาตรการหรือนโยบายในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ\nที่ไม่ส่งผลกระทบทางด้านลบต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน \n 	๒) รัฐบาลมีมาตรการที่จะลดผลกระทบด้านลบจากนโยบายปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสินค้าสุราดังกล่าว หรือไม่"	นายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
307	921	160	นายวัลลภ  ตังคณานุรักษ์	สถานการณ์บ้านเมือง	การดูแลคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้าน	ปัจจุบันคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้านทั่วประเทศ มีจำนวนประมาณ ๓,๕๐๐ คน \\nโดยเป็นคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร ประมาณ ๑,๘๐๐ คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ\\nและอาศัยที่สาธารณะในการดำรงชีวิต เช่น อาศัยหลับนอนบนสะพานลอยหรือที่นั่งสาธารณะ เป็นต้น \\nจากปัญหาคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้านที่ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรต้องดำเนินการเพื่อดูแลคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้านเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัท Google \\nให้การสนับสนุนรถบัสสำหรับบริการคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้าน เพื่อใช้อาบน้ำ ตัดผม หรือทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ โดยรถบัสจะขับไปตามสถานที่ต่าง ๆ ที่มีคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้าน หรือในประเทศมาเลเซีย บริษัท ยูนิโคล่ (Uniqlo) มาเลเซีย จะมีการจัดเทศกาลมอบเสื้อผ้าให้กับคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้านในประเทศมาเลเซีย \\nเนื่องจากเชื่อว่าคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้านจะต้องออกไปทำงาน ซึ่งการได้อาบน้ำ ได้ตัดผม หรือได้มีเสื้อผ้า\\nเพื่อสวมใส่ จะช่วยให้คนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้านสามารถออกไปหางานทำได้ สำหรับประเทศไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดให้มีบริการตัดผมฟรีและฝึกอบรมการตัดผมให้กับคนเร่ร่อน\\nหรือคนไร้บ้าน เพื่อให้คนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้านได้รับการดูแลและสามารถใช้ชีวิตในสังคมดังเช่นมนุษย์คนหนึ่ง นอกจากการบริการด้านกายภาพ สิ่งสำคัญ คือ จะต้องมีบุคลากรที่มีจิตสาธารณะ มีความมุ่งมั่นอยากช่วยเหลือและดูแลคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้านอย่างแท้จริง เพื่อที่จะได้รับรู้สถานการณ์ของคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้าน\\nและนำไปสู่การช่วยเหลือเชื่อมโยงไปยังสวัสดิการของรัฐที่มีอยู่ เช่น ช่วยเหลือในการทำบัตรสวัสดิการ\\nแห่งรัฐหรือทำบัตรผู้พิการ เป็นต้น หรือสามารถช่วยเหลือให้คนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้านได้กลับไปยังภูมิลำเนาเดิมของตนเอง หรือช่วยเหลือเพื่อให้คนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้านได้เข้าไปอยู่ในบ้านพักต่าง ๆ ที่ภาครัฐหรือภาคเอกชนจัดไว้สำหรับคนเร่ร่อนหรือคนไร้บ้าน ดังนั้น การจัดให้มีบุคลากรเพื่อเข้าไปช่วยเหลือและดูแลคนเร่ร่อน\\nหรือคนไร้บ้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านั้นได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น\\nและสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างปกติสุขต่อไป	กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรุงเทพมหานคร	วุฒิสภา	สามัญประจำปีครั้งที่ ๒	8	2567	2024-01-09T00:00:00
