﻿_id	CONSULT_ID	SENATOR_CODE	SENATOR	CONSULT_TYPE	CONSULT_TITLE	CONSULT_DETAIL	RESULT	PARLIAMENT_SET	MEETING_TERM	MEETING_NO	MEETING_YEAR	MEETING_DATE
1	2355	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	อันตรายจากปากกาเคมีบนถุงบรรจุอาหาร	ร้านจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จทั่วไปนิยมใช้ปากกาเคมีเขียนข้อความบนถุงบรรจุอาหารซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากพลาสติกที่ไม่สามารถทนอุณหภูมิสูงได้ เป็นเหตุให้หมึกจากปากกาเคมีละลายและอาจปนเปื้อนกับอาหารได้ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันหรือมีอุณหภูมิสูง เป็นผลให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับอาหารสะสมในร่างกาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเห็นได้จากสถิติผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เพิ่มสูงขึ้นถึงปีละกว่า ๑๔๐,๐๐๐ คน (ข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) ซึ่งวิธีการป้องกันเบื้องต้นมีหลายประการ อาทิ (๑) ยกเลิกการใช้ปากกาเคมีเขียนบนถุงบรรจุอาหาร (๒) ใช้สติกเกอร์หรือฉลากติดถุงอาหาร แทนการเขียนบนถุงบรรจุอาหาร (๓) เลือกใช้ถุงบรรจุอาหารที่ทนความร้อนได้ถึง ๑๐๐ - ๑๒๐ องศาเซลเซียส และ (๔) หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่บรรจุในถุงอาหารที่เขียนด้วยปากกาเคมี ทั้งนี้ จากการสืบค้นข้อมูล พบว่าปัญหาดังกล่าวมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ได้แก่ (๑) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) (๒) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) (๓) คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และ (๔) กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ประกอบกับเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ กรมอนามัยได้ประกาศแจ้งเตือนประชาชนและผู้ประกอบการไม่ให้ใช้ปากกาเคมีเขียนบนถุงพลาสติกที่ใช้บรรจุอาหาร เพราะมีโอกาสที่หมึกจากปากกาเคมีจะซึมทะลุถึงอาหารได้ พร้อมทั้งระบุว่า หากพบว่ายังมีการฝ่าฝืนจนก่อให้เกิดผลกระทบกับผู้บริโภค กรมอนามัยจะพิจารณาผลักดันให้ออกเป็นข้อบังคับตามกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจทั่วไป พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร้อยละ ๘๐ - ๙๐ ยังคงใช้ปากกาเคมีเขียนบนถุงบรรจุอาหาร ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนประกาศแจ้งเตือนดังกล่าว แต่ปรากฏว่ากรมอนามัยยังไม่ได้มีการพิจารณาออกข้อบังคับตามกฎหมายตามที่แจ้งเตือนไว้แต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังหน่วยงานข้างต้น เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอให้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เร่งพิจารณาออกข้อบังคับตามกฎหมาย หรือกฎกระทรวงว่าด้วยการห้ามใช้ปากกาเคมีเขียนบนถุงบรรจุอาหาร โดยเร็วที่สุด	รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ  ซารัมย์) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
2	2353	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	กฎหมาย	กฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ของประเทศอิตาลี กับแนวทางการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย ในการกำกับดูแลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)	"เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ รัฐสภาประเทศอิตาลีได้ให้ความเห็นชอบ\nร่างกฎหมายหมายเลข ๑๓๒/๒๐๒๕ ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ฉบับแรกในระดับประเทศของทวีปยุโรป โดยเป็นการขยายรายละเอียดจากกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ของสหภาพยุโรป ๒๐๒๔/๑๖๘๙ (EU Artificial Intelligence Act 2024/1689) ให้ครอบคลุมการกำกับดูแลทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สาธารณสุข แรงงาน กระบวนการยุติธรรม และทรัพย์สินทางปัญญา โดยกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered AI) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งห้ามมิให้ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หรือแทรกแซงขบวนการประชาธิปไตย (Democratic movement) นอกจากนี้ ประเทศอิตาลียังได้จัดตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นกลไกในการกำกับดูแล ได้แก่ สำนักงานดิจิทัลอิตาลี ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองระบบ AI ก่อนออกสู่ตลาด หน่วยงานความมั่นคงทางไซเบอร์แห่งชาติ ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์และบทลงโทษ พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และระบบความปลอดภัยไซเบอร์ มูลค่า ๑,๐๐๐ ล้านยูโร \n		เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยเริ่มมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในหลายภาคส่วน อาทิ การบริหารงานภาครัฐ การศึกษา การแพทย์ การเกษตร การเงิน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นการเฉพาะ คงมีเพียงร่างกรอบนโยบายปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (AI Framework) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น จึงมีประเด็นที่น่ากังวล หลายประการ ดังนี้ (๑) การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ยังขาดมาตรฐานความโปร่งใสและกลไก\nในการกำกับดูแล (๒) ความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (๓) การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ (Fake News)\nและภาพลวงตาดิจิทัล (Deep Fake) (๔) การบิดเบือนความคิดเห็นของสาธารณชน (๕) การขาดกลไกกำหนดความรับผิดชอบในกรณีที่มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กระทำการให้เกิดความเสียหายขึ้น \nและ (๖) การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานและแรงงานที่อาจได้รับผลกระทบจากระบบอัตโนมัติ \n		กฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ของประเทศอิตาลีดังกล่าวข้างต้น ถือเป็นกรณีศึกษา\nที่แสดงให้เห็นว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงควรเร่งเตรียมการจัดทำกรอบกฎหมาย\nและกลไกในการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้ประเทศไม่เป็นเพียง “ผู้บริโภคเทคโนโลยี” หากแต่สามารถเป็น “ผู้กำหนดทิศทางเทคโนโลยี” ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีการวางกรอบนโยบายการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย ความโปร่งใส และเสริมสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ\nจึงขอเสนอแนะไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพิจารณา ดังนี้\n	 	(๑) จัดตั้งคณะทำงานนโยบายปัญญาประดิษฐ์ (AI) แห่งชาติ เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทางด้านเทคโนโลยี กฎหมาย และสิทธิมนุษยชน ในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (Artificial Intelligence Act of Thailand)\n	 	(๒) เร่งพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายในระดับอนุบัญญัติที่สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ของสหภาพยุโรป ๒๐๒๔/๑๖๘๙ (EU Artificial Intelligence Act 2024/1689) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความรับผิดชอบของผู้พัฒนาและผู้ใช้ AI การรับรองและตรวจสอบความปลอดภัยของระบบ การป้องกันการละเมิดสิทธิ รวมทั้งการใช้ AI ในทางมิชอบ\n	 	(๓) กำหนดแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในภาครัฐ (AI Government Framework) โดยหน่วยงานของรัฐต้องยึดหลัก “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” และผ่านการประเมินความเสี่ยงก่อนใช้งาน เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและความมั่นคงของข้อมูล\n	 	(๔) ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างมีจริยธรรม โดยเฉพาะ\nในภาคการศึกษา และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สร้างโอกาส\nทางเศรษฐกิจโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง\n	 	(๕) ส่งเสริมความรู้ด้านวัฒนธรรมดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างรู้เท่าทัน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้แก่ประชาชน "	กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
3	2351	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดภูเก็ต และแนวทางแก้ไข	"ภูเก็ตมีศักยภาพทางการท่องเที่ยว และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงามระดับโลก ส่งผลให้จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดของประเทศไทย โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๖๘ จังหวัดภูเก็ตมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น ๑๘๘,๙๙๐ ล้านบาท มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวน ๓.๘๙ ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ ๑๔๙,๐๐๐ ล้านบาท ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้แก่ประเทศไทย อย่างไรก็ตาม จังหวัดภูเก็ตยังคงประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชน เนื่องจากยังไม่มีระบบขนส่งขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงระหว่างสนามบิน เมืองภูเก็ต และพื้นที่ชายหาดสำคัญ เช่น หาดป่าตอง หาดกะตะ และหาดราไวย์ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการจราจรติดขัดอันเนื่องมาจากถนนหลายสายคับแคบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) มีความจำเป็นต้องพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ดังนั้น จึงขอเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานไปยังรัฐบาล เพื่อพิจารณา ดังนี้\n	 	(๑) การจัดทำโครงการ “Phuket Fast” โดยใช้ระบบ Shuttle Bus EV \n	 	รัฐบาลควรพิจารณาจัดทำโครงการ “Phuket Fast” โดยสนับสนุนการจัดทำระบบ\nรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (Shuttle Bus EV) เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว ระหว่างสนามบินนานาชาติภูเก็ต เมืองเก่าภูเก็ต หาดป่าตอง หาดกะตะ และหาดราไวย์ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างจังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และภาคเอกชน \nโดยในระยะเริ่มต้น ใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า จำนวน ๓๐ คัน รองรับการบริการให้แก่นักท่องเที่ยว\nร้อยละ ๒๐ ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด (ประมาณ ๘,๐๐๐ คน) หากนักท่องเที่ยวใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ ๑,๐๐๐ บาทต่อวัน จะสามารถสร้างรายได้วันละ ๘ ล้านบาท หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ภายในระยะเวลา ๔ เดือน สามารถสร้างรายได้ ๙๖๐ ล้านบาท\n	 	(๒) การจัดทำโครงการ “Phuket Smart Pass”\n	 	รัฐบาลควรจัดทำโครงการ “Phuket Smart Pass” โดยร่วมกับจังหวัดภูเก็ต หอการค้าจังหวัดภูเก็ต สภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต และภาคเอกชน จัดทำบัตร “Phuket Smart Pass” ผูกกับแอปพลิเคชัน เชื่อมต่อการเดินทางในระบบขนส่งมวลชนทุกสาย ทุกประเภทเข้าด้วยกัน อาทิ รถโดยสาร รถแท็กซี่ และบริการอื่น ๆ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับระบบร้านค้า ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว รวมถึง\nสิทธิประโยชน์และส่วนลด ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่เมืองเก่าและแหล่งท่องเที่ยวหลัก ซึ่งหากมีนักท่องเที่ยวร้อยละ ๑๐ ของจำนวนนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการรถโดยสาร (Shuttle Bus) หรือประมาณ ๘๐๐ คน มีการใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ ๒,๐๐๐ บาทต่อวัน จะสามารถสร้างรายได้วันละ ๑.๖ ล้านบาท หรืออีกนัยหนึ่งคือ ภายในระยะเวลา \n๔ เดือน สามารถสร้างรายได้ ๑๙๒ ล้านบาท\n	 	(๓) การติดตั้งระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ (Smart Traffic Command)\n	 	รัฐบาลควรดำเนินการติดตั้งระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ (Smart Traffic Control) โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่\nสำคัญของจังหวัด อาทิ บริเวณแยกสนามบินภูเก็ต สี่แยกท่าเรือบริเวณอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี - \nท้าวศรีสุนทร แยกดาราสมุทร แยกกะทู้ และแยกป่าตอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ\nจราจรและลดเวลาการเดินทาง นอกจากนี้ รัฐบาลควรพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ\nการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า การบูรณาการระบบขนส่งมวลชน และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ หากภาครัฐดำเนินการจัดทำโครงการดังกล่าวได้ครบถ้วนภายในระยะเวลา ๔ เดือน จะสามารถสร้างรายได้ \n๑,๑๕๐ ล้านบาท ทั้งยังเป็นการช่วยลดปัญหาการจราจร ส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต และยกระดับจังหวัดภูเก็ตให้เป็น “เมืองอัจฉริยะด้านการท่องเที่ยว” (Smart Tourism City) ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะมาถึง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตได้มากยิ่งขึ้น"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
4	2349	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ภารกิจปกป้องคนไทยในโลกไร้พรมแดน “หยุดอาชญากรรมข้ามพรมแดน ด้วยหัวใจ ที่ไม่รู้จักพรมแดน”	"ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามพรมแดนและแก๊งสแกมเมอร์ในภูมิภาคอาเซียน\nได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลประเทศเกาหลีใต้ได้ส่งทีมปฏิบัติการพิเศษ\nไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือพลเมืองประเทศเกาหลีใต้ที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ (Scammers) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ของรัฐบาลประเทศเกาหลีใต้\nในการปกป้องพลเมืองของตน ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลไทยต้องพึงตระหนัก พิจารณาศึกษา และนำมาปรับใช้เพื่อปกป้องคุ้มครองพลเมืองของไทย ซึ่งที่ผ่านมาจวบจนถึงปัจจุบัน \nพบว่าประชาชนคนไทยต้องตกเป็นเหยื่อของของแก๊งสแกมเมอร์จำนวนหลายพันคน โดยถูกหลอกลวง\nให้เดินทางข้ามพรมแดนไปทำงานในประเทศกัมพูชา และถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการ\nของแก๊งสแกมเมอร์ ถูกบังคับใช้แรงงาน ถูกทำร้ายร่างกาย ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้\n		ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ในภูมิภาคอาเซียนมีความแตกต่างกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มิจฉาชีพในอดีต\nที่กระทำความผิดด้วยการใช้โทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อให้โอนเงิน หากแต่แก๊งสแกมเมอร์ในภูมิภาคอาเซียน\nได้พัฒนาเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ก่อเหตุอาชญากรรมด้วยวิธีการทางดิจิทัล โดยมีการวาง\nโครงสร้างองค์กรอย่างเป็นระบบ มีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการ พร้อมด้วยเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมหาศาล \nซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดอื่น ๆ อาทิ การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ รวมทั้งมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจกาสิโนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งพบว่าเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์สามารถเคลื่อนย้ายศูนย์ปฏิบัติการไปยังหลายประเทศ\nในภูมิภาค ได้แก่ ประเทศเมียนมา ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว รวมทั้งประเทศไทยด้วย ทั้งนี้ ตามแรงกดดัน\nของการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละประเทศ โดยเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งบังคับใช้กฎหมายเข้มแข็ง \nแก๊งสแกมเมอร์จะเคลื่อนย้ายศูนย์ปฏิบัติการไปยังประเทศที่บังคับใช้กฎหมายซึ่งอ่อนแอกว่าทันทีเปรียบเสมือนน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำ ฉันใดก็ฉันนั้น \n		สถานการณ์ปัจจุบันตามแนวชายแดนประเทศไทย - ประเทศกัมพูชา และประเทศไทย - ประเทศเมียนมา มีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จังหวัดตราด และอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งยังคงพบการเคลื่อนไหวของเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ เชื่อมโยงกับศูนย์ปฏิบัติการในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา และเมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา แม้ว่าจะได้มีการปราบปรามและทำลายศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้หลายครั้ง แต่กลับพบว่าพลเมืองของไทยจำนวนมากยังคงถูกล่อลวง\nให้เดินทางไปทำงานในศูนย์ปฏิบัติการดังกล่าว และเมื่อถูกแก๊งสแกมเมอร์บังคับให้กระทำความผิด \nซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ที่ถูกล่อลวงไปนั้นกลายเป็นทั้งเหยื่อและเป็นผู้กระทำความผิดในเวลาเดียวกัน จึงเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง\n	 	ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามพรมแดนและแก๊งสแกมเมอร์ในภูมิภาคอาเซียนได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากในสายตาของประชาคมระหว่างประเทศ ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นเส้นทางผ่านของเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด รวมทั้งเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีราคาถูกสำหรับอาชญากรรมไซเบอร์ เพราะมีการใช้หมายเลขโทรศัพท์ของไทย บัญชีธนาคารของไทย และระบบการเงินของไทยเป็นช่องทางในการฟอกเงิน สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบกำกับดูแลของประเทศไทยยังมีความบกพร่อง อ่อนแอ และขาดความรวดเร็วในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน แม้ว่าประเทศไทยจะมีกรอบความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทย ประเทศกัมพูชา และประเทศเมียนมา รวมทั้งช่องทางความร่วมมือผ่านองค์การตำรวจอาเซียน (ASEANAPOL) และองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) แต่ความร่วมมือส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับการประสานงาน ไม่ได้อยู่ในระดับปฏิบัติการ ดังนั้น จึงขอเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานเชิงนโยบายไปยังรัฐบาล ดังนี้\n		(๑) จัดตั้งคณะทำงานสืบสวนพิเศษอาเซียน (ASEAN Special Investigation Task Force) โดยให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางข้อมูลการสืบสวนและการติดตามธุรกรรมดิจิทัลในระดับภูมิภาค ใช้กลไกขององค์การตำรวจอาเซียน (ASEAN National Police: Aseanapol) และองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Criminal Police Organization: INTERPOL) ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานการปฏิบัติการ เพื่อให้การปราบปรามเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องรอระบบราชการไทยที่ดำเนินการล่าช้า ทั้งนี้ ควรกำหนดกลไกการทำงานที่คล่องตัว มีอำนาจในการดำเนินการได้ทันที และสามารถประสานงานข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว\n	 	(๒) ประเทศไทยยังขาดเจตจำนงทางนโยบายที่ต่อเนื่อง และการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยดิจิทัลให้แก่ประชาชน ซึ่งมักจะตำหนิผู้ที่ตกเป็นเหยื่อว่าขาดความระมัดระวัง โดยที่รัฐบาลไม่เคยสร้างระบบป้องกันเชิงรุกเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้มีความรู้เท่าทันภัยคุกคามดังกล่าว \nซึ่งแตกต่างกับประเทศเกาหลีใต้ ที่มองว่าภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ครอบครัว สถานศึกษา และภาคเอกชน โดยทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมมือกันสกัดกั้นภัยคุกคาม\nจากแก๊งสแกมเมอร์ตั้งแต่ต้นทาง ดังนั้น รัฐบาลจึงควรมีการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยดิจิทัลให้แก่สังคมไทย รณรงค์สร้างความตระหนักรู้ถึงภัยดิจิทัลในทุกระดับ ตั้งแต่โรงเรียน สถาบันครอบครัว และภาคเอกชน โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบป้องกันร่วมกัน ไม่ควรเอาแต่ตำหนิหรือโทษ\nผู้ที่ตกเป็นเหยื่อซึ่งเป็นผู้เสียหาย\n		(๓) รัฐบาลควรเร่งจัดตั้งศูนย์ประสานงานร่วมระหว่างประเทศไทย ประเทศกัมพูชา ประเทศเมียนมา และประเทศจีน โดยมีเป้าหมายที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต้องไม่ใช่เพียงการลงนามในบันทึกข้อตกลงหรือบันทึกความเข้าใจ อาทิ ๑) ช่วยเหลือพลเมืองของไทยให้สามารถเดินทางกลับประเทศอย่างปลอดภัยไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน ๒) แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีที่ใช้ในการฟอกเงินอย่างต่อเนื่องระหว่างกันทั้ง ๔ ประเทศ ๓) ประสานความร่วมมือในการจับกุมและดำเนินคดี\nกับผู้บงการและผู้กระทำความผิด และ ๔) พัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยร่วมกัน โดยเร่งรัดดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จภายในระยะเวลา ๑ ปี\n		ทั้งนี้ ประเทศไทยต้องพิจารณายกระดับการป้องกันและปราบปรามปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ให้เป็นประเด็นความมั่นคงของชาติ และแสดงให้ประชาคมระหว่างประเทศเห็นว่า ประเทศไทยจะต้องไม่ปล่อยให้พลเมืองของไทยตกเป็นเหยื่อของกับดักอาชญากรรมดิจิทัลอีกต่อไป รวมทั้งต้องให้ความร่วมมือกับนานาประเทศในการหยุดยั้งอาชญากรรมข้ามพรมแดนด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ เพื่อปกป้องคุ้มครองพลเมืองของไทยทุกคน ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะอยู่ ณ ที่แห่งใดบนโลก"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
5	2347	6	นายกัมพล ทองชิว	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ซื้อบ้านในโครงการบ้านจัดสรรที่การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน เป็นเหตุให้บ้านทรุดตัวอย่างรุนแรง	"โครงการหมู่บ้านดีพลัส หมู่ ๗ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร มีปัญหาการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยปรากฏว่าภายหลังการส่งมอบบ้านแบบทาวน์โฮมให้แก่ผู้ซื้อบ้านเพียงไม่กี่เดือน บ้านหลายหลังได้เกิดการทรุดตัวอย่างรุนแรง โครงสร้างและฝาผนังเกิดรอยร้าว หลังคารั่ว และปูนผนังเปื่อยเสื่อมสภาพ เป็นเหตุให้ผู้ซื้อบ้านซึ่งส่วนใหญ่ใช้เงินที่เก็บออมทั้งชีวิตมาซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยเป็นหลังแรก ไม่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย โดยผู้ซื้อบ้านจำนวนมากตัดสินใจประกาศขายบ้าน แม้ว่าจะเพิ่งซื้อบ้านได้เพียงปีเศษเท่านั้น ซึ่งสภาพปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้ซื้อบ้านไม่สามารถขายบ้านได้ในราคาที่เหมาะสม และต้องแบกภาระหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นความเดือดร้อนอย่างร้ายแรง รวมทั้งยังเป็นเหตุให้สูญเสียโอกาสในชีวิตอีกด้วย\n	 	บ้านจัดสรรในโครงการหมู่บ้านดีพลัส มีสภาพชำรุดบกพร่องร้ายแรงอันเนื่องมาจาก\nการก่อสร้างหลายประการ ได้แก่ ๑) โครงสร้างไม่ได้มาตรฐาน: เสาเข็มไม่เชื่อมต่อกับคาน แต่มีการใช้\nอิฐบล็อกหล่อเติมให้ชนกับคานแทน ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องตามมาตรฐานวิศวกรรม ๒) สภาพพื้นที่ไม่เหมาะสม: ประชาชนในพื้นที่ทราบดีว่าแต่เดิมบริเวณดังกล่าวเป็นป่าจาก ต่อมามีการถมดิน โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าได้มีการรื้อใบจากออกก่อนหรือไม่ จากนั้นจึงปลูกสร้างบ้าน ซึ่งส่งผลให้ดินทรุดตัว และ ๓) ปัญหาบ้านทรุดตัวและบ้านเอียง: บ้านราคา ๔.๗ ล้านบาท (บ้านหลังริมโครงการ) ทรุดตัวไม่ต่ำกว่า ๕ เซนติเมตร จากด้านซ้ายไปด้านขวา และบ้านราคา ๒.๗ ล้านบาท (บ้านตรงกลางหมู่บ้าน) เกิดการทรุดตัวเช่นกัน และบ้านเอียงส่งผลทำให้โครงสร้างของบ้านเกิดความเสียหาย \n	 	จากเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าของโครงการจึงได้ส่งวิศวกรมาตรวจสอบ พร้อมทั้งมีข้อเสนอ\nแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ซื้อบ้านที่ประสบปัญหาบ้านทรุดตัว ดังนี้ ๑) เสริมท่อเหล็กขนาบสองข้าง ข้างละ ๒๐ เมตร ตามคำแนะนำของวิศวกร ๒) เสนอชดเชยค่าเสียหาย หลังละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท และ ๓) เสริมเสาเข็มเพื่อดีดบ้านที่เอียงและทรุดตัว ซึ่งเป็นที่น่ากังวลว่าแนวทางดังกล่าวถูกต้องตามมาตรฐานวิศวกรรม และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างถาวรหรือไม่ เนื่องจากบ้านยังคงทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เจ้าของโครงการได้บอกกล่าวผู้ซื้อบ้านว่าหากไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว จะส่งผลให้โครงการล้มละลาย และผู้ซื้อบ้านจะไม่ได้รับการชดเชยแต่อย่างใด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า โครงการหมู่บ้านดีพลัสเป็นหนึ่งในจำนวนหลายโครงการ\nที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ละแวกเดียวกัน และเป็นกลุ่มธุรกิจเครือเดียวกัน แต่แยกจดทะเบียนเป็นคนละบริษัท \n	 	ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n	 	(๑) ขอให้รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ  ซารัมย์) ซึ่งได้รับมอบหมายและมอบอำนาจ\nจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับการบริหารราชการของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พิจารณาดำเนินการตรวจสอบ ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และการเจรจาต่อรองเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ซื้อบ้านที่ได้รับความเสียหายโดยเร็วที่สุด รวมถึงพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกันนี้ในโครงการบ้านจัดสรรอื่น ๆ ซ้ำอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการบ้านจัดสรรในพื้นที่เดียวกันที่มีความเป็นไปได้ที่จะใช้วิธีการก่อสร้างเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน\n		(๒) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กรมที่ดิน ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยด่วน"	รองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ  ซารัมย์) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
6	2345	54	นายธนภัทร ตวงวิไล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ตำบลหนองบัวบาน และตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ อันเนื่องมาจากแพสูบน้ำของสถานีสูบน้ำท่าวังมะเกลือ มีสภาพชำรุดทรุดโทรม	จากแพสูบน้ำของสถานีสูบน้ำท่าวังมะเกลือ โครงการชลประทานชัยภูมิ ซึ่งสูบน้ำจากแม่น้ำชี ผ่านท่อส่งน้ำกระจายเข้าสู่พื้นที่นาของเกษตรกรตำบลหนองบัวบาน และตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งใช้งานมาเป็นเวลานาน ๑๘ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๖๘) มีสภาพชำรุดทรุดโทรม เครื่องสูบน้ำมีสภาพเก่าและกำลังการสูบน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีพื้นที่กว่า ๓,๐๐๐ ไร่ และถือเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ซึ่งเป็นช่วงที่พื้นที่เพาะปลูกต้องการน้ำมาก เครื่องสูบน้ำต้องทำงานอย่างหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้เกิดการชำรุดเสียหายและหยุดทำงานบ่อยครั้ง ไม่สามารถส่งน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร เป็นผลทำให้นาข้าวขาดแคลนน้ำ ส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว \nและก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น จึงขอให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาสนับสนุนงบประมาณในการจัดหาและติดตั้งแพสูบน้ำเพิ่มเติม\nอย่างน้อย จำนวน ๑ ชุด เพื่อใช้งานสลับกับแพสูบน้ำที่มีอยู่เดิม ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดภาระการทำงาน\nและลดการชำรุดเสียหายของเครื่องสูบน้ำ รวมทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของเกษตรกรโดยเร็วที่สุด 	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
7	2343	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	กลุ่มเกษตรกรและประชาชนผู้ประกอบอาชีพเผาถ่าน จังหวัดระยอง ขอให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเผาถ่านในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. ๔-๐๑)	จากสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มเกษตรกรและประชาชนผู้ประกอบอาชีพเผาถ่านในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง สรุปความว่า ปัจจุบันอาชีพเผาถ่าน ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิมของชาวบ้านในหลายพื้นที่ ยังไม่ได้รับการกำหนดให้เป็นกิจกรรมที่ทำได้ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. ๔-๐๑) ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ซึ่งอาชีพเผาถ่านถือเป็นอาชีพที่มีความเกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรโดยตรง เนื่องจากการเผาถ่านต้องมีการแปรรูปจากวัตถุเหลือใช้จากเกษตรกรรม อาทิ กิ่งไม้ เศษไม้ ให้เป็นถ่านไม้ที่มีมูลค่า สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและประชาชนในชนบท ทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดปัญหาเศษวัสดุเหลือทิ้งในแปลงเกษตร รวมทั้งช่วยลดปัญหาการเผากิ่งไม้ในที่โล่ง ทั้งนี้ การประกอบอาชีพเผาถ่านเป็นได้ทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ขึ้นอยู่กับบริบทของการประกอบอาชีพ กล่าวคือ การเผาถ่านระดับครัวเรือนหรือขนาดเล็กเพื่อการบริโภคภายในชุมชน ถือว่าเป็นเกษตรกรรม หากเป็นการเผาถ่านขนาดใหญ่ในเชิงพาณิชย์ ถือว่าเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนตำบลตาสิทธิ์ได้มีคำสั่งให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลตาสิทธิ์ หยุดประกอบอาชีพเผาถ่าน เป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และนำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ดังนั้น กลุ่มเกษตรกร\nและประชาชนผู้ประกอบอาชีพเผาถ่านฯ จึงมีความประสงค์ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงาน\nที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย โดยกำหนดให้อาชีพ “การเผาถ่าน” อยู่ในขอบเขตของ “อาชีพเกษตรกรรม” ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน\nเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. ๔-๐๑) สามารถประกอบอาชีพเผาถ่านได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย 	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
8	2341	118	นายรุจิภาส มีกุศล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาชายแดน	"เนื่องด้วยประชาชนในพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ยังคงประสบปัญหาความเดือดร้อนด้านที่ดินทำกิน และความมั่นคงในพื้นที่ ดังนี้ \n		(๑) ปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนในพื้นที่บ้านตาเกาว์ใหม่ อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ \n		สืบเนื่องจากเมื่อประมาณ ๔๐ ปีที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่อำเภอกาบเชิงซึ่งได้รับ\nความเดือดร้อนจากสงครามเขมรแดง ต้องอพยพหนีภัยจากบ้านตาเกาว์เก่า อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ \nมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่หมู่ที่ ๓ บ้านตาเกาว์ใหม่ อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ โดยรัฐได้มีการจัดสรรบ้าน\nและที่ดินทำกินให้แก่ประชาชน โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน - ห้วยสำราญ \nซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินให้แก่ประชาชนได้ เป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนมากไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน ที่ผ่านมา ภาครัฐได้ออกหนังสืออนุญาตให้มีสิทธิทำกินชั่วคราว (สทก.) ให้แก่ประชาชน โดยประชาชนมีหน้าที่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ให้กับเทศบาล ด้วยเหตุนี้ ประชาชนในพื้นที่จึงเรียกร้องขอให้ภาครัฐพิจารณาปรับเปลี่ยนให้พื้นที่ดังกล่าว\nเข้าสู่กระบวนการจัดทำเป็นพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. ๔-๐๑) เพื่อให้มีสิทธิในที่ดิน\nโดยถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถใช้ประโยชน์ทำกินได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น จึงขอเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้   \n	(๑.๑) ขอให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) กระทรวงเกษตร\nและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อพิจารณาดำเนินการปักหลักเขตที่ดิน และผลักดันให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน\nเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก. ๔-๐๑)    \n	(๑.๒) ขอให้รัฐบาลดำเนินการเยียวยา และชดเชยให้แก่ครอบครัวที่ยังไม่มีที่ดินทำกิน\n		(๒) ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตลาดช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ \nและปัญหาชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) \n		สืบเนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาได้รับข้อมูลจากกำนันตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ว่าขณะนี้ สถานการณ์ตามแนวชายแดนอาจจะดูสงบ แต่ในเวลากลางคืน ยังคงมีอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle: UAV) หรือโดรน (Drone) บินข้ามพรมแดนเข้ามาทุกวัน เป็นเหตุให้ชาวบ้านต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวง และต้องเตรียมสิ่งของจำเป็นไว้เพื่ออพยพตลอดเวลา ไม่สามารถทำมาหากิน\nได้ตามปกติ จึงทำให้ไม่มีรายได้ นอกจากนี้ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ซึ่งทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ประสบปัญหาขาดแคลนชุดปฏิบัติงานและอุปกรณ์ป้องกัน ตัวอย่างเช่น ชรบ. พื้นที่ตำบลด่าน ซึ่งมีจำนวนประมาณ ๓๐๐ คน แต่ได้รับจัดสรรชุดปฏิบัติงานและอุปกรณ์ป้องกัน \nเพียง ๕๐ ชุดต่อปี เป็นเหตุให้ ชรบ. ส่วนที่เหลือจำนวนกว่า ๒๕๐ คน จำต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีชุดปฏิบัติงานและอุปกรณ์ป้องกัน ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับ ชรบ. และพี่น้องประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชายแดน รวมทั้งขอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาจัดสรรชุดปฏิบัติงานและอุปกรณ์ป้องกันเพื่อมอบให้แก่ ชรบ. ทุกคน รวมทั้งพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทน และสวัสดิการ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ ชรบ. ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
9	2339	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	นโยบายของรัฐบาล	“การป้องกันอาชญากรรม” 	"เนื่องจากในปัจจุบัน พื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช ประสบปัญหามิจฉาชีพแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้หลอกลวงประชาชนให้เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า โดยมีประชาชนถูกหลอกลวงเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสงบสุข และความมั่นคงในชีวิต\nและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเห็นได้ว่าการป้องกันอาชญากรรมต้องกำหนดเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสภาพปัญหาและอุปสรรค ดังนี้  \n		(๑) การบังคับใช้กฎหมายยังไม่ครอบคลุมและไม่เข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาชญากรรม\nยุคใหม่ อาทิ อาชญากรรมออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงทางเทคโนโลยีมีความซับซ้อน รวดเร็ว และมีการกระทำความผิดข้ามชาติ ซึ่งกฎหมายและกลไกการทำงานของภาครัฐตามไม่ทัน อีกทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังเป็นสาเหตุที่ผลักดันให้คนเข้าสู่วงจรอาชญากรรม ซึ่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวขาดความจริงจังและขาดความต่อเนื่องในระดับนโยบาย  \n		(๒) ขาดการบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย การเก็บบันทึกข้อมูลอาชญากรรม\nเชิงพื้นที่ การวิเคราะห์อาชญากรรมเพื่อกำหนดนโยบายในการป้องกันยังดำเนินการไม่ทั่วถึง เป็นเหตุให้\nการจัดสรรกำลังและทรัพยากรในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร   \n		(๓) ขาดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ควรส่งเสริมให้ชุมชนและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการกำหนดมาตรการเฝ้าระวังอาชญากรรม ไม่ควรปล่อยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ\nมีภาระหน้าที่ในการป้องกันอาชญากรรมแต่เพียงหน่วยงานเดียว \n		ดังนั้น จึงขอเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณามาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนี้  \n		(๑) ภาครัฐดำเนินการยกระดับมาตรการปราบปรามอาชญากรรมยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับอาชญากรรมออนไลน์ โดยการบังคับใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม\nทางเทคโนโลยี พ.ศ. ๒๕๖๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม อย่างจริงจัง มาตรการระงับบัญชีม้าและซิมการ์ดโทรศัพท์ (SIM Card) ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยให้รวดเร็วและเด็ดขาด ควรกำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายเพิ่มขึ้น หากปรากฏว่าปล่อยปละละเลยให้เกิด\nความเสียหายบ่อยครั้ง รวมทั้งดำเนินการแก้ไขต้นเหตุของปัญหาอาชญากรรม ได้แก่ ปัญหาความยากจน ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจโดยรัฐบาลต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ\nอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม \n		(๒) ภาครัฐต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีและฐานข้อมูล พัฒนาฐานข้อมูลอาชญากรรมเชิงพื้นที่ เพื่อใช้ในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมที่เป็นมาตรฐาน การใช้เทคโนโลยีออนไลน์ การติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (Closed Circuit Television: CCTV) บริเวณจุดเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและเชื่อมโยง\nกันทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถวิเคราะห์จุดเสี่ยง และจัดกำลังสายตรวจเพื่อเป็นการป้องกัน\nและปราบปรามการก่อเหตุอาชญากรรมให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ \n		(๓) ภาครัฐต้องผลักดันให้การป้องกันอาชญากรรมเป็นวาระแห่งชาติ โดยการเสริมสร้าง\nความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานร่วมกัน\nของหลายหน่วยงาน ส่งเสริมการปฏิบัติงานของตำรวจชุมชน และสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพบปะ\nเยี่ยมเยียนและร่วมกิจกรรมกับชุมชน เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรม ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจความรับผิดชอบ\n		ทั้งนี้ การป้องกันอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพต้องมีการแก้ไขปัญหาทั้งที่ต้นเหตุ\nและปลายเหตุ โดยรัฐจะต้องมีความมุ่งมั่นในการปราบปราม การบูรณาการการทำงานร่วมกัน รวมทั้ง\nเพิ่มงบประมาณด้านประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง\nความปลอดภัยให้แก่สังคมไทยโดยเร็ว"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
10	2337	48	นางสาวตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการเข้าถึงข้อมูลทางกฎหมายของผู้ประกอบการและประชาชน	จากรัฐบาลมีเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) ซึ่งจัดทำขึ้นโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หน่วยงานในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยในเว็บไซต์ดังกล่าวมีเมนูหลัก ๒ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ “โครงการรับฟัง” และส่วนที่ ๒ “ฐานข้อมูล” โดยในส่วนที่ ๑ “โครงการรับฟัง” เป็นช่องทางในการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อการแก้ไขกฎหมายหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ของภาครัฐ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาแก้ไขกฎหมายหรือประเมินผลสัมฤทธิ์ของการบังคับใช้กฎหมาย และในส่วนที่ ๒ “ฐานข้อมูล” เป็นช่องทางสำหรับสืบค้นข้อมูลทางกฎหมาย ซึ่งครอบคลุมกฎหมายทุกลำดับศักดิ์ และครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง โดยในทางปฏิบัติหน่วยงานของรัฐสามารถนำเข้าข้อมูลทางกฎหมาย ผ่านระบบ https://backend.law.go.th แต่อย่างไรก็ดี จากการใช้งานสืบค้นข้อมูลในฐานข้อมูลพบว่า ฐานข้อมูลยังขาดข้อมูลของกฎหมายลำดับรองเป็นเหตุให้มีข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไม่ครบถ้วนและไม่เป็นปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลกำชับให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ พิจารณาปรับปรุงข้อมูลกฎหมายในฐานข้อมูลของเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) ให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลกฎหมายของภาครัฐได้อย่างครบถ้วนและครอบคลุม	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
11	2335	77	นางเบ็ญจมาศ อภัยทอง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้แก้ไขปัญหาถนนในซอยคุ้มเกล้า ๓๔ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร	จากสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่\nซอยคุ้มเกล้า ๓๔ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่น และถือเป็นแหล่งชุมชนและแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่ง กล่าวคือ ถนนในซอยดังกล่าวเป็นถนนลูกรัง มีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อ ในช่วงฤดูแล้ง ถนนจะมีฝุ่นละอองจากลูกรังฟุ้งกระจาย และในฤดูฝน ถนนจะมีน้ำท่วมขังและถนนลื่น \nเป็นเหตุให้ประชาชนมีความเสี่ยงต่อการประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน ที่ผ่านมา ประชาชนได้เคยร้องเรียนไปยังกรุงเทพมหานครเพื่อให้พิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังสำนักงานเขตลาดกระบัง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาก่อสร้างถนน\nในพื้นที่ซอยคุ้มเกล้า ๓๔ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เป็นถนนคอนกรีต เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่สัญจรในเส้นทางดังกล่าว	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
12	2333	14	นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง	"จากการลงพื้นที่โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) พบว่าพื้นที่เขตอ่าวไทยตอนบน ได้แก่ พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม และเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร มีการถอยร่นของชายฝั่ง (Coastal erosion) เฉลี่ยปีละ ๕ - ๑๐ เมตร และบางจุดมีการถอยร่นมากถึงปีละ ๒๐ เมตร ซึ่งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการถอยร่นของชายฝั่งมีระยะทางประมาณ ๘๐ กิโลเมตร เป็นเหตุให้บ้านเรือน และป่าชายเลนถูกกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง และมีประมาณการที่ดินชายฝั่งสูญหายกว่า ๓๐,๐๐๐ ไร่ โดยเกิดจากสาเหตุหลัก ๒ ประการ ได้แก่ \n๑) การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และ ๒) การสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ ทั้งนี้ จากการประเมินความเสี่ยงพบว่าในอนาคต ๑๐ - ๒๐ ปีข้างหน้า น้ำทะเลจะกัดเซาะลึกเข้ามาถึงพื้นที่เขตชุมชนและพื้นที่การเกษตร รวมกว่า ๑๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเรื้อรัง และปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินที่สูญหาย และในระยะยาว ประชาชนมีความเสี่ยงที่จะต้องอพยพออกจากพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\nได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในลักษณะต่างคนต่างทำ มิได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน อาทิ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้สร้างแนวเขื่อนป้องกันคลื่นน้ำ ซึ่งเป็นเหตุให้\nการแก้ไขปัญหาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังรัฐบาล เพื่อพิจารณา ดังนี้ \n		(๑) รัฐบาลควรพิจารณากำหนดให้การแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและน้ำท่วมขังบริเวณอ่าวไทยตอนบน เป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งกำหนดให้เป็นแผนพัฒนาพื้นที่ เพื่อดึงดูดการลงทุนให้เกิดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยพิจารณาศึกษากรณีการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งได้มี\nการถมทะเล ทำให้พื้นที่บริเวณที่ประสบปัญหามีระดับความสูงมากกว่าระดับน้ำทะเล สร้างแนวเขื่อนกันชนสีเขียว พร้อมทั้งมีระบบป้องกันน้ำท่วม รวมถึงมีการพัฒนาพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทย \n		(๒) เนื่องจากปัจจุบันมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร ราชการส่วนภูมิภาค (จังหวัดที่เกี่ยวข้อง) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) รัฐบาลจึงควรกำหนดให้มีหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่งเป็นเจ้าภาพหลัก มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงในการกำหนดนโยบายและแผนการปฏิบัติงานของทุกภาคส่วน \nการจัดสรรงบประมาณ การกำหนดรูปและการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง\nอย่างเร่งด่วน รวมทั้งลดความเสี่ยงจากผลกระทบดังกล่าวข้างต้น"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
13	2331	149	นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี	สถานการณ์บ้านเมือง	ปัญหาและการยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (TAXI)	"ปัจจุบันรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (TAXI) แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ รถยนต์รับจ้างสาธารณะแบบเดิม คือ รถแท็กซี่มิเตอร์ธรรมดา และกลุ่มที่ ๒ รถแท็กซี่ที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน (application) ซึ่งจะมีทั้งรถแท็กซี่มิเตอร์ และรถแท็กซี่ป้ายดำซึ่งเป็นรถยนต์ที่นำมารับจ้างสาธารณะ\nโดยไม่มีการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่มีข้อมูลผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุอาชญากรรมได้ ประกอบกับในปัจจุบันมีรถแท็กซี่ป้ายดำวิ่งให้บริการทั่วกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีป้ายทะเบียนและไม่ต้องชำระภาษีเหมือนดังเช่นรถแท็กซี่มิเตอร์ธรรมดาที่มีการชำระภาษี\nตามกฎหมาย ปีละนับหมื่นบาทต่อคัน ขณะที่รถแท็กซี่ป้ายดำไม่มีต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมาย ถือเป็นช่องโหว่ในการแข่งขันระหว่างรถแท็กซี่มิเตอร์ธรรมดา กับรถแท็กซี่ป้ายดำที่เข้าร่วมกับแอปพลิเคชัน (application) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การควบคุมผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะทุกชนิด ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ \nจึงจะสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมเป็นรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (TAXI) ในแอปพลิเคชันได้ ดังนั้น ขอให้\nอธิบดีกรมขนส่งทางบก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิจารณาจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว\nอย่างจริงจังและเร่งด่วน ดังนี้ \n\n\n\n(๑) ผู้ขับขี่ ...\n-๔-\n\n		(๑) ผู้ขับขี่รถยนต์รับจ้างสาธารณะ (TAXI) ทุกชนิด ต้องมีใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ\n		(๒) รถยนต์ที่เข้าร่วมกับแอปพลิเคชัน (application) ต้องจดทะเบียนรถยนต์รับจ้างสาธารณะ  \n		(๓) ภายในรถยนต์รับจ้างสาธารณะทุกชนิด ควรมีป้ายแสดงตนของผู้ขับขี่อย่างชัดเจน \n		(๔) ผู้ขับขี่ควรแต่งกายด้วยเครื่องแบบ (uniform) ที่สะอาดเรียบร้อย \n		พร้อมกันนี้ ขอให้รัฐบาลดำเนินการพัฒนาแอปพลิเคชัน (application) แห่งรัฐ ให้ครอบคลุมถึงระบบการขนส่งสาธารณะในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการของรถยนต์รับจ้างสาธารณะ\nทุกชนิด เพื่อใช้แทนการใช้แอปพลิเคชันของต่างประเทศที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งพบปัญหาว่าแอปพลิเคชันของต่างประเทศมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ขับขี่รถยนต์รับจ้างสาธารณะในอัตราร้อยละ ๓๐ ซึ่งเป็นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงมากและไม่เป็นธรรม แอปพลิเคชันของรัฐควรจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา\nที่เป็นธรรม ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ขับขี่รถยนต์รับจ้างสาธารณะและประชาชน โดยรัฐบาลอาจพิจารณาปรับปรุงแอปพลิเคชัน (application) เป๋าตัง ที่มีอยู่แล้วก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหารถยนต์รับจ้างสาธารณะ (TAXI) และยกระดับมาตรฐานการให้บริการรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (TAXI) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
14	2329	59	นายนพดล พริ้งสกุล	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาจากการไม่โอนถนนและที่ส่วนกลางของโครงการหมู่บ้านจัดสรรในประเทศไทย	"จากตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการขยายตัวของโครงการ\nบ้านจัดสรรและโครงการจัดสรรที่ดินอย่างกว้างขวาง ซึ่งปัญหาประการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการหมู่บ้านจัดสรร \nคือ ที่ดินส่วนกลาง ได้แก่ ที่ดิน ถนน และสวนสาธารณะของโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่ไม่ได้โอนเป็นของส่วนกลาง\nหรือส่วนราชการ เมื่อกาลเวลาผ่านไป ที่ดินส่วนกลางเกิดการชำรุดทรุดโทรมเป็นจำนวนมาก ส่วนราชการ\n\nไม่สามารถ ...\n-๒-\n\nไม่สามารถเข้าไปดำเนินการแก้ไขได้ ซึ่งจากการที่สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ศึกษาข้อกฎหมาย\nตามมาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ บัญญัติว่า “สาธารณูปโภคที่ผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินตามแผนผังและโครงการที่ได้รับอนุญาต เช่น ถนน สวน สนามเด็กเล่น \nให้ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร และให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรที่ดินที่จะบำรุงรักษาสาธารณูปโภคดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไป และจะกระทำการใดอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้” ทำให้รับทราบถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือ \n(๑) ผู้จัดสรรที่ดินต้องบำรุงรักษาจนกว่าจะโอนให้องค์กรส่วนปกครองส่วนท้องถิ่นหรือนิติบุคคลหมู่บ้าน \n(๒) ปัญหาประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย เนื่องจากผู้จัดสรรที่ดินเพิกเฉย\n		สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้ประสานงานไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่ อาทิ สำนักงานเขตทวีวัฒนา สำนักงานเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลคลองใหญ่ จังหวัดนครนายก พบว่าหมู่บ้านจัดสรรต่าง ๆ ประสบปัญหา ดังนี้ \n		(๑) หมู่บ้านสินพัฒนาธานี แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ พบว่า ถนนภายในหมู่บ้านชำรุดทรุดโทรม ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ \n		(๒) หมู่บ้านศรีมณฑล ทวีวัฒนา ๒๕ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ พบว่า ถนนภายในหมู่บ้านชำรุดทรุดโทรม ลูกระนาดสูงเกินไป ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้\n		(๓) ชุมชนทวีวัฒนา ๒๕ แขวงทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ พบว่า ระบบท่อน้ำอุดตัน ฝนตกจะเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้\n		(๔) หมู่บ้านตลิ่งชัน วิลล่า ชุมชนสองแขวง ซอยชักพระ ๒ แขวงชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ พบว่าไม่มีระบบไฟฟ้าส่องสว่างภายในหมู่บ้าน\n		(๕) โครงการบ้านสวนเกษตรดวงสมบูรณ์สุข ตำบลคลองใหญ่ จังหวัดนครนายก พบว่า \nถนนภายในโครงการเป็นถนนลูกรัง มีสภาพชำรุด ฝนตกเป็นหลุมเป็นบ่อ ฤดูแล้งมีฝุ่นมาก \n		สภาพปัญหา คือ (๑) ในทางปฏิบัติ หน่วยงานราชการไม่สามารถเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือได้ และ (๒) ไม่สามารถพัฒนาหรือส่งเสริมระบบสาธารณูปโภคให้แก่ประชาชนได้ ทั้งนี้ จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลกฎหมายและแนวทางแก้ไขปัญหาจากหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มีไปถึงนายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว ซึ่งประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้ ได้มีการหารือถึงการบังคับใช้มาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ซึ่งบัญญัติว่า “สาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้น รวมทรัพย์สินทุกชนิด\nของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เช่น (๒) ทรัพย์สินสำหรับพลเมือง\nใช้ร่วมกัน เป็นต้นว่า ที่ชายตลิ่ง ทางน้ำ ทางหลวง ทะเลสาบ” สรุปได้ว่า การที่เจ้าของโฉนดที่ดินซึ่งเป็นถนนในโครงการหมู่บ้านจัดสรร ยอมให้ประชาชนทั้งในและนอกโครงการใช้ถนนดังกล่าวเป็นทางสัญจรสาธารณะโดยมิได้ปิดกั้นหรือหวงห้ามเป็นเวลานานกว่า ๑๐ ปี ย่อมถือได้ว่าผู้มีสิทธิครอบครองโฉนดดังกล่าวของถนน\nในบริเวณหมู่บ้านจัดสรรได้อุทิศถนนดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว ถนนดังกล่าวจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒)\n\nโดย ...\n-๓-\n\nโดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนและไม่ต้องดำเนินการขอให้ศาลมีคำสั่งให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แต่อย่างใด (อ้างถึงหนังสือสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ อส ๐๐๐๕/๒๘๖๕) ดังนั้น สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือจึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ \n		(๑) จัดตั้งศูนย์ติดตามโครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับจังหวัด โดยรวบรวมข้อมูลของกรมที่ดินทั้งในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน พร้อมทั้งเผยแพร่สถานะโครงการผ่านระบบออนไลน์ \n		(๒) กำหนดให้ผู้ประกอบการโครงการหมู่บ้านจัดสรร ต้องวางหลักประกันทางการเงินก่อนได้รับอนุญาตโครงการ หากผู้ประกอบการเพิกเฉย รัฐสามารถใช้หลักประกันดังกล่าวในการซ่อมแซมแทนได้ \n		(๓) ปรับปรุงโทษปรับให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ \n		(๔) จัดทำคู่มือสิทธิ์ของผู้ซื้อและการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร \n		(๕) แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้ซื้อในกรณีที่ผู้ประกอบการโครงการหมู่บ้านจัดสรรละเมิดคำสั่ง \n		ทั้งนี้ มาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ ถือเป็นหลักประกัน\nความเป็นธรรมของประชาชนผู้ซื้อบ้านทุกคน ดังนั้น ขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งพิจารณาแก้ไขปัญหา\nความเดือดร้อนดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมเป็นการด่วน เพื่อให้สิทธิของประชาชนเป็นจริงในทางปฏิบัติ ตลอดจนเร่งปรับปรุงขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ทันสมัย โปร่งใส และเข้มแข็งยิ่งขึ้นต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
15	2327	133	นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์	นโยบายของรัฐบาล	กิจกรรมก่อสร้างเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง	จากในพื้นที่หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ หมู่ที่ ๑๐ และหมู่ที่ ๑๕ ตำบลชะมวง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นพื้นที่ชุมชนซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว ตลอดจนครู ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนวัดพิกุลทอง รวมทั้งผู้มาทำพิธีกรรมทางศาสนาของวัดพิกุลทอง และวัดท้ายวัง ตำบลชะมวง อำเภอควนขนุน ได้ใช้ถนนทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๘ ช่วงระหว่างบ้านหยีใน - บ้านหัวถนน ระยะทางประมาณ ๕ กิโลเมตร เป็นเส้นทางในการสัญจร โดยเหตุที่ทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๘ ดังกล่าวมีความกว้างเพียง ๕.๕๐ เมตร ผิวจราจรมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อ รวมทั้งบริเวณไหล่ทางมีวัชพืชปกคลุมเป็นจำนวนมาก ทำให้การสัญจรไปมาของพี่น้องประชาชนไม่สะดวก ทั้งยังเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ซึ่งที่ผ่านมา แขวงทางหลวงพัทลุงได้ดำเนินการสำรวจและออกแบบปรับปรุงถนนทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๘ ให้มีความกว้างมากขึ้น แต่เวลาล่วงเลยมา ๒ - ๓ ปีแล้ว ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการปรับปรุงถนนทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๘ ดังนั้น จึงขอให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อปรับปรุงถนนทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๘ ช่วงระหว่างบ้านหยีใน - บ้านหัวถนน ให้มีความกว้างมากขึ้น รวมถึงการขุดแต่งร่องน้ำ ไหล่ทาง และติดตั้งไฟส่องสว่าง ตามที่ได้มีการสำรวจและออกแบบไว้แล้ว\nโดยเร็วที่สุด	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	27	2568	2025-10-21T00:00:00
16	2125	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	เกษตรกร คือวาระของชาติ 	จากในรอบปีที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภาได้นำเสนอปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขแต่ยังไม่มีความคืบหน้า เช่น (๑) ปัญหาราคาข้าวตกต่ำแต่ต้นทุนการผลิตสูงจนเกษตรกรมีหนี้สินเป็นจำนวนมาก (๒) ปัญหาราคาลำไยตกต่ำ เพราะถูกล้งต่างชาติกดราคารับซื้อและมีราคาถูกกว่าบะหมี่สำเร็จรูป ๑ ซอง จนกระทั่งชาวสวนลำไยต้องโค่นต้นลำไยขายเป็นไม้ฟืน (๓) ปัญหาชาวสวนทุเรียนที่ขาดแคลนเครื่องมือตรวจสอบมาตรฐานถูกกดราคารับซื้อทุเรียนด้วยข้ออ้างว่าทุเรียนมีการปนเปื้อนสารย้อมสี Basic Yellow 2 (BY2) ซึ่งเป็นเหตุให้ราคาทุเรียนตกต่ำ และ (๔) ปัญหาของชาวประมงผู้ประกอบอาชีพจับสัตว์น้ำ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหา\nการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ (Alien Species) ที่เข้ามารุกรานและทำลายระบบนิเวศของประเทศไทยและทำลายธุรกิจประมง จนเป็นเหตุให้ชาวประมงต้องเป็นหนี้สินสูญเสียรายได้ ถึงขั้นหมดตัวจนถึงขั้นทำร้ายตัวเองถึงแก่ชีวิต ประกอบกับได้รับทราบข้อมูลจากรศ.ดร.เสรี  ศุภราทิตย์ ในการประชุมคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นข้อมูลจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติที่ทำหน้าที่ประเมินเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แจ้งว่าปัญหาสภาพภูมิอากาศมีความน่ากังวลในระดับสูง กล่าวคือ ปี ๒๕๖๘ มีสภาพภูมิอากาศแบบ “เอลนีโญ” (El Ni?o) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุ่งบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก รวมทั้งท้องทุ่งบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาทั้งหมดจะต้องใช้เป็นพื้นที่รองรับมวลน้ำจำนวนมหาศาลที่ไหลหลากมาจากทางเหนืออย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือนมกราคม ๒๕๖๙ และถัดจากนั้น ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๖๙ - พ.ศ. ๒๕๗๐ สภาพภูมิอากาศของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบ “ลานีญา” (La Ni?a) ซึ่งจะทำให้เกิดภัยแล้งซ้ำเติมเกษตรกรให้ได้รับความเดือดร้อนอีกครั้ง ดังนั้น รัฐบาลต้องเตรียม\nความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้ในการทำการเกษตรอย่างพอเพียง\nในช่วงระยะเวลา ๒ ปีดังกล่าว นอกจากนี้ รศ.ดร.เสรี  ศุภราทิตย์ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทุ่งบางบาล \nจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก รวมทั้งท้องทุ่งบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทั้งหมดจะต้องใช้เป็นพื้นที่รับมวลน้ำที่ไหลหลากจากทางเหนือไปจนถึงเดือนมกราคม ๒๕๖๙ จากกรณีดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตร ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณากำหนดให้ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรให้มีรายได้\nที่สามารถปลดเปลื้องหนี้สินให้หมดไป เพื่อให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์\nในการบริหารราชการแผ่นดินที่ถูกต้อง เพราะเมื่อเกษตรกรมีรายได้ดีย่อมสามารถนำรายได้ที่ได้รับนั้น\nไปใช้จ่าย ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากดีขึ้น มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และรัฐบาลไม่จำเป็น\nต้องก่อหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลเพียงเพื่อนำเงินมาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนอีกต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	29	2568	2025-10-28T00:00:00
17	2123	48	นางสาวตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ช่องทางการร้องเรียนของประชาชน	จากปัจจุบัน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งอยู่ในกำกับ ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง (Traffy Fondue) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) สำหรับรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) ในการวิเคราะห์ประมวลผล ติดตาม คัดกรองข้อความที่ไม่สุภาพ ป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล วิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์รวมทั้งแนะนำหลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ปัญหาของแต่ละหน่วยงานว่าควรทำอย่างไร ทั้งนี้ ได้มีการนำไปประยุกต์ใช้กับหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมทางหลวง กรมเจ้าท่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการประปาส่วนภูมิภาค รวมทั้งราชการส่วนภูมิภาคกว่า ๓๐ จังหวัด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติพบว่าแต่ละหน่วยงาน\nยังมีลักษณะการทำงานแบบต่างหน่วยต่างทำแยกจากกัน โดยไม่มีการแบ่งปันทรัพยากรเพื่อใช้งานร่วมกัน (Stand Alone) ประกอบกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนส่วนมากไม่ทราบว่าจะต้องร้องเรียนปัญหานั้นต่อหน่วยงานใด ซึ่งหากรัฐบาลได้มีการจัดทำแพลตฟอร์มกลาง เป็นช่องทางในการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนที่ครอบคลุมทุกเรื่องเพื่อประสานส่งเรื่องให้กับหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงประชาชนเข้ากับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบโดยอัตโนมัติและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยมีทีมงานทำหน้าที่ตรวจสอบและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน รวมถึงมีการวิเคราะห์ความโปร่งใสในการทำงาน ความรวดเร็ว และปริมาณงานค้าง จะทำให้สามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหา\nความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงขอหารือไปยังหน่วยงาน\nที่มีหน้าที่พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง (Traffy Fondue) ให้เป็นแพลตฟอร์มกลาง เพื่อให้การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	29	2568	2025-10-28T00:00:00
18	2121	54	นายธนภัทร ตวงวิไล	นโยบายของรัฐบาล	1. เรื่อง ปัญหาสภาพการจราจร ถนนสาย ชย.ถ. ๑-๐๑๒๙ ในพื้นที่อำเภอเมืองชัยภูมิ  จังหวัดชัยภูมิ 2.เรื่อง ขอให้ปรับปรุงผิวถนนเลียบคลองชลประทาน เส้นทางบ้านมะเกลือ  - บ้านหลักศิลา ในพื้นที่อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ	"1.เรื่อง ปัญหาสภาพการจราจร ถนนสาย ชย.ถ. ๑-๐๑๒๙ ในพื้นที่อำเภอเมืองชัยภูมิ \nจังหวัดชัยภูมิ\n 	เนื่องจากประชาชนและพระภิกษุสงฆ์วัดนพรัตน์วนาราม หมู่ที่ ๓ บ้านยางบ่า ตำบลโคกสูง อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ได้รับความเดือดร้อนจากสภาพการจราจร เนื่องจากถนน\nสาย ชย.ถ. ๑-๐๑๒๙ ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลักของประชาชนในพื้นที่ระหว่างตำบลรอบเมือง ตำบลโคกสูง อำเภอบ้านเขว้า และอำเภอหนองบัวแดง ระยะทาง ประมาณ ๒.๘ กิโลเมตร ยังไม่ได้รับการลาดยางในบางช่วง ดังนั้น จึงขอความอนุเคราะห์กระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณามอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงและลาดยางถนนสายดังกล่าวเพิ่มเติม เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ต่อไป\n2.เรื่อง ขอให้ปรับปรุงผิวถนนเลียบคลองชลประทาน เส้นทางบ้านมะเกลือ \n- บ้านหลักศิลา ในพื้นที่อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ\n 		เนื่องจากประชาชนในพื้นที่อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ได้รับความเดือดร้อนจากสภาพถนนเลียบคลองชลประทาน เส้นทางบ้านมะเกลือ - บ้านหลักศิลา ซึ่งเป็นถนนที่ประชาชนในพื้นที่บ้านหลักศิลา บ้านโคกโต่งโต้น บ้านมะเกลือ บ้านโนนทอง และบ้านห้วยบง ตำบลบ้านกอก และตำบลหนองบัวบาน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ใช้สัญจรไปมาร่วมกันทั้งในการเดินทาง การประกอบอาชีพเกษตรกรรม และการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร โดยปัจจุบันสภาพผิวถนนชำรุดเป็นหลุมบ่อและไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนจะมีน้ำท่วมขังบนผิวถนน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งจากการที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มองไม่เห็นผิวถนนที่ขรุขระ ดังนั้น จึงขอ\nความอนุเคราะห์ไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาดำเนินการเร่งรัดการปรับปรุงโดยดำเนินการลาดยางผิวถนนสายดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและอำนวยความสะดวกด้านการคมนาคม \nและการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ต่อไป"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	29	2568	2025-10-28T00:00:00
19	2119	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	กฎหมาย	ประเทศไทยกำลังเป็นศูนย์กลางการหลอกลวงแรงงานไปทำงานต่างประเทศ	หลอกลวงแรงงานไทยและแรงงานต่างชาติภายในประเทศไทยให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) \nโดยอ้างว่ามีตำแหน่งงานในภาคเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรม และภาคอื่น ๆ พร้อมเสนอค่าตอบแทน\nสูงกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน หรือระบุว่าสามารถขอวีซ่า (Visa) ทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ภายหลังได้ตรวจสอบพบว่าเป็นเพจปลอมที่หลอกให้ผู้สมัครโอนเงินค่าดำเนินการล่วงหน้า จากรายงานพบว่ามีผู้เสียหายซึ่งเป็นแรงงานจากจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือประกอบด้วยแรงงาน\nชาวไทย ชาวลาว และชาวเมียนมา กว่า ๒๐๐ คน ที่ถูกบริษัทจัดหางานเอกชนแห่งหนึ่งในย่านงามวงศ์วานหลอกลวงให้สมัครงานในประเทศแคนาดาและประเทศออสเตรเลีย โดยมีมูลค่าความเสียหายรวม\nกว่า ๒๐ ล้านบาท โดยผู้เสียหายหลายรายได้กู้ยืมเงินหรือนำทรัพย์สินไปจำนอง เพื่อนำมาชำระค่าดำเนินการ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงแรงงาน เร่งดำเนินการตรวจสอบและกวดขันบริษัทจัดหางานที่ไม่มีใบอนุญาตอย่างเข้มงวด พร้อมทั้ง ขอให้กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ เร่งรัดการดำเนินคดีและบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ที่แฝงตัวในรูปแบบการจัดหาแรงงานไปต่างประเทศ และเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางของการค้ามนุษย์และการหลอกลวงแรงงานไปทำงานในต่างประเทศต่อไป พร้อมกันนี้ ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลของบริษัทจัดหางานหรือนายหน้าที่รับสมัครก่อนตัดสินใจสมัครงาน โดยต้องเป็นบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงแรงงาน ห้ามโอนเงินค่าดำเนินการก่อนตรวจสอบสัญญาอย่างรอบคอบ หากสงสัย\nว่าถูกหลอกลวง ให้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากสายด่วนกระทรวงแรงงานหรือสถานเอกอัครราชทูต\nของประเทศปลายทาง	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	29	2568	2025-10-28T00:00:00
20	2117	35	นายชิบ จิตนิยม	นโยบายของรัฐบาล	ฟื้นฟูอนุสรณ์สถานยุทธนาวี เกาะช้าง จังหวัดตราด	"จากเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๘ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา\nศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU ๒๕๔๓ และ MOU ๒๕๔๔ เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลในพื้นที่จังหวัดตราด พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นอาณาเขตของประเทศไทยโดยสมบูรณ์ และมีอนุสรณ์สถานยุทธนาวีทหารเรือไทย ตั้งอยู่ที่เกาะช้าง จังหวัดตราด ซึ่งถือเป็นสถานที่ทำให้รำลึกถึงการรบทางเรือครั้งสำคัญครั้งแรก\nของกองทัพเรือไทย อนุสรณ์สถานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ยุทธนาวีเกาะช้าง ซึ่งเกิดขึ้น\nเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๔๘๔ ในช่วงสงครามไทย - ฝรั่งเศส โดยมีสาเหตุมาจากข้อเรียกร้อง\nของไทยให้มีการปรับปรุงเส้นแบ่งเขตแดนไทย - อินโดจีน ใหม่ ตามแนวร่องน้ำลึกอันเป็นไปตาม\nหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักความยุติธรรม ซึ่งประเทศไทยได้เรียกร้องให้ฝรั่งเศสดำเนินการสำรวจร่องน้ำใหม่ตามมาตรฐานสากล แต่ฝรั่งเศสได้ส่งกองเรือจำนวน ๗ ลำ เข้าโจมตีเรือของไทย จำนวน ๓ ลำ ได้แก่ เรือหลวงธนบุรี เรือหลวงสงขลา และเรือหลวงชลบุรี และการสู้รบในครั้งนั้น\nส่งผลให้นายทหารเรือไทยเสียชีวิตถึง ๓๖ นาย แม้ว่ากองทัพไทยจะประสบความสูญเสีย แต่ทหารเรือไทยได้แสดงวีรกรรมอย่างกล้าหาญจนฝรั่งเศสบันทึกยกย่องไว้ว่าเป็นทหารเรือที่อดทนต่อสู้อย่างทรหด \nและสมเกียรติของทหาร อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่พบว่าขณะนี้สภาพของอนุสรณ์สถานดังกล่าวชำรุดทรุดโทรมและขาดการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม ทั้งที่เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง นอกจากนี้ แม้ว่าบริเวณเกาะช้างจะมีศักยภาพสูงด้านการท่องเที่ยว แต่อนุสรณ์สถานแห่งนี้\nยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายเนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะช้างฝั่งซ้ายที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว\nมีไม่เพียงพอในการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว ดังนั้น เพื่อให้ “อนุสรณ์สถานยุทธนาวี” วีรกรรมทหารเรือไทยในยุทธนาวีเกาะช้างเป็นสถานที่ที่สะท้อนถึงความเสียสละของวีรบุรุษไทย\nในการปกป้องอธิปไตยทางทะเล และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของชาติ จึงขอให้กองทัพเรือ จังหวัดตราด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาเพื่อดำเนินการฟื้นฟูอนุสรณ์สถานยุทธนาวี \nเกาะช้าง จังหวัดตราด ดังนี้ \n 	๑) ปรับปรุงซ่อมแซมและบำรุงรักษาอนุสรณ์สถานให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม\nและสมเกียรติแก่วีรกรรมของทหารเรือไทย \n 	๒) พัฒนาภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงามและเป็นระเบียบ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางสุนทรียภาพ \n 	๓) จัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น ป้ายแนะนำ ศูนย์บริการข้อมูล ห้องสุขาและที่จอดรถ \n 	๔) ส่งเสริมและพัฒนามัคคุเทศก์ท้องถิ่นให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ \n 	๕) จัดทำแผนประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์เพื่อให้อนุสรณ์สถานแห่งนี้\nเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ในระดับประเทศและนานาชาติ \n	๖) บูรณาการการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ให้เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ \nในจังหวัดตราด \n 	อนึ่ง การพัฒนาอนุสรณ์สถานแห่งนี้จะช่วยเชิดชูเกียรติคุณของวีรบุรุษไทย \nสร้างจิตสำนึกรักชาติ แก่ประชาชนและเยาวชน ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์\nที่มีคุณค่าและความหมายต่อประเทศชาติสืบไป\n"	กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	29	2568	2025-10-28T00:00:00
21	2115	59	นายนพดล พริ้งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	บางระกำโมเดล พื้นที่แบกรับน้ำเพื่อรอความเป็นธรรม	"จากเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๘ ได้ลงพื้นที่และร่วมประชุมกับประชาชนในพื้นที่ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อรับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภาวะน้ำท่วมขังยืดเยื้ออย่างรุนแรง จากข้อมูลของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๘ พบว่า ทุ่งบางระกำซึ่งเป็นพื้นที่โครงการ “บางระกำโมเดล” มีเนื้อที่ประมาณ ๒๖๕,๐๐๐ ไร่ ใช้เป็นพื้นที่รับน้ำและลดปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก ปัจจุบันมีปริมาณน้ำกักเก็บมากกว่า ๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินความจุเดิมที่กำหนดไว้ \nจำนวน ๔๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้บางหมู่บ้านมีระดับน้ำท่วมสูงถึง ๒.๕๐ - ๒.๖๐ เมตร \nทำให้ประชาชนมากกว่า ๖,๐๐๐ ครัวเรือน ต้องประสบภาวะน้ำท่วมนานกว่าหนึ่งเดือน และก่อให้เกิด\nความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ ๑๕๐ ล้านบาท โครงการบางระกำโมเดล เริ่มดำเนินการตั้งแต่\nปี พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยมีแนวคิดในการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นทุ่งหน่วงน้ำ เพื่อช่วยลดปัญหาน้ำหลากของภาคกลาง แต่ในทางปฏิบัติพบว่า พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องรับน้ำอย่างถาวร เนื่องจากปริมาณน้ำที่ไหลเข้าทุ่งบางระกำอยู่ที่ประมาณ ๒๕๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในขณะที่ระบบสามารถระบายน้ำออกได้เพียง \n๘๐ - ๑๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ ถนนและคันดินที่สร้างขึ้นกลับกลายเป็นอุปสรรคในการระบายน้ำ ทำให้น้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน โดยมีสภาพปัญหาเชิงการบริหารจัดการและปัญหาด้านความเป็นธรรม ดังนี้ \n 	ประเด็นที่หนึ่ง สภาพปัญหาเชิงการบริหารจัดการ การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังขาดการบูรณาการอย่างเป็นระบบ ไม่มีศูนย์บัญชาการร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การเปิด - ปิดประตูระบายน้ำและการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยไม่มีประสิทธิภาพและไม่สอดคล้องกัน \n 	ประเด็นที่สอง สภาพปัญหาด้านความเป็นธรรม แม้ว่าประชาชนในพื้นที่จะมีความเข้าใจและยอมรับบทบาทในการเป็นพื้นที่รับน้ำเพื่อช่วยเหลือพื้นที่อื่น แต่ยังขาดความเป็นธรรมในการบริหารจัดการน้ำและการชดเชยค่าเสียหายที่เหมาะสม\n 	ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบและยั่งยืน จึงขอเสนอแนวทางเร่งด่วน ๓ ประการ ดังนี้ \n 	๑) จัดตั้งศูนย์บัญชาการบริหารจัดการน้ำบางระกำ ควรดำเนินการจัดตั้งรูปแบบศูนย์บัญชาการเดียว (Single Command) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกเป็นประธาน ร่วมกับ\nกรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแผน\nการจัดการน้ำและแผนการระบายน้ำ อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ \n 	๒) พัฒนาระบบเตือนภัยและแดชบอร์ดข้อมูลระดับน้ำ จัดทำแดชบอร์ดข้อมูล\nระดับน้ำในแต่ละหมู่บ้านแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถรับทราบข้อมูลและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าอย่างน้อย ๗ - ๑๔ วัน \n 	๓) กำหนดมาตรการชดเชยและฟื้นฟูอย่างเป็นธรรม ควรพิจารณาออกหลักเกณฑ์การชดเชยเชิงสิทธิสำหรับพื้นที่ที่ต้องรับภาระน้ำ หรือจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม พร้อมทั้ง \nจัดให้มีมาตรการพักชำระหนี้และฟื้นฟูอาชีพให้แก่ประชาชนผู้ประสบภัยหลังน้ำลด \n 	อนึ่ง พื้นที่บางระกำไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่รับน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของระบบบริหารจัดการน้ำของภาคเหนือตอนล่าง จึงสมควรที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการบริหารจัดการน้ำ ให้มีความสมดุลและเป็นธรรมต่อทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียมกัน โดยจัดให้มีระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นพื้นที่\nที่มีโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่ใช่พื้นที่ที่ต้องแบกรับความทุกข์ยากลำบากอย่างต่อเนื่อง  "		วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	29	2568	2025-10-28T00:00:00
22	2113	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	กฎหมาย	สแกมเมอร์ (Scammer) คือภัยความมั่นคงของชาติ	"จากประเทศเมียนมาได้ปราบปรามแหล่งสแกมเมอร์ในเมืองเมียวดี \nซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีผู้เสียหายหลายพันคนโดยเฉพาะชาวเมียนมา\nได้หลบหนีข้ามพรมแดนมายังอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลในหลายมิติ อาทิ ด้านความมั่นคง ด้านความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ รวมถึงจำนวนผู้หลบหนีข้ามพรมแดนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความแออัดในพื้นที่ชายแดนส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างเข้มงวด โดย “สแกมเมอร์” (Scammer) ถือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง มีการนำธนบัตรเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น มาตรการคัดกรองจะต้องมีความเข้มงวด เพราะผู้เสียหายและผู้หลบหนีบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย เช่น การหลอกลวงผ่านคอลเซ็นเตอร์สแกม (Call Center Scam) \nการฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ หากไม่มีการตรวจสอบหรือควบคุมอย่างเข้มงวด อาจทำให้มีช่องว่าง\nเกิดอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศไทย และการที่แก๊งค์อาชญากรรมสามารถหลอกลวงข้ามประเทศ\nได้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นเป้าหมายของผู้กระทำความผิดข้ามชาติ ดังนั้น ปัญหาสแกมเมอร์ (Scammer) นับเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลจะต้องบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ\nนโยบายของรัฐบาลที่จะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ จึงขอเสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรี ดังนี้ \n	๑. มาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ได้แก่ \n 	 	๑) ขอให้รัฐบาลเร่งเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ประจำชายแดนโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง \nเช่น อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อป้องกันเหตุไม่สงบ และควบคุมการเข้าออกของบุคคลอย่างเป็นธรรม\n 	 	๒) กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจัดตั้งศูนย์รองรับผู้หลบหนีชั่วคราวพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านอาหาร น้ำ และยารักษาโรค \n 	 	๓) กระทรวงการต่างประเทศ ควรประสานงานกับรัฐบาลเมียนมา และหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อจัดระบบตรวจสอบอาชญากรรมข้ามชาติ \n 		๔) ควรให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อลดความตื่นตระหนก และสร้างความเข้าใจ\nต่อสถานการณ์\n 	๒. มาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว ได้แก่\n 	 	๑) เพิ่มความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐของประเทศเมียนมา ประเทศเพื่อนบ้าน \nและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อตั้งศูนย์ปราบปรามแก๊งค์สแกมเมอร์ข้ามชาติ ประกอบด้วย ประเทศไทย ประเทศจีน ประเทศกัมพูชา และประเทศเมียนมา เพื่อสกัดกั้นการกระทำความผิดก่อนข้ามพรมแดน \n 	 	๒) ติดตามการทำธุรกรรมทางการเงินของแก๊งค์สแกมเมอร์อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน \n 		๓) การสร้างระบบเฝ้าระวังภัยทางไซเบอร์ และการแจ้งเตือนประชาชนให้สามารถระวังป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อได้อย่างทันเวลา \n 		๔) ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งในและนอกประเทศ เพื่อส่งสัญญาณว่าประเทศไทยจะไม่ปล่อยปละละเลยต่ออาชญากรรมข้ามประเทศ \n 		๕) ให้ความสำคัญในประเด็นสิทธิมนุษยชนของผู้หลบหนี โดยเฉพาะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งค์สแกมเมอร์ เพื่อให้ความคุ้มครองอย่างเหมาะสม"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	29	2568	2025-10-28T00:00:00
23	2111	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาจากระบบลงทะเบียน e - WorkPermit ส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน	"ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและหอการค้า \nที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าวว่า ตามที่กรมการจัดหางานได้เปิดให้มีการใช้งานระบบลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว (e - WorkPermit) ออนไลน์ เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๘ โดยให้ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่\nการยื่นคำขอ ตรวจสอบสถานะ การอนุมัติ จนถึงการรับใบอนุญาตทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับการให้บริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดการใช้งานได้เกิดปัญหา\nระบบล่มทำให้ต้องมีการปิดและพักการใช้งานระบบ และเมื่อกลับมาเปิดใช้งานระบบได้เกิดปัญหาข้อขัดข้องขึ้นอีก ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวได้หรือลงทะเบียนแล้วแต่ไม่สามารถแจ้ง\nเข้า - ออก ได้ รวมทั้งกรณีแรงงานจังหวัดในฐานะนายทะเบียนไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้นำไปสู่ปัญหา\nการไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจ กิจการ หรือประกอบอาชีพในฐานะลูกจ้าง (Work Permit) ได้ เพราะยังไม่สามารถลงทะเบียนในระบบได้ \nซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลแรงงานต่างด้าวจากสำนักงานแรงงานจังหวัดได้ หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไม่สามารถตรวจสอบหลักฐานในการอนุญาตให้เข้าประเทศของแรงงานต่างด้าวได้ จากกรณีดังกล่าว จึงขอเสนอแนะ\nแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้\n 			๑) ขอให้กระทรวงแรงงานเร่งตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการเร่งด่วน (War Room) เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาระบบ e - WorkPermit แบบเรียลไทม์ พร้อมเปิดสายด่วนเฉพาะกิจ ๒๔ ชั่วโมง เพื่อให้ความช่วยเหลือ ทั้งนายจ้างและแรงงานที่ได้รับผลกระทบ \n 			๒) ขอให้เปิด “ระบบคู่ขนานแบบ Manual” ชั่วคราว เพื่อให้แรงงานและนายจ้างสามารถต่อใบอนุญาตทำงานผ่านสำนักงานจัดหางานจังหวัดได้ตามเดิม จนกว่าระบบ e - WorkPermit จะมีความเสถียรและรองรับการลงทะเบียนได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อไม่ให้แรงงานหรือนายจ้างได้รับ\nความเดือดร้อนซ้ำอีก"	กระทรวงแรงงาน 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	29	2568	2025-10-28T00:00:00
24	2109	130	นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์	นโยบายของรัฐบาล	การจัดระเบียบเช่าบูชาพระเครื่อง	จากปัญหาเรื่องพระเครื่องแท้หรือพระเครื่องปลอม ซึ่งมีประเด็นความคิดเห็นที่หลากหลายตามความเชื่อของแต่ละบุคคล ตัวอย่างเช่น กรณีการถกเถียงเกี่ยวกับเหรียญทองคำของหลวงปู่ทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ ซึ่งมีประเด็นการถกเถียง เรื่อง ที่มา เทคนิคการพิมพ์เหรียญ และวัสดุที่ใช้ในการพิมพ์เหรียญ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญและนักสะสมพระ (เซียนพระ) ทั่วประเทศได้มีความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวอย่างหลากหลาย อย่างไรก็ดี ปัจจุบันพระเครื่องมิใช่วัตถุมงคลเพื่อความเป็นสิริมงคลเท่านั้น แต่พระเครื่องยังเป็นวัตถุมงคลซึ่งเป็นสินค้าที่มีการประเมินมูลค่า มีการซื้อขาย และมีการเก็บสะสมไว้เป็นทรัพย์สิน จนเกิดเป็นมูลค่าหมุนเวียนในตลาดหลายหมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นจุดแข็ง (Soft Power) ของประเทศไทยที่ประเทศอื่นไม่มี ดังนั้น เมื่อพระเครื่องซึ่งอยู่คู่กับศรัทธาของสังคมไทยมาเป็นระยะเวลานานได้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่า โดยพระเครื่องบางรุ่นมีมูลค่าสูงหลายสิบล้านบาท เมื่อผู้เชี่ยวชาญและนักสะสม (เซียนพระ) ได้กลายมาเป็นผู้กำหนดราคาพระเครื่อง อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีพระเครื่องรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากซึ่งส่งผลให้มีผู้ขายพระเครื่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ภาครัฐยังไม่มีกฎหมายหรือกฎระเบียบเข้ามากำกับดูแลธุรกิจเช่าพระเครื่องหรือที่เรียกว่า “พุทธพาณิชย์” และมาตรฐานของพระเครื่องยังไม่มีการกำหนดให้ชัดเจน รวมทั้ง ไม่มีการควบคุมการประเมินราคาซื้อ - ขาย พระเครื่องในฐานะที่เป็นทรัพย์สินหรือของสะสม ดังนั้น ในอนาคตอาจนำมาซึ่งปัญหาการหลอกลวง ปัญหาการฟอกเงิน และปัญหาอาชญากรรมตามมา จึงขอปรึกษาหารือไปยังกระทรวงวัฒนธรรม ขอให้เข้ามากำกับดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยอาจมีการตั้ง “สภาพระเครื่อง” เพื่อที่จะได้ขึ้นทะเบียนหรือกำหนดมาตรฐานของพระเครื่องให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อให้พระเครื่องได้พัฒนาเป็น Soft Power และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยต่อไป	กระทรวงวัฒนธรรม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	29	2568	2025-10-28T00:00:00
25	2107	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	นโยบายของรัฐบาล	จำนวน 2 เรื่อง ดังนี้ 2.1 เรื่อง ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกะเทียม จังหวัดลพบุรี ถูกทำร้าย ขณะปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกะเทียม 2.2 เรื่อง การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณี การคัดเลือก ที่มีเหตุพิเ	"2.1 เรื่อง ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกะเทียม จังหวัดลพบุรี ถูกทำร้าย\\nขณะปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกะเทียม\\n 		สืบเนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียน กรณีปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกะเทียม จังหวัดลพบุรี ถูกทำร้ายขณะปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ณ หน่วยเลือกตั้งศาลา “ S M L” หมู่ ๒ ตำบลโคกกะเทียม ขณะที่มีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกะเทียม เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๘ ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ขอให้ติดตามและดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุดต่อไป\\n2.2 เรื่อง การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณี การคัดเลือก\\nที่มีเหตุพิเศษ โดยไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขัน สำหรับพนักงานจ้างที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู\\nโดยที่ประกาศคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด \\nเรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการคัดเลือกกรณีที่มีเหตุพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขัน พ.ศ. ๒๕๖๓ \\nได้กำหนดคุณสมบัติ ของบุคคลผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกกรณีมีเหตุพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการครูองค์การบริหารส่วนจังหวัดว่า “ต้องเป็นบุคคลผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ระดับประเทศขึ้นไปจากการแข่งขันทางวิชาการ หรือกีฬา หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องที่นำชื่อเสียงต่อประเทศ” ซึ่งเป็นการกำหนดคุณสมบัติที่สูงเกินไป ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังกระทรวงมหาดไทย ขอให้พิจารณา นำ “หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ” ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มาเทียบเคียงใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่พนักงานลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	29	2568	2025-10-28T00:00:00
26	2105	91	นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยทราย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เพื่อการเกษตรและการท่องเที่ยว	"อ่างเก็บน้ำห้วยทราย ที่ตั้งอยู่บ้านศิลานาโพธิ์ ตำบลในเมือง อำเภอบ้านไผ่จังหวัดขอนแก่น เป็นจุดที่มีลำห้วย ๒ สาย ได้แก่ ลำห้วยหนองแวงไร่และลำห้วยไผ่ ไหลมาบรรจบกับลำห้วยทราย ซึ่งอ่างเก็บน้ำห้วยทรายมีเนื้อที่ประมาณ ๑,๑๐๐ ไร่ ทางฝั่งซ้ายของอ่างเก็บน้ำฯ มีคลองส่งน้ำขนาดใหญ่ความยาวประมาณ ๓,๓๐๐ เมตร และทางฝั่งขวามีคลองซอย ความยาวประมาณ ๑,๒๕๐ เมตร โดยประชาชนได้ใช้พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำห้วยทราย เพื่อทำการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และทำการประมง พืชที่เกษตรกรนิยมปลูก คือ หอม ซึ่งเป็นสินค้า OTOP และสินค้าส่งออกที่สำคัญของประชาชนในพื้นที่ แต่อย่างไรก็ดี ถนนบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำห้วยทราย ที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมและผิวถนนขรุขระ มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเทศบาลตำบลในเมืองไม่สามารถเข้าไปดำเนินการซ่อมแซมได้ เพราะต้องใช้งบประมาณของกรมชลประทานในการดำเนินการเท่านั้น นอกจากนี้ ในช่วงค่ำ - ช่วงกลางคืน แสงไฟส่องสว่างยังไม่เพียงพอ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุในการสัญจรไป - มา ของเยาวชนและประชาชนที่เข้ามาใช้พื้นที่บริเวณรอบอ่างเก็บน้ำห้วยทราย เพื่อการออกกำลังกายหรือเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ดำเนินการพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยทรายเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ดังนี้ \\n 			๑) ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการซ่อมแซมและดูแลรักษาถนน รวมถึงไฟฟ้าส่องสว่างรอบอ่างเก็บน้ำห้วยทราย ซึ่งจะทำให้เยาวชนและประชาชนที่เข้ามาใช้พื้นที่\\nเกิดความปลอดภัย \\n 			๒) ขอให้กระทรวงมหาดไทย พิจารณาสนับสนุนงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับนำไปพัฒนาพื้นที่โดยรอบอ่างเก็บน้ำห้วยทราย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน \\n		        ๓) ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาสนับสนุนและส่งเสริม\\nในเรื่องของการท่องเที่ยว เนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยทรายถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม\\nและมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ต่อไป"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	29	2568	2025-10-28T00:00:00
27	2037	197	นายอิสระ บุญสองชั้น	ความเดือดร้อนของประชาชน	การขอเบิกเงินสงเคราะห์ของทายาทจาก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส.	"เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้ดำเนินการจัดสวัสดิการในรูปแบบ “การฌาปนกิจสงเคราะห์” สำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน ๒ กรณี ดังนี้\n 	๑)	การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) \nให้ความช่วยเหลือแก่ทายาทของสมาชิกที่ถึงแก่กรรม ศพละ ๑ บาทต่อสมาชิกหนึ่งคน โดยมีสมาชิกประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ คน คิดเป็นเงินช่วยเหลือประมาณ ๙๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย (ยังไม่หักร้อยละ ๔ ของเงินช่วยเหลือ)\n 	๒)	การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิกในอัตราเดียวกัน คือ ศพละ ๑ บาทต่อสมาชิกหนึ่งคน โดยมีสมาชิกประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน คิดเป็นเงินช่วยเหลือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย (ยังไม่หักร้อยละ ๔ ของเงินช่วยเหลือ)\n 	จากกรณีดังกล่าวพบปัญหาการดำเนินการขอรับเงินสงเคราะห์ อันเนื่องมาจาก สกสค. ได้กำหนดให้ทายาทจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติม ซึ่งก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนและเป็นภาระแก่ผู้ยื่นขอรับสิทธิ ได้แก่ หนังสือรับรองการฌาปนกิจศพตามแบบของ สกสค. ซึ่งแม้ว่าญาติจะมีหนังสือรับรองการฌาปนกิจศพจากวัดที่ประกอบพิธีอยู่แล้ว แต่ สกสค. ยังไม่ยอมรับเอกสารดังกล่าว และหนังสือให้ถ้อยคำของผู้นำท้องที่ และประชาชนในท้องที่อีก ๑ คน ซึ่งมีเนื้อหาซ้ำซ้อนกับข้อมูลในใบมรณบัตรอยู่แล้ว\n	โดยกรณีตัวอย่าง พบว่า สมาชิก ช.พ.ค. หรือ ช.พ.ส. ที่เสียชีวิตและประกอบพิธีฌาปนกิจ\nในจังหวัดภาคกลาง แต่มีต้นสังกัดอยู่ในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องเดินทางไปขอเอกสารรับรองจากเจ้าอาวาสในพื้นที่ที่ประกอบพิธี ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระและความยุ่งยากในการดำเนินการของญาติ \nทั้งที่หน่วยงานอื่นซึ่งมีลักษณะการฌาปนกิจสงเคราะห์คล้ายกันแต่มิได้เรียกเอกสารดังกล่าว ดังนั้น \nจึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาทบทวน ปรับปรุงขั้นตอน หรือยกเลิกการเรียกเอกสารทั้ง ๒ รายการดังกล่าวของ สกสค. เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างสะดวกและลดภาระแก่ทายาท\nของผู้ถึงแก่กรรม\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
28	2031	100	นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์	นโยบายของรัฐบาล	การใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อจัดกิจกรรมผจญภัย	"เนื่องจากหาดไร่เลย์ จังหวัดกระบี่ ได้รับสมญานามว่าเป็น “สวรรค์ของนักปีนผา” \nโดยมีนักท่องเที่ยวจากนานาชาติเดินทางมาทำกิจกรรมปีนผาจำนวนมาก เดิมมีจุดปีนผาเพียง ๕ จุด ต่อมาได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันมีพื้นที่ปีนผา จำนวน ๖๐ จุด ประมาณ ๘๐๐ เส้นทาง มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการปีละกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ปัจจุบันจังหวัดกระบี่ได้สำรวจและกำหนดจุดปีนผาที่เหมาะสมไว้ \nจำนวน ๗ จุด ได้แก่ หน้าผาไดมอนด์ หน้าผาพระนาง หน้าผาเดินหน้าเข้าถ้ำ หน้าผา ๑ ๒ ๓ วอล์ก \nหน้าผาไต้หวันวอล์ก หน้าผาต้นไทร และหน้าผาไฟไหม้ โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ และพื้นที่เกาะใกล้เคียง โดยการปีนผาดังกล่าวมิได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักที่พบในปัจจุบัน คือ การจัดกิจกรรมปีนผา และกระโดดน้ำจากหน้าผา ยังไม่ได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการ ถึงแม้ว่าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา - หมู่เกาะพีพี ได้เคยอนุโลมให้จัดกิจกรรมบางส่วนแล้วก็ตาม แต่ภาคเอกชนยังไม่สามารถประชาสัมพันธ์ได้เต็มรูปแบบ เนื่องจาก\nยังขาดหนังสืออนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น จังหวัดกระบี่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงขอเสนอแนวทางการสนับสนุนไปยังกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n	๑)อนุญาตให้จังหวัดใช้พื้นที่อย่างเป็นทางการ โดยให้มีหนังสือรับรองการใช้พื้นที่\nจากหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจกรรมได้ถูกต้องตามกฎหมาย\n	๒)สนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย (Adventure Tourism) เช่น การแข่งขันปีนหน้าผา และกิจกรรมจดทะเบียนสมรสบนหน้าผา ซึ่งมีการจัดขึ้นจริงในวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ของทุกปี\n	๓)ประกาศรับรองพื้นที่ปีนหน้าผาทั้ง ๗ จุด เพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมปีนหน้าผา \nและกระโดดน้ำจากหน้าผาได้อย่างเป็นทางการ\n	๔)ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาจัดทำหลักเกณฑ์\nและมาตรการควบคุมผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน \nและรักษาความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
29	2027	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	เปลี่ยนจากการแก้ทุกปีไปสู่การวางระบบที่ป้องกันได้ทุกยุค	"การที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุบัวลอย และคาจิกิ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมในพื้นที่ ๑๗ จังหวัด ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบรุนแรงทั้งในด้านความเสียหายต่อบ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรมและเส้นทางคมนาคม \nซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังขาดระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน การรับมือส่วนใหญ่									      \nเป็นลักษณะเชิงรับมากกว่าการป้องกันเชิงรุก จึงทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นซ้ำซากในทุกปี ดังนั้น \nเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึงและยั่งยืน จึงขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยดำเนินการเป็นการเร่งด่วน ดังนี้\n 	๑)ด้านการเตือนภัยและระบบข้อมูล ควรเร่งพัฒนาระบบพยากรณ์อากาศ และการ\nแจ้งเตือนภัยให้มีความเป็นเอกภาพ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น\nอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงพัฒนาระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ (Real-Time) ที่เข้าถึงระดับหมู่บ้าน \nโดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่เหมาะสม เช่น ข้อความโทรศัพท์ หรือระบบเสียงตามสาย เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที\n 	๒)ด้านโครงสร้างพื้นฐานและผังเมือง ควรจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ\nระดับจังหวัดที่มีการปรับปรุงเป็นประจำและมีผลผูกพันต่อทุกหน่วยงาน เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามผู้บริหารในแต่ละยุค รวมถึงจัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดำเนินการขุดลอกคู คลอง และปรับปรุงระบบระบายน้ำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี\n 	๓)ด้านงบประมาณและการบูรณาการนโยบาย เนื่องจากงบประมาณด้านน้ำและภัยพิบัติยังคงกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและซ้ำซ้อน จึงควรจัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการ\nน้ำแห่งชาติแบบเฉพาะกิจ” เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ \nและบูรณาการสั่งการร่วมกัน ภายใต้ระบบข้อมูลเดียว เพื่อให้การบริหารจัดการในช่วงวิกฤติเป็นไป\nอย่างมีเอกภาพและทันท่วงที นอกจากนี้ ควรจัดตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจติดตามปัญหาน้ำท่วม” \nโดยใช้กลไกของรัฐสภาในการติดตาม วิเคราะห์ และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นระบบ ไม่ใช่ดำเนินการเฉพาะช่วงเกิดภัยเท่านั้น"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
30	2025	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	“โรคตายคาถนน” ทำให้คนไทยอายุสั้น ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ	"เนื่องจากประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน วันละ ๔๐ - ๕๐ คน และบาดเจ็บหลายร้อยคน สร้างความสูญเสียทั้งต่อครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม มูลค่าความเสียหายเป็นจำนวน\nหลายแสนล้านบาทต่อปี สาเหตุหลักมาจากความประมาท การขับรถเร็ว ดื่มสุรา การใช้สารเสพติด \nการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด โครงสร้างพื้นฐานไม่สมบูรณ์ และขาดการปลูกฝังวินัยจราจรในทุกระดับ \nจึงจำเป็นต้องมีแนวทางแก้ไขที่จริงจังและต่อเนื่อง ดังนี้\n 	๑)	บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีเมาแล้วขับและการขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย\n 	๒)	พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความปลอดภัย เช่น ถนน ทางแยกต่างระดับ จุดเสี่ยง การติดตั้งไฟส่องสว่าง และกล้องตรวจจับความเร็ว\n 	๓)	เสริมสร้างวินัยและจิตสำนึกด้านความปลอดภัยผ่านระบบการศึกษาและการรณรงค์สาธารณะอย่างต่อเนื่อง\n 	๔)	ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการ\nระบุจุดเสี่ยง และเฝ้าระวังอุบัติเหตุ\n 	๕)	พัฒนาเทคโนโลยีและฐานข้อมูลด้านความปลอดภัยทางถนนให้เป็นระบบกลาง เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ และวางแผนแก้ไขปัญหา\nได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n 	อนึ่ง รัฐบาลควรกำหนดให้การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระแห่งชาติ \nโดยดำเนินการอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และยั่งยืน เพื่อรักษาชีวิตประชาชนและทรัพยากรของประเทศ\nอย่างมีประสิทธิผล"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
31	2023	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	การปล่อยน้ำเสียลงทะเลในพื้นที่ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง	"เนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ได้ร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดระยอง เกี่ยวกับปัญหากลิ่นเน่าเสียของน้ำในคลองพลา และบริเวณชายทะเลบ้านฉาง จากนั้น ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดระยองได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดระยอง นายอำเภอบ้านฉาง และเทศบาลตำบลพลา ลงพื้นที่ตรวจสอบ เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๖ และจากการตรวจสอบ พบว่า สาเหตุของปัญหาน้ำเสียเกิดจากการปล่อยน้ำเสียจากชุมชนลงสู่คลอง โดยไม่ผ่านการบำบัด คลองมีความตื้นเขิน ไม่มีการไหลเวียนของน้ำ และการสะสมของสาหร่ายชนิด “หนังหมา” ซึ่งส่งผลให้เกิดกลิ่นเหม็นและน้ำเน่าเสีย หากไม่เร่งดำเนินการแก้ไขจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ ภูมิทัศน์และสิ่งแวดล้อม จังหวัดระยอง รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในพื้นที่ตำบลพลา ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้\n 	๑)ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และ\nภาคประชาชน\n 	๒)ให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการจัดเก็บตัวอย่างน้ำจากจุดปล่อยน้ำเสีย เพื่อตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ\n 	๓)เทศบาลตำบลพลาดำเนินการรณรงค์ให้ประชาชนเรียนรู้การบำบัดน้ำเสียเบื้องต้นก่อนปล่อยลงสู่คลอง\n 	๔)ให้ชลประทานจังหวัดระยอง ดำเนินการขุดลอกคลองพลา เพื่อเพิ่มการไหลเวียน\nของน้ำ และป้องกันการตื้นเขิน หากบริเวณดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน \nให้เทศบาลตำบลพลา ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
32	2021	118	นายรุจิภาส มีกุศล	ความเดือดร้อนของประชาชน	เสียงสะท้อนพี่น้องชายแดนไทย - กัมพูชา	"เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะ\nบริเวณตลาดช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ แม้เหตุการณ์\nจะทุเลาลง แต่ประชาชนยังอยู่ในภาวะไม่ปกติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ จิตใจ และความมั่นคงในชีวิต \nซึ่งประเด็นปัญหาหลักที่ได้รับการสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ มีดังนี้\n 	๑)	ปัญหาด้านเศรษฐกิจและการค้าชายแดน โดยพ่อค้า แม่ค้าชาวไทย และชาวกัมพูชาได้รับความเดือดร้อนจากรายได้ที่ลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยว และผู้ซื้อสินค้า \nแต่ภาระค่าใช้จ่ายยังคงเท่าเดิม\n 	๒)	ปัญหาด้านสุขภาพจิตของประชาชน โดยแม้กระทั่งเสียงฟ้าร้อง หรือเสียงเครื่องบินทำให้ชาวบ้านหวาดผวา คิดว่าเป็นเสียงระเบิดหรือเสียงปืน ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดสะสม โดยเฉพาะ\nในกลุ่มเด็ก และผู้สูงอายุ\n	๓)	ปัญหาหนี้สินและอาชีพ ซึ่งประชาชนจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ส่งผลให้หนี้สินเพิ่มขึ้น มีประชาชนหลายรายถูกยึดทรัพย์ และผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ต้องทำงานด้วยความหวาดกลัว เนื่องจากบางพื้นที่ยังมีระเบิดตกค้าง\n	๔)	มาตรการพักชำระหนี้จากธนาคารของรัฐกำลังจะสิ้นสุดลง แต่ที่ผ่านมายังไม่เพียงพอต่อสถานการณ์\n 	๕)	ภาวะสิ้นหวังของประชาชน โดยประชาชนจำนวนหนึ่งรู้สึกหมดหวังต่อสถานการณ์ความไม่สงบ และปัญหาปากท้องที่ยืดเยื้อ\n	ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง เร่งรัดมาตรการเยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนให้ชัดเจน และให้ธนาคารของรัฐ และสถาบันการเงินเอกชน พิจารณาขยายระยะเวลาพักหนี้และออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม\nเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาสามารถกลับมาใช้ชีวิต\nได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
33	2019	149	นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี	นโยบายของรัฐบาล	ขอเสนอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำท่อระบายน้ำควบคู่กับการก่อสร้างถนน	พบว่าโครงการก่อสร้างถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่วนใหญ่ดำเนินการเฉพาะตัวถนนโดยไม่ได้ก่อสร้างระบบท่อระบายน้ำควบคู่กัน ส่งผลให้ถนนหลายสายเกิดปัญหา\nน้ำท่วมขังในฤดูฝน เนื่องจากท่อระบายน้ำเดิมมีขนาดเล็ก หรือไม่มีระบบระบายน้ำ อีกทั้งบางพื้นที่\nยังประสบปัญหาท่ออุดตัน และไม่ได้รับการปรับปรุงมานานกว่า ๑๐ ปี ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อถนน บ้านเรือนของประชาชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น \nอีกทั้งยังเป็นภาระงบประมาณในการซ่อมแซมถนนซ้ำซาก ทำให้การใช้งบประมาณของรัฐขาดประสิทธิภาพ และไม่เกิดความคุ้มค่าในระยะยาว ดังนั้น จึงขอเสนอให้กระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณากำหนดนโยบายและระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน โดยให้ทุกโครงการก่อสร้างถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ต้องดำเนินการก่อสร้างระบบระบายน้ำควบคู่ไปด้วย โดยจัดสรรงบประมาณสำหรับระบบระบายน้ำ\nไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ของงบประมาณการก่อสร้างถนน เพื่อให้การพัฒนาถนนในพื้นที่ต่าง ๆ มีความมั่นคง และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืน	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
34	2017	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาเบี้ยยังชีพของทหารผ่านศึกนอกประจำการบัตรชั้นที่ ๓ และชั้นที่ ๔	"เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากทหารผ่านศึกนอกประจำการบัตรชั้นที่ ๓ และบัตรชั้นที่ ๔ ที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ว่าทหารผ่านศึกนอกประจำการที่พิการจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือพิการทุพพลภาพ จะได้รับเงินช่วยเหลือจากองค์การทหารผ่านศึกเพียงเดือนละ ๒,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ บาท แต่ไม่ได้รับเงิน\nเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากกระทรวงมหาดไทย ส่งผลให้ผู้สูงอายุบางรายถูกเรียกให้คืนเงินเบี้ยยังชีพย้อนหลัง และจากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดนครราชสีมา มีผู้สูงอายุถูกเรียกคืนเบี้ยยังชีพกว่า ๖๑๐ ราย มูลค่ารวมกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท จังหวัดกำแพงเพชร \nถูกเรียกคืนย้อนหลัง ๑๐ ปี จังหวัดบุรีรัมย์ (อำเภอเฉลิมพระเกียรติ) ถูกเรียกคืนย้อนหลัง ๑๑ ปี \nและจังหวัดชุมพร พบปัญหาลักษณะเดียวกัน ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการไม่เชื่อมโยงข้อมูล ระหว่างกรมบัญชีกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอดีต ทั้งที่ปัจจุบันมีผู้สูงอายุทั่วประเทศกว่า ๑๔ ล้านคน ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้มีหน้าที่จ่ายเบี้ยยังชีพตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ \nและระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่กำหนดให้ผู้สูงอายุไม่สามารถรับเงินซ้ำซ้อนจากบำนาญหรือสิทธิประโยชน์อื่นของรัฐได้ อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เป็นธรรมต่อผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยและยังต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพเพื่อดำรงชีพ โดยเฉพาะทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่ ๒ - ๔ ซึ่งไม่ได้รับบำนาญเหมือนบัตรชั้นที่ ๑\n	จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๕ มีผู้สูงอายุถูกดำเนินคดีเรียกคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จำนวน ๒๘,๐๐๐ ราย รวมวงเงิน ๒๔๕ ล้านบาท และได้คืนเงินบางส่วนแล้ว แต่ระเบียบของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังไม่ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกัน ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อให้การช่วยเหลือผู้สูงอายุและทหารผ่านศึกมีความเป็นธรรม ครอบคลุม และลดปัญหาความซ้ำซ้อนของสิทธิประโยชน์ในอนาคต"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
35	2015	128	นางวาสนา ยศสอน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาแม่น้ำสา กัดเซาะตลิ่งพัง และน้ำเอ่อล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนประชาชน	"เนื่องจากได้รับฟังข้อร้องเรียนจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เกี่ยวกับปัญหาลำน้ำสา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักของตำบลแม่สาและพื้นที่ใกล้เคียง เกิดปัญหา\nน้ำหลากกัดเซาะตลิ่งพัง และน้ำเอ่อล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนประชาชนเป็นประจำทุกปี ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเสียหายและเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สา ได้ดำเนินการ\nแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นโดยการถมดินและวางกระสอบทรายเพื่อป้องกันการกัดเซาะชั่วคราว ดังนั้น \nเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร จึงมีข้อเสนอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย พิจารณาจัดสรรงบประมาณสำหรับการก่อสร้างเขื่อนกั้นน้ำชนิดกล่องเกลี้ยง (Boxwall Flood Barrier) เพื่อป้องกันตลิ่งริมลำน้ำสา ระหว่างสะพานบ้านกลาง หมู่ที่ ๑ ไปยัง สะพานบ้านนาเหลือง หมู่ที่ ๓ \nตำบลแม่สา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน\n 	อนึ่ง องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สา อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีความพร้อมในการเตรียมพื้นที่เพื่อรองรับการก่อสร้าง และยินดีรับมอบการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่\nมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างมั่นคง ยั่งยืนและถาวร"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
36	2013	147	พันตำรวจโท สง่า ส่งมหาชัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	การร้องเรียนของสมาคมพลศึกษาลำปาง	เนื่องจากสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดลำปางได้มีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยนับตั้งแต่\nได้มีคำสั่งแต่งตั้งจนถึงปัจจุบัน ได้ปล่อยปละละเลยทำให้อาคารสถานที่และสนามกีฬาของจังหวัดลำปางหลายแห่ง ขาดการบำรุงรักษา เป็นเหตุให้อาคารสถานที่และสนามกีฬามีสภาพชำรุดทรุดโทรม \nซึ่งเป็นการไม่อำนวยความสะดวกหรือส่งเสริมการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการกีฬาในจังหวัดลำปางเป็นไปด้วย\nความเรียบร้อย โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน รวมทั้งให้การใช้งบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากภาครัฐเป็นไปตามวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และสร้างประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน จึงขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวโดยอาจพิจารณาบุคลากรที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่มาดำรงตำแหน่ง เพื่อตอบสนอง\nความต้องการของประชาชนในจังหวัดลำปาง ตลอดจนพิจารณาให้มีการปรับปรุง บำรุงรักษา และพัฒนาสนามกีฬาในจังหวัดลำปางให้ได้มาตรฐาน เหมาะสมกับการออกกำลังกาย การเล่นกีฬาและการฝึกซ้อมที่สามารถพัฒนาไปสู่ระดับกีฬาอาชีพต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
37	2011	173	นายสุนทร เชาว์กิจค้า	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาขยะในเกาะลันตา จังหวัดกระบี่	"เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ \nมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางมาเยือนตลอดทั้งปี สร้างรายได้ให้กับประเทศ\nหลายพันล้านบาทต่อปี แต่ขณะเดียวกัน เกาะลันตากำลังเผชิญกับปัญหาขยะสะสมเป็นจำนวน \nมากกว่า ๓๐,๐๐๐ ตัน ซึ่งเกิดจากชุมชนและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว โดยขยะส่วนใหญ่ประกอบด้วย ถุงพลาสติก โฟม ขวดแก้ว เศษอาหาร และวัสดุเหลือใช้จากธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และรีสอร์ต ปัจจุบันการจัดการขยะในพื้นที่ยังไม่มีระบบที่ได้มาตรฐาน และไม่มีโรงกำจัดขยะที่มีประสิทธิภาพ \nขยะจำนวนมากถูกกองทิ้งกลางแจ้ง ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางกลิ่น น้ำเสีย และความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน\nสู่แหล่งน้ำ ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรชายฝั่งและประมงพื้นบ้าน รวมทั้งภาพลักษณ์การท่องเที่ยว\nของจังหวัดกระบี่ ซึ่งปัญหาดังกล่าว เกินศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการ ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของประเทศ จึงจำเป็นต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนี้\n	๑)ขอให้นายกรัฐมนตรี และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งรัดการอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงกำจัดขยะที่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของเกาะลันตา จังหวัดกระบี่\n	๒)ส่งเสริมและสนับสนุนการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ทั้งจากครัวเรือน ร้านอาหาร โรงแรม และรีสอร์ตต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดขยะหลัก\n 	๓)กำหนดมาตรการหรือรณรงค์ให้นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และภาคประชาชน \nลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastics)\n 	๔)บูรณาการความร่วมมือระหว่างเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ภาคเอกชน \nและประชาชน เพื่อจัดตั้งระบบการจัดการขยะที่ยั่งยืน\n 	๕) สนับสนุนโครงการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานหรือการรีไซเคิล (Recycle) เพื่อให้สามารถลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัดได้อย่างเป็นรูปธรรม"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
38	2009	54	นายธนภัทร ตวงวิไล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาพนังกั้นแม่น้ำชีในพื้นที่ตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ พังทลาย	"เนื่องจากประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ ๓ บ้านโนนเชือก และหมู่ที่ ๕ บ้านกุดตูม ตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ได้รับความเดือดร้อนจากพนังกั้นแม่น้ำชีทรุดตัวเป็นระยะทาง ๓๐๐ เมตร ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ เนื่องจากอุทกภัยรุนแรง ส่งผลให้ไม่สามารถสัญจรระหว่างหมู่บ้านได้ และเกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตในปี พ.ศ. ๒๕๖๖\n 	จากการติดตามของผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ทราบว่า จังหวัดชัยภูมิได้เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อซ่อมแซมจากกรมโยธาธิการและผังเมืองแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้\nรับการแก้ไขหรือดำเนินการซ่อมแซมแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เร่งรัดการดำเนินการซ่อมแซมพนังกั้นแม่น้ำชีบริเวณตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ โดยด่วน \nเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มเติม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ระดับน้ำในแม่น้ำชียังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุทกภัยซ้ำซ้อนต่อพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัยของประชาชนทั้ง ๑๔ หมู่บ้าน ของตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
39	2007	166	นายสิทธิกร ธงยศ	นโยบายของรัฐบาล	อุบัติเหตุบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๑๒ ตอน นาพระชัย - ดงบัง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม	เนื่องจากเกิดปัญหาอุบัติเหตุทางถนนบริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๑๒ \nตอน นาพระชัย - ดงบัง อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม อยู่เป็นประจำ ซึ่งเดิมพื้นที่ดังกล่าวมีแผงคอนกรีตแบ่งช่องจราจร (Barrier) สูงประมาณ ๘๐ เซนติเมตร กั้นกลางถนนตามมาตรฐานความปลอดภัย\nทางวิศวกรรม หลังจากกรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างและเปิดให้ใช้เส้นทางแล้ว ได้จัดให้มีจุดกลับรถที่ได้มาตรฐาน แต่ประชาชนร้องเรียนว่าจุดกลับรถอยู่ไกล และไม่สะดวกต่อการสัญจร ต่อมา กรมทางหลวงได้ดำเนินการเจาะแผงคอนกรีตแบ่งช่องจราจร (Barrier) เป็นช่องกว้าง ประมาณ ๓ เมตร เพื่อให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์สามารถกลับรถได้ แต่มิได้เป็นไปตามวิศวกรรมความปลอดภัย อีกทั้งยังไม่มี\nเครื่องหมายจราจรที่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ขับขี่ที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทางต้องลดความเร็วอย่างกระทันหัน \nส่งผลให้รถที่ขับขี่ตามมาด้านหลังเบรกไม่ทัน และเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย\nและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนผู้ใช้เส้นทางในพื้นที่ดังกล่าว จึงขอเสนอให้กรมทางหลวง\nกระทรวงคมนาคม ได้พิจารณาดำเนินการจัดทำจุดกลับรถตามมาตรฐานวิศวกรรมความปลอดภัย \nโดยดำเนินการตีเส้นจราจรและติดตั้งป้ายเตือนให้ชัดเจน และหากยังไม่ได้รับการออกแบบและอนุมัติอย่างถูกต้อง ควรยกเลิกการใช้ช่องทางกลับรถบริเวณดังกล่าวชั่วคราว	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
40	2005	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในการส่งเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก  แหล่งอนุสรณ์สถานและภูมิปัญญาด้านวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน ๘ แห่ง	เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ได้เสนอเอกสารขอขึ้นทะเบียนแหล่งอนุสรณ์สถานและภูมิปัญญาด้านวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เป็นมรดกโลก จำนวน ๘ แห่ง ได้แก่ (๑) วัดเชิงมั่น (๒) วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร (๓) วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร (๔) วัดสวนดอกวรมหาวิหาร (๕) วัดเจ็ดยอด พระอารามหลวง (๖) วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) (๗) วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร และ (๘) แนวกำแพงเมืองและประตูเมืองรอบคูเมืองเชียงใหม่ ต่อมา เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๘ ผู้ปรึกษาหารือได้มีข้อเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการเสนอเอกสารดังกล่าวเพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก\nกับองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยขณะนี้เอกสารอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องเบื้องต้น\nโดยศูนย์มรดกโลก (World Heritage Centre) และผู้เชี่ยวชาญจากประเทศฝรั่งเศส ก่อนส่งกลับมา\nให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ หากจังหวัดเชียงใหม่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จะส่งผลดีต่อประเทศในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสังคม อาทิ การส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีนานาชาติ การยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ การสร้างรายได้แก่ชุมชน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมล้านนา และการปลูกฝังความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม การส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพ และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสมดุลและยั่งยืน ดังนั้น จึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรี\nได้พิจารณาเร่งรัดให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนต่อศูนย์มรดกโลก \nภายในเดือนธันวาคม ๒๕๖๘ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดส่งเอกสารฉบับสมบูรณ์ไปยัง\nศูนย์มรดกโลกได้ ภายในต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๙ เพื่อให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาการพิจารณา\nของคณะกรรมการมรดกโลกต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
41	2003	93	นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์	นโยบายของรัฐบาล	การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ครบวงจรเพื่อความปลอดภัยในอาหาร และสิ่งแวดล้อมที่จังหวัดเชียงราย	"ปัจจุบันประชาชนจังหวัดเชียงรายและคนไทยทั่วประเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์ปนเปื้อนสารพิษในลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการทำเหมืองแร่\nแรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements) และเหมืองทองคำในประเทศเมียนมา ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย\nของทรัพยากรน้ำ สัตว์น้ำ และผลิตผลทางการเกษตร รวมถึงสร้างความไม่มั่นใจแก่ประชาชนในพื้นที่ \nซึ่งการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ดิน และอาหาร เป็นไปอย่างล่าช้า ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญความไม่แน่นอนและสูญเสียความเชื่อมั่นทั้งด้านเศรษฐกิจและสุขภาพจิต ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างระบบข้อมูลและการตรวจสอบที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ \nและคืนความเชื่อมั่นให้กับประชาชนจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบ จึงมีข้อเสนอ\nเชิงนโยบายไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาและผลักดันอย่างเร่งด่วน ดังนี้\n 	๑)	จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ครบวงจรเพื่อความปลอดภัยในอาหารและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเชียงราย โดยบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กรมควบคุมมลพิษ) และกระทรวงสาธารณสุข (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์) เพื่อให้สามารถตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน พืชผล และสัตว์น้ำได้อย่างครบวงจรและรวดเร็วในพื้นที่\n 	๒)	ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อแจกจ่ายชุดทดสอบคุณภาพน้ำเบื้องต้น (Test Kit) ให้แก่ผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อให้สามารถตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงได้ด้วยตนเอง\n 	๓)	เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว พร้อมผลักดันการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ครบวงจรเพื่อความปลอดภัยในอาหารและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเชียงราย \nให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเชื่อถือได้ อันจะช่วยฟื้นฟูความมั่นใจในความปลอดภัยของอาหารและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	24	2568	2025-10-07T00:00:00
42	2001	100	นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์	นโยบายของรัฐบาล	(๑) เรื่อง การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ในพื้นที่บ้านเขาแก้ว ตำบลคลองยา อำเภออ่าวลึก (๒) เรื่อง ความคืบหน้าการจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ (One Map)จังหวัดกระบี่   	"ขอปรึกษาหารือ จำนวน ๓ เรื่อง ดังนี้ \n	(๑) เรื่อง การเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ในพื้นที่บ้านเขาแก้ว ตำบลคลองยา อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่   \n	สืบเนื่องจากหมู่บ้านบ้านเขาแก้ว ตำบลคลองยา อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ได้ก่อตั้ง\nเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๕ และมีประวัติความเป็นมา ดังนี้   \n	(๑.๑) ในปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้สร้าง “โรงเรียนบ้านเขาแก้ว”  	 \n	(๑.๒) ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ราษฎรแจ้งการครอบครองที่ดินตามแบบ ส.ค. ๑   \n	(๑.๓) ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ รัฐบาลออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.)   \n	(๑.๔) ในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ รัฐบาลเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.)  \nและประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ \n	(๑.๕) ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ชาวบ้านถูกจับกุมเนื่องจากการเก็บเกี่ยวผลอาสิน (ผลประโยชน์ รายได้จากต้นผลไม้) \n	(๑.๖) ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ชาวบ้านรวมตัวกันขอความเป็นธรรม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ \nให้คำตอบว่าจะคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ที่เพิกถอนคืนแก่ประชาชน \n	(๑.๗) ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ จังหวัดกระบี่ได้แจ้งยกเลิกการเสียภาษีบำรุงท้องที่ จึงทำให้ ประชาชนเสียสิทธิ เช่น ขอทุนสงเคราะห์ยางพารา และการขอบ้านเลขที่    \n	ปัจจุบันชาวบ้านไม่สามารถทำประโยชน์ในที่ดินของตนเองได้ จึงขอให้หน่วยงาน\nที่เกี่ยวข้องพิจารณายกเลิกคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) และคืนสิทธิในที่ดินทำกินให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อไป     \n 	(๒) เรื่อง ความคืบหน้าการจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ (One Map)\n	 โครงการจัดทำแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ \n(One Map) ยึดกรอบแนวคิด “หนึ่งพื้นที่ หนึ่งหน่วยงานรับผิดชอบ” เพื่อเสริมสร้างความถูกต้อง โปร่งใส และลดข้อพิพาทด้านที่ดินของรัฐ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เป็นผู้รับผิดชอบ\nตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๐ (๗) และตามมติคณะรัฐมนตรีปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ และปี พ.ศ. ๒๕๖๕ จึงขอทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับ\nการจัดทำแผนที่ One Map ว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อใด ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่เอกภาพในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศซึ่งเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานของรัฐและประชาชนต่อไป       \n	(๓) เรื่อง การพิจารณาศึกษาล่วงหน้าร่างพระราชบัญญัติยกเว้นความผิดให้แก่บุคคล\nที่ได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน \nพ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบ\nจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. ....\n	เมื่อคราวการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๖ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๒๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่ประชุมได้มีมติรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ร่างพระราชบัญญัติยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจาก  การดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม  แก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดิน  และทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. .... ดังนั้น จึงเห็นว่าวุฒิสภาควรดำเนินการพิจารณาศึกษาล่วงหน้าเกี่ยวกับ เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๒ ฉบับ ดังกล่าว เพื่อจะได้รับทราบถึงผลกระทบของกฎหมาย  ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนที่ครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหรือพื้นที่ทับซ้อนต่าง ๆ เพื่อจะได้คัดกรอง ระหว่างประชาชนที่ทำกินในพื้นที่จริงกับนายทุนที่เข้ามาครอบครองพื้นที่โดยหวังผลประโยชน์ตอบแทน        "	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
43	1999	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	นโยบายของรัฐบาล	สวัสดิการเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ออกตรวจบริเวณแนวชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี	จากการพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. .... ได้สอบถามอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เกี่ยวกับการรักษาและดูแลพื้นที่ป่าบริเวณแนวชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี ว่าดำเนินการอย่างไร ได้รับทราบข้อมูลว่าบริเวณแนวชายแดนดังกล่าวมีระยะทางกว่า ๓๐๐ กิโลเมตร การรักษาและดูแลพื้นที่ป่า ต้องใช้เจ้าหน้าที่ประมาณ ๔๐๐ นาย ในการออกตรวจและลาดตระเวนพื้นที่เพื่อรักษาและดูแลพื้นที่ป่า แต่อย่างไรก็ดี ยังขาดงบประมาณสำหรับเป็นสวัสดิการในการดูแลเจ้าหน้าที่ที่ออกตรวจบริเวณแนวชายแดน ซึ่งต้องเสี่ยงภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เสนอคำขอรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นสวัสดิการดูแลเจ้าหน้าที่ต่อกรมบัญชีกลางไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงขอให้กรมบัญชีกลางพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ออกตรวจและลาดตระเวนพื้นที่เพื่อรักษาและดูแลพื้นที่ป่าให้มีความเหมาะสมต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
44	1997	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	ความชัดเจนในการจัดสรรโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๗๒	จากใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ซึ่งดำเนินการ\nโดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) \nชุดแรกกำลังจะสิ้นสุดอายุในเดือนเมษายน ๒๕๗๒ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนว่าการต่อใบอนุญาต\nจะดำเนินการโดยวิธีการใด กล่าวคือ จะใช้วิธีการประมูลเช่นเดิม หรือเปลี่ยนเป็นใช้วิธีการคัดเลือก\nตามศักยภาพของผู้ประกอบการเหมือนในต่างประเทศ ซึ่งความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการดิจิทัลทีวีไม่สามารถวางแผนการดำเนินธุรกิจได้ ทั้งในเรื่องของการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี การพัฒนาแพลตฟอร์ม และการลงทุนด้านเนื้อหา เมื่อผู้ประกอบการดิจิทัลทีวีไม่มีความชัดเจนว่าจะได้รับอนุญาต\nให้ดำเนินธุรกิจดิจิทัลทีวีต่อไปหรือไม่ ทำให้เกิดความกังวลและไม่กล้าลงทุนกับเนื้อหารายการที่มีต้นทุนการผลิตสูงและใช้ระยะเวลาในการผลิต ส่งผลให้เนื้อหารายการที่เผยแพร่ให้ประชาชนได้รับชม\nคุณภาพลดลง ทำให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคเสียประโยชน์โดยตรงเพราะได้บริโภครายการที่มีต้นทุนการผลิตต่ำแทนรายการที่มีเนื้อหาคุณภาพ โดยดิจิทัลทีวีเป็นช่องทางที่ประชาชนสามารถติดตามรับชมรายการต่าง ๆ ได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายถือเป็นหลักการสำคัญของการสื่อสารสาธารณะ แม้ว่าปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อจะเปลี่ยนแปลงไป โดยเลือกติดตามผ่านแพลตฟอร์มทางออนไลน์ต่าง ๆ \nแต่เนื้อหาหลักยังคงเป็นเนื้อหาทางช่องดิจิทัลทีวี ดังนั้น รัฐบาลและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ควรเร่งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ เพื่อให้ผู้ประกอบการ\nได้มีเวลาในการวางแผนดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีความสำคัญต่อการคงอยู่ของดิจิทัลทีวีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงอย่างสะดวกโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทั้งยังเป็นการพัฒนาสื่อของประเทศ\nให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ต่อไป	นายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
45	1995	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้ติดตามโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ขององค์การบริหารส่วนตำบลสถาน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน 	"จากสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับหนังสือจากองค์การบริหาร\nส่วนตำบลสถาน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ติดตามโครงการที่เสนอขอภายใต้แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น\nในสังกัดกระทรวงมหาดไทย สรุปสาระสำคัญว่า องค์การบริหารส่วนตำบลสถาน อำเภอนาน้อย \nจังหวัดน่าน ได้เสนอโครงการภายใต้แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสังกัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน ๖ โครงการ แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับการพิจารณา ทั้ง ๖ โครงการ ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ทำการสอบถามไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลใกล้เคียงหรือเทศบาลในจังหวัดน่าน ที่ได้เสนอโครงการดังกล่าวว่าได้รับการพิจารณาโครงการหรือไม่ ได้รับข้อมูลว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งได้รับการอนุมัติ ๒ โครงการ บางแห่งได้รับอนุมัติ ๑ โครงการ และบางแห่งได้รับอนุมัติ ๓ โครงการ แตกต่างกันไป          \n	สภาพปัญหาตำบลสถาน มีพื้นที่ส่วนใหญ่ติดลำน้ำหิน เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำระหว่างภูเขา ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ฤดูแล้งจะประสบภัยแล้ง ฤดูฝนจะประสบอุทกภัย \nน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่งและกัดเซาะตลิ่งพังเป็นแนวยาวตลอดลำน้ำหิน ทำให้น้ำท่วมบ้านเรือนและพืชผลทางการเกษตร ตลอดจนถนนเพื่อการเกษตรชำรุดเสียหาย การสัญจรไปมา\nและการขนย้ายผลผลิตทางการเกษตร เช่น ยางพารา ข้าว ข้าวโพด เป็นไปอย่างยากลำบาก ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จึงได้ร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือมายังองค์การบริหาร\nส่วนตำบลสถาน ซึ่งได้ดำเนินการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเบื้องต้นไปแล้วแต่ยังไม่ทั่วถึง เนื่องจาก\nขาดงบประมาณในการดำเนินการ ดังนั้น ขอให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และรัฐมนตรี \nว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาติดตามความคืบหน้าของโครงการที่เสนอโดยองค์การบริหาร\nส่วนตำบลสถาน ตำบลสถาน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ภายใต้แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน ๑๕๗,๐๐๐ ล้านบาท ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในสังกัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน ๖ โครงการ ดังนี้\n	(๑) โครงการก่อสร้างพนังป้องกันตลิ่งลำห้วยน้ำหินบ้านทุ่ง \n	(๒) โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก บ้านใหม่จัดสรร \n	(๓) โครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก สายบ้านศาลา-นาดอย\n	(๔) โครงการก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์ติคคอนกรีต สายบ้านม่อน - นาเหล่า\n	(๕) โครงการก่อสร้างถนนลาดยางแอสฟัลท์ติคคอนกรีต สายบ้านใหม่ - ห้วยหง่วมบน\n	(๖) โครงการปรับปรุงผิวถนนคอนกรีตด้วยแอสฟัลท์ติคคอนกรีต สายบ้านไร่น้ำหิน ตำบลสถาน - บ้านห้วยจอย ตำบลสันทะ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
46	1993	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการปฏิบัติงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะกรรมการลุ่มน้ำ 	"จากเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เสนอให้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กักเก็บน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ไม่เกินร้อยละ ๘๐ ของความจุอ่าง ซึ่งที่ผ่านมาในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีจะต้องกักเก็บน้ำไว้ร้อยละ ๑๐๐ ขณะที่ปัจจุบันเดือนกันยายน ยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าจะมีฝนตกอีกหรือไม่ ซึ่งควรจะกักเก็บน้ำไว้เพื่อไม่ให้ประชาชน\nได้รับความเดือดร้อน คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ควรดูแลเรื่องการบริหารจัดการน้ำ\nในภาพรวม เพราะมีแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้ง และน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ซึ่งประกอบด้วย ๙ มาตรการอันเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ  \n	ปัญหาเกิดจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนขนาดใหญ่ที่ไม่สัมพันธ์กัน \nซึ่งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ควรจะทำการระบายน้ำตั้งแต่ช่วงที่มีปัญหาน้ำท่วมจังหวัดน่าน โดยการพร่องน้ำไว้รอ แต่กลับเพิ่งจะมาระบายน้ำในช่วงเวลานี้ซึ่งเป็นการซ้ำเติมประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อน โดยขณะนี้ได้มีการขอระบายน้ำมากกว่า ๒,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าการระบายน้ำตามปกติที่ประมาณ ๑,๗๐๐ - ๑,๙๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร คาดว่าจะทำให้ประชาชน\nในบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมอย่างแน่นอน \n	จากกรณีปัญหาที่เคยเกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการลุ่มน้ำ ไม่มีความชัดเจนในการประกาศเตือนภัยตามกฎหมาย จึงควรออกแบบการบริหารจัดการให้มีความชัดเจน เพราะในปัจจุบัน\nมีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่มีข้อจำกัดหรือห้ามประกาศเตือนภัย ดังนั้น ต้องกำหนดให้คณะกรรมการลุ่มน้ำมีอำนาจประกาศเตือนภัยได้ นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่กล้าประกาศเตือนภัย เพราะทับซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของตนเอง ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย \nพ.ศ. ๒๕๕๐ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติเฉพาะในเขตจังหวัดของตนเอง ประกอบกับมีปัญหาข้อกฎหมาย โดยจะต้องเกิดน้ำท่วมแล้ว จึงจะประกาศเตือนภัยได้ ถ้ายังไม่เกิดน้ำท่วม จะประกาศเตือนภัยไม่ได้ ดังนั้น ควรพิจารณาทบทวนและแก้ไขเพิ่มเติม หมวด ๕ ภาวะน้ำแล้ง\nและภาวะน้ำท่วมของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๑ ให้มีความชัดเจนในการปฏิบัติงานเพราะเวลาเผชิญเหตุภัยน้ำท่วม - น้ำแล้ง การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้\n	(๑) ควรปรับปรุงพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๑ \n	(๒) ควรให้อำนาจในการแก้ไข การจัดการภัยพิบัติจากทรัพยากรน้ำ และเชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐  \n	(๓) ควรปรับปรุงหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการลุ่มน้ำ ให้มีอำนาจกำหนด\nเป้าหมาย ในการบริหารจัดการน้ำ การแจ้งเตือนภัย การสั่งการ และการปฏิบัติงานร่วมกับส่วนราชการ\nที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รวมทั้งการกำหนดแผนงานและงบประมาณ\n	(๔) ควรให้คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด เข้ามาดูแลพื้นที่ในการบริหาร\nจัดการทรัพยากรน้ำ การจัดการภัยพิบัติจากน้ำ รวมถึงภัยแล้งในระดับจังหวัด โดยอยู่ภายใต้คณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งต้องบัญญัติให้ปรากฏไว้ในพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๑ \n	(๕) พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๑ หมวด ๕ ภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม ส่วนที่ ๒ การป้องกันและแก้ไขน้ำแล้ง และส่วนที่ ๓ การป้องกันและแก้ไขน้ำท่วม ควรกำหนดรายละเอียดให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะยังขึ้นอยู่กับแผนที่เสนอโดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งควรเป็นกรณีปัญหาที่มีในลักษณะเกิดขึ้นประจำ แต่การเกิดปัญหาแบบไม่ปกติ \nคู่มือไม่สามารถใช้ในการควบคุมได้ ควรมีบทบัญญัติให้อำนาจในการแก้ไขเป็นการเฉพาะ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
47	1991	155	นางสมศรี อุรามา	นโยบายของรัฐบาล	การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล	เมื่อวันที่ ๑๒ - ๑๔ กันยายน ๒๕๖๘ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เดินทางลงพื้นที่ ณ จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคประชาสังคมเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งจากการพิจารณาศึกษาข้อมูลที่บริเวณแหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง (ฝั่งอันดามัน) และบริเวณแหลมริ้ว จังหวัดชุมพร (ฝั่งอ่าวไทย) ได้มีโอกาสพบปะกับพี่น้องชาวประมงในพื้นที่ พบว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ดำรงชีพด้วยการทำประมง มีความรักในถิ่นฐานบ้านเกิดและที่สำคัญคือดำเนินวิถีชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทำให้บริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีอาหารอุดมสมบูรณ์ อาทิ ปลา ปู กุ้ง หอย กะปิเคย ตลอดจนทุเรียน\nและผลไม้อื่น ๆ ที่มีคุณภาพและรสชาติดี สามารถจำหน่ายทั้งในประเทศ และส่งออกไปจำหน่าย\nยังต่างประเทศ แต่ปรากฏว่าบริเวณดังกล่าวได้ถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งของโครงการก่อสร้างท่าเรือ \nซึ่งจะต้องมีการถมทะเลทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็น “อ่าวมดลูกทะเล” \nที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเป็นจุดที่น้ำจืดไหลลงมาบรรจบกับน้ำเค็มในทะเล จึงมีแร่ธาตุ\nอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งกำเนิดชีวิต และแหล่งอาหารของสัตว์น้ำหลายชนิด ได้แก่ ปลา กุ้ง และหอย \nได้เข้ามาอยู่อาศัยและวางไข่ในบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลอนุรักษ์อ่าวมดลูกทะเลดังกล่าวให้มีความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ตลอดไป    	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
48	1989	118	นายรุจิภาส มีกุศล	ความเดือดร้อนของประชาชน	(๑) เรื่อง ปัญหาความปลอดภัยของชาวสวนยางพารา (๒) เรื่อง ความกังวลต่อการเปิดด่านชายแดน (๓) เรื่อง ปัญหาสำนักสงฆ์ได้รับผลกระทบจากการยิงกระสุนปืนใหญ่ 	"จากการลงพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ได้รับฟังเสียงสะท้อนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ ๓ เรื่อง ดังนี้\n	(๑) เรื่อง ปัญหาความปลอดภัยของชาวสวนยางพารา \n	โดยมีประชาชนจำนวนมากไม่กล้าเข้าสวนยางของตนเอง เนื่องจากยังคงมีความเสี่ยง\nจากฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะการบินของอากาศยานไร้คนขับในเวลากลางคืน ดังนั้น จึงขอให้กองทัพภาคที่ ๒ และหน่วยงานด้านความมั่นคงเพิ่มมาตรการดูแล เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนสามารถทำการเกษตร\nได้อย่างปลอดภัย 	   \n	(๒) เรื่อง ความกังวลต่อการเปิดด่านชายแดน \n	โดยประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาเปิดด่านชายแดนไทย - กัมพูชา ในช่วงเวลานี้ เนื่องจากยังไม่มีความเชื่อมั่นต่อท่าทีของประเทศกัมพูชา และเกรงว่าจะนำไปสู่การสูญเสียดินแดนเพิ่มเติม ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยยึดความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ        "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
49	1987	50	นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอปรึกษาหารือ จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้ (๑) เรื่อง ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ (๒) เรื่อง ปัญหาคลองตื้นเขินและการจัดการตะกอนเลน 	"(๑) เรื่อง ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ\n	จากการลงพื้นที่ตามโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน เกษตรกรได้สะท้อน\nปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่มีราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะมะพร้าว และมะนาว โดยข้อมูล \nณ วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ ราคามะพร้าวน้ำหอมที่ล้งรับซื้อเพียงกิโลกรัมละ ๓ - ๓.๕ บาท และยังมีรายงานจากกลุ่มผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมว่าในหลายพื้นที่รับซื้อราคากิโลกรัมละ ๓ - ๔ บาท โดยปัญหาดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะจังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาครเท่านั้น แต่ยังพบในจังหวัดอื่น ๆ ที่มีการเพาะปลูกมะพร้าว และมะนาว ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณามาตรการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม และมะนาวทั่วประเทศ \n(๒) เรื่อง ปัญหาคลองตื้นเขินและการจัดการตะกอนเลน \n	เนื่องจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มที่มีคลองและคลองสาขาต้องเผชิญกับปัญหาคลองตื้นเขิน ได้มีการแก้ไขปัญหาโดยการใช้รถแบคโฮขุดลอก ซึ่งสามารถตักเฉพาะดินแข็ง แต่ไม่สามารถขจัดดินเลนได้ทั้งหมด ทำให้ตะกอนเลนสะสมและก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียและก๊าซส่งกลิ่นเหม็น รวมถึงเป็นปัจจัยให้วัชพืชน้ำ เช่น ผักตบชวา แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ซึ่งประชาชนจังหวัดสมุทรสงคราม โดยเฉพาะกลุ่ม “ประชาคมคนรักแม่กลอง” ได้ริเริ่มการพัฒนาเรือดูดเลนเพื่อใช้ในการจัดการตะกอน ซึ่งได้มีการทดลองแล้ว แต่ยังติดขัดปัญหาสำคัญคือ ไม่สามารถกำหนดราคากลางสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการเช่าเรือดูดเลนได้ ดังนั้น จึงขอให้กรมบัญชีกลางร่วมกับ\nกรมชลประทานพิจารณาในการกำหนดราคากลางสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างหรือเช่าเรือดูดเลน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาตะกอนสะสมในคลองและป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในพื้นที่ต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
50	1985	95	นายพละวัต ตันศิริ	นโยบายของรัฐบาล	มาตรการรับมือกรณีเงินบาทแข็งค่า	"การลงพื้นที่โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชน\nและผู้ประกอบการเกี่ยวกับค่าเงินบาทแข็งค่ามากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาสูงกว่าประเทศคู่แข่งประมาณร้อยละ ๑๑ - ๑๒ และทำให้ภาคการท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจนกระทบต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ และถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ \nแต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าผิดปกติ ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเงินทุนที่ไม่ถูกต้อง (เงินเทา) ไหลเข้ามาในประเทศ ทำให้ความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและยืนยันว่าไม่ได้มีการแทรกแซงค่าเงินเกินความจำเป็น โดยปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งในภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว จึงจำเป็นต้องเร่งรัดมาตรการแก้ไขในทุกระดับ เพื่อบรรเทาผลกระทบในปัจจุบัน และเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขไปยังรัฐบาล ดังนี้ \n	(๑) ระยะสั้น ควรมีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการส่งออก เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการสนับสนุนการประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงการพิจารณาแทรกแซงค่าเงิน\nในกรณีจำเป็น  \n	(๒) ระยะกลาง ควรจัดตั้ง One Stop Service ภายใต้การนำของธนาคารแห่งประเทศไทย ประสานงานกับกรมศุลกากรและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อติดตามเงินทุน\nที่ผิดปกติ และสนับสนุนโครงการป้องกันความเสี่ยงแบบกลุ่มเพื่อลดต้นทุนของวิสาหกิจขนาดกลาง\nและขนาดย่อม (SME) \n	(๓) ระยะยาว ควรส่งเสริมการลงทุนเพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างความแตกต่าง\nของสินค้า ขยายตลาดเชิงยุทธศาสตร์ไปยังประเทศคู่ค้าใหม่ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
51	1983	113	นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา	นโยบายของรัฐบาล	การเปิดด่านการค้า ไทย - กัมพูชา 	"ตามที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกรณีการเปิดจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนไทย - กัมพูชา ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่าเกิดจากแรงกดดันของประเทศที่สามที่ต้องการเร่งรัด\nให้ทั้งสองประเทศดำเนินการเปิดด่านโดยเร็ว ทั้งที่สถานการณ์บริเวณชายแดนยังไม่สงบเรียบร้อย อีกทั้งยังคงมีข้อพิพาทด้านเขตแดนและภัยคุกคามที่ยังไม่คลี่คลาย  \n	การเปิดจุดผ่อนปรนการค้าดังกล่าว แม้อาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะสั้น \nแต่ในทางปฏิบัตินั้นอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ รัฐบาลจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะเลือกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจชั่วคราว หรือจะคำนึงถึงการธำรงรักษาแผ่นดินไทยและเกียรติภูมิของชาติเป็นสำคัญ\n	ประชาชนชาวไทยไม่อาจลืมเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา \nซึ่งมีทหารหาญจำนวนมากต้องสละชีวิตหรือบาดเจ็บพิการจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย เลือดของทหารผู้กล้าเหล่านั้นยังไม่ทันแห้ง แต่รัฐบาลกลับแสดงท่าทีเห็นชอบตามข้อเสนอที่ได้จาก\nการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - กัมพูชา (General Border Committee: GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ ณ จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับ\nการผ่อนปรนการขนส่งสินค้า การศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดจุดผ่านแดนบางแห่งที่ปลอดภัย \nเริ่มจากด่านถาวรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี - จังหวัดตราด และผ่อนปรนเฉพาะสินค้า ไม่รวมบุคคล \nซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอาจถูกมองได้ว่าเป็นการไม่ให้ความสำคัญต่อการเสียสละของทหารผู้กล้า \nและอาจกระทบต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของประชาชนชาวไทยทั้งชาติ   \n	ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลยึดถืออธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ รวมถึงความปลอดภัย\nของประชาชนไทยเป็นหลัก มิใช่เร่งรัดดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าเพียงอย่างเดียว เพราะไม่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจใดจะมีค่ายิ่งไปกว่าความมั่นคงและเอกราชของชาติไทยช"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
52	1981	149	นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนน้ำท่วมถนนบ้านท่าขอนยาง - มหาวิทยาลัยมหาสารคาม	จากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๐๒ ช่วงบ้านท่าขอนยาง - มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญยิ่ง โดยเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งมีนักศึกษาจำนวน ๕๐,๐๐๐ คน และคนต่างชาติเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่จำนวนหลายพันคน เป็นเส้นทางที่มีการสัญจรหนาแน่น และเป็นเส้นทางลัดสำคัญเชื่อมต่อไปยังจังหวัดขอนแก่น โดยมีมูลค่าเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจมากกว่า ๕๐๐ ล้านบาทต่อเดือน ชุมชนในบริเวณดังกล่าวมีการพัฒนาและการขยายตัวของชุมชนที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการก่อสร้างหอพักนักศึกษาและที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ซึ่งการขยายตัวของชุมชนส่งผล\nต่อระบบระบายน้ำในพื้นที่ เมื่อเกิดฝนตกหนักทำให้น้ำฝนไม่สามารถระบายออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำฝนจึงไหลรวมกันและท่วมขังทั้งบนถนนสายหลักและถนนสายรอง ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังอย่างรุนแรง ปัญหาน้ำท่วมถนนสายบ้านท่าขอนยาง - มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นซ้ำเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลาต่อเนื่องกว่า ๒๐ ปี โดยยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถาวรและมีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการดำรงชีวิตของประชาชน การศึกษา และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ จึงขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการวางแผนและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อไป 	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
53	1979	59	นายนพดล พริ้งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้	"ปัจจุบันประเทศไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าใช้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ชนบทห่างไกล ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศประกอบอาชีพเกษตรกรรม\nและมีที่อยู่อาศัยกระจายครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ทำให้บ้านเรือนของประชาชนจะกระจายอยู่ในแต่ละพื้นที่เช่นกัน \n	ในด้านการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีภารกิจหลักในการดูแล\nและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย ในขณะที่การไฟฟ้านครหลวงรับผิดชอบการกำกับดูแลและให้บริการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประชาชนบางส่วนที่อาศัยอยู่นอกเขตระบบการจำหน่ายไฟฟ้า ส่งผลให้ประชาชนกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าได้อย่างเท่าเทียม\nซึ่งการขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้าไปยังพื้นที่ดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับเงินอุดหนุนจากองค์กรปกครอง\nส่วนท้องถิ่น รวมทั้งประชาชนสมทบบางส่วน หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง\nให้การสนับสนุนบางส่วน	\n	ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติมาตรา ๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดไว้ว่า “รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งหากประชาชนบางส่วนยังคง\nถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ถือเป็นการไม่บรรลุตามหลักการของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและเพื่อให้ประชาชนทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างเท่าเทียมกัน จึงขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย ดังต่อไปนี้       \n	(๑) การสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลครัวเรือนที่ยังไม่มีไฟฟ้า  \n	ขอให้ดำเนินการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลกลางของครัวเรือนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้\nอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ที่แท้จริงและสามารถวางแผนการดำเนินงาน\nได้อย่างมีประสิทธิภาพ  \n	(๒) การขยายเขตจำหน่ายไฟฟ้า\n	ขอให้พิจารณาขยายเขตจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้และเหมาะสม\nทั้งในด้านเทคนิคและเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าของการลงทุนและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ					\n	(๓) การพัฒนาและสนับสนุนพลังงานทดแทน \n	ขอให้จัดหาแหล่งพลังงานทดแทนที่เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์และสภาพอากาศ\nของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) พร้อมระบบสำรองพลังงาน (แบตเตอรี่) ระบบพลังงานลม หรือระบบพลังงานน้ำขนาดเล็ก \n	(๔) การจัดระบบมาตรวัดและการคิดค่าบริการตามมาตรฐาน \n	ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการติดตั้งมาตรวัดไฟฟ้า (มิเตอร์ไฟฟ้า) และคิดค่าบริการในอัตราปกติเพื่อความเสมอภาคให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาครับผิดชอบการจัดหาพลังงานทั้งหมด\n	(๕) การจัดสรรงบประมาณและการดำเนินงาน \n	ขอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาจัดทำแผนงานและจัดสรรงบประมาณอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ\n	การดำเนินการตามข้อเสนอแนะข้างต้นจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมาย\nการให้บริการไฟฟ้าอย่างครอบคลุมและเท่าเทียมกัน สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน\nตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และเป็นการสร้างความเป็นธรรมในสังคมอย่างแท้จริง"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
54	1977	128	นางวาสนา ยศสอน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาฝายสะเนียนตื้นเขินไม่ได้รับการดูแลขุดลอกซ่อมแซมปรับปรุง	"จากได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายณัฐวุฒิ  มูลชมพู ผู้ใหญ่บ้านเหนือวัด หมู่ที่ ๒ ตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เพื่อขอให้ดำเนินการขุดลอกดินตะกอน ปรับปรุงและซ่อมแซมฝายสะเนียน ปัจจุบันได้ถ่ายโอนฝายสะเนียนให้กับกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ\nและสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และเป็นหน่วยงานดูแล ซ่อมแซม และปรับปรุงรักษา ในช่วงฤดูฝนของทุกปีกระแสน้ำจะพาดิน และตะกอนมาทับถมสะสม\nเป็นจำนวนมากบริเวณฝายสะเนียน ทำให้ฝายมีลักษณะตื้นเขิน ส่งผลให้เก็บกักน้ำได้น้อย ในฤดูแล้ง\nน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก ซึ่งชาวนาและชาวสวนในตำบลสะเนียน และตำบลถืมตอง พื้นที่จำนวน ๕,๐๐๐ ไร่ ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำ โดยทางผู้นำชุมชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำขอรับ										      \nการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลสะเนียน แต่องค์การบริหารส่วนตำบลสะเนียน\nไม่มีงบประมาณเพียงพอในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านได้ช่วยเหลือกันเองในการดูแล และบำรุงรักษา โดยไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด จึงขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการซ่อมแซม ดูแล และขุดลอกตะกอนดินในพื้นที่ฝายสะเนียน เพื่อเป็นการแก้ไขและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นกรณีเร่งด่วนต่อไป \n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
55	1975	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	นโยบายของรัฐบาล	1.เรื่อง การหลบหนีเข้าเมืองของชาวเมียนมา จังหวัดกาญจนบุรี 2.เรื่อง สถานศึกษาต่างด้าวผิดกฎหมาย จังหวัดสมุทรสาคร	"ขอปรึกษาหารือ จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้  \n	(๑) เรื่อง การหลบหนีเข้าเมืองของชาวเมียนมา จังหวัดกาญจนบุรี \n	สืบเนื่องจากมีการจับกุมแรงงานชาวเมียนมาลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายโดยเฉพาะ\nในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี และอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เช่น เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน \n๒๕๖๘ สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี \nจำนวน ๗๐ ราย และวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๘ ณ ลานจอดรถวัดอู่ล่อง ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ \nจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองได้จำนวน ๕๓ ราย โดยเป็นเด็กอายุ ๒ ขวบ รวมอยู่ด้วย ๑ ราย จึงขอชื่นชมการทำงานของนายวุฒิพงษ์  สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี \nและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการตรวจตรา กวดขัน และจับกุมแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง\nอย่างจริงจัง ซึ่งหากมีการปล่อยปละละเลยให้แรงงานชาวเมียนมาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจะทำให้คนบางกลุ่มได้รับประโยชน์จากการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย จึงขอให้กรมการปกครอง \nและกรมทหารราบที่ ๙ ร่วมกันตรวจตราและจับกุมแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย\nให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น     \n   	(๒) เรื่อง สถานศึกษาต่างด้าวผิดกฎหมาย จังหวัดสมุทรสาคร\n	สืบเนื่องจากในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครมีการตั้งสถานศึกษาของแรงงานต่างด้าว\nโดยผิดกฎหมาย จำนวน ๒ แห่ง ดังนี้ แห่งที่หนึ่ง ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับซอยเอกชัย ๑๓ ถนนเอกชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร และแห่งที่สอง ตั้งอยู่ติดกับบริษัท ดี แลนด์ กรุ๊ป จำกัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร โดยทั้งสองแห่งเป็นสถานศึกษาที่ไม่ได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๘ การจัดตั้งโรงเรียนในระบบ และมาตรา ๑๒๐ การจัดตั้งโรงเรียนนอกระบบ ซึ่งจะทำให้มีความผิดตามมาตรา ๑๓๐ ผู้ใดจัดตั้งโรงเรียนในระบบโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือมีความผิดตามมาตรา ๑๔๗ กำหนดให้ผู้ใดจัดตั้งโรงเรียนนอกระบบโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา ๑๒๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร ตรวจสอบการตั้งสถานศึกษาทั้งสองแห่งว่าได้ดำเนินการจัดตั้งถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่           "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
56	1973	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	อายัดบัญชีม้ากระทบประชาชน	จากมาตรการอายัดบัญชีม้าได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก โดยเฉพาะประชาชนที่ประกอบอาชีพค้าขาย ซึ่งบางรายระยะเวลาผ่านไป ๗ วัน ยังไม่สามารถปลด\nจากการอายัดบัญชีได้ แต่เมื่อได้มีการร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนบัญชีดังกล่าวได้รับการปลดจากการอายัดโดยทันที ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้แถลงว่าสามารถปลดการอายัดบัญชีของประชาชน\nที่ไม่เกี่ยวกับบัญชีม้าได้ภายใน ๔ ชั่วโมง นอกจากมาตรการอายัดบัญชีม้าแล้ว สภาองค์กรของผู้บริโภค\nได้เสนอมาตรการหน่วงเงินก่อนโอน เพื่อให้ผู้บริโภคและธนาคารมีเวลาตรวจสอบความปลอดภัยของธุรกรรม และเพิ่มโอกาสในการระงับการโอนเงินหากเป็นการหลอกลวง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเสียหาย\nจากภัยทุจริตทางการเงินออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งบางประเทศได้ใช้มาตรการหน่วงเงินก่อนโอน เช่น ประเทศสิงคโปร์ ส่วนบัญชีใดที่ผู้โอนต้องการความรวดเร็วในการโอนเงินให้แจ้งบัญชีไว้กับธนาคาร จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเพิ่มมาตรการหน่วงเงินก่อนโอน เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมออนไลน์	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	19	2568	2025-09-16T00:00:00
57	1971	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	จากออนไลน์สู่กับดักมนุษย์ : เกราะป้องกันที่เริ่มต้นจากครอบครัว	"เนื่องจากสถานการณ์การล่อลวงทางออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีที่ปรากฏในสื่อมวลชนว่า มีมารดาได้ยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือ\nต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ หลังจากที่บุตรชายอายุ ๑๗ ปี ถูกล่อลวงให้เดินทางไปทำงานผ่านคนรู้จักทางออนไลน์ จนได้ส่งข้อความขอความช่วยเหลือว่า “โดนจับมาเขมร ช่วยด้วย” โดยสัญญาณโทรศัพท์มือถือครั้งสุดท้ายตรวจพบที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว\n	กรณีดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นปัญหาในระดับบุคคลหรือครอบครัวเท่านั้น แต่ยังสะท้อน\nถึงภัยคุกคามที่กำลังแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในสังคมไทย คือ ปัญหาการค้ามนุษย์และการล่อลวงแรงงานข้ามชาติ ซึ่งผู้กระทำผิดได้นำสื่อสังคมออนไลน์และแอปพลิเคชันเกมออนไลน์มาใช้เป็นเครื่องมือในการชักจูงผู้เสียหาย โดยเสนอค่าตอบแทนที่สูงเกินความเป็นจริงหรืองานที่ดูเหมือนง่าย แต่แท้จริงแล้วเป็นงานที่ผิดกฎหมาย อาทิ การทำงานให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ หรือการบังคับใช้แรงงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย\n 	เมื่อผู้เสียหายเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง ผู้กระทำผิดจะดำเนินการยึดหนังสือเดินทาง กักขังและหน่วงเหนี่ยว และบังคับให้ทำงานในสภาพที่ใกล้เคียงกับการค้ามนุษย์ ขาดอิสรภาพ ถูกคุกคาม และถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังกลายเป็นปัญหาความมั่นคงของชาติในหลายมิติ ทั้งความปลอดภัยทางไซเบอร์ การจัดการเขตชายแดน และสิทธิมนุษยชนของพลเมืองไทย\n	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือจึงขอเสนอแนะมาตรการที่ควรดำเนินการ ดังนี้\n	(๑) การเสริมสร้างความปลอดภัยของเยาวชนในโลกออนไลน์\n	กรณีนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า กลุ่มเป้าหมายที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด คือ เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า ๑๘ ปี ซึ่งยังขาดภูมิคุ้มกันในการวิเคราะห์และแยกแยะข้อมูล รวมทั้งขาดประสบการณ์\nในโลกการทำงาน ดังนั้น ภาครัฐจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรัดจัดทำมาตรการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลในระดับต่าง ๆ ดังนี้ \n	- ระดับครอบครัว จัดทำโครงการให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการดูแลเด็กในยุคดิจิทัล\n	- ระดับสถานศึกษา บรรจุหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อและความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระบบการศึกษา\n	- ระดับชุมชน จัดตั้งเครือข่ายชุมชนเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการล่อลวงเด็กและเยาวชน\n 	นอกจากนี้ ควรมีการจัดหาโครงการเสริมทักษะอาชีพที่เหมาะสมกับเยาวชน \nและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับช่องทางการหางานที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนพบช่องทางการทำงานที่ไม่ปลอดภัย\n 	(๒) การป้องกันการค้ามนุษย์และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ\n	แม้จะมีความพยายามในการปรับปรุงกฎหมายและมาตรการบังคับใช้ แต่ยังคง\nพบช่องโหว่จำนวนมากโดยเฉพาะในบริเวณตามแนวเขตชายแดน อาทิ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงแรงงานผิดกฎหมาย\n	รัฐบาลควรดำเนินการเจรจาและสร้างความร่วมมือเชิงรุกกับประเทศเพื่อนบ้าน\nในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การปฏิบัติการร่วมในการปราบปรามการค้ามนุษย์ และการจัดตั้งกลไกการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ\n	(๓) การปรับปรุงกลไกการบังคับใช้กฎหมายและการช่วยเหลือผู้เสียหาย\n              	เพื่อให้การช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขอเสนอให้จัดตั้ง\nศูนย์ช่วยเหลือผู้เสียหายจากการล่อลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์แบบครบวงจร (one stop service) \nที่มีลักษณะดังนี้\n	- สามารถรับเรื่องร้องเรียนและร้องทุกข์\n	- ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\n	- ติดตามความคืบหน้าของคดี\n	- จัดตั้งสายด่วนกลางที่ประชาชนสามารถติดต่อได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง\n 	ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตและอนาคตของเยาวชนไทยเท่านั้น แต่ยัง\nส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอีกด้วย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\nทั้งด้านความมั่นคง ด้านสวัสดิการสังคม และด้านการศึกษา ร่วมกันขับเคลื่อนมาตรการป้องกัน\nและปราบปรามการล่อลวงทางออนไลน์ต่อเด็กและเยาวชนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อปกป้อง\nความปลอดภัยของประชาชนและรักษาเกียรติของประเทศชาติ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
58	1969	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	นโยบายของรัฐบาล	การปรับขึ้นค่าจ้างของลูกจ้างเหมาบริการในสังกัดกรมการปกครอง	"จากได้รับเรื่องร้องเรียนจากลูกจ้างเหมาบริการ สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับค่าจ้างเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท ตามประกาศกรมการปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๕ แต่เนื่องจากตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมา ค่าครองชีพได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ\nที่ขยายตัว และลูกจ้างเหมาบริการดังกล่าวเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติภารกิจของกรมการปกครอง \nทั้งงานสารบรรณ งานบริการประชาชน และภารกิจเร่งด่วนต่าง ๆ\n 	ทั้งนี้ คณะกรรมการค่าจ้างได้ประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ \n๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ดังนี้\n 	- กรุงเทพมหานคร จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดระยอง กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ วันละ ๔๐๐ บาท\n 	- จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดจันทบุรี จังหวัดเชียงราย จังหวัดตาก จังหวัดนครพนม จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดพังงา จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดสกลนคร จังหวัดสงขลา (ยกเว้นอำเภอหาดใหญ่) จังหวัดสระแก้ว จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ยกเว้นอำเภอเกาะสมุย) และจังหวัดอุบลราชธานี กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ วันละ ๓๕๒ บาท\n	- จังหวัดน่าน จังหวัดตรัง จังหวัดพะเยา และจังหวัดแพร่ กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ\nวันละ ๓๔๕ บาท\n 	อย่างไรก็ตาม ลูกจ้างเหมาบริการของกรมการปกครองได้รับค่าจ้างเฉลี่ย วันละ ๓๐๐ บาท \nซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำที่กำหนดไว้ โดยได้มีการร้องเรียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้\n 	- เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๖ กลุ่มลูกจ้างเหมาบริการได้ยื่นหนังสือขอปรับค่าจ้าง\nและสิทธิประโยชน์ต่อกระทรวงมหาดไทย\n	- เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ สมาคมลูกจ้างส่วนราชการของกระทรวงมหาดไทยเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำจากเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท เป็น เดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท\n 	- เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ หนังสืองบประมาณของกรมการปกครองยังคงระบุอัตราค่าจ้างเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท\n 	- เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๘ การประกาศรับสมัครลูกจ้างเหมาบริการในทุกจังหวัด\nของกระทรวงมหาดไทยยังคงกำหนดค่าจ้างในอัตราเดือนละ ๙,๐๐๐ บาท\n 	จากข้อมูลแบบส่งเงินจัดสรรของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปรากฏว่า\nมีลูกจ้างเหมาบริการ จำนวน ๔,๖๑๕ อัตรา แต่ยังไม่ได้รับการปรับเพิ่มค่าจ้างแต่อย่างใด\n 	ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณา\nปรับเพิ่มค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเหมาบริการของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในอัตรา\nที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและเป็นการสร้างแรงจูงใจ\nในการปฏิบัติงานให้แก่บุคลากรกลุ่มดังกล่าว"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
59	1967	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	เร่งรัดแก้ปัญหาพื้นฐานให้แก่ประชาชนจังหวัดอุทัยธานี	"จากคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน\nกลุ่มภาคเหนือ (ตอนล่าง) ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อพบปะประชาชน ณ อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ระหว่างวันที่ ๒๐ - ๒๑ กันยายน ๒๕๖๘ ประชาชนได้เสนอปัญหาและความเดือดร้อนในด้านต่าง ๆ จำนวน ๕ ด้าน มีรายละเอียดดังต่อไปนี้\n	(๑) ปัญหาด้านแหล่งน้ำ จำนวน ๕ เรื่อง\n 	 (๑.๑) เรื่อง การขุดลอกแม่น้ำแควตากแดดและขุดลอกสระเก่าในที่ดิน\nของประชาชน\n 	 แม่น้ำแควตากแดดในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากตะกอนทับถมเป็นระยะเวลานาน \nโดยไม่ได้รับการขุดลอกปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้สภาพลำน้ำตื้นเขิน ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาดังต่อไปนี้\n 	 - ในช่วงฤดูฝน เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่การเกษตร ส่งผลกระทบต่อผลผลิต\nทางการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่\n  	 - ในช่วงฤดูแล้ง เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตร เนื่องจาก\nลำน้ำไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n 		 จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น \nโดยจัดทำโครงการขุดลอกแม่น้ำแควตากแดดให้มีสภาพลำน้ำที่เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหา\nน้ำท่วมและเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำสำหรับการเกษตร อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน\nและเกษตรกรในพื้นที่โดยรวม\n 		 (๑.๒) เรื่อง การซ่อมแซมเหมืองลอยคอนกรีต ตำบลหนองหลวง อำเภอสว่างอารมณ์ \nจังหวัดอุทัยธานี\n  	 ขอให้ซ่อมแซมเหมืองลอยคอนกรีต ซึ่งจะทำให้เกษตรกรในหมู่ที่ ๔, ๕, ๖ \nและ ๙ ตำบลหนองหลวง ได้รับประโยชน์ และสามารถใช้น้ำทำการเกษตรได้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่\n 	 	 (๑.๓) เรื่อง การขุดลอกคลองโพและทำตลิ่งกั้นน้ำ\n 	 ขอให้มีการขุดลอกคลองโพและทำตลิ่งให้เป็นถนนทั้งสองข้าง เพื่อกั้นน้ำ\nไม่ให้ไหลท่วมเข้าสู่พื้นที่การเกษตรของประชาชน\n 		 (๑.๔) เรื่อง ปัญหาน้ำประปาขุ่นในพื้นที่ตำบลพลวงสองนาง โดยระบบประปาหมู่บ้านที่มีขนาดเล็กและมีสภาพเก่า \n  	ระบบประปาหมู่บ้านเพื่อการอุปโภค-บริโภค ในตำบลพลวงสองนางมีขนาดเล็ก สภาพเก่าทรุดโทรม ส่งผลทำให้น้ำประปาขุ่น และไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน\n 		 (๑.๕) เรื่อง การปรับปรุงลำคลองและก่อสร้างฝายในตำบลไผ่เขียว\n                        ปัญหาด้านแหล่งน้ำเป็นปัญหาสำคัญและเร่งด่วนของเกษตรกรและครัวเรือน \nจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขคลองและก่อสร้างฝาย เพื่อลดปัญหา\nน้ำท่วมในพื้นที่ที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรในตำบลไผ่เขียวโดยเร็ว \n	 กรณีตามข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อ \nกรมพัฒนาที่ดิน และกรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเห็นควรส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณา\n 	(๒) ปัญหาด้านคมนาคม จำนวน ๔ เรื่อง\n 	 (๒.๑) เรื่อง ถนนสายบ่อยาง - หนองตะเคียน และถนนภายในตำบลพลวงสองนาง\n  	 ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการที่ถนนสายบ่อยาง - หนองตะเคียน \nระยะทาง ๒ กิโลเมตร และถนนภายในตำบลพลวงสองนาง ระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร กว้าง ๕ เมตร มีสภาพชำรุดเสียหาย แต่ขาดแคลนงบประมาณในการซ่อมแซม ทั้งนี้ เทศบาลตำบลพลวงสองนางได้เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการจัดสรร จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการแก้ไข\n 	 (๒.๒) เรื่อง ถนนลูกรังเชื่อมตำบลพลวงสองนาง - สว่างแจ้งสบายใจ\n 	 ถนนเชื่อมต่อระหว่างตำบลพลวงสองนางกับตำบลสว่างแจ้งสบายใจ เป็นถนนลูกรัง\nที่ประชาชนใช้สัญจรไปมา ปัจจุบันขาดแคลนงบประมาณในการซ่อมแซม จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการแก้ไข\n 	 (๒.๓) เรื่อง โครงการปรับปรุงซ่อมแซมถนนสาย อน.ถ.๓๙ - ๐๐๓๖\n  	 โครงการปรับปรุงถนนสาย อน.ถ.๓๙ - ๐๐๓๖ ขาดแคลนงบประมาณในโครงการซ่อมแซม\nผิวทางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต สายทาง อน.ถ.๓๙ - ๐๐๓๖ สายแยก ทล.๓๔๕๖ - บ้านมาบแก อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ระยะทางโดยประมาณ ๘.๙๖๐ กิโลเมตร จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการแก้ไข\n  	 (๒.๔) เรื่อง ถนนคอนกรีตจากหมู่ที่ ๘ ตำบลบ่อยางไปหมู่ที่ ๑๘ ตำบลไผ่เขียว\n 	 ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากถนนคอนกรีตจากหมู่ที่ ๘ ตำบลบ่อยางไปยัง หมู่ที่ ๑๘ ตำบลไผ่เขียว มีสภาพชำรุดเสียหาย ปัจจุบันขาดแคลนงบประมาณในการซ่อมแซม \nจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการแก้ไข\n	กรณีตามข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อ\nกรมทางหลวงชนบท ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย จึงเห็นควรส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณา\n	(๓) ปัญหาด้านที่ดินและการท่องเที่ยว จำนวน ๒ เรื่อง\n 	 (๓.๑) เรื่อง การพัฒนาพื้นที่เมืองโบราณบึงคอกช้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว\nเชิงอนุรักษ์ เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน\n 	 เมืองโบราณบึงคอกช้าง ตำบลไผ่เขียว อำเภอสว่างอารมณ์ เป็น ๑ ใน ๓ \nเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่พบในเขตจังหวัดอุทัยธานี มีคูเมืองและกำแพงดินล้อมรอบ มีการค้นพบโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น เครื่องปั้นดินเผา หินบดยา เครื่องมือเหล็ก ลูกปัดสีเหลือง นอกจากนี้ยังพบศิลาจารึกอักษรขอมโบราณ จำนวน ๓ หลัก ปัจจุบันเมืองโบราณแห่งนี้ได้กลายสภาพเป็นสวนป่าปลูก มีต้นไม้\nขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตาม โบราณวัตถุที่ค้นพบได้ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ภายในสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา\nตามอัธยาศัย จังหวัดอุทัยธานี จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาพื้นที่เมืองโบราณบึงคอกช้างให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน\n 	 กรณีตามข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อ\nกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงเห็นควรส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพิจารณา\n	 (๓.๒) เรื่อง การออกเอกสารสิทธิที่ดินหัวไร่ปลายนา อำเภอสว่างอารมณ์\n 	 ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนไม่มีที่ดินทำกิน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการออกเอกสารสิทธิที่ดินหัวไร่ปลายนา อำเภอสว่างอารมณ์\n	 กรณีตามข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อกรมที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย จึงเห็นควรส่งเรื่องไปยังฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาเพื่อพิจารณา\n	(๔) ปัญหาด้านสังคม จำนวน ๑ เรื่อง\n 	 ปัญหากระแสไฟฟ้าตกในพื้นที่หมู่ที่ ๓ ตำบลสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี\n	 ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหากระแสไฟฟ้าตกในพื้นที่\nหมู่ที่ ๓ ตำบลสว่างอารมณ์ เป็นประจำ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และความปลอดภัยของประชาชน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
60	1965	46	นายเดชา นุตาลัย	นโยบายของรัฐบาล	ขอปรึกษาหารือ จำนวน ๓ เรื่อง  (๑) เรื่อง การเข้าร่วมประชุมสภาเกษตรกรจังหวัดของผู้ว่าราชการจังหวัด (๒) เรื่อง การตั้งคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) (๓) เรื่อง การสนับสนุนการดำเนินงานของสภาเกษตรกร	"(๑)	เรื่อง การเข้าร่วมประชุมสภาเกษตรกรจังหวัดของผู้ว่าราชการจังหวัด\n 	สืบเนื่องจากที่ได้ปรึกษาหารือต่อนายกรัฐมนตรีในประเด็นการขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด\nทุกจังหวัดเข้าร่วมการประชุมสภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัดนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า \nมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่เข้าร่วมประชุมสภาเกษตรกรจังหวัดเพียง ๕ จังหวัดเท่านั้น ดังนั้น \nจึงขอปรึกษาหารือไปยังกระทรวงมหาดไทย ขอให้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้เข้าร่วมประชุม\nสภาเกษตรกรจังหวัดโดยพร้อมเพรียงกัน \n	กรณีตามข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย จึงเห็นควรส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณา \n(๒) เรื่อง การตั้งคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.)\n 	ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติม \nพ.ศ. ๒๕๕๙ ได้กำหนดให้มี “คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” (คชก.) ประกอบด้วย คชก.ตำบล คชก.อำเภอ และ คชก.จังหวัด จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ยังไม่มีจังหวัดใดดำเนินการตั้ง คชก.จังหวัด ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังกระทรวงมหาดไทยให้เร่งดำเนินการตั้ง คชก.จังหวัด ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว\n	กรณีตามข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย จึงเห็นควรส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณา\n(๓)	เรื่อง การสนับสนุนการดำเนินงานของสภาเกษตรกร\n 	ด้วยสภาเกษตรกรได้มีการจัดตั้งและดำเนินงานมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาอาจพบปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้การขับเคลื่อนสภาเกษตรกรเป็นไปอย่างล่าช้า ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีโปรดพิจารณา ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณและการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ ของสภาเกษตรกร เพื่อให้สภาเกษตรกรสามารถดำเนินงานได้อย่างราบรื่น ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้มแข็งต่อไป"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
61	1963	130	นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	เหตุฟ้าผ่าสนามกอล์ฟย่านคลองสามวากับระบบติดตามป้องกันภัย	"จากเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้เกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่า ณ สนามกอล์ฟแห่งหนึ่งในเขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะเกิดเหตุมีฝนตกหนัก แต่ยังมีนักกอล์ฟ จำนวน ๕ คน และแคดดี้ จำนวน ๔ คน กำลังเล่นกอล์ฟอยู่ในบริเวณหลุมที่ ๑๗ จนเกิดเหตุฟ้าผ่า ทำให้แคดดี้\nทั้ง ๔ คน ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งต่อมามีผู้เสียชีวิตจากอาการสมองตาย จำนวน ๑ คน \n 	เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น\nอย่างกะทันหัน และแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัย\nของสถานประกอบการประเภทสนามกอล์ฟ รวมถึงสถานที่จัดกิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ โดยเฉพาะในส่วนของการเตรียมระบบป้องกัน การเตือนภัย และการจัดการเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม\nต่อสถานการณ์ ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือในประเด็นต่อไปนี้\n 	(๑) การสอบสวนและตรวจสอบเหตุการณ์\n 	จากเหตุการณ์ฟ้าผ่าที่เกิดขึ้น ได้มีการสอบสวนอย่างโปร่งใสหรือไม่ โดยเฉพาะ\nในประเด็นเรื่องมาตรการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการ มาตรการความปลอดภัยของสนามกอล์ฟ และการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น\n 	(๒) แนวทางการแก้ไขและมาตรการป้องกันในอนาคต\n 	เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความปลอดภัย จะมีการกำหนดแนวทางการแก้ไข\nและมาตรการป้องกันในอนาคตหรือไม่ โดยเฉพาะการติดตั้งระบบเตือนภัยฟ้าผ่า การจัดทำแผนอพยพ \nและการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและระงับเหตุฉุกเฉิน\n 	(๓) การเปิดเผยผลการสอบสวนต่อสาธารณะ\n 	หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการเปิดเผยผลการสอบสวนและแนวทางการแก้ไขปัญหา\nต่อสาธารณชนเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนามกอล์ฟเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวผู้มีกำลังซื้อจำนวนมากให้ความนิยมในการเข้ามาใช้บริการ 	\n	(๔) การทบทวนกฎหมายและมาตรการป้องกันฟ้าผ่า\n  	ประเทศไทยควรมีการทบทวนกฎหมายหรือมาตรการการป้องกันฟ้าผ่า เนื่องจากปัจจุบันมีกฎหมายที่ใช้บังคับหลายฉบับซึ่งมีเนื้อหาแตกต่างกัน เพื่อให้เจ้าของอาคารรวมถึงผู้ประกอบการ\nประเภทสนามกอล์ฟหรือสถานบริการกลางแจ้งมีความเข้าใจในการปฏิบัติตามกฎหมายและไม่ละเลย\nจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตของประชาชนดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
62	1961	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาขยะในเทศบาลนครนครศรีธรรมราช	"การจัดการขยะมูลฝอยในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ยังคงเป็น\nประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินการถอนสภาพ\nที่ดินสาธารณสมบัติ เพื่อส่งมอบพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ในการจัดการขยะ ซึ่งยังคงมีอุปสรรคและติดขัดในการดำเนินการ โดยพื้นที่ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชมีปัญหาขยะสะสม\nเป็นระยะเวลายาวนาน และมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากมีขยะเก่าที่สะสมตกค้าง\nอยู่เป็นจำนวนมาก โดยสภาพปัญหามีรายละเอียด ดังนี้\n	(๑) บ่อขยะเต็มและหยุดรับขยะเพิ่มเติม\n 	บ่อขยะทุ่งท่าลาด ตำบลนาเคียน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช \nมีขยะสะสมประมาณ ๒ ล้านตัน ไม่สามารถรองรับขยะเพิ่มเติมได้อีก ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน ๕๑ แห่ง ไม่มีสถานที่กำจัดขยะ ทำให้เกิดปัญหาขยะตกค้างสะสมในชุมชน\n 	(๒) ปัญหาขยะตกค้างในชุมชน\n 	การหยุดดำเนินการจัดเก็บขยะในหลายพื้นที่ ก่อให้เกิดการสะสมของกองขยะ \nส่งผลต่อการเกิดกลิ่นเหม็นอันเป็นการรบกวนและเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ\n 	(๓) ระบบการจัดการขยะที่ไม่ครบวงจร\n 	ปัจจุบันยังขาดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ระบบการเก็บ การขนส่งขยะยังไม่ครอบคลุม \nทุกพื้นที่ และการกำจัดขยะขั้นสุดท้ายยังไม่เป็นไปตามหลักวิชาการที่เหมาะสม\n	(๔) ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข\n 	น้ำเสียจากขยะที่มีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อให้เกิดความเสี่ยง\nต่อการเกิดโรคติดต่อและปัญหาด้านสาธารณสุขอื่น ๆ\n 	(๕) ภาระของหน่วยงานท้องถิ่นและการขาดการประสานงาน\n 	องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งยังไม่มีบ่อกำจัดขยะเป็นของตนเอง ซึ่งปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องแสวงหาแนวทางการแก้ไขร่วมกับจังหวัดและภาคเอกชน อย่างไรก็ตามยังขาด\nการประสานงานและความร่วมมือที่เป็นเอกภาพในการดำเนินการ\n 	ในการประชุมคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดนครศรีธรรมราช \nครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๘ ได้มีการพิจารณาประเด็นปัญหาการจัดการขยะมูลฝอย ดังนี้\n	(๑) โครงการประมูลขายขยะตกค้างสะสม\n 	ในบ่อฝังกลบขยะของเทศบาลมีขยะสะสมประมาณ ๖๐,๐๐๐ ตัน กำหนดราคาขายประมูลตันละ ๕ บาท ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย\nจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๗ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๗ แต่ยังไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีประมูลได้\n 	(๒) โครงการจ้างเหมาเอกชนเพื่อผลิตเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel)\n 	โครงการจ้างเหมาเอกชนเพื่อคัดแยกขยะมูลฝอยเพื่อนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง \nRDF หรือเชื้อเพลิงจากขยะ (เป็นเชื้อเพลิงแข็งที่ได้จากการนำขยะมูลฝอยที่เผาไหม้ได้ มาผ่านกระบวนการคัดแยก บด ลดขนาด และลดความชื้น เพื่อให้ได้วัสดุที่มีค่าความร้อนและคุณสมบัติ\nที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม) ในอัตราค่าจ้าง ๕๐๐ บาทต่อตัน โดยปริมาณขยะมูลฝอยที่สามารถจัดเก็บได้ประมาณวันละ ๑๕๐ ตัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือ\nกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมในประเด็นการขออนุญาตจัดตั้งโรงงาน\n 	ความคืบหน้าในการขอใช้ที่ดินและการถอนสภาพที่ดินสาธารณสมบัติเพื่อก่อสร้างโรงงานกำจัดขยะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ได้รับทราบจากกรมที่ดินว่า ได้นำเสนอเรื่องดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวขึ้นพิจารณา ทั้งนี้ \nเทศบาลนครนครศรีธรรมราชได้ยื่นคำขอต่อใบอนุญาตใช้ที่ดิน ตามมาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน\nต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราชเรียบร้อยแล้ว แต่ปัจจุบันการดำเนินการดังกล่าวเป็นไป\nอย่างล่าช้า และยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน\n 	ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 	(๑) ขอให้กระทรวงมหาดไทยติดตามความคืบหน้าโครงการแก้ไขปัญหาขยะตกค้าง\nในบ่อขยะทั้ง ๒ โครงการ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน\n 	(๒) ขอให้รัฐบาลติดตาม เร่งรัดการออกพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนสภาพที่ดินสาธารณสมบัติ ของแผ่นดิน เพื่อนำที่ดินไปใช้ในการก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะ\n 	(๓) ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณาออกใบอนุญาตการจัดตั้งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะ เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่เทศบาลอื่น ๆ ทั่วประเทศในการจัดการปัญหาขยะมูลฝอยต่อไป\n"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
63	1959	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	นโยบายของรัฐบาล	การถ่ายโอนภารกิจและการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น	"เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งว่า \nพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น \nพ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙ มีปัญหาความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น ดังนี้ \n	(๑) การถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น \n	คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้กำหนด\nแผนการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน ๖ ด้าน รวม ๒๔๕ ภารกิจ \nจาก ๑๑ กระทรวง ๕๐ กรม แต่ปรากฏว่าในทางปฏิบัติไม่สามารถถ่ายโอนภารกิจให้เป็นไปตามแผนดังกล่าว ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงจำเป็นต้องสอบถามข้อเท็จจริงจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง\n	(๒) การจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น\n 	ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร\nปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้กำหนดให้รัฐบาล\nต้องจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๕ ของรายได้จัดเก็บเอง \nแต่เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่กำหนดไว้ จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าว โดยปรับลดอัตราการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๕ อย่างไรก็ตาม \nแม้ว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายแล้ว แต่ยังคงมีจุดมุ่งหมายที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับ\nการจัดสรรรายได้ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๕ ตามเดิม ทั้งนี้ กฎหมายไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน \nว่าการจัดสรรรายได้ในอัตราดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อใด\n	ดังนั้น จึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการการกระจายอำนาจ\nให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โปรดพิจารณาทบทวนแผนการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความชัดเจนในประเด็นต่อไปนี้\n	(๑) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้รับการจัดสรรรายได้เพิ่มขึ้นจากอัตราร้อยละ ๒๕ \nปีละเท่าไร\n	(๒) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้รับการจัดสรรรายได้ถึงอัตราร้อยละ ๓๕ ภายในกรอบระยะเวลาใด\n 	ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการกระจายอำนาจและการจัดสรรรายได้มีความโปร่งใส \nชัดเจน และสามารถติดตามประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
64	1957	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาโรงงานไฟฟ้าจากขยะจังหวัดเชียงราย	"ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย จากกรณีองค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย \nได้ดำเนินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็นเหตุให้ประชาชน\nในพื้นที่ จำนวน ๓ หมู่บ้าน ที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณพื้นที่ที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้รับความเดือดร้อน \nอันเนื่องมาจากปัญหาด้านมลภาวะที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยรวม อีกทั้งผลกระทบระยะยาวที่จะมีต่อวิถีชีวิต อาชีพ และวิถีชุมชนดั้งเดิมที่จะสูญสลายไปพร้อมกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะดังกล่าว\n	โครงการดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๔ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง \nได้เสนอโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย แต่ประชาชนในพื้นที่ได้คัดค้าน ทำให้ต้องล้มเลิกโครงการในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ แต่ปัจจุบันโครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการใหม่อีกครั้ง \nโดยเปลี่ยนสถานที่ตั้งโครงการจากเดิมเป็นบริเวณระหว่างหมู่ที่ ๔ บ้านป่าหล่ม หมู่ที่ ๖ บ้านสันไม้ฮาม \nและหมู่ที่ ๙ บ้านสุขสันติ ซึ่งพื้นที่ทั้ง ๓ หมู่บ้านไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง ก่อให้เกิดความสงสัยแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากการอนุมัติโครงการโรงงานไฟฟ้าจากขยะ เพื่อผลิตและส่งกระแสไฟฟ้าให้แก่ประชาชนอีกพื้นที่หนึ่งเพื่อใช้ประโยชน์ จะสร้างปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ๓ หมู่บ้านดังกล่าว \n 	สาเหตุที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการโรงไฟฟ้าจากขยะ เพราะประชาชนจำนวนกว่า ๒๐,๐๐๐ คน จำเป็นต้องใช้น้ำจากคลองหนองเขียวที่เชื่อมต่อกับอ่างเก็บน้ำหนองห้าง เพื่ออุปโภค-บริโภค ทำการเกษตร อาทิ ทำนา และเพาะเลี้ยงปลานิล บนพื้นที่กว่า ๖๐,๐๐๐ ไร่ หากน้ำจากคลองหนองเขียว\nเกิดการปนเปื้อนมลพิษ อันเป็นผลมาจากโรงไฟฟ้าขยะดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต รวมทั้งสุขภาพของประชาชนอย่างมาก\n 	นอกจากนี้ เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๘ องค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง ได้จัดทำประชาพิจารณ์โดยมิได้รับฟังเสียงของประชาชนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงคัดค้าน\nของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่จะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ เป็นเหตุให้ประชาชนร่วมกัน\nยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ยุติการดำเนินการโครงการดังกล่าว พร้อมทั้งพิจารณาทบทวนแผนการพัฒนาโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้น ขอให้กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ ขอให้เร่งทบทวน\nและพิจารณารับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เพื่อไม่ให้\nมีการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะในจังหวัดเชียงรายโดยขาดความรอบคอบ อันอาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต สุขภาพของประชาชน และสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ โดยเร็วที่สุด"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
65	1955	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนที่เป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน	"ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๒๐ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันอังคารที่ \n๔ มีนาคม ๒๕๖๘ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้สอบถามเกี่ยวกับโครงการการจัดการ\nน้ำประปาขนาดใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ตำบลก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และต่อมาได้ร่วมลงพื้นที่กับคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน\nกลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๘ ณ ตำบลก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน \nโดยผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาล เขต ๑ (ลำปาง) ได้เข้าพบคณะสมาชิกวุฒิสภา \nและได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าในการแก้ไขระบบประปาขนาดใหญ่ที่ได้ดำเนินการจัดทำโครงการเสร็จแล้ว แต่ประชาชนร้องเรียนว่าใช้การไม่ได้ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาล เขต ๑ (ลำปาง) \nแจ้งว่าได้ประสานผู้รับจ้างเข้าดำเนินการแก้ไขเรียบร้อย และยอมรับว่ายังมีปัญหาการส่งน้ำไปยัง\nหอถังเก็บน้ำประปาของหมู่บ้าน ในพื้นที่หมู่ที่ ๑ ซึ่งพบว่ามีน้ำประปาไหลเพียงเล็กน้อย จึงขอให้เทศบาลตำบลก้อ ทดลองกำหนดช่วงเวลาการจ่ายน้ำไปยังแต่ละหมู่บ้าน และรายงานไปยังสำนักงานทรัพยากร\nน้ำบาดาล เขต ๑ (ลำปาง) ทราบ เพื่อวางแผนกำหนดแนวทางสนับสนุนการจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม\nในกรณีที่น้ำไม่เพียงพอ พร้อมทั้งมีหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวมายังวุฒิสภาด้วย\n	แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) ได้ประชุมและมีมติให้ติดตามผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียน\nที่ได้รับจากประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือจึงได้สอบถามความคืบหน้า\nจากประชาชนในพื้นที่ ได้รับข้อมูลว่าสำนักงานทรัพยากรน้ำบาดาล เขต ๑ (ลำปาง) ได้ส่งเจ้าหน้าที่\nเข้าพบนายกเทศมนตรีตำบลก้อ เพียง ๑ ครั้ง หลังจากนั้น ไม่มีการดำเนินงานเพิ่มเติมแต่อย่างใด \nส่งผลให้เกิดปัญหาต่อระบบน้ำประปาในพื้นที่ในหลายกรณี ดังนี้\n 	(๑) หมู่ที่ ๑ บ้านก้อทุ่ง แรงดันน้ำไปไม่ถึงถังเก็บน้ำประปาของหมู่บ้าน เพราะถังน้ำ\nอยู่สูงกว่าระดับถังน้ำของโครงการตามพระราชดำริ \n 	(๒) หมู่ที่ ๒ บ้านก้อหนอง ระบบส่งน้ำไปยังถังเก็บน้ำประปาของหมู่บ้านอยู่สูงกว่าระดับน้ำของถังเก็บน้ำของโครงการตามพระราชดำริ จึงทำให้แรงดันน้ำในระบบมีระดับต่ำ ส่งผลให้แรงดันน้ำ\nต่ำกว่ามาตรฐาน (แรงดันน้ำไม่แรง) \n 	(๓) บ่อน้ำประปาหมายเลข ๗ มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการสูบขึ้นจากบ่อน้ำใต้ดิน \nซึ่งคล้ายกับในช่วงฤดูแล้ง น้ำในบ่อแห้งหรือลดระดับ \n 	(๔) บ่อน้ำประปาหมายเลข ๔ พบสายไฟของเครื่องสูบน้ำขาด  \n 	(๕) บ่อน้ำประปาหมายเลข ๕ ใช้งานไม่ได้ เนื่องจากระบบสูบน้ำไม่ทำงาน \n 	ทั้งนี้ นายกเทศมนตรีตำบลก้อ ได้แจ้งว่า ประชาชนในพื้นที่ไม่ประสงค์จะเข้าร่วมประชาคมโครงการของภาครัฐที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ ๑ ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากมีกรณีตัวอย่าง โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล เมื่อก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว\nแต่กลับไม่สามารถใช้งานได้ ดังนั้น จึงขอให้อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ\nและสิ่งแวดล้อม พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แก่ประชาชนในพื้นที่โดยเร็ว"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
66	1953	187	นางสาวอมร ศรีบุญนาค	ความเดือดร้อนของประชาชน	ผลผลิตมันสำปะหลังตกต่ำ	"จังหวัดชัยนาทมีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง จำนวน ๘๔,๒๗๔ ไร่ \nครอบคลุมอำเภอเนินขาม อำเภอหนองมะโมง อำเภอวัดสิงห์ บางส่วนของอำเภอหันคา อำเภอมโนรมย์ \nและอำเภอเมืองชัยนาท ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกใช้พันธุ์ที่ทนต่อโรค เช่น เกษตรศาสตร์ ๕๐ \nและแม้ว่ามันสำปะหลังจะเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ แต่ผลผลิตต่อไร่ยังอยู่ในระดับต่ำ \nโดยเฉลี่ยเพียง ๒,๗๕๘ กิโลกรัมต่อไร่ หรือราคาต่ำกว่านั้น ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าศักยภาพที่พันธุ์ควรให้ผลผลิตได้จริง โดยสาเหตุหลักมาจากสภาพพื้นที่ดอน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ อยู่นอกเขตชลประทาน \nมีน้ำใต้ดินลึกทำให้ขาดแคลนแหล่งน้ำอย่างรุนแรง โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มักปลูกมันสำปะหลังในฤดูแล้ง ช่วงเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม และบางปีเกิดภัยแล้งรุนแรง ทำให้จำเป็นต้องเลื่อนการเพาะปลูก\nเป็นช่วงต้นฤดูฝน ส่งผลให้คุณภาพผลผลิตลดลง โดยเฉพาะเปอร์เซ็นต์แป้ง นอกจากนี้ยังมีการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังซ้ำเติมสถานการณ์ แม้ว่าสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดชัยนาท\nจะดำเนินการแก้ไขโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เครื่องจักรกลร่วมกัน และการจัดการโรคใบด่าง แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา\nเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสร้างเสถียรภาพแก่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังของประเทศ จึงมีข้อเสนอแนะต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อเร่งรัดการดำเนินการ ดังนี้\n 	(๑) ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังที่สามารถต้านทานโรคใบด่างได้จริง และตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกร\n 	(๒) สนับสนุนระบบชลประทานที่เหมาะสม อาทิ การขุดบ่อลอย การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ \nและการพัฒนาระบบกระจายน้ำผ่านท่อจากแหล่งน้ำหลัก เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงน้ำของเกษตรกร ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และเพิ่มผลผลิตให้ได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๕ ตันต่อไร่\n 	ทั้งนี้ หากดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างมั่นคง \nเกิดแหล่งน้ำที่เพียงพอสำหรับการผลิต และเอื้อต่อการพัฒนาอาชีพหรือพืชทางเลือกที่มีมูลค่าสูง \nอันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและความยั่งยืนของภาคการเกษตรในระยะยาว"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
67	1951	91	นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ	นโยบายของรัฐบาล	การขึ้นทะเบียนพระพุทธรูปหลวงปู่กุกุเป็นโบราณวัตถุ และการพัฒนา วัดโพธิ์กลางบ้านเกิ้ง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น	"เนื่องจากวัดโพธิ์กลางบ้านเกิ้ง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เป็นวัดเก่าแก่ที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๑๓ มีพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระพุทธรูปหลวงปู่กุกุ เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ปางมารวิชัย ขุดค้นพบเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ปัจจุบันประดิษฐานภายในมณฑป ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางการประกอบศาสนกิจและการปฏิบัติธรรมของประชาชน รวมทั้งเป็นสถานที่จัดกิจกรรมสำคัญทางศาสนาและประเพณีท้องถิ่น อาทิ การสมโภชหลวงพ่อกุกุ ในวันที่ ๑๙ มิถุนายนของทุกปี ประเพณีเสี่ยงครกเสี่ยงสาก ในวันที่ ๑๖ เมษายนของทุกปี และประเพณีบุญบั้งไฟ เดือน ๖ อันเป็นเอกลักษณ์\nของท้องถิ่น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันวัดโพธิ์กลางบ้านเกิ้งยังขาดการสนับสนุนในหลายด้าน \nจึงขอความอนุเคราะห์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n 	(๑) ขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมพุทธบุตร\nและเยาวชน เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน\n	(๒) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมลงพื้นที่เยี่ยมชมและกำหนดแนวนโยบาย สนับสนุนการดูแลวัดโพธิ์กลางบ้านเกิ้ง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ในฐานะวัดโบราณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และศาสนา\n 	(๓) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาบรรจุงานสมโภชหลวงพ่อกุกุและประเพณีเสี่ยงครกเสี่ยงสาก ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นและมีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยลงในปฏิทินการท่องเที่ยวประจำปีของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดขอนแก่น"	รองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์  อุวรรณโณ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
68	1949	54	นายธนภัทร ตวงวิไล	นโยบายของรัฐบาล	ขอความอนุเคราะห์เพื่อช่วยจัดสรรงบประมาณในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย น้ำท่วมซ้ำซาก	เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยซ้ำซากเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายทั้งหมด และที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยมีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจำนวน ๖ หมู่บ้าน จากทั้งหมด ๑๔ หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ ๑, ๓, ๖, ๗, ๘ และ ๑๓ ทั้งนี้ ถนนสายหลักหลายสายถูกน้ำท่วมตัดขาด โดยเฉพาะหมู่ที่ ๗ บ้านบุดตานี ประชาชนต้องใช้เรือสัญจร เนื่องจากพื้นที่ถูกน้ำท่วมขังจนมีสภาพเป็นเกาะ โดยสาเหตุสำคัญของปัญหามาจากบานประตูระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำท่าเกวียน ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ มีระดับต่ำเกินไป ไม่สามารถป้องกันมวลน้ำจากทั้งด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกในฤดูน้ำหลากได้ ทำให้น้ำล้นเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัย\nของประชาชนทุกปี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๕๙-๒๕๖๐ ประชาชนในพื้นที่ได้เสนอเรื่องร้องเรียนไปยัง\nผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ \nจังหวัดชัยภูมิ และกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากการลงพื้นที่และตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ข้อสรุป คือ มอบหมายให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีบน ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด สำนักชลประทานที่ ๖ จังหวัดขอนแก่น ทำการออกแบบปรับปรุงบานประตูระบายน้ำให้สูงขึ้น ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการไหลล้นของน้ำเข้าท่วมพื้นที่ และเพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ซึ่งกรมชลประทานได้อนุมัติแบบก่อสร้างแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการก่อสร้างและปรับปรุงแต่อย่างใด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ยังคงได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยซ้ำซากทุกปี ดังนั้น ขอความอนุเคราะห์จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พิจารณาผลักดันการจัดสรรงบประมาณให้แก่โครงการดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
69	1947	93	นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์	นโยบายของรัฐบาล	การจัดการเลือกตั้งให้เข้าถึงได้สำหรับทุกคน รวมถึงผู้ทุพพลภาพ	"จากการรับฟังความคิดเห็นจากสมาคมสตรีพิการ สมาคมเด็กพิการ และครอบครัว และเครือข่ายคนพิการ ในการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ทำให้ตระหนักว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่เปิดโอกาสให้กับผู้พิการที่มีกว่า ๒ ล้านคนอย่างแท้จริง อุปสรรคที่คนพิการต้องเผชิญมิใช่เพียงความไม่สะดวกสบาย แต่เป็นกำแพงสามด้านที่ปิดกั้นสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชนผู้พิการอย่างสิ้นเชิง โดยพบปัญหาและอุปสรรค จำนวน ๓ ด้าน คือ \n	(๑) ด้านกายภาพ\n  	ตามที่สมาคมฯ และเครือข่าย ได้สะท้อนให้เห็น ได้แก่ การที่คูหาเลือกตั้งตั้งอยู่\nบนพื้นที่ต่างระดับที่รถเข็นหรือวีลแชร์ไม่สามารถเข้าถึงได้ การที่ห้องน้ำสำหรับคนพิการในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดตั้งหน่วยเลือกตั้งกลับถูกล็อกปิดไว้ หรือการที่ป้ายหาเสียงกีดขวางทางเท้าสำหรับคนตาบอด ซึ่งปัญหาดังกล่าวมิใช่เพียงความบกพร่องทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก แต่เป็นการปฏิเสธการมีตัวตนของคนพิการในพื้นที่สาธารณะ\n	(๒) ด้านข้อมูล\n      	เมื่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) ได้เผยแพร่เอกสารสำคัญ\nในรูปแบบไฟล์ PDF ซึ่งผู้พิการทางสายตาไม่สามารถอ่านได้ การโต้วาทีหรือการอภิปรายแสดงความคิดเห็นของนักการเมืองที่ถ่ายทอดผ่านรายการต่าง ๆ ของสถานีโทรทัศน์ ซึ่งไม่มีล่ามภาษามือ การดำเนินการดังกล่าว ถือเป็นการกีดกันโอกาสในการรับรู้ข้อมูลการเลือกตั้ง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างเท่าเทียมกัน\n	(๓) ด้านอคติและการเลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน\n	 การช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่หยิบยื่นให้ผู้พิการ บางครั้งเป็นการลดทอนศักดิ์ศรี \nไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้ผู้พิการกาบัตรเลือกตั้งนอกคูหาเลือกตั้ง หรือการใช้บุคลากร จำนวน ๔ คน \nเพื่อหามผู้พิการที่ใช้รถเข็นหรือวีลแชร์เข้าไปในหน่วยเลือกตั้งเสมือนเป็นสิ่งของ การปฏิบัติดังกล่าวสะท้อนถึงการมองไม่เห็นคนพิการในฐานะพลเมืองที่เท่าเทียมกัน\n	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือ จึงขอเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ดังนี้\n	(๑) การใช้คู่มือการจัดตั้งหน่วยเลือกตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการและผู้สูงอายุ\n 	 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) สามารถนำคู่มือการจัดตั้ง\nหน่วยเลือกตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนพิการและผู้สูงอายุมาใช้ในทางปฏิบัติ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) ได้ร่วมกับภาคประชาสังคมจัดทำขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยคู่มือฯ ดังกล่าว ได้ระบุชัดเจนถึงมาตรฐานทางลาด การจัดเตรียมบัตรเบรลล์สำหรับคนตาบอด \nและแนวทางการอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารมาใช้ในทางปฏิบัติ\n	(๒) การเลือกสถานที่ที่ผู้พิการสามารถเข้าถึงได้\n	สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) ควรเลือกสถานที่ที่ทุกคน\nสามารถเข้าถึงได้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยมีหลักเกณฑ์ชัดเจน คือ เป็นพื้นที่ชั้นเดียว หลีกเลี่ยงพื้นที่ต่างระดับ บันไดทางเข้าที่แคบ หรือแม้แต่สนามหญ้าที่รถเข็นหรือวีลแชร์ไม่สามารถเข้าถึงได้\n 	(๓) การอบรมเจ้าหน้าที่ให้เห็น “คน” ก่อนเห็น “ความพิการ”\n	ควรจัดอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้าใจและมองเห็นคนพิการในฐานะบุคคลก่อนที่จะมองเห็นความพิการของผู้พิการ\n 	(๔) การสร้างทางเลือกที่ยืดหยุ่นในการเลือกตั้งล่วงหน้า\n	เนื่องจากการเดินทางสำหรับผู้พิการยังคงเป็นอุปสรรค การส่งบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ควรเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีให้สำหรับผู้พิการ\n 	(๕) การปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่ประเทศไทยเป็นภาคี\n 	ประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities : CRPD) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของสหประชาชาติที่มุ่งส่งเสริม ปกป้อง และรับรองว่าคนพิการจะได้รับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างเต็มที่และเท่าเทียมกัน ดังนั้น ประเทศไทยต้องรับประกันสิทธิและโอกาสของคนพิการในการ\nใช้สิทธิเลือกตั้ง การอำนวยความสะดวกในกระบวนการและสถานที่ให้คนพิการสามารถเข้าถึงได้ \nและการคุ้มครองสิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้ง\n	หลักการสำคัญที่เป็นหัวใจของประชาธิปไตยทั่วโลก คือ การเข้าถึงคูหาเลือกตั้ง \nมิใช่สิทธิพิเศษที่รัฐจะเมตตาจัดหาให้ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องรับประกันให้เกิดขึ้นจริงกับพลเมืองทุกคน"	ประธานกรรมการการเลือกตั้ง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
70	1945	107	นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๗ ว่าด้วย การเร่งรัดการแก้ปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล	"จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๗ ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใหม่\nในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคล เพื่อทดแทนหลักเกณฑ์เดิมตามมติคณะรัฐมนตรี\nเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๔ และวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาให้แก่บุคคล\nที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน รวมทั้งกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร เพื่อให้ทุกคน\nมีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน และเพื่อให้บุตรของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในประเทศไทยสามารถยื่นคำร้องขอสัญชาติได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งลดกระบวนการอนุมัติและระยะเวลาในการพิจารณา \nซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสทางด้านสิทธิและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน\nจำนวนมาก\n 	อย่างไรก็ตาม จากการรับฟังปัญหาของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พบว่า มีปัญหาสำคัญ \n๓ ประการ ที่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว คือ\n 	(๑) ปัญหาความต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน\n 	จากการสำรวจพื้นที่จังหวัดเชียงราย พบว่า ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนมีจำนวน\nกว่า ๑๓๐,๐๐๐ ราย โดยมีผู้ที่เข้าเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรี จำนวน ๙๖,๐๐๐ ราย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนซึ่งมีภาระงานประจำอยู่แล้วต้องรับผิดชอบงานส่วนนี้เพิ่มเติม แม้ว่าจะมีการจ้าง\nลูกจ้างชั่วคราวตั้งแต่วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีสัญญาจ้าง\nถึงสิ้นเดือนกันยายน ๒๕๖๘ เท่านั้น และหากไม่ได้รับการอนุมัติงบกลาง เพื่อขยายระยะเวลาจ้าง\nลูกจ้างชั่วคราวโดยเร่งด่วน จะส่งผลให้การดำเนินงานขาดความต่อเนื่องและเกิดความล่าช้า\n	(๒) ปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือและอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน\n 	จากรายงานของเจ้าหน้าที่หลายคน พบว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องสแกนเอกสาร \nและสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร (Passbook) ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน เช่น บางอำเภอมีเครื่องสแกนหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน ๑ เครื่อง เท่านั้น ส่งผลให้ประชาชนต้องรอดำเนินการเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตชายแดนที่มีจำนวนผู้ยื่นคำขอเป็นจำนวนมาก\n 	(๓) ปัญหาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ไม่สมบูรณ์\n 	 ระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์แบบรวมศูนย์ (single sign-on) ของสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ยังไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ไขข้อมูลต้องยื่นคำร้องเป็นรายกรณีและใช้ระยะเวลาอย่างน้อย ๓ สัปดาห์ต่อเรื่อง\n 	ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขต่อกระทรวงมหาดไทย ดังนี้\n 	(๑) พิจารณาขยายสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราวโดยเร่งด่วน เพื่อให้การดำเนินงาน\nมีความต่อเนื่อง\n	(๒) สนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน เพื่อลดระยะเวลา\nการรอคอยของประชาชน\n	(๓) เร่งรัดแก้ไขปัญหาระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์แบบรวมศูนย์ (single sign-on) \nให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n 	การดำเนินการตามแนวทางข้างต้นจะทำให้การปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีบรรลุเป้าหมายตามกรอบเวลาที่กำหนดและเกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
71	1943	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	นโยบายของรัฐบาล	ถนนสาย ๔๑๕	"ด้วยโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข ๔๑๕ (สุราษฎร์ธานี - พังงา) เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างภาคใต้ตอนบนและภาคใต้ตอนล่าง โครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ด้วยงบประมาณกว่า ๓๘๑ ล้านบาท เพื่อขยายช่องทางจราจร\nจาก ๒ ช่องทาง เป็น ๔ ช่องทาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดระยะทางได้ถึง ๔๗ กิโลเมตร \nและส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภาคใต้ \n 	อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการดำเนินโครงการดังกล่าวยังมิได้แล้วเสร็จ เกิดความล่าช้า\nกว่ากำหนดหลายปี ทั้งที่ตามสัญญาเดิมควรแล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๖๒ สถานการณ์ดังกล่าว\nส่งผลกระทบร้ายแรงต่อผู้ใช้เส้นทาง โดยมีสถิติเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ ๓๐ จนประชาชนในพื้นที่เรียกเส้นทางนี้ว่า “เส้นทางแห่งความหายนะ” แม้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงถึงสาเหตุการล่าช้า ได้แก่ การขาดแคลนแรงงานในการก่อสร้างสะพานหลายแห่ง และสภาพอากาศที่มีฝนตกหนักบ่อยครั้ง แต่ประชาชนยังคงมีความกังวลว่า โครงการนี้อาจถูกทิ้งร้าง เนื่องจากไม่ปรากฏความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของภาครัฐ โดยความไม่สอดคล้องระหว่างคำชี้แจงของหน่วยงานภาครัฐกับสภาพความเป็นจริงที่ประชาชนต้องเผชิญ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการกำกับดูแลโครงการที่ขาดความโปร่งใสและมีข้อบกพร่อง \n	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือ จึงขอเสนอแนะมาตรการเพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหา \n๓ ประการ ดังนี้\n 	(๑) มาตรการด้านความปลอดภัย ได้แก่ การติดตั้งระบบไฟส่องสว่าง การจัดวาง\nป้ายเตือนภัย และการจัดระเบียบจราจรในพื้นที่ก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ\n 	(๒) การเร่งรัดโครงการ โดยกรมทางหลวงควรดำเนินการตรวจสอบผู้รับเหมา\nและผู้รับจ้างอย่างเข้มงวด กำหนดกรอบเวลาการก่อสร้างที่ชัดเจนและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน รวมทั้งรายงานความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ\n	(๓) การดำเนินนโยบายระยะยาว คือ การจัดทำกลไกการติดตามโครงการขนาดใหญ่\nที่มีความโปร่งใสและการบังคับใช้สัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน\nในอนาคต\n 	ทางหลวงหมายเลข ๔๑๕ (สุราษฎร์ธานี - พังงา) มิใช่เพียงแค่เส้นทางคมนาคมธรรมดา \nแต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจและเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน\nของประชาชน ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว\nและจริงจัง เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	21	2568	2025-09-23T00:00:00
72	1937	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	นโยบายของรัฐบาล	การขึ้นทะเบียนรับรองพันธุ์ข้าว “น่าน ๕๙” 	"ในพื้นที่จังหวัดน่าน มีข้าวเหนียวพันธุ์ “น่าน ๕๙” ซึ่งเกิดจาก\nการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวเหนียวพันธุ์ กข๖ (แม่พันธุ์) และข้าวเจ้าพันธุ์หอมนิล (พ่อพันธุ์) ซึ่งเป็นข้าวเจ้าที่ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวสั้น ลำต้นเตี้ย ต้านทานต่อโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง เมื่อปี \nพ.ศ. ๒๕๕๘ มีการปลูกทดสอบในแปลงนาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน \nจังหวัดนครปฐม ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๕๙ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ \nได้ส่งตัวอย่างพันธุ์ข้าวจำนวน ๒๕ สายพันธุ์ มาให้เกษตรกรและเครือข่ายผู้ปลูกข้าวในจังหวัดน่าน ภายใต้มูลนิธิฮักเมืองน่าน ดำเนินการคัดเลือกจนเหลือเพียง ๑ สายพันธุ์ ที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกในที่ราบสูงเขตภาคเหนือ เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดน่านได้มีการปลูกและขยายพันธุ์ และตั้งชื่อสายพันธุ์ดังกล่าวว่า “น่าน ๕๙” มีลักษณะเด่น คือ (๑) ต้นเตี้ย (๒) ทนทานต่อการหักล้ม (๓) เก็บเกี่ยวง่าย และ (๔) แข็งแรง ต้านทานโรค ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ยประมาณ ๖๐๐ - ๗๐๐ กิโลกรัม/ไร่ และในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สามารถให้ผลผลิตกว่า ๑,๐๐๐ กิโลกรัม/ไร่ ปัจจุบันราคาจำหน่าย ๑๐,๐๐๐ - ๑๒,๐๐๐ บาท/ตัน (อ้างอิงจากข้าวเหนียวพันธุ์ กข๖) โดยกรมวิชาการเกษตรได้ขึ้นทะเบียน\nพันธุ์พืชของข้าว เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ แต่ประสบปัญหาสำคัญ คือ ข้าวเหนียวพันธุ์ \n“น่าน ๕๙” ยังไม่ได้รับการรับรองจากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งส่งผลเสีย\nหลายประการ ได้แก่ (๑) สถานะทางกฎหมายยังไม่สมบูรณ์ การเผยแพร่และขยายพันธุ์ยังไม่สามารถทำได้อย่างเป็นทางการ (๒) ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินการขอใบอนุญาตรวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมได้ (๓) การชดเชยหรือช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐในกรณีเกิดภัยพิบัติกระทำได้ยาก \n(๔) หน่วยงานภาครัฐไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อข้าวเหนียวพันธุ์ “น่าน ๕๙” ไปแจกจ่ายแก่ชาวนาได้ เนื่องจากผิดระเบียบของทางราชการ (๕) เกษตรกรไม่สามารถปลูกเป็นข้าวที่ได้รับการจดทะเบียน\nเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) และ (๖) ไม่สามารถนำข้าวไปจำนำกับโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการจำนำข้าวของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เป็นต้น\n 	ข้อดีของกรณีการรับรองข้าวเหนียวพันธุ์ “น่าน ๕๙” ของกรมการข้าว \nกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ (๑) แสดงว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด \n(๒) เกิดความน่าเชื่อถือและการยอมรับทั้งผู้ผลิตและผู้ประกอบการ (๓) มีข้อมูลที่แสดงถึงแหล่งที่มา ประวัติ และข้อมูลลักษณะพันธุ์ข้าวอย่างชัดเจน และ (๔) ช่วยยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกร \nดังนั้น ขอให้กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณารับรองสายพันธุ์ข้าวเหนียวพันธุ์ \n“น่าน ๕๙” โดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรจังหวัดน่านสามารถเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสม\nกับพื้นที่ ช่วยยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกรฐานรากและเศรษฐกิจของประเทศ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
73	1935	83	นายประภาส ปิ่นตบแต่ง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการงานฟื้นฟูทางหลวงหมายเลข ๓๐๙๔ บริเวณทางเข้าที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม	"จากสมาชิกวุฒิสภาได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในเรื่องปัญหา\nความเดือดร้อนเกี่ยวกับผลกระทบจากโครงการงานฟื้นฟูทางหลวง หมายเลข ๓๐๙๔ บริเวณทางเข้าที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม\n 	ที่มาของปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชน คือ โครงการงานฟื้นฟูทางหลวงหมายเลข ๓๐๙๔ เป็นโครงการในพื้นที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เพื่อปรับปรุงและซ่อมแซมทางหลวงให้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างถนนเพชรเกษม กับที่ว่าการอำเภอนครชัยศรี\nจังหวัดนครปฐม โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ แขวงทางหลวงนครปฐม กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ซึ่งมีการก่อสร้างถนนทางหลวงโดยยกระดับพื้นผิวถนนสูงขึ้นกว่า ๕๐ เซนติเมตร เป็นเหตุให้ประชาชนกว่า ๔๐๐ หลังคาเรือน ที่อาศัยอยู่บริเวณริมถนนทางหลวง ๓๐๙๔ ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากพื้นผิวถนนที่สูงขึ้นกว่าบริเวณที่อยู่อาศัยของประชาชน ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในบริเวณที่เป็นที่อยู่อาศัย\nและซอยทางสัญจรเข้า - ออก ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาการสัญจรเข้า - ออกซอย เป็นไปด้วยความยากลำบาก อันเนื่องมาจากปัญหาน้ำท่วมขังดังกล่าว  \n 	ตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๘ มีฝนตกหนักเพียง ๓๐ นาที \nน้ำฝนจากถนนที่ยกระดับได้ไหลเข้าสู่บริเวณที่อยู่อาศัยของประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน บ้านเรือน ร้านค้า และร้านอาหาร รวมทั้งทำให้เกิดปัญหาการสัญจรของประชาชนเป็นอย่างมาก\n 	ดังนั้น ขอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ดังนี้\n 	๑) ขอให้แขวงทางหลวงนครปฐม กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เร่งรับผิดชอบแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยมีแผนการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม\n 	๒) พิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยการปรับปรุงระบบระบายน้ำ โดยติดตั้งระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพตลอดแนวถนน\n 	๓) พิจารณาสร้างทางลาดเชื่อมต่อ โดยสร้างทางลาดที่เหมาะสมเพื่อลดความต่างของระดับถนนกับบริเวณที่อยู่อาศัยและร้านค้าของประชาชน\n 	๔) พิจารณาชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
74	1933	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	เมื่อความตายเป็นจุดเริ่มต้นของความเดือดร้อน 	"จากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อน\nของ “กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ของหมู่บ้าน” กล่าวคือ ประชาชนได้ฝากเงินกับผู้นำชุมชน \nหรือกองทุนที่จัดตั้งกันเองในพื้นที่ เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับการจัดงานฌาปนกิจ แต่ประสบปัญหา\nทายาทไม่สามารถถอนเงินได้ ซึ่งเป็นปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยมีกรณีศึกษา\nที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนอยู่เนือง ๆ ดังนี้\n 	๑) กรณีพระสงฆ์รูปหนึ่ง อายุ ๘๐ ปี ได้ส่งเงินค่ากองทุนฌาปนกิจหมู่บ้าน\nตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นเวลาต่อเนื่องนานประมาณ ๒๗ ปี โดยส่งเงินตั้งแต่ยังไม่ได้บวชเป็นพระสงฆ์ จนกระทั่งบวชแล้วก็ยังคงส่งเงินสมทบเรื่อยมา แต่เมื่อพระสงฆ์รูปดังกล่าวมรณภาพ กองทุนฌาปนกิจหมู่บ้านกลับแจ้งว่าไม่สามารถจ่ายเงิน จำนวน ๑๐,๘๐๐ บาท ให้แก่บุตรสาว\nซึ่งเป็นทายาทได้ เนื่องจากพระสงฆ์รูปดังกล่าวไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน เพราะได้ย้ายทะเบียนบ้าน\nไปอยู่วัดที่จำพรรษาแล้ว		\n 	๒) กรณีเกิดขึ้นที่จังหวัดนครพนม ชาวบ้านฝากเงินออมกับกองทุนหมู่บ้าน \nจำนวนกว่า ๗ ล้านบาท แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าระบบมีปัญหา\n 	๓) กรณีเกิดขึ้นที่จังหวัดชุมพร ประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ของหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่สามารถเบิกถอนเงินออมพร้อมทั้งดอกเบี้ย แม้ว่าจะมีสมุดบัญชีเงินฝาก\nเป็นหลักฐานก็ตาม โดยคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านชี้แจงเหตุผลที่ปฏิเสธไม่ชัดเจน จนเป็นเหตุ\nให้ประชาชนแจ้งความดำเนินคดี\n 	๔) กรณีเกิดขึ้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์ เสียชีวิต ๑๑ ศพ แต่ไม่ได้รับเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ จำนวนกว่า ๑ ล้านบาท\n 	ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายประการ อาทิ (๑) ครอบครัว\nของผู้เสียชีวิตต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการฌาปนกิจศพ (๒) สร้างความคับแค้นใจและหมดศรัทธากับกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ของหมู่บ้าน และ (๓) ส่งผลกระทบต่อพระสงฆ์ ผู้สูงอายุ และครอบครัว\nที่มีฐานะยากจน\n 	สาเหตุของปัญหา ได้แก่ (๑) การบริหารจัดการไม่มีความโปร่งใส หรือมีปัญหาทุจริต (๒) ใช้จ่ายเงินเกินกว่าเงินสมทบที่มีอยู่จริง และ (๓) ขาดระบบตรวจสอบและกำกับดูแลที่ดี\n 	ด้วยเหตุนี้ ขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนี้ (๑) ขอให้กระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง เร่งพิจารณาทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์\nของหมู่บ้าน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ (๒) จัดให้มีระบบตรวจสอบการดำเนินงานที่มีความโปร่งใส โดยสมาชิกกองทุนสามารถตรวจสอบสิทธิและสถานะ\nการเป็นสมาชิกได้ตลอดเวลา และ (๓) กำหนดมาตรการเยียวยา ในกรณีที่สมาชิกเสียสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยเหลือครอบครัว\nของผู้เสียชีวิต หากแต่ยังเป็นการสร้างหลักประกันที่เป็นธรรม และรักษาศรัทธาของประชาชน\nที่มีต่อกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ทั่วประเทศ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
75	1931	149	นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหายาเสพติดและการพนัน	"ปัญหายาเสพติดและปัญหาการพนันเป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาเป็นเวลานาน และรัฐบาลหลายชุดได้เคยประกาศเป็นนโยบายสำคัญ แต่เมื่อเข้ามาปฏิบัติหน้าที่แล้วไม่สามารถ\nทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีแผนการดำเนินงานเชิงรุก \nภายใต้กรอบระยะเวลา ๔ เดือน ๔ นโยบายเร่งด่วน โดยมีประเด็นการปราบปรามยาเสพติดและการพนัน\nเป็นหนึ่งในนโยบายหลัก ซึ่งสร้างความคาดหวังแก่ประชาชนว่าจะมีการดำเนินการอย่างจริงจัง\nและเป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อให้รัฐบาลกำหนดเรื่องการปราบปรามยาเสพติดและการพนันเป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินการโดยเร่งด่วน ดังนี้\n 	๑) ดำเนินการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนภายในระยะเวลา ๔ เดือน\n 	๒) ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเฝ้าระวังและปราบปรามยาเสพติดและการพนัน โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีความครอบคลุมและทันต่อสถานการณ์ \n 	๓) กำหนดให้หน่วยงานดังกล่าวร่วมประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการโดยเร่งด่วน \n 	๔) ดำเนินการปฏิบัติการเชิงรุกในทุกพื้นที่ โดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ในระดับหมู่บ้านและชุมชน ซึ่งผู้นำท้องถิ่นและเครือข่ายภาคประชาชนสามารถระบุได้อย่างชัดเจนถึงผู้ค้ายาเสพติด \nผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด รวมทั้งผู้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการพนัน\n 	ทั้งนี้ ประชาชนมีความคาดหวังอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าระยะเวลา ๔ เดือน เพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและเกิดผลสัมฤทธิ์\nที่ชัดเจนในเรื่องการปราบปรามยาเสพติดและการพนัน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
76	1929	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาด้านคมนาคม โดยการก่อสร้างทางยกระดับในพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง  	"ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายไสว  ทองดำ อดีตนายกองค์การบริหาร\nส่วนตำบลเคร็ง และประชาชนในพื้นที่ตำบลเคร็ง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้\n 	พื้นที่ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง พื้นที่ตำบลเคร็ง ตำบลขอนหาด และตำบลนางหลง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช พื้นที่ตำบลควนชะลิก ตำบลแหลม อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าพรุ อยู่ในเขตป่าไม้และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ปัจจุบันประสบปัญหาน้ำท่วมขังและมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ส่งผลให้ไม่สามารถใช้เรือพายหรือเรือหางยาวในการสัญจรได้เหมือนในอดีต ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนในด้านการคมนาคม การขนส่งผลิตผลทางการเกษตร และการดำรงชีวิตประจำวัน ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงขอให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบท และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาศึกษา สำรวจ และดำเนินการก่อสร้างถนนยกระดับในพื้นที่ที่ประสบปัญหา ดังนี้\n 	๑) ก่อสร้างถนนยกระดับบริเวณบ้านทะเลน้อย หมู่ที่ ๔ และหมู่ที่ ๗ ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ไปยังบ้านควนเคร็ง หมู่ที่ ๔ ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ขนาดความกว้าง ๑๐ เมตร ระยะทางประมาณ ๙.๗ กิโลเมตร\n 	๒) ก่อสร้างถนนยกระดับจากบ้านใสขนุน หมู่ที่ ๒๑ ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปยังบ้านหินกอง หมู่ที่ ๕ ตำบลควนชะลิก อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ขนาดความกว้าง ๑๐ เมตร ระยะทางประมาณ ๕.๔ กิโลเมตร\n 	๓) ก่อสร้างถนนยกระดับจากบ้านควนยาว หมู่ที่ ๓ ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปยังบ้านควนเคร็ง หมู่ที่ ๔ และหมู่ที่ ๑๑ ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด \nจังหวัดนครศรีธรรมราช ขนาดความกว้าง ๘ เมตร ระยะทางประมาณ ๓.๖ กิโลเมตร\n 	ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาด้านการคมนาคม การขนส่งผลผลิตทางการเกษตร และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่ ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และความต้องการ\nของประชาชนอย่างแท้จริง"	รัฐมนตีว่าการกระทรงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
77	1927	40	นายโชติชัย บัวดิษ	ความเดือดร้อนของประชาชน	คุณภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเพื่อผลิตน้ำประปา	"จังหวัดระยองเป็นจังหวัดที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงที่สุดในประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันได้ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะคุณภาพน้ำซึ่งกำลังเสื่อมโทรมลง\nอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ผู้ปรึกษาหารือได้สะท้อนประเด็นเกี่ยวกับการปนเปื้อนของน้ำในแหล่งน้ำสำคัญของจังหวัดระยองที่นำไปใช้ผลิตน้ำประปา โดยมีสาเหตุมาจากกิจกรรมของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่เหนืออ่างเก็บน้ำหลายแห่ง แม้ได้มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าแล้วแต่การป้องกันและแก้ไข\nยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันค่าความนำไฟฟ้า (Conductivity) ในน้ำ\nมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน บ่งชี้ถึงคุณภาพน้ำที่เสื่อมถอยและอาจไม่เหมาะสมต่อการผลิตน้ำประปา\n 			ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๘ จังหวัดระยองประสบอุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตที่ตั้งของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรุนแรง\nเพิ่มมากขึ้น แม้อุตสาหกรรมจะเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่สำคัญ แต่ในขณะเดียวกันได้สร้างผลเสีย\nต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้างให้เสื่อมโทรมลง ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อเสนอแนะ\nขอให้กรมชลประทาน กรมควบคุมมลพิษ และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกันกำกับดูแลและตรวจสอบคุณภาพน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวดก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำสาธารณะ\nเพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่อาจทำให้แหล่งน้ำสำคัญ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลอ่างเก็บน้ำประแส และแหล่งน้ำอื่น ๆ ไม่สามารถนำมาใช้ผลิตน้ำประปาได้ ดังนั้น หากหน่วยงาน\nที่เกี่ยวข้องไม่เร่งดำเนินการตามมาตรการควบคุมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จังหวัดระยอง และจังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาจต้องเผชิญกับวิกฤติทรัพยากรน้ำ และในอนาคตอาจมีความเสี่ยงที่จะต้องใช้น้ำเสียแทนน้ำสะอาด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน\nและการพัฒนาประเทศ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ\nและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
78	1925	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	นโยบายของรัฐบาล	การท่องเที่ยวที่ทำลายประเทศไทย 	"การท่องเที่ยวในช่วง ๗ เดือนแรกของปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ประเทศไทย\\nมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศไทย จำนวน ๑๙,๒๙๕,๘๓๕ คน ลดลงร้อยละ ๖.๓๕ \\nเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง\\nร้อยละ ๔.๒๒ เหลือ ๘๙๕,๑๕๗ ล้านบาท โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักยังคงมาจากประเทศจีน \\nประเทศมาเลเซีย ประเทศอินเดีย ประเทศรัสเซีย และประเทศเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม จังหวัดภูเก็ต\\nมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา ๓.๘ ล้านคน \\n(โดยเป็นชาวต่างชาติ ๒.๘ ล้านคน) และในช่วง ๕ เดือนแรก มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า ๕.๘ ล้านคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศรัสเซียเป็นชาติที่เดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ตมากที่สุด จำนวน ๔๒๙,๒๕๔ คน\\n 	ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ มีรายงานว่า กลุ่มชาวรัสเซียบางส่วนได้สร้างปัญหาให้กับจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการค้าอาวุธปืน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมหัวหน้าแก๊งชาวรัสเซีย\\nตามหมายจับศาลอาญาพระโขนงได้ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ รวมถึงกรณีการกรรโชกทรัพย์\\nและการทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียด้วยกันเอง ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๖๘ นอกจากนี้ ยังมีชาวรัสเซียที่เข้ามาเข้ามาทำงานแบบผิดกฎหมาย ในประเทศไทย โดยเปิดกิจการ\\nให้คนรัสเซียโดยตรง เช่น กิจการร้านตัดผม ขับรถแท็กซี่ บริการนำเที่ยว และขายบริการทางเพศ \\nกรณีดังกล่าวมีการวิเคราะห์ว่าในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ชาวรัสเซียไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้เพราะปัญหาสงครามยูเครน ทำให้ชาวรัสเซียจำนวนมากต้องอยู่ในประเทศไทยแบบไม่มีเงิน \\nจึงต้องแสวงหาวิธีการหารายได้ ซึ่งเมื่อชาวรัสเซียมีสถานะเป็นผู้ต้องทำงานในประเทศไทย\\nจึงซื้อคอนโดมิเนียมและบ้านพักวิลล่าเพื่ออยู่อาศัยระยะยาว และลงทุนธุรกิจด้านยานยนต์\\nและอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต ตัวอย่างเช่น ชาวรัสเซียจะนำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง\\nมาใช้เป็นยานพาหนะเพื่อรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันของรัสเซียที่มีราคาถูกกว่ารถรับจ้างของคนไทย\\nส่งผลให้ผู้ประกอบการรถเช่าและรถโดยสารของชาวภูเก็ตมีรายได้ลดน้อยลง รายได้จากการท่องเที่ยว\\nในภูเก็ตจึงไม่ได้เป็นรายได้ของคนไทย อีกทั้ง กรณีดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงและอาชญากรรม คดีที่เกี่ยวข้องกับชาวรัสเซียในภูเก็ตที่ถูกรายงานข่าวล่าสุด ได้แก่ การจับกุมหัวหน้าแก๊งค้าอาวุธปืนเถื่อน\\nที่หลบหนีหมายจับ และคดีกลุ่มชาวรัสเซียถูกอุ้มรีดเงินคริปโต\\n 	ดังนั้น ด้วยเหตุที่การท่องเที่ยวดังกล่าวไม่ได้สร้างรายได้และคุณค่าให้กับท้องถิ่น \\nแต่กลับก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม จึงขอปรึกษาหารือและขอสอบถามต่อรัฐบาล\\nในประเด็น ดังต่อไปนี้\\n 	๑) รัฐบาลมีมาตรการและแนวทางใดในการแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวที่ไม่ได้สร้างรายได้แก่ท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต\\n 	๒) รัฐบาลมีแนวทางใดที่จะทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวกลับคืนสู่คนไทย\\nและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแท้จริง"	นายกรัฐมนตรี 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
79	1923	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	พื้นที่ ๑๒ ไร่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของลิงแสมบางขุนเทียน 	"จากคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) นำโดย พลตำรวจโท ยุทธนา ไทยภักดี ประธานกรรมการ และคณะสมาชิกวุฒิสภา ได้ลงพื้นที่\\nบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร และได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาลิงแสมบางขุนเทียน ที่ออกหากินในชุมชนทำให้เกิดการรบกวนและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน \\n 	ลิงแสม เขตบางขุนเทียน มีที่ดินที่มีโฉนดเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นแห่งแรกของโลก\\nที่ลิงมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน พื้นที่ดังกล่าวมีเนื้อที่อาณาบริเวณ ๑๒ ไร่ ๓ งาน ๕๗ ตารางวา ตั้งอยู่ในเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากการเติบโตและการขยายตัวของเมือง ทำให้เกิดการบุกรุกเข้าไปในพื้นที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของลิง ส่งผลให้เกิดการปะทะกันระหว่างมนุษย์กับลิง โดยมีกรณีที่มนุษย์\\nทำร้ายลิงและลิงทำร้ายมนุษย์เป็นบางครั้งบางคราว อีกทั้ง พื้นที่อยู่อาศัยของลิงได้ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง\\n 	โดยสถานที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์และความสำคัญ เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์คุณกะลา ซึ่งมีประวัติความเป็นมาจากลิงตัวหนึ่งที่เอามือล้วงเข้าไปในลูกมะพร้าวเพื่อกินเนื้อมะพร้าวแต่ไม่สามารถ\\nเอามือออกได้ เมื่อเวลาผ่านไปนาน เหตุการณ์ดังกล่าวได้ทรงทราบถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดให้นำลิงดังกล่าวมารักษา แต่เนื่องจากมือเกิดการเน่าเสียจึงจำเป็นต้องตัด และเกรงว่าลิงจะไม่สามารถอยู่กับฝูงได้ จึงทรงพระเมตตาเลี้ยงดู\\nเป็นลิงทรงเลี้ยงของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และประการสำคัญ พื้นที่แห่งนี้มีลิงขาวที่หายากอยู่หนึ่งตัว \\nซึ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างยิ่ง\\n 	ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางการพัฒนาพื้นที่ ดังนี้\\n 	๑) จัดให้มีการสร้างรั้วล้อมรอบพื้นที่เพื่อกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน\\n 	๒) รวบรวมลิงที่กระจัดกระจายอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อน\\nแก่ประชาชนมาอยู่รวมในพื้นที่เดียวกัน\\n 	๓) ส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในอนาคตโดยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน สร้างถนนเข้าไปในพื้นที่เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าไปในพื้นที่ตรงกลางและเยี่ยมชมลิงได้\\n 	ดังนั้น ปัญหาลิงแสมบางขุนเทียนเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ และการพัฒนาเมือง การแก้ไขปัญหาจึงต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ \\nการแก้ไขปัญหาของประชาชน และการพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างยั่งยืน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
80	1921	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	นโยบายของรัฐบาล	กิจกรรมสภาเด็กและเยาวชน ๑๔ จังหวัดภาคใต้	"จากการแข่งขันกีฬาสภาเด็กและเยาวชน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ เป็นกิจกรรม\\nที่มีความสำคัญในการสร้างโอกาสให้แก่เยาวชนเพื่อพัฒนาศักยภาพ สร้างภาวะผู้นำ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างกัน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่ประชุมคณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนภาคใต้ ได้มีมติให้จังหวัดชุมพรเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาสภาเด็กและเยาวชน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ \\nประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ระหว่างวันที่ ๓๐ - ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ ณ สนามกีฬากลาง จังหวัดชุมพร ภายใต้ชื่อ “ชุมพรเกมส์ ๒๐๒๕” โดยได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา \\nสิริวัฒนาพรรณวดี จำนวน ๒ รางวัล เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เยาวชน ๑๔ จังหวัดภาคใต้\\n 	กิจกรรมการแข่งขันกีฬาดังกล่าวถือเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่า ซึ่งไม่เป็นเพียง\\nการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ เช่น การศึกษาดูงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การร่วมกันปลูกป่าชายเลน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งสอดคล้อง\\nกับแนวคิด “เด็กคิด เด็กนำ เด็กทำ ผู้ใหญ่หนุน” แม้ว่าการจัดกิจกรรมดังกล่าวจะมีคุณค่าและครอบคลุมถึงเยาวชนทั้ง ๑๔ จังหวัดในภาคใต้ แต่สภาเด็กและเยาวชนได้รับงบประมาณสนับสนุนเพียงปีละ ๓๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น และในการดำเนินกิจกรรมหากงบประมาณไม่เพียงพอจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ทำให้การดำเนินงานขาดความมั่นคงและความต่อเนื่อง\\n 	ดังนั้น จึงเห็นสมควรเสนอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการกีฬาและการศึกษา พิจารณาดำเนินการ ดังนี้\\n 	๑. จัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับการจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาสภาเด็กและเยาวชนภาคใต้ เพื่อให้เวทีนี้เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเยาวชนในภาคใต้ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ภูมิภาคอื่น ๆ \\n 	๒. ประกาศนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง โดยตระหนัก\\nว่าหากรัฐบาลไม่ลงทุนกับเด็กในวันนี้ ในวันข้างหน้าประเทศจะขาดพลังขับเคลื่อน เนื่องจากเด็กและเยาวชน คืออนาคตของการพัฒนาประเทศชาติ และป้องกันมิให้คำว่า “นโยบายเพื่อเยาวชน” เป็นเพียงวาทกรรมที่สวยหรู แต่ขาดการปฏิบัติอย่างแท้จริง\\n 	การสนับสนุนการแข่งขันกีฬาสภาเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ \\nจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์\\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
81	1919	77	นางเบ็ญจมาศ อภัยทอง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ภัยพิบัติน้ำท่วมจังหวัดพิจิตร	จากเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๖๘ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย และประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จากอุทกภัยในพื้นที่ ๙ อำเภอ ซึ่งมีนาข้าวเสียหาย จำนวน ๕,๐๗๕ ไร่ และเส้นทางคมนาคมถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหาย จากการเดินทางลงพื้นที่ตามโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน พบว่าปัญหาน้ำท่วมจังหวัดพิจิตรมีมาอย่างยาวนานกว่า ๒๐ ปี และในฤดูแล้งจังหวัดพิจิตรจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร สาเหตุสำคัญเกิดจากแม่น้ำและลำคลองต่าง ๆ มีสภาพตื้นเขิน ไม่มีการขุดลอก และตลิ่งพังเป็นประจำทุกปี เช่น แม่น้ำยมตั้งแต่จังหวัดสุโขทัย แม่น้ำพิจิตรสายเก่า และคลองน้ำเขียวบริเวณหน้าอำเภอสะพานหิน ทั้งนี้ สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการวิจัยการฟื้นฟู อนุรักษ์ และพัฒนาแม่น้ำพิจิตร เพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน แต่ไม่มีการนำข้อมูลจากงานวิจัยดังกล่าวมาใช้ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพิจิตร จึงขอให้กรมชลประทานดำเนินการขุดลอกแม่น้ำและลำคลองในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย \\nและจังหวัดพิจิตร เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งต่อไป     	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
82	1917	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาน้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่ม ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม และปัญหาการรุกล้ำลำน้ำปิง ที่เป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่	"สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เปิดเผยว่าอิทธิพลจากพายุคาจิกาทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๘ ส่งผลกระทบในพื้นที่ ๔ ตำบล ๓๕ หมู่บ้าน รวม ๗๖๙ ครัวเรือน ประชาชนเดือดร้อนกว่า ๒,๘๐๐ คน โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านปางอุ๋ง และบ้านปางอุ๋งใหม่ ตำบลแม่ศึก ได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิต ๘ คน บาดเจ็บ ๑๕ คน และมีผู้สูญหาย ๒ คน จากการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และนั่งเรือสำรวจลำน้ำปิง เมื่อวันที่ ๒๔ - ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๘ พบว่ามีการรุกล้ำลำน้ำปิงในหลายพื้นที่ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากทำให้การระบายน้ำในช่วงฤดูฝนไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐในพื้นที่ได้เคยสำรวจและจัดทำแผนที่การรุกล้ำลำน้ำปิงในช่วงระยะทาง ๒๐ กิโลเมตร ไว้เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ จากสะพานนวรัฐขึ้นไปทางทิศเหนือระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร และจากสะพานนรัฐลงมาทางทิศใต้ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร พบประชาชนบุกรุกล้ำลำน้ำปิงกว่า ๒๐๐ ราย ทั้งจากประชาชน และภาคธุรกิจ จึงขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งพิจารณาแก้ไขปัญหา ดังนี้\\n 	๑) สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในอำเภอแม่แจ่ม และจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่สำหรับประชาชนที่บ้านเรือนเสียหาย จำนวน ๗๘ หลัง โดยจัดสรรงบประมาณก่อสร้างบ้านหลังใหม่ทดแทน \\n 	๒) มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมโดยกรมเจ้าท่า ประสานงานกับกรมที่ดิน จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ให้เร่งแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำน้ำปิงให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ \\nมาตรา ๕๓ ที่กำหนดให้รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้ง\\nเร่งขุดลอกขยายความกว้างของลำน้ำปิงให้มีความกว้างอย่างน้อย ๙๐ เมตร ให้สามารถรองรับ\\nการไหลของน้ำในฤดูฝน ทั้งนี้ โดยเฉพาะในช่วงระยะทาง ๒๐ กิโลเมตร คือ จากสะพานนวรัฐ\\nขึ้นไปทางทิศเหนือระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร และจากสะพานนวรัฐลงมาทางทิศใต้ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร\\nที่หน่วยงานของรัฐได้สำรวจและจัดทำแผนที่การรุกล้ำลำน้ำปิงไว้เรียบร้อยแล้ว "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
83	1915	190	นายอะมัด อายุเคน	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐	จากพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๓ กำหนดให้จังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลามและมีมัสยิดไม่น้อยกว่าสามมัสยิด ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยประกาศให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้ โดยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด มีหน้าที่สำคัญประการหนึ่งคือการตรวจโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อออกใบรับรองการใช้เครื่องหมายฮาลาล แต่ในทางปฏิบัติจะพบปัญหา\\nในจังหวัดที่ไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เช่น จังหวัดพิษณุโลก ไม่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งคณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานครจะต้องเดินทางไปตรวจโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่หากกำหนดให้ในจังหวัดพิษณุโลก มีมัสยิดเพียง ๑ แห่ง จะสามารถมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้ ทำให้เมื่อมีข้อขัดแย้งจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และการทำงานจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประชาชนและชุมชนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความสามัคคีระหว่างศาสนา เกิดการกระจายรายได้ทำให้สามารถบริหารดูแลภายในจังหวัด\\nให้การช่วยเหลือคนยากจน คนที่มีหนี้สิน เด็กกำพร้า และเด็กยากจนได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๓ กำหนดให้จังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลามและมีมัสยิดตั้งแต่หนึ่งมัสยิดขึ้นไป ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยประกาศให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
84	1913	24	นางเจียระนัย ตั้งกีรติ	ความเดือดร้อนของประชาชน	กระตุ้นความปลอดภัยรถโดยสารนักเรียน	"จากเหตุการณ์รถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆารามจังหวัดอุทัยธานี เกิดไฟไหม้เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ บนถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า บริเวณหน้าศูนย์การค้าเซียร์รังสิต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ๒๓ ราย เป็นนักเรียน ๒๐ คน และครู ๓ คน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางให้กับผู้ปกครองนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง และในช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่โรงเรียนมักจะนิยมนำนักเรียนเดินทางไปทัศนศึกษาและทำกิจกรรมนอกสถานที่ ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงขอปรึกษาหารือ ดังนี้ \\n 			๑) ขอให้กรมการขนส่งทางบก ตรวจสอบสภาพรถยนต์ที่ใช้สำหรับการขนส่งโดยสารอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะระบบรักษาความปลอดภัยและอุปกรณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถรับมือ\\nกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียน พร้อมทั้ง ควรกำชับผู้ประกอบการรถโดยสารให้หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยภายในรถให้อยู่ในสภาพ\\nที่พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา\\n 			๒) ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง\\nกับผู้ประกอบการที่มีการดัดแปลงสภาพรถโดยมิชอบ และไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย\\nสำหรับรถยนต์สาธารณะ \\n 			๓) ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การจ้างรถโดยสาร\\nเพื่อนำนักเรียนเดินทางไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ อย่างเข้มงวดและรัดกุม โดยกำชับสถานศึกษาต่าง ๆ ให้เลือกใช้บริการเฉพาะผู้ประกอบการที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับรถยนต์สาธารณะ พร้อมทั้ง ควรมีการให้ความรู้แก่ครูและนักเรียนในการใช้ทางออกฉุกเฉินและอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น \\n 			ในการนี้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือกันอย่างจริงจัง \\nเพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะที่บังคับบัญชากรมการขนส่งทางบก นายกรัฐมนตรี \\nในฐานะที่บังคับบัญชาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
85	1911	187	นางสาวอมร ศรีบุญนาค	ความเดือดร้อนของประชาชน	ผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกาต่ออุตสาหกรรมสุกรไทย	"จากประเทศสหรัฐอเมริกาได้กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตราร้อยละ ๑๙ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา และประเทศไทยได้ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเนื้อสุกรเป็นสินค้าที่ประเทศสหรัฐได้รับการยกเว้น\\nภาษีนำเข้าจากประเทศไทย และปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าเนื้อสุกรจากประเทศสหรัฐอเมริกา\\nร้อยละ ๑ โดยมีการตรวจสอบแหล่งที่มาจากประเทศต้นทางเรียบร้อย แต่อย่างไรก็ดี หากพิจารณาอย่างรอบด้านจะพบว่าการนำเข้าเนื้อสุกรจากประเทศสหรัฐอเมริกาส่งผลกระทบ ดังนี้\\n 			๑) ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากเนื้อสุกรนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา\\nมีต้นทุนเฉลี่ยกิโลกรัมละ ๑.๗ ดอลล่าร์ ส่วนเนื้อสุกรในประเทศไทยมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ \\n๒.๓ ดอลล่าร์ ส่งผลให้เกษตรกรไทยผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยกว่าร้อยละ ๙๗ และเกษตรกรผู้ปลูกพืช\\nสำหรับแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพด และมันสำปะหลัง รวมถึงโรงงานชำแหละเนื้อสัตว์ \\nผู้ประกอบการแปรรูปเนื้อสัตว์ และผู้ค้าปลีกเนื้อสัตว์ทั่วประเทศ ต้องสูญเสียรายได้จากอัตราภาษีดังกล่าว \\n 			๒) ผลกระทบด้านความปลอดภัยทางอาหาร เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกา\\nได้อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ \\n(Beta-Agonist) ที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภค และประเทศไทยได้ห้ามใช้สารชนิดนี้อย่างเด็ดขาด ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ออกตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ (๔) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. ๒๕๕๘ และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๒๖๙ พ.ศ. ๒๕๔๖ เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ โดยกำหนดให้อาหารทุกชนิดต้องตรวจไม่พบการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ และหากตรวจพบถือว่าอาหารนั้นผิดมาตรฐานตามมาตรา ๒๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งการบริโภคเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างอาจส่งผลเสีย\\nต่อสุขภาพของผู้บริโภคชาวไทยในระยะยาว และอาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ\\nในอนาคต ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังรัฐบาลเพื่อเร่งดำเนินการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและเพื่อสุขภาพ\\nของผู้บริโภคในประเทศต่อไป\\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
86	1909	133	นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์แพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในพื้นที่จังหวัดพัทลุง	จากจังหวัดพัทลุงเป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการส่งเสริม\\nภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้พืชสมุนไพรเพื่อการรักษาและป้องกันโรคในเบื้องต้น ซึ่งสอดคล้อง\\nกับแผนปฏิบัติราชการของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่กำหนดให้มีการจัดตั้ง\\nศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสานไปยังส่วนภูมิภาค ให้ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ\\nเพื่อเป็นหน่วยให้บริการด้านสุขภาพและด้านวิชาการทางการแพทย์ การศึกษาวิจัยด้านการแพทย์แผนไทย รวมถึงเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์ทางวิชาชีพ ให้แก่นักศึกษาแพทย์ชั้น Pre-clinic ทางด้านพฤกษศาสตร์ พฤกษเคมี ชีววิทยาโมเลกุล วิจัยพัฒนาตำรับยาและสมุนไพร ให้เป็นเครือข่ายด้านการแพทย์แผนไทย\\nในส่วนภูมิภาค ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ตามโครงการเสริมสร้างความเป็นเลิศทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกและสมุนไพรในระบบสุขภาพ ซึ่งการขับเคลื่อนดังกล่าวกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้จัดทำแผนงานการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สาขาเขตสุขภาพที่ ๑๒ ในเขตพื้นที่อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง โดยออกแบบเป็นอาคารสุขภาพชุมชนเมือง สูง ๔ ชั้น และกรมธนารักษ์ได้ส่งมอบพื้นที่จำนวน ๔๕ ไร่ เพื่อก่อสร้างอาคาร\\nศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้กับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก \\nซึ่งกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ดำเนินการจัดทำแผนงานการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างอาคารตามแผนงานได้ เนื่องจากในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ไม่ได้\\nรับอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้าง ซึ่งกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้จัดทำ\\nคำของบประมาณสำหรับการก่อสร้างในปีงบประมาณ ๒๕๖๙ จำนวน ๑๓.๕๕ ล้านบาท และจัดทำ\\nคำของบประมาณผูกพัน ในปีงบประมาณ ๒๕๗๐ จำนวน ๕๔.๒๐ ล้านบาท แต่คำขอจัดสรรงบประมาณสำหรับก่อสร้างอาคารดังกล่าวไม่ผ่านการพิจารณา อนึ่ง ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก\\nสาขาเขตสุขภาพที่ ๑๒ จังหวัดพัทลุง ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ ๗ จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ \\nจังหวัดตรัง จังหวัดพัทลุง จังหวัดสตูล จังหวัดสงขลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา ดังนั้น เพื่อให้โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สาขาเขตสุขภาพ\\nที่ ๑๒ สามารถดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ จึงขอปรึกษาหารือไปยังกระทรวงสาธารณสุข ขอให้พิจารณาสนับสนุนและผลักดันงบประมาณในการดำเนินการก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สาขาเขตสุขภาพที่ ๑๒ เพื่อประโยชน์ในการบริการทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยด้านการแพทย์แผนไทย อันจะนำไปสู่การส่งเสริมการดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	17	2568	2025-09-09T00:00:00
87	1907	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	มาตรการควบคุมอากาศยานไร้คนขับ (Drone) เพื่อป้องกันมิให้มีการลักลอบนำไปใช้ก่อเหตุร้าย 	จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ออกมาตรการใหม่ โดยกำหนดให้ผู้ซื้ออากาศยานไร้คนขับ (Drone) \nต้องขึ้นทะเบียนกับ กสทช. โดยใช้หมายเลขประจำเครื่อง (Serial Number) อากาศยานไร้คนขับ (Drone) \nนั้นก่อน จึงจะสามารถรับอากาศยานไร้คนขับ (Drone) จากผู้ขายได้ หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ขึ้นทะเบียนกับ กสทช. มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยผู้ซื้อสามารถขึ้นทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ที่ https://anyregis.nbtc.go.th ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่าย\nของประชาชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งมาตรการดังกล่าวทำให้หน่วยงานของรัฐมีฐานข้อมูลสำหรับใช้ในการควบคุมการครอบครองอากาศยานไร้คนขับ สามารถติดตามและระบุตัวผู้ครอบครอง เพื่อป้องกัน\nการนำไปใช้ก่อเหตุร้าย อันเป็นการรักษาความมั่นคงของชาติและความปลอดภัยของสาธารณชน ถือเป็นแรงจูงใจทางกฎหมายที่ทำให้ผู้ใช้งานต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบและปฏิบัติตามกฎระเบียบ\nที่เกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวและการทำงานเชิงรุกของ กสทช. ที่มีต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่\nได้อย่างทันท่วงที โดยผสมผสานทั้งการป้องปรามและการอำนวยความสะดวกไปพร้อมกัน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งยกระดับการป้องกันภัยคุกคามต่อความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม\nของประเทศ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลประชาสัมพันธ์แก่สาธารณชน สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุผลอย่างแท้จริง	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
88	1905	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	โครงการแก้มลิงห้วยลี่ บ้านมงคลนิมิต ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน	จังหวัดน่านประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในช่วงฤดูฝนของทุกปี ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากแม่น้ำน่าน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก และจากลำน้ำห้วยลี่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก โดยปัญหาน้ำท่วมครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ พายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ซึ่งพัดผ่านพื้นที่จังหวัดน่าน ส่งผลให้ลำน้ำสาขาห้วยลี่มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นและหลากเข้าท่วมพื้นที่เขตเทศบาลเมืองน่านได้รับความเสียหาย ที่ผ่านมามีการเสนอ “โครงการก่อสร้างแก้มลิงห้วยลี่” ซึ่งเป็นโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่าน กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๓ นายประสิทธิ์  พัฒนใหญ่ยิ่ง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน ในฐานะประธานชมรมคนรักป่าน่าน ได้มีหนังสือเสนอโครงการก่อสร้างแก้มลิงสำหรับแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่าน ไปยังโครงการชลประทานจังหวัดน่าน เนื่องจากนางมาลัย  จันทะเสน ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้บริจาคที่ดินทำกินจำนวน ๑๐๐ ไร่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ และมอบให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ทั้งนี้ โครงการชลประทานจังหวัดน่านได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่และชี้แจงถึงผลกระทบของโครงการแล้ว จึงถือได้ว่าโครงการดังกล่าวเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ต่อมา เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๘ กรมชลประทาน โดยสำนักชลประทานที่ ๒ ได้พิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือในการปรับปรุงโครงการ โดยใช้ชื่อว่า “โครงการแก้มลิงห้วยลี่พร้อมอาคารประกอบ” มีความจุประมาณ ๘๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านมงคลนิมิต หมู่ที่ ๖ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลผาสิงห์ ตำบลไชยสถาน ตำบลดู่ใต้ และเขตเทศบาลเมืองน่าน สถานะโครงการ คือ (๑) มีการพิจารณาศึกษาเบื้องต้น (๒) มีการจัดทำประชาพิจารณ์เรียบร้อยแล้ว และ (๓) มีการสำรวจภูมิประเทศเรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการออกแบบของสำนักชลประทานที่ ๒ เพื่อก่อสร้างถนนเข้าสู่หัวงาน ซึ่งงบประมาณเบื้องต้นที่ตั้งไว้ ๒๕ ล้านบาท อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ซึ่งวิศวกรของกรมชลประทานผู้ออกแบบจะเป็นผู้พิจารณา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่โครงการบางส่วน ประมาณ ๕๐ ไร่ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังนั้น ภายหลังจากออกแบบโครงการเสร็จแล้วจะต้องขออนุญาตกรมป่าไม้ เพื่อใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ด้วยเหตุนี้ ขอให้อธิบดีกรมชลประทาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาเร่งรัดการออกแบบโครงการดังกล่าว เพื่อจะได้ดำเนินการขออนุญาตต่อกรมป่าไม้ต่อไป พร้อมกันนี้ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ขอให้ส่งเอกสารประกอบการปรึกษาหารือ เสนอต่ออธิบดีกรมชลประทาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อประกอบการพิจารณา 	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
89	1903	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้พิจารณาให้โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่เสี่ยงภัย	จากสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ลงพื้นที่ ณ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อยู่ในรัศมีการสู้รบระหว่างไทย - กัมพูชา ได้รับทราบข้อมูลว่าเมื่อปี ๒๕๕๔ มีการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา ระหว่างวันที่ ๔ - ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ปรากฏว่ากระสุนปืนใหญ่ บีเอ็ม-๒๑ ของประเทศกัมพูชา ตกลงที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยาและบริเวณโดยรอบ เป็นเหตุให้อาคารเรียนหลายหลังได้รับความเสียหาย ไม่สามารถทำการเรียนการสอนได้ ขณะที่ปัจจุบันมีเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย - กัมพูชา ขึ้นอีก โดยเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๘ มีการสู้รบระหว่างไทย - กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ปรากฏว่ามีกระสุนปืนใหญ่ตกลงบริเวณด้านข้างโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ห่างจากอาคารเรียนประมาณ ๓๐ เมตร แม้ว่ากระสุนปืนใหญ่ดังกล่าว\nจะไม่เกิดการระเบิด แต่กระสุนปืนใหญ่ที่ตกในบริเวณใกล้เคียง ห่างออกไปประมาณ ๒๐๐ - ๓๐๐ เมตร \nได้เกิดการระเบิดขึ้น เป็นเหตุให้ต้องมีการอพยพครูและนักเรียนออกจากพื้นที่ ซึ่งจากข้อเท็จจริงดังกล่าว\nย่อมเห็นได้ว่าโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการ\nสู้รบระหว่างไทย - กัมพูชา ประกอบกับโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา\nห่างกันไม่ถึง ๑ กิโลเมตร ได้รับการพิจารณาให้เป็น “พื้นที่เสี่ยงภัย” ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา\nจึงควรได้รับการพิจารณาให้เป็น “พื้นที่เสี่ยงภัย” เช่นเดียวกัน ดังนั้น ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นหน่วยงาน\nที่กำกับดูแลโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา พิจารณาให้โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา เป็น “พื้นที่เสี่ยงภัย” ทั้งนี้ \nเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเรียนการสอน ตลอดจนการรักษาความปลอดภัยให้แก่ครูและนักเรียนยิ่งขึ้นต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
90	1901	190	นายอะมัด อายุเคน	ความเดือดร้อนของประชาชน	แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติด	"จากสมาชิกวุฒิสภาได้เดินทางลงพื้นที่ ณ จังหวัดพะเยา ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมเรือนจำ และร่วมประชุมหารือกับส่วนราชการที่ศาลากลางจังหวัดพะเยา เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติด ได้มีข้อเสนอแนะให้จัดตั้ง “กลุ่มหมู่บ้าน” เพื่อดำเนินการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของประชาชนภายในพื้นที่เป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งหากมีการขยายการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในเวลา ๑ ปี เชื่อว่าจะสามารถป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ขอเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติด ดังนี้\n		(๑) วิธีการตรวจสอบ : กำหนดให้มีการสุ่มตรวจหาสารเสพติดในร่างกายของประชาชนทุกสัปดาห์ หากปรากฏว่ามีบุคคลใดเสพยาเสพติด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน โดยให้ถือว่าบุคคลดังกล่าวเป็น “ผู้เสพยาเสพติด” เพื่อให้มีการลงโทษจำคุก ไม่ใช่ “ผู้ป่วย” เพราะผู้ป่วยไม่อาจลงโทษจำคุกได้\n		(๒) หลักเกณฑ์การลงโทษ : กำหนดให้โอกาสแก่บุคคลที่เป็น “ผู้เสพยาเสพติด” จำนวน ๔ ครั้ง หากบุคคลใดได้รับการตรวจพบว่าเป็น “ผู้เสพยาเสพติด” ติดต่อกันครบจำนวน ๔ ครั้ง ให้ถือว่ากระทำความผิดจำนวน ๔ กรรม โดยกำหนดโทษจำคุก กรรมละ ๒ เดือน รวมเป็นโทษจำคุกทั้งสิ้น ๘ เดือน\n		(๓) การขยายพื้นที่ดำเนินการ : ดำเนินการตามข้อ (๑) และ (๒) จากหมู่บ้านหนึ่ง\nขยายไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง จะทำให้ “ผู้เสพยาเสพติด” เกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมายและไม่กล้ากระทำความผิดซ้ำอีก ซึ่งจะทำให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับเสพยาเสพติดในพื้นที่ลดน้อยลงทันที\n		(๔) ผู้ต้องโทษคดียาเสพติดที่ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์จนนำไปสู่การจับกุมผู้ค้ายาเสพติด ควรได้รับรางวัลด้วยการลดโทษจำคุก ตัวอย่างเช่น กรณีกระทำความผิดจำนวน ๔ กรรม มีกำหนดโทษจำคุก กรรมละ ๒ เดือน รวมโทษจำคุกทุกกรรมจำนวนทั้งสิ้น ๘ เดือน หากผู้นั้นให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ ควรได้รับการพิจารณาลดโทษจำคุกลงกึ่งหนึ่ง คงเหลือโทษจำคุกเพียง ๔ เดือน เป็นต้น\n	ทั้งนี้ การดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวเปรียบเสมือนการนำสินค้าที่เป็น “ฮารอม” \nซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นับถือศาสนาอิสลามบริโภคไม่ได้เพราะผิดหลักศาสนาอิสลาม ไปวางจำหน่ายที่หน้ามัสยิด \nก็จะไม่มีผู้ใดซื้อสินค้านั้น เช่นเดียวกันกับการจัดตั้ง “กลุ่มหมู่บ้าน” จะทำให้ผู้เสพยาเสพติดไม่กล้า\nกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด แม้จะมีผู้ค้ายาเสพติดลักลอบนำยาเสพติดมาจำหน่ายในหมู่บ้าน \nก็จะไม่มีผู้ใดกล้าซื้อหรือจำหน่ายยาเสพติด อันเนื่องมาจากเกิดความเกรงกลัวว่าจะถูกจับกุมและดำเนินคดี \nซึ่งจะส่งผลให้ปัญหายาเสพติดลดลงได้ในที่สุด \n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
91	1899	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	นโยบายของรัฐบาล	วิกฤติชายแดน : บทเรียนเพื่อพัฒนาระบบเยียวยา	"จากสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา (จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี) ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย - กัมพูชา ซึ่งมีการสู้รบและยิงระเบิด สร้างความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความมั่นคงในการดำรงชีวิตประจำวัน ว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม หลายครอบครัวยังไม่ได้รับเงินเยียวยาและต้องอาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราว ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันหลายครอบครัวที่ประกอบกิจการขนาดเล็ก จำต้องหยุดประกอบกิจการเป็นเวลาหลายเดือน ส่งผลให้ขาดรายได้และต้องเผชิญกับภาระหนี้สินที่เพิ่มสูงขึ้น \nแม้ว่าผู้ประกอบการรายย่อยและเจ้าของธุรกิจในพื้นที่จะพยายามอาศัยระบบการประกันภัยเพื่อชดเชย\nความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน แต่ค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากการประกันภัยไม่ครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากระบบประกันภัยไม่รับผิดชอบกรณีความเสียหายที่เกิดจากภัยสงคราม ซึ่งประเด็นนี้\nสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบการเยียวยาในประเทศไทย กล่าวคือ แม้ว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ อุทกภัย เหตุเพลิงไหม้ แต่สำหรับภัยที่เกิดจากเหตุการณ์ชายแดนหรือเหตุการณ์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับภัยสงครามยังไม่มีกรอบการดำเนินการที่ชัดเจน ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องตกอยู่ในภาวะเสี่ยงและไม่มั่นใจในความคุ้มครองพื้นฐานจากภาครัฐ ดังนั้น \nจึงขอเสนอแนวทางเร่งด่วนต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n		(๑) ขอให้เร่งรัดกระบวนการจ่ายเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด \nโดยไม่ควรจำกัดเฉพาะครัวเรือนที่มีบ้านเสียหายเท่านั้น แต่ควรขยายความช่วยเหลือไปยังประชาชนทั่วไปที่สูญเสียรายได้จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย - กัมพูชาด้วย รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย\nซึ่งเป็นกลไกสำคัญในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น\n		(๒) ขอให้ทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบหรือภัยสงครามให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของพื้นที่ชายแดน โดยควรกำหนดหลักเกณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นและสะท้อนความเป็นจริงของประชาชนที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา\n		(๓) ขอให้พิจารณาจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ระบบประกันภัยไม่สามารถชดเชยความเสียหายได้ โดยกองทุนดังกล่าวควรครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว บรรเทาปัญหาความเดือดร้อน และเสริมสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนในยามวิกฤติ\n	 	ทั้งนี้ ความเสียหายจากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย - กัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียง\nเรื่องของทรัพย์สินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ถูกทำลายเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความรู้สึกมั่นคงในชีวิตประจำวัน\nของประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมือง ยิ่งทำให้ประชาชนรู้สึกไม่มั่นใจในทิศทางของรัฐบาลและมาตรการการเยียวยา และความล่าช้าในการเยียวยา\nไม่เป็นเพียงปัญหาด้านการบริหารจัดการ แต่ยังกลายเป็นสัญญาณเชิงลบที่บั่นทอนศรัทธาของประชาชนต่อภาครัฐอย่างน่ากังวล ดังนั้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายบริหารเท่านั้น หากแต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายความมั่นคง และภาคประชาชนโดยรวมที่ต้องร่วมกันสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับชีวิตของประชาชน ถือเป็นบทเรียนสำคัญ\nในการปรับปรุงระบบการเยียวยาและมาตรการรองรับความขัดแย้งระหว่างประเทศ ที่จำเป็นจะต้องมีกรอบการทำงานที่ชัดเจน รวดเร็ว และทั่วถึง เพื่อไม่ให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
92	1897	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาเศรษฐกิจที่มีสัญญาณวิกฤติและรอการแก้ไขของรัฐบาล  	จากสำนักงานสถิติแห่งชาติได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือน พบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ - ๒๕๖๗ หนี้ครัวเรือนของไทยมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับเกินกว่าร้อยละ ๘๐ ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ถือเป็นการส่งสัญญาณวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังจะตามมา คือ เศรษฐกิจชะลอตัว นอกจากนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รายงานว่าในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ประเทศไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงถึง ๑๖.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับ\nข้อมูลของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พบว่าหนี้ครัวเรือนของภาคใต้อยู่ในอัตราที่สูงมาก \nโดยจังหวัดนครศรีธรรมราชมีประชาชนที่มีฐานะยากจนมากที่สุดเป็นอันดับที่ ๒ รองจากจังหวัดเชียงใหม่\nซึ่งมีประชาชนที่มีฐานะยากจนมากที่สุดเป็นอันดับที่ ๑ ของประเทศไทย เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่\nมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน ชาวสวนยางพารามีปัญหาหนี้สิน ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น อาทิ ราคาต้นกล้า ค่าบำรุงรักษา ประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเจ้าของสวนยางพารา แต่เป็นลูกจ้างหรือคนเก็บน้ำยางพารา เมื่อประชาชนไม่มีรายได้ ไม่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้การบริโภคและการลงทุนลดลง ประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นเหตุให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ \nส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ทำให้เกิดกับดักทางเศรษฐกิจซึ่งจะฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ\nในระยะยาว ดังนั้น ขอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ดังนี้ (๑) ปัญหาหนี้ครัวเรือน \n(๒) มาตรการปกป้องผู้ประกอบการไทย จากสินค้าทุ่มตลาดและการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (๓) การสนับสนุน\nภาคธุรกิจและครัวเรือนที่เปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) และกลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำ เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินและภาระหนี้สิน และ (๔) ปรับปรุงมาตรการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง เพื่อส่งเสริมการลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ		วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
93	1895	80	นางประทุม วงศ์สวัสดิ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการรื้อถอนอาคารโครงการวอเตอร์ฟรอนท์ เมืองพัทยา (Waterfront Pattaya)	จากโครงการวอเตอร์ฟรอนท์ พัทยา (Waterfront Pattaya) หรือวอเตอร์ฟรอนท์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์ (Waterfront Suites 	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
94	1893	40	นายโชติชัย บัวดิษ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการลักลอบนำทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทย เพื่อส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ	ในปัจจุบันมีการลักลอบนำทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์\nเป็นทุเรียนไทยเพื่อส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ สาเหตุที่มีการสวมสิทธิ์ คือ (๑) ทุเรียนของประเทศเพื่อนบ้านราคาถูกกว่าทุเรียนของประเทศไทย และ (๒) ตรวจพบสารแคดเมียม (Cadmium) ในทุเรียน\nของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเมื่อมีการนำทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทย ทำให้เกิดปัญหา\nตรวจพบสารแคดเมียม (Cadmium) ในทุเรียนที่ส่งออกจากประเทศไทย ทั้งที่ ประเทศไทยมีความเข้มงวดในการผลิตทุเรียน และผลผลิตทุเรียนของประเทศไทยตรวจไม่พบสารแคดเมียม (Cadmium) มาเป็นเวลานานแล้ว ตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือ กรณีสำนักงานบริหารศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แจ้งผลการตรวจพบสารแคดเมียม (Cadmium) ในทุเรียนไทยที่ส่งออกไปยังประเทศจีน \nซึ่งนับเป็นครั้งที่ ๒ ของภาคตะวันออกที่มีการตรวจพบสารนี้ ส่งผลกระทบให้เจ้าของสวนทุเรียนถูกระงับใบรับรองแหล่งผลิตพืช (Good Agricultural Practice : GAP) และผู้ประกอบกิจการโรงคัดบรรจุ (ล้ง) \nถูกระงับหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืช (ใบ DOA) โดยสำนักวิจัยและพัฒนา\nการเกษตรเขตที่ ๖ จังหวัดจันทบุรี ได้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวพบว่า เจ้าของสวนทุเรียนได้ขายทุเรียน\nไปนานแล้ว และไม่เคยขายทุเรียนให้กับผู้ประกอบกิจการโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ที่ถูกสำนักงานบริหารศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนตรวจพบสารแคดเมียม (Cadmium) ประกอบกับขณะนี้ทุเรียนในประเทศไทยหมดฤดูการผลิตแล้ว แต่กลับยังคงมีการส่งออกทุเรียนไปจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่น่าเชื่อได้ว่าเกิดจากการลักลอบนำทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทย ดังนั้น ขอให้กรมวิชาการเกษตร \nและกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาการสวมสิทธิ์ทุเรียนไทย รวมทั้งพิจารณาตรากฎหมายเพื่อควบคุมและกำกับดูแลการนำเข้าทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านโดยด่วน	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
95	1891	41	นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้	"จากเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ มีการก่อเหตุร้ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการวางระเบิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รวม ๙ จุด ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ๕ จุด จังหวัดยะลา ๓ จุด และจังหวัดปัตตานี ๑ จุด ซึ่งฝ่ายความมั่นคงของไทยทราบข้อมูลเป็นอย่างดี ว่าวันที่ ๓๑ สิงหาคมของทุกปี ซึ่งตรงวันชาติของประเทศมาเลเซีย ถือเป็นวันสัญลักษณ์ที่กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน\nบีอาร์เอน (Barisan Revolusi Nasional : BRN) หรือ “ขบวนการปฏิวัติแห่งชาติ” จะถือโอกาสก่อเหตุความไม่สงบ แต่กลับไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงของไทยมุ่งป้องกันเหตุร้ายเฉพาะที่ฐานปฏิบัติการเป็นหลัก เป็นเหตุให้เกิดช่องว่างในบางพื้นที่ ทำให้กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอนสามารถก่อเหตุร้ายดังกล่าวได้ ซึ่งเหตุการณ์วางระเบิดเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ ดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการจับกุมและยึดยาไอซ์ล๊อตใหญ่ น้ำหนักกว่า ๙๐๐ กิโลกรัม ที่ลักลอบขนมาจากสามเหลี่ยมทองคำ โดยมีเป้าหมายปลายทางที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลคนใด เพราะกลุ่มคนร้ายที่ลักลอบขนยาเสพติด กับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอน เป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มเดียวกัน มีการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหายาเสพติดมีความเชื่อมโยงกับปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่\n		เนื่องจากปัจจุบันแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย บริเวณแม่น้ำ\nสุไหงโก - ลก ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านอำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอตากใบ และอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ประเทศไทย กับรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เป็นพรมแดนธรรมชาติ มีความยาวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร \nยังไม่มีการสร้างรั้วป้องกันแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้การดูแลชายแดนเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทั้งยังเป็นเหตุให้คนร้ายใช้ช่องทางธรรมชาติซึ่งคาดว่าอาจมี\nมากถึง ๒๕๐ แห่ง ในการเดินทางเข้า - ออกระหว่างสองประเทศ เพื่อกระทำความผิดหลายประการ \nทั้งการลักลอบขนยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย รวมถึงการก่อความไม่สงบในพื้นที่ \n		เมื่อไม่นานมานี้ ผู้บัญชาการตำรวจรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย ได้เสนอแนวความคิดให้ก่อสร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนไทย - มาเลเซีย เพื่อปิดช่องทางธรรมชาติที่กลุ่มคนร้ายใช้ลักลอบ\nขนยาเสพติด พร้อมกับการติดตั้งกล้องวงจรปิดตามแนวชายแดนดังกล่าว ซึ่งแนวความคิดดังกล่าวนับว่าเป็นประโยชน์ต่อกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศไทย ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรสนับสนุนประเทศมาเลเซียในการดำเนินการก่อสร้างกำแพงตลอดแนวชายแดนไทย - มาเลเซีย เพื่อปิดช่องทางธรรมชาติที่กลุ่มคนร้ายใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าว\n		อนึ่ง การพิจารณาแต่งตั้งแม่ทัพภาคที่ ๔ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลความมั่นคงในพื้นที่ ๑๔ จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรพิจารณาแต่งตั้งจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และมีความเหมาะสม "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
96	1889	73	นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาร่องน้ำตื้นเขินในพื้นที่จังหวัดภาคใต้  	"จากในพื้นที่จังหวัดพังงา รวมทั้งจังหวัดบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ประสบปัญหาร่องน้ำตื้นเขินซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นเหตุให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงเพียงอาชีพเดียวไม่สามารถนำเรือออกทะเลเพื่อทำการประมง ทำให้ไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน และส่งผลให้พื้นที่ทำการประมงพื้นบ้านถูกทิ้งร้าง ขณะที่ประชาชนบางส่วนที่เสี่ยงนำเรือออกทะเลโดยฝ่าร่องน้ำตื้นเขินออกไป ประสบกับความเสียหายจากเรือเกยทราย เรือจม อันเนื่องมาจากร่องน้ำที่ตื้นเขินนั้น ต้องสูญเสียทรัพย์สินทั้งเรือและเครื่องมือประมง และบางครั้งถึงขั้นเสียชีวิต ยกตัวอย่างพื้นที่ที่ประสบปัญหา คือ บริเวณบ้านบ่อดาน ตำบลนาเตย อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ซึ่งประชาชนในพื้นที่ต้องทนทุกข์มานานหลายปี โดยที่รัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือแต่อย่างใด\n		ปัญหาร่องน้ำตื้นเขินมิได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะในพื้นที่จังหวัดพังงาเท่านั้น หากแต่เกิดขึ้น\nในแทบทุกพื้นที่ของจังหวัดที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งอันดามัน รวมทั้งลุกลามไปยังจังหวัดชายทะเลทั่วภาคใต้ ถือเป็นปัญหาด้านโครงสร้างของภาคใต้ มิใช่เรื่องเฉพาะจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งเท่านั้น ประชาชนในพื้นที่ต้องการให้ภาครัฐบริหารจัดการแก้ไขปัญหาร่องน้ำตื้นเขินอย่างยั่งยืน เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากในการแก้ไขปัญหาด้วยการดูดทรายและขุดร่องน้ำ แต่ไม่นานหลังจากนั้น \nร่องน้ำก็กลับมาตื้นเขินเช่นเดิม ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาที่ไม่เกิดผลสำเร็จอย่างแท้จริง ดังนั้น\nขอให้รัฐบาลพิจารณานำเรื่อง “ปัญหาร่องน้ำตื้นเขินในพื้นที่จังหวัดภาคใต้” ให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง ดังนี้\n		(๑) ขอให้เร่งพิจารณาศึกษาและวิจัยปัญหาร่องน้ำตื้นเขินและแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อทราบสาเหตุของปัญหาและมีวิธีการที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง\n 		(๒) สร้างโมเดลต้นแบบการแก้ไขปัญหาร่องน้ำตื้นเขิน ที่สามารถใช้แก้ไขปัญหาทั้งในพื้นที่จังหวัดพังงาและพื้นที่จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน\n		(๓) พิจารณาจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการแก้ไขปัญหาร่องน้ำตื้นเขินในระยะยาวแบบยั่งยืน พร้อมทั้งมีระบบตรวจสอบความโปร่งใสของการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องประสบปัญหาดังกล่าวซ้ำอีก"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
97	1887	118	นายรุจิภาส มีกุศล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา จากเหตุภัยสงคราม	"จากการลงพื้นที่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม (ด่านช่องจอม) อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา ได้รับทราบปัญหา\nที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ ๓ ประการ ดังนี้\n 		(๑) ปัญหารายได้และหนี้สิน พบว่าในระหว่างที่เกิดสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดน\nไทย - กัมพูชา ผู้ประกอบการร้านค้าบริเวณด่านช่องจอมมีรายได้ลดลงเป็นอย่างมาก หลายครอบครัวประสบปัญหาหนี้สินในครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ไม่มีเงินเพียงพอสำหรับชำระค่าเล่าเรียนของบุตร ตลอดจนการผ่อนชำระบ้าน รถยนต์ และเงินกู้ยืมจากธนาคาร \n 		(๒) ปัญหาการเยียวยาจากภาครัฐ พบว่ามาตรการการเยียวยาเหตุภัยสงครามของรัฐ\nมีข้อจำกัดสิทธิ โดยจ่ายเงินเยียวยาเฉพาะผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่เป็นพื้นที่เกิดการปะทะเท่านั้น ขณะที่มีประชาชนจำนวนมากที่เข้ามาอยู่อาศัยและทำมาหากินในพื้นที่เป็นเวลานาน แต่ไม่ได้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน กลับไม่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากทางภาครัฐ ถือเป็นความไม่เป็นธรรมที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว\n 		(๓) ปัญหาการเก็บกู้วัตถุระเบิดและกระสุนปืน พบว่าในพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ มีวัตถุระเบิดและกระสุนปืนของประเทศกัมพูชาที่ยิงมาตกในพื้นที่ทำกินของประชาชนเป็นจำนวนมาก \nซึ่งมีทั้งที่ยังตรวจไม่พบ และที่ตรวจพบแล้วแต่ยังไม่ได้เก็บกู้ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความรู้สึก\nไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะนี้ใกล้เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร\nซึ่งประชาชนอาจได้รับอันตรายจากวัตถุระเบิดและกระสุนปืนที่ตกในพื้นที่ทำกินดังกล่าว ดังนั้น ขอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n		(๑) ขอให้เร่งดำเนินการเจรจากับประเทศกัมพูชา เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน\nในบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา \n 		(๒) ขอให้ประสานความร่วมมือไปยังธนาคารและสถาบันการเงินทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้พิจารณาผ่อนผันการชำระเงินกู้ยืม และการผ่อนชำระหนี้สินต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน \n 		(๓) ขอให้เร่งดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดและกระสุนปืนที่ยังคงตกค้างในพื้นที่ เพื่อความปลอดภัย\nในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน \n 		(๔) เร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การเยียวยาเหตุภัยสงคราม เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยสงคราม มีสิทธิได้รับการเยียวยา \nไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีชื่อหรือไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมและความปลอดภัย\nในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
98	1885	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนของเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานครกับพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสมุทรปราการ	จากประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง เปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตธนบุรี เขตจอมทอง เขตราษฎร์บูรณะ และตั้งเขตทุ่งครุ กรุงเทพมหานคร (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔ ตอนพิเศษ ๑๐๘ ง ลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๐) ซึ่งกำหนดแนวเขตทุ่งครุ โดยมีแนวเขตเริ่มต้นจากคลองรางใหญ่ \nคลองบางจาก คลองกระออม คลองตาสน ไปบรรจบกับคลองบางมด และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ (ราชกิจจานุเบกษา \nเล่ม ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๒๑ ง ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๒) ซึ่งกำหนดแนวเขตตำบลบ้านคลองสวน โดยมีแนวเขตเริ่มต้นจากสามแยกระหว่างคลองขุนราชพินิจใจ ถึงคลองกระออม คลองตาสน และคลองบางจาก ซึ่งประกาศกระทรวงมหาดไทยทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าวมีการกำหนดแนวเขตถูกต้องตรงกัน ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน\nแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๓ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง พบว่ามีพื้นที่ทับซ้อนกับจังหวัดสมุทรปราการ ๔.๗๒๙ ตร.กม. ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่ขององค์การบริหาร\nส่วนตำบลบ้านคลองสวน ๔.๕๒๕ ตร.กม. และองค์การบริหารส่วนตำบลในคลองบางปลากด ๐.๒๐๔ ตร.กม.\nโดยประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ๓๒,๐๘๓ คน บ้านเรือนของประชาชนได้รับผลกระทบ ๑๗,๐๔๓ หลังคาเรือน จากการถูกกำหนดให้มีทะเบียนบ้านและโฉนดที่ดินอยู่ในเขตพื้นที่ของจังหวัดสมุทรปราการ \nทั้งที่โดยข้อเท็จจริงและตามประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวข้างต้น ประชาชนและพื้นที่เหล่านั้น\nต้องอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สภาพปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่\nทับซ้อนเป็นอย่างมาก อาทิ ปัญหาการออกใบมรณบัตร ปัญหาเขตอำนาจศาล ปัญหาการกำหนดเขตเลือกตั้ง \nปัญหาการขออนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรในพื้นที่ทับซ้อนประสบกับปัญหาการขอจดทะเบียนเกษตรกร เช่น เกษตรกรผู้ทำการประมงต้องจดทะเบียนที่กรุงเทพมหานคร ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ต้องจดทะเบียนที่จังหวัดสมุทรปราการ แต่ถ้าเกษตรกรรายเดียวกันทำการเกษตรหลายประเภท เช่น ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และการประมง ต้องแยกจดทะเบียนเกษตรกรแต่ละประเภท\nทั้งในกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ ดังนั้น ขอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการให้กรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรปราการ ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงมหาดไทยข้างต้นอย่างเคร่งครัด	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
99	1883	128	นางวาสนา ยศสอน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ แต่ต้นทุนในการปลูกยางพาราเพิ่มสูงขึ้น	"จากเกษตรกรชาวสวนยางพาราประสบปัญหาความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากต้นทุนในการปลูกยางพารามีราคาปรับตัวสูงขึ้น ทั้งราคาปุ๋ยและราคาต้นพันธุ์ยางพารา โดยไม่มีแนวโน้มที่จะปรับลดลง ขณะเดียวกันราคาจำหน่ายยางพารากลับตกต่ำและมีราคาไม่แน่นอน เป็นเหตุให้เกษตรกรชาวสวนยางพารามีรายได้ตกต่ำลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นอย่างมาก ดังนั้น ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแก้ไขปัญหา ดังนี้ \n		(๑) ขอให้ควบคุมราคาสินค้าต้นทุนของการปลูกยางพารา ได้แก่ ปุ๋ย ต้นพันธุ์ยางพารา \nให้มีราคาที่เหมาะสม\n		(๒) ขอให้พิจารณาจัดสรรปุ๋ยราคาถูกให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางพารา โดยอาจใช้กลไกของรัฐหรือกลไกของสหกรณ์การเกษตร ตามที่พิจารณาเห็นว่าเหมาะสม\n		(๓) ขอให้แก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เกษตรกรชาวสวนยางพาราต้องขายยางพาราผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งราคาที่รับซื้อยังไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรชาวสวนยางพาราเท่าที่ควร\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ \n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
100	1881	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้เร่งรัดและติดตามการดำเนินงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)  เพื่อดำเนินการปล่อยกู้ให้แก่นักเรียน/นักศึกษา โดยเร็วที่สุด	สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ดำเนินการจัดสรรเงินกู้ยืมครั้งที่ ๑ วงเงินประมาณ ๓,๑๐๐ ล้านบาท สำหรับให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน/นักศึกษา ในภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ และต่อมา เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๘ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการจัดสรรงบประมาณ ๘,๔๘๘ ล้านบาท จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเป็นเงินทุนสำรองให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สามารถดำเนินการจัดสรรเงินกู้ยืมครั้งที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ และต่อมา เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ กยศ. ได้ดำเนินการจัดสรรเงินกู้ยืมครั้งที่ ๒ เพื่อจ่ายให้แก่นักเรียน/นักศึกษาเพิ่มเติม โดยผู้กู้ยืมต้องแจ้งความประสงค์กู้ยืมผ่านระบบ “กยศ. Connect” พร้อมทั้งแนบไฟล์เอกสารในระบบให้ครบถ้วน ดำเนินการจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน ยืนยันการเบิกเงินกู้ยืม และลงนามในสัญญากู้ยืมเงิน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ อย่างไรก็ตาม ระบบ “กยศ. Connect” มีปัญหาขัดข้องในการใช้งาน และ กยศ. อยู่ระหว่างแก้ไขการใช้งานระบบยังไม่แล้วเสร็จ เป็นเหตุให้จนถึงขณะนี้ กยศ. ยังพิจารณาเรื่องของนักเรียน/นักศึกษาที่แจ้งความประสงค์กู้ยืมจากวงเงินที่ได้รับการจัดสรรเงินกู้ยืมครั้งที่ ๑ ไม่เสร็จ โดยมีการขยายกรอบระยะเวลาพิจารณาออกไป ดังนั้น ขอให้กระทรวงการคลังเร่งรัดและติดตามการดำเนินงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อดำเนินการปล่อยกู้ให้แก่นักเรียน/นักศึกษา โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้การศึกษาเป็นเครื่องมือ\nในการพัฒนาทุนมนุษย์และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	15	2568	2025-09-02T00:00:00
101	1879	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	แนวทางการแก้ไขปัญหาพัฒนาเศรษฐกิจระดับจังหวัดอย่างยั่งยืน	จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และมีประชากร ประมาณ ๑.๕๖ ล้านคน กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอย ถึงแม้ว่าภาคเกษตรกรรมจะขยายตัวจากผลผลิตยางพารา ทุเรียน และน้ำมันปาล์มที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น แต่ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ รวมถึงการใช้จ่ายของภาครัฐกลับหดตัว ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจของจังหวัดชะลอลง ซึ่งด้านการท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราชมีศักยภาพสูง ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น และอาหารพื้นถิ่น แต่ยังไม่สามารถพัฒนาให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดยังอยู่อันดับที่ ๖ ของภาคใต้ ซึ่งต่ำกว่าเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างจังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา และจังหวัดสงขลา สำหรับภาคอุตสาหกรรม ถึงแม้จะมีแนวคิดจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ท่าเรือน้ำลึก และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร แต่ยังไม่สามารถดำเนินการให้เกิดผลได้ ส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบปัญหาการจับจ่ายใช้สอยที่ฝืดเคือง ดังนั้น จึงขอเสนอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เร่งรัดการผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครศรีธรรมราชไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการแปรรูป การยกระดับการท่องเที่ยว และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนแก่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับประเทศต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ \nและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
102	1877	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	จากเหยื่อสู่ผู้ต้องหา ช่องโหว่ของระบบบัญชีม้า	"สถานการณ์การแพร่ระบาดของอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะ\nการหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น กลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลงทุน และการฉ้อโกงทางดิจิทัล ส่งผลให้บัญชีม้าหรือบัญชีธนาคารที่มิจฉาชีพนำไปใช้เพื่อปกปิดตัวตน กลายเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการกระทำผิด ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้บริสุทธิ์ที่ถูกนำข้อมูล\nส่วนบุคคลไปใช้ในการเปิดบัญชีโดยไม่รู้ตัว และต้องตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ\n 		ปัจจุบันพบว่าการบังคับใช้กฎหมายยังขาดความยืดหยุ่นและไม่สามารถแยกแยะระหว่างผู้สมรู้ร่วมคิดกับผู้บริสุทธิ์ที่ถูกแอบอ้างได้อย่างชัดเจน นำไปสู่ความเสียหายทั้งด้านเวลา ทรัพย์สิน และชื่อเสียงของผู้บริสุทธิ์ อีกทั้งยังมีกรณีร้ายแรงที่ผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตจากความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาบัญชีม้าอย่างเป็นระบบ จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้\n 		๑) ปรับปรุงกลไกการตรวจสอบการเปิดบัญชีธนาคารให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยบูรณาการข้อมูลบัตรประชาชน ข้อมูลชีวมาตร และระบบแจ้งเตือนเจ้าของบัญชีเมื่อมีการเปิดบัญชีใหม่\n 		๒) จัดให้มีมาตรการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ที่มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นธรรม หากพบว่า\nมีการนำข้อมูลไปใช้โดยมิชอบ ต้องยุติการดำเนินคดีโดยเร็ว เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน\n 		๓) ป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทางด้วยการยกระดับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ควบคุมแอปพลิเคชันเงินกู้ผิดกฎหมาย และรณรงค์ให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์\n 		๔) จัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหาย เพื่อช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบ\nทั้งทางการเงิน จิตใจ และการประกอบอาชีพ\n		๕) เร่งกำหนดมาตรการเชิงระบบที่มีประสิทธิภาพ ครบวงจร และเป็นธรรม \nโดยดำเนินการควบคู่กันทั้งด้านกฎหมาย เทคโนโลยี การสืบสวน และการคุ้มครองสิทธิประชาชน \nเพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็น “แพะรับบาป” และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม\nและภาครัฐในยุคดิจิทัล\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
103	1875	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขบวนการโกงสลากผู้พิการ	ได้รับการร้องเรียนจากผู้พิการในจังหวัดนนทบุรีเกี่ยวกับการถูกสวมสิทธิ\nในการรับจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาล ทำให้ผู้พิการ โดยเฉพาะผู้พิการทางสายตาไม่ได้รับสลากไปจำหน่าย ทั้งที่ควรเป็นสิทธิที่ได้รับการจัดสรรเพื่อสร้างรายได้ในการยังชีพ โดยปัญหาดังกล่าวได้มีการร้องเรียนอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานกว่า ๔ - ๕ ปี แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่มูลค่าความเสียหายสูงมาก โดยมีการประเมินว่าตลอด ๖๗ ปีที่ผ่านมา อาจมีความเสียหาย มากกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท จึงสะท้อนถึงความผิดปกติในกระบวนการจัดสรรสิทธิในการรับสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่ผู้พิการ ซึ่งอาจมีบุคคลบางกลุ่มดำเนินการเป็นขบวนการ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงการคลัง ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจังในประเด็นการทุจริตและการฟอกเงิน เพื่อปกป้องสิทธิและสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้พิการ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางของสังคม	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
104	1873	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	วงงานรัฐสภา	ร้องเรียนอาหารในรัฐสภาราคาแพง	"กรณีการเปลี่ยนแปลงผู้จำหน่ายอาหารภายในรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘ ส่งผลให้ผู้จำหน่ายอาหารรายเดิมต้องยุติการประกอบอาชีพโดยกะทันหัน และมิได้รับการเยียวยาหรือการจัดสรรพื้นที่จำหน่ายอาหารใหม่แต่อย่างใด ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของผู้จำหน่ายอาหาร และครอบครัว นอกจากนี้ยังส่งผลโดยตรงต่อประชาคมรัฐสภา อาทิ ผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม่บ้าน สื่อมวลชน ตลอดจนประชาชนผู้มาติดต่อราชการ ที่ต้องรับภาระค่าอาหารที่มีราคาสูงขึ้นกว่า ร้อยละ ๓๐ - ๑๐๐ ซึ่งเกินกว่ากำลังทรัพย์ของบุคคลส่วนใหญ่จะสามารถรับได้ ถึงแม้ว่าศูนย์อาหารแห่งใหม่ที่เปิดให้บริการ ณ ชั้นบี ๒ จะมีความสะดวก หรูหรา และได้จัดให้มีร้านอาหารที่มีชื่อเสียงเข้ามาให้บริการ แต่ยังปรากฏข้อจำกัดที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้จำหน่ายอาหารรายเดิมได้เข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้ง ยังไม่มีการจัดให้มีร้านอาหารราคาประหยัด เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้มีรายได้น้อย อันเป็นเหตุให้ประชาคมรัฐสภาต้องประสบปัญหาความเดือดร้อนทั้งด้านรายจ่ายและการเข้าถึงอาหาร\nในชีวิตประจำวัน ดังนั้น จึงขอหารือไปยังประธานรัฐสภาเพื่อโปรดพิจารณา ดังนี้\n 		๑) จัดสรรพื้นที่ให้ผู้จำหน่ายอาหารรายเดิมได้จำหน่ายอาหารราคาประหยัด\n 		๒) กำหนดมาตรการควบคุมราคาอาหารให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้ใช้บริการ\n 		๓) สนับสนุนทางเลือกด้านอาหารที่หลากหลายทั้งคุณภาพและราคา"	ประธานรัฐสภา 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
105	1871	29	นายชวภณ วัธนเวคิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาช้างป่าบุกรุกที่ดินทำกิน	"ลงพื้นที่โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ณ จังหวัดตราด พบปัญหาช้างป่าบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง อีกทั้งยังมีกรณีทำร้ายประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยช้างป่าไม่ได้กลับเข้าสู่พื้นที่ป่ามานานกว่า ๒ ปี และใช้พื้นที่สวนผลไม้เป็นแหล่งหากินถาวร โดยประชาชนได้เสนอข้อเรียกร้อง จำนวน ๓ ประการ ดังนี้\n 		๑) ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่ชุมชนอย่างถาวร\n 		๒) ขอให้สนับสนุนงบประมาณแก่ชุดอาสาสมัครเพื่อเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า\n 		๓) ขอให้จ่ายค่าเยียวยาความเสียหายที่สอดคล้องกับความเป็นจริง\n 		อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงว่า ได้มีการจัดทำระเบียบเพื่อการช่วยเหลือตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังแล้ว แต่ยังมิได้รับการอนุมัติงบประมาณจากรัฐบาล จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้โดยทันที ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งรัดการพิจารณาจัดสรรงบกลางสำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่าโดยเร็วที่สุด"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
106	1869	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	นโยบายของรัฐบาล	ค่าตอบแทนอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.)	"จากอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๖ กำหนดให้มีหน่วยอาสาสมัครในทุกเขตของกรุงเทพมหานคร และทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน และตามมาตรา ๒๘ กำหนด\nให้สมาชิกหน่วยอาสาสมัครต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน รวมทั้งข้อบังคับและระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง ต่อมา กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดการฝึกอบรม อปพร. อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีกำลังพลทั้งสิ้น ๖๓๐,๘๔๔ คน และมีหน่วย อปพร. จำนวน ๘,๗๙๘ หน่วย (ข้อมูล ณ วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗) โดยตั้งเป้าหมาย\nเพิ่มจำนวน อปพร. ให้ได้ ๑ ล้านคน หรือร้อยละ ๒ ของประชากรในแต่ละพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย\n 		อปพร. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภาคราชการ ทั้งการป้องกันและปราบปรามเหตุร้าย รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตื่นตัวในการเฝ้าระวังภัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนเกิดความอบอุ่นใจ มั่นใจในความปลอดภัย และช่วยลดอาชญากรรมในพื้นที่ ในระยะแรก อปพร. ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักจิตอาสาโดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมา ได้มีการกำหนดค่าตอบแทนตามชั่วโมงการปฏิบัติงาน คือ ปฏิบัติงานไม่เกิน ๔ ชั่วโมง ได้รับ ๑๐๐ บาท ปฏิบัติงาน ๔ - ๘ ชั่วโมง ได้รับ ๒๐๐ บาท และปฏิบัติงานเกิน ๘ ชั่วโมง ได้รับ ๓๐๐ บาท ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาจัดสรรค่าตอบแทนเป็นรายเดือนให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เช่นเดียวกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
107	1867	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาภัยการเงินในระบบเศรษฐกิจและการเงินไทยในยุคดิจิทัล	"จากภัยทางการเงินเป็นปัญหาที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมทั้ง\nในประเทศไทย โดยมีจำนวนผู้เสียหายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบรุนแรงทั้งในระดับบุคคล \nครัวเรือน และต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่การใช้บริการทางการเงินออนไลน์แพร่หลาย แม้เทคโนโลยีดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดช่องทาง\nให้การหลอกลวงแพร่หลายมากขึ้น ทั้งการสร้างแพลตฟอร์มที่เอื้อให้คนแปลกหน้าติดต่อกันได้ง่าย \nการอาศัยระบบการชำระเงินที่รวดเร็วเพื่อการฟอกเงินและการปกปิดธุรกรรมทางการเงิน ประกอบกับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้ใช้บริการ ยิ่งทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อได้โดยง่าย\n\nลักษณะ...\n		ลักษณะภัยทางการเงินในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการฉ้อโกง\nที่ผู้เสียหายยินยอมทำธุรกรรมด้วยตนเอง ภายใต้อิทธิพลของเทคนิคการหลอกลวงที่ใช้ทั้งเทคโนโลยี \nข้อมูลส่วนบุคคล และจิตวิทยาเชิงพฤติกรรม มุ่งโจมตีอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ได้แก่ ความกลัว ความโลภ ความหลง หรือความเมตตา ส่งผลให้ภัยการเงินสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำกัดกลุ่มหรืออาชีพ \nซึ่งการรับมือกับภัยทางการเงินมิใช่เพียงประเด็นด้านเทคโนโลยี หากต้องอาศัยความหลากหลายทางศาสตร์ โดยชั่งน้ำหนักระหว่างความสะดวกและความทั่วถึงที่เทคโนโลยีมอบให้ กับความปลอดภัยของระบบการเงิน มาตรการแก้ไขจึงต้องดำเนินการอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการป้องกันการตรวจจับ การบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการเยียวยาผู้เสียหาย โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี หน่วยงานกำกับดูแล และกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันยังจำเป็นต้องเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการเงินให้แก่ประชาชน เพื่อให้ตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงและสามารถป้องกันตนเองได้ ดังนั้น จึงมีข้อซักถามไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่ารัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกอย่างไร ในการรักษาสมดุลระหว่างความสะดวกของการเงินดิจิทัลกับความปลอดภัยของระบบการเงิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน และป้องกันไม่ให้ภัยทางการเงินกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
108	1865	146	นายเศรณี อนิลบล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาราคาน้ำนมโคตกต่ำ	"เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศได้ร้องเรียนโดยชี้ให้เห็นถึงปัญหา\nราคาน้ำนมโคตกต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประกอบอาชีพเลี้ยงโคนม ปัจจุบันมีเกษตรกร\nผู้เลี้ยงโคนม จำนวน ๑๕,๖๕๕ ครัวเรือน เลี้ยงโคนม รวมประมาณ ๕๗๘,๐๐๐ ตัว และสามารถรีดนมได้ จำนวน ๒๔๗,๐๐๐ ตัว คิดเป็นปริมาณน้ำนมดิบ เฉลี่ย ๒,๙๗๔.๙๘ ตันต่อวัน โดยราคาที่เกษตรกรขายได้ \nอยู่ที่ ๒๖.๘๑ บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงกว่า ๑๘ บาทต่อกิโลกรัม จึงทำให้เกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง\n 		ทั้งนี้ อาชีพการเลี้ยงโคนมถือเป็นอาชีพพระราชทานจากพระบาทสมเด็จ\nพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเล็งเห็นถึงคุณค่าของน้ำนม\nในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชน แต่ด้วยนโยบายของรัฐบาลที่ดำเนินการ\nเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ โดยการลดหย่อนภาษีนำเข้าสินค้าผลิตภัณฑ์นม นมผง มันเนย และเครื่องดื่มประเภทนม ส่งผล\nให้ผู้ประกอบการหันไปใช้นมจากต่างประเทศซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำนมดิบในประเทศ ปัญหานี้จึงตกเป็นภาระของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมโดยตรง ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น งบประมาณโครงการนมโรงเรียน ปีละประมาณ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้นักเรียนจำนวนมากกว่า \n๕.๙ ล้านคน ได้ดื่มนมไม่น้อยกว่า ๒๖๐ วันต่อปี แต่ในทางปฏิบัติ กลับให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย รับซื้อน้ำนมดิบเพียง ๗๖ ตันต่อวัน หรือร้อยละ ๖ ของปริมาณที่เกษตรกรผลิตได้ \nทำให้งบประมาณจำนวนมากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลปรับปรุงมาตรการโดยกำหนดให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย รับซื้อน้ำนมดิบในสัดส่วนที่มากขึ้น เพื่อนำไปผลิตเป็นนมพาสเจอร์ไรส์หรือยูเอชที กระจายสู่โครงการนมโรงเรียน และควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้เด็กนักเรียนสามารถบริโภคนมได้ครบ ๓๖๕ วันต่อปี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างยั่งยืน รักษาอาชีพพระราชทานให้คงอยู่ และสร้างหลักประกันด้านคุณภาพชีวิตและโภชนาการที่ดีแก่เยาวชนไทยในระยะยาว"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
109	1863	41	นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล	นโยบายของรัฐบาล	การก่อการร้ายและเรียกค่าคุ้มครองนักลงทุนใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้	ห้วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทวีความรุนแรงและขยายเป้าหมายไปสู่การทำลายเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มก่อการร้าย\nได้ก่อเหตุรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการลงทุนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สำคัญ\nของจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดปัตตานี อาทิ การเผาทำลายโรงไฟฟ้าชีวมวลในตำบลกายุคะ อำเภอแว้ง การก่อเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ ณ ชุดคุ้มครองตำบลบ้านศาลาใหม่ อำเภอตากใบ การวางเพลิงและทำลายทรัพย์สินของบริษัทเอเชีย เหมืองแร่ อุตสาหกรรม จำกัด ตำบลช้างเผือก อำเภอจะนะ ตลอดจนการใช้อาวุธบุกทำลายเครื่องจักรกลก่อสร้างชลประทานในตำบลปล่องหอย อำเภอกระพ้อ เหตุการณ์เหล่านี้\nได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อภาคการลงทุนและเศรษฐกิจของพื้นที่ ปรากฏการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน โดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็น \nที่มิได้จำกัดเป้าหมายเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ได้ขยายไปสู่การทำลายเศรษฐกิจและสาธารณูปโภค เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว และผลักดันให้นักลงทุนถอนตัวออกจากพื้นที่ ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวครอบคลุมการโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ การทำลายเศรษฐกิจ การโจมตีสาธารณูปโภค การโจมตีศูนย์ราชการ และการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐอย่างเป็นระบบ ยิ่งไปกว่านั้น จากข้อมูลการสืบสวนในทางลับ \nได้เผยให้เห็นมิติของการเรียกค่าคุ้มครอง โดยมีผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และผู้มีอิทธิพลบางส่วนอยู่เบื้องหลัง เมื่อไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับค่าคุ้มครอง จึงนำไปสู่การใช้กลุ่มติดอาวุธเข้าก่อเหตุรุนแรง \nผลที่ตามมา คือความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การลงทุนและความเชื่อมั่นของสังคมโดยรวม ซึ่งอาจนำไปสู่ความหายนะของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากปราศจากมาตรการเชิงรุกที่ชัดเจนและจริงจังจากภาครัฐ ภายใต้บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวนี้ ทำให้นักลงทุนในพื้นที่รู้สึกวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินมาตรการคุ้มครองการลงทุน และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่ปรากฏมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันเหตุร้าย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนแต่อย่างใด	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
110	1861	138	นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้ควบคุมกรอบเวลาการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ให้เหมาะสม	"รายงานข่าวเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๘ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ระหว่าง\nปี พ.ศ. ๒๕๖๔ - ๒๕๖๗ กระทรวงสาธารณสุขมีการสูญเสียบุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก\nถึง ๓๓,๘๕๓ คน โดยสาเหตุหลักมาจากการลาออกจากราชการ ส่งผลให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีจำนวนข้าราชการลาออกสูงสุด ถึงแม้ว่าแพทยสภาได้ออกประกาศแพทยสภา ลงวันที่ ๑๗ \nพฤษภาคม ๒๕๖๕ เรื่อง แนวทางการกำหนดกรอบเวลาการทำงานของแพทย์ภาครัฐ เพื่อเป็นแนวทาง\nให้ผู้บริหารสถานพยาบาลภาครัฐจัดอัตรากำลังและระบบการทำงานของแพทย์ให้เหมาะสม โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการจำกัดชั่วโมงทำงานนอกเวลาราชการไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การปฏิบัติงานเวรอุบัติเหตุและฉุกเฉินไม่เกิน ๑๖ ชั่วโมงติดต่อกัน และในกรณีที่ต้องปฏิบัติงานต่อเนื่อง ๒๔ ชั่วโมง ต้องได้รับ\nการพักผ่อนอย่างน้อย ๔ ชั่วโมง แต่ประกาศดังกล่าว ยังไม่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ\n 		ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขมีบุคลากรเพียงร้อยละ ๕๐ ของภาระงานด้านสาธารณสุขที่ต้องรับผิดชอบ ส่งผลให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรด้านสาธารณสุขต้องปฏิบัติงานเกินกว่ากรอบเวลา\nที่กำหนดในประกาศแพทยสภา อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคลากรทยอยลาออกจากราชการอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดภาระงานเพิ่มขึ้นแก่บุคลากรที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุข พิจารณาบังคับใช้ประกาศแพทยสภา ลงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕ เพื่อเป็นกลไกกำกับให้ผู้บริหารสถานพยาบาลภาครัฐดำเนินการจัดสรรอัตรากำลัง และระบบการทำงานของแพทย์ให้สอดคล้องกับภาระงานที่แท้จริง เพื่อให้บุคลากรด้านสาธารณสุขสามารถปฏิบัติหน้าที่ภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ และนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณสุขแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
111	1859	46	นายเดชา นุตาลัย	นโยบายของรัฐบาล	การยกเลิกสัญญา “คลินิกชุมชนอบอุ่น” ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร	"สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ดำเนินการยกเลิกสัญญาคลินิกชุมชนอบอุ่นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน ๓ แห่ง ได้แก่ กฤษณะสหคลินิก สกุลดีสหคลินิก \nและคลินิกเวชกรรมเดอะซีพลัส สาขาลาซาล โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไป ซึ่งส่งผลให้ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองที่เคยลงทะเบียนกับคลินิกดังกล่าว ต้องได้รับการจัดสรรหน่วยบริการ\nปฐมภูมิแห่งใหม่ ประชาชนผู้ใช้บริการ ณ กฤษณะสหคลินิก และสกุลดีสหคลินิกในเขตหนองจอก จำนวน ๙,๖๖๑ คน ได้รับการจัดสรรให้ไปรับบริการที่หทัยราษฎร์คลินิกเวชกรรม สาขาหนองจอก \nและในทำนองเดียวกัน ผู้ใช้บริการ ณ คลินิกเวชกรรมเดอะซีพลัส สาขาลาซาล ได้รับการจัดสรร\nให้ไปรับบริการที่โรงพยาบาลบางนา ๑\n 		อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชาชนในพื้นที่เขตหนองจอกที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเดินทางไปรับการรักษาพยาบาล เนื่องจากหน่วยบริการแห่งใหม่ตั้งอยู่ห่างไกลจากที่พักอาศัยเป็นอย่างมาก ทั้งที่ในพื้นที่เขตหนองจอก\nมีโรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของรัฐในสังกัดกรุงเทพมหานครตั้งอยู่ และสามารถอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้มากกว่า ดังนั้น จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้โปรดพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่\nเขตหนองจอกเป็นการเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้อย่างสะดวกและไม่ติดขัดต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
112	1857	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	สถานการณ์ปัจจุบันและผลกระทบจากการดำเนินงานของกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษา(กยศ.) ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘	"สืบเนื่องจากการดำเนินงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้มีการดำเนินการเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษา แต่การดำเนินงานดังกล่าวได้เผชิญกับปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เรียนและระบบการศึกษาโดยรวม โดยเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณฉุกเฉินหรือจำเป็นตามที่กระทรวงการคลังเสนอ จำนวน ๒,๘๓๘ ล้านบาท เพื่อใช้ในการดำเนินงานของ กยศ. และต่อมา กยศ. ได้จัดสรรเงินกู้ยืม ครั้งที่ ๑ วงเงินประมาณ ๓,๑๐๐ ล้านบาท ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ เพื่อให้นักศึกษาได้นำไปใช้จ่ายในภาคเรียนที่ ๑ ของปีการศึกษา ๒๕๖๘ ต่อมาเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๘ คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก จำนวน ๘,๔๘๘ ล้านบาท เพื่อเป็นเงินทุนสำรอง และในวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ กยศ. ได้ดำเนินการจัดสรรเงินกู้ยืมครั้งที่ ๒ วงเงิน ๘,๔๘๘ ล้านบาท เพื่อให้ครอบคลุมนักศึกษาที่ยังขาดแคลนทุนทรัพย์เพิ่มเติม\n 		จากการดำเนินงานดังกล่าว มีข้อสังเกตว่าการจัดสรรงบประมาณยังไม่สอดคล้อง\nกับความต้องการที่แท้จริง ตัวอย่างเช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีนักศึกษาแจ้งความประสงค์\nขอกู้ยืมสูงถึง ๓,๐๐๐ คน แต่ได้รับเงินกู้ยืมจริงเพียง ๒๕๐ คนเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อนักศึกษาที่ไม่ได้รับเงินกู้ยืม\nจาก กยศ. บางส่วนต้องหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ยืมอื่น เพื่อนำมาชำระค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น บางรายต้องขอผ่อนผันกับทางมหาวิทยาลัย และบางรายจำเป็นต้องพักการศึกษาไว้ชั่วคราว นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้นักศึกษาไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนการขอกู้ยืม ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ดังนี้\n		๑.	ควรพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมเงินเพื่อให้สอดคล้องกับความจำเป็นของนักศึกษา และส่งเสริมให้ทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาตามนโยบาย “อยากเรียน ต้องได้เรียน”\n		๒.	ควรปรับปรุงระบบการประสานงานและการสื่อสาร เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน\nแก่นักศึกษาในทุกขั้นตอน\n		๓.	เนื่องจากวงเงินงบประมาณที่ต้องใช้ในการกู้ยืมสามารถทราบล่วงหน้า ตั้งแต่เดือนมีนาคมของทุกปี จึงควรมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าและกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานของ กยศ. เป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
113	1855	14	นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์	นโยบายของรัฐบาล	กลโกงคาร์บอนเครดิตหลอกลวงประชาชน	"จากปัจจุบันได้มีมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนโดยการปั่นราคาคาร์บอนเครดิตโดยการสร้างตลาดปลอมหรือโฆษณาเกินจริงเพื่อจูงใจให้ประชาชนลงทุน ซึ่งกำลังเป็นความเสี่ยงใหม่\nที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในระดับท้องถิ่น โดยคาร์บอนเครดิตนั้นเป็นกลไกในการชดเชยการปล่อย\nก๊าซเรือนกระจกที่ต้องมีการจัดทำเป็นโครงการและได้รับการรับรองตามมาตรฐานในระดับประเทศ \nคือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และหน่วยงานมาตรฐานสากล คือ Verra และ Gold Standard\n		อย่างไรก็ตาม ได้มีบุคคลและองค์กรบางกลุ่มอ้างการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิต\nโดยไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มีการจัดอบรม สัมมนา เรียกเก็บค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม โดยนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อชักชวนประชาชนและเกษตรกรเข้าร่วม โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนจำนวนมาก\nแต่ความจริงกลับเป็นการหลอกลวง ทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินและไม่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง \nอีกทั้ง ยังส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ดังนั้น จึงขอให้\nองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และองค์การ\nบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนแก่ประชาชนเพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรฐานและกระบวนการที่แท้จริงของโครงการคาร์บอนเครดิต ตลอดจนป้องกันมิให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ซึ่งจะช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยให้คงอยู่ในระดับสากลต่อไป\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
114	1853	173	นายสุนทร เชาว์กิจค้า	นโยบายของรัฐบาล	นโยบายแจกตั๋วเครื่องบินให้ชาวต่างชาติ	กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินหรือมีความจำเป็น วงเงิน ๗๐๐ ล้านบาท \nเพื่อให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ดำเนินโครงการ “Buy International, Free Thailand Domestic Flights” (ซื้อตั๋วจากต่างประเทศบินเข้าประเทศไทย รัฐบาลสนับสนุนแจกตั๋วฟรีเส้นทางบินในประเทศ) เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ในประเทศไทยนั้น \nผู้ปรึกษาหารือมีความเห็นว่าไม่สมควรดำเนินการ เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว โดยมีทั้งทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และอาหารไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกมาเยือนประเทศไทยเพราะความคุ้มค่าและความมีชื่อเสียงอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อแจกบัตรโดยสารเครื่องบินฟรี นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา\nที่แท้จริงของการท่องเที่ยว สิ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญมากที่สุดคือความปลอดภัย ความมั่นใจ \nและคุณภาพของการท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงการได้รับบัตรโดยสารเครื่องบินฟรี หากปัญหาความไม่ปลอดภัย การเอารัดเอาเปรียบ และการบริการที่ไม่ได้มาตรฐานยังคงอยู่ ก็ไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าว อาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางผลประโยชน์ เนื่องจากนักท่องเที่ยว\nอาจเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางที่มีสนามบินเท่านั้น ในขณะที่จังหวัดที่เป็นเมืองรองในพื้นที่ห่างไกล\nหรือหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่มีสนามบินจะไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว แต่ต้องร่วมรับภาระภาษีเพื่อสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว ดังนั้น จึงขอเสนอให้นำเงินงบประมาณ จำนวน ๗๐๐ ล้านบาท ไปพัฒนาด้านความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานการท่องเที่ยว อาทิ การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้สะดวก\nและปลอดภัย การปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะ ป้ายบอกทาง รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านภาษาและการบริการของบุคลากร ซึ่งจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มั่นคงถาวรและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนซ้ำ\n	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
115	1851	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	ความเดือดร้อนของประชาชน	สวัสดิการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)	"อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ถือเป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (โควิด-๑๙) อสม. เป็นผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าในการเฝ้าระวัง ดูแลผู้ป่วย ประสานงานกับบุคลากรทางการแพทย์\nและสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพในชุมชน อสม. จึงเปรียบเสมือนหัวใจของระบบสาธารณสุขไทย แต่ปัจจุบัน อสม. ยังไม่ได้รับสิทธิและสถานะที่เหมาะสม ทั้งค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงาน\nขาดหลักประกันชีวิต และยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางเพื่อยกระดับศักดิ์ศรี ความมั่นคง และขวัญกำลังใจแก่ อสม. ดังนี้\n 		๑)	กำหนดอายุการปฏิบัติงาน โดยเปิดโอกาสให้ อสม. ที่สามารถปฏิบัติงานได้\nถึงอายุ ๗๐ ปี และกำหนดเกษียณอายุของ อสม. รุ่นใหม่ไม่เกิน ๖๕ ปี ให้สอดคล้องกับศักยภาพจริง\n 		๒)	ปรับปรุงค่าตอบแทนและสวัสดิการ โดยปรับค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภาระงาน จัดให้มีสิทธิการรักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพประจำปี และจัดตั้งกองทุนคุ้มครองเมื่อเจ็บป่วย\nหรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่\n 		๓)	พัฒนาศักยภาพและเสริมทักษะให้แก่ อสม. นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ \nโดยการส่งเสริมการอบรมเพื่อเพิ่มจำนวน อสม. นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ จากปัจจุบันมีเพียง \n๓๕,๐๐๐ คน ทั่วประเทศ เพื่อให้ อสม. นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถตรวจสอบสารปนเปื้อนในอาหาร และเฝ้าระวังโรคในระดับชุมชน\n 		๔)	สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณ โดยจัดสรรงบประมาณและอุปกรณ์ที่จำเป็น และจัดตั้งศูนย์ประสานงาน อสม. ในทุกอำเภอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน\n 		๕)	ยกระดับสถานะทางกฎหมาย โดยกำหนดให้ อสม. มีสถานะเป็นผู้ปฏิบัติงาน\nด้านสุขภาพชุมชน ที่มิใช่อาสาสมัคร มีการรับรองสิทธิและศักดิ์ศรีอย่างเหมาะสม\n 		ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว มิได้เป็นเพียงการจัดสวัสดิการแก่ อสม. เท่านั้น \nแต่เป็นการเสริมสร้างระบบสาธารณสุขไทยให้มีความเข้มแข็ง ยั่งยืน มีความเกื้อกูล และมีมนุษยธรรม โดยไม่ทิ้งบุคลากรด่านหน้าไว้เบื้องหลัง"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	13	2568	2025-08-26T00:00:00
116	1849	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	นโยบายของรัฐบาล	โครงการก่อสร้างสะพานแม่น้ำว้า บ้านนาสา ตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน 	"จากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนบ้านนาสา ตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ได้รับความเดือดร้อนจากสะพานไม้เดิมที่เรียกว่า “สะพานไม้ไผ่ (ขัวแตะ)” ซึ่งประชาชนในพื้นที่ใช้สัญจรไปมา สะพานดังกล่าวสร้างขึ้นด้วยแรงคนจากประชาชนในพื้นที่ โดยทุกปีหลังจากฤดูน้ำหลาก\nสิ้นสุดลงและเข้าสู่ฤดูแล้ง ประชาชนในพื้นที่จะร่วมกันซ่อมแซมสะพานแห่งนี้เป็นประจำทุกปี และเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ กรมทางหลวงชนบทได้ดำเนินการออกแบบการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีรายละเอียดโครงการดังนี้ \n- จุดเริ่มต้นโครงการ บ้านนาสา หมู่ที่ ๓ ตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน\n	- จุดสิ้นสุดโครงการ บ้านท่าลี่ หมู่ที่ ๔ ตำบลขึ่ง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน\n- รายละเอียดการก่อสร้าง เป็นการก่อสร้างถนนต่อเชื่อมสะพานหัวท้ายมีความยาวรวมกัน จำนวน ๖๕๒.๕ เมตร ความยาวตัวสะพาน ๑๗๐ เมตร รวมหัวท้ายและความยาวสะพาน ๘๒๒ เมตร จุดสิ้นสุดที่บ้านท่าลี่ หมู่ ๔ ตำบลขึ่ง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน แบ่งถนนคอนกรีตเสริมเหล็กที่บ้านนาสา \nมีระยะทางความยาว ๔๑๐ เมตร ฝั่งบ้านท่าลี่ ตำบลขึ่ง มีความยาว ๒๔๒ เมตร ทั้ง ๒ ด้าน มีความกว้าง \n๖ เมตร มีไหล่ทางข้างละ ๑ เมตร รวมถนนและไหล่ทาง ๘ เมตร ส่วนช่วงของสะพานมีความยาว \n๑๗๐ เมตร แบ่งเป็น ๓ ช่วง ช่วงสแปน (span) ซ้าย-ขวา ความยาว ๒๐ เมตร หัวท้าย ๒ ตับ ช่วงกลาง\nสแปนยาว ๓๐ เมตร ระยะ ๓ ตับ ความกว้างของสะพาน ๙ เมตร ไม่มีไหล่ทาง ไหล่ทางคือทางเท้า\nทั้งนี้ การก่อสร้างสะพานดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ ปัจจุบันได้รับอนุญาตจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่านแล้ว โดยมีเอกสารอนุญาตให้ก่อสร้างสะพาน\nในเขตป่าตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีมติให้รักษาไว้ด้านป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำน่าน แปลงที่ ๒๙ ท้องที่ตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีเนื้อที่ ๒ ไร่ ๓ งาน ๙๙ ตารางวา ซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างสะพานคอนกรีตให้กับประชาชนบ้านนาลา ตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน "		วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
117	1847	68	นายนิพนธ์ เอกวานิช	นโยบายของรัฐบาล	งบประมาณจังหวัดภูเก็ต 	"สืบเนื่องจากหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณไม่สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการของพื้นที่ ขอยกตัวอย่าง กรณีจังหวัดภูเก็ต ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา จังหวัดภูเก็ต\nมีศักยภาพและความสามารถทางเศรษฐกิจ ดังนี้\n(๑)	รายได้จากการท่องเที่ยว\n	  	 จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่าในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ จังหวัดภูเก็ตมีรายได้จากการท่องเที่ยว ๔๙๗,๕๒๓ ล้านบาท ซึ่งเป็นอันดับที่ ๒ ของประเทศรองจากกรุงเทพมหานคร และเป็นอันดับที่ ๑ ของภาคใต้\n(๒)	การจัดเก็บภาษี\n	     การจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ จังหวัดภูเก็ตสามารถจัดเก็บภาษีได้รวมกว่า ๑๖,๒๑๐ ล้านบาท เป็นอันดับที่ ๑๑ ของประเทศ ถึงแม้ว่าจะมีรายได้บางส่วนที่นับอยู่ในจังหวัดอื่น เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมสรรพากรอนุญาตให้นำส่งโดยใช้ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ซึ่งอาจไม่ได้นับรวมอยู่ในยอดจัดเก็บภาษีของจังหวัดภูเก็ต\n(๓)	รายได้จากการท่องเที่ยวปี พ.ศ. ๒๕๖๘\n		 รายได้จากผู้มาเยี่ยมเยือนใน ๔ เดือนแรกของปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน จังหวัดภูเก็ตยังคงมีรายได้ ๑๘๘,๙๙๑ ล้านบาท นำเป็นอันดับที่ ๑ ของภาคใต้\n 	อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ส่งผลกระทบต่อจังหวัดภูเก็ตในปัญหา\nโครงสร้างพื้นฐานหลายประการ ดังนี้\n	(๑) ปัญหาการจราจร การจราจรที่ติดขัดอย่างรุนแรงส่งผลต่อการเดินทางของประชาชน และนักท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ของจังหวัด\n	(๒) ระบบขนส่งสาธารณะ การไม่มีระบบขนส่งสาธารณะเพียงพอที่จะช่วยลดปริมาณ การใช้รถบนท้องถนน\n	(๓) ปัญหาน้ำอุปโภคบริโภค น้ำอุปโภคบริโภคไม่เพียงพอหรือขาดแคลนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว\n	(๔) ระบบการจัดการขยะ ระบบการจัดการขยะที่ไม่สามารถรองรับปริมาณขยะ\nที่เกิดขึ้นได้ ส่งผลให้เกิดปัญหากลิ่นขยะ กระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คน\n	(๕) ปัญหาสิ่งแวดล้อม\n	(๖) ปัญหาความปลอดภัย\n	ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดในการท่องเที่ยวของประเทศไทยในตลาดการท่องเที่ยวโลก จากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้ให้เห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กลับมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุหลัก\nมาจากความกังวลด้านความปลอดภัย และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ความสนใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยลดลง\n 	จากข้อมูลของสำนักงบประมาณ การจัดสรรงบประมาณ ปี พ.ศ. ๒๕๖๘ จังหวัดภูเก็ตได้รับงบประมาณ ๗,๕๕๘ ล้านบาท ซึ่งอยู่ในอันดับที่ ๔๗ ของประเทศ ซึ่งไม่สอดคล้องกับตัวเลขรายได้ จากการจัดเก็บภาษีที่ภูเก็ตจัดเก็บได้เป็นอันดับที่ ๑๑ ของประเทศไทย โดยจังหวัดภูเก็ตได้รับงบประมาณเพียงร้อยละ ๔๖.๖ ของภาษีที่จัดเก็บได้เท่านั้น และตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ จังหวัดภูเก็ตได้รับการจัดสรรงบประมาณจังหวัดภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเพียง ๑๗๑ ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. ๒๕๖๘ เพียงร้อยละ ๑.๒๒ หากเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นในภาคใต้แล้ว จังหวัดภูเก็ตได้รับ\nการจัดสรรเป็นอันดับ ๑๔ ซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย\n	ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประชากร จังหวัดภูเก็ตมีประชากรที่ลงทะเบียนเพียง ๔.๕ แสนคน\nแต่ในข้อเท็จจริงจังหวัดภูเก็ตมีผู้อยู่อาศัยประมาณ ๑.๒-๑.๕ ล้านคน ซึ่งรวมถึงแรงงานแฝง แรงงานต่างชาติชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในจังหวัดภูเก็ต\n 	ดังนั้น จึงขอให้สำนักงบประมาณพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณให้สอคล้องกับศักยภาพและความต้องการของพื้นที่ ซึ่งจะทำให้แต่ละจังหวัดของประเทศไทยมีความสามารถ ในการแข่งขันในเวทีโลกและสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ยึดติดกับหลักการจัดสรรงบประมาณเพียงการเทียบกับจำนวนประชากรที่ลงทะเบียนในแต่ละจังหวัดเท่านั้น จังหวัดภูเก็ต\nเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ แต่ขาดการสนับสนุนงบประมาณที่เหมาะสม\nในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อรักษาศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว การทบทวนหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณจึงมีความจำเป็นและเร่งด่วน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
118	1845	146	นายเศรณี อนิลบล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาราคาลำไยตกต่ำ	"จากประเทศไทยมีการปลูกลำไยกระจายอยู่เกือบทั่วประเทศ โดยมีพื้นที่\nให้ผลผลิตแล้วประมาณ ๑,๖๔๑,๘๖๒ ไร่ ตามรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่ามีครัวเรือนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย จำนวน ๑๔๒,๔๓๗ ครัวเรือน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งในฤดูการผลิตนี้\nคาดว่าจะได้ผลผลิตลำไยทั้งประเทศประมาณ ๑,๕๕๑,๘๓๗ ตัน ซึ่งการผลิตทางการเกษตรทุกประเภท หากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขาดแผนยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และไม่มีระบบการบริหารจัดการผลผลิตที่มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาตามมา แม้ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมีคณะกรรมการนโยบายต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาตกต่ำ แต่ในที่สุดรัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการเยียวยาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ดังเช่นกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในอัตราไร่ละ ๑,๔๐๐ บาท สำหรับพื้นที่ไม่เกิน ๑๐ ไร่ต่อราย ซึ่งปัจจุบันกำลังเสนอของบกลางของรัฐบาล โดยจะต้อง\n\n\nใช้งบประมาณ...\nใช้งบประมาณ ประมาณ ๑,๙๙๔ ล้านบาท ในการช่วยเหลือเกษตรกร จำนวน ๑๔๒,๔๓๗ ครัวเรือน \nจะเห็นได้ว่ารัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ\n	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือมิได้คัดค้านการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร แต่เห็นควรให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับมาตรการที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เนื่องจากปัญหาหลักของลำไย คือ คุณภาพที่ด้อยกว่ามาตรฐาน หากเป็นลำไยเกรด AA หรือเกรด A ซึ่งมีจำนวนจำกัด จะไม่เกิดปัญหาด้านการตลาด รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพใน ๘ จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายมากกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ไร่ เพื่อพัฒนาสวนลำไยคุณภาพโดยการดำเนินการดังต่อไปนี้ คือ การตัดแต่งทรงพุ่มอย่างถูกต้อง การตัดแต่งช่อดอกและผลลำไย และการฟื้นฟูสวนลำไย\nเพื่อเพิ่มรายได้ โดยรัฐบาลควรสนับสนุนโดยการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืช\nทุกชนิดในการพัฒนาระบบการผลิตเชิงคุณภาพ \n	ดังนั้น ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดมาตรการดังกล่าวในการดูแลเกษตรกรในการผลิตไม้ผลทุกประเภทเชิงคุณภาพ มากกว่าการผลิตเชิงปริมาณ ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหา\nด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องเน้นการพัฒนาคุณภาพผลผลิต ควบคู่ไปกับการสร้างระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดการพึ่งพามาตรการเยียวยาในระยะยาว และสร้างความมั่นคงทางรายได้\nให้แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
119	1843	6	นายกัมพล ทองชิว	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของชาวนาเกลือ เนื่องจากเกลือราคาตกต่ำ	"จากเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำนาเกลือในจังหวัดสมุทรสาครกำลังประสบปัญหาราคาเกลือตกต่ำอย่างรุนแรง แม้ว่าเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้การทำนาเกลือสมุทรจัดเป็นกิจกรรมเกษตรกรรม และผู้ทำนาเกลือมีสถานะเป็นเกษตรกรอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติเกษตรกรกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับการดูแลช่วยเหลือจากรัฐบาลหรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเหมาะสม โดยเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำนาเกลือประสบปัญหา ดังนี้\n		(๑) ปัญหาด้านราคาตกต่ำ ราคาเกลือในปัจจุบันอยู่ที่เกวียนละ ๗๐๐-๘๐๐ บาท \nซึ่งถือว่าราคาต่ำมาก แม้ในบางช่วงที่มีฝนตกมาก ราคาเกลือควรจะดีขึ้น แต่กลับถูกลงเนื่องจากการกักตุนสินค้า ของพ่อค้าคนกลาง\n		(๒) ปัญหาด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน พื้นที่ทำนาเกลือส่วนใหญ่ในจังหวัดสมุทรสาครถูกกำหนดเป็นเขตสีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียว ตามกฎหมายผังเมือง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว\nเป็นที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อสงวนรักษาทรัพยากรธรรมชาติ\nและแหล่งเกษตรกรรม ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยหรือประกอบพาณิชยกรรม เกษตรกรจึงไม่สามารถประกอบอาชีพอื่นได้นอกจากการทำนาเกลือ\n		(๓) ปัญหาด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ ขาดการดูแลและสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมกับลักษณะของอาชีพทำนาเกลือ\n		ดังนั้น ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาช่วยเหลือเกษตรกรผู้ทำนาเกลือ\nและดูแลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกษตรกรกลุ่มนี้สามารถดำรงชีวิตได้และมีความมั่นคงในอาชีพ\nการทำนาเกลือต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
120	1841	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงรุก	"สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้ประกาศผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ นั้น และเนื่องจาก  ปัจจุบันมีข่าวการค้นพบอาคารของหน่วยงานราชการที่ถูกทิ้งร้างหรือสร้างไม่แล้วเสร็จทั่วประเทศ \nซึ่งอาจจำเป็นต้องอัดฉีดงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ โดยมีมูลค่า\nความเสียหายนับแสนล้านบาท จึงถึงเวลาที่รัฐบาลจำเป็นต้องร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน\nและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเพื่อไม่ให้เงิน\nและทรัพยากรของชาติต้องสูญเสียซ้ำอีกในอนาคต\n	จากข้อมูลการสำรวจของสำนักตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และข้อมูลที่ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้ระบุว่า จังหวัดเล็ก ๆ มีอาคารทิ้งร้างมากถึง ๒.๘ พันล้านบาท หากประมาณการโดยใช้ตัวเลขเพียงครึ่งหนึ่งของจังหวัดตรัง คือ ๑.๔ พันล้านบาท คูณด้วย ๗๖ จังหวัด จะได้ตัวเลขประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท  ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงกรุงเทพมหานคร\n	ดังนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการป้องกันการทุจริตเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) จะได้ดำเนินการหลายอย่างแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดทำมาตรการป้องกัน\nการทุจริตเชิงรุกเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๗-๒๕๖๗ รวม ๙๓ เรื่อง โดยมุ่งหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ปัญหาเงินกินเปล่า การทุจริตในโครงการนมโรงเรียน \nการเรียกเก็บส่วยทางหลวง ธุรกิจสินบนแรงงานข้ามชาติ สินบนการออกใบอนุญาตก่อสร้าง การรุกล้ำลำน้ำและที่ดินสาธารณะ เป็นต้น\n 	อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีเพียงมติรับทราบและแจ้งหน่วยงานราชการเพื่อทราบเช่นเคย ด้วยความไม่เอาใจใส่ของรัฐมนตรีและระบบราชการไทยที่ยึดหลัก “ตัวใครตัวมัน” \nทำให้มาตรการที่ศึกษามาอย่างดีแล้วแทบไม่มีผลบังคับให้หน่วยงานต้องปฏิบัติตาม กลับถูกมองว่า\nเป็นเรื่องยุ่งยาก เป็นการเสียอำนาจ และเสียผลประโยชน์ หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่จึงยังคงนิ่งเฉย ไม่มี\nการติดตามผล ไม่มีการรายงานผลต่อต้นสังกัดหรือรัฐมนตรี จึงไม่เป็นที่แปลกใจว่าเหตุใดประเทศไทย\nจึงไม่สามารถจัดการปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n 	ทั้งนี้ มีบางเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ผลักดันเอง สามารถหยุดปัญหาได้ก่อนเหตุการณ์จะลุกลามหรือเกิดความเสียหายขึ้น เช่น การออกหนังสือเตือนให้ทบทวนหรือให้ชี้แจงเพิ่มเติมให้สื่อมวลชนและสังคมเข้าใจว่าปัญหา\nที่แท้จริงคืออะไร เช่น กรณีโครงการจำนำข้าว เป็นต้น \n	ดังนั้น สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือขอเสนอมาตรการการป้องกันการทุจริตเชิงรุก \nที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมคอร์รัปชัน โดยมีหลักการสำคัญ ดังนี้\n	(๑) การสร้างกลไกให้ผู้กระทำผิดไม่กล้าทำผิด เช่น กลไกบังคับให้เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ทำให้ประชาชนมีส่วนรู้เห็นมากขึ้น มีการบันทึกหลักฐานที่สามารถนำมาดำเนินคดีย้อนหลังได้ไม่ยาก\nหากมีผู้พบเห็นความผิดปกติหรือร้องเรียน รวมทั้งการให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส \n	(๒) การดำเนินการโดยไม่ต้องรอให้มีผู้ร้องเรียนหรือร้องขอ เช่น ศูนย์ป้องปราม\nการทุจริตแห่งชาติ (Corruption Deterrence Center : CDC) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ\nการทำงานของเทศบาลได้ทันที เมื่อพบข่าวที่น่าสงสัยในสื่อสังคมออนไลน์\n 	(๓) การสร้างความตระหนักให้สังคมรู้จักพฤติกรรมคอร์รัปชันว่ากำลังเป็นภัยร้ายแรงหรือแพร่ระบาดจนไม่สามารถหยุดยั้งได้ด้วยกลไกทางกฎหมายปกติ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ\nของประชาชนมากขึ้น \n	(๔) ทำให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้น หรือสร้างเป็นแบบอย่าง เช่น กรณีการอนุมัติงบประมาณบูรณาการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันให้กรมทางหลวงนำไปจัดซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่สำหรับตรวจสอบรถบรรทุกที่วิ่งในเมืองหรือใกล้พื้นที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ ดังนั้น การจัดให้มีมาตรการเชิงรุกจึงจำเป็นและต้องขยายผลให้มากขึ้น \n	ปัจจุบันแม้จะมีหลายหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนมีส่วนในการแก้ปัญหา\nคอร์รัปชัน แต่การใช้มาตรการป้องกันการทุจริตเชิงรุกมีเพียงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เท่านั้น โดยผลงานล่าสุดได้แก่ การเสนอร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการฟ้องคดีปิดปากในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบ พ.ศ. …. หรือ “กฎหมายป้องกันการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP Law)” และการให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแสการทุจริต ซึ่งการต่อสู้ เพื่อเอาชนะคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน การป้องกันการทุจริตเชิงรุกจึงเป็นมาตรการที่มีความสำคัญ \nรัฐบาลต้องแสดงความมุ่งมั่นอย่างจริงจังและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ร่วมกันสังเกตการณ์ สอดส่องดูแล หรือช่วยสอดส่องพฤติกรรมของผู้คนอย่างเป็นระบบ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
121	1839	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การจัดการปัญหาสารเคมีในลุ่มแม่น้ำ (แม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำรวก  และแม่น้ำโขง)	"จากการมีเหมืองแร่ตั้งอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ห่างจากชายแดนไทย\nไม่เกิน ๕ กิโลเมตร โดยเหมืองดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของประเทศไทย\nทำให้เกิดปัญหามลพิษทางน้ำอย่างรุนแรง จากการตรวจวัดสารปนเปื้อนในแม่น้ำตั้งแต่เดือนมีนาคม \nพ.ศ. ๒๕๖๘ พบว่ามีค่าเกินมาตรฐานกำหนด และจากการตรวจวัดสารปนเปื้อนฯ ครั้งที่ ๘ ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๘ พบว่าตั้งแต่บริเวณชายแดนจังหวัดเชียงใหม่ที่ติดกับประเทศเมียนมา แม่น้ำสายหลักในพื้นที่ภาคเหนือหลายสายมีปริมาณสารหนู (Arsenic: As) เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ดังนี้\n	- แม่น้ำกก พบค่าสารหนูสูงเกินมาตรฐานเกือบทุกจุดตรวจวัด ตั้งแต่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ไปจนถึง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยค่าที่ตรวจพบอยู่ในช่วง ๐.๐๑๐-๐.๐๑๘ มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน ๐.๐๑๐ มิลลิกรัมต่อลิตร แม้ว่าบางจุดจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ภาพรวมยังคงน่าเป็นห่วง\n	- แม่น้ำสาย พบค่าสารหนูเกินมาตรฐานทุกจุดตรวจวัด โดยมีค่าสูงถึง ๐.๐๕๒-๐.๐๕๕ มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานถึงกว่า ๕ เท่า\n	- แม่น้ำรวก พบค่าสารหนูเกินมาตรฐาน ๑ จุดตรวจวัด ที่สถานีสูบน้ำ อำเภอแม่สาย โดยมีค่า ๐.๐๔๐ มิลลิกรัมต่อลิตร\n	- แม่น้ำโขง พบค่าสารหนูเกินมาตรฐาน ๑ จุดตรวจวัด ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยมีค่า ๐.๐๑๒ มิลลิกรัมต่อลิตร\n	จะเห็นได้ชัดเจนว่า ค่าสารเคมีที่เกินมาตรฐานเกิดขึ้นในแม่น้ำสาย แม่น้ำกก แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ถือเป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ส่งผลต่อความเสียหายในมูลค่าที่ประเมินไม่ได้ และยังไม่มีตัวเลขการประเมินความเสียหายที่ชัดเจนจากภาครัฐ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ จังหวัดเชียงรายมีผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ทั้งหมด ๑๐๗,๓๐๖ ล้านบาท แบ่งเป็นภาคการเกษตร ๒๕,๐๒๖ ล้านบาท (จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตร ๓๔๐,๓๕๘.๗๓ ไร่) จากการประเมินผลกระทบเบื้องต้น พบว่า ภาคการท่องเที่ยว ริมแม่น้ำกกได้รับผลกระทบมีมูลค่าความเสียหาย ๗๗๓,๕๓๐,๑๔๓ บาทต่อปี ภาคการเกษตร ริมแม่น้ำกกได้รับผลกระทบมีมูลค่าความเสียหาย ๕๑๑,๔๕๐,๔๕๘ บาทต่อปี ภาคการประมง ริมแม่น้ำกก\nได้รับผลกระทบมีมูลค่าความเสียหาย ๑๕,๐๒๖,๑๓๐ บาทต่อปี รวมความเสียหายโดยประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๖,๗๓๑ ล้านบาท ซึ่งหากมีการประเมินอย่างถูกต้องครบถ้วน จะสามารถนำผลดังกล่าว\nไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการเจรจาในเวทีระดับประเทศ เพื่อหาแนวทางจัดการความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งจัดทำมาตรการเยียวยาที่เหมาะสม\n	ดังนั้น จึงขอเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ดังนี้\n(๑)	การจัดสรรงบประมาณเพื่อการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง\n	     ควรมีการจัดสรรงบประมาณในการตรวจสารพิษอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ \nซึ่งปัจจุบันทราบว่ากรมควบคุมมลพิษกำลังดำเนินการตรวจหาสารพิษในแม่น้ำ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบพืชผลการเกษตร อย่างไรก็ตาม งบประมาณบางส่วนของปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ \nได้สิ้นสุดลงแล้ว และในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ พบว่ายังไม่มีการตั้งงบประมาณแต่อย่างใด ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขโดยด่วน จำเป็นต้องมีการเก็บตัวอย่างน้ำ\nและดำเนินการตรวจหาสารพิษเพื่อให้สามารถประเมินตัวเลขความเสียหายได้อย่างชัดเจน\n(๒)	การจัดตั้งห้องปฏิบัติการในพื้นที่\n 	     ควรมีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ในเขตจังหวัดเชียงราย เพื่อให้สามารถได้ผลการตรวจสอบอย่างรวดเร็วและประเมินสถานการณ์ได้ทันท่วงที นอกจากนี้ การนำเข้าพืชผักจากต่างประเทศยังสามารถให้กรมศุลกากรใช้ห้องปฏิบัติการดังกล่าวได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์\nอย่างมาก\n\n (๓) การประกาศเขตภัยพิบัติ\n 	     ขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เร่งรัดการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการประกาศเขตภัยพิบัติจังหวัดเชียงราย เรื่องสารเคมีในแม่น้ำ เพื่อให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสารเคมีในแม่น้ำได้รับการเยียวยาหรือชดเชยอย่างเหมาะสม และเพื่อให้ทุกหน่วยงาน\nมีมาตรฐานการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน สามารถปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
122	1837	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	นโยบายของรัฐบาล	รัฐควรมีนโยบายการเพิ่มจำนวนเที่ยวรถไฟโดยสารระหว่างเมือง เพื่อรองรับปริมาณผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น	"จากนโยบายการเพิ่มจำนวนเที่ยวรถไฟโดยสารระหว่างเมืองสู่ภูมิภาค \nเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น การรถไฟแห่งประเทศไทยมีจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น\nอย่างต่อเนื่องโดยพบว่า ปริมาณผู้ใช้บริการระบบขนส่งทางรางระหว่างเมืองของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนสูงขึ้นมาโดยตลอด กล่าวคือ ปี ๒๕๖๖ มีจำนวน ๒๔,๕๖๐,๕๕๕ คน/เที่ยว \nปี ๒๕๖๗ มีจำนวน ๒๖,๘๔๙,๐๙๓ คน/เที่ยว (เพิ่มขึ้นร้อยละ ๙.๓) และคาดว่าในปี ๒๕๖๘ จะมีปริมาณผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น (ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางราง)\n 	การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้โดยสารรถไฟมีสาเหตุมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้\n	(๑) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบรถไฟทางคู่และการเชื่อมต่อ\nกับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ซึ่งมีการเชื่อมต่อไปยังระบบขนส่งอื่น ๆ ที่เดินทางไปยังภูมิภาคต่าง ๆ\n 	(๒) ความปลอดภัยและประหยัด รถไฟเป็นพาหนะที่มีความปลอดภัย มีค่าโดยสาร\nที่ถูกกว่ารถทัวร์และเครื่องบิน\n	(๓) การปรับปรุงระบบและลดเวลาการเดินทาง การก่อสร้างและปรับปรุงทางรถไฟทางคู่ทำให้ลดเวลาการเดินทาง ลดอุบัติเหตุจากการปรับปรุงรั้วกั้นและจุดตัดต่างระดับ\n\n\n(๔) ความนิยม…\n	(๔) ความนิยมของผู้โดยสารรถไฟตู้นอน มีความสะดวก ปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่าย และผู้โดยสารสามารถพักผ่อนระหว่างเดินทางได้โดยไม่ต้องเสียค่าที่พักเพิ่มเติม\n	(๕) ระบบการจองออนไลน์ ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น\n	(๖) แนวโน้มทางเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดคาร์บอน หรือการขนส่งคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Transport) หรือ การขนส่งสีเขียว (Green Transport) \n	อย่างไรก็ดี แม้ว่าการให้บริการจะมีคุณภาพดี แต่เกิดปัญหาการจองตั๋วที่ยากขึ้น โดยเฉพาะในเส้นทางหลัก ได้แก่ (๑) กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ซึ่งมีนักศึกษา นักเรียน และข้าราชการ\nจำนวนมาก (๒) กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการจำนวนมาก \nและ (๓) กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี โดยสาเหตุหลักของปัญหา คือ ความต้องการ (Demand) เพิ่มขึ้นสูง \nแต่อุปทาน (Supply) ไม่เพิ่มตาม ตัวอย่างเช่น วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๘ เมื่อจองตั๋วล่วงหน้า ๒๐ วัน \nพบว่าเหลือที่นั่งเพียง ๑ ที่เท่านั้น เป็นต้น เนื่องจากจำนวนขบวนรถและจำนวนที่นั่งไม่เพียงพอ ทำให้\nตั๋วโดยสารเต็มอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตู้ปรับอากาศชั้น ๒ \n	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือขอเสนอแนะไปยังรัฐบาล ดังนี้\n	(๑) มาตรการเร่งด่วน\n 	     ควรเพิ่มจำนวนเที่ยวรถไฟในเส้นทางหลัก เช่น กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ \nกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี และ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่\n	(๒) มาตรการชั่วคราว \n	     - เพิ่มขบวนรถพิเศษในช่วงเทศกาล\n 	     - นำรถขบวนสำรองมาปรับใช้\n 	     - ปรับตารางเวลาเพื่อเพิ่มความถี่ในเส้นทาง\n	(๓) มาตรการระยะยาว\n	     รัฐบาลควรมีแนวทางในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนในการจัดหาขบวนรถและตู้โดยสารใหม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเพียงพอ\n	การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้โดยสารรถไฟเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว ลดปริมาณการจราจร ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอน อย่างไรก็ตาม รัฐบาล จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนขบวนรถและที่นั่งในเส้นทางสายหลักอย่างเร่งด่วน เพื่อให้บริการตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเพียงพอ"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
123	1835	149	นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี	นโยบายของรัฐบาล	โครงการพัฒนาตามผังเมืองรวมเมืองมหาสารคาม (การจัดทำรายงานผล การเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อมการบังคับผังเมืองรวมเมืองมหาสารคาม พ.ศ. ๒๕๖๒)	"จังหวัดมหาสารคามได้รับขนานนามว่าเป็น “เมืองแห่งการศึกษาตักศิลานคร” เนื่องจาก\nมีสถานศึกษาหลากหลายระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีมหาวิทยาลัย จำนวน ๓ แห่ง ประกอบด้วย (๑) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมศ.) มีนักศึกษาจำนวน ๕๐,๐๐๐ คน \nและนักศึกษาต่างชาติ จำนวน ๑,๐๐๐ คน (๒) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และ (๓) มหาวิทยาลัย\nการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตมหาสารคาม นอกจากนี้ยังมีสถาบันระดับอุดมศึกษาอีกจำนวน ๔ แห่ง \nและมีโรงเรียนมัธยมศึกษาชั้นนำ เช่น โรงเรียนสารคามพิทยาคม โรงเรียนผดุงนารี ซึ่งแต่ละแห่ง\nมีนักเรียนประมาณ ๕,๐๐๐ คน รวมทั้งยังมีโรงเรียนของรัฐและเอกชนอีกหลายแห่ง\n	ด้วยเหตุที่จังหวัดมหาสารคามเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่สำคัญ จึงทำให้ผู้ปกครอง นักเรียน นิสิต นักศึกษาจากทั่วประเทศเข้ามาอาศัยอยู่ในจังหวัดมหาสารคามเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความต้องการซื้อที่ดิน บ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์ รวมทั้งมีนักลงทุนและโมเดิร์นเทรดต้องการ\nเข้ามาลงทุนในจังหวัดมหาสารคามเป็นอย่างมาก\n	อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดังกล่าวประสบปัญหาอุปสรรคจากกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองมหาสารคาม พ.ศ. ๒๕๖๒ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖ ตอนที่ ๑๑๘ ก ลงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๒) และโครงการพัฒนาตามผังเมืองรวมเมืองมหาสารคาม (การจัดทำรายงานผล\nการเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์และสิ่งแวดล้อมการบังคับผังเมืองรวมเมืองมหาสารคาม พ.ศ. ๒๕๖๒) \nซึ่งยังคงกำหนดพื้นที่ส่วนใหญ่ให้เป็นพื้นที่สีเขียวเพื่อการเกษตรกรรม ทั้งที่ไม่สอดคล้องกับสภาพ\n\nความเป็นจริง...\nความเป็นจริงและทิศทางการพัฒนาเมือง ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้เมืองขยายตัวไม่เต็มศักยภาพ \nเกิดการชะลอตัวของการลงทุนด้านการก่อสร้างเพื่อรองรับการศึกษาและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหา\nที่ดำเนินมายาวนานกว่า ๑๐ ปี\n	ปัจจุบันคณะกรรมการผังเมืองมหาสารคามชุดใหม่ได้ร่วมมือกับองค์กรปกครอง\nส่วนท้องถิ่น จำนวน ๗ แห่งในพื้นที่ ร่วมกันระดมงบประมาณเพื่อดำเนินการศึกษาและแก้ไขผังเมือง \nโดยความร่วมมือกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม \nซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่ง ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาของจังหวัดมหาสารคามเพียงแห่งเดียว แต่สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยควรกำหนดให้แต่ละจังหวัดมีการทบทวนและปรับปรุงผังเมืองรวมทุก ๓-๕ ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง\nด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และประชากร โดยไม่ควรปล่อยให้ล่าช้าล่วงเลยจนถึง ๑๐-๒๐ ปี มิฉะนั้นผังเมืองรวมจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา\n	ดังนั้น จึงขอเสนอแนะต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง\nกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เร่งปรับปรุงแนวทางการแก้ไขและจัดทำผังเมืองรวม\nในจังหวัดมหาสารคามให้เป็นปัจจุบัน รวมทั้งจังหวัดอื่น ๆ ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันและสามารถรองรับการพัฒนาในอนาคตได้อย่างเหมาะสม"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
124	1833	118	นายรุจิภาส มีกุศล	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้พิจารณาจัดสรรค่าตอบแทนประจำและสวัสดิการให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัย หมู่บ้าน (ชรบ.) อย่างเหมาะสม	"ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เป็นกำลังภาคประชาชนที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร และฝ่ายปกครองในการดูแลความสงบเรียบร้อย ป้องกันเหตุร้าย และรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่ชายแดน ในกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ พบว่า ชรบ. มีบทบาทสำคัญยิ่งในการรักษาความมั่นคงของชาติ ปัจจุบัน ชรบ. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ แต่ยังไม่ได้รับค่าตอบแทน หรือสวัสดิการที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและการเสียสละเพื่อความสงบสุขของประชาชน\n	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือขอเสนอแนวทางดังนี้\n(๑)	การจัดสรรค่าตอบแทนประจำ\n	     จัดให้มีค่าตอบแทนประจำหรือเงินเดือนประจำเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนที่มีความเสี่ยงสูง โดยกำหนดอัตราค่าตอบแทนเดือนละ ๒,๕๐๐-๓,๐๐๐ บาท ซึ่งงบประมาณดังกล่าวควรได้รับการจัดสรรจากรัฐบาล\n        (๒) การจัดสวัสดิการด้านสุขภาพและการประกันภัย\n	     - จัดให้มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลและประกันชีวิต\n 	     - กรณี ชรบ. เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ให้ครอบครัวได้รับการดูแล อย่างเหมาะสม\n 	     - จัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปี\n	     - จัดหาชุดปฏิบัติงานให้อย่างน้อยปีละ ๒ ชุดต่อคน\n	(๓) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ\n	     จัดให้มีการพัฒนาและอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เป็นมืออาชีพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล	การดูแลสวัสดิภาพให้แก่ ชรบ. มิได้เป็นเพียงการตอบแทนความเสียสละ แต่ยังเป็น\nการสร้างและป้องกันความมั่นคงจากรากฐาน ซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ จึงขอให้รัฐบาล\nและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดพิจารณาการจัดสรรค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรมให้แก่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) โดยเร็ว เพื่อให้ ชรบ. มีขวัญกำลังใจและมีศักยภาพในการป้องกันรักษาบ้านเกิดและประชาชนอย่างมั่นคง"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
125	1831	59	นายนพดล พริ้งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	การเตรียมความพร้อมเพื่อไม่ให้เป็นผู้ประสบภัยพิบัติของโรงพยาบาล และระบบสื่อสาร	"จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติ\nที่รุนแรงและเกิดขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกปี ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมและส่งผลกระทบต่อภาคเหนือและภาคใต้เป็นประจำ เมื่อเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม\nโรงพยาบาลและชุมสายโทรศัพท์ซึ่งเป็นระบบสื่อสารที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง\nต่อการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลสถิติพบว่าภายหลัง\nการเกิดน้ำท่วมในประเทศไทย มีโรงพยาบาลประมาณ ๓๐ แห่ง ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ขณะเดียวกัน ระบบสื่อสารโทรคมนาคมได้รับความเสียหายเช่นเดียวกัน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายร้อยล้านบาท\n	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือขอเสนอแนวทางในการแก้ไข ดังนี้\n     ๑.	การปรับปรุงโครงสร้างโรงพยาบาล\n(๑) การจัดสรรการใช้พื้นที่ตามชั้น\n 	         - ชั้นที่ ๑ ควรจัดให้เป็นพื้นที่สำหรับการต้อนรับผู้ป่วย การตรวจคัดกรอง และการลงทะเบียนเบื้องต้นเท่านั้น\n 	         - ชั้นที่ ๒ และชั้นที่สูงกว่า ควรจัดให้เป็นพื้นที่สำหรับติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ ทางการแพทย์ที่สำคัญ ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสาร\n		(๒) การป้องกันอุปกรณ์ทางการแพทย์\n 	         - ติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์และเครื่องมือสำคัญในบริเวณที่มีความสูง\nเหนือระดับน้ำท่วมสูงสุดที่เคยเกิดขึ้น\n	         - จัดให้มีระบบสำรองไฟฟ้าที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม\n	๒. การปรับปรุงระบบสื่อสาร โดยการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานด้านสื่อสาร\n	    - ติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารและระบบโทรคมนาคมในบริเวณที่มีความสูงเพียงพอ\n 	    - จัดให้มีระบบสื่อสารสำรองที่สามารถทำงานได้ในสภาวะฉุกเฉิน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
126	1829	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาสิทธิที่ดินอยู่อาศัยและที่ทำกินในพื้นที่นิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพล อำเภอฮอด และอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่	"จากระยะเวลาผ่านมา ๖๐ ปีแล้ว นับตั้งแต่การก่อสร้างเขื่อนภูมิพลในปี \nพ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งเป็นเหตุให้ประชาชนต้องอพยพหนีน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนภูมิพลมาอยู่ในพื้นที่\nที่รัฐบาลได้จัดหาพื้นที่ให้ประชาชนอยู่อาศัยและทำกิน ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด ๑๑๒,๐๐๐ ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอฮอด และอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ และได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคม\nสร้างตนเองในท้องที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๒ แต่ปัจจุบันยังพบว่าประชาชนได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาการขาดความมั่นคงในสิทธิที่ดิน ทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน อีกทั้ง การดำเนินการแก้ไขปัญหา ยังล่าช้า ไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ๒ ประการ ดังนี้\n	๑. ปัญหาเขตพื้นที่ทับซ้อนระหว่างที่ดินนิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพล จังหวัดเชียงใหม่กับป่าสงวนแห่งชาติ\n	    พื้นที่ที่จัดสรรให้ประชาชนในนิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพล จังหวัดเชียงใหม่\nมีปัญหาทับซ้อนกับป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ตาลและป่าแม่ยุ้ย ในเขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ (ประกาศเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๘) และป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่หาด ในเขตอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ (ประกาศเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙) ส่งผลให้ประชาชนจำนวน ๑,๐๘๓ ครอบครัว ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ทั้ง ๒ อำเภอ ที่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเอง (น.ค.๓) หรือมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) ได้กลายเป็นผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการขอออกโฉนดจากกรมที่ดินได้ \n		๒. ปัญหาความล่าช้าในการออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขต\nนิคมสร้างตนเอง (น.ค.๑) และ (น.ค.๓) ซึ่ง น.ค.๓ เป็นเอกสารที่ออกสืบเนื่องจาก น.ค.๑ โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะเป็นผู้ออกให้แก่บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกนิคมตามมาตรา ๑๑ \nแห่งพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑	    \n		    ประชาชนในพื้นที่ทั้ง ๒ อำเภอ จำนวน ๔๐๖ ราย ที่ได้ยื่นเรื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า โดยแบ่งเป็น ๓ ลักษณะ ดังนี้\n		(๑) การอนุมัติและลงนามหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.๓) ให้แก่ทายาทจำนวน ๑๓๙ ราย เป็นกรณีทายาทของสมาชิกนิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพล จังหวัดเชียงใหม่ ที่เสียชีวิตแล้ว\n		(๒) การอนุมัติและเปลี่ยนสถานะหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขต\nนิคมสร้างตนเอง กรณีขอเปลี่ยนจาก น.ค.๑ เป็น น.ค.๓ จำนวน ๒๖๑ ราย \n		(๓) การออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเอง\n(น.ค.๑) จำนวน ๖ ราย\n	ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๕๘ ที่กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมและโดยไม่ชักช้า จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาสั่งการดำเนินการ แก้ไขปัญหา ดังนี้\n	(๑) ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาสั่งการให้กรมป่าไม้เร่งติดตามผลการตรวจสอบข้อมูลการเพิกถอนการทับซ้อนพื้นที่จาก ๑๓ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว\n	(๒) ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับการยกเลิกพื้นที่\nป่าสงวนแห่งชาติในกรณีนี้โดยไม่ชักช้า\n	(๓) ขอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์พิจารณามอบหมาย\nให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการพัฒนาพื้นที่นิคมสร้างตนเอง\nเร่งรัดการพิจารณาอนุมัติและลงนามหนังสือแสดงการทำประโยชน์แก่ประชาชนผู้ยื่นคำร้อง ซึ่งได้รับ\nความเห็นชอบจากคณะกรรมการระดับจังหวัดแล้ว จำนวน ๔๐๖ ราย โดยเร็ว"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
127	1823	107	นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์	ความเดือดร้อนของประชาชน	มาตรการแก้ไขปัญหาแม่น้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงรายปนเปื้อนสารโลหะหนัก	"จากปัจจุบันจังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนัก\\nในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงราย มีการตรวจพบสารพิษตั้งแต่เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ และมีค่าปนเปื้อนเกินมาตรฐานมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผล\\nกระทบต่อประชาชนในลุ่มน้ำกว่าล้านคน รวมทั้งส่งกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ \\nตลอดจนปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ด้านระบบนิเวศ ด้านการเกษตร ด้านการประมง และด้านการท่องเที่ยว \\nประชาชนต้องเผชิญกับความวิตกกังวล ทั้งด้านสุขภาพและความไม่มั่นคงในชีวิตประจําวัน\\n      		ถึงแม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการเจรจาระดับทวิภาคีผ่านคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง(Mekong River Commission : MRC) แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่พบมาตรการเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพนอกจากการตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ เพื่อปฏิบัติงานเชิงพื้นที่เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการเสนอโครงการฝายดักตะกอนหรือม่านดักตะกอน ทั้งที่โครงการเหล่านี้ควรมีการศึกษาเชิงวิชาการอย่างรอบด้าน\\nและมีการหารือร่วมกับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสร้างฝาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทเรียนที่ได้รับจากกรณีเหมืองคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี\\n 		จากการลงพื้นที่ในโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน และการรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคราชการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น จึงขอนำเสนอข้อเรียกร้องเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ดังนี้\\n  		(๑) ให้มีการจัดตั้งศูนย์ตรวจวัดสารพิษโลหะหนักหรือศูนย์ตรวจสอบคุณภาพน้ำ\\nในจังหวัดเชียงราย เนื่องจากปัจจุบันต้องส่งตัวอย่างน้ำไปตรวจวิเคราะห์ที่กรุงเทพมหานคร \\nโดยใช้เวลาในการวิเคราะห์ถึง ๑๔ วัน ทำให้การติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วย\\nความล่าช้า\\n 		(๒) ดำเนินการจัดหาแหล่งน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปาทั้งในเขตอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอแม่สาย เพื่อให้ประชาชนมีน้ำสะอาดและปลอดภัยใช้อุปโภคบริโภค\\n		(๓) จัดให้มีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับ\\nผลกระทบจากคำสั่งห้ามใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ด้วยความเป็นธรรมและครอบคลุมทุกพื้นที่\\n 		(๔) กำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติของจังหวัดเชียงราย\\nให้มีความชัดเจน เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณสำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็ว \\nและเพื่อให้จังหวัดมีความคล่องตัวในการดำเนินการด้านต่าง ๆ\\n 		(๕) ให้มีการทบทวนและประเมินโครงสร้างและผลกระทบของโครงการฝายดักตะกอน อย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับกรณีเหมืองคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้ง ต้องมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง	\\n 		ทั้งนี้ ปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงราย\\nเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง โดยจำเป็นต้องมีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ \\nและคำนึงถึงสิทธิและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
128	1821	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของเกษตรกร และสถานการณ์ยาเสพติด	"ปรึกษาหารือปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้ \n    ๑. ความเดือดร้อนของเกษตรกร\n     	        ในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบภาวะอากาศเลวร้าย อันประกอบด้วย \nฝนตกหนัก ลมกรรโชกแรง และลูกเห็บ ซึ่งส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรของเกษตรกรได้รับความเสียหายอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะไม้ผล ไม้ยืนต้นที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง มะม่วง และลำไย\n 	 	อย่างไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช ซึ่งดำเนินการ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน \nพ.ศ. ๒๕๐๒ หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๓ และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติ\nกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๔ ยังมีข้อจำกัดหลายประการที่ทำให้เกษตรกรจำนวนมากไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ปัญหาที่พบ คือ\n 	        (๑) เกษตรกรจำนวนมากไม่ได้รับเงินเยียวยาเนื่องจากไม่ได้ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรต่อกรมส่งเสริมการเกษตรในทุกปี ทั้งที่มีความเสียหายจริงและอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือ\n		(๒) มีความเหลื่อมล้ำในการกำหนดเกณฑ์เมื่อเปรียบเทียบกับเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ซึ่งไม่จำเป็นต้องปรับปรุง การขึ้นทะเบียนต่อการยางแห่งประเทศไทยในทุกปี แต่สามารถรับเงินเยียวยาความเสียหายจากเหตุภัยพิบัติได้โดยการนำเสนอหลักฐานความเสียหาย\n		(๓) ปัจจุบันวงเงินเยียวยาสำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้นในปัจจุบันอยู่ที่ ๔,๐๘๐ บาทต่อไร่ \nซึ่งไม่สะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงของผลผลิต\n 		ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวและให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง สมาชิกวุฒิสภาผู้ขอปรึกษาหารือจึงขอเสนอแนะแนวทาง\nการปรับปรุงดังนี้\n 	  	(๑) การทบทวนระบบทะเบียนเกษตรกร ขอให้กรมส่งเสริมการเกษตรพิจารณาทบทวนการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนของเกษตรกร โดยเฉพาะกรณีไม้ผล ไม้ยืนต้น โดยไม่จำเป็นต้องปรับปรุงทะเบียนของเกษตรกรทุกปี เพื่อลดภาระและสร้างความสะดวกให้แก่เกษตรกรในการเข้าถึงสิทธิการได้รับความช่วยเหลือเมื่อประสบภัยพิบัติ\n                 (๒) การปรับเพิ่มวงเงินเยียวยาขอให้พิจารณาเพิ่มวงเงินเยียวยาสำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้นจากเดิม ๔,๐๘๐ บาทต่อไร่ เป็น ๕,๐๐๐ บาทต่อไร่ เพื่อให้สอดคล้องกับมูลค่าที่แท้จริงของผลผลิตและค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสวนที่ได้รับความเสียหาย\n 	        (๓) การมอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกรณีที่หน่วยงานส่วนกลางไม่สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที ขอให้พิจารณา มอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้เงินทดรองราชการในการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ได้รับความเสียหายได้ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงตามความต้องการของพื้นที่\n            		การปรับปรุงเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช\nตามข้อเสนอแนะข้างต้น จะช่วยให้เกษตรกรได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม อันจะส่งผลให้สามารถฟื้นฟูการผลิตและสร้างความมั่นคงทางอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์\nต่อเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศโดยรวมในระยะยาว\n			๒. สถานการณ์ยาเสพติดจากข้อมูลของโรงพยาบาลพบว่า เด็กแรกเกิดที่ตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย แบ่งเป็นเด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่เป็นคนต่างด้าวร้อยละ ๖๐ และเด็กไทยร้อยละ ๔๐ การตรวจพบสารเสพติด ในร่างกายของมารดาและเด็กทารกถือเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของเด็ก ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ \nปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการขึ้นทะเบียนเด็กแรกเกิดเพื่อรับเงินอุดหนุน ตามโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม \n๒๕๖๒ ในอัตราเดือนละ ๖๐๐ บาท สำหรับการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๖ ปี โดยคุณสมบัติ\nผู้มีสิทธิรับเงินอุดหนุน คือ เด็กและผู้ปกครองต้องมีสัญชาติไทยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย คือ สมาชิกครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี\n 		ในปัจจุบัน พื้นที่ที่มีปัญหายาเสพติดระบาดอย่างรุนแรงพบว่า ราคายาเสพติด\nมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเม็ดละ ๔๐ บาท เป็นเม็ดละ ๕๐-๘๐ บาท ส่งผลให้มีผู้ค้ายาเสพติดเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจึงต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรปรับมุมมองให้ถือว่าผู้เสพคือ\nผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัดและฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดควบคู่กับการดูแลด้านสาธารณสุข ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสในการคืนคนดีสู่สังคมและครอบครัว\n 		ดังนั้น เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อเด็กแรกเกิด รวมทั้งพัฒนาระบบการบำบัดและฟื้นฟูให้มีประสิทธิภาพ จึงขอเสนอแนวทางการดำเนินการดังนี้\n 	(๑) การจัดหลักสูตรอบรมสำหรับบิดามารดามือใหม่ ควรจัดให้มีหลักสูตรอบรมสำหรับบิดามารดามือใหม่ก่อนการจ่ายเงินอุดหนุน โดยเน้นความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก การดูแลสุขภาพ และการป้องกันปัญหายาเสพติดในครอบครัว\n 	(๒) การประเมินและติดตามเชิงลึกในระหว่างการอบรม ให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญดำเนินการประเมินแบบไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อสังเกตพฤติกรรม ภาวะอารมณ์ และปัจจัยเสี่ยงต่อการใช้สารเสพติด เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการติดตาม และให้ความช่วยเหลือครอบครัวได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ\n 	(๓) การจัดตั้งสถานบำบัดและฟื้นฟูในระดับท้องถิ่นควรจัดตั้งสถานบำบัดและฟื้นฟูในระดับท้องถิ่น สำหรับกรณีที่โรงพยาบาลในพื้นที่ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอ โดยบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดให้มีการอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรในท้องถิ่นด้านการดูแลและบำบัด เพื่อลดโอกาสการกลับไปติดสารเสพติดซ้ำ\n	(๔) การสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง\n                      	 ขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอและต่อเนื่องสำหรับการดำเนินการต่อไปนี้                     \n	 - การสร้างสถานบำบัดและฟื้นฟูผู้ติดสารเสพติด\n	 - การจัดหาผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ\n 	 - การจัดทำระบบทะเบียนประวัติผู้เข้ารับการฟื้นฟูและการติดตามผลการบำบัด\n            - การติดตามผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้วอย่างต่อเนื่อง\n 	 - การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและความช่วยเหลือระหว่างครอบครัว\nและชุมชนในระดับจังหวัด\n                การดำเนินนโยบายป้องกันปัญหายาเสพติดในเด็กแรกเกิดและการพัฒนาระบบ\nบำบัดและฟื้นฟูตามข้อเสนอแนะข้างต้นจะช่วยลดผลกระทบจากปัญหายาเสพติดต่อเด็กและครอบครัว \nสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชน และส่งเสริมการพัฒนาเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาติให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืนต่อไป"	นายกรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2568	2025-08-19T00:00:00
129	1819	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	การช่วยเหลือประชาชนผู้อพยพจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา	"จากปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผู้อพยพจากสถานการณ์\nความขัดแย้งที่มีการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา จนกระทั่งมีข้อตกลงเจรจาหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๘ จนถึงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๘ รวมระยะเวลา ๑๒ วัน ซึ่งผู้อพยพจำนวนมากยังไม่สามารถกลับบ้านได้และต้องใช้ชีวิต\nอยู่ในศูนย์อพยพที่อาจจะเป็นบ้าน วัด หรือโรงเรียน ร่วมกับผู้อพยพอื่น ๆ นับพันราย และที่สำคัญ\nหากผู้อพยพเป็นผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางจะมีความรู้สึกอย่างไร ถึงแม้ว่า\nศูนย์อพยพจะมีที่นอน หมอน มุ้ง มีโรงครัว มีแม่ครัวประจำการ และมีอาหารครบสามมื้อ แต่สิ่งเหล่านี้\nล้วนมาจากเงินบริจาคของประชาชนที่ช่วยกันในยามเกิดสถานการณ์คับขัน ซึ่งหลายคนบริจาคสิ่งของให้กับผู้อพยพเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันความช่วยเหลือจากภาครัฐยังลงไปไม่ถึง ในหลายพื้นที่\nยังไม่ได้รับงบประมาณช่วยเหลือจากส่วนกลาง แม้จะมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือให้จังหวัดละ ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งในทางปฏิบัติศูนย์อพยพต่าง ๆ ต้องใช้เงินจากจังหวัด\nและท้องถิ่นไปพลางก่อน จนหลายพื้นที่แทบไม่มีเงินเหลือ ในการนี้ ขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ นายอำเภอ องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล และหน่วยงานท้องถิ่นที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน โดยได้ดูแลประชาชนผู้อพยพอย่างเต็มที่ ทุกคนทำงานอย่างขันแข็งและมีประสิทธิภาพ เหลือเพียงแค่ งบประมาณที่มาจากส่วนกลางเท่านั้น ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้  \n 		๑) ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการพิจารณาอนุมัติงบประมาณเพื่อช่วยเหลือประชาชน\nผู้อพยพโดยเร็ว\n 		๒) ขอให้กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจของผู้อพยพ\nในศูนย์อพยพต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยติดเตียง \nซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ต้องการการดูแลเป็นพิเศษทั้งในด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสภาพแวดล้อม\nของการใช้ชีวิตประจำวัน"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
130	1817	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาไม้กั้นความสูง 	"สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ได้เกิดอุบัติเหตุรถบัส ๒ ชั้น ชนคานเหล็กกั้นความสูงบริเวณสะพานข้ามแยกพญาไท ถนนศรีอยุธยา ทำให้หลังคาของรถได้รับความเสียหาย \nแต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด และเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๘ ได้เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกชนคานเหล็กกั้นความสูง บริเวณสะพานข้ามแยกพญาไท ถนนศรีอยุธยา อีกครั้ง แม้ว่าบริเวณ\nดังกล่าวมีป้ายจราจรเตือนก่อนทางขึ้นสะพานที่มีคานเหล็กกั้นความสูง แต่ยังเกิดอุบัติเหตุรถยนต์									   \nชนคานเหล็กกั้นความสูงขึ้นบ่อยครั้ง จึงมีประเด็นข้อสังเกตว่าการเกิดอุบัติเหตุ เกิดขึ้นเพราะความประมาท\nของผู้ขับขี่หรือเกิดขึ้นเพราะสัญญาณป้ายบอกทางไม่ชัดเจนเพียงพอจากปัญหาการเกิดอุบัติที่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังสำนักการจราจรและขนส่งกรุงเทพมหานคร ดังนี้    \n 		(๑) ขอให้พิจารณาเพิ่มขนาดป้ายสัญญาณเตือนความสูงของรถที่จะขึ้นสะพาน\nข้ามแยกพญาไทให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้มองเห็นอย่างชัดเจน     	\n 		(๒) ขอให้พิจารณาเพิ่มไฟส่องสว่างบริเวณคานเหล็กกั้นความสูงบริเวณสะพาน\nข้ามแยกพญาไท\n 		(๓) ดำเนินการลงโทษผู้ที่ขับรถยนต์ชนคานเหล็กกั้นความสูงอย่างเข้มงวดและจริงจัง\n 		(๔) ขอให้เข้มงวดเกี่ยวกับความสูงของรถยนต์ที่จะวิ่งขึ้นสะพานข้ามแยกพญาไท "	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
131	1815	83	นายประภาส ปิ่นตบแต่ง	สถานการณ์บ้านเมือง	กรณีปัญหาชุมชนบ้านทับยาง หมู่ที่ ๙ ตำบลท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งนายทุนได้ดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ  ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๘	"จากตัวแทนชาวบ้านชุมชนบ้านทับยาง หมู่ที่ ๙ ตำบลท้ายเหมือง \nอำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เป็นผู้ฟ้องคดีแทนรัฐ เพื่อเรียกคืนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน\nที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกัน คืนให้แก่รัฐ โดยเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๘ ศาลปกครองกลาง ได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าว \n		ความเป็นมา    \n		แต่เดิม ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินในเขตพื้นที่ประทานบัตรทำเหมืองแร่ \nตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๑ และมีการเปลี่ยนมือการขออนุญาตประทานบัตรในที่ดินของรัฐ ซึ่งจากข้อมูล\nการขอประทานบัตรเหมืองแร่ มีการเช่าที่ดิน ป่าไม้ และมีที่สาธารณประโยชน์ จำนวนรวมกว่า ๑,๕๐๐ ไร่  \n		ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ชาวบ้านชุมชนบ้านทับยางได้เข้ามาอาศัยในที่ประทานบัตรเหมืองแร่ดังกล่าว และในระหว่างที่ที่ดินประทานบัตรเหมืองแร่ยังไม่หมดอายุ นายทุนได้นำที่ดินดังกล่าวไปดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ จำนวน ๒๕๐ ไร่ โดยมีเจ้าของเป็นบุคคลคนเดียว และต่อมา ได้มีการฟ้องขับไล่ชาวบ้านชุมชนบ้านทับยาง ซึ่งชาวบ้านชุมชนบ้านทับยางได้มีการร้องเรียนปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด \n		ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) \nได้มีมติให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ ๙๗๒ และเลขที่ ๙๗๓ ตำบลท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง \nจังหวัดพังงา เนื้อที่รวมประมาณ ๑๗๐ ไร่\n		นายทุนได้อ้างสิทธิ์ในที่ดิน ดำเนินคดีฟ้องขับไล่และบังคับคดี รื้อถอนบ้านเรือน\nที่อยู่อาศัยของชาวบ้านทั้งชุมชน เป็นเหตุให้ชาวบ้านชุมชนบ้านทับยาง จำนวน ๑๑๒ ครอบครัว \nได้รับผลกระทบด้านที่อยู่อาศัย โดยตัวแทนชาวบ้านชุมชนบ้านทับยาง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง \nเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔\n		เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ศาลปกครองกลาง ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ส ๑๙/๒๕๕๗ พิพากษาว่าที่ดินบางส่วนของที่ดินดังกล่าวมีการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ และให้กรมที่ดิน ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อเพิกถอนโฉนดที่ดิน ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน \nซึ่งตัวแทนชาวบ้านชุมชนบ้านทับยางได้ยื่นอุทธรณ์ \n		ต่อมา เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๘ ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษา\nศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ ส๑๙/๒๕๕๗ โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้กรมที่ดิน \n(ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓) ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อเพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ ๙๗๒ และเลขที่ ๙๗๓ ตำบลท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา จำนวน ๑๗๐ ไร่ โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่  ออกโฉนดที่ดิน ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา\n		ประเด็นดังกล่าว กรมที่ดินจะต้องดำเนินการตามระเบียบกรมที่ดิน ๒ ฉบับ ได้แก่ ระเบียบกรมที่ดิน ที่ ๓/๒๕๑๖ เรื่อง วิธีการเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรอง\nการทำประโยชน์ หรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนที่ดิน \nในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไข และระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยวิธีการเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนที่ดิน ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไข ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๒๒) \n		สภาพปัญหา\n		ภาครัฐและหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมีการประวิงเวลา ทำให้การดำเนินการตามระเบียบกรมที่ดินดังกล่าวเป็นไปด้วยความล่าช้าเป็นอย่างมาก โดยนับตั้งแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๘ ที่ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งกำหนดให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดิน เลขที่ ๙๗๒ และเลขที่ ๙๗๓ ให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา \nแต่ปรากฏว่าจวบจนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีการขอขยายระยะเวลาตลอดมา และพบว่ามีหนังสือแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๘ มีเนื้อหาใจความสำคัญว่า “เห็นชอบให้ขยายเวลาออกไป ๖๐ วัน” ภาครัฐใช้เวลาเฉพาะในการแต่งตั้งคณะกรรมการ ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นเวลา ๑๒๐ วัน อันเป็นผลให้เกิด\nการประวิงเวลาการเพิกถอนโฉนดที่ดินตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวข้างต้น  \n		เห็นได้ชัดเจนว่า ที่ผ่านมา การทำงานของภาครัฐ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง\nมีปัญหาเรื่องความล่าช้าเป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงถูกคุกคามจากผู้มีอิทธิพล นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน \nรวมถึงการบริการสาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดทำขึ้น อาทิ การขอติดตั้งมิเตอร์ประปา \nการขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้า การทำถนน และการแจ้งขอเลขที่บ้านประสบปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้\n		ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการให้อธิบดีกรมที่ดิน\nมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินของนายทุนที่มีการออกจากเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ตามคำพิพากษา\nศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๘ เพื่อแก้ไขปัญหาการทำงานที่ล่าช้า ประวิงเวลาของภาครัฐ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
132	1813	118	นายรุจิภาส มีกุศล	ความเดือดร้อนของประชาชน	การบินโดรนในพื้นที่ห้ามบินในจังหวัดสุรินทร์	"จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ประกาศห้ามทำการบินหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภทในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ต่าง ๆ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไป แต่ปรากฏว่าประชาชนในจังหวัดสุรินทร์ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดน ได้พบเห็นวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้ \nลักษณะคล้ายอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) บินผ่านบริเวณหมู่บ้านและไร่นาในเวลากลางคืน \nสร้างความกังวลและหวาดกลัวแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ซึ่งเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบ\nต่อความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงของชาติ ดังนั้น ขอปรึกษาหารือไปยังรัฐบาล ดังนี้ \n		(๑) หน่วยงานใดมีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมและตรวจสอบการบินของอากาศยาน\nซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ในพื้นที่บริเวณชายแดน\n		(๒) มีการเฝ้าระวังหรือประเมินภัยคุกคามจากการใช้อากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ในพื้นที่บริเวณชายแดนหรือไม่ อย่างไร\n		(๓) มีแนวทางหรือแผนป้องกันและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่บริเวณชายแดนหรือไม่ อย่างไร \n		(๔) กำหนดมาตรการยับยั้งหรือกำจัดอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ของต่างชาติ หรือไม่ทราบแหล่งที่มา เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนหรือไม่ อย่างไร"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
133	1811	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้ทบทวนนโยบายการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเปลี่ยนจากวิธีคิด แบบบนลงล่าง (Top – Down) มาเป็นวิธีคิดแบบล่างขึ้นบน (Bottom – Up)	"จากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทยไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญ โดยผู้ใช้แรงงานซึ่งถือเป็นผู้ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในฐานะกำลังการผลิตและกำลังซื้อที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ แต่ที่ผ่านมา ผู้ใช้แรงงานโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานรายได้น้อยกลับมีคุณภาพชีวิตค่อนข้างต่ำ ซึ่งสวนทางกับความสำคัญในระบบเศรษฐกิจ    \n		จากกรณีศึกษา : ประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ฉบับที่ ๑๔ ที่มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ที่มีประเด็นปัญหาเรื่อง กำหนดให้กิจกรรมโรงแรมและกิจการสถานบริการ\nทั่วประเทศ มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ๔๐๐ บาทต่อวันทั่วประเทศ โดยไม่ได้พิจารณาถึงความเหมาะสม\nของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นผลมาจากวิธีคิดแบบบนลงล่าง (Top – Down) ในระดับนโยบาย คณะกรรมการค่าจ้างซึ่งอยู่ที่ส่วนกลางจะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจที่จะกำหนดว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นจำนวนเท่าไร \nโดยพิจารณาจากภาพรวมจากเศรษฐกิจมหภาค อาทิ ผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) อัตราเงินเฟ้อ ดัชนีค่าครองชีพ ขณะที่คณะกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัดซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่กลับมีบทบาทน้อยมาก ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ฝ่ายการเมืองนำเรื่องการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงว่าจะส่งผลกระทบต่อนายจ้าง/ผู้ประกอบการอย่างไร ซึ่งไม่สะท้อนถึงความแตกต่างของการประกอบกิจการในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีต้นทุนและค่าครองชีพไม่เท่ากัน กิจการโรงแรมและสถานบันเทิงซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมจำต้อง\nแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากสภาพปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ อาทิ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ปัญหานักท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้รายได้ลดลง										       						\nประกอบกับปัญหาการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น เป็นเหตุให้กิจการโรงแรม\nและสถานบันเทิงหลายแห่งจำเป็นต้องปรับลดเวลาทำงาน และปรับลดอัตราจ้างพนักงาน/ลูกจ้าง \nด้วยเหตุนี้ จึงเห็นว่าควรทบทวนนโยบายกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยต้องเปลี่ยนจากวิธีคิดแบบบนลงล่าง (Top-Down) มาเป็นวิธีคิดแบบล่างขึ้นบน (Bottom – Up) ด้วยการกำหนดให้สำนักงานสวัสดิการ\nและคุ้มครองแรงงานจังหวัด เป็นผู้ศึกษาข้อมูลบนพื้นฐานปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้รอบด้าน และเสนออัตราค่าจ้างขั้นต่ำไปยังคณะกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัด ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง และตัวแทนฝ่ายลูกจ้างของแต่ละจังหวัด ร่วมกันพิจารณาและเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการค่าจ้าง \nเพื่อพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัดต่อไป ทั้งนี้ การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบและมีความเป็นธรรม จะส่งผลให้ผู้ใช้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สอดคล้องกับ\nระบบเศรษฐกิจ และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ รวมถึงความสามารถในการแข่งขันกับประเทศ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
134	1809	130	นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์	นโยบายของรัฐบาล	การขอสิทธิรับบำนาญชราภาพ (ลูกจ้างสถาบันราชประชาสมาสัย)	"กลุ่มลูกจ้างของสถาบันราชประชาสมาสัย ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานให้กับ\nทางราชการภายใต้ระเบียบของกรมควบคุมโรคว่าด้วยผู้ปฏิบัติงานให้กับราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ \nได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการไม่ได้รับสิทธิเงินบำนาญชราภาพตามที่เคยได้รับอนุมัติไว้ก่อนหน้านี้ \nโดยกลุ่มลูกจ้างดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อนในอดีต และเคยมีจำนวนรวมทั้งสิ้น ๑๔๔ คน \nโดยปัจจุบันมีผู้ที่ได้รับสิทธิบำนาญชราภาพไปแล้วจำนวน ๘ คน คงเหลือจำนวนผู้ปฏิบัติงานอีก \nจำนวน ๘๔ คน ที่ยังไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว และถูกปฏิเสธสิทธิการรับเงินบำนาญชราภาพ\n 		จากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการจ้างงาน \nโดยลูกจ้างในกลุ่มใหม่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายและมีสิทธิในระบบประกันสังคม ขณะที่ลูกจ้างกลุ่มเดิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และยังมีความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจาก\nโรคที่เป็นมาแต่เดิม และมีภาวะพิการเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ และบางรายจำเป็นต้องหยุดงานเกินระยะเวลาที่กำหนดตามระเบียบฯ ส่งผลให้ถูกระงับการจ่ายเงินเดือน อีกทั้งยังได้รับผลกระทบในด้านสิทธิ สวัสดิการ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ ได้มีคำสั่ง\nให้ดำเนินการตรวจสภาพความพิการของลูกจ้าง หากพบว่าไม่สามารถปฏิบัติงานได้จะมีคำสั่งเลิกจ้าง โดยมิได้รับค่าตอบแทน เงินบำนาญชราภาพ หรือเงินสมทบจากประกันสังคมเทียบเท่าลูกจ้างทั่วไป \nอันเป็นการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มผู้ป่วยซึ่งเคยทำงานรับใช้ราชการและมีคุณูปการแก่สังคม ดังนั้น จึงขอให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้พิจารณาทบทวนแนวทางการจัดสวัสดิการ\nและสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของลูกจ้างกลุ่มดังกล่าว โดยคำนึงถึงหลักความเสมอภาค ความเป็นธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ได้อุทิศตนปฏิบัติงานให้แก่ทางราชการแม้ในสภาวะที่ไม่สมบูรณ์\nทางร่างกายและสุขภาพ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
135	1807	146	นายเศรณี อนิลบล	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้สนับสนุนงบประมาณซ่อมแซมบ้านพักข้าราชการในส่วนภูมิภาค	บ้านพักเกษตรตำบลเป็นที่พักอาศัยของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร\nประจำตำบล ซึ่งสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรอย่างเหมาะสม โดยบ้านพักดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร และได้มีการก่อสร้างมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ \nจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า ๔๐ ปี ถึงแม้ว่าสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด \nและกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำแผนเพื่อดำเนินการซ่อมแซมและปรับปรุงบ้านพักดังกล่าว\nมาโดยตลอด เพื่อให้สามารถใช้เป็นที่พักอาศัยได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสมแก่การปฏิบัติงาน\nของเจ้าหน้าที่ แต่เนื่องจากสำนักงบประมาณมักตัดลดงบประมาณ จึงส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการซ่อมแซมได้อย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้บ้านพักข้าราชการในหลายพื้นที่เกิดความทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ปัญหาดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับบ้านพักของเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงบ้านพักของหน่วยงานอื่น เช่น บ้านพักครู (กระทรวงศึกษาธิการ) และบ้านพักแพทย์ประจำตำบล (กระทรวงสาธารณสุข) ซึ่งล้วนประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ทั้งนี้ บ้านพักข้าราชการจำนวนไม่น้อยได้รับการก่อสร้างบนที่ดินที่ประชาชนในพื้นที่บริจาค เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถพักอาศัยใกล้พื้นที่ปฏิบัติงาน ลดระยะเวลาในการเดินทาง และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชน แต่เนื่องจากขาดงบประมาณในการบำรุงรักษา ทำให้บ้านพักหลายแห่งไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้ต้องปล่อยทิ้งร้าง และในบางกรณีกลายเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้น จึงเห็นควรให้กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงสำนักงบประมาณ พิจารณาให้การสนับสนุนงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมและบำรุงรักษาบ้านพักเกษตรตำบลอย่างจริงจัง เพื่อให้ทรัพย์สินของราชการกลับมามีสภาพพร้อมใช้งาน และสามารถใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ในการสนับสนุน\nการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
136	1805	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของเกษตรกร ๔ จังหวัดอีสานใต้	"คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดยโสธร และจังหวัดอำนาจเจริญ โดยมีข้อร้องเรียนจากประธานสภาเกษตรกรจังหวัด ดังนี้ \n 		๗.๑ จังหวัดอุบลราชธานี มีประเด็นปัญหา และข้อเสนอ ดังนี้\n 	    	๑) โครงข่ายน้ำในพื้นที่อำเภอม่วงสามสิบไม่ทั่วถึง ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถนำน้ำไปใช้ได้ เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูง\n 	    	๒) ขอให้มีสวัสดิการเกษตรกร โดยหักเงินจากการส่งออกเพียงร้อยละ ๑ \n 	    	๓) ขอให้กรมการข้าวทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งขึ้น\n 	    	๔) การทำประกันภัยพืชผลทางการเกษตร ขอให้สนับสนุนและดำเนินการ\nผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และขอให้รัฐบาลได้พิจารณาทบทวน\nให้ดำเนินการอย่างทั่วถึง\n 	    	๕) ขอให้ยกเลิกโครงการชดเชยดอกเบี้ยแก่โรงสี โดยพิจารณานำเงินดังกล่าว\nมาขับเคลื่อนให้แก่เกษตรกร\n 	    	๖) ขอให้พิจารณาให้สภาเกษตรกรจังหวัดสามารถจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล \nหรือปรับปรุงระเบียบ และหลักเกณฑ์ให้สามารถรับเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอกได้\n 		๗.๒ จังหวัดศรีสะเกษ มีประเด็นปัญหา และข้อเสนอ ดังนี้\n 	    	๑) ขอให้รัฐบาลจัดหาน้ำมันราคาถูกให้แก่เกษตรกร\n 	    	๒) ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือการแปรรูปทุเรียน และส่งเสริมด้านการตลาดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน\n 	    	๓) ขอรับการสนับสนุนระบบน้ำและไฟฟ้าให้แก่สวนทุเรียนในพื้นที่ที่ไม่มีระบบน้ำ โดยใช้พลังงานสะอาด เนื่องจากทุเรียนภูเขาไฟของจังหวัดศรีสะเกษได้สร้างชื่อเสียงเป็นอย่างมาก  \n 	    	๔) ขอให้หาวิธีช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเนื่องจากต้องรับภาระค่าไฟฟ้า\nที่มีราคาสูงกว่าค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน\n 	    	๕) เกษตรกรฟาร์มโคเนื้อของจังหวัดศรีสะเกษไม่สามารถขอรับการช่วยเหลือ\nจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร (FTA) ได้ จึงขอให้หาวิธีช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเงินสนับสนุนต่อไป\n 		๗.๓ จังหวัดยโสธร มีประเด็นปัญหา และข้อเสนอ ดังนี้\n 	    	๑) พื้นที่ของจังหวัดยโสธรตอนบนจะประสบภัยแล้ง แต่พื้นที่ตอนล่างของจังหวัดประสบปัญหาอุทกภัย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำโครงข่ายน้ำ และพิจารณาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าว\n 	    	๒) ขอให้สนับสนุนศูนย์ข้าวเปลือกชุมชนเพื่อทำเมล็ดพันธุ์ หรือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในเวลาที่เกิดภาวะพันธุ์ข้าวตกต่ำ \n 		๗.๔ จังหวัดอำนาจเจริญ ขอเสนอให้เร่งจัดทำศูนย์ข้าวเปลือกชุมชนเพื่อเป็น\nแก้มลิงข้าวเปลือก โดยมีองค์ประกอบ คือ ตู้อบข้าวเปลือก ลานตากข้าวเปลือก โรงสีข้าวที่มีขนาดการสีข้าวได้ปริมาณ ๑๕ ตันต่อวัน และไซโลสำหรับเก็บข้าวเปลือก"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
137	1803	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	ความเดือดร้อนของประชาชน	การขุดลอกแม่น้ำลำคลองทางน้ำพร้อมกำจัดวัชพืชในพื้นที่ตำบลเคร็ง  อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช	"จากป่าพรุควนเคร็งเป็นพื้นที่ป่าที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยอยู่ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะ\nเป็นพื้นที่ราบลุ่มที่มีขนาดประมาณ ๒๓๐,๐๐๐ ไร่ เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย ประกอบด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด เช่น ต้นสนิท										  \nและต้นกระจูด รวมทั้งมีสัตว์น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าพรุควนเคร็งมีแหล่งน้ำธรรมชาติ\nที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำชะอวดที่เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำปากพนังซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลัก และมีคลองสาขา\nเป็นเส้นทางน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนในชุมชนเคร็งและพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง สายน้ำที่สำคัญ ประกอบด้วย คลองควนที่ไหลผ่านบ้านบางน้อย บ้านทุ่งใคร บ้านหัวถนน บ้านควนป้อม และบ้านควนเคร็ง นอกจากนี้ยังมีคลองกรูด คลองคูคต และคลองบางรักพรม  \n		อย่างไรก็ตาม สภาพปัจจุบันของแม่น้ำและคลองดังกล่าวมีปัญหาด้านการตื้นเขิน ความแคบของลำน้ำ การมีสิ่งกีดขวางและฝายกั้นทางน้ำ รวมทั้งการเจริญเติบโตอย่างหนาแน่นของวัชพืช\nในลำน้ำ ซึ่งส่งผลทำให้ไม่สามารถใช้เรือในการสัญจรไปมาหรือการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร\nได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเช่นในอดีต \n		การฟื้นฟูป่าพรุควนเคร็งให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นการปรับปรุงสภาพแม่น้ำลำคลองและระบบการระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเพื่อให้สามารถใช้เรือในการสัญจรไปมาและขนส่งผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยนักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสนั่งเรือชมวิวทิวทัศน์อันงดงามของป่าพรุควนเคร็ง จากกรณีดังกล่าว\nจึงมีความประสงค์ขอให้หารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้  \n		๑) กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เพื่อดำเนินการขุดลอกแม่น้ำชะอวด – แม่น้ำปากพนัง\n		๒) สำนักงานชลประทานที่ ๑๕ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ \nเพื่อการขุดลอกคลองต่าง ๆ ในตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมทั้งการกำจัดวัชพืชในคลอง\n		๓) สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๕ (นครศรีธรรมราช) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการร่วมกันในการฟื้นฟูสภาพ\nป่าพรุควนเคร็งให้กลับคืนสู่ความสมบูรณ์และเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน \n 		การดำเนินงานดังกล่าวจะเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การฟื้นฟูป่าพรุควนเคร็งบรรลุผลตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
138	1801	100	นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์	นโยบายของรัฐบาล	เงินเยียวยาให้แก่ทหารไทย	"จากทหารและประชาชนชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาที่ผ่านมา ทุกท่านถือเป็นผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตย และรักษาแผ่นดินไทย จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาการเยียวยาแก่ทหารและประชาชนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารที่เสียชีวิตจำนวน ๑๕ นาย จึงขอนำเสนอข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อให้รัฐบาลได้รับทราบ ดังรายละเอียดต่อไปนี้  \n		ข้อมูลเปรียบเทียบการเยียวยาจากเหตุการณ์ต่าง ๆ (ข้อมูล ณ วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๘) \n		๑) เหตุการณ์ปะทะชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา\n 	     	- ผู้เสียชีวิต ได้รับการเยียวยา จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย  \n	    	- ผู้ทุพพลภาพ ได้รับการเยียวยา จำนวน ๗๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย  \n	     	- ผู้ได้รับบาดเจ็บ ได้รับการเยียวยา จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย\n		๒) เหตุการณ์ความไม่สงบที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗\n	     	- ผู้เสียชีวิต ได้รับการเยียวยา จำนวน ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย  \n               	- ผู้ทุพพลภาพ ได้รับการเยียวยา จำนวน ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย  \n               	- ผู้ได้รับบาดเจ็บ ได้รับการเยียวยา จำนวน ๒๕๕,๐๐๐ – ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย\n		๓) เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ – ๒๕๕๓\n 	     	- ผู้เสียชีวิตได้รับการเยียวยา จำนวน ๗,๗๕๐,๐๐๐ บาทต่อราย\n		จากข้อมูลเปรียบเทียบดังกล่าวข้างต้น จึงขอให้รัฐบาลพิจารณามอบเงินเยียวยา\nให้แก่ครอบครัวของทหารผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ปะทะชายแดน\nระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชาให้มีจำนวนมากกว่านี้ เพื่อเป็นการตอบแทนความเสียสละ\nของผู้ทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย	"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
139	1799	149	นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี	ความเดือดร้อนของประชาชน	การกำจัดวัชพืชอ่างเก็บน้ำหนองแกดำและบูรณะอนุรักษ์สะพานไม้แกดำ	"จากอ่างเก็บน้ำหนองแกดำและสะพานไม้แกดำ ตำบลแกดำ อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเทศบาลตำบลแกดำ และสำนักงานชลประทาน										         \nจังหวัดมหาสารคาม สำนักงานชลประทานเขต ๖ จังหวัดขอนแก่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ \nได้ประสบปัญหาด้านคุณภาพน้ำอย่างรุนแรงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยน้ำในอ่างเก็บน้ำดังกล่าว\nมีลักษณะขุ่นมากและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง อันเนื่องมาจากการเจริญเติบโตของวัชพืชน้ำจำนวนมาก\nอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะผักตบชวา สาหร่ายน้ำจืด และจอกแหน ซึ่งได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนแทบ\nปกคลุมผิวน้ำทั้งหมดของอ่างเก็บน้ำ สภาพการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหา ดังนี้ \n		๔.๑ การไหลเวียนของน้ำไม่เป็นไปตามปกติ\n		๔.๒ ตะกอนตื้นเขินและการเน่าเสียของน้ำ\n		๔.๓ คุณภาพน้ำดิบที่ใช้ในการผลิตน้ำประปาเพื่อบริการประชาชนในอำเภอแกดำ\nมีคุณภาพที่ไม่เหมาะสม \n		๔.๔ ประชาชนขาดแคลนน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภค \n		จากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการสำรวจพื้นที่ เห็นว่าปัญหาดังกล่าว มีความเร่งด่วนและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ \n		๑) การแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานรับทราบปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมกันแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ โดยการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อดำเนินการกำจัดวัชพืชอย่างเร่งด่วน โดยการใช้เครื่องจักร และการขอความร่วมมือจากชุมชนท้องถิ่น\n		๒) การจัดสรรงบประมาณฉุกเฉิน ให้มีการจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในอำเภอแกดำอย่างกว้างขวาง\n		๓) การขุดลอกตะกอน ให้ดำเนินการขุดลอกตะกอนดินที่ทับถมสะสมมาเป็นระยะเวลายาวนานและไม่ได้รับการดูแลบำรุงรักษาที่เหมาะสม\n		๔) การติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำ ให้มีการติดตามตรวจวัดคุณภาพของน้ำ \nค่าความเป็นกรด – ด่าง (pH) และปริมาณออกซิเจนในน้ำ เพื่อประเมินสภาพระบบนิเวศและคุณภาพน้ำที่นำไปใช้ในการผลิตน้ำประปา \n		๕) การยกระดับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ ให้ผลักดันอ่างเก็บน้ำหนองแกดำเข้าสู่แผนพัฒนาระดับจังหวัดในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ แหล่งท่องเที่ยวชุมชน\nเชิงนิเวศ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม\n		ปัญหาการเกิดวัชพืชในอ่างเก็บน้ำหนองแกดำมิใช่เพียงปัญหาทางธรรมชาติเท่านั้น \nแต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการบริหารจัดการทรัพยากรที่เหมาะสม การดูแลบำรุงรักษา \nและการบูรณาการระหว่างหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงขอให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตร\nและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ให้ความสำคัญต่อการดูแล การบริหารจัดการ และดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้อ่างเก็บน้ำหนองแกดำและสะพานไม้แกดำสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมที่มีน้ำสะอาด และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของประเทศ รวมทั้งเป็น\nแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดมหาสารคาม อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน\nและการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
140	1797	59	นายนพดล พริ้งสกุล	นโยบายของรัฐบาล	ส่งเสริมการช่วยเหลือเกษตรกรและการแก้ปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก	"จากพื้นที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการบางระกำโมเดล เพื่อนำพื้นที่บางระกำทำเป็นแก้มลิงธรรมชาติเพื่อรองรับน้ำจากแม่น้ำยมในช่วงฤดูน้ำหลากและปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ ทำให้อำเภอบางระกำเกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตร และทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหาย \n		นอกจากนี้ ประชาชนในพื้นที่อำเภอบางระกำจะประกอบอาชีพทำนา โดยเกษตรกรบางส่วนจะทำนาโดยการเผาตอซังข้าว ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) \nก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (Nitrogen oxide) \nและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur dioxide) ซึ่งก๊าซดังกล่าวจะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพของประชาชน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และ PM 10 ซึ่งการเผาไหม้\nที่ไม่สมบูรณ์จะก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งเป็นอันตรายต่อประชาชน โดยแนวทางแก้ไขปัญหาตอซังข้าว\nในอำเภอบางระกำ มีดังนี้ (๑) การทำฟางอัดแท่ง (๒) การย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์และการใช้น้ำหมัก\nตอซังข้าว และ (๓) การแปรสภาพต้นและตอซังข้าวที่เหลือเป็นปุ๋ย ซึ่งการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์\nและการใช้น้ำหมักตอซังข้าว เป็นวิธีที่เหมาะสมกับพื้นที่และชุมชนในอำเภอบางระกำ เพราะสามารถย่อยสลายตอซังข้าวและฟางข้าว ช่วยลดการเผาซังข้าว ซึ่งเป็นสาเหตุของการก่อมลพิษทางอากาศ \nและช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน ทำให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ควบคุมวัชพืช\nและศัตรูพืช ส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ในท้องถิ่น และเป็นการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกในรอบต่อไป \nโดยในช่วงเดือนเมษายนของทุกปีเป็นฤดูทำนา ซึ่งชาวนาจะต้องสูบน้ำเพื่อหมักตอซังข้าวแต่ยังขาดเครื่องมือในการสูบน้ำ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาช่วยเหลือเกษตรกร ดังนี้    \n		๑) พิจารณาช่วยเหลือระบบสูบน้ำที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ปั๊มน้ำโซลาร์เซลล์ \nหรือพลังงานทดแทนอื่น ๆ เพื่อใช้ในการสูบน้ำสำหรับหมักตอซังข้าว  \n		๒) พิจารณามาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ถูกน้ำท่วมตามความเหมาะสม\nของแต่ละสภาพพื้นที่"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
141	1795	159	พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชนตามแนวชายแดน ไทย – กัมพูชา	"จากปัญหาการสู้รบตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ได้สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน เป็นปัญหาสำคัญด้านความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ และการบริหารราชการแผ่นดิน อันเนื่องมาจาก MOU จำนวน ๒ ฉบับ ดังนี้  \n		๒.๑ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก หรือ MOU ๒๕๔๓ เนื่องจากแผนที่แนบท้าย MOU ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นแผนที่ขนาด \n๑:๒๐๐,๐๐๐ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบด้านเขตแดน ประกอบกับที่ผ่านมากัมพูชาได้ละเมิด MOU ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง      \n		๒.๒ บันทึกความเข้าใจที่กำหนดกรอบและกลไกในการเจรจา เพื่อหาข้อสรุป\nเรื่องการปักปันเขตแดนว่าด้วยพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย – กัมพูชา หรือ MOU ๒๕๔๔ เนื่องจากเส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชาอ้างสิทธิละเมิดกฎหมายสากลทางทะเล (UNCLOS ๑๙๘๒) \nอย่างร้ายแรง และ MOU ๒๕๔๔ อาจจะขัดต่อประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย พ.ศ. ๒๕๑๖\n		จากการสู้รบที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้ใช้สรรพกำลังไปเป็นจำนวนมาก \nซึ่งรัฐบาลจะต้องเร่งสนับสนุนงบประมาณ เพื่อให้พร้อมปฏิบัติภารกิจในสถานการณ์ต่าง ๆ ต่อไปได้ ประกอบกับงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียงพอแค่การปฏิบัติภารกิจประจำ\nและการดำรงสภาพของกองทัพเท่านั้น การเพิ่มขีดความสามารถเชิงรุกทำได้อย่างจำกัด รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณเพิ่มขึ้นไปจนถึงอย่างน้อย ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ\nด้านความมั่นคงให้ทัดเทียมมาตรฐานภูมิภาค จากประเด็นปัญหาดังกล่าว จึงขอปรึกษาหารือไปยัง\nผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้   \n		๑) ขอให้ผู้นำฝ่ายค้านดำเนินการแจ้งไปยังประธานรัฐสภา เพื่อขอให้มีการ\nเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภา ตามมาตรา ๑๕๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ \n		๒) ขอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการแจ้งไปยังประธานรัฐสภา เพื่อขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐  "	นายกรัฐมนตรี และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
142	1793	133	นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์	นโยบายของรัฐบาล	ขอความอนุเคราะห์กรมราชทัณฑ์อนุญาตคืนพื้นที่เรือนจำกลางพัทลุง	"แผนพัฒนาจังหวัดพัทลุง ประเด็นการพัฒนาพื้นที่สีเขียว จังหวัดพัทลุงกำหนดเป้าหมายในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวเดิม การเพิ่มพื้นที่สีเขียวใหม่ รวมถึงการเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวเข้าด้วยกันเพื่อสร้างโครงข่ายพื้นที่สีเขียวที่สมบูรณ์ให้มากยิ่งขึ้น จังหวัดพัทลุงจึงได้จัดทำโครงการปรับปรุงสวนสาธารณะคูหาสวรรค์ และพื้นที่เกี่ยวเนื่องสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในพื้นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ที่ พท ๒๑๒ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง เนื้อที่ประมาณ ๔๔ ไร่ โดยมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียวเพื่อใช้ประโยชน์ด้านนันทนาการ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ การจัดงานเทศกาล งานประเพณี การจัดแสดงสินค้า และศูนย์ชุมชนเพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายของประชาชนทุกช่วงวัย พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินที่กรมธนารักษ์อนุญาตให้\nเรือนจำกลางพัทลุง กรมราชทัณฑ์ใช้ประโยชน์ แต่ข้อเท็จจริงปัจจุบันพบว่า เรือนจำกลางพัทลุงได้ย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งใช้ที่ดินของกรมธนารักษ์เช่นเดียวกัน แปลงหมายเลขทะเบียน ที่ พท ๒๑๗ ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง จากข้อเท็จจริงดังกล่าวกรมราชทัณฑ์จะต้องดำเนินการส่งคืนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ที่ พท ๒๑๒ (เรือนจำเก่า) คืนให้กับกรมธนารักษ์ สำหรับการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) \nจังหวัดพัทลุง ได้บรรจุโครงการไว้ในแผนพัฒนาจังหวัดพัทลุง ๕ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) ซึ่งสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพัทลุงได้จัดทำงบประมาณผูกพัน ๓ ปี (พ.ศ. ๒๕๗๐ – ๒๕๗๒) วงเงินประมาณ ๑๕๐ ล้านบาท และได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อสำรวจและออกแบบ กำหนดแล้วเสร็จในช่วง\nปลายเดือนกันยายน ๒๕๖๘ โดยสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพัทลุง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการ และเทศบาลเมืองพัทลุงจะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการขอใช้พื้นที่ราชพัสดุแปลง\nเรือนจำกลางพัทลุงเก่า เมื่อกรมราชทัณฑ์ส่งมอบพื้นที่คืนให้กับกรมธนารักษ์แล้ว และเป็นหน่วยงานรับโอนทรัพย์สินและดูแลรักษาหลังจากสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดพัทลุงดำเนินโครงการแล้วเสร็จ ทั้งนี้ จังหวัดพัทลุงได้มีหนังสือเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอความอนุเคราะห์ให้กรมราชทัณฑ์						  กระทรวงยุติธรรม ส่งมอบพื้นที่เรือนจำกลางพัทลุงเก่าที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน ที่ พท ๒๑๒\nตำบลคูหาสวรรค์อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ให้กับกรมธนารักษ์ตามกฎหมายและระเบียบ\nที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อให้จังหวัดพัทลุงได้ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อจัดทำโครงการปรับปรุงสวนสาธารณะคูหาสวรรค์และพื้นที่เกี่ยวเนื่อง สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ตามความต้องการของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่จังหวัดพัทลุงต่อไป "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2568	2025-08-05T00:00:00
143	1791	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหารีสอร์ต ร้านอาหารและคาเฟ รุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ ในพื้นที่ บ้านคลองลาวน ตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง	"สืบเนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อนจากประชาชนในพื้นที่บ้านคลองลาวน ตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และกลุ่มเรือประมงเล็ก ประมงท้องถิ่น สรุปสาระสำคัญว่า แต่เดิมในพื้นที่บ้านคลองลาวน ตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง มีที่สาธารณประโยชน์ซึ่งมีสภาพเป็นป่าชายเลนและป่าโกงกาง ซึ่งชาวประมงในพื้นที่ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่จอดเรือประมงเพื่อหลบมรสุมภายหลังกลับจากทำการประมง อันเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ ต่อมาอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งพร้อมด้วยกลุ่มนายทุนและข้าราชการ ได้ร่วมมือกันเข้ายึดที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวมาจัดสรรและดำเนินการออกโฉนดที่ดิน หลังจากนั้น นาย ส. ซึ่งเป็นนอมินีของ นาย น. ผู้มีอิทธิพลของตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ได้เข้ามาประกอบกิจการรีสอร์ต ร้านอาหารและคาเฟในที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งประกอบอาชีพประมง รวมทั้งชาวบ้านไม่สามารถเดินทางสัญจรผ่านพื้นที่ดังกล่าวได้ ที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน แต่ไม่มีความคืบหน้า ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบปัญหาการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็ว \nและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนี้\n 	๑) ขอให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ\nและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่อนุรักษ์ ฟื้นฟูและปกป้องการบุกรุกป่าชายเลน ตรวจสอบพื้นที่ป่าชายเลน ว่ามีการออกหนังสืออนุญาตใช้พื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ และหากมีการออกหนังสืออนุญาต ได้มีการฟื้นฟูป่าชายเลนที่ถูกทำลายหรือไม่ อย่างไร\n 	๒) ขอให้กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบ พื้นที่ป่าชายเลน ๑๐ แห่งที่ได้รับการประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรืออุทยานแห่งชาติ ให้บังคับใช้กฎหมายกรณีที่มีการบุกรุกพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบดังกล่าว \n 	๓) ขอให้กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งรับผิดชอบเรื่องการออกเอกสารสิทธิ์\nในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงหรือทับซ้อนกับป่าชายเลนซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ ตรวจสอบพื้นที่\nซึ่งเป็นที่ตั้งของรีสอร์ต ร้านอาหารและคาเฟดังกล่าว มีการออกโฉนดที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และได้มาอย่างไร \n 	๔) กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ขอให้ตรวจสอบว่ามีการถมทะเล หรือมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำไปในทะเลหรือไม่ รวมทั้งมีการขออนุญาตก่อสร้างสะพานรุกล้ำไปในทะเลหรือไม่ \n 	๕) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ในการเฝ้าระวังการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในพื้นที่ ได้มีการเฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่\n 	๖) ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินคดีกรณีพบว่ามีการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งถือเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
144	1789	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย	"จากได้ลงพื้นที่จังหวัดน่าน รับทราบสภาพปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในจังหวัดน่าน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากพายุโซนร้อน “วิภา” ที่ได้พัดถล่มพื้นที่ภาคเหนือตอนบน \nซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม เป็นเหตุให้ประชาชน\nในจังหวัดน่านและจังหวัดใกล้เคียงได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส บางพื้นที่น้ำท่วมสูงกว่า ๒ เมตร ถนนถูกตัดขาด บ้านเรือนพังเสียหาย โรงพยาบาลต้องอพยพผู้ป่วยอย่างเร่งด่วนในเวลากลางคืน ชาวบ้านต้องหนีน้ำขึ้นบนหลังคา ขณะที่ฝนตกไม่หยุดและรอคอยการช่วยเหลือที่ยังมาไม่ถึง ถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายควรร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือ โดยในเบื้องต้นได้ประสาน\nกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเครื่องอุปโภคบริโภคไปมอบให้แก่ประชาชน จำนวนกว่า ๒,๐๐๐ ครัวเรือน และประธานกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) ได้ส่งรถบรรทุก ๑๐ ล้อ นำเครื่องอุปโภคบริโภคไปมอบให้แก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกวุฒิสภา\nจำนวนมากได้ส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชน ซึ่งจากการลงพื้นที่ดังกล่าว พบสภาพปัญหา\nที่ต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนี้\n 	๑) ระบบแจ้งเตือนภัยยังไม่ครอบคลุม พบว่าประชาชนบางคนไม่ได้รับข้อความแจ้งเตือนภัย ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลไม่ทราบข่าวสาร เพราะไม่มีอินเตอร์เน็ต (Internet) และไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ \n 	๒) การให้ความช่วยเหลือล่าช้าและไม่ทั่วถึง เพราะถนนถูกตัดขาด ไม่สามารถขนส่งเครื่องอุปโภคและบริโภคในหลายพื้นที่ \n 	๓) ประชาชนกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนพิการ และเด็กเล็ก ไม่มีระบบดูแลเป็นการเฉพาะ บางรายต้องติดอยู่ในบ้านที่ถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน\n่ 	ดังนั้น ขอปรึกษาหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ดังนี้\n 	๑) จัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วระดับหมู่บ้าน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยกู้ภัย และเครือข่ายชุมชน ดำเนินการช่วยเหลือได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหนังสือสั่งการจากจังหวัด\n 	๒) ติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัยท้องถิ่นอย่างเหมาะสม อาทิ ใช้เสียงตามสายวิทยุชุมชน หรือช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย โดยออกแบบระบบแจ้งเตือนภัยให้ผู้ที่ไม่มีโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบสมาร์ทโฟน สามารถรับทราบการแจ้งเตือนภัยได้"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
145	1787	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การเตรียมการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน	อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่\nจังหวัดเชียงรายซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง และจากรายงานของกรมป้องกันและบรรเทา\nสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ระบุว่า \nระดับน้ำได้ลดลง มีอำเภอที่ได้รับผลกระทบ จำนวน ๓ อำเภอ ๑๖ ตำบล ๑๓๑ หมู่บ้าน มีครัวเรือน\nที่ได้รับผลกระทบ จำนวน ๑๐,๓๗๕ ครัวเรือน แต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปหลังจากเกิดฝนตกหนัก\nในคืนวันที่ ๒๗ และ วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ส่งผลให้มีอำเภอที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ได้แก่ \nอำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และอำเภอเวียงแก่น นอกจากนี้ \nยังมีรายงานว่าพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองเชียงรายมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากระดับน้ำกกที่เพิ่มสูงขึ้น ณ จุดวัดที่แม่อาย ซึ่งเริ่มล้นตลิ่งแล้ว และมีแนวโน้มจะท่วมพื้นที่ชุมชนซ้ำรอยเหตุการณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ \nที่ผ่านมา โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ที่มีวงเงินมากกว่า ๑๙๐ ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีการชดเชยหรือจ่ายเงินเยียวยาแก่เกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแต่อย่างใด \nจึงขอให้รัฐบาลได้เร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ โดยเร็ว และมีข้อเสนอ\nให้รัฐบาลดำเนินมาตรการชดเชยและเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ อย่างเร่งด่วนและทั่วถึง เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าและความเดือดร้อนสะสมดังเช่นในอดีต	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
146	1785	6	นายกัมพล ทองชิว	สถานการณ์บ้านเมือง	๑. เรื่อง ราคาน้ำมันพืชในเขตจังหวัดสุรินทร์ ๒. เรื่อง คนขับรถช่วยเหลือผู้อพยพในอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ถูกจับกุม	"๑. เรื่อง ราคาน้ำมันพืชในเขตจังหวัดสุรินทร์\n 		ในช่วงเวลาที่ประชาชนชาวไทยร่วมกันส่งกำลังใจเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร และให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยตามศูนย์อพยพต่าง ๆ ทั่วประเทศ\nได้ปรากฏปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะน้ำมันพืชซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมภายในศูนย์อพยพ โดยเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ผู้ปรึกษาหารือ\nได้นำสิ่งของไปบริจาคและเยี่ยมศูนย์อพยพ ณ วัดสุทธิธรรมาราม (วัดใหม่หลวงตาเยื้อน) อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยได้รับการต้อนรับจากรักษาการเจ้าอาวาส และเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อพยพ\nและได้รับทราบถึงปัญหาสำคัญจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ฯ ซึ่งมีหน้าที่ประกอบอาหารให้แก่\nผู้อพยพกว่า ๑,๐๐๐ คน โดยพบว่าไม่สามารถจัดหาน้ำมันพืชได้เพียงพอเนื่องจากมีการกักตุนและจำกัดการจำหน่ายสินค้า โดยเฉพาะในซูเปอร์มาร์เก็ตที่อนุญาตให้ซื้อได้เพียงคนละ ๑ ขวด เท่านั้น ในขณะเดียวกันได้รับรายงานว่าราคาน้ำมันพืชจากผู้ค้าส่งมีการปรับราคาสูงขึ้นจากพ่อค้าคนกลางรายใหญ่ ส่งผลให้\nผู้ค้าปลีกเกิดความลังเลในการจำหน่าย เนื่องจากกังวลต่อภาวะขาดทุนและความไม่แน่นอนของตลาด ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์การกักตุนสินค้า \nและดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันพืชอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อศูนย์อพยพและการดำรงชีวิตของประชาชน รวมถึงการที่หน่วยงานของรัฐประกาศรับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้อพยพ และผู้ประสบภัย ขอให้คำนึงถึงความจำเป็นของศูนย์อพยพในการประกอบอาหารโดยเฉพาะการบริจาคน้ำมันพืช ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดูแลผู้ประสบภัยอย่างมีประสิทธิภาพ\n๒. เรื่อง คนขับรถช่วยเหลือผู้อพยพในอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ถูกจับกุม\n 		จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ จำเป็นต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยไปยังศูนย์อพยพเพื่อความปลอดภัย โดยในกระบวนการอพยพดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความไม่สบายใจแก่ผู้ประสบภัย โดยมีรถโดยสารประจำทางสาย ๒๔ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งรับ - ส่งผู้อพยพจากอำเภอกาบเชิง มายังศูนย์อพยพ ณ วัดสุทธิธรรมาราม (วัดใหม่หลวงตาเยื้อน) อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม เนื่องจากผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งในรถมีผู้โดยสารเป็นผู้สูงอายุจำนวนมาก ดังนั้น จึงมีข้อเสนอไปยังนายกรัฐมนตรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้พิจารณาสถานการณ์โดยใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงความเดือดร้อน\nของประชาชนที่ถูกบังคับให้ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนและที่ทำมาหากิน อันเนื่องมาจากสถานการณ์\nความขัดแย้งบริเวณชายแดน จึงเห็นควรให้หลีกเลี่ยงการกระทำหรือมาตรการที่อาจซ้ำเติมความทุกข์ของประชาชนในช่วงเวลาวิกฤตนี้\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
147	1783	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน	"ปัจจุบันประชาชนประสบปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารงาน\nและการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสภาพปัญหาหลัก ดังนี้\n 	๑) ขาดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยหน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินงานแบบแยกส่วน ขาดการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน \nและทำให้การแก้ไขปัญหามีความยุ่งยากซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น\n 	๒) การขาดความโปร่งใส หน่วยงานขาดการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วม\nจากประชาชน ส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างภาครัฐกับประชาชน\n 	๓) ปัญหาด้านทัศนคติและสมรรถนะของบุคลากร บุคลากรภาครัฐขาดความเข้าใจ ขาดทักษะ หรือมีทัศนคติที่ไม่เอื้อต่อการทำงานร่วมกับประชาชน ส่งผลต่อประสิทธิผลในการให้บริการสาธารณะ\n 	๔) การขาดกลไกสนับสนุน ขาดการสนับสนุนจากส่วนกลางหรือกลไกที่ชัดเจน\nในการสนับสนุน ส่งเสริม และติดตามการทำงานร่วมกัน ทำให้การดำเนินงานไม่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้\n   	๕) กฎหมายและระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวย กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ มีข้อจำกัดหรือไม่ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน หรือระหว่างภาครัฐกับประชาชน\n 	จากที่กล่าวมาข้างต้น กรณีปัญหาการขุดลอกคลองในตำบลแหลมตะลุมพุก \nอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยประชาชนในพื้นที่ตำบลแหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง \nจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ขอให้ดำเนินการขุดลอกคลองในพื้นที่หมู่ที่ ๒ และหมู่ที่ ๓ ได้แก่ \nคลองวัดแหลมตะลุมพุก และคลองยายตุ่น ซึ่งมีสภาพตื้นเขิน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เมื่อฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก น้ำเค็มรุกล้ำเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน การประกอบอาชีพประมงและเกษตรกรรมดำเนินไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากระบบนิเวศมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ซึ่งคลองทั้ง ๒ สาย อยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ประกอบด้วยกรมอุทยานแห่งชาติ \nสัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมตะลุมพุก เทศบาลตำบลแหลมตะลุมพุก ความพยายามในการแก้ไขปัญหา โดยเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการเพื่อส่งเสริม การสนับสนุน และการประสานงานในการดำเนินงาน ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการการส่งเสริม การสนับสนุน และการประสานงานในการดำเนินงาน\nด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานและการพัฒนาส่งเสริมอาชีพหรือคุณภาพชีวิตของบุคคลที่อยู่อาศัยหรือทำกินในอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนในท้องถิ่นให้เป็นไปอย่างสมดุล\nและยั่งยืน โดยมีสาระสำคัญของบันทึกข้อตกลง ดังนี้\n 	ข้อ ๒.๓ การดำเนินการเพื่อส่งเสริมสนับสนุนด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานและการพัฒนาส่งเสริมอาชีพหรือคุณภาพชีวิตของบุคคลที่อยู่อาศัยหรือทำกินในอุทยานแห่งชาติ \nเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ฯลฯ \n 	ข้อ ๒.๔ การดำเนินงานเพื่อส่งเสริมสนับสนุนด้านการพัฒนาและการส่งเสริมอาชีพหรือคุณภาพชีวิตของบุคคลในชุมชนที่เก็บหาหรือใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถเกิดใหม่ทดแทนได้\n 	แม้ว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวได้ให้อำนาจและสามารถดำเนินการเพื่อส่งเสริมสนับสนุนด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานและการพัฒนาส่งเสริมอาชีพหรือคุณภาพชีวิตได้ \nแต่การดำเนินการขุดลอกคลองดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนเกิดความล่าช้า เนื่องจากการขาดการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๕ (นครศรีธรรมราช) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผู้อนุมัติกับองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมตะลุมพุก กระทรวงมหาดไทย ซึ่งการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด โดยองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมตะลุมพุกมีงบประมาณเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๕ (นครศรีธรรมราช) จึงไม่สามารถดำเนินการได้ \n 	ดังนั้น ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมตะลุมพุก กระทรวงมหาดไทย ควรบูรณาการ\nการทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง \nมีการประสานงานอย่างเป็นระบบ และสร้างกลไกการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้การแก้ไขปัญหา\nมีความรวดเร็วและตรงตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
148	1781	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ชาวนาไทยสู่แนวหน้า 	"ประเทศไทยมีเกษตรกรชาวนาอาศัยอยู่ทั่วทุกภูมิภาค มีพื้นที่เกษตรกรรม\nสำหรับการทำนาปลูกข้าวและทำไร่ทำสวน ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการที่นายทหารตั้งแต่อดีต\nจนถึงปัจจุบันได้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องและสร้างสรรค์ผืนแผ่นดินนี้ไว้ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “แผ่นดินสุวรรณภูมิ” เกษตรกรชาวนาไทยมีความยินดีและพร้อมที่จะส่งมอบข้าวให้แก่นายทหาร\nผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย โดยขอให้มีการประสานงานผ่านทางวุฒิสภาเพื่อดำเนินการ\nจัดส่งข้าวไปยังกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคงของประเทศชาติ\n 	ในการนี้ ขอแสดงความขอบคุณอย่างสูงต่อนายทหารทุกท่านที่ได้ปฏิบัติหน้าที่\nด้วยความเสียสละ ในการปกป้องและรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้เพื่อประชาชนชาวไทยและคนรุ่นหลัง\nในอนาคต และเกษตรกรชาวนาขอแสดงเจตนารมณ์ที่มั่นคงในการยืนหยัดเดินหน้าร่วมกับกองทัพไทยเพื่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติและผืนแผ่นดินไทยสืบไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
149	1779	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาด้านการคมนาคมและการขนส่งผลิตผลทางการเกษตร ตำบลเคร็ง  อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช	"จากการลงพื้นที่โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับทราบปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เกี่ยวกับปัญหาถนนที่ใช้ในการสัญจรและขนส่งผลิตผลทางการเกษตรชำรุดทรุดโทรม ซึ่งส่งผลกระทบ\nต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน จำนวน ๓ เส้นทาง ดังนี้\n 	๑) ถนนสายบ้านบางน้อย - บ้านไทรหัวม้า หมู่ที่ ๒ ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะทางประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร\n 	๒) ถนนสายบ้านไทรหัวม้า - บ้านโคกยาง หมู่ที่ ๒ ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด \nจังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะทางประมาณ ๓.๕ กิโลเมตร\n 	๓) ถนนสายบ้านไทรหัวม้า - บ้านย่านแดง หมู่ที่ ๒ และหมู่ที่ ๗ ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะทางประมาณ ๗ กิโลเมตร\n 	โดยถนนทั้ง ๓ สาย เป็นถนนทางหลวงท้องถิ่นซึ่งอยู่ในเขตความรับผิดชอบ\nขององค์การบริหารส่วนตำบลเคร็ง มีสภาพปัญหาดังต่อไปนี้\n 	๑) สภาพพื้นที่เป็นบริเวณต่ำ เมื่อถึงฤดูฝน มีฝนตกหนัก เกิดปัญหาน้ำท่วมขังต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ๒ - ๓ เดือน ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้เส้นทางดังกล่าวในการสัญจรไป - มาได้\n 	๒) สภาพผิวจราจรชำรุดทรุดโทรม เป็นหลุมบ่อจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการสัญจร\n 	๓) ถนนมีความกว้างไม่เพียงพอ ทำให้การสัญจรไป - มา และการขนส่งผลิตผล\nทางการเกษตรเป็นไปด้วยความยากลำบาก\n 	๔) สภาพปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน\n 	โดยข้อจำกัดในการดำเนินการ คือ องค์การบริหารส่วนตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จึงขอเสนอให้พิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 	๑) ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่\n 	๒) พิจารณาจัดสรรงบประมาณจากงบประมาณจังหวัดหรืองบประมาณจากแหล่งอื่น\nที่เหมาะสม \n 	๓) ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน\nและมีประสิทธิภาพ \n 	โดยปัญหาดังกล่าวเป็นความเดือดร้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต\nและการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรที่ต้องขนส่งผลิตผลทางการเกษตร การแก้ไขปัญหานี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
150	1777	40	นายโชติชัย บัวดิษ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ทุเรียนสวมสิทธิ์	"ทุเรียนเป็นสินค้าภาคการเกษตรของประเทศไทยที่มีราคาสูง ในขณะที่ทุเรียนของประเทศเพื่อนบ้านมีราคาถูกกว่า ทำให้มีการนำเข้าทุเรียนจากต่างประเทศแล้วนำมาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทยเพื่อลักลอบส่งออกไปยังต่างประเทศ ทำให้ภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยตกต่ำสูญเสียความน่าเชื่อถือและในที่สุดอาจจะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยที่ผ่านมาได้มีการจับกุมทุเรียนสวมสิทธิ์ในพื้นที่จังหวัดระยอง แต่ระยะเวลาผ่านมาแล้ว ๓ เดือน ยังไม่สามารถดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ เนื่องจากการดำเนินคดีเป็นไปด้วยความล่าช้า \nซึ่งได้มีการส่งเรื่องไปยังกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง แต่ได้รับคำตอบว่าไม่ใช่ภารกิจและหน้าที่ของหน่วยงานในพื้นที่ และยังไม่มีกฎหมายเฉพาะในการควบคุมการสวมสิทธิ์ทุเรียนโดยตรง สำหรับหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง คือ ด่านตรวจพืชและสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วในการดำเนินคดี ทั้งนี้ แม้ทุเรียนเป็นสินค้าเสรีที่สามารถซื้อขาย แลกเปลี่ยน หรือนำเข้า - ส่งออกได้อย่างเสรี โดยไม่มีข้อจำกัดหรืออุปสรรคทางการค้า แต่ภายใต้การค้าเสรีขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาการสวมสิทธิ์ทุเรียน ดังนี้ \n 	๑) ขอให้อุดหนุนทุเรียนในประเทศไทยเป็นลำดับแรก \n 	๒) การกำหนดโควตาในการนำเข้าและส่งออกของแต่ละบริษัท ต้องมีการสำแดงปริมาณการนำเข้าและปริมาณส่งออกทุเรียนว่ามีจำนวนเท่าใด \n 	๓) เร่งรัดให้มีการตรากฎหมายควบคุมการสวมสิทธิ์ทุเรียน "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
151	1775	91	นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ	สถานการณ์บ้านเมือง	การแก้ไขปัญหายาเสพติดและเว็บพนัน ในกลุ่มนักศึกษา 	"ปัจจุบันมีการกล่าวถึงคำว่า “อายุน้อยร้อยล้าน” เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวที่ต้องการมีอนาคต พยายามไขว่คว้าทำงานหนัก มีวิธีการทางการตลาดที่ได้รับผลตอบแทนจนเป็นเศรษฐีใหม่ เช่น ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว จากคนธรรมดากลายเป็นเศรษฐีใหม่ที่ทำอาชีพอย่างสุจริต\nแต่ระยะหลังคำว่า “อายุน้อยร้อยล้าน” เป็นการสื่อถึงบุคคลที่มีอายุน้อย แต่ทำธุรกิจสีเทา เช่น การเปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์ ที่มีการเชิญชวนให้เด็กและเยาวชนเล่นพนันออนไลน์ มีการสร้างแรงจูงใจ\nและส่งเสริมการเล่นการพนันโดยให้ค่าคอมมิชชั่น (Commission) หรือค่านายหน้า การให้ค่าตอบแทนจากการเล่นการพนัน ๑๐๐ เท่า และการให้เครดิตเล่นพนันฟรี \n 	นอกจากนี้ พบปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในกลุ่มนักศึกษา โดยเฉพาะ\nยาไอซ์ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจับกุมอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นในข้อหา\nมียาเสพติดประเภทยาไอซ์ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเรื่องดังกล่าวปรากฏเป็นข่าว ๑ - ๒ วัน \nแต่เรื่องได้เงียบหายไป โดยเรื่องดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจจากผู้บริหารของมหาวิทยาลัย และผู้บริหาร\nของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแสดงออกเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าจะลงโทษทางวินัยกับอาจารย์ที่กระทำความผิดหรือไม่ อย่างไร และนักศึกษาที่เห็นอาจารย์เป็นผู้ขายยาไอซ์ จะเสพยาไอซ์ด้วยความเชื่อมั่นในตัวของผู้ขาย จึงขอให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แจ้งและกำชับไปยังอธิการบดีของทุกมหาวิทยาลัยให้เข้มงวดและกวดขันอาจารย์รวมทั้งบุคลากรในมหาวิทยาลัย ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ และยาเสพติดทุกประเภท "	กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
152	1773	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	กฎหมาย	การพนันออนไลน์  	จากปัจจุบันการพนันออนไลน์มีรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก\nผ่านโทรศัพท์มือถือ และสื่อสังคมออนไลน์ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้เจ้าหน้าที่และรัฐบาลตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาการพนันออนไลน์ และเร่งกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันเยาวชนและสังคมไทยจากการพนันออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมาสื่อมวลชน\nมีการนำเสนอข่าวเด็กมัธยมติดเกมส์ และประชาชนมีหนี้ที่เกิดจากเว็บพนันออนไลน์ แต่ปัจจุบันยังพบเห็นคลิปโฆษณาพนันออนไลน์ในสื่อสังคมออนไลน์ เช่น ติ๊กต็อก (TikTok) เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (YouTube) และแฟลตฟอร์มอื่น ๆ ซึ่งการพนันออนไลน์ถือเป็นปัญหาความมั่นคงทางสังคม และเศรษฐกิจครัวเรือน \nซึ่งการพนันออนไลน์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติกลับพบเห็นเว็บไซต์พนันออนไลน์อย่างเปิดเผย โดยมีการเปลี่ยนชื่อและเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ทุกสัปดาห์ บางเว็บไซต์มีข้าราชการหรือผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง จากกรณีข้างต้น รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้เด็กไทยเข้าถึงเว็บพนันออนไลน์ และไม่ควรปล่อยให้ประชาชนถูกล่อลวงให้เล่นการพนันผ่านการโฆษณาอัตโนมัติที่เชิญชวนให้เล่นพนันออนไลน์ โดยไม่มีมาตรการ\nการป้องกันแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์ปราบปรามการพนันออนไลน์ระดับชาติ\nโดยบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ตำรวจไซเบอร์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคาร และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยให้มีการสร้างระบบคัดกรองและปิดกั้นเว็บพนันออนไลน์แบบเรียลไทม์ที่มีประสิทธิภาพ ให้ความรู้เกี่ยวกับภัยร้ายของการพนันออนไลน์ผ่านทางโรงเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชน และดำเนินคดีอย่างจริงจังกับข้าราชการหรือผู้มีอิทธิพลที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังของธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทั้ง ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงภัยร้ายจากการพนันออนไลน์ที่มีต่อเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
153	1771	187	นางสาวอมร ศรีบุญนาค	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหายาเสพติด	"การแพร่ระบาดของยาเสพติดในหลายพื้นที่ของประเทศไทย และพบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยจากยาเสพติดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจากการใช้ยาบ้า (Metamphetamine) น้ำใบกระท่อม และกัญชา ซึ่งนำไปสู่ภาวะป่วยทางจิต พฤติกรรมก้าวร้าว ทำลายทรัพย์สิน หรือพฤติกรรมคุกคามบุคคลรอบข้าง จนต้องได้รับการควบคุมตัวซ้ำซาก โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องร่วมกันเข้าควบคุมตัวผู้ป่วยจากยาเสพติด ตามมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อนำตัวส่งเข้าไปรับการรักษา แต่อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อยโรงพยาบาลที่รับรักษามีความจำเป็นที่จะต้องอนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้าน เนื่องจากสถานที่และบุคลากรไม่เพียงพอ แต่เมื่อผู้ป่วยกลับมาพักรักษาตัวที่บ้านไม่ถึง ๗ วัน ผู้ป่วยมีอาการกำเริบและต้องส่งตัว\\nกลับเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาล และจะเป็นเช่นนี้ตลอดมา ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นการสะท้อน\\nให้เห็นถึงการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่ยังมิได้มีการปราบปรามอย่างจริงจัง รวมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างของระบบการบำบัดรักษาที่ยังมีไม่เพียงพอต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะในชนบทที่ยังขาดแคลนแพทย์ พยาบาล และสถานพยาบาล นอกจากนี้ ในบางพื้นที่ยังพบว่ามีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารับการรักษา\\nซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้กับประเทศไทย ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้\\n 		๑) ควรสร้างศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดแบบครบวงจรในระดับอำเภอทั่วประเทศ \\nโดยจัดให้มีแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พื้นที่สันทนาการ พื้นที่ออกกำลังกาย และการฝึกอาชีพสำหรับผู้ป่วย รวมทั้งจัดให้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ\\n 		๒) บูรณาการการทำงานของหน่วยงานป้องกันยาเสพติดให้มีการทำงานเชิงรุก \\nมิใช่เพียงการปราบปรามตามสถานการณ์เท่านั้น รวมทั้งควรมีระบบการตรวจสอบภายในและควรมี\\nการลงโทษที่เด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่รับสินบนจากการปล่อยตัวผู้ต้องหา\\n 		๓) รัฐบาลควรมีการจัดการงบประมาณในระยะยาว และควรตั้งเป้าหมายว่าภายในระยะเวลา ๕ ปี จะต้องลดผู้ป่วยซ้ำซากจากยาเสพติดให้ได้"	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
154	1769	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาพืชผลทางการเกษตร	จากเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกได้รับผลกระทบจากปัญหาลมกรรโชกแรงในช่วงฤดูฝนทำให้ต้นทุเรียนหักโค่น ผลผลิตหล่นเสียหายเป็นจำนวนมาก เกษตรกรบางรายสูญเสียรายได้หลักประจำปีของครอบครัว แต่เนื่องจากความเสียหายที่ได้รับนั้น เกิดขึ้นเฉพาะจุดและครอบคลุมพื้นที่ในระดับอำเภอ จึงทำให้ไม่เข้าเกณฑ์การประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติทางการเกษตรตามระเบียบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทำให้เกษตรกรไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากทางภาครัฐซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นมิได้แตกต่างไปจากพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติทางการเกษตรแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือ\nไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ทบทวนหลักเกณฑ์การประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติทางการเกษตร\nให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการเกษตรที่เกษตรกรมีการเพาะปลูกเป็นรายบุคคล \nควรมีกลไกในการช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะรายสำหรับกรณีความเสียหายรุนแรงที่ไม่มีการกระจายตัว\nเป็นวงกว้าง พร้อมกันนี้ ควรพิจารณาให้มีกองทุนฉุกเฉินระดับท้องถิ่น หรือการประกันภัยพืชผล\nภาคบังคับในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้แก่เกษตรกร	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
155	1767	168	พลโท สุกิจ ทั่งทอง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอปรึกษาหารือ จำนวน 2 เรื่อง 1.1 เรื่อง ข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา 1.2 เรื่อง ปัญหาภายในสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และการประสานงานเรื่องอื่น ๆ	"๑.๑ เรื่อง ข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา\n 			 สืบเนื่องจากปัจจุบันมีสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา \nจึงขอเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n 			๑) ควรประกาศใช้กฎอัยการศึกใน ๗ จังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด ทันที โดยให้ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือฝ่ายพลเรือน เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างมีเอกภาพตามหลักการ C3I “การบังคับบัญชา การควบคุม การสื่อสาร และข่าวกรอง” (Command, Control, Communication, and Intelligence) และขอให้กระทรวงกลาโหมบรรจุกำลังพล\nที่เสริมกำลังเข้าไปในพื้นที่เพิ่มเติมเข้าระบบแผนงานป้องกันประเทศเพื่อให้ได้รับสิทธิ “วันทวีคูณ” \nและสิทธิอื่น ๆ ตามสิทธิกำลังพลเพิ่มเติมจากยามปกติ \n 			๒) ควรแก้ไขหรือเพิ่มเติม MOU43, MOU44 และ JC44 ที่ประเทศไทยเสียเปรียบในบางเรื่องให้มีความชัดเจนและเอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทยมากขึ้น\n 			๓) ควรปิดด่านชายแดนทางบกทุกด่านทันที รวมถึงปิดน่านน้ำและน่านฟ้า\nของประเทศไทยมิให้ประเทศกัมพูชาเข้ามาหรือผ่านโดยเด็ดขาด จนกว่าภารกิจการปักปันเขตแดน\nทั้งทางบกและทางทะเลจะยุติลงและเป็นที่พอใจของฝ่ายไทย โดยต้องไม่มีพื้นที่ทับซ้อนอย่างเด็ดขาด \nทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของสายการบินพาณิชย์เป็นสำคัญ\n 			๔) ควรตัดระบบสาธารณูปโภคที่เชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชาทั้งหมด ได้แก่ ไฟฟ้า น้ำประปา อินเตอร์เน็ต (Internet) และสัญญาณโทรศัพท์ จนกว่าการปักปันเขตแดนจะยุติ\nและเป็นที่พอใจของฝ่ายไทย \n			๕) ควรยกเลิกการส่งออกน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติ \nไปยังประเทศกัมพูชาโดยเด็ดขาด ผู้ใดฝ่าฝืนถือว่ากระทำผิดตามกฎอัยการศึกต้องขึ้นศาลทหาร\n 			๖) ควรยกเลิกบัตรผ่านแดนชาวกัมพูชาทั้งหมดทั่วราชอาณาจักรไทย \nและผลักดันแรงงานให้กลับประเทศต้นทางทันที ทั้งผู้เข้ามายังประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย\nและผู้ที่เข้ามาโดยผิดกฎหมาย จนกว่าการปักปันเขตแดนทางบกและทางทะเลจะยุติอย่างสมบูรณ์\n 			๗) ควรตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชา จนกว่าการปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จและไม่มีพื้นที่ทับซ้อนอย่างเด็ดขาด\n 			๘) ควรดำเนินการกั้นรั้วถาวรในพื้นที่ที่มีพรมแดนธรรมชาติไม่ชัดเจนหรือมีปัญหา และขับไล่ชาวกัมพูชาที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยออกไปทันที รวมถึงรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งอยู่\nอย่างผิดกฎหมาย\n๑.๒ เรื่อง ปัญหาภายในสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และการประสานงานเรื่องอื่น ๆ\n 			๑) ขอเสนอแนะให้เลขาธิการวุฒิสภาดำเนินการจัดระเบียบที่จอดรถบริเวณ\nชั้น B๒ ใหม่ โดยห้ามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) แสดงพฤติกรรมคุมพื้นที่จอดรถ\nและแสวงหาผลประโยชน์ตอบแทน รวมทั้ง ควรมีการหมุนเวียน รปภ. ทุกเดือน เพื่อให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อื่น และควรดำเนินการจัดพื้นที่จอดรถให้แก่สมาชิกวุฒิสภาเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยใช้วิธีจับสลากเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภามีช่องจอดรถอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา\nการแสวงหาผลประโยชน์ดังกล่าวข้างต้น\n 			๒) ขอให้ประสานคณะกรรมาธิการที่รับเรื่องบ่อขยะและน้ำเสียเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนในจังหวัดสระบุรี ทั้งนี้ ตามที่ฝ่ายเลขานุการกลุ่มภาคกลางตอนบน\nได้รับเรื่องเป็นเอกสารไว้แล้ว รวมถึงปัญหาอื่น ๆ ให้มีหนังสือกำชับถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี\nให้เร่งดำเนินการโดยด่วน (กรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาและส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)\n 			๓) ขอให้พิจารณานำงบประมาณที่เหลือจากโครงการสมาชิกวุฒิสภา\nพบประชาชนของแต่ละกลุ่มภาคไปช่วยเหลือพื้นที่พักพิงของจังหวัดตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา โดยแบ่งคณะสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในแต่ละกลุ่มภาคลงพื้นที่แจกถุงยังชีพให้แก่ประชาชน\nและทหารต่อไป"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2568	2025-07-29T00:00:00
156	1765	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหารถบัสสองชั้น	เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ได้มีมติเห็นชอบให้ห้ามการเดินรถของรถโดยสารสองชั้น (มาตรฐาน ๔) บนทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ ช่วงสี่แยกกบินทร์บุรี - วังน้ำเขียว เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีความลาดชันและมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ในขณะเดียวกันได้มีมติผ่อนปรนให้รถโดยสารสองชั้น สามารถวิ่งในบางเส้นทางได้ จำนวน ๖ เส้นทางทั่วประเทศ ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดเงื่อนไขในการควบคุมการดำเนินงานของผู้ประกอบการรถโดยสารสองชั้น (มาตรฐาน ๔) ได้แก่ (๑) การตรวจสภาพรถ (Recall) โดยต้องนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อประเมินความพร้อม โดยเฉพาะระบบห้ามล้อ (๒) การอบรมพนักงานขับรถโดยต้องผ่านหลักสูตร “การขับรถขนาดใหญ่บนเส้นทางลาดชัน” ผ่านระบบ e-learning ๓) การปฏิบัติตามกฎหมายจราจร โดยผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามป้ายจำกัดความเร็วอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของมาตรการดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นด้านความปลอดภัย อาทิ การติดตั้งถังแก๊ส NGV ในรถโดยสารบางคันเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต และระยะเวลาในการอบรมที่สั้นเกินไปอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการขับขี่ในพื้นที่เสี่ยง จากการศึกษาพบว่า รถโดยสารสองชั้น (มาตรฐาน ๔) มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่ารถโดยสารชั้นเดียวถึง ๗ เท่า และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตถึง ๑๐ เท่า ถึงแม้ว่ากรมการขนส่งทางบกจะมีคำสั่งยกเลิกการจดทะเบียนรถดังกล่าวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๙ แต่ในปัจจุบันยังมีรถประเภทนี้ให้บริการมากกว่า ๖,๓๐๐ คันทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ประชาชน\nยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญ อาทิ อายุการใช้งาน และผลการตรวจสภาพรถ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ\nที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการเดินทาง ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินมาตรการควบคุม กำกับดูแล และแก้ไขปัญหารถโดยสารสองชั้น (มาตรฐาน ๔) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง\n	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
157	1763	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	กฎหมาย	ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า และปัญหายาบ้า	"ประเด็นที่ ๑ ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า\nในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๗ - ๒๕๖๘ พบว่ามีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านสาธารณสุข ระบบกฎหมาย และด้านสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนอันเป็นทรัพยากรสำคัญ\nของประเทศ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยมีประเด็นปัญหาหลักที่ควรพิจารณา ดังนี้\n 		๑)	ปัญหาการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชน บุหรี่ไฟฟ้าได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว\nในกลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง ๑๒ - ๒๐ ปี โดยพบว่า มีการใช้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และยังส่งผลต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของเยาวชน\n 		๒)	ปัญหาการจำหน่ายโดยผิดกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์ พบว่า มีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Facebook Instagram TikTok แอปพลิเคชัน LINE และ Telegram ซึ่งเป็นช่องทางที่ยากต่อการควบคุมและตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่รัฐ\n 		๓)	ปัญหาการรับรู้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน โดยประชาชนส่วนหนึ่งยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เช่น เชื่อว่าไม่มีสารนิโคตินและปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา หรือสามารถช่วยเลิกบุหรี่ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง บุหรี่ไฟฟ้าประกอบด้วยนิโคตินในระดับสูง และยังมีสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง\nและระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ\n 		๔)	ปัญหาการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ โดยมีการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า\nจากต่างประเทศ อาทิ ประเทศจีน ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนาม โดยไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงกระบวนการควบคุมของภาครัฐ\n		๕)	ปัญหาความไม่ชัดเจนของกฎหมายที่ใช้บังคับ โดยประเทศไทยใช้มติของคณะกรรมการควบคุมยาสูบ พ.ศ. ๒๕๑๗ ห้ามการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า แต่ยังไม่มีพระราชบัญญัติ หรือกฎหมายเฉพาะ\nที่มีความชัดเจนและทันสมัยเพื่อรองรับการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ\n 		๖)	ปัญหาสุขภาพจิตจากการเสพติดนิโคติน การใช้บุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดการเสพติดสารนิโคตินอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต พฤติกรรม และการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ใช้ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน\n 		ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการวางมาตรการควบคุม\nและแก้ไขปัญหาอย่างรอบด้าน เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม ตลอดจนยกระดับกฎหมายและกลไกการบังคับใช้ให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น\n		ประเด็นที่ ๒ ปัญหายาบ้า เนื่องจากเมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๘ เจ้าหน้าที่ตำรวจ\nได้ดำเนินการจับกุมยาบ้าจำนวนมากกว่า ๑๐ ล้านเม็ด ณ ด่านตรวจเอกซเรย์ยาเสพติด ตำบลห้วยไร่\nอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ โดยจากการสอบสวนพบว่า ผู้ต้องหาลำเลียงยาบ้าจากอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ไปยังอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี หากการลำเลียงสำเร็จ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเยาวชนและความมั่นคงของประเทศ สำหรับฝ่ายนิติบัญญัติ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา ได้มีการศึกษาและแก้ไขปัญหายาเสพติดของประชาชน โดยดำเนินโครงการชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด\nแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดน่าน และจังหวัดเลย เป็นต้น รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยได้ร่วมศึกษาดูงานกับประเทศลาว เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทาง \nการป้องกันและแก้ไขปัญหาในระดับภูมิภาค ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง มีการกำหนดมาตรการลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างรุนแรง และเพิ่มบทบาทของทุกภาคส่วน\nในการปราบปรามยาเสพติดทุกประเภท เพื่อปกป้องสังคม และเยาวชนของชาติจากภัยคุกคามดังกล่าว"	นายกรัฐมนตรี 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
158	1761	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	กฎหมาย	“เหยื่อ” อยู่ไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม เมื่อ “ความล่าช้า” คือ “คำพิพากษาชีวิต”	"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งเป็นกรณีของช่างแต่งหน้าชื่อดัง\nและอดีตผู้อำนวยการกองประกวดนางงามระดับประเทศได้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการมิจฉาชีพในรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยถูกหลอกลวงให้โอนเงินหลายหมื่นบาทผ่านแอปพลิเคชัน Facebook ต่อมา ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้โพสต์ข้อความสุดท้ายในสื่อสังคมออนไลน์พร้อมแนบภาพ\nใบแจ้งความโดยแสดงความสิ้นหวังและนำไปสู่การตัดสินใจจบชีวิตตนเองในที่สุด เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมที่มีลักษณะล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ \nและไม่สามารถเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้เสียหายจำนวนมากต้องสูญเสียทรัพย์สิน ความหวังและศรัทธาในภาครัฐ ขณะเดียวกัน ประชาชนกลับต้องแบกรับภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยที่ระบบการไต่สวนยังคงใช้เวลานาน ทั้งที่ธุรกรรมทางการเงินในปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ภายในไม่กี่วินาที ปรากฏการณ์ดังกล่าว นำไปสู่ความรู้สึกไร้ที่พึ่ง และก่อให้เกิดช่องว่างในความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน และฟื้นฟูศรัทธาต่อรัฐอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอเสนอแนวทางการดำเนินการ ดังนี้\n 		๑)	การปฏิรูปกระบวนการรับแจ้งความและการสืบสวน โดยจัดตั้งศูนย์รับแจ้งความออนไลน์แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแบบเรียลไทม์ รวมถึงพัฒนาระบบติดตามสถานะคดีออนไลน์ (Case Tracking System) เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความคืบหน้าของคดีได้ด้วยตนเอง\n 		๒)	การเสริมสร้างความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ในทุกระดับ โดยบรรจุหลักสูตร “รู้เท่าทันภัยไซเบอร์” ในระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และการอบรมผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น \nเพื่อยกระดับความตระหนักรู้ของประชาชนต่อกลโกงของมิจฉาชีพในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง\n		๓)	การเร่งรัดกระบวนการดำเนินคดี และการเปิดพื้นที่รับฟังเสียงประชาชนอย่างจริงจัง โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด “ระยะเวลามาตรฐาน” ในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม\nทางไซเบอร์ พร้อมทั้งมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นระยะผ่านระบบสอบถามความคิดเห็น\nของประชาชนภายหลังการแจ้งความ เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการของภาครัฐอย่างยั่งยืน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
159	1759	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	นโยบายของรัฐบาล	พระคิลานุปัฏฐากพระผู้ปิดทองหลังพระ	"ปัจจุบันมีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกรณีเกี่ยวข้องกับสีกา ซึ่งส่งผลให้ภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาเสื่อมถอยลงในสายตาสาธารณชน อย่างไรก็ตาม ยังมีแง่มุมที่ควรส่งเสริมเกี่ยวกับบทบาทของพระสงฆ์ไทย โดยเฉพาะในด้านการสาธารณสุข โดยมีการจัดตั้ง “พระคิลานุปัฏฐาก” หรือ “พระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจำวัด” อย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังการประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง จากการสำรวจในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ พบว่า พระสงฆ์จำนวนมากมีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูง ร้อยละ ๕๕.๔ โรคอ้วน ร้อยละ ๔๔.๓ ความดันโลหิตสูง ร้อยละ ๑๘.๕ และระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร้อยละ ๑๕.๖ ส่งผลให้กรมอนามัยดำเนินการจัดหลักสูตรอบรมพระคิลานุปัฏฐาก ทั้งในรูปแบบหลักสูตร ๗๐ ชั่วโมง และ ๑๒๐ ชั่วโมง เพื่อให้พระสงฆ์\nมีความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพของตนเอง พระสงฆ์ร่วมวัด และประชาชนในชุมชน โดยเนื้อหาการอบรมครอบคลุมตั้งแต่การดูแลสุขอนามัย การทำแผล การสวนทวารและสวนปัสสาวะ การทำกายภาพบำบัด และการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง “กุฏิชีวาภิบาล” ภายในวัด เพื่อใช้เป็นสถานที่ดูแลพระสงฆ์ที่เจ็บป่วยหรืออยู่ในภาวะพึ่งพิง โดยเฉพาะพระสงฆ์สูงอายุที่มีโรคประจำตัวและประสบปัญหาขาดแคลนผู้ดูแลเนื่องจากการตัดขาดจากทางโลก\n		ปัจจุบันประเทศไทยมีพระคิลานุปัฏฐาก มากกว่า ๔,๐๐๐ รูป และมีแผนการอบรมเพิ่มเติมให้ครอบคลุมวัดจำนวน ๑๘,๑๗๑ แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้พระสงฆ์สามารถปฏิบัติภารกิจด้านการดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ช่วยเหลือผู้ป่วยซึมเศร้า ส่งเสริมการฉันอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ตลอดจนการเกษตรอินทรีย์ และแนวคิดเรื่อง “การตายดี” ผ่านการจัดทำพินัยกรรมชีวิต ทั้งนี้ พระสงฆ์บางรูป\nยังมีบทบาทเชิงสังคมที่โดดเด่น อาทิ เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมหมู่บ้านศีล ๕ และให้ความช่วยเหลือประชาชนในช่วงสถานการณ์วิกฤต อาทิ การระบาดของโรคติดต่อและอุทกภัย \nตลอดจนการส่งเสริมให้วัดทุกแห่งเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข่าวสารด้านบวกเกี่ยวกับพระสงฆ์ พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณค่าตอบแทน\nที่เหมาะสมสำหรับพระสงฆ์ผู้เสียสละเพื่อธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาในฐานะเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ\nของประชาชนต่อไป"	กระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ  ตันเจริญ) 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
160	1757	46	นายเดชา นุตาลัย	สถานการณ์บ้านเมือง	ขอให้บรรจุ “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ปรากฏบนปฏิทินประจำปี	ปัจจุบันปฏิทินประจำปีได้กำหนดวันสำคัญต่าง ๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ \nวันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันหยุดครึ่งปีธนาคาร และวันสำคัญอื่น ๆ แต่ไม่มีการกำหนด “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ไว้ในปฏิทินประจำปี ทั้งที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในประเทศไทยมีจำนวนมากถึง ๕ ล้านครัวเรือน ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีได้พิจารณากำหนด “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” \nไว้ในปฏิทินประจำปี และให้สื่อสารไปยังผู้ผลิตปฏิทินให้พิมพ์ลงในปฏิทินประจำปี เพื่อให้คนไทย\nได้เห็นความสำคัญของเกษตรกรผู้ผลิตข้าวและสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย และเพื่อให้\nผู้ที่ประกอบอาชีพทำนาได้รู้สึกภาคภูมิใจต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
161	1755	40	นายโชติชัย บัวดิษ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยองไม่มีไฟฟ้าใช้	ประชาชนในพื้นที่เทศบาลตำบลสำนักท้อน อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง บางพื้นที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ อันเนื่องมาจากที่อยู่อาศัยไม่มีเอกสารสิทธิ์ ส่งผลให้ประชาชนขาดแคลน\nพลังงานพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น ใช้เตาถ่านในการหุงข้าว เด็กนักเรียนใช้แสงสว่างจากเทียนไข\nอ่านหนังสือ และผู้พิการไม่ได้รับความสะดวก เป็นต้น ดังนั้น จึงขอให้เทศบาลตำบลสำนักท้อน \nคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ กรมป่าไม้ กรมธนารักษ์ และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ร่วมกันพิจารณา\nหาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีประชาชนในพื้นที่เทศบาลตำบลสำนักท้อน อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ไม่มีไฟฟ้าใช้โดยเร่งด่วน	รองนายกรัฐมนตรี (นายประเสริฐ จันทรรวงทอง) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
162	1753	91	นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การตั้งด่านของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ทำให้ประชาชนผู้สุจริตประสบความเดือดร้อน	"การตั้งด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น จำนวน ๓ แห่ง ปรากฏว่ามีผลกระทบต่อประชาชน ดังนี้\n 		จุดที่ ๑ การตั้งด่านตรวจบริเวณสี่แยกท่าพระ ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดขอนแก่นกับอำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม มีปริมาณรถยนต์สัญจรจำนวนมาก และลักษณะพื้นที่เป็นคอขวด เมื่อมีการตั้งด่านตรวจจึงส่งผลให้การจราจรติดขัดมากขึ้น และบางครั้งเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนที่ประชาชนต้องเดินทางไปประกอบภารกิจ\n 		จุดที่ ๒ การตั้งด่านตรวจบริเวณหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นเส้นทางที่ประชาชนใช้ในการขนส่งโค กระบือไปจำหน่ายเป็นประจำ แต่กลับถูกเรียกตรวจ\nและเสียค่าปรับบ่อยครั้ง ในบางกรณีอาจสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้ประกอบอาชีพสุจริต\n 		จุดที่ ๓ การตั้งด่านตรวจบริเวณศาลหลักเมืองจังหวัดขอนแก่นในเวลากลางคืน \nโดยมีการจับกุมและเปรียบเทียบปรับนักท่องเที่ยว ทำให้ภาพลักษณ์ของจังหวัดด้านการท่องเที่ยวเสียหาย ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่\n 		ดังนั้น จึงขอให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณากำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่\nของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นให้มีความเหมาะสม โดยกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทาง\nการตั้งด่านตรวจที่ชัดเจน คำนึงถึงความจำเป็นและบริบทของพื้นที่ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และส่งเสริมความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในจังหวัดขอนแก่นอย่างแท้จริง"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
163	1751	24	นางเจียระนัย ตั้งกีรติ	นโยบายของรัฐบาล	มาตรการค่าไฟฟ้า	"ปัญหาค่าไฟฟ้าราคาแพงที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน\nอย่างกว้างขวาง แม้รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการลดค่าไฟฟ้าเหลือ หน่วยละ ๔ บาท แล้วก็ตาม ยังคงมีข้อเรียกร้องให้ปรับลดลงอีกเป็น หน่วยละ ๓.๘๐ บาท โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงาน ทั้งนี้ ประชาชนเกิดข้อสงสัยว่า แม้ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าจำนวนมาก และไม่มีปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้า แต่เหตุใด\nค่าไฟฟ้ายังคงมีราคาสูง จากการวิเคราะห์ พบว่า สาเหตุหลักของค่าไฟฟ้าราคาแพง ประกอบด้วย\n 		๑)	การมีไฟฟ้าสำรองเกินความจำเป็น ทำให้รัฐต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) ให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน แม้ไฟฟ้าที่ผลิตจะไม่ได้ถูกใช้งานจริง\n 		๒)	ต้นทุนเชื้อเพลิงและโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และขาดความโปร่งใสในการบริหารจัดการ ส่งผลให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายแฝงในค่าไฟฟ้า\n 		๓)	การกำหนดอัตราสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนโดยอิงต้นทุนในอดีตโดยไม่สอดคล้องกับต้นทุนปัจจุบันที่ลดลงจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ประชาชนต้องรับภาระค่าไฟฟ้าเกินความจำเป็น\n		ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าราคาแพง ดังนี้\n 		๑)	ให้ลดค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) โดยอาศัยอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการสนับสนุนจากกระทรวงพลังงาน โดยในช่วงเปลี่ยนผ่านสามารถใช้เงินจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า และกลไกการชดเชยข้ามกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่หน่วยละ ๓.๘๐ บาท\n		๒)	ทบทวนและยุติสัญญากับโรงไฟฟ้าเอกชนที่ไม่มีความจำเป็น หรือมีต้นทุนการผลิตสูง โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน จัดทำข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตไฟฟ้าทั้งระบบ เพื่อนำเสนอแก่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เพื่อทบทวนแผนพลังงานให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง\n		๓)	เปิดตลาดเสรีไฟฟ้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยกำหนดสิทธิในการเข้าถึงระบบ\nสายส่งไฟฟ้า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยหรือภาคประชาชนสามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบได้โดยตรง 											     \nภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม โดยให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และ กฟผ. ร่วมดำเนินการและให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง กำกับดูแลด้านธรรมาภิบาล"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
164	1749	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	สถานการณ์บ้านเมือง	มาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา	"ที่ปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายรูปมีความสัมพันธ์\nกับหญิงรายหนึ่ง อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดวินัยสงฆ์ขั้นร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น\nและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง โดยหญิงดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ และมีประวัติการเสียพนันเป็นมูลค่าสูงถึงสิบล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการออกหมายจับพระผู้ใหญ่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จำนวน ๔๐๘ แห่งทั่วประเทศ โดยมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการบริหารเงินเดือนของครูและบุคลากรในโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ยังไม่ได้รับเงินเดือน และยังมีกรณีทุจริตงบประมาณค่าภัตตาหาร (อาหารกลางวันของสามเณร) ในโรงเรียนพระปริยัติธรรมในพื้นที่ภาคใต้ เป็นมูลค่ากว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งยังไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงใด ๆ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ครูและพระสงฆ์ในโรงเรียนพระปริยัติธรรมไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือสวัสดิการที่เหมาะสม เช่น ค่าตอบแทนตามวิทยฐานะที่ยังคงเป็นอัตราเดียว เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท และไม่มีสวัสดิการที่ชัดเจน สะท้อนถึงความล้มเหลวในเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการคณะสงฆ์ \nและการกำกับดูแลของภาครัฐ โดยเฉพาะประเด็นการเสพเมถุน ซึ่งตามพระวินัยถือว่าอาบัติปาราชิก \nแต่กฎหมายของรัฐยังมิได้บัญญัติให้เป็นความผิด ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบขาดประสิทธิภาพ \nและไม่สามารถเอาผิดได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและปฏิรูปอย่างเร่งด่วนในประเด็นสำคัญ ดังนี้\n\n๑) ปรับปรุง…\n		๑) ปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพระพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. .... ซึ่งได้มีการยกร่างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ - ๒๕๖๕\n		๒) ดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ หรือเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ เพื่อรองรับการส่งเสริมและคุ้มครองพระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ\n 		๓) เร่งรัดการแก้ไขปัญหาสิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนของครูและบุคลากรในโรงเรียนพระปริยัติธรรมให้มีความเป็นธรรมและเท่าเทียมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทอื่น ๆ รวมถึงควรดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตงบประมาณค่าภัตตาหารของสามเณรในโรงเรียนพระปริยัติธรรม\nในพื้นที่ภาคใต้โดยเร็ว เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเรียกคืนความเชื่อมั่นต่อระบบการบริหารงานคณะสงฆ์และการศึกษาพระพุทธศาสนา"	รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
165	1747	77	นางเบ็ญจมาศ อภัยทอง	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาด้านการศึกษา	"ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของนักศึกษาใหม่ระดับอุดมศึกษา ในปีการศึกษา ๒๕๖๘ และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยเฉพาะในจังหวัดที่ไม่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ เช่น จังหวัดพิจิตร ซึ่งนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จำเป็นต้องเดินทางไปศึกษาต่อในจังหวัดอื่น ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อาทิ ค่าหอพักและค่าอาหาร ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจาก กยศ. เพื่อใช้ในการศึกษา\n		ในปีการศึกษา ๒๕๖๘ ถึงแม้นักศึกษาใหม่จะเป็นผู้กู้ยืมรายเก่าที่เคยได้รับการอนุมัติจาก กยศ. แล้ว ยังจำเป็นต้องสำรองจ่ายค่าเล่าเรียนก่อน โดยค่าใช้จ่ายในระดับอุดมศึกษาเฉลี่ยอยู่ที่\nภาคการศึกษาละ ๑๖,๐๐๐ - ๒๕,๐๐๐ บาท ซึ่งถือเป็นภาระหนักสำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับผู้กู้ยืมที่ศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งสามารถเข้าศึกษาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย ทำให้เกิดข้อเรียกร้องให้พิจารณาทบทวนแนวทางช่วยเหลือ เช่น อนุญาตให้ชำระเพียงบางส่วนเพื่อยืนยันสิทธิการเข้าศึกษา และชำระส่วนที่เหลือภายหลังจากได้รับเงินกู้จาก กยศ. อีกประเด็นหนึ่งคือ ปัญหาการจำกัดจำนวนผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ. ในปีการศึกษา ๒๕๖๘ \nโดยมีรายงานจากผู้ปกครองว่าสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งแจ้งว่าจะมีการคัดเลือกผู้กู้ยืมอย่างเข้มงวด โดยไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน สร้างความไม่มั่นใจและกังวลต่อกลุ่มนักศึกษาที่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้ ทั้งนี้ จึงมีข้อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n 		๑)	หากนักศึกษาไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้จะมีมาตรการรองรับอย่างไร\n 		๒)	การดำเนินการจำกัดจำนวนผู้กู้ยืมนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๕๔ หรือไม่ ซึ่งบัญญัติให้รัฐต้องสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาสำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ และให้จัดตั้งกองทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
166	1745	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาสารพิษจากเหมืองแร่และแนวทางการบริหารจัดการในพื้นที่จังหวัดเชียงราย	"สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้รายงานผลการตรวจสอบพบสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำผิวดินของแม่น้ำสำคัญในภาคเหนือของประเทศไทย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง จากการตรวจสอบ จำนวน ๖ ครั้ง พบว่า ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีสารหนูปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน (ข้อมูล ณ วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๘) โดยแหล่งที่มาของสารพิษดังกล่าว มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา แนวทางการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องมีการเจรจาระหว่างประเทศไทย\nกับประเทศเมียนมา ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐควรดำเนินการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ สกสว. \nอยู่ระหว่างการพัฒนาแอปพลิเคชันที่มีลักษณะคล้ายกับระบบ “Traffy Fondue” เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้ AI Chatbot เป็นเครื่องมือสื่อสารและประมวลผลข้อมูลเพื่อให้การสื่อสารกับประชาชนมีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้น เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการแบบบูรณาการและมีประสิทธิภาพ จึงมีข้อเสนอให้จัดตั้ง “ศูนย์ติดตามคุณภาพน้ำจังหวัดเชียงราย” โดยมีแนวทาง ดังนี้\n 		๑)	กำหนดให้มีหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่รวบรวมและสื่อสารข้อมูลด้านคุณภาพน้ำเพียงหน่วยงานเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนและลดความล่าช้าในการดำเนินการ\n 		๒)	จัดให้มีการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเป็นประจำทุกเดือน โดยใช้ชุดตรวจมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งพื้นที่\n 		๓)	จัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง \nโดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนภายใต้กลไก CSR\n 		๔)	ส่งเสริมการสื่อสารกับประชาชนผ่านผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น \nและสถานศึกษาในพื้นที่ โดยใช้ภาษาท้องถิ่นและสื่อที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูล\nได้อย่างถูกต้องและทั่วถึง"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
167	1743	138	นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย	นโยบายของรัฐบาล	ความก้าวหน้า ภาระงาน และค่าตอบแทนของบุคลากรด้านสาธารณสุข	"ได้รับการร้องเรียนจากบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ได้รับความเดือดร้อนเกี่ยวกับความก้าวหน้าในหน้าที่ ภาระงานและค่าตอบแทน โดยสามารถสรุปประเด็นหลักได้ ๓ กลุ่มวิชาชีพ ดังนี้\n 		๑)	กลุ่มสหวิชาชีพในโรงพยาบาลชุมชน ประกอบด้วย นักรังสีการแพทย์ เทคนิคการแพทย์ ทันตสาธารณสุข และนักสาธารณสุขชุมชน ได้ร้องเรียนว่ากลุ่มสหวิชาชีพต้องปฏิบัติงานด้วยภาระงานที่หนัก อัตรากำลังไม่เพียงพอ และบางรายต้องทำงานเพียงลำพัง ทั้งยังมีงานด้านเอกสารและด้านบริหารเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ ค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงและภาระงาน อีกทั้ง เส้นทางความก้าวหน้าในราชการถูกจำกัดเพียงระดับชำนาญการแตกต่างจากวิชาชีพอื่นที่สามารถเลื่อนขึ้นถึงระดับชำนาญการพิเศษ ซึ่งสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรม โดยข้อเสนอของกลุ่มสหวิชาชีพ คือ\n 			(๑)	เพิ่มอัตรากำลังบุคลากร\n 			(๒)	ปรับค่าตอบแทนให้เหมาะสม\n 			(๓)	พัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าให้ทัดเทียมวิชาชีพอื่น\n 			(๔)	สนับสนุนทรัพยากรและเครื่องมือในการปฏิบัติงาน\n 			(๕)	ลดภาระงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน\n 		๒)	กลุ่มพยาบาลวิชาชีพ ได้มีหนังสือร้องเรียนจากพยาบาลระดับชำนาญการเกี่ยวกับค่าตอบแทน ชั่วโมงการทำงาน และความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ โดยเสนอว่า ควรพิจารณาให้พยาบาล\nที่เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นชำนาญการพิเศษย้อนหลัง เนื่องจากเป็นผู้ที่ปฏิบัติงานมาอย่างยาวนาน จึงขอเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณา ดังนี้\n 			(๑)	บรรจุและแต่งตั้งพยาบาลวิชาชีพเป็นข้าราชการพลเรือนตั้งแต่เริ่มรับราชการ\n 			(๒)	ปรับระดับเงินเดือนเริ่มต้นของพยาบาลวิชาชีพเป็น ๓๐,๐๐๐ บาท\n 			(๓)	กำหนดให้การทำงานล่วงเวลาไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์\n 			(๔)	ให้พยาบาลชำนาญการเลื่อนขึ้นเป็นชำนาญการพิเศษโดยอัตโนมัติ\n 		๓)	กลุ่มทันตาภิบาล โดยทันตาภิบาลมีบทบาทในการให้บริการด้านทันตกรรม\nขั้นพื้นฐานและส่งเสริมสุขภาพช่องปากในโรงพยาบาลชุมชนและ รพ.สต. มาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะ โดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) ยังไม่พิจารณากำหนดให้ตำแหน่งทันตาภิบาลเป็นตำแหน่งวิชาชีพ ไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ จึงทำให้ไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เทียบเท่ากับวิชาชีพอื่น เช่น เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุข (พ.ต.ส.) เงินประจำตำแหน่ง และเงินค่าใบประกอบวิชาชีพ จึงเสนอให้พิจารณา ดังนี้\n			(๑)	กำหนดให้ตำแหน่งทันตาภิบาลเป็นตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะ\n			(๒)	ปรับปรุงเส้นทางความก้าวหน้าในสายงาน\n 			(๓)	ส่งเสริมให้มีการศึกษาต่อเฉพาะทาง\n			(๔)	ปรับค่าตอบแทนของลูกจ้างรายวัน รายเดือน และเงิน พ.ต.ส. ให้เหมาะสม\n 			(๕)	จัดทำพระราชบัญญัติหรือกฎหมายที่รองรับตำแหน่งทันตาภิบาล"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
168	1741	35	นายชิบ จิตนิยม	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาเส้นทางวิบากทองผาภูมิ - สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี	คณะอนุกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี พบปัญหาด้านความปลอดภัยในการเดินทางระหว่างการศึกษาดูงานที่จังหวัดกาญจนบุรี บนทางหลวงแผ่นดิน\nหมายเลข ๓๒๓ สายทองผาภูมิ - สังขละบุรี บริเวณเนินช้างร้อง อำเภอสังขละบุรี ซึ่งเกิดอุบัติเหตุเกือบทุกวัน โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนจากสภาพถนนที่คดเคี้ยว ลาดชัน แคบ และไม่ปลอดภัย และจากเหตุการณ์รถตู้โดยสารของคณะอนุกรรมาธิการฯ ต้องแตะเบรกเพื่อชะลอให้รถบรรทุกขนาดใหญ่สวนลงมา จากนั้นต้องเร่งเครื่องอย่างแรงแต่รถกลับถอยลงมาจนเกือบชนรถตู้โดยสารคันต่อมาของคณะ และเกือบจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น\nกับคณะอนุกรรมาธิการฯ เป็นภาพสะท้อนถึงปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญมานาน ถึงแม้ว่าผู้ปรึกษาหารือได้เคยร้องเรียนมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข นอกจากนี้ ถนนสายดังกล่าวมีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดกาญจนบุรี เพราะเชื่อมต่อกับด่านการค้าชายแดนพระเจดีย์สามองค์ ซึ่งมีมูลค่าการค้า ปีละมากกว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และยังเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้ และมีผลกระทบ\nต่อธุรกิจขนส่ง และธุรกิจการท่องเที่ยว จนต้องมีการตกลงแบ่งวันใช้ถนนเพื่อบรรเทาความแออัด อีกทั้ง เมื่อเกิดอุบัติเหตุกับรถบรรทุกขนาดใหญ่จะส่งผลให้การจราจรแออัด ทำให้รถติดเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานานในการนำรถที่ประสบอุบัติเหตุออกนอกเส้นทาง ซึ่งส่งผลถึงการช่วยเหลือทางการแพทย์ ทำให้มีความล่าช้าในการช่วยเหลือหรือเคลื่อนย้ายผู้ประสบเหตุ เพราะรถพยาบาลไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงคมนาคม เร่งดำเนินการขยายช่องจราจร จาก ๒ ช่องจราจร เป็น ๔ ช่องจราจร เพื่อความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้เส้นทาง และบรรเทาความแออัดของการจราจร ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดกาญจนบุรีในระยะยาว	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
169	1739	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	วงงานรัฐสภา	ความเดือดร้อนของผู้ค้าอาหารในรัฐสภา	จากกรณีการยกเลิกสัญญาผู้จำหน่ายอาหารภายในโรงอาหารอาคารรัฐสภา\\nฝั่งสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีผลในวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้สร้างความเดือดร้อนและความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการรายย่อยที่ดำเนินกิจการมาอย่างต่อเนื่อง บางรายมีประวัติการประกอบกิจการ\\nมาเกินกว่า ๑๕ ปี โดยการยุติสัญญาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับพื้นที่เป็นห้องรับรองสมาชิกรัฐสภา\\n ทั้งที่ปัจจุบันมีห้องรับรองจำนวนมากอยู่แล้ว และไม่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย\\nก่อนดำเนินการ การแจ้งยกเลิกสัญญาล่วงหน้าเพียง ๓๗ วัน ทำให้ผู้จำหน่ายอาหารไม่มีเวลาเพียงพอ\\nในการวางแผนหรือหาสถานที่ประกอบกิจการใหม่ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของผู้ประกอบการ รวมถึงกลุ่มผู้ใช้บริการภายในรัฐสภา เช่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานประจำตัวสมาชิกรัฐสภา สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป จำนวนมากกว่า ๕,๐๐๐ คน ที่จะประสบปัญหาการขาดแคลนบริการอาหาร ทั้งนี้ ยังมีความกังวลต่อแนวทางของคณะกรรมการสวัสดิการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่มีแผนจะให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาบริหารจัดการโรงอาหารแห่งใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาจำหน่าย ความหลากหลายของอาหาร และความเป็นธรรมในการให้โอกาสแก่ผู้ประกอบการรายเดิมที่สมควรได้รับสิทธิเข้าร่วมอย่างเท่าเทียม ด้วยเหตุนี้ หากรัฐสภามีความมุ่งมั่นในการรักษาหลักความโปร่งใส ความเป็นธรรม และเป็นที่พึ่งของประชาชน จึงควรเปิดเผยแผนการดำเนินงาน กระบวนการคัดเลือกผู้ประกอบการรายใหม่ และแนวทางในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อมิให้รัฐสภากลายเป็นสัญลักษณ์ของความเหลื่อมล้ำที่เอื้อประโยชน์แก่ทุนขนาดใหญ่ แต่ขณะเดียวกันกลับละเลยผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้ร่วมดำเนินงานและให้บริการแก่รัฐสภาอย่างต่อเนื่องมายาวนาน ดังนั้น จึงขอให้ประธานรัฐสภาพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่ผู้จำหน่ายอาหารที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวโดยเร่งด่วน	ประธานรัฐสภา	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
170	1737	107	นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการหยุดให้บริการของศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย (TTRS)	ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย (TTRS) ดำเนินงาน\\nภายใต้การดูแลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนความเท่าเทียมให้แก่ผู้พิการ\\nมาตลอดระยะเวลา ๑๒ ปี โดยให้บริการแล้วกว่า ๒.๗ ล้านครั้ง ให้กับผู้ใช้มากกว่า ๕๑,๐๐๐ ราย ขณะนี้ศูนย์ทีทีอาร์เอสต้องหยุดให้บริการชั่วคราว เป็นผลมาจากความล่าช้าในการอนุมัติงบประมาณจากกองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (Universal Service Obligation : USO) \\nซึ่งสะสมมากว่า ๒ ปี ทำให้ศูนย์ทีทีอาร์เอส ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายถึง ๑๕๐ ล้านบาท โดยยังไม่มีกรอบเวลา\\nที่แน่นอนในการแก้ไข แม้โครงการจะผ่านการพิจารณาเบื้องต้นแล้วก็ตาม ความล่าช้านี้ไม่ใช่เพียงปัญหาทางธุรการ แต่เป็นการตัดสิทธิ์ของผู้พิการที่ต้องเผชิญความยากลำบากจากการไม่มีช่องทางการสื่อสาร\\nที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตประจำวัน การขาดล่ามส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล \\nการทำธุรกรรม และการติดต่อภาครัฐ สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและการละเลยต่อพันธะของรัฐในการสนับสนุนสิทธิ์ความเสมอภาคของประชาชนทุกกลุ่ม ดังนั้น จึงขอให้ กสทช. ประสานงาน\\nกับคณะกรรมการบริหารกองทุน USO เพื่อเร่งรัดการอนุมัติงบประมาณให้แก่ศูนย์ทีทีอาร์เอสอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติ และคืนความเท่าเทียมในการสื่อสารแก่ผู้พิการโดยเร็ว	ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2568	2025-07-15T00:00:00
171	1735	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	การแจ้งเตือนเรื่องกับระเบิดให้แก่ประชาชนตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา	เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ กำลังพลจากหน่วยร้อย ร.๖๐๒๑ ฐานปฏิบัติการมรกต จังหวัดอุบลราชธานี ประสบเหตุเหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระเวน เป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าซ้ายขาด ๑ นาย และได้รับแรงระเบิด มีอาการแน่นหน้าอก ๒ นาย บาดเจ็บ ๓ นาย โดยขณะนี้ ทหารไทยทั้ง ๓ นายได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากนั้น ระหว่างวันที่ ๑๘ - ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๘ กองทัพภาคที่ ๒ ได้ส่งหน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบพื้นที่ พบว่ามีการวางกับระเบิดชนิดสังหารบุคคล (PMN-2) จำนวน ๗ - ๘ ลูก โดยพยานหลักฐานแวดล้อมบ่งชี้ว่าเป็นการวางระเบิดใหม่ คาดว่ายังมีระเบิดวางไว้ใหม่อีกประมาณ ๑๐๐ ลูก จึงได้ทำการปรับพื้นที่พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพราะการวาง\nกับระเบิดชนิดสังหารบุคคล (PMN-2) ในบริเวณชายแดน ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ. ๑๙๙๗ และต่อมา เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘ กระทรวงการต่างประเทศได้ส่งหนังสือประท้วงไปยังประเทศกัมพูชา พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเป็น\nผู้วางระเบิดรุกล้ำอธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งประเทศกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และระบุว่าทหารไทยล้ำเข้าไปในพื้นที่ระเบิดเก่า ซึ่งเหตุการณ์ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อ\nความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา \nโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ซึ่งใช้เส้นทางธรรมชาติตามวิถีชีวิตชนบท รวมถึงผู้ลักลอบเดินทางเข้าออกระหว่างทั้งสองประเทศ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา \nให้เพิ่มความระมัดระวังการดำเนินชีวิตในช่วงเวลานี้	นายกร้ฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
172	1733	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	นโยบายของรัฐบาล	พระพุทธศาสนาเปรียบเสมือนรากแก้วของสังคมไทย อย่าปล่อยปละละเลยให้รากแก้วต้องผุพัง โดยปราศจากการแก้ไขปัญหา	"สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อศรัทธาของประชาชน จากกรณีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสีกาคนหนึ่ง และพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ในหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยมีลักษณะเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายการฟอกเงินผ่านวัด ส่งผลให้พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ต้องแอบลาสิกขาและสอบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์เหล่านี้มิได้ส่งผลกระทบเฉพาะวงการคณะสงฆ์เท่านั้น หากแต่ยังทำให้ประชาชนทั่วประเทศเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในบทบาทของวัดและพระสงฆ์ ตลอดจนตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของศาสนา ทั้งยังมีเหตุการณ์ล่าสุดที่วัดชื่อดังต้องยกเลิกพิธีเวียนเทียนเนื่องจากเจ้าอาวาสหายตัวไป และมีชื่อพัวพันกับกรณีสีกาคนดังกล่าวอีกด้วย\n	 	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือยังคงยึดมั่นในพระพุทธศาสนา และหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยยึดถือหลัก ๓ ดี คือ คิดดี ทำดี พูดดี ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมสงบสุข เชื่อมั่นว่าพระพุทธศาสนาเป็นรากแก้วของสังคมไทย ซึ่งถ้าปล่อยให้รากแก้วนี้ผุพังโดยปราศจากการแก้ไข ประเทศชาติจะขาดเสาหลักทางจิตใจไปอย่างถาวร การปรึกษาหารือเรื่องนี้มิใช่เพื่อโจมตีหรือลบหลู่ศาสนา หากแต่ต้องการสะท้อนปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ถ้าสังคมไทยไม่ร่วมกันรักษาศรัทธาและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง วิกฤตศีลธรรมอาจลุกลามเป็นวิกฤตของสังคมดังนั้น ขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนา อย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการปฏิรูปการตรวจสอบบัญชีและทรัพย์สินของวัดให้มีความโปร่งใส และสนับสนุนให้มีกลไกที่เอื้อให้พระสงฆ์ผู้ยึดมั่นในพระธรรมวินัยได้รับการยอมรับ \nและปฏิบัติศาสนกิจอย่างเหมาะสม "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
173	1731	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การติดตามเงินชดเชยเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๗	ประชาชนในพื้นที่บ้านถ้ำผาจม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๗ ซึ่งเวลาผ่านมากว่า ๑๑ เดือนแล้ว แต่ยังมิได้รับเงินช่วยเหลือ\nหรือการเยียวยาจากภาครัฐ แม้ประชาชนได้ติดตามเรื่องการเยียวยามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ อาจมีสาเหตุจากการดำเนินการที่ตกหล่นตั้งแต่ต้น กระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า และการประสานงาน\nที่ยังไม่สมบูรณ์จากหลายหน่วยงาน ขณะเดียวกัน ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คาดว่าจะมีพายุโซนร้อน “วิภา” เคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุทกภัยและสร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ ประชาชนบางรายเปิดเผยว่า เมื่อครั้งที่เกิดเหตุอุทกภัย ต้องกู้ยืมเงินมาใช้ในการทำความสะอาดบ้านเรือนเพื่อกลับเข้าอยู่อาศัย ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณ\nเพื่อเยียวยาประชาชนกลุ่มที่ตกหล่นในพื้นที่บ้านถ้ำผาจม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นจำนวนเงินประมาณ ๔.๕ ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เสริมสร้างกำลังใจ และเตรียมความพร้อมรับมือ\nกับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นซ้ำอีก	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
174	1729	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนในตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒	"การดำเนินการแก้ไขปัญหาการจัดที่ดินทำกินให้แก่ชุมชนในตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ และกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี \nเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ซึ่งกำหนดให้ใช้เกณฑ์การพิจารณาที่ดินที่มีร่องรอยการทำประโยชน์โดยใช้ข้อมูลของสภาพที่ปรากฏตามภาพถ่ายทางอากาศสี (Ortho photo) ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เปรียบเทียบกับข้อมูลของสภาพที่ปรากฏตามภาพถ่ายดาวเทียมโครงการจัดทำข้อมูลสภาพพื้นที่ป่าไม้ ปี พ.ศ. ๒๕๕๗ - ๒๕๕๘ ทำการวิเคราะห์/ประเมินสภาพ เพื่อพิจารณาให้สิทธิในที่ดินแก่ราษฎร ปรากฏว่าการปฏิบัติ\nตามมาตรการดังกล่าวไม่สามารถครอบคลุมพื้นที่ทำกินของประชาชนที่ใช้ที่ดินทำการเกษตรในระบบ\nไร่หมุนเวียนและวนเกษตรในรูปแบบต่าง ๆ โดยประชาชนในตำบลแม่วิน จำนวน ๑๙ หมู่บ้าน มีที่ดิน\nที่ได้รับสิทธิ จำนวน ๔๖,๕๗๓ ไร่ และมีที่ดินที่ไม่ได้รับสิทธิ จำนวน ๑๑,๙๗๐ ไร่ ส่งผลให้ประชาชน\nในพื้นที่เกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม\n		กรณีตัวอย่าง ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ บ้านหนองเต่า หมู่ที่ ๔ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยและทำกินมาก่อนที่ทางราชการจะประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยชุมชนดังกล่าวมีวิถีการทำการเกษตรที่เกื้อกูลกับป่า\nและธรรมชาติ คือ ระบบไร่หมุนเวียนและวนเกษตรควบคู่กับการจัดการป่าชุมชนที่ได้รับการสืบทอด\nและพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ เป็นต้นมา ชุมชนบ้านหนองเต่าและทุกหมู่บ้าน\nในตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลแม่วินดำเนินการสำรวจพื้นที่ครอบครองทำประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยและทำกิน โดยจัดทำข้อมูลทะเบียนประวัติการใช้ที่ดิน\nรายแปลงเพื่อมอบให้แก่ราษฎรครบทุกรายเมื่อปี ๒๕๖๒ แต่ปรากฏว่ากรมป่าไม้ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินโครงการตามคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้ระบุว่ามีที่ดินเพียงบางส่วนที่สามารถ\nได้รับรองสิทธิได้ และมีที่ดินแปลงจำนวนมากที่ไม่สามารถพิจารณารับรองสิทธิได้ กล่าวโดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ มีที่ดินที่ไม่สามารถพิจารณารับรองสิทธิ จำนวนมากถึง ๒๘๒ แปลง ดังนั้น ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณา ดังนี้ \n		(๑) การปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณา\n		ขอให้กรมป่าไม้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การพิจารณารับรองการอยู่อาศัยและทำกินของราษฎรในพื้นที่จริง โดยพิจารณาจากร่องรอยการทำประโยชน์ตามกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ โดยพิจารณาเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ ดังนี้\n	(๑.๑) ใช้หลักฐานภาพถ่ายเพิ่มเติม คือ ภาพถ่ายทางอากาศสี (Ortho photo) ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๔๕ และภาพถ่ายจากดาวเทียม ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๕๗ \n	(๑.๒) ใช้หลักฐานอื่นที่ไม่ใช่แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศสี และภาพถ่ายจากดาวเทียม เช่น ร่องรอยการปลูกพืช ร่องรอยการปลูกไม้ยืนต้น รวมถึงพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้นำชุมชน \n	(๑.๓) ใช้หลักฐานรับรองจากทางราชการ เช่น ข้อมูลทะเบียนประวัติรับรองการใช้ประโยชน์ที่ดินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น\n		(๒) การจัดตั้งพื้นที่นำร่อง โดยขอให้กรมป่าไม้มอบหมายให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ ๑ (เชียงใหม่) ใช้ชุมชนบ้านหนองเต่า หมู่ที่ ๔ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่นำร่อง\nในการปฏิบัติการตามแนวทางและหลักเกณฑ์ตามที่เสนอในข้อ (๑)"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
175	1727	46	นายเดชา นุตาลัย	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้กำหนดหน่วยงานเจ้าภาพทำหน้าที่ตรวจสอบและวิเคราะห์ข้าวสายพันธุ์ใหม่และปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าว ให้ดำเนินการเสร็จสิ้นในหน่วยงานเดียว หรือศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) 	"สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษา\nและพัฒนาระบบข้าวครบวงจร ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา พร้อมด้วย\nคณะอนุกรรมาธิการฯ ร่วมกับสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย (THAI SEED TRADE ASSOCIATION : THASTA) ได้เดินทางลงพื้นที่ ณ จังหวัดสุพรรณบุรี พบประเด็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุง\nและพัฒนาพันธุ์ข้าว คือ หลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐไม่ให้การสนับสนุนงบประมาณสำหรับการปรับปรุง\nและพัฒนาพันธุ์ข้าว รวมทั้งไม่มีการประชุมร่วมกับภาคเอกชนที่ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าว โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการดำเนินการที่มีความเสี่ยง ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพได้อย่างเพียงพอ และส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของ\nภาคการเกษตรของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเวียดนามซึ่งมีภาคเอกชนเป็นผู้ผลิต\nเมล็ดพันธุ์ข้าว ทำการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลเวียดนามทำหน้าที่สนับสนุนสายพันธุ์ข้าว แนวทางดังกล่าวทำให้ประเทศเวียดนามสามารถผลิตพันธุ์ข้าวใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่การปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวของประเทศไทยกลับประสบปัญหาหลายประการ ดังนี้ \n(๑) ปัญหาการตรวจสอบและรับรองคุณภาพ เมื่อภาคเอกชนสามารถปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวได้ \nจะประสบปัญหาในการขอรับการตรวจสอบ เนื่องจากศูนย์ตรวจสอบต่าง ๆ ไม่ยอมรับการตรวจสอบ \nจึงต้องนำส่งเฉพาะที่กรมการข้าวเท่านั้น และ (๒) ปัญหาการออกใบรับรองพันธุ์พืช ขั้นตอนการออก\nใบเลขทะเบียนประจำพันธุ์ (พ.พ.) ประสบปัญหาความล่าช้า โดยในทางปฏิบัติ กรมการข้าวทำหน้าที่วิเคราะห์และตรวจสอบมาตรฐานตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๑๘ (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) จากนั้นส่งให้กรมวิชาการเกษตรออกเลขทะเบียนประจำพันธุ์ (พ.พ.) แต่กรมการข้าวกลับอ้างว่าไม่รู้จักพันธุ์ข้าวชนิดที่ส่งให้วิเคราะห์และตรวจสอบ เห็นได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากขั้นตอนการปฏิบัติงานหน่วยงาน\nในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้น ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณา ดังนี้\n		(๑) ขอให้กำหนดหน่วยงานเจ้าภาพทำหน้าที่ตรวจสอบและวิเคราะห์ข้าวสายพันธุ์ใหม่\nให้เสร็จสิ้นในหน่วยงานเดียว หรือศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการภาคเอกชน\n		(๒) ขอให้ปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าว การออกใบเลขทะเบียนประจำพันธุ์ (พ.พ.) ให้มีความกระชับและเสร็จสิ้นภายในหน่วยงานเดียว หรือศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและความซับซ้อนของระบบราชการ\n		(๓) ขอให้ส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยเพื่อปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย เพื่อให้เกษตรกรมีพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่หลากหลายเป็นทางเลือกในการทำนาปลูกข้าว ซึ่งจะส่งผลให้ภาคการเกษตรของประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
176	1725	113	นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา	ความเดือดร้อนของประชาชน	ผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา	"เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ทหารไทยจำนวน ๓ นาย สังกัดกองร้อยทหารราบ\nที่ ๖๐๒๑ ได้เหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติการลาดตระเวนจากฐานปฏิบัติการมรกตไปยังบริเวณเนิน ๔๘๑ ใกล้พื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศกัมพูชา เป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าซ้ายขาด ๑ นาย และได้รับแรงระเบิด มีอาการแน่นหน้าอก ๒ นาย ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ. ๑๙๙๗ โดยขณะนี้ ทหารไทยทั้ง ๓ นายได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี\n		เหตุการณ์ความรุนแรงที่ประเทศกัมพูชาได้กระทำในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา ยังคงเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนเป็นอันมาก ซึ่งเป็น\nผลสืบเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา โดยประเทศกัมพูชา\nได้อ้างสิทธิ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตแดนประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม \nและปราสาทตาเมือนโต๊ด ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และปราสาทตาควาย ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ กรณีข้อพิพาทเกาะกูด จังหวัดตราด ซึ่งเป็นที่มาของการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีป\nทับซ้อนกัน (MOU 2544) และกรณีประเทศกัมพูชาได้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรบนภูมะเขือ ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อาทิ สร้างป้อมทหารและรั้วล้อมรอบพื้นที่ รวมทั้งติดตั้งกระเช้าขึ้นลง\nภูมะเขือ เพื่อใช้ในการขนส่งเสบียง ซึ่งเข้าข่ายเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมหรือภูมิประเทศ\nในบริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์กันอยู่ และถือว่าเป็นการละเมิดต่อบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 2543) ดังนั้น เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยและความปลอดภัยของประชาชน ขอปรึกษาหารือไปยังรัฐบาล ดังนี้\n		(๑) สืบเนื่องจากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขณะปฏิบัติการลาดตระเวน \nเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน \nและการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ. ๑๙๙๗ รัฐบาลควรพิจารณาวางมาตรการแก้ไขปัญหาการวาง\nกับระเบิดชนิดสังหารบุคคล (PMN-2) รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนไทย - กัมพูชา\n		(๒) รัฐบาลควรมีหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังประเทศกัมพูชา กรณีประเทศกัมพูชาทำการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมหรือภูมิประเทศในบริเวณภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 2543) และกรณีข้อพิพาทเกาะกูด จังหวัดตราด\n		(๓) รัฐบาลควรพิจารณายกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 2543) และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) รวมทั้งยกเลิกแผนที่มาตราส่วน ๑:๒๐๐,๐๐๐ ที่ประเทศกัมพูชาใช้ในการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ที่มีข้อขัดแย้งดังกล่าว โดยเร็วที่สุด"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
177	1723	198	นายเอกชัย เรืองรัตน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	(๑)ขอให้ซ่อมแซมถนนใต้วงแหวนแยกกาญจนาภิเษก - ลำลูกกา (๒)ขอให้แก้ไขปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างที่มีสภาพชำรุดบนถนนในบริเวณสวนวารีภิรมย์ - บ้านพักผู้สูงอายุบึงสะแกงาม  	จากถนนรอบนอกกรุงเทพมหานครฝั่งด้านตะวันออก (ทางหลวงพิเศษหมายเลข ๙) ช่วงทางแยกต่างระดับลำลูกกา ใต้ถนนกาญจนาภิเษก บริเวณซอยลำลูกกา ๓๘/๑ ถนนมีขนาดแคบ \\nผิวถนนขรุขระ และไม่มีเส้นจราจร ส่งผลให้การเดินทางสัญจรไม่สะดวก และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น ขอให้กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการซ่อมแซมถนนดังกล่าวเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางสัญจรให้กับประชาชนโดยเร็ว\\nถนนในบริเวณสวนวารีภิรมย์ - บ้านพักผู้สูงอายุบึงสะแกงาม เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ไฟฟ้าส่องสว่างได้ชำรุดประมาณ ๒๐ ดวง จากจำนวนไฟฟ้าส่องสว่างทั้งหมดที่มีประมาณ ๘๐ ดวง เป็นเหตุให้ในช่วงเวลาพลบค่ำ ประมาณ ๑๘.๐๐ - ๑๙.๐๐ นาฬิกา บริเวณดังกล่าว\\nมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ประกอบกับบริเวณดังกล่าวติดกับพื้นที่นาข้าวซึ่งอาจจะมีงูหรือสัตว์ร้ายอื่น\\nที่เป็นอันตรายกับประชาชนที่มาออกกำลังกายในบริเวณสวนวารีภิรมย์และมองไม่เห็นงูหรือสัตว์ร้ายอื่น\\nที่อยู่ในความมืด ดังนั้น ขอให้กรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการ\\n	กระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
178	1721	40	นายโชติชัย บัวดิษ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจังหวัดระยอง	"ประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยองประสบปัญหาความเดือดร้อน ดังนี้ 	 \n		(๑) ปัญหาคนร้ายลักลอบขโมยหม้อแปลงไฟฟ้าส่องสว่างบนถนนสายห้วยโป่ง - หนองบอน บริเวณโค้งไทย - เยอรมัน เป็นเหตุให้ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างในเวลากลางคืน ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนบ่อยครั้ง และทำให้ประชาชนใช้ถนนสายนี้ในการสัญจรต้องเสี่ยงกับปัญหาความไม่ปลอดภัยในการเดินทาง\n		(๒) ปัญหาชาวต่างชาติที่พักอาศัยอยู่ในจังหวัดระยองขับรถยนต์โดยไม่เคารพกฎจราจรและก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนบ่อยครั้ง ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันการอบรมกฎจราจร \nและการสอบเพื่อขอใบอนุญาตขับขี่สำหรับชาวต่างชาติ\n		(๓) ปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติลักลอบทำงานในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดกวดขันปัญหาชาวต่างชาติลักลอบทำงานในประเทศไทย   \n		(๔) ปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดในหมู่เยาวชน ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากยาเสพติดมีราคาถูก เป็นเหตุให้เยาวชนเข้าถึงยาเสพติดได้ง่าย ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ปัญหายาเสพติด\nอย่างจริงจัง\n		(๕) ปัญหาที่จอดรถของโรงพยาบาลระยองไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้มาใช้บริการ ซึ่งมีทั้งผู้ป่วยที่มารับการรักษา และญาติผู้ป่วยที่มาเยี่ยมคนไข้ โดยผู้มาใช้บริการต้องเสียเวลาในการ\nขับรถยนต์วนหาที่จอดรถเป็นเวลานาน และบางครั้งไม่สามารถเดินทางเข้ามาในโรงพยาบาลได้ \nซึ่งส่งผลกระทบต่อการรับบริการสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาที่จอดรถของโรงพยาบาลระยองโดยเร็วที่สุด"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
179	1719	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความไม่พร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการรับการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษา	ผู้ปรึกษาหารือได้ลงพื้นที่ในโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อนของครูในสถานศึกษาซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรม และเสียโอกาสในการประเมินวิทยฐานะ จากกรณีการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ดีในการกระจายอำนาจ แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมากยังไม่มีความพร้อมในการบริหารจัดการด้านการศึกษา ส่งผลกระทบต่อคุณภาพทางการศึกษา การบริหารงบประมาณ การจัดการเรียนการสอน อาคารสถานที่ รวมทั้ง\nยังขาดวิสัยทัศน์ด้านการจัดการศึกษา เป็นเหตุให้ครูจำนวนมากมีความกังวลว่าเมื่อมีการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษาแล้วจะไม่มีความมั่นคงในการประกอบวิชาชีพครู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประเมินวิทยฐานะที่มีความล่าช้าทำให้ครูเสียโอกาสความก้าวหน้าในการประกอบวิชาชีพ ตัวอย่างเช่น ครูระดับชำนาญการซึ่งได้ขอเลื่อนวิทยฐานะต่อคณะกรรมการประเมินวิทยฐานะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเวลากว่า ๑ ปี ยังไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา นอกจากนี้ ประชาชน รวมถึงผู้ปกครองของเด็กนักเรียน ยังมีความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของการเมืองท้องถิ่นที่อาจส่งผลกระทบต่อการศึกษา ดังนั้น เพื่อให้การถ่ายโอน\nภารกิจด้านการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดประโยชน์สูงสุด\nแก่ประเทศชาติและประชาชน ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และกระทรวง ศึกษาธิการ พิจารณาทบทวนการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษาด้วยความรอบคอบ ดังนี้\n(๑) ควรมีการประเมินความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างรอบคอบก่อนที่จะมีการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษา\n(๒) ควรมีการจัดทำแผนรองรับเพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างต่อเนื่อง \n(๓) ควรจัดให้มีการอบรมให้ความรู้แก่ครูขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น \n(๔) ควรสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน \n(๕) ควรมีการประเมินผลการถ่ายโอนภารกิจด้านการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ 	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
180	1717	91	นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าระบาดในจังหวัดขอนแก่น	"ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กและเยาวชนมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลาย ทั้งในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยรุ่นที่อยู่นอกระบบการศึกษา โดยผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าจะทำบุหรี่ไฟฟ้าในลักษณะที่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม หากพิจารณาเพียงผิวเผินอาจรู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด อาทิ เลียนแบบขนม และเครื่องสำอาง ซึ่งเชื้อเชิญให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกอยากลอง จึงถือเป็นยาเสพติดที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้ แม้ว่าที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขจะได้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับวิธีการลด ละ เลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้เสพติดบุหรี่หรือยาเสพติด ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงมีมาตรการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง มีการบุกค้นสถานที่จัดเก็บบุหรี่ไฟฟ้าและดำเนินคดีตามกฎหมาย\n		เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๘ รองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย) \nรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานมอบนโยบาย\nการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาลและ Kick off ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด โดยมีการถ่ายทอดการประชุมผ่านระบบวิดีโอทางไกล\nไปยังศาลากลางจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัด และที่ว่าการอำเภอทั้ง ๘๗๘ อำเภอ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด\nทุกจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรทุกจังหวัด ผู้กำกับการสถานีตำรวจทุกอำเภอ รวมทั้งนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมรับฟังทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย) รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดกรอบเวลาปฏิบัติตามนโยบายภายใน ๓ เดือน เพื่อประกอบการพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ แต่มีข้อกังวลว่าข้าราชการบางส่วนที่จะเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ (๓๐ กันยายน ๒๕๖๘) อาจจะไม่กระตือรือร้นที่จะตอบสนองนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาลเท่าที่ควร ประกอบกับบุหรี่ไฟฟ้าได้ระบาดเข้าไปถึงโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ในหลายจังหวัด จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องให้ความร่วมมือกับพนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าบรรลุผลความสำเร็จตามพี่น้องประชาชนคาดหวัง ทำให้ยาเสพติดหมดไปจากสังคมไทยอย่างถาวรและยั่งยืน"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
181	1715	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาน้ำท่วมโรงเรียนบ้านกันเตรียง จังหวัดสุรินทร์	"สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า โรงเรียนบ้านกันเตรียง หมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านแร่ อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ๒ ระดับประถมศึกษา ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ประสบปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีฝนตกหนัก ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่ได้รับการแก้ไขเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี\n		เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ โรงเรียนบ้านกันเตรียงได้อนุญาตให้องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแร่ ดำเนินการก่อสร้างร่องระบายน้ำคอนกรีตผ่านรั้วโรงเรียนทางด้านทิศเหนือ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง\nในชุมชนหมู่บ้านบริเวณใกล้เคียง ต่อมา แผ่นปูนคอนกรีตของร่องระบายน้ำชำรุดทรุดโทรมสึกกร่อนลง\nจนปิดกั้นทางน้ำตลอดทั้งสาย ส่งผลให้ในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีฝนตกหนัก น้ำระบายไม่ทันจึงเอ่อล้น\nท่วมขังภายในบริเวณโรงเรียน ครั้งละไม่ต่ำกว่า ๒ เดือน เป็นเหตุให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็น \nส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของคุณครูและนักเรียน รวมทั้งปัญหายุงลายแพร่ระบาด ซึ่งก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออกตามมา ดังนั้น ขอปรึกษาหารือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้เร่งพิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับโรงเรียนบ้านกันเตรียงโดยเร็วที่สุด"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
182	1713	108	นางมยุรี โพธิแสน	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างบนทางหลวงชนบท  	จากทางหลวงชนบทหมายเลข ยส ๓๐๒๐ ช่วงบ้านสะเดา - บ้านหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ที่มีระยะทางประมาณ ๓ กิโลเมตร โดยประชาชนในพื้นที่ ตำบลสิงห์ \nและตำบลใกล้เคียง ใช้ทางหลวงชนบทสายดังกล่าวเป็นเส้นทางหลักในการสัญจร เพื่อเดินทางเข้ามา\nในตัวเมืองจังหวัดยโสธร อาทิ ติดต่อหน่วยงานราชการ ไปโรงพยาบาล รวมทั้งเป็นเส้นทางที่นักเรียน\nในพื้นที่ใช้เดินทางไปโรงเรียน แต่ปรากฏว่าไฟฟ้าส่องสว่างของทางหลวงชนบทสายดังกล่าวดับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลานานกว่า ๒ ปีแล้ว เป็นเหตุให้ถนนสายดังกล่าวมืดสนิทในเวลากลางคืน เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และเหตุร้ายอื่น ๆ เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา ประชาชนได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไขแล้ว ได้แก่ แขวงทางหลวงชนบท จังหวัดยโสธร แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงว่ามีขโมยลักลอบตัดสายไฟต่าง ๆ และลักลอบตัดสายไฟของตู้ควบคุมหม้อแปลงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างรอการอนุมัติงบประมาณเพื่อซ่อมแซม \nดังนั้น ขอปรึกษาหารือไปยังกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ\nองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขอให้เร่งพิจารณาดำเนินการตรวจสอบและซ่อมแซมไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณทางหลวงชนบทหมายเลข ยส ๓๐๒๐ ช่วงบ้านสะเดา - บ้านหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร เพื่อให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางสัญจรเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเร็วที่สุด	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
183	1711	80	นางประทุม วงศ์สวัสดิ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการเรียกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เหตุเกิดที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง  ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย	"ขณะนี้มีเสียงสะท้อนจากนักท่องเที่ยวชาวอินเดียว่าถูกเรียกเก็บเงินคนละ ๒๐๐ บาท เหตุเกิดที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยเป็นข้อมูลที่เผยแพร่ในกระทู้สนทนาของเว็บไซต์เรดดิต (Reddit) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสาร และเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก มีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติ และเอเจนซี่ท่องเที่ยว (Travel Agency) ทั่วโลก กรณีดังกล่าวเป็นการสะท้อนข้อมูลเชิงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่สามารถสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย\n		ในยุคปัจจุบันซึ่งให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์คือทุกสิ่ง” ประเทศไทยกำลังแข่งขันด้านการท่องเที่ยวกับประเทศอื่น ๆ ที่มีระบบการต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างมืออาชีพ แต่ทว่าประเทศไทยกำลังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและสร้างความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจ เริ่มตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมือง\nซึ่งเปรียบเสมือนประตูด่านแรกที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ดังนั้น ขอให้รัฐบาล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวและแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
184	1709	128	นางวาสนา ยศสอน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากท่วมโรงเรียนบ้านร่มเกล้า และโรงเรียนบ้านน้ำพาง ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน	"สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับหนังสือขอรับความช่วยเหลือจากผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านร่มเกล้า และโรงเรียนบ้านน้ำพาง ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน \nแจ้งว่าเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘ มีฝนตกหนักในจังหวัดน่าน เป็นเหตุให้เกิดอุทกภัยแบบฉับพลัน\nอันเนื่องมาจากน้ำป่าไหลหลาก กระแสน้ำได้พัดพาเอาดินโคลนจำนวนมากเข้าท่วมบริเวณโรงเรียน\nบ้านร่มเกล้า และโรงเรียนบ้านน้ำพาง ทำให้อาคารเรียน ห้องเรียน ห้องสมุด วัสดุอุปกรณ์และสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนบ้านพักครูได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้งานได้ นอกจากนี้ ระบบน้ำประปาภายในโรงเรียนได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้งานได้ ขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค อันเป็นเหตุให้ต้องหยุดการเรียนการสอนโดยปริยาย ในการนี้ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้แจ้งรายละเอียดการขอรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค หรือสื่อการเรียนการสอนจากสมาชิกวุฒิสภา เพื่อให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือแก่โรงเรียนบ้านร่มเกล้า และโรงเรียนบ้านน้ำพาง ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ (Line) กลุ่มของสมาชิกวุฒิสภา \n		อนึ่ง ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่านดังกล่าวเป็นเหตุให้น้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรกรรมของประชาชน โรงเรียนและสถานศึกษาในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก หน่วยงานของรัฐและทุกภาคส่วนควรตระหนักถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ศึกษาถึงสาเหตุและวิธีป้องกัน รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ เพื่อบรรเทาผลกระทบและความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด ดังนั้น ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย พิจารณา ฟื้นฟูและเยียวยาแก่โรงเรียน สถานศึกษา และประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยเร็วที่สุด"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
185	1707	133	นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรที่อาศัยอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ “ทุ่งหูหนาน” ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง	"จากสมาชิกวุฒิสภาได้ลงพื้นที่ในโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ณ จังหวัดพัทลุง ในช่วงเดือนมีนาคม ๒๕๖๘ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาย่า เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง สรุปสาระสำคัญได้ว่า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาย่า ขอให้ติดตามการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรที่อาศัยอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ “ทุ่งหูหนาน” ในพื้นที่ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง โดยราษฎรในพื้นที่ต้องการให้ภาครัฐออกเอกสารสิทธิ์ในที่สาธารณประโยชน์ “ทุ่งหูหนาน” เพื่อให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยประเด็นดังกล่าวมีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ จำนวน ๔ หน่วยงาน ประกอบด้วย (๑) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) (๒) สำนักงานที่ดินจังหวัดพัทลุง (๓) องค์การบริหารส่วนตำบลเขาย่า และ (๔) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) \n		ความเป็นมา เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๖ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) สำนักงานที่ดินจังหวัดพัทลุง องค์การบริหารส่วนตำบลเขาย่า และประชาชนในพื้นที่ ได้มีการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ “ทุ่งหูหนาน” และต่อมา เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๗ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ได้ส่งสรุปข้อมูลจากการประชุมดังกล่าวให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติการใช้ประโยชน์ในที่ดินตามหลักเกณฑ์ของ ส.ป.ก. อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งบัดนี้ การพิจารณายังไม่มี\nความคืบหน้าแต่อย่างใด ดังนั้น ขอให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กระทรวงเกษตร\nและสหกรณ์ พิจารณาแก้ปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2568	2025-07-22T00:00:00
186	1705	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	การปิดซ่อมถนน  	"กรมทางหลวงได้ประกาศโครงการซ่อมถนนเส้นทางงามวงศ์วานมุ่งหน้า\nไปยังแยกเกษตร ระหว่างวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ถึงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๘ นั้น โดยปกติ\nสภาพการจราจรบนถนนเส้นดังกล่าวมีปัญหาการจราจรติดขัดอยู่เป็นประจำ เนื่องจากลักษณะทางกายภาพของถนนที่มีการเปลี่ยนแปลงจากถนน ๕ ช่องทางให้เหลือเพียง ๒ ช่องทางช่วงขึ้นสะพาน และเมื่อมี\nการดำเนินการซ่อมถนนมีการปิดช่องทางจราจรจากเดิม ๒ ช่องทางให้เหลือเพียง ๑ ช่องทาง ส่งผลให้\nเกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างรุนแรง แม้ว่าจะมีการประกาศปิดถนนล่วงหน้าแล้วก็ตาม ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมี\nการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานที่จะลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด \n	สมาชิกวุฒิสภาผู้ขอปรึกษาหารือ ขอเสนอแนะแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพการจราจร เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการดังต่อไปนี้\n	แนวทางที่ ๑ การปรับเปลี่ยนระยะเวลาดำเนินการ\n	เนื่องจากถนนเส้นดังกล่าวมีปัญหาการจราจรติดขัดอยู่เดิม และหากการซ่อมถนนเป็นการซ่อมผิวรอยต่อของสะพานเท่านั้น ขอให้พิจารณาปรับเปลี่ยนระยะเวลาการดำเนินงานเป็น\nช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวมีปริมาณการจราจรน้อยและไม่เกิดการแออัด จึงจะช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n	แนวทางที่ ๒ การปรับปรุงการจัดการช่องทางการจราจร\n	จากการสำรวจพบว่า สภาพการจราจรในช่วงเช้ามีความหนาแน่นในทิศทางเข้าเมือง ในขณะที่ทิศทางออกนอกเมืองมีการจราจรเบาบางหรือไม่มีรถใช้เส้นทางในบางช่วงเวลา ขอให้พิจารณาเปิดช่องทางพิเศษให้รถยนต์ที่วิ่งเข้าเมืองเพิ่มอีก ๑ ช่องทาง เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด\n	ดังนั้น ขอให้กระทรวงคมนาคมโปรดพิจารณาดำเนินการตามแนวทางที่เสนอข้างต้น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้ใช้เส้นทางดังกล่าว และเพื่อให้การดำเนินโครงการซ่อมถนน สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
187	1703	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาฟื้นฟูสภาพแหล่งน้ำแก้มลิงหนองน้ำครก หมู่ที่ ๑๐ บ้านน้ำครกใหม่เกาะสวรรค์ ตำบลกองควาย อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน	"จากได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ใหญ่บ้านน้ำครกใหม่เกาะสวรรค์ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลกองควาย อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เกี่ยวกับปัญหาระบบระบายน้ำในพื้นที่หนองน้ำครก \nโดยเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๓ ผู้ใหญ่บ้านน้ำครกใหม่เกาะสวรรค์ได้ทำหนังสือถึงนายกเทศมนตรี\nตำบลกองควาย เพื่อขอรับการสนับสนุนโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ต่อมาเทศบาลตำบลกองควายได้ออกหนังสือที่ นน ๕๓๖๐๓/๖๑๙ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๕\nถึงผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำ ภาค ๙ เพื่อขอรับการสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำแก้มลิงหนองน้ำครก เนื่องจากคลองระบายน้ำธรรมชาติหนองน้ำครก บริเวณบ้านน้ำครกใหม่เกาะสวรรค์ \nซึ่งเป็นคลองระบายน้ำจากหนองน้ำครกลงสู่แม่น้ำน่าน ปัจจุบันมีสภาพคับแคบและเสื่อมโทรม ส่งผลให้การไหลเวียนของน้ำไม่สะดวก ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชน น้ำกัดเซาะตลิ่งได้รับความเสียหาย รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และปัญหาการขาดแคลนน้ำ\nเพื่อการเกษตร \n	ประตูระบายน้ำแก้มลิงหนองน้ำครก เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแก้มลิง ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อบริหารจัดการน้ำและบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ซึ่งในช่วงฤดูฝน\nประตูระบายน้ำแก้มลิงหนองน้ำครกมีหน้าที่สำคัญในการกั้นน้ำจากแม่น้ำน่านไม่ให้น้ำไหลท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อาศัยรอบพื้นที่แก้มลิงหนองน้ำครก และป้องกันไม่ให้พืชผลทางเกษตรได้รับความเสียหาย ปัจจุบันประตูระบายน้ำแก้มลิงหนองน้ำครกมีสภาพชำรุดทรุดโทรม จากการตรวจสอบพบว่ามีประตูระบายน้ำชำรุด จำนวน ๓ บาน ดังนั้น ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โปรดพิจารณา\nให้การสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำแก้มลิงหนองน้ำครก เพื่อแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้\n	(๑) ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค\n	(๒) ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร\n	(๓) ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
188	1701	46	นายเดชา นุตาลัย	นโยบายของรัฐบาล	การชำรุดทรุดโทรมของโรงพยาบาลลำลูกกา	เนื่องจากผู้ขอปรึกษาหารือได้เคยปรึกษาหารือเกี่ยวกับสภาพความทรุดโทรมของโรงพยาบาลลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยระบุว่าอาคารบางส่วนและห้องฉุกเฉินอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมากและเสี่ยงต่อการถล่ม เพราะเป็นโครงสร้างปูนที่ไม่ได้รับการซ่อมแซมอย่างเหมาะสม ถึงแม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว แต่ผลที่ได้รับทราบคือ “ไม่มีงบประมาณ” ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ อีกทั้งหน่วยงานต่าง ๆ ก็ไม่ให้การสนับสนุนงบประมาณ ดังนั้น จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความชำรุดเสียหายของโรงพยาบาลด้วยตนเอง เพราะหากเกิดเหตุอาคารถล่ม ความเสียหายจะอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มิใช่แค่ประชาชน ดังนั้น ขอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณในการซ่อมแซม\nก่อนเกิดเหตุอันอาจนำไปสู่ความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ข้างเคียง	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
189	1699	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาสุนัขจรจัดในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์	"จากลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ และได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เกี่ยวกับปัญหาสุนัขจรจัดที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยสุนัขที่ลงทะเบียนในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ มีจำนวนประมาณ ๓,๐๐๐ ตัว และสุนัขที่ไม่ได้ลงทะเบียนรวมทั้งสุนัขจรจัด มีจำนวนมากกว่า ๒,๐๐๐ ตัว ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ คือ \n		(๑) สุนัขจรจัดไล่กัดและทำร้ายประชาชน\n		(๒) ความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า\n		(๓) ปัญหาด้านสุขอนามัยและความสะอาดของชุมชน\n		(๔) การขยายพันธุ์ของสุนัขจรจัดที่เพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง\n		แม้ว่าปัญหาสุนัขจรจัดจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองสุรินทร์อย่างมาก\n 		ดังนั้น เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ความสะอาดของบ้านเมือง และเพื่อแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดไม่ให้ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์บูรณาการร่วมกับเทศบาลเมืองสุรินทร์และสำนักงานปศุสัตว์สุรินทร์ในการแก้ไขปัญหา เพื่อควบคุมและดูแลสุนัขจรจัด โดยจัดให้มีการฉีดวัคซีนและทำหมันให้แก่สุนัขจรจัดในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองสุรินทร์ รวมทั้งขยายผล\nไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อบรรเทาปัญหาให้กับประชาชน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
190	1697	40	นายโชติชัย บัวดิษ	นโยบายของรัฐบาล	ราคาผลไม้ “ลำไยและอิทผลัม”	"จากปัจจุบันราคาผลผลิตทางการเกษตรและผลไม้ชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และเงาะ มีราคาตกต่ำ เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเกินความต้องการ ส่งผลให้เกษตรกร\nผู้ปลูกได้รับความเดือดร้อน และไม่สามารถหาช่องทางการจำหน่ายผลผลิตได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวรัฐบาลควรสนับสนุนส่งเสริมในการหาตลาดเพื่อจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรและผลไม้ \nประกอบกับในขณะนี้ผลผลิตลำไยและอินทผลัมกำลังจะออกสู่ตลาด ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจจะประสบปัญหาราคาตกต่ำในลักษณะเดียวกับทุเรียน มังคุด และเงาะ ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการ\nตามแนวทางดังต่อไปนี้\n	(๑) การจัดเตรียมแนวทางช่วยเหลือด้านราคาผลผลิตทางการเกษตร รัฐบาลควรจัดเตรียมแนวทางและมาตรการในการช่วยเหลือด้านราคาผลผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับเกษตรกร\n	(๒) การลดการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากต่างประเทศ รัฐบาลควรพิจารณาดำเนินการลดการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันสำปะหลังและข้าวจากต่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนกลับมาบริโภคสินค้าทางการเกษตรที่ผลิตภายในประเทศ\n	(๓) การส่งเสริมการบริโภคผลผลิตภายในประเทศ รัฐบาลดำเนินการส่งเสริมการบริโภคผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทยและสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
191	1695	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ระเบิดเวลาที่รอการปะทุ  	"จากประธานหอการค้าจังหวัดลำพูนได้มีการคาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตลำไยในฤดู (เดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม-เดือนกันยายน) ที่จะออกสู่ตลาด ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๑๒ โดยใน ๘ จังหวัดภาคเหนือ จะมีปริมาณผลผลิตลำไย จำนวน ๑,๔๐๗,๙๙๑ ตัน โดยจังหวัดลำพูน จะมีปริมาณผลผลิตลำไย ประมาณ ๒๕,๐๐๐ ตัน ปัญหาลำไยของจังหวัดลำพูน คือ ตลาดหลักอยู่ที่ล้งจีน เพราะคนจีนมีความนิยมบริโภคลำไย ซึ่งล้งจีนมีสภาพตลาดที่เป็นจุดคับคั่งหรือคอขวด เป็นผู้มีอำนาจกำหนดราคารับซื้อ และมีปริมาณรับซื้อที่จำกัด โดยราคาลำไยตะกร้าขาว (ลำไยที่เป็นช่อ) ล้งจีนจะรับซื้อเฉพาะลำไยเกรด AA กิโลกรัมละ ๔๐ บาท ส่วนลำไยร่วง เกรด AA กิโลกรัมละ ๓๕ บาท และลำไยเกรด A ขนาดเล็กกว่าไม่กี่มิลลิเมตร กิโลกรัมละ ๒๐ บาท ขณะที่ลำไยเกรด B มีราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ ๕ บาท ส่วนลำไยเกรด C มีราคารับซื้อเพียงกิโลกรัมละ ๑ บาทเท่านั้น นอกจากนั้น ราคาที่รับซื้อมีความผันผวนเปลี่ยนแปลงทุกวัน \n	เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาลำไยของจังหวัดลำพูน โดยการวางยุทธศาสตร์ของจังหวัดลำพูน นำเอาลำไยมาใช้ประกอบอาหาร และใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า อาทิ นำช่อลำไยมาทำชา นำใบของต้นลำไยมาทำคอนกรีต เนื้อลำไยนำมาทำเป็นน้ำเชื่อมไซรัป และยาช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับและแก้อาการปวดเข่า นอกจากนี้ จังหวัดลำพูนได้พยายามช่วยเหลือเกษตรกร โดยการทำก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นลำไย และเค้กลำไย \n		เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๗ รองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม  เวชยชัย) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ลำไยของจังหวัดลำพูน สามารถระดมภาคธุรกิจเพื่อสังคม (CSR) มาช่วยระบายผลผลิตลำไยของจังหวัดลำพูน โดยจำหน่ายทั่วประเทศ และช่วยหาตลาดในต่างประเทศ ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาผู้ขอปรึกษาหารือเห็นว่าปริมาณผลผลิตลำไยมีจำนวนมากไม่ใช่ปัญหา หากแต่ต้องมีวิสัยทัศน์ วิธีคิด และวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ และมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงจัง โดยต้องระดมสรรพกำลังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกร สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาลำไย ในระยะสั้น ขอให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์ปัญหาลำไยอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว ส่วนในระยะยาว ขอให้รัฐบาลผลักดันยุทธศาสตร์จังหวัดลำพูนให้ประสบผลสำเร็จ  \n	ดังนั้น ขอให้รองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม  เวชยชัย) รักษาราชการแทน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาลำไยให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยเหมือนดังเช่นที่เคยดำเนินการสำเร็จมาแล้ว"	รองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม  เวชยชัย) รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
192	1693	91	นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาโจรกรรมในพื้นที่ขอนแก่น	"จากตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ถึงปัจจุบัน ได้เกิดปัญหาผู้กระทำผิดโจรกรรมทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นเป็นจำนวนมาก โดยบางรายได้รับความเสียหายจากการโจรกรรมซ้ำ ๓-๔ ครั้ง แต่เมื่อดำเนินการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแล้ว ปรากฏว่าคดีไม่มีความคืบหน้าในการจับกุมผู้กระทำผิดแต่อย่างใด \n	กรณีคดีผู้กระทำผิดโจรกรรมสายไฟฟ้าและมิเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเอาลวดทองแดง\nไปจำหน่าย โดยผู้เสียหายได้แจ้งความดำเนินคดีแต่คดีไม่มีความคืบหน้า จึงได้ยื่นหนังสือร้องเรียน\nต่อสมาชิกวุฒิสภาผ่านนายวิฑูรย์ กมลนฤเมธ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการกิจการตำรวจ การป้องกัน และแก้ไขปัญหาอาชญากรรม วุฒิสภา โดยเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๘ นายวิฑูรย์ กมลนฤเมธ ได้ทำหนังสือไปยังผู้บังคับการสถานีตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๘ ผู้บังคับการ\nสถานีตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่นได้ทำหนังสือสั่งการถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น\nขอให้เร่งรัดติดตามจับตัวผู้กระทำผิดโดยเร็ว และวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร เมืองขอนแก่นได้มีหนังสือถึงนายวิฑูรย์ กมลนฤเมธ เพื่อแจ้งความคืบหน้า โดยรายงานว่าผู้กระทำผิด\nเป็นบุคคลเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และสามารถยึดของกลางได้เป็นลวดทองแดงน้ำหนักเพียง ๓๐๐ กรัมเท่านั้น จึงได้มีข้อสังเกตว่า ทรัพย์สินที่ยึดได้จากผู้กระทำผิดไม่สอดคล้องกับความเสียหาย\nที่ประชาชนได้รับ ซึ่งมีผู้เสียหายกระจายอยู่ทั่วพื้นที่เมืองขอนแก่น แสดงให้เห็นว่าการดำเนินคดียังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ\n	ดังนั้น จึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้\n	(๑) การกำกับดูแลและกวดขันการปฏิบัติหน้าที่ ควรมีการกำกับดูแลและกวดขัน\nการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น\n	(๒) การเร่งรัดการดำเนินคดี เมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมแล้ว ให้เร่งรัดการสืบสวนสอบสวน และจับกุมผู้กระทำผิดให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
193	1691	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาค่าบริการอินเตอร์เน็ตบ้านราคาแพง	"ภายหลังที่มีการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับบริษัทผู้ให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต (Broadband Internet) ปรากฏว่าค่าบริการอินเทอร์เน็ตบ้านมีการปรับราคาสูงขึ้น และทางเลือกของประชาชนในการเลือกผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบ้าน\nมีจำนวนลดลง ส่งผลให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนซึ่งพบปัญหาในหลายด้าน ดังนี้ \n        (๑) ค่าบริการ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าความเร็วอินเทอร์เน็ตคงเดิม \nแต่ค่าบริการรายเดือนมีราคาสูงขึ้น\n        (๒) การเปลี่ยนผู้ให้บริการ หากผู้บริโภคประสงค์จะเปลี่ยนเครือข่ายผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต พบว่ามีข้อปฏิบัติที่ซับซ้อนและยุ่งยาก\n	(๓) การผูกขาดในต่างจังหวัด ในพื้นที่ให้บริการต่างจังหวัด พบว่ามีผู้ให้บริการ\nเพียงรายเดียว ส่งผลให้ประชาชนไม่มีสิทธิในการเลือกใช้บริการผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้าน และถูกผูกขาดให้ใช้บริการจากผู้ให้บริการเพียงรายเดียว\n	(๔) ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ปัญหาอินเทอร์เน็ตที่มีราคาสูงส่งผลให้นักเรียน นักศึกษา ครู และผู้สูงอายุ ไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการได้ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำในด้านดิจิทัล\n	ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จึงขอเสนอ ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาหารือร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้บริโภคอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ดังนี้\n	(๑) การควบคุมราคาค่าบริการ ควรกำหนดมาตรการควบคุมค่าบริการอินเทอร์เน็ตบ้านให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค\n	(๒) การส่งเสริมการแข่งขัน ควรส่งเสริมให้มีผู้ให้บริการรายใหม่เข้ามาในตลาด \nเพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค\n	(๓) การปรับปรุงระบบการเปลี่ยนผู้ให้บริการ ควรปรับปรุงข้อปฏิบัติในการเปลี่ยนผู้ให้บริการให้มีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น\n	(๔) การแก้ไขปัญหาการผูกขาดในต่างจังหวัด ควรกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการผูกขาดในพื้นที่ต่างจังหวัด\n	(๕) การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ควรจัดหาแนวทางให้นักเรียน นักศึกษา ครู และผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตได้อย่างเหมาะสม"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
194	1689	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	สถานการณ์บ้านเมือง	การป่วนพื้นที่ท่องเที่ยวหลักภาคใต้ วางวัตถุต้องสงสัยเป็นชิ้นส่วนประกอบระเบิด “กระบี่-พังงา-ภูเก็ต”	"จากเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๘ ตำรวจภูธรจังหวัดพังงาได้จับกุมผู้ต้องหา จำนวน ๔ คน พร้อมปืนอาก้า จำนวน ๔ กระบอก ซึ่งซุกซ่อนไว้ด้านหลังเบาะรถยนต์กระบะ \nโดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างให้ขนย้ายอาวุธปืนดังกล่าว และต่อมาวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๘ ตำรวจภูธรเมืองพังงาได้ดำเนินการตั้งด่านตรวจก่อนเข้าสู่ตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต \nและสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้อีก จำนวน ๒ คน พร้อมทั้งยึดวัตถุต้องสงสัยเป็นชิ้นส่วนประกอบระเบิด โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้วางระเบิดและวัตถุต้องสงสัยไว้ตามจุดต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้หลายแห่ง \n	จากการขยายผลการสอบสวนและการประสานงานส่งข้อมูลไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ\nในพื้นที่จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต ได้รับทราบว่าผู้ต้องสงสัยได้วางระเบิดไว้ทั้งสิ้นจำนวน ๑๖ จุด โดยจำนวน ๑๕ จุดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา \nและจังหวัดภูเก็ต ซึ่งพื้นที่ทั้ง ๓ จังหวัดดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของภาคใต้ที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศเป็นจำนวนมาก\n	จากกรณีดังกล่าวขอแสดงความชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถดำเนินการป้องกันและระงับมิให้เกิดเหตุระเบิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องการรักษาความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในการควบคุมดูแลอย่างต่อเนื่อง และจากเหตุการณ์\nที่เกิดขึ้นส่งผลให้รัฐบาลออสเตรเลียได้ออกคำเตือนประชาชนว่า ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยง\nจากการก่อการร้ายในพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต กรุงเทพมหานคร และพื้นที่อื่น ๆ \nซึ่งเป็นการออกคำเตือนที่กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นทางการท่องเที่ยวของประเทศไทย\n	ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการเชิงรุกและความรวดเร็วในการสื่อสารรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการสร้างระบบเฝ้าระวังเชิงรุกที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ดังต่อไปนี้\n	(๑) มาตรการด้านการรักษาความปลอดภัย\n	     ควรพิจารณาเพิ่มงบประมาณเพื่อจัดซื้อและติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดให้ครอบคลุมพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว สนามบิน และจุดเชื่อมต่อต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา \nและจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งควรมีการจัดตั้งด่านตรวจ \nและดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง\n	(๒) การเสริมสร้างบทบาทและภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทย \n	     ๒.๑ ควรเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารเกี่ยวกับคำเตือนของต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยของประเทศ\n	     ๒.๒ ควรจัดทำกลยุทธ์ด้านตลาดการท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งควรจัดประชุมผู้ประกอบการโรงแรม สายการบิน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับมาตรการด้านความปลอดภัยให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน\n	      ๒.๓ การส่งข้อมูล การประเมินความเสี่ยง และการรายงานสถานการณ์ ควรนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อให้การดำเนินการมีความรวดเร็วและเป็นปัจจุบัน "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
195	1687	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	นโยบายของรัฐบาล	ผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยที่ส่งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ในอัตราร้อยละ ๓๖	"จากช่วงเช้าของวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา\nได้มีหนังสือถึงประเทศไทย ยืนยันการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยที่ส่งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ในอัตราร้อยละ ๓๖ และจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศไทย อาทิ ประเทศสิงคโปร์ อัตราร้อยละ ๑๐ ประเทศเวียดนาม อัตราร้อยละ ๒๐ ประเทศมาเลเซีย อัตราร้อยละ ๒๕ และประเทศอินโดนีเซีย อัตราร้อยละ ๓๒ \nโดยจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไป ซึ่งการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ในอัตราร้อยละ ๓๖ เป็นการจัดเก็บภาษีในอัตราเดิม ตามมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๘ แสดงให้เห็นว่าการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในห้วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ประสบความสำเร็จ \n	รายได้จากภาคส่งออกของประเทศไทยมีสัดส่วนเกินร้อยละ ๗๐ ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) และประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ของประเทศไทย โดยในปี ๒๕๖๗ ประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้าต่อประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวนถึง \n๑ ล้านล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่าการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตราร้อยละ ๓๖ จะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันของสินค้าไทยกับประเทศอื่น ๆ และจะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างแน่นอน\n	ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีสถานะเป็น “พันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต้” (Major Non-NATO Ally : MNNA) กับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและเป็นพันธมิตรระหว่าง\nสองประเทศ แต่จากคำแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบุว่าอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจาก\nประเทศต่าง ๆ ที่ส่งไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา อาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศนั้น ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ กล่าวคือ ประเทศที่ถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าในอัตราสูงนั้น ล้วนแต่เป็นประเทศที่มีความใกล้ชิดกับประเทศจีน หรือมีศักยภาพที่จะเป็นทางผ่านของสินค้าจีนที่ส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาได้\nซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกาไม่เห็นถึงปัจจัยบวกในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและความเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศไทยที่เคยมีต่อกัน  \n		ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลควรทบทวนว่าที่ผ่านมาได้กำหนดทิศทางความสัมพันธ์\nและความเป็นพันธมิตรกับประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างไร ดังที่ผู้สันทัดกรณีได้เคยตั้งข้อสังเกตต่อ\nการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทยในหลายกรณี อาทิ การส่งตัวชาวอุยกูร์ จำนวน ๔๐ คน กลับไปยังประเทศจีน การที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นประเทศหุ้นส่วนของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว (BRICS) การดำเนินนโยบายเกี่ยวกับประเทศเมียนมา ตลอดจนการจับกุมคนอเมริกัน\nในประเทศไทย ดังนั้น จึงขอหารือไปยังรัฐบาลว่า ต่อกรณีดังกล่าวรัฐบาลควรพิจารณาคัดเลือกบุคลากร\nที่มีความเชี่ยวชาญ และความเป็นมืออาชีพเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดและเกิดความเจริญก้าวหน้าต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
196	1685	130	นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ส่งผลต่อสุขภาพคนไทย	"จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ระบุว่าคนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น อันเป็นผลมาจากระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยในระยะเวลา ๒-๓ ปีที่ผ่านมา คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุด ในอัตราร้อยละ ๗๕ จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจและอุบัติเหตุ สถิติในปี พ.ศ.๒๕๖๘ พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นกว่า ๑๔๐,๐๐๐ คน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากกว่า ๘๔,๐๐๐ คน อัตราการเสียชีวิต ร้อยละ ๖๐ กรณีที่น่ากังวล คือ ผู้ป่วยมีแนวโน้มอายุลดน้อยลง ขณะที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดเพิ่มจำนวนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยทำงานซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจ และผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้สถาบันมะเร็งแห่งชาติได้รายงานว่า สาเหตุของโรคมะเร็งปอดเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน และพบว่าผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดแล้ว ร้อยละ ๙๐ มีโอกาสที่จะเสียชีวิตมากที่สุด ซึ่งสาเหตุสามารถระบุได้ชัดเจนว่าเกิดจากฝุ่น PM 2.5 สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือมีความเห็นว่า อากาศที่เต็มไปด้วย\nมลพิษ และอาหารที่มีสารปนเปื้อน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทย ถือเป็นปัญหาความเดือดร้อน\nของประชาชนที่ส่งผลกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้าง \n	อย่างไรก็ตาม นับเป็นข่าวดีที่ในปัจจุบัน ประเทศไทยมียารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า หรือ Targeted Therapy ชนิดเม็ดตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย จากพระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาสามารถในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของผู้ป่วยโรคมะเร็งได้\n	ดังนั้น ขอหารือไปยังรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ควรให้ความสำคัญกับ\nการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพ โดยขอให้พิจารณา ๓ เรื่องสำคัญ ดังนี้\n	(๑) การดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 \n	(๒) การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... \n	(๓) การดำเนินการในเรื่องสุขภาพอนามัยขั้นพื้นฐาน อากาศที่สะอาด และอาหาร\nที่ปลอดภัย เพื่อลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตของคนไทยโดยเร็วที่สุด"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
197	1683	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการค้าประเวณี การแสดงลามกอนาจาร และผู้มีอิทธิพลต่างชาติในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต	ได้มีการร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการค้าประเวณีและการแสดง\nลามกอนาจารในบริเวณ Walking Street ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะปิงปองโชว์และโชว์โป๊เปลือย รวมทั้งมีชาวไทยและชาวต่างชาติค้าประเวณีบริเวณหาดป่าตองอย่างเปิดเผย \nซึ่งส่งผลให้ภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพได้เสื่อมเสียชื่อเสียง และทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวหรือกลุ่มที่มีศักยภาพสูงเริ่มหลีกเลี่ยงพื้นที่ท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ถึงแม้ว่า\nจังหวัดภูเก็ตจะสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยอย่างมาก แต่หากปล่อยให้สิ่งเสื่อมโทรมเหล่านี้ดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขจะส่งผลเสียในระยะยาว จึงเกิดคำถามเกี่ยวกับการทำงาน\nของฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีการปล่อยปละละเลยจนทำให้พฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็น\nเรื่องปกติหรือไม่ เมื่อมีการสอบถามกลับไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนได้และพยายามปฏิเสธว่าปัญหาเหล่านั้นไม่มีอยู่จริง ดังนั้น จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ \nลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังให้เป็นรูปธรรม เพราะปัญหาเหล่านี้กระทบต่อเศรษฐกิจและชื่อเสียงของประเทศ	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
198	1681	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	นโยบายของรัฐบาล	การรื้อฝาย 3 แห่ง ในแม่น้ำปิง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568	"เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๘ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานแม่น้ำปิงระยะเร่งด่วน จำนวน ๒ โครงการ ประกอบด้วย \n	(๑) การขุดลอกแม่น้ำปิง วงเงินงบประมาณ ๑๕๗.๖ ล้านบาท \n 	(๒) การรื้อฝายเก่า จำนวน ๓ แห่ง ได้แก่ ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล วงเงินงบประมาณ ๑๓.๘ ล้านบาท \n 	โครงการขุดลอกได้เริ่มดำเนินการขุดลอกตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่มาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่ได้อย่างยั่งยืน ยังคงมีข้อกังวลและข้อโต้แย้งจากประชาชน โดยเฉพาะต่อแนวทาง\nที่มุ่งเน้นการรื้อระบบเหมืองฝาย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนท้องถิ่นที่มีมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเป็นการแก้ปัญหาที่ขาดการให้น้ำหนักกับสาเหตุอื่นที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิด\nน้ำท่วม รวมทั้งการบริหารราชการแผ่นดินที่ยังรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง อีกทั้งการเปลี่ยนแปลง\nของสภาพภูมิอากาศ มีฝนตกหนักและเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น และความถี่ของการเกิดภัยพิบัติเพิ่มมากขึ้นทุกปี\n 	การวิเคราะห์สาเหตุน้ำท่วม พบว่าฝายทั้ง ๓ ฝาย ไม่ใช่สาเหตุของปัญหาน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับถนนถึง ๓ เมตร น้ำจะเริ่มล้นตลิ่งบริเวณสะพานตำรวจภูธรภาค ๕ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของฝายพญาคำ ประมาณ ๑ กิโลเมตร โดยปัญหาการระบายน้ำของลำน้ำปิง\nบริเวณสะพานตำรวจภูธรภาค ๕ มีความกว้างเพียง ๖๗ เมตร ซึ่งตอม่อสะพานตำรวจภูธรภาค ๕ \nกีดขวางลำน้ำปิง ทำให้ความกว้างในการระบายน้ำของลำน้ำปิงในบริเวณนั้นสามารถระบายได้จริงเพียง ๓๖ เมตร เท่านั้น\n 	นอกจากนี้ ฝายทั้ง ๓ แห่ง ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการน้ำในหลายมิติ ดังนี้\n	(๑) ด้านการบริหารจัดการน้ำ เป็นแหล่งน้ำของประชาชนในพื้นที่เมืองและพื้นที่เกษตรกรรม ๘ ตำบล ครอบคลุมพื้นที่กว่า ๒๘,๐๐๐ ไร่ ในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน \n	(๒) ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นพื้นที่นันทนาการเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง มีประโยชน์ ต่อการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม และน้ำเสีย\n 	ภาคประชาชนจึงเสนอให้มีการบำรุงรักษาและปรับปรุงฝายที่ไม่ดักตะกอนในแม่น้ำ\nแทนการรื้อฝาย ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างจังหวัดเชียงใหม่ กรมชลประทาน และกลุ่มผู้ใช้น้ำฝายพญาคำ กลุ่มผู้ใช้น้ำฝายหนองผึ้ง เรื่อง การก่อสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำปิง พ.ศ. ๒๕๕๒ และพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยรอบเพื่อสร้างประโยชน์หลายมิติให้เป็นพื้นที่สีเขียว เป็นพื้นที่หนองน้ำตอบสนองการใช้ระบบนิเวศบริการของคนในเมือง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน\nของประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศเบลเยียม เน้นการอยู่ร่วมกันกับน้ำแทนการต่อสู้กับน้ำ\nเน้นการป้องกันน้ำท่วมแบบบูรณาการ เน้นการใช้ประโยชน์และรักษาความสมดุลระหว่างการป้องกัน\nและการใช้ประโยชน์ การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและการจัดการระบบนิเวศโดยรอบ ให้ความสำคัญ\nกับการมีส่วนร่วมและการกระจายอำนาจให้องค์กรท้องถิ่นในการบริหารจัดการน้ำ\n	ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 		(๑) ขอให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเร่งรัดให้มีการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๘ ที่ได้เห็นชอบโครงการรื้อฝาย ๓ แห่ง และให้ปรับเป็นการปรับปรุงฝาย\nทั้ง ๓ แห่ง เพื่อเป็นการสืบสานต่อยอดวัฒนธรรมภูมิปัญญาการบริหารจัดการน้ำของชุมชนท้องถิ่น\nให้อยู่ร่วมกับลำน้ำปิง\n 		(๒) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเร่งรัดสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่แต่งตั้งคณะทำงานที่มีผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงกองเลขานุการสภาพลเมืองเชียงใหม่ ร่วมกันออกแบบและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความเห็นจากประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อหาทางเลือกในการปรับปรุงฝายและพัฒนาพื้นที่โดยรอบ\nให้เหมาะสม รวมถึงการขุดลอกแนวเขตลำน้ำปิงที่ถูกรุกล้ำ เพื่อเพิ่มแนวเขตการไหลของลำน้ำปิงให้กว้างดังเดิม\n 		(๓) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่แต่งตั้งคณะทำงานที่มีผู้แทนจากภาคีทุกภาคส่วน ร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์การป้องกันแก้ไขปัญหา\nน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่แบบบูรณาการและยั่งยืนที่เชื่อมโยงทั้งพื้นที่ป่าต้นน้ำ พื้นที่กลางน้ำ และพื้นที่\nปลายน้ำ (แผนระยะสั้น แผนระยะกลาง และแผนระยะยาว ๒๐ ปี)"	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
199	1679	107	นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์	ความเดือดร้อนของประชาชน	วิกฤตแม่น้ำปนเปื้อนโลหะหนักในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่	"จากประชาชนในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ได้รับความเดือดร้อนและกำลังเผชิญภัยเงียบจากสารพิษโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยมีสาเหตุหลักของปัญหาเกิดจากการทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยมีทุนจีนเข้าดำเนินการผ่านการรับสัมปทานจากพื้นที่กลุ่มว้า ซึ่งได้ยกประเด็นนี้หารือมาเป็นระยะเวลากว่า ๓ เดือน แต่รัฐบาลยังคงแก้ไขปัญหาดังกล่าวแบบตั้งรับ โดยเฉพาะการเตรียมงบประมาณกว่า ๗,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับการสร้างฝายดักตะกอน ทั้งที่มีข้อมูลทางวิชาการยืนยันแล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างได้จริง และยังเป็นการเพิ่มภาระให้กับพื้นที่ในการกำจัดตะกอนพิษในอนาคต\n 	ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย-เมียนมา (Regional Border Committee หรือ RBC) ครั้งที่ ๓๗ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ ๒-๔ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ประเทศไทย\nได้เพียงแต่เสนอให้เมียนมาเจรจากับผู้รับสัมปทานเหมืองแร่ในการบำบัดน้ำเสีย ก่อนที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ การเจรจาครั้งนี้จึงเป็นเพียงข้อเสนอที่ไม่ได้มีการตอบสนองอย่างชัดเจน หรือเกิดเป็นรูปธรรมในพื้นที่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบในหลายด้าน ดังนี้\n	(๑) ด้านสังคม ประชาชนกว่า ๕๕,๐๐๐ ครัวเรือน ยังคงใช้น้ำประปาจากแหล่งน้ำปนเปื้อน\n	(๒) ด้านเศรษฐกิจ การประมงพื้นบ้านหยุดชะงัก ร้านอาหารขาดรายได้\n	(๓) ด้านการเกษตร พื้นที่ทางการเกษตรกว่า ๑,๐๐๐ ไร่ เสี่ยงต่อการมีผลผลิตที่ปนเปื้อน\n	(๔) ด้านสุขภาพ ประชาชนในพื้นที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว เนื่องจาก\nขาดมาตรการป้องกันเยียวยา และขาดระบบตรวจสุขภาพที่ครอบคลุม\n	ปัญหาวิกฤตแม่น้ำปนเปื้อนโลหะหนักในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ \nจึงเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ การดำเนินการแบบตั้งรับไม่เพียงพอ\nต่อการแก้ไขปัญหาในระยะยาว และแก้ไขปัญหาที่เป็นสาเหตุหลัก ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมของประเทศ จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาข้อเสนอแนะเชิงรุกโดยขอเสนอมาตรการ ๓ ข้อ ดังนี้\n	(๑) การปรับเปลี่ยนงบประมาณ ควรหยุดโครงการฝายดักตะกอนทันที และใช้งบประมาณกับศูนย์ตรวจสารพิษ ระบบเตือนภัย และการดูแลสุขภาพของประชาชน\n	(๒) การสนับสนุนเครื่องมือตรวจสอบ ควรสนับสนุนชุดทดสอบอย่างง่าย (test kit) ให้แก่ประชาชนเพื่อตรวจสารพิษได้ด้วยตนเอง\n	(๓) การยกระดับการเจรจา ควรจัดให้มีการเจรจาระดับพหุภาคีกับประเทศจีน ประเทศเมียนมา และกลุ่มว้า ผ่านเวทีการประชุม “แม่โขง-ล้านช้าง” (Mekong-Lancang Cooperation-MLC) และอาเซียน พร้อมทั้งยกระดับปัญหาสู่เวทีโลก เช่น การประชุม Conference of the Parties (COP) เป็นต้น"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
200	1677	93	นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์	กฎหมาย	ทบทวนการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภค ให้เหมาะสมกับภารกิจ ความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอย่างแท้จริง	"สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์\nของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และภายใต้พระราชบัญญัติสภาองค์กร\nของผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔๖ โดยมีสถานะเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้บริโภคที่มี\nความเป็นอิสระ มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในทุกด้าน เป็นปากเสียงและเป็นเกราะป้องกัน\nให้ประชาชนจากการถูกหลอกลวงผ่านการบริโภคสินค้าและบริการ และเป็นองค์กรที่ช่วยประชาชนต่อสู้คดีความต่าง ๆ ที่ผู้บริโภคไม่สามารถดำเนินการได้เอง\n 	ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ขอตั้งงบประมาณจำนวน ๓๗๗ ล้านบาท แต่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงบประมาณเพียง ๑๒๗ ล้านบาท ลดลงถึงร้อยละ ๖๖ \nซึ่งน้อยกว่างบประมาณปีก่อนหน้า การลดงบประมาณในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะสามารถรับเรื่องร้องเรียนได้เพียง ๑๐,๐๐๐ เรื่อง จากเดิมที่วางแผนไว้ ๒๘,๐๐๐ เรื่อง จากรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ชัดว่าทุก ๆ หนึ่งบาทที่สภาองค์กร\nของผู้บริโภคใช้ไปสามารถสร้างประโยชน์คืนกลับสู่สังคมได้ถึง ๕.๕๗ บาท โดยมีอัตราความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนกว่าร้อยละ ๘๐ และสภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ดำเนินการต่อสู้คดีความ\nที่สำคัญหลายกรณี ได้แก่\n	(๑) คดีความที่ประชาชนถูกธนาคารฟ้องจากกรณีถูกหลอกดูดเงินในบัตรเครดิต\n 	(๒) กรณีปัญหาการทำสัญญาเงินกู้ที่มีการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด \nมีผู้เสียหายกว่า ๑๒๖ คน\n 	นอกจากนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภคยังทำงานเชิงรุกผลักดันมาตรการ “เปิดก่อนจ่าย” และ “หน่วงเงินก่อนโอน” ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ \nและได้ขยายเครือข่ายความช่วยเหลือประชาชนจำนวน ๕๘ จังหวัด โดยวางแผนจะขยายให้ครบทั้ง \n๗๗ จังหวัด ในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ ในด้านความคุ้มค่าในการคุ้มครองผู้บริโภคของสภาองค์กรของผู้บริโภค เฉลี่ยเพียงคนละ ๒.๕๕ บาทต่อปี แต่สามารถทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็น\n\nการใช้...\nการใช้งบประมาณที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง ในขณะที่ปัจจุบันภัยคุกคามต่อผู้บริโภคมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องเพิ่มบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มีการลงทุนในระบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และขยายการประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ให้กับประชาชน\n 	ดังนั้น การตัดงบประมาณในครั้งนี้ไม่ใช่การประหยัด แต่เป็นการบั่นทอนศักยภาพ\nในการคุ้มครองประชาชนและหยุดยั้งการพัฒนาขององค์กรที่จะต้องเติบโตให้ทันมิจฉาชีพ ดังนั้น \nจึงขอให้สำนักงบประมาณโปรดพิจารณาทบทวนการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยอย่าปล่อยให้ “โล่ของประชาชน” ต้องเสื่อมประสิทธิภาพเพราะการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สมดุล และมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้\n	(๑) ทบทวนการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับภารกิจและประสิทธิภาพที่พิสูจน์แล้ว\n	(๒) พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๐ ให้มีความเหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขภัยคุกคามให้แก่ผู้บริโภค\n	(๓) สนับสนุนการทำงานเชิงรุกขององค์กรผู้บริโภคเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยให้กับประชาชน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2568	2025-07-08T00:00:00
201	1513	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้สร้างอุโมงค์ลอดทางหลวงบริเวณหน้าตลาดสด เทศบาลตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อลดอุบัติเหตุสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน 	"จากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในเขตอำเภอปัว จังหวัดน่าน \nว่าบริเวณทางหลวงหมายเลข ๑๐๑ ระหว่างสวนสาธารณะอ่างเก็บน้ำ รศ. ๒๐๐ ปี ถึงห้างสรรพสินค้าโลตัส \nสาขาอำเภอปัว ที่ผ่านมาได้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทำให้ประชาชนต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้น\nเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตัวแทนประชาชนในอำเภอปัวจึงได้ร่วมกันเสนอแนวคิดเพื่อปรับปรุงและพัฒนาเส้นทางให้มีความปลอดภัย โดยขอให้มีการพิจารณาสร้างอุโมงค์ลอดบริเวณหน้าตลาดสดเทศบาลตำบลปัว เป็นอุโมงค์ทางลอด ๔ ช่องจราจร เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้										   \nบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าโลตัส และบริเวณหน้าสวนสาธารณะอ่างเก็บน้ำ รศ. ๒๐๐ ปี จะมีจุดกลับรถ (U – Turn) อยู่ ๒ แห่ง ซึ่งเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและจากข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุบนถนนบริเวณดังกล่าวของสถานีตำรวจภูธรปัว พบว่าทุกปีจะมีผู้ชีวิต ๒ – ๓ ราย และเป็นเช่นนี้มาเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี ดังนั้น จึงขอให้กรมทางหลวงพิจารณาดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์ทางลอดทางหลวงบริเวณหน้าตลาดสด\nเทศบาลตำบลปัว เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุต่อไป \n"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
202	1511	50	นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย	กฎหมาย	ขอให้คำนึงถึงสิทธิและผลกระทบแรงงานไทย กรณีเจรจาปัญหากำแพงภาษีไทย – สหรัฐอเมริกา และเร่งแก้ปัญหาแรงงานถูกลอยแพไม่ได้รับค่าชดเชย	"จากการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าสินค้า โดยเรียกเก็บจากประเทศไทยในอัตราสูงถึงร้อยละ ๓๗ มีผลใช้บังคับในวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๘ \nซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจการส่งออกและภาคแรงงานของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยมีรายได้หลักจากการส่งออกสินค้าบางประเภท เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าแปรรูป \nและสินค้าทางการเกษตร โดยปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีการจ้างแรงงานประมาณ ๖.๔๑ ล้านคน และแรงงานกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้างจากการประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และอาจละเมิดต่อสิทธิแรงงาน ดังนั้น ในการที่รัฐบาลไทยจะได้หารือกับรัฐบาล\nของสหรัฐอเมริกา ขอให้นายกรัฐมนตรีและทีมเจรจาได้ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านแรงงานเช่นเดียวกับประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ และขอให้รัฐบาลได้พิจารณากำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยกรณีมีการเลิกจ้างงานเกิดขึ้น    \n 		   อนึ่ง ในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ มีแรงงานถูกเลิกจ้างโดยที่นายจ้างมิได้จ่ายเงินค่าทดแทนตามกฎหมาย จำนวน ๖,๕๙๔ คน ซึ่งแรงงานผู้ถูกเลิกจ้างได้มีการยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานแล้ว และพนักงานตรวจแรงงานได้มีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินค่าชดเชยทั้งหมด รวมจำนวนเงินประมาณ \n๒,๘๘๘ ล้านบาท แต่ปรากฏว่านายจ้างยังมิได้มีการปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานแต่อย่างใด \nส่งผลให้ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากขาดรายได้ในการดูแล\nครอบครัว และยังต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการฟ้องร้องเพื่อให้ได้รับเงินชดเชยตามสิทธิ\nที่ตนเองพึงมี เช่น ลูกจ้างบริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บอดี้แฟชั่น ประเทศไทย จำกัด \nบริษัท แอลฟ่าสปินนิ่ง จำกัด และบริษัท เอเอ็มซีสปินนิ่ง จำกัด ได้ออกมาเรียกร้องขอให้มีการจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจากการเรียกร้องดังกล่าวได้มีข้อเสนอให้ใช้งบกลางในการแก้ไขปัญหาให้กับโรงงานไปพลางก่อน ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
203	1509	146	นายเศรณี อนิลบล	กฎหมาย	ปัญหาการนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐอเมริกา  	จากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแบบฐานขั้นต่ำจากทุกประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยในเบื้องต้น ประเทศไทยจะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ ๓๖ และได้มีการปรับเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ ๑ เป็นอัตราร้อยละ ๓๗ โดยสื่อมวลชนรายงานว่าคณะเจรจาของรัฐบาลไทย มีแนวความคิดให้ประเทศไทยนำเข้าเนื้อสุกร ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่น ๆ จากสหรัฐอเมริกา เพื่อลดดุลการค้าระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา และผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งแนวความคิดดังกล่าว จะสร้างความเดือดร้อนแก่เกษตรกรของไทย ทั้งผู้เลี้ยงสุกรและผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ เนื่องจากตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๓ เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาต่าง ๆ อาทิ ปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) ปัญหาการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรเป็นอย่างมาก ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ เช่น เกษตรกร\nในภาคเหนือผู้ปลูกข้าวโพดสำหรับเป็นอาหารสัตว์ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาข้าวโพดมีราคาตกต่ำ\nมาโดยตลอด ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พิจารณาไตร่ตรอง\nถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรไทย ทั้งผู้เลี้ยงสุกร และผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ อย่างรอบคอบ\nและรอบด้าน ก่อนที่จะกำหนดนโยบายในการเจรจาต่อรองเพื่อรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
204	1507	83	นายประภาส ปิ่นตบแต่ง	ความเดือดร้อนของประชาชน	การสื่อสารเพื่อการเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ	"จากการถอดบทเรียนภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในช่วงเวลากว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา พบว่าบทเรียนจากภัยพิบัติของประเทศไทยยังคงมีปัญหาซ้ำรอยเดิม กล่าวคือ ระบบ\nการสื่อสารเพื่อการเตือนภัย ระบบสั่งการเหตุการณ์ รวมถึงแผนในการรับมือและจัดการภัยพิบัติ\nของหน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจแก่ประชาชน ขณะเดียวกันในส่วนของภาคประชาชนจะเห็นได้ว่าชุมชนและท้องถิ่นต่าง ๆ มีการรวมตัวเป็นเครือข่าย\nที่มีความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ \nโดยการกำหนดนโยบาย การตรากฎหมาย การออกกฎ หรือระเบียบให้มีความชัดเจน จะช่วยส่งเสริม\nให้ชุมชนและท้องถิ่นสามารถเตรียมความพร้อมทั้งกำลังคน และข้อมูลต่าง ๆ ในการรับมือภัยพิบัติ\nในระดับพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น     \n		   บทเรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๘ พบว่ามีประเด็นปัญหาหลายประการ อาทิ (๑) ไม่มีการแจ้งเตือนเหตุภัยพิบัติแก่ประชาชนได้อย่างทันท่วงที จนกระทั่งเวลาผ่านไปกว่า ๒ ชั่วโมง (๒) ไม่มีข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวให้แก่ประชาชน (๓) ยังคงมีเหตุให้ประชาชนตื่นตระหนก ตกใจ และอพยพออกจากอาคารสูงเป็นระยะ ๆ (๔) ประชาชนมีความหวาดระแวง และไม่เชื่อมั่นในระบบแจ้งเตือนภัยของรัฐ และ (๕) ไม่มีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวัง\nภัยพิบัติ และขาดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จึงขอหารือไปยังรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ดังนี้  \n		  ๑) ขอให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) \nและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พิจารณากำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง \nต้องมีกระบวนการจัดทำแผนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติแบบมีส่วนร่วมของประชาชน ภายใน ๑ ปี \nและกำหนดตัวชี้วัดในการประเมินผลปฏิบัติงาน (Key Performance Indicators : KPI) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว    \n		  ๒) ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาตั้งงบกลาง เพื่อสนับสนุนกระบวนการส่งเสริม ชุมชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ ตั้งแต่การจัดทำแผน การขับเคลื่อนแผน และการซักซ้อมแผน\nอย่างเร่งด่วน อย่างน้อยตำบลละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท                    \n		  ๓) ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานหลักในการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ  รวมทั้งจัดทำข้อมูลในการเตือนภัยที่เข้าใจง่าย เพื่อแจ้งให้ประชาชนทุกคนได้ทราบเป็นการล่วงหน้า  \n		  ๔) ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการซักซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งอย่างเร่งด่วน "	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
205	1505	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	กฎหมาย	การเลื่อนยศนายร้อย (หลักเกณฑ์ อายุ ๕๓ ปี) เป็นพันตำรวจตรีก่อนเกษียณ อายุราชการ ๖ เดือน  	"จากข้าราชการตำรวจที่เริ่มรับราชการจากการบรรจุเป็นตำรวจชั้นประทวน \nมีการปฏิบัติหน้าที่หลากหลายงาน ตลอด ๒๔ ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด เช่น งานสายตรวจ งานสายสืบ \nงานด้านอำนวยการ เป็นต้น รวมทั้งต้องรับผิดชอบงานด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน\nของประชาชน โดยที่ครอบครัวของตนเองก็ได้รับผลกระทบจากภาระงานด้วยเช่นกัน  \n\n\nในปี...\n 		ในปี พ.ศ. ๒๕๕๕ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจได้มีมติให้เลื่อนยศนายดาบตำรวจ อายุ ๕๓ ปี ที่ผ่านการอบรมเป็นร้อยตำรวจตรี และเมื่อเกษียณอายุราชการจะได้รับยศร้อยตำรวจเอก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และมอบเกียรติยศศักดิ์ศรีให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน \nซึ่งตลอดระยะเวลา ๑๓ ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๕ จนถึงปัจจุบัน มีการแต่งตั้งเลื่อนยศมาแล้ว จำนวน ๗๘,๐๐๐ นาย \n 		ปัจจุบันข้าราชการตำรวจจำนวนหนึ่งได้ร้องขอให้มีการเลื่อนยศนายดาบตำรวจ\nที่ได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจเอกก่อนเกษียณอายุราชการ ๖ เดือน ขึ้นเป็นพันตำรวจตรี \nซึ่งอาจกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือไม่ก็ได้ โดยไม่มีการตั้งตำแหน่งใหม่\nในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งไม่เป็นการเพิ่มภาระงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ\nและงบประมาณแผ่นดินแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ตำรวจพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เอื้อให้ระบบราชการตำรวจมีความยุติธรรม โปร่งใส และยกระดับภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาการเลื่อนชั้นยศจากร้อยตำรวจเอกเป็นพันตำรวจตรี ล่วงหน้า ๖ เดือน ก่อนเกษียณอายุราชการ สำหรับผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหรือไม่ก็ได้ โดยไม่มีการเพิ่มเงินเดือน เพียงใช้ยศพันตำรวจตรีเพื่อพิจารณาบำเหน็จบำนาญ โดยการอ้างอิงกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๕๓ ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๒๘ และพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๖ และมาตรา ๗  "	นายกรัฐมนตรี\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
206	1503	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้จัดการกลุ่มผู้มีอิทธิพลสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน    	"จากในคราวการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๔ เมื่อวันอังคารที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ได้ปรึกษาหารือ เรื่อง กลุ่มอิทธิพลชาวอินเดียในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดส่งส่วยให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค ๔ ได้ลงพื้นที่จับกุมคนอินเดียที่กระทำความผิดได้จำนวนหนึ่ง\nและต่อมาได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการกับผู้มีอิทธิพล\nในพื้นที่ต่าง ๆ ประกอบกับปัจจุบันประชาชนได้ให้ความสนใจกับกรณีผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ \n 		กรณีที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๒.๑๕ ณ ลานจอดรถของร้านอาหารแห่งหนึ่งในซอยทองหล่อ ๑๓ เกิดเหตุการณ์ที่มีชายคนหนึ่งตบหน้าชายอีกคนหนึ่ง จากนั้นพรรคพวกของทั้งสองฝ่ายได้เข้ารุมต่อสู้กัน เมื่อมีคนไปห้ามก็ได้มีการท้าทาย ซึ่งในอนาคตอาจเกิดศึกล้างแค้นกัน ทั้งนี้ กลุ่มบุคคลดังกล่าวมิได้สนใจกฎหมาย มีพฤติกรรมเก็บค่าคุ้มครอง ข่มขู่ ยกพวกตีกัน โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนหรือไม่  \n 		กรณีที่ ๒ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๘ เกิดเหตุยิงกันในงานโคตรเปียก ณ ลานจอดรถศูนย์การค้าย่านบางกะปิ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ๑ คน หลังเกิดเหตุผู้สื่อข่าวหญิงสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง แจ้งว่า ขณะลงพื้นที่ทำข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีผู้จัดงานซึ่งมีกองกำลังเป็นของตนเอง \nจำนวนไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ คน ได้บังคับให้ลบข้อมูลภาพเหตุการณ์เพื่อไม่ให้นำเสนอข่าว และข่มขู่ด้วยภาษาใต้ที่แปลว่าจะยิงหัว\n 		กรณีที่ ๓ กลุ่มผู้ประกอบการสถานบันเทิงเวลากลางคืน บริเวณย่านลาดพร้าว \nซอยมหาดไทย บางกะปิ วังทองหลาง รัชดาภิเษก และถนนข้าวสาร จำนวนมากได้แจ้งว่า จะต้องส่งส่วยให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐระดับหัวหน้า ไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต่อ ๑ ร้านค้า โดยยังไม่รวมลูกน้อง \nและกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่   \n 		ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้\n 		๑) ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล\nชาวอินเดียในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยตรวจสอบไปถึงผู้อยู่เบื้องหลัง และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบที่มาของบัตรประชาชนที่คนอินเดียได้รับ และดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด\n 		๒) ขอให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจตราและลงพื้นที่ซอยทองหล่อ เพื่อดำเนินการกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่สร้างความเดือดร้อน หวาดผวาต่อประชาชน หากไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพังได้ ควรสนธิกำลังกับทหารเพื่อการปราบปรามอย่างจริงจัง และดำเนินการสืบสวนเพื่อป้องกันเหตุล้างแค้น\nที่อาจเกิดขึ้น    \n 		๓) ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้หมดสิ้นไป และตรวจสอบกรณีสถานบันเทิงในกรุงเทพมหานครส่งส่วยให้กับเจ้าหน้าที่รัฐระดับหัวหน้า และลูกน้องอย่างจริงจัง รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อย่าให้มีเจ้าหน้าที่รัฐ หรือบุคคลใดสามารถสร้างอิทธิพลเหนือกฎหมายอีกต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
207	1501	107	นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์	ความเดือดร้อนของประชาชน	สถานการณ์สารหนูและสารตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน ปนเปื้อนในแม่น้ำกกในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่	"แม่น้ำกกเป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดเชียงราย มีต้นกำเนิดจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ไหลลงสู่ประเทศไทยผ่านอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และไหลผ่านจังหวัดเชียงราย จำนวน ๖ อำเภอ เป็นแหล่งน้ำที่ประชาชนในพื้นที่ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค และเป็นแหล่งน้ำสำคัญ\nในการผลิตน้ำประปาในเขตอำเภอเมืองเชียงราย จากรายงานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และสำนักสิ่งแวดล้อมภาคที่ ๑ พบว่า น้ำในแม่น้ำกกมีปริมาณสารหนูปนเปื้อน ๐.๐๒๖ มิลลิกรัมต่อลิตร และมีปริมาณสารตะกั่วปนเปื้อน ๐.๐๗๖ มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเกินกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก     \n 		จากการปนเปื้อนดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจาก\nผู้ที่ลงไปเล่นน้ำหรือใช้น้ำจากแม่น้ำกกเกิดอาการระคายเคือง และมีผื่นคันตามผิวหนัง ซึ่งในระยะยาว การได้รับสารหนูและสารตะกั่วอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง และโรคระบบประสาท โดยสาเหตุการปนเปื้อนของสารอันตรายดังกล่าวมาจากการทำเหมืองแร่ทองคำของประเทศเมียนมา \nซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำกก ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 		๑) ประสานความร่วมมือระดับทวิภาคีกับรัฐบาลเมียนมา เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ และออกมาตรการป้องกันร่วมกันในระยะยาว\n 		๒) กำหนดมาตรการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสถานการณ์ \nและแจ้งเตือนภัยต่อประชาชนให้ทราบอย่างทันท่วงที รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูล และให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของสารหนู และสารตะกั่ว พร้อมทั้งแนวทางการป้องกันตนเอง\n 		๓) ดูแลและเยียวยาประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด\nสำหรับอุปโภคบริโภค และการดูแลรักษาสุขภาพของผู้ที่ได้รับผลกระทบ\n 		๔) เร่งตรวจสอบสารตกค้างและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสัตว์น้ำ และพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง  \n 		ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะนำไปสู่การพิจารณาและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำกกอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันสุขภาพและคุณภาพชีวิต\nของประชาชนในพื้นที่ และเป็นบทเรียนที่สำคัญในการจัดการปัญหามลพิษทางน้ำแหล่งอื่นของประเทศต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
208	1499	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	กฎหมาย	สหรัฐขึ้นภาษี ๓๖ เปอร์เซ็นต์ สู่กลยุทธ์ตอบโต้และพัฒนาการส่งออกไทย	"จากสหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าไทยร้อยละ ๓๖ \nซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทยโดยรวม จึงขอนำเสนอการวิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการดำเนินการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ดังนี้    \n 	 	๖.๑ การวิเคราะห์ผลกระทบต่อภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทย\n 	    	  ข้อมูลที่ดำเนินการรวบรวมในระยะเวลาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า สินค้าส่งออกไทย\nหลายประเภทที่จำหน่ายในตลาดสหรัฐอเมริกาได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ อันเนื่องมาจากการเพิ่ม\nอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ ๓๖ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและราคาจำหน่ายปลายทางสูงขึ้น อันนำไปสู่\nการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของประเทศไทย นอกจากนี้ ผลกระทบดังกล่าวยังขยายวงกว้างไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมการผลิตอื่น ๆ ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวยังส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการ การจ้างงานในภาคการผลิต ตลอดจนภาคบริการที่เชื่อมโยงกับการส่งออก  \n 		๖.๒ มาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจและผู้ผลิตเพื่อบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีที่เพิ่มขึ้น พิจารณาเห็นควรกำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือภาคการส่งออก ดังนี้\n 	     	  ๖.๒.๑ จัดตั้งศูนย์บริการให้คำปรึกษาด้านการตลาดและเทคนิคแก่ผู้ส่งออกครอบคลุมการปรับกลยุทธ์ทางการตลาด การพัฒนาคุณภาพสินค้า และการแสวงหาตลาดทดแทน\nในภูมิภาคอื่น\n 	     	  ๖.๒.๒ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน\n 	     	  ๖.๒.๓ พิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อหรือการสนับสนุนทางการเงิน\nอัตราดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี เพื่อให้สามารถปรับตัวและฟื้นฟู \nการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n		๖.๓ การประสานงานภายในและการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้การตอบสนองต่อมาตรการภาษีดังกล่าวเป็นไปอย่างมีระบบและประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็น\nต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานส่งเสริมการส่งออก ควบคู่ไปกับการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน และสมาคมผู้ส่งออก โดยเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ผลกระทบ และกำหนดแนวทาง\nการรับมือที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการจัดให้มีเวทีหารือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการรับมือกับมาตรการภาษีดังกล่าว     \n		๖.๔ การวางแผนระยะยาวเพื่อความยั่งยืนของภาคการส่งออก นอกเหนือจาก\nการดำเนินมาตรการเร่งด่วนในระยะสั้นแล้ว จำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคการส่งออก\nของไทยในระยะยาว ดังนี้\n            			  ๖.๔.๑ ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นหลัก โดยการสำรวจและขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น อาทิ สหภาพยุโรป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศในทวีปแอฟริกา\n            			  ๖.๔.๒ ส่งเสริมการพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และเน้นการเพิ่มคุณลักษณะพิเศษ และการออกแบบนวัตกรรม เพื่อให้สินค้าไทยมีความแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับการแข่งขันในตลาดโลก \n            			  ๖.๔.๓ สนับสนุนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ทั้งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านเทคนิคที่ทันสมัย   \n 		ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางการดำเนินการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n 		๑) จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบและจัดทำข้อเสนอ\nแนวทางการรับมือกับมาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐอเมริกาปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓๖\n          		๒) ดำเนินการเจรจาหารือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา รวมทั้งใช้กลไกขององค์การการค้าโลก (WTO) ในการเรียกร้องความเป็นธรรมและการพิจารณาผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว\n 		๓) จัดให้มีมาตรการสนับสนุนภาคการส่งออกด้านการเงิน การตลาด และการพัฒนานวัตกรรม\n		๔) เสริมสร้างการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน \nเพื่อรวบรวมข้อมูลและกำหนดแนวทางการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น\n 		๕) กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคการส่งออกในระยะยาว โดยมุ่งเน้น\nลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเป็นหลัก และการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ มาตรการภาษีใหม่\nของสหรัฐอเมริกานับเป็นความท้าทายสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยและภาคการส่งออก อย่างไรก็ตาม ด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วน เชื่อว่าจะสามารถกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา\nที่เหมาะสมเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติและเสริมสร้างความยั่งยืนให้แก่ระบบเศรษฐกิจไทย\nในระยะยาวได้ ทั้งนี้ มีความเชื่อมั่นว่าแนวทางที่นำเสนอจะสามารถเสริมสร้างความพร้อมของประเทศไทยในการเผชิญกับความท้าทายและการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่ภาคการส่งออกและระบบเศรษฐกิจ\nของประเทศต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
209	1497	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	กฎหมาย	ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและมีมติเห็นชอบนโยบายเร่งรัดการผลักดัน แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ๘ แหล่ง สู่การเป็นมรดกโลก	"จากจังหวัดเชียงใหม่ได้นำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัด \nจำนวน ๘ แหล่ง ซึ่งได้รับการบรรจุเป็นรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) เพื่อนำเสนอเข้าสู่บัญชีมรดกโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๗ และได้นำเสนอกรณีการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลกกับนางสาวสุดาวรรณ  หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคณะ เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๘          \n          		แหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่จะเสนอสู่การเป็นมรดกโลก จำนวน ๘ แหล่ง ประกอบด้วย (๑) วัดเชียงมั่น (๒) วัดพระสิงห์ (๓) วัดเจดีย์หลวง (๔) วัดสวนดอก (๕) วัดเจ็ดยอด (๖) วัดอุโมงค์ \n(๗) วัดพระธาตุดอยสุเทพ และ (๘) แนวประตูเมือง คูเมืองเชียงใหม่ โดยได้ดำเนินการสร้างการรับรู้\nและจัดทำประชาพิจารณ์กับภาคประชาชนในพื้นที่ทั้ง ๘ แหล่งเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการผลักดันแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่สู่การเป็นมรดกโลกจะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้ \n          		๕.๑ จังหวัดเชียงใหม่จะได้รับความสนใจจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\nมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างยั่งยืน\n          		๕.๒ เพิ่มความตระหนักรู้และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวเชียงใหม่ พร้อมส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป \n          		๕.๓ ได้รับการสนับสนุนจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม\nแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) กรณีเกิดภัยพิบัติ อุทกภัย และแผ่นดินไหว จะได้รับการช่วยเหลือ\nด้านงบประมาณ ผู้เชี่ยวชาญ และองค์ความรู้ในการบูรณะหรือปกป้องโบราณสถาน\n          		๕.๔ เกิดการพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมทั้งด้านระบบขนส่งสาธารณะ การพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการบริการต่อเนื่อง สามารถสร้างงานเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและท้องถิ่น  \n          		ดังนั้น จึงขอเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและมีมติเห็นชอบให้เป็นนโยบาย\nในการเร่งรัดการดำเนินการผลักดันแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ทั้ง ๘ แหล่ง สู่การเป็นมรดกโลกภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๐ ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในจังหวัดเชียงใหม่ ในการร่วมกันขับเคลื่อนแหล่งวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่สู่การเป็นมรดกโลกให้สำเร็จลุล่วง อนึ่ง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่พร้อมสนับสนุนงบประมาณ จำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าล้านบาทถ้วน) ในการจัดทำรายงาน\nฉบับสมบูรณ์นำเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อพิจารณาต่อไป "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
210	1495	128	นางวาสนา ยศสอน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอรับการสนับสนุนแผนพัฒนาแหล่งน้ำในเขตอำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน	"จากได้รับหนังสือจากนายทศพร  ภูปาน ประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำ\nฝายสมุน – สะเนียน พร้อมคณะ เรื่อง ขอรับการสนับสนุนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในเขตพื้นที่ตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน โดยสภาพปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ดังกล่าว มีสาเหตุดังต่อไปนี้  \n 		๔.๑ ฝายสมุนเป็นฝายขนาดกลางที่ไม่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่สำรองเพื่อส่งน้ำมาเติม ส่งผลทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอต่อความต้องการ ฝายสมุนเป็นแหล่งน้ำหลักที่มีความสำคัญ\nในการหล่อเลี้ยงประชาชนและกลุ่มเกษตรกรในเขตพื้นที่ตำบลสะเนียน ตำบลถืมตอง ตำบลไชยสถาน ตำบลเรือง และตำบลบ่อสวก รวมถึงเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของกองพันทหารม้าที่ ๑๐ \nและกองพันทหารม้าที่ ๑๕ โดยในช่วงฤดูแล้ง น้ำในฝายแห้งขอดและตื้นเขิน ส่งผลให้กองพันทหารม้าที่ ๑๕ ต้องบริหารจัดการน้ำด้วยการเปิด – ปิดเป็นเวลา และต้องเตรียมภาชนะเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ \nในส่วนของเกษตรกรต้องรวมกลุ่มกันเพื่อผันน้ำไปใช้ในภาคการเกษตร ซึ่งปริมาณน้ำยังไม่เพียงพอ\nต่อความต้องการ    \n 		๔.๒ ฝายสมุนก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เป็นเหตุให้ประตูส่งน้ำเกิดการชำรุด และกำแพงของฝายมีความสูงไม่เพียงพอต่อการกักเก็บน้ำให้เหมาะสม\nกับสภาพการใช้งานในปัจจุบัน\n 		๔.๓ พื้นที่ความจุไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอต่อความต้องการของภาคเกษตรกรรม\nในพื้นที่ ๕ ตำบลของอำเภอเมืองน่าน \nดังนั้น…\n 		ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำ \nและเพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน จึงขอความอนุเคราะห์ไปยังรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน ดังนี้  \n 		๑) เร่งรัดการดำเนินโครงการปรับปรุงชลประทานขนาดกลางฝายสมุน ซึ่งได้มีการศึกษาความเหมาะสมในการปรับปรุงโดยภาคเอกชนเรียบร้อยแล้ว \n 		๒) พิจารณาจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างโครงการแก้มลิงฝายสมุนในพื้นที่ ๔๕ ไร่ ตามตำแหน่งที่ตั้ง รูปแบบพื้นที่บริเวณแก้มลิง และผลการสำรวจพื้นที่โครงการที่ได้รับการพิจารณาแล้ว\n 		๓) สนับสนุนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำกาใส จำนวน ๒ แห่ง ในพื้นที่ห้วยสะรัง หมู่บ้านกาใส ตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน  "	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
211	1493	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	สะพานข้ามคลองสี่วาพาสวัสดิ์ บริเวณวัดป่าชัยรังสี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร	จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาครได้อนุมัติงบประมาณโครงการซ่อมแซมสะพานข้ามคลองสี่วาพาสวัสดิ์ บริเวณวัดป่าชัยรังสี อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรของประชาชนในพื้นที่ โดยสะพานมีความกว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๘ เมตร งบประมาณราคากลางค่าก่อสร้าง จำนวน ๓,๐๔๗,๘๕๕.๙๘ บาท วงเงินค่าก่อสร้างตามที่ได้ลงนาม\\nในสัญญาจ้าง จำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เริ่มก่อสร้างวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ สิ้นสุดสัญญาวันที่ \\n๒๒ มกราคม ๒๕๖๘ แต่ปัจจุบันผู้รับเหมาได้ทิ้งงานการก่อสร้าง ทำให้สะพานดังกล่าวใช้สัญจรชั่วคราว\\nได้เพียงรถจักรยานยนต์เท่านั้น ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับการก่อสร้างสะพานขององค์การบริหาร\\nส่วนจังหวัดอ่างทอง พบว่าเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๕ การก่อสร้างสะพานที่มีความกว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๘ เมตร \\nใช้งบประมาณก่อสร้างเป็นเงินประมาณ ๑,๔๑๑,๐๐๐ บาท จึงขอให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบการใช้งบประมาณการก่อสร้าง สะพานข้ามคลองสี่วาพาสวัสดิ์  พร้อมทั้งสร้างสะพานชั่วคราวเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการเดินทางให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป  	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
212	1491	133	นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอเสนอแนวทางการส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรดีเด่น หรือปราชญ์ท้องถิ่น ด้านการเกษตรที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ได้รับสวัสดิการหรือค่าตอบแทน	เนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๘ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคใต้ (ตอนล่าง) ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อน\nของพี่น้องประชาชนและเยี่ยมชมการดำเนินงานสวนเกษตรประยุกต์ของนายทวี  นวลเรือง ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง ซึ่งในการลงพื้นที่ครั้งนี้คณะกรรมการฯ ได้รับฟังความเห็นจาก \nร้อยตำรวจตรี อำพล  แก้วมุสิก วุฒิอาสาธนาคารสมอง จังหวัดพัทลุง ในประเด็นเกี่ยวกับแนวทาง\nในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรที่เป็นบุคคลต้นแบบทางการเกษตร เช่น อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน \nหมอดินชาวบ้าน ประมงอาสา ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติในสาขาอาชีพต่าง ๆ ว่าควรได้รับสวัสดิการหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากการปฏิบัติงานเหมือนกับกลุ่มวิชาชีพอื่น ๆ \nเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานของเกษตรกรในพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จากกรณีดังกล่าวพบว่า ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริม สนับสนุนเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรในการพัฒนาอาชีพการเกษตร โดยเน้นการพัฒนาเกษตรกรและองค์กรเกษตรกรให้สามารถบริหารจัดการการผลิต และการตลาดให้สอดคล้องกับสภาวะในปัจจุบัน \nเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของครัวเรือน และชุมชนให้ดีขึ้น โดยการคัดเลือกเกษตรกร\nและสถาบันเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในระดับชาติ เป็นการเผยแพร่และส่งเสริมผลงานความสำเร็จสู่สาธารณชน และใช้เป็นแนวทางในการขยายผลการส่งเสริมการเกษตร แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ไม่ได้รับสวัสดิการ หรือผลประโยชน์ตอบแทนจากการเป็นบุคคลตัวอย่างด้านการเกษตร ทั้งนี้ หากพิจารณาจากบุคคลที่ได้รับการยกย่องกรณีอื่น เช่น การมอบรางวัลศิลปินแห่งชาติ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้กำหนดระเบียบไว้อย่างชัดเจนให้ผู้ที่ได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติจะได้รับสวัสดิการเป็นค่าตอบแทนรายเดือน และตลอดระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่รัฐบาลได้ดูแลค่ารักษาพยาบาล\nของศิลปินแห่งชาติและคู่สมรส จึงเห็นว่าข้อเสนอแนะของ ร้อยตำรวจตรี อำพล  แก้วมุสิก ถือเป็นเรื่องที่ดี และเพื่อให้เกษตรกรได้รับสวัสดิการ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับอาชีพอื่น ๆ จึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาแนวทางเกี่ยวกับการส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรดีเด่น \nหรือปราชญ์ท้องถิ่นด้านการเกษตรที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่างแท้จริงและยั่งยืน ได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ตามความเหมาะสมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ\nในการทำงานของเกษตรกรทั่วประเทศต่อไป	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
213	1489	96	นายพิชาญ พรศิริประทาน	นโยบายของรัฐบาล	การพิจารณาต่ออายุมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินสินเชื่อ Soft Loan ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี	"จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เช่น เหตุการณ์ปล้นอาวุธปืนจำนวนมากของหน่วยงานราชการ ในพื้นที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ \\nอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี และเหตุการณ์สลายการชุมนุมบริเวณหน้าสถานีตำรวจอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ทำให้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ รัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินสินเชื่อ Soft Loan ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ให้แก่ผู้ประกอบกิจการใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อไม่ให้ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงาน ผู้ประกอบกิจการ และประชาชนทั่วไปย้ายถิ่นฐานออกนอกพื้นที่จากเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยมาตรการดังกล่าวส่งผลทำให้ผู้ประกอบกิจการและประชาชนไม่ย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลจนถึงปัจจุบัน ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๖ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้สิ้นสุดโครงการ กำหนดระยะเวลา ๑๘ เดือน ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๘ \\nทำให้ผู้ประกอบกิจการที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง และบางส่วนไม่สามารถปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีได้ จากการตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนั้น จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง\\nและไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้   \\n		๑) หนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้น   \\n		๒) ธนาคารพาณิชย์ต้องสำรองทุนกรณีหนี้เสีย (NPL)    \\n		๓) การลงทุนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ชะลอตัวลง \\n		๔) นักธุรกิจในพื้นที่ จะย้ายถิ่นฐานออกนอกพื้นที่ \\n		๕) อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้    \\n		๖) ปัญหายาเสพติด และอาชญากรรมในพื้นที่เพิ่มขึ้น     \\n		ทั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นว่านโยบายตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๖  จะส่งผลเสียมากกว่าผลดีในทุกมิติ ดังนั้น จึงขอให้ภาครัฐคงไว้ซึ่งโครงการช่วยเหลือด้านการเงินสินเชื่อ Soft Loan ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบดังกล่าว และช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการ \\nในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	28	2568	2025-04-08T00:00:00
214	1487	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้เร่งดำเนินการก่อสร้างท่อระบายน้ำห้วยมุ่น-ห้วยลี่ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ไปลงแม่น้ำน่าน	"จากมีประชาชนในพื้นที่หมู่ ๕ บ้านทุ่งเศรษฐี และหมู่ ๖ บ้านมงคลนิมิต ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ได้ร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ กล่าวคือ กรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินการก่อสร้างท่อระบายน้ำห้วยมุ่น-ห้วยลี่ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองจังหวัดน่าน ไปลงแม่น้ำน่าน โดยกรมทางหลวงได้ก่อสร้างท่อระบายน้ำห้วยมุ่น-ห้วยลี่ ลอดถนนทางหลวงแผ่นดิน ซึ่งเหลือระยะทางเพียงเล็กน้อยท่อระบายน้ำดังกล่าวก็จะทะลุออกไปถึงแม่น้ำน่าน แต่อย่างไรก็ดี การก่อสร้างท่อระบายน้ำดังกล่าวได้ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างมากว่า ๑๑ ปี แต่ยัง\nไม่แล้วเสร็จ ทำให้ในช่วงฤดูฝนหรือในราวเดือนสิงหาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีน้ำหลากจำนวนมาก\nที่ไหลมาจากห้วยมุ่น-ห้วยลี่ จะไหลเข้าท่วมพื้นที่หมู่ ๕ บ้านทุ่งเศรษฐี และหมู่ ๖ บ้านมงคลนิมิต \nตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน และเข้าท่วมขังถนนสายเลี่ยงเมือง บ้านปางค่า-บ้านทุ่งเศรษฐี (ถนนเลียบลำเหมืองหลวง) ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ระยะทาง ๔.๗ กิโลเมตร ทำให้ประชาชนได้รับความยากลำบากในการเดินทางและการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณถนนเลียบลำเหมืองหลวง หรือที่ประชาชนในพื้นที่ เรียกว่า “ถนนหมาเมา” ซึ่งถนนมีสภาพอันอาจเกิดอันตรายต่อผู้ที่ใช้เส้นทางเพราะถนนมีความคดเคี้ยวและมีโค้งหักศอกเป็นจำนวนมาก เมื่อถนนมีน้ำท่วมขังยิ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อผู้ที่สัญจรมากยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ร่วมกับสำนักงานชลประทานที่ ๒ จังหวัดน่าน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำที่ท่วมขังออกไปยังอีกฝั่งของถนน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขังหมู่บ้านทั้งสองในเบื้องต้นเท่านั้น  \n 	ดังนั้น ขอให้กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งดำเนินการก่อสร้างท่อระบายน้ำห้วยมุ่น-ห้วยลี่ ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ไปลงแม่น้ำน่าน ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่หมู่ ๕ บ้านทุ่งเศรษฐี และหมู่ ๖ บ้านมงคลนิมิต ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
215	1485	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	การเตือนภัย Cell Broadcast Service ผ่านข้อความสั้นแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวและเหตุฉุกเฉิน 	"จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๘ มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมา ขนาด ๘.๒ ความลึก ๑๐ กิโลเมตร ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศไทย ถือเป็นบทเรียนสำคัญในหลายมิติที่สังคมไทยต้องตระหนักถึงอันตราย และหน่วยงานของรัฐจำเป็น\nต้องมีการทบทวนแผนการรับมือภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ \nระบบแจ้งเตือนภัยเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน\nเป็นจำนวนมาก \n 	โดยประเทศไทยมีการจัดตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด\nกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลกลางทางด้าน\nภัยพิบัติทางธรรมชาติ และควบคุมสั่งการในภาวะวิกฤติตลอดจนแจ้งเตือนภัยพิบัติทุกประเภท \nอาทิ แผ่นดินไหว น้ำท่วม สึนามิ ไฟป่า เหตุด่วนเหตุร้าย และอื่น ๆ ดังนั้น หากรัฐบาลสั่งการออกระเบียบให้กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดำเนินการส่งข้อความแจ้งเตือน\nภัยพิบัติ เช่น แจ้งเตือนแผ่นดินไหว ผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกเครือข่ายของผู้ให้บริการ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัติผ่านระบบเทคโนโลยี Cell Broadcast Service \nหรือระบบสื่อสารข้อความตรงไปที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนอย่างเฉพาะเจาะจงพื้นที่ โดยประชาชน\nไม่ต้องสมัครบริการรับข้อความแจ้งเตือน ไม่ต้องใช้แอปพลิเคชัน หรืออินเตอร์เน็ต แต่อย่างใด ซึ่งระบบเทคโนโลยี Cell Broadcast Service เป็นระบบที่มีความเหมาะสมกับการนำมาใช้แจ้งเตือนภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากสามารถส่งข้อความไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่รองรับสัญญาณตั้งแต่ 4G ขึ้นไป ที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมของสถานีฐานในบริเวณนั้น ๆ ในเวลาเดียวกัน ด้วยรูปแบบการแสดงข้อความ\nบนหน้าจอโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Pop-up notification) แบบ Real-time เพื่อให้ประชาชนสามารถรับทราบสถานการณ์ภัยพิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันบริษัทเอกชนผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่\nมีความพร้อมให้บริการดังกล่าวแล้ว หากมีการสั่งการจากภาครัฐก็สามารถดำเนินการได้ทันที ดังนั้น \nจึงขอปรึกษาหารือเรื่องนี้ไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
216	1483	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาแชร์เหรียญที่หลอกลวงการลงทุน	"จากเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ ตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายจากคดีแชร์ลูกโซ่มากกว่า ๔๐ คน ได้เดินทางมาร้องเรียนให้ช่วยเหลือและติดตามผลของคดี ซึ่งขบวนการแชร์เหรียญนั้นมีผู้เสียหายมากกว่า ๓๐๐ คน มีมูลค่าความเสียหายมากกว่า ๒๐๐ ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๕ กลุ่มผู้เสียหายได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แต่จนถึงปัจจุบันคดียังไม่มีความคืบหน้า โดยพฤติกรรมการหลอกลวงของกลุ่มแชร์เหรียญได้ใช้วิธีการสร้างเว็บไซต์ปลอมและส่งลิงค์ (Link) ให้ผู้เสียหายสมัครและลงทะเบียน จากนั้นหลอกให้โอนเงินเพื่อซื้อเหรียญ USDT ผ่าน Binance (แพลตฟอร์มที่ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล) โดยอ้างว่าจะนำไปลงทุน และจูงใจผู้เสียหายให้ลงทุนด้วยสัญญาผลตอบแทนสูงถึง ร้อยละ ๑ ต่อวัน ทำให้ผู้เสียหายเกิดความมั่นใจ กล่าวคือ ทุกครั้งที่ผู้เสียหายโอนเงินไปยังแม่ทีม ยอดเงินดิจิทัลก็จะแสดงในระบบ และสามารถถอนเงินได้ในช่วงเวลาที่แม่ทีมกำหนด แต่เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งการถอนเงินเริ่มล่าช้า จนกระทั่งไม่สามารถถอนเงินได้ โดยขบวนการของกลุ่มมิจฉาชีพยังคงดำเนินการต่อโดยเปลี่ยนชื่อและรูปแบบการหลอกลวง พร้อมกับสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาใหม่เพื่อหลอกลวงเหยื่อรายใหม่ กรณีดังกล่าวได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก บางคนหมดตัว ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีเงินยังชีพ ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ดังนี้\n 	๑) ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เร่งรัดการดำเนินคดี และนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยเร็ว\n 	๒) ขอให้รัฐบาลดำเนินการปราบปรามขั้นเด็ดขาดกับขบวนการแชร์เหรียญเช่นเดียวกับการปราบปรามกลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งกำหนดมาตรการเพื่อยุติวงจรการหลอกลวง\nของกลุ่มมิจฉาชีพต่าง ๆ เพราะการหลอกลวงการลงทุน คือ การปล้นเงินจากประชาชนผู้บริสุทธิ์"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
217	1481	80	นางประทุม วงศ์สวัสดิ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ติดตามการรื้อถอนอาคารโครงการวอเตอร์ฟรอนท์ พัทยา จังหวัดชลบุรี	เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ผู้ขอปรึกษาหารือได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความล่าช้าในการรื้อถอนอาคารโครงการวอเตอร์ฟรอนท์ พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นางสาวซาบีดา  ไทยเศรษฐ์) ได้มาตอบกระทู้ถาม และได้ให้คำตอบว่าจะเร่งรัดการพิจารณาของกรมที่ดิน กรณีเพิกถอนหรือไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินแปลงที่ตั้งของโครงการวอเตอร์ฟรอนท์ พัทยา จังหวัดชลบุรี ภายในระยะเวลา ๖๐ วัน แต่ปัจจุบัน (วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๘) ยังไม่ทราบความคืบหน้า ซึ่งเมื่อนับระยะเวลาแล้วจะคงเหลือระยะเวลาเพียง ๑๐ วัน เท่านั้น ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดการพิจารณาของกรมที่ดิน\nให้แล้วเสร็จภายในช่วงปิดสมัยประชุมของรัฐสภา หรือก่อนวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เพื่อให้เกิด\nการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
218	1479	77	นางเบ็ญจมาศ อภัยทอง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของชาวนา จังหวัดพิจิตร 	"ชาวนาได้เสนอข้อเรียกร้องขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยเสนอให้รัฐบาลกำหนดราคาประกันข้าวตันละ ๑๑,๐๐๐ บาท แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีนโยบายช่วยเหลือชาวนาในรูปแบบการสนับสนุนเงินช่วยเหลือ ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๑๐ ไร่ต่อครัวเรือน แต่พบว่าการดำเนินการดังกล่าวยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ชาวนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ตรงตามความต้องการของชาวนา ทั้งนี้ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวอย่างเป็นระบบ ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาของชาวนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน จึงขอเสนอแนวทางการดำเนินการ ดังนี้\n 	๑) การปรับปรุงระบบภาษีนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร\n 		ตามที่ได้มีการยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร แต่ปัจจุบันพบว่า\nราคาปุ๋ยและสารเคมีได้ปรับราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาดและปัจจัยอื่น ๆ เช่น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุน\nการผลิตของเกษตรกร ดังนั้น จึงเสนอให้มีการพิจารณาการจัดเก็บภาษีนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร โดยนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีดังกล่าวมาจัดตั้งเป็นกองทุนสำหรับสนับสนุน\nการพัฒนาภาคเกษตรกรรม ในลักษณะเดียวกับการจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบ\n 	๒) การจัดตั้งกองทุนสนับสนุนเกษตรกร\n 		ภายหลังจากการจัดเก็บภาษีตามข้อ ๑) ให้นำรายได้มาจัดตั้งเป็นกองทุนสำหรับสนับสนุนเกษตรกรทุกกลุ่ม ดังนี้\n 		๒.๑) กองทุนสนับสนุนเกษตรกรที่ปลูกพืชบำรุงดิน โดยจัดสรรงบประมาณ\nสนับสนุนเกษตรกรที่ปลูกพืชบำรุงดินภายหลังการเก็บเกี่ยวในอัตราไร่ละ ๓,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท \nโดยอ้างอิงตามแนวทางการดำเนินงานของไต้หวันที่กำหนดให้เกษตรกรทำนาปีละ ๑ ครั้ง \nตามบริบทของพื้นที่ และภายหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว เกษตรกรจะปลูกพืชบำรุงดิน \nเช่น ปอเทืองและถั่วเขียว จากนั้นแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐให้รับทราบ โดยการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อปรับปรุงดิน โดยรัฐบาลจะจ่ายให้ในอัตราไร่ละ ๗,๐๐๐ บาท ส่วนการปลูกพืชอื่น ๆ เพื่อบำรุงดิน \nเช่น ดอกไม้ ถั่วเหลืองผิวดำ มันเทศ และฟักทอง รัฐบาลจะจ่ายให้ในอัตราไร่ละ ๓,๐๐๐ บาท \n 	 		โดยการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้ปริมาณข้าวเปลือก\nมีความเหมาะสมกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้ข้าวเปลือกมีราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาด \nซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน\nการผลิตให้ต่ำที่สุดโดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันศัตรูพืช และจะทำให้ต้นทุน\nการผลิตไม่เกินไร่ละ ๓,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ ปัจจุบันมีแปลงต้นแบบในพื้นที่ หมู่ที่ ๙ ตำบลไผ่ท่าโพ \nอำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร จำนวน ๒๘ ไร่ ที่ดำเนินการทำนาแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งสามารถ\nใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลได้\n 		๒.๒) กองทุนสนับสนุนการทำนาแบบคาร์บอนต่ำ จัดสรรงบประมาณ\nเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการทำนาแบบคาร์บอนต่ำทั้งระบบ เช่น \nการลดการเผาฟางด้วยการใช้จุลินทรีย์จากเชื้อราจาวปลวก เทคนิคการทำนาแบบต้นทุนต่ำ\nและใช้น้ำน้อย โดยประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น ประเทศญี่ปุ่น และไต้หวัน \nได้เชิญผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ มาให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการจัดการฟางข้าวด้วยการปั่นสดและใช้จุลินทรีย์ย่อยสลาย รวมถึงการจัดการน้ำในแปลงนาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการบริหารจัดการน้ำในแปลงนาควรดำเนินการโดยการขังน้ำในช่วง ๔๕ วันแรกหลังจากปักดำหรือหว่านน้ำตม หลังจากนั้นให้ใช้วิธีการให้น้ำแบบราดเพื่อให้ดินชื้นแต่ไม่ให้มีน้ำขังในแปลงนา ซึ่งจะทำให้ข้าวในนาสามารถหยั่งรากลึกและแตกกอได้มากขึ้น และปล่อยให้ดินแห้งจนแตกระแหง จากนั้นจึงนำน้ำเข้ามาเติมในแปลงพร้อมกับการใช้ฮอร์โมนปลาหรือปุ๋ยสกัดจากมูลสัตว์เพื่อให้ดินชื้น และดำเนินการสลับกันไปจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้ผลผลิตข้าวมีคุณภาพสูง\n 		๒.๓) การพัฒนาสายพันธุ์ข้าว เสนอให้กรมการข้าวดำเนินการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวทุกประเภท ได้แก่ ข้าวหอมนาปี ข้าวหอมนาปรัง ข้าวเจ้าแข็ง และข้าวสี ให้มีผลผลิตเฉลี่ยสูงกว่า ๑,๔๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ โดยให้มีลักษณะที่เหมาะสมกับการทำนาแบบคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ ให้จัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าตอบแทนพิเศษแก่นักวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าว และสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น เพื่อให้สามารถพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีความเหมาะสมกับการลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีของเกษตรกร ซึ่งจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ข้าวมีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด\n 	๓) การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการทำนาแบบคาร์บอนต่ำในระดับสากล\n 		เสนอให้รัฐบาลประกาศนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรทำนาแบบคาร์บอนต่ำ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลกเช่นเดียวกับประเทศเวียดนามที่ได้ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้ราคาข้าวของประเทศเวียดนามปรับตัวสูงขึ้นและสามารถจำหน่ายได้ในปริมาณที่มากกว่าประเทศไทยแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าข้าวไทยก็ตาม การทำนาแบบคาร์บอนต่ำเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและมีความสำคัญในวงการข้าวระดับโลก โดยประเทศเวียดนามได้ประกาศนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรทำนาแบบคาร์บอนต่ำ ส่งผลให้ข้าวเวียดนามเป็นที่ต้องการของตลาดโลกและมีช่องทางการจำหน่ายมากกว่าประเทศไทย การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมข้าวไทยและช่วยให้เกษตรกรชาวนาไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
219	1477	50	นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย	วงงานรัฐสภา	พิจารณาติดตั้งตู้กดน้ำดื่มสะอาดเพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระ ของประชาชนผู้มาติดต่อราชการและบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา	"จากได้รับข้อมูลจากประชาชนผู้มาติดต่อราชการ บุคลากรในวงงานรัฐสภา สื่อมวลชน แม่บ้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เกี่ยวกับการขาดแคลนจุดบริการน้ำดื่มฟรีภายในพื้นที่อาคารรัฐสภา ซึ่งอาคารรัฐสภามีพื้นที่ใช้สอย จำนวน ๔๒๔,๐๐๐ ตารางเมตร แต่ขาดแคลนจุดบริการน้ำดื่มฟรีสำหรับประชาชนและผู้มาติดต่อราชการ โดยปัจจุบันผู้ที่ต้องการดื่มน้ำจำเป็นต้องซื้อน้ำดื่มหรือไปใช้บริการตู้น้ำดื่มฟรีจากฝั่งของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็มีจำนวนน้อยและหากมีผู้ใช้บริการพร้อมกันหลายคนจะต้องใช้ระยะเวลาในการรอคิวกดน้ำดื่มค่อนข้างนาน\n 	จากการศึกษาพบว่า บุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาต้องซื้อน้ำดื่มเฉลี่ยวันละ ๒ ขวด ราคาขวดละ ๘ บาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายวันละ ๑๖ บาท หรือประมาณเดือนละ ๓๒๐ บาท ซึ่งเทียบเท่ากับค่าแรงขั้นต่ำหนึ่งวัน ทำให้เกิดภาระด้านค่าใช้จ่ายแก่บุคลากรของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา\nและผู้มาติดต่อราชการ\n 	ทั้งนี้ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๑ (๑) ได้กำหนดว่า ต้องมีจุดน้ำสะอาดสำหรับดื่มไม่น้อยกว่าหนึ่งที่สำหรับลูกจ้างไม่เกินสี่สิบคน และเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนหนึ่งที่ สำหรับลูกจ้างทุก ๆ สี่สิบคน เศษของสี่สิบคนถ้าเกินยี่สิบคนให้ถือเป็นสี่สิบคน ดังนั้น สถานประกอบการใดที่มีลูกจ้างเกิน ๔๐ คน ต้องจัดให้มีจุดน้ำดื่มสะอาดอย่างน้อยหนึ่งจุดและเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนหนึ่งจุดต่อลูกจ้างทุก ๔๐ คน \n 	ดังนั้น ขอให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาพิจารณาดำเนินการติดตั้งตู้กดน้ำดื่มสะอาดหรือจุดบริการน้ำดื่มฟรีภายในอาคารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อแสดงให้เห็นว่าสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา คำนึงถึงสวัสดิการพื้นฐานในการดำรงชีพของประชาชน เจ้าหน้าที่ และบุคคลในวงงานรัฐสภา อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายสำนักงานสีเขียว (Green Office) และเป้าหมายการลดปริมาณขยะขวดพลาสติก (Zero Waste) ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาอีกด้วย"	สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
220	1475	91	นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ	นโยบายของรัฐบาล	การบูรณะวัดบูรณะสิทธิ์ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น	"วัดบูรณะสิทธิ์ ตั้งอยู่ หมู่ที่ ๕ ตำบลหัวหนอง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าใหญ่ผือบัง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอบ้านไผ่ โดยงานประจำปีของวัดบูรณะสิทธิ์จะตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ (วันเพ็ญ) เดือน ๖ หรือวันวิสาขบูชา ซึ่งภายในวัดบูรณะสิทธิ์มีศาลาที่มีรูปแบบสวยงามเพื่อให้ประชาชนใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต ๒ จะมีการนำนักเรียนมาปฏิบัติธรรมเพื่อฝึกด้านจริยธรรมเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ บริเวณลานวัดมีความสะอาดเป็นอย่างมาก เพราะประชาชนและเยาวชนให้ความร่วมมือในการรักษาความสะอาดเพื่อพัฒนาวัดแห่งนี้ให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา จากกรณีดังกล่าว จึงขอหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการ ดังนี้  \n 	๑. ขอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาซ่อมแซมถนนทางเข้าวัดจากแยกถนนสายบ้านไผ่ -ชนบท-มัญจาคีรี ไปยังวัดบูรณะสิทธิ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางไปวัดได้โดยสะดวกและปลอดภัย    \n 	๒. ขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สนับสนุนการฝึกจริยธรรม และคุณธรรม รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณให้กับวัดบูรณะสิทธิ์เพื่อให้สามารถดำเนินการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์\nได้มากขึ้น\n 	๓. ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สนับสนุนให้วัดบูรณะสิทธิ์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักของจังหวัดขอนแก่นต่อไป"	กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายชูศักดิ์  ศิรินิล) และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา \n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
221	1473	95	นายพละวัต ตันศิริ	นโยบายของรัฐบาล	การช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้กลับมาเข้มแข็งจากภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น	"ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ให้ปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) \nที่ประสบความยากลำบากในการประกอบธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยการกู้เงินจากสถาบันการเงิน\nมีอัตราการยื่นกู้ผ่านเพียงร้อยละ ๓๒.๕ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ (๑) ภาคธุรกิจการเกษตร ยื่นกู้ไม่ผ่าน\nร้อยละ ๔๕.๕ (๒) ภาคการผลิต ยื่นกู้ไม่ผ่านร้อยละ ๓๑ (๓) ภาคการค้า ยื่นกู้ไม่ผ่านร้อยละ ๓๖.๓ \nและ (๔) ภาคบริการ ยื่นกู้ไม่ผ่าน ร้อยละ ๒๙.๗ โดยข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง\nและขนาดย่อม ระบุว่ามาตรการตามโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง\nและขนาดย่อม (SMEs) ไม่ทราบข้อมูลการเข้าร่วมโครงการ และหากทราบข้อมูลการเข้าร่วมโครงการ ผู้ประกอบการขนาดเล็กส่วนมากจะไม่มีโอกาสลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเนื่องจากผลิตภัณฑ์\nอาจจะยังไม่สอดคล้องกับโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ขอเสนอแนะดังนี้  \n 	๑. ขอให้มีตัวกลางในการช่วยเจรจาการรวมหนี้ เพราะผู้ประกอบการวิสาหกิจ\nขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีกลุ่มที่มีทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ   \n 	๒. พักชำระหนี้ให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) \nเป็นระยะเวลา ๓ ปี โดยเมื่อครบระยะเวลาพักหนี้แล้ว จึงมาพิจารณาหนี้เสียหรือ NPL (เฉพาะลูกหนี้ \nที่มีหนี้ จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท)\n   	๓. การพิจารณาให้กู้เพิ่มเติมบนทรัพย์ค้ำประกันเดิม สนับสนุนการกู้เงิน\nจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือ NaCGA รวมทั้งให้ภาครัฐตั้งงบประมาณเพื่อสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเช่นเดียวกับการช่วยเหลือเมื่อครั้งเกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดเล็ก เนื่องจากมีต้นทุนทางการเงินที่สูงมาก และทรัพย์ค้ำประกันเดิมในบางกรณีไม่สามารถกู้เพิ่มเติมได้ \n 	๔. การกำกับธนาคาร หรือผู้ให้บริการทางการเงินในการให้กู้ในผลิตภัณฑ์ และดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันหลายธนาคารไม่ปล่อยกู้สินเชื่อธุรกิจ แต่ผลักดันให้ไปกู้\nสินเชื่อส่วนบุคคลหรือบัตรเครดิต ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ในบางกรณีต้องไปกู้จากสถาบันการเงิน\nที่ไม่ใช่ธนาคารซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ ๓๐ แต่หากเป็นการกู้ประเภทสินเชื่อธุรกิจจะมีอัตราดอกเบี้ย\nเพียงร้อยละ ๗-๘ เท่านั้น \n 	อนึ่ง ขณะนี้นักท่องเที่ยวจากประเทศจีนมีความกังวลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว\nเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๘ และมีการยกเลิกเที่ยวบินกว่าร้อยละ ๔๐ ของจำนวนเที่ยวบินทั้งหมด\nที่จะเดินทางมายังประเทศไทย ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยได้ยืนยันว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหว\nส่งผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยตกต่ำลง ดังนั้น จึงควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อย่างเร่งด่วน"	กระทรวงการคลัง 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
222	1471	48	นางสาวตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาแหล่งเงินกู้ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)	จากการประชุมคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา พบข้อมูลปัญหาแหล่งเงินกู้ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งในประเทศไทย\nมีผู้ประกอบการทั้งหมด จำนวน ๓,๒๔๒,๑๐๐ ราย โดยแบ่งเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่มีรายได้มากกว่า ๕๐๐ ล้านบาท และผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีรายได้\n\n\nต่ำกว่า ๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีการจ้างงานมากกว่า ๑๒ ล้านคน จากการจ้างงานทั้งหมด ๑๗ ล้านคน ปัจจุบันผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีการพึ่งพาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน สหกรณ์ และเงินกู้นอกระบบสถาบันการเงิน โดยวิสาหกิจรายย่อย (Micro) มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาการกู้เงินนอกระบบสถาบันการเงินเพิ่มมากขึ้น \nทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่าวิสาหกิจขนาดกลาง\nและขนาดย่อม มีภาระหนี้สินจากหลายแหล่งทั้งจากสถาบันการเงินและการกู้เงินนอกระบบ สะท้อนให้เห็น\nถึงความต้องการเงินทุนที่ต่อเนื่องและการเข้าถึงแหล่งทุนที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งจากผลการสำรวจ\nความพึงพอใจต่อสัญญาเงินกู้ในระบบสถาบันการเงิน พบว่าสาเหตุที่ผู้ประกอบการไม่กู้เงินในระบบเนื่องจากได้รับวงเงินกู้น้อยเกินไป มีจำนวนมากถึงร้อยละ ๗๖.๑ และได้รับวงเงินกู้ตามความต้องการ \nมีจำนวนร้อยละ ๒๓.๙ จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จึงขอให้พิจารณาการปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เหมาะสมและตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
223	1469	83	นายประภาส ปิ่นตบแต่ง	ความเดือดร้อนของประชาชน	กรณีการไล่รื้อชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ไททรงดำ จังหวัดสุราษฎร์ธานี	"เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๘ กลุ่มชาติพันธุ์ไททรงดำได้นัดชุมนุม\nหน้าที่ว่าการอำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อคัดค้านการออกคำสั่งขับไล่ออกจากพื้นที่ทำกิน \nโดยชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ไททรงดำ จำนวนกว่า ๒๐๐ ครอบครัว ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ ๑ และหมู่ที่ ๔ ตำบลทรัพย์ทวี อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาตั้งแต่\nปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) \nผิดพลาดคลาดเคลื่อนทับที่ดินของชุมชน จำนวน ๑,๔๐๘ ไร่ ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันเรียกร้องคัดค้าน\nและคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้าง และปัญหา\nที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๕ ว่าการออก\nหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ไม่ตรงตำแหน่งและเป็นคนละพื้นที่ และได้เริ่มกระบวนการแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้าน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานการแก้ไขปัญหาฯ ได้แจ้ง\nให้จังหวัดสุราษฎร์ธานี เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยไม่กระทบกับวิถีชีวิตปกติและไม่กระทำการใด ๆ จนกว่าจะแก้ปัญหาได้ แต่อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาทางอำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ไม่ได้ดำเนินกระบวนการแก้ไขปัญหาตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และได้ปักป้ายไล่รื้อ\nชุมชนไททรงดำกว่า ๒๐๐ ครอบครัว ให้ออกจากพื้นที่ภายใน ๓๐ วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ \n๓ เมษายน ๒๕๖๘ โดยมิได้มีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนี้\n 		๑) ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้ประธานกรรมการแก้ไขปัญหา\nของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จัดประชุมและเร่งแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว\nภายในปี ๒๕๖๘\n 		๒) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาเร่งจัดประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินฯ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ตามคำสั่งของประธาน\nกรรมการแก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เพื่อแก้ไขปัญหากรณีชุมชนไททรงดำ และกรณีอื่น ๆ ให้ได้ข้อยุติ\n 		๓) ระหว่างรอกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหา ขอให้กระทรวงมหาดไทยมีข้อสั่งการ\nให้ชะลอคำสั่งทางปกครองไล่รื้อชุมชนไททรงดำออกไปก่อน จนกว่ากระทรวงมหาดไทยจะหาข้อสรุปและแนวทางการแก้ปัญหาได้\n 		๔) ขอให้อธิบดีกรมการปกครอง ตรวจสอบการทำหน้าที่ของสำนักงานอำเภอบ้านนาเดิมจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ไม่ปฏิบัติตามแนวนโยบายรัฐบาล ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๖ \nเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และตามข้อสั่งการ\nของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามหนังสือยืนยันของกรมที่ดินที่ส่งไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
224	1467	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาบ่อนการพนัน และสินค้าหนีภาษี ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา	จากประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้ร้องเรียนว่ามีบ่อนการพนันตั้งอยู่ในซอยตลาดใหม่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ถือเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งนอกจากปัญหาบ่อนการพนันแล้ว ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ยังมีปัญหาเรื่องน้ำมันเถื่อน สินค้าหนีภาษี เหล้าเถื่อน บุหรี่เถื่อน และบุหรี่ไฟฟ้า ด้วย พร้อมกันนี้ ยังพบว่าในพื้นที่อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ได้เป็นจุดพักน้ำมันเถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านก่อนที่จะส่งต่อไปยังพื้นที่ข้างเคียงจังหวัดสงขลา โดยการขนส่งน้ำมันเถื่อนไปยังพื้นที่ข้างเคียงจังหวัดสงขลาผู้ขนส่งจะใช้ทั้งรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถกระบะ) และรถบรรทุกขนาดใหญ่ ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือ\nไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวโดยเร็ว	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
225	1465	93	นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์	นโยบายของรัฐบาล	มาตรการเพื่อการแก้ไขปัญหาการสั่งปิดโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กหรือ Micro Cinema	ด้วยโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กหรือ Micro Cinema เป็นโรงภาพยนตร์ที่มีที่นั่ง\nไม่เกิน ๕๐ ที่นั่ง เป็นโรงภาพยนตร์ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจภาพยนตร์ได้มีโอกาส\nรับชมภาพยนตร์ที่มีความหลากหลายจากทั่วโลก โดยโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กหรือ Micro Cinema เปรียบเสมือน “ปุ๋ยแห่งความสร้างสรรค์” ที่คอยป้อนอาหารสมองหล่อเลี้ยงให้บุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ให้เกิดการพัฒนาทัดเทียมกับนานาชาติ \nรวมทั้งเป็นสถานที่ที่ให้โอกาสแก่ผู้สร้างภาพยนตร์อิสระต้นทุนต่ำได้มีพื้นที่ในการแสดงผลงาน \nสำหรับประเทศไทยโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กหรือ Micro Cinema อาจไม่ได้รับความนิยมดังเช่น\nในต่างประเทศ โดย Doc Club 	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	27	2568	2025-04-01T00:00:00
226	1463	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	นโยบายของรัฐบาล	โครงการเราเที่ยวด้วยกัน พ.ศ. ๒๕๖๘	"รัฐบาลได้มีนโยบายฟื้นฟูโครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการคนละครึ่ง กลับมาดำเนินการอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๓ แบ่งการดำเนินงานเป็น ๕ ระยะ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓\nถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ด้วยความร่วมมือจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง และบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสิ้น ๕๘,๖๒๑ ล้านบาท\n 		ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ระบุว่า จังหวัดน่านเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวภายในประเทศ เนื่องจากมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในระดับสูง มีแหล่งท่องเที่ยว\nทั้งในรูปแบบธรรมชาติ และโบราณสถาน ประกอบกับโรงแรมที่พักได้มาตรฐานสามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ผ่านมาโครงการเราเที่ยวด้วยกันเปิดให้ทำการจองในระยะเวลากระชั้นชิด และจำกัดสิทธิห้องพักไว้จำนวนน้อย ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้พิจารณาเพิ่มสิทธิการจองที่พักสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ เพิ่มจำนวนห้องพักให้มากขึ้น และขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการให้นานขึ้น พร้อมทั้งให้สิทธิแก่คนพิการให้สามารถเข้าร่วมโครงการตามฐานสิทธิที่มีอยู่ เพื่อส่งเสริมกิจกรรมครอบครัว"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
227	1461	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	สนับสนุนรถดับเพลิงเทศบาลตำบลเชียงคาน	"อำเภอเชียงคานเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทย ติดอันดับ \n๑ ใน ๑๐๐ แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก โดยสภาพพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลเชียงคานมีลักษณะ\nเป็นบ้านไม้ก่อสร้างเรียงเป็นแถว หากเกิดเพลิงไหม้อาจทำให้วิถีชีวิตของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นสถานที่สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งเทศบาลตำบลเชียงคาน\nได้มีการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมในการป้องกันอัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอ ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการ\nการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ได้มอบถังดับเพลิงให้กับเทศบาลตำบลเชียงคาน จำนวน ๒๐ ถัง \nแต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันอัคคีภัย\n 		ปัจจุบันรถดับเพลิงของเทศบาลตำบลเชียงคานมีสภาพเก่า และมีอายุการใช้งาน \n๓๐ - ๔๐ ปี และข้อต่อสายดับเพลิงกับหัวจ่ายน้ำดับเพลิงไม่สามารถใช้งานได้ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา จึงได้สนับสนุนเงินเพื่อจัดซื้อข้อต่อสายดับเพลิง จำนวน ๒๕ - ๓๐ อัน \nราคาอันละ ๓,๐๐๐ บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ นอกจากนี้ เทศบาลตำบลเชียงคานยังประสบปัญหาขาดแคลนรถน้ำอเนกประสงค์ ขนาดความจุ ๑๐,๐๐๐ ลิตร จึงได้มีหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์สนับสนุนรถน้ำอเนกประสงค์ดังกล่าว ไปยังกรุงเทพมหานคร และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต ๑๔ อุดรธานี ดังนั้น จึงขอให้กรุงเทพมหานคร และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต ๑๔ อุดรธานี โปรดพิจารณาสนับสนุนรถน้ำอเนกประสงค์ให้แก่เทศบาลตำบลเชียงคานเพื่อใช้ป้องกันอัคคีภัยต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
228	1459	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	วิกฤตการจราจรบนถนนแจ้งวัฒนะ	ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดนนทบุรี ได้รับผลกระทบจากปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนแจ้งวัฒนะ โดยปัญหาดังกล่าวเกิดจากการปิดสัญญาณไฟจราจร \nการใช้สัญญาณมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการกำหนดจุดกลับรถที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งบริเวณ\nจุดกลับรถใต้ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ดมีลักษณะคอขวด และปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ที่ส่งผลให้จำนวนช่องจราจรลดลง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน \nดังนั้น จึงขอให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการปรับปรุงระบบการจราจร และแก้ไขปัญหาดังกล่าวทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวโดยเร่งด่วน\n	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
229	1457	108	นางมยุรี โพธิแสน	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการขับเคลื่อนการพัฒนาสิ่งแวดล้อม จังหวัดยโสธร	"วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๘ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดยโสธร เพื่อรับฟังข้อมูลการดำเนินงานในการขับเคลื่อนจังหวัดยโสธร จำนวน ๓ ประเด็น ดังนี้ 	ประเด็นที่ ๑	โครงการคาร์บอนเครดิต โดยเทศบาลเมืองยโสธรได้ดำเนินโครงการ “Yaso Low Carbon” โดยมุ่งเน้นการลดปริมาณขยะ และส่งเสริมคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ผ่านการคัดแยกขยะ และการทำปุ๋ยหมัก เป็นกิจกรรมที่ควรส่งเสริมเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนงบประมาณเพื่อการดำเนินงานตามโครงการคาร์บอนเครดิต และสนับสนุนการวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งปลุกกระแสสังคมคาร์บอนต่่ำ	ประเด็นที่ ๒	การทำเกษตรอินทรีย์ โดยประชาชนในพื้นที่บ้านคำครตา ตำบลดงมะไฟ อำเภอทรายมูล ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานในพื้นที่เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ และงดการเผาวัสดุทางการเกษตรทุกชนิด โดยใช้วิธีการไถกลบ และทำปุ๋ยน้ำหมักจุลินทรีย์ เพื่อย่อยสลายตอฟาง \\nและเป็นการรักษาคุณภาพดิน ซึ่งจะช่วยให้สามารถทำนาได้ง่ายขึ้นในปีต่อไป แต่ประชาชนไม่มีงบประมาณเพียงพอ ดังนั้น จึงขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อรถไถกลบ\\nให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อช่วยเหลือประชาชน และขอให้สำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด สนับสนุนน้ำหมักจุลินทรีย์แก่เกษตรกร เพื่อปลุกกระแสการไม่เผาป่าไม่เผานาอย่างจริงจัง ประเด็นที่ ๓ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและงานวิจัย โดยศูนย์การแพทย์แผนไทย\\nและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตยา และผลิตภัณฑ์สมุนไพร โรงพยาบาลกุดชุม มีจุดเด่นในการ\\nสร้างงานวิจัยที่เน้นการปลูกพืชสมุนไพรให้มีคุณภาพ และสนับสนุนให้ประชาชนเป็นเครือข่าย\\nร่วมปลูกสมุนไพร ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอกุดชุม ปลูกพืชสมุนไพรที่มีสารสำคัญต่อการผลิตยาสมุนไพรที่มีคุณภาพ และขอให้กระทรวงสาธารณสุข ส่งเสริมงานวิจัยแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาลกุดชุม เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
230	1455	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	อุบัติเหตุในงานก่อสร้างของรัฐกับปัญหาเชิงระบบที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง	"ข้อมูลอุบัติเหตุงานก่อสร้างของกรมทางหลวงตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ - ๒๕๖๘ พบว่า โครงการก่อสร้างถนนพระราม ๒ เกิดอุบัติเหตุ จำนวน ๗ ครั้ง มีผู้เสียชีวิต ๑๐ คน และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๗ เกิดอุบัติเหตุรวม ๒,๒๔๒ ครั้ง มีผู้เสียชีวิต ๑๓๒ คน และผู้บาดเจ็บ ๑,๓๐๕ คน แสดงให้เห็นว่าโครงการก่อสร้างของรัฐไม่ได้มาตรฐาน โดยมีสาเหตุ ดังนี้\n 		๑) การบริหารจัดการความปลอดภัยในงานก่อสร้างของรัฐไร้ประสิทธิภาพ ขาดระบบกำกับดูแลที่โปร่งใสทั้งระบบก่อสร้าง และระบบซ่อมบำรุง\n 		๒) การก่อสร้างและการออกแบบไม่ได้มาตรฐานที่ครอบคลุมทุกลักษณะการทำงาน ไม่ได้รับการยกระดับให้ทันสมัย และขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด และขาดความต่อเนื่อง\n 		ทั้งนี้ ประเทศสิงคโปร์ ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย (General Specification: Safety, Health And Environment) ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ครอบคลุมทุกลักษณะการทำงานก่อสร้าง \nและมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง โดยในการทำสัญญาก่อสร้างจะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัย\nแนบท้ายสัญญา อันเป็นข้อกำหนดให้ผู้รับเหมาต้องปฏิบัติตาม ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยดังกล่าว\nจะครอบคลุมลักษณะงานก่อสร้าง ๕๒ รายการ (Check List) รวมทั้งระบบการบริหารของผู้รับเหมา และต้องผ่านการรับรองมาตรฐานอย่างละเอียด เช่น มาตรฐานการตั้งนั่งร้านที่ปลอดภัย เป็นต้น \nโดยผู้รับเหมาต้องได้รับการรับรองการตรวจสอบความปลอดภัยของโครงการ (PSR) และมีการประเมินความปลอดภัยก่อนเริ่มโครงการ เพื่อให้มีความมั่นใจว่ามีขั้นตอนที่มีความปลอดภัย\n 		ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ทำหน้าที่ดูแลมาตรฐาน\nความปลอดภัยในการทำงาน โดยมีหน่วยงาน ดังนี้ (๑) กองความปลอดภัยในการทำงาน มีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับงานก่อสร้าง ๑๙ มาตรฐาน (๒) กองตรวจความปลอดภัย มีคู่มือแนวปฏิบัติการพัฒนาระบบการจัดการความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้างของรัฐ และ (๓) สถาบันความปลอดภัยในการทำงาน มีคู่มือดูแลความปลอดภัยในการก่อสร้าง และคู่มือความปลอดภัย\nในการทำงานก่อสร้างสำหรับผู้คุมงาน แต่ทั้ง ๓ หน่วยงาน ยังขาดการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง และไม่ได้รับการยกระดับมาตรฐานให้ทันสมัย และรัดกุมเพียงพอ ดังนั้น จึงขอสอบถามว่า รัฐบาลมีนโยบาย\nในการยกระดับการบริหารความปลอดภัยในการก่อสร้างของรัฐให้มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐานที่บังคับใช้อย่างจริงจัง หรือมีระบบกำกับดูแล ตรวจสอบอย่างเข้มงวดหรือไม่ อย่างไร และขอให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้\n 		๑) ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย โดยการกำหนดมาตรฐานที่ครอบคลุมทุกลักษณะการทำงานก่อสร้าง และบังคับใช้อย่างจริงจัง\n 		๒) กำหนดมาตรการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยมีระบบกำกับดูแลที่ต่อเนื่อง และกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน\n		๓) สร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ\n 		๔) ยกระดับการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
231	1451	73	นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น	นโยบายของรัฐบาล	ความล่าช้าของโครงการขยายช่องจราจรบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ ระหว่างจังหวัดพังงา - จังหวัดระนอง	"ได้รับการร้องเรียนจากสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา ว่าโครงการขยายช่องจราจรจาก ๒ ช่องจราจร เป็น ๔ ช่องจราจร ระยะทางรวม ๑๙ กิโลเมตร ของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ สายบ้านตำหนัง - แยกโคกเคียน ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดพังงา และจังหวัดระนอง มีความคืบหน้า ร้อยละ ๕๓ เท่านั้น ส่งผลกระทบต่อการคมนาคม ขนส่ง การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของจังหวัดพังงา และจังหวัดระนองเป็นอย่างมาก\n 		โครงการขยายช่องจราจรบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ สายบ้านตำหนัง - แยกโคกเคียน ได้แบ่งการก่อสร้างเป็น ๒ ตอน รวมระยะทาง ๑๙ กิโลเมตร ใช้งบประมาณ ๑,๓๔๗,๗๖๐,๐๐๐ บาท โดยตอนที่ ๑ ล่าช้าเกินกำหนด ๔๔๐ วัน และตอนที่ ๒ ล่าช้าเกินกำหนด ๔๖๕ วัน จากความล่าช้า\nในการก่อสร้างดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และผู้สัญจรทั่วไป ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการเดินทางที่มีความยากลำบากทำให้ล่าช้า และเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพราะไม่มีป้ายสัญลักษณ์บอกทาง และไม่มีไฟส่องสว่างในเวลากลางคืน นอกจากนี้ ยังส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดพังงา และจังหวัดในพื้นที่ทะเลฝั่งอันดามันลดลง เนื่องจากประสบปัญหาการเดินทางที่ล่าช้าจากการเดินทางเพื่อไปตรวจลงตรา (Visa) ณ จังหวัดระนอง ทำให้ธุรกิจขนส่งได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดแก้ไขปัญหาการก่อสร้างที่ล่าช้าเกินกำหนด และติดตาม กำกับดูแล และควบคุมบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างให้ดำเนินการให้เป็นไปตามคุณภาพและมาตรฐานอย่างเคร่งครัด และขอให้เพิ่มมาตรการความปลอดภัย เช่น ติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง และป้ายสัญลักษณ์ให้เพียงพอ\nทั้งในเวลากลางวัน และเวลากลางคืน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุของผู้ใช้เส้นทางสัญจร"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
232	1449	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	มาตรการจัดการปัญหาไฟป่า และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือตอนบน	"ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๖๔ แนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่า และปัญหาฝุ่น PM 2.5 มุ่งเน้นการดับไฟป่า และใช้กฎหมายจัดการกับคนที่อยู่ในเขตป่าไม้อย่างเข้มงวด ซึ่งไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากไม่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนที่พึ่งพาป่าไม้ และปัญหาที่ดินทับซ้อน โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๔ จังหวัดเชียงใหม่ได้เปลี่ยนแนวทางการจัดการปัญหาไฟป่า และปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นการบริหารการจัดการไฟ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ก่อให้เกิด “เชียงใหม่โมเดล” โดยการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย จำนวน ๗ กลุ่มป่า ๑ พื้นที่พิเศษ จัดทำแผนปฏิบัติการจัดการไฟป่าเชิงพื้นที่ โดยการแยกแยะ “ไฟจำเป็น” เพื่อปกป้องพื้นที่ส่วนที่ไม่ต้องการให้เกิดไฟไหม้ โดยการตั้งจุดเฝ้าระวัง การลาดตระเวนของชุดดับไฟป่าหมู่บ้าน/ตำบล และจุดบูรณาการร่วมของหน่วยงานป่าไม้ และทหาร โดยใช้แอปพลิเคชัน FireD สำหรับบริหารจัดการไฟจำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ ส่งผลให้\nจุดความร้อน และค่าฝุ่น PM 2.5 น้อยกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง ๑๐ ปี และได้ขยายผลไปยังจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดพะเยา\n 		อย่างไรก็ตาม ในวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๘ “เชียงใหม่โมเดล” ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ออกข้อสั่งการห้ามเผาโดยเด็ดขาดไปยังทุกจังหวัด ซึ่งส่งผลให้จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนต้องเผชิญกับปัญหาไฟป่ารุนแรง และค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าการห้ามเผาโดยเด็ดขาดไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาไฟป่า และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในบริบทของพื้นที่ภาคเหนือตอนบน แนวทาง “เชียงใหม่โมเดล” ที่เน้นการบริหารจัดการไฟ และบูรณาการการทำงานระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ได้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์เชิงบวกที่ชัดเจน ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดสั่งการให้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ออกข้อสั่งการให้ทุกจังหวัดดำเนินการตามแนวทางประกาศจังหวัดที่มีอยู่ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๗"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
233	1447	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการถอนเงินของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรคลองขลุง จํากัด จังหวัดกำแพงเพชร	"เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๘ ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน \nจังหวัดกำแพงเพชร กรณีไม่สามารถถอนเงินจากสหกรณ์การเกษตรคลองขลุง จํากัด โดยตั้งแต่\nปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ประชาชนหลายสาขาอาชีพได้นำเงินรายได้ไปฝากไว้กับสหกรณ์ฯ อย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าจะได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าผลตอบแทนจากการฝากเงินกับธนาคาร ต่อมา \nในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ มีประชาชนขอถอนเงินจากสหกรณ์ฯ แต่ได้รับแจ้งว่าสหกรณ์ฯ ขาดสภาพคล่องจึงไม่มีเงินให้ถอน และบ่ายเบี่ยงโดยการให้ลงคิวไว้ก่อน จนกระทั่งปัจจุบัน ยังไม่สามารถถอนเงินได้ ที่ผ่านมา 											     \nมีประชาชนได้ยื่นเรื่องร้องเรียนปัญหาดังกล่าวไปยังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดกำแพงเพชร และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดกำแพงเพชรได้มีหนังสือตอบกลับโดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า “เนื่องจากสหกรณ์การเกษตร\nคลองขลุง จำกัด มีผลการดำเนินงานขาดทุน ส่งผลให้สหกรณ์ฯ ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจ่ายคืนเงินรับฝากของสมาชิกสหกรณ์ฯ ด้วยเหตุดังกล่าว สมาชิกสหกรณ์ฯ (ผู้ร้อง) สามารถใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายเพื่อเรียกทรัพย์ (เงินฝาก) ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปได้” แต่ประชาชนไม่มีเงินว่าจ้างทนายความฟ้องร้องดำเนินคดีทางแพ่ง แต่ต้องการแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ได้รับเงินที่ฝากไว้คืนกลับมาเท่านั้น นอกจากนี้ ประชาชนส่วนหนึ่งได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เพื่อให้ดำเนินคดี แต่ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดกำแพงเพชร และสถานีตำรวจภูธรคลองขลุง ได้เร่งรัดการติดตาม สอบสวน และดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเข้มงวด"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
234	1445	66	นางสาวนิชาภา สุวรรณนาค	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน	บ้านพักอาศัยของสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ถูกโจรกรรมในขณะที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้ทรัพย์สินสูญหาย อาทิ เครื่องปั๊มน้ำ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องตัดหญ้า จักรยาน เครื่องเชื่อมเหล็กไฟฟ้า เป็นต้น โดยได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ซึ่งผู้ปรึกษาหารือมีความกังวลว่า หากบ้านพักอาศัยของสมาชิกวุฒิสภายังถูกโจรกรรมได้ ทรัพย์สินของประชาชนทั่วไปจะมีความปลอดภัยได้อย่างไร ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย และฝ่ายปกครองทั่วประเทศปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
235	1443	83	นายประภาส ปิ่นตบแต่ง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ค่าไฟฟ้าบนเกาะหลีเป๊ะ ราคาหน่วยละ ๒๐ บาท	"บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๖ ระบุว่า รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนหรือเพื่อความมั่นคงของรัฐ รัฐจะกระทำด้วยประการใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ดมิได้ การจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง รัฐต้องดูแลมิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร การนำสาธารณูปโภคของรัฐไปให้เอกชนดำเนินการทางธุรกิจไม่ว่าด้วยประการใด ๆ รัฐต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงการลงทุนของรัฐ ประโยชน์ที่รัฐและเอกชนจะได้รับ และค่าบริการที่จะเรียกเก็บจากประชาชนประกอบกัน แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่บนเกาะหลีเป๊ะ ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมือง จังหวัดสตูล มิได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด\n		โดยประชาชนพื้นถิ่นของเกาะหลีเป๊ะส่วนใหญ่เป็นชาวเล อูรักลาโวยจ (Urak Lawoi\') \nที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินสยามมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ปัจจุบันที่อยู่อาศัยของชาวเลจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า \nและเป็นไฟฟ้าจากบริษัทเอกชนที่ขายไฟฟ้าในราคา หน่วยละ ๒๐ บาท ให้ชาวเล จำนวน ๒๓๙ ครัวเรือน ผู้ประกอบการโรงแรม จำนวนมากกว่า ๑๐๐ แห่ง และประชาชนผู้อยู่อาศัยในเกาะหลีเป๊ะ จำนวนมากกว่า ๑๐๐ ครอบครัว จากการสำรวจข้อมูลครัวเรือนบนเกาะหลีเป๊ะ ปี พ.ศ. ๒๕๖๗ พบว่า ร้อยละ ๘๓.๕ ของจำนวนครัวเรือนบนเกาะหลีเป๊ะ ต้องชำระค่าไฟฟ้าเดือนละ ๑,๐๐๐ บาทขึ้นไป มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าไฟฟ้า ร้อยละ ๑๐ ของรายได้ ทั้งที่บ้านของชาวเลเป็นเพียงเรือนหลังเล็กที่มุงด้วยสังกะสี ดังนั้น จึงขอสอบถามนายกรัฐมนตรี และกระทรวงมหาดไทย ว่ามีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนและโรงไฟฟ้าเอกชน เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ ทั้งนี้ ขอเสนอแนะให้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน อาทิ การใช้งบกลางเพื่อชดเชยส่วนต่างค่าไฟฟ้าจากราคาปกติ หน่วยละ ๑๕ บาท หรือประมาณเดือนละ ๕ ล้านบาท เป็นต้น รวมทั้งพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาวเพื่อความยั่งยืนต่อไป"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
236	1441	173	นายสุนทร เชาว์กิจค้า	กฎหมาย	การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ	"สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประจำจังหวัดตรัง พบว่า มีผู้รับเหมาทิ้งงาน จำนวน ๒๓ โครงการ คิดเป็นเงินงบประมาณมากกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท หากพิจารณาทั่วประเทศ ย่อมส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยสาเหตุที่สำคัญคือ บริษัทรับเหมาก่อสร้างบางแห่ง ได้รับการคัดเลือกจากการประมูลโครงการของรัฐ ภายหลังจากลงนามในสัญญาจะได้รับเงินงวดแรก จากนั้น บริษัทดังกล่าวได้ส่งงานให้บริษัทอื่นมารับช่วงต่อ เมื่อบริษัทรับช่วงไม่สามารถทำงานได้ตามกำหนดระยะเวลาจึงทิ้งงานก่อสร้าง และกรมบัญชีกลางได้ขึ้นบัญชีบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ได้รับเลือกจากการประมูลงานว่าเป็นผู้ทิ้งงาน ต่อมา บริษัทที่ถูกกรมบัญชีกลางขึ้นบัญชีว่าเป็นผู้ทิ้งงาน ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทร่วมค้าเพื่อให้สามารถเข้ารับงานประมูลในโครงการของรัฐได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นวนเวียนเช่นนี้มาโดยตลอด และสร้างความเสียหาย เสียเวลา และเสียโอกาสต่อภาครัฐและประชาชน ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ จึงขอเสนอแนะให้กระทรวงการคลังได้พิจารณาแก้ไขระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับ\nการตรวจสอบคุณสมบัติผู้เข้ารับงานประมูลในโครงการของรัฐให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น ดังนี้\n 		๑)กำหนดให้บริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีว่าละทิ้งงาน ต้องระบุหมายเลขประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจในบริษัทนั้น เพื่อเป็นการป้องกัน และหลีกเลี่ยงมิให้บุคคลผู้มีอำนาจของบริษัทดังกล่าว เข้าประมูลงานก่อสร้างของทางราชการได้อีกต่อไป\n 		๒)แก้ไขหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเงินงวดแรกภายหลังจากลงนามในสัญญา เพราะหากบริษัทที่ได้รับคัดเลือกประมูลไม่มีเงินทุนสำรอง ก็ไม่สมควรรับงานของทางราชการ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
237	1439	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอความเป็นธรรมกรณีที่ดินในพื้นที่ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย	"จากหมู่บ้านนางแลใน ได้ก่อตั้งขึ้นก่อนปี พ.ศ. ๒๔๖๐ โดยสามารถตรวจสอบการตั้งหมู่บ้านและการครอบครองที่ดินของประชาชนจากข้อมูลทะเบียนราษฎร และภาพถ่ายทางอากาศของกรมแผนที่ทหาร ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๐๔ รัฐบาลได้กันพื้นที่บางส่วนของจังหวัดเชียงรายเป็นป่าไม้ของชาติ ซึ่งนำไปสู่การจำแนกพื้นที่ป่าดอยนางแล ป่าดอนยาว และป่าดอยพระบาท ให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร จากนั้น ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) สามารถยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินได้ แต่ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เก็บเอกสาร ส.ค.๑ ไว้ และประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ได้ดำเนินการขอ ส.ค.๑ ด้วยเหตุไม่ทราบเงื่อนไขของทางราชการ ส่งผลให้ไม่มีหลักฐานยืนยันสิทธิ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พื้นที่แปลงที่ ๕ จำนวน ๔,๑๗๘ ไร่ มีประชาชนอาศัยอยู่ จำนวน ๑๕๕ ครัวเรือน ได้ถูกส่งมอบให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แต่ประชาชนกลุ่มดังกล่าวไม่ประสงค์รับสิทธิ ส.ป.ก. ๔-๐๑ เนื่องจากมีหลักฐานว่าได้ครอบครองที่ดินมาก่อนการประกาศของรัฐ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ หรือนำที่ดินไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ จึงได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง แต่ก็ไม่เป็นผล\n 		เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๖๗ ประชาชน จำนวน ๑๕๕ ครัวเรือน ได้ยื่นหนังสือร้องเรียน\nต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากนั้น เดือนเมษายน ๒๕๖๗ สำนักงานปฏิรูปที่ดิน\nเพื่อเกษตรกรรม ได้แนะนำให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวยื่นขอรับการจัดที่ดินตามกฎหมาย และเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ประชาชนกลุ่มดังกล่าวได้ยื่นหนังสือ เพื่อขอให้พิสูจน์สิทธิ์การครอบครองที่ดิน\nต่อคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงราย ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ได้นำข้อร้องเรียนของประชาชน \nจำนวน ๑๕๕ ครัวเรือน ในพื้นที่บ้านนางแลใน หมู่ที่ ๗ และหมู่ที่ ๑๗ ตำบลนางแล อำเภอเมือง \nจังหวัดเชียงราย เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์โดยเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชน\nผู้ครอบครองที่ดินมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	23	2568	2025-03-18T00:00:00
238	1437	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	นโยบายของรัฐบาล	การย้ายเรือนจำจังหวัดน่านไปยังสถานที่แห่งใหม่	"คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๕ อนุมัติในหลักการให้กระทรวงยุติธรรมนำรายการที่มีวงเงินตั้งแต่ ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไป เสนอเป็นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ (เสนอเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๔)โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ในด้านที่ (๖) การบริหารราชการแผ่นดิน การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน สำหรับดำเนินโครงการก่อสร้างเรือนจำเพื่อทดแทนเรือนจำเดิมเนื่องจากมีสภาพชำรุดทรุดโทรมและก่อสร้างมาเป็นเวลานาน โดยมีระยะเวลาการก่อสร้าง ๓ ปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๖๘ จำนวน ๔ โครงการ คือ (๑) โครงการก่อสร้างเรือนจำจังหวัดลำปาง พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ มีอายุการใช้งาน ๑๐๔ ปี (สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐) (๒) โครงการก่อสร้างเรือนจำจังหวัดชัยนาท พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ มีอายุการใช้งาน ๑๑๐ ปี (สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔) (๓) โครงการก่อสร้างเรือนจำจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ มีอายุการใช้งาน ๘๙ ปี (สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕) \nและ (๔) โครงการก่อสร้างเรือนจำจังหวัดยโสธร พร้อมสิ่งก่อสร้างประกอบ มีอายุการใช้งาน ๔๙ ปี (สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕)\n		เรือนจำจังหวัดน่าน ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ\nพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยเจ้าผู้ครองนครน่าน เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช มีอายุการใช้งาน ๑๑๒ ปี มีพื้นที่ ๖ ไร่ ๓ งาน ๒๘.๗ ตารางวา โดยเมื่อปี ๒๕๓๖ กระทรวงมหาดไทย \nได้เสนอขอตั้งงบประมาณสำหรับโครงการก่อสร้างเรือนจำจังหวัดน่านเพื่อทดแทนเรือนจำเดิม เนื่องจากเป็นเรือนจำที่ก่อสร้างมานาน มีอาคารสถานที่คับแคบ ชำรุดทรุดโทรม ไม่มั่นคงแข็งแรง และไม่ปลอดภัยในการควบคุมผู้ต้องขัง ทั้งตั้งอยู่ในย่านชุมชน ซึ่งสมควรย้ายออกไปตั้งอยู่นอกชุมชน แต่ไม่ได้รับการพิจารณาอนุมัติงบประมาณ  \n		สถานที่ตั้งของเรือนจำจังหวัดน่าน ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำน่าน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อปัญหา\nน้ำท่วมเรือนจำ โดยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ได้เกิดอุทกภัยขึ้นในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน ส่งผลให้เกิด\nน้ำท่วมเรือนจำจังหวัดน่าน และบ้านพักข้าราชการเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ เป็นเหตุให้ต้องอพยพผู้ต้องขัง ต่อมา กรมราชทัณฑ์ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และป่าถาวร ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าเสื่อมโทรม เนื้อที่ ๑๑๔ ไร่ ๑ งาน ๒๙ ตารางวา บริเวณตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เพื่อก่อสร้าง\nเป็นเรือนจำจังหวัดน่านแห่งใหม่ โดยได้รับการอนุญาตจากกรมป่าไม้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ขอให้กระทรวงยุติธรรม พิจารณาดำเนินการโดยให้กองออกแบบและก่อสร้าง สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม\nดำเนินการจัดจำลองแผนที่เพื่อสำแดงอาณาเขต ส่งให้กรมราชทัณฑ์ พิจารณาเสนอเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรม พิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการก่อสร้างเรือนจำจังหวัดน่าน เพื่อทดแทนเรือนจำเดิม เนื่องจากมีสภาพชำรุดทรุดโทรมและก่อสร้างมาเป็นเวลานาน พร้อมกันนี้\nสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ขอให้ส่งเอกสารประกอบการปรึกษาหารือ เสนอต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อประกอบการพิจารณา"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	25	2568	2025-03-25T00:00:00
239	1435	141	นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย	จากเว็บไซต์ World Population Review ได้เผยแพร่ข้อมูลการจัดอันดับการศึกษาประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในปี ค.ศ. ๒๐๒๕ โดยระบุว่าประเทศไทยอยู่อันดับ ๑๐๗ ของโลก และในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศสิงคโปร์ ได้อันดับ ๑ ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับ ๘ จาก ๑๐ ประเทศ ซึ่งตามหลังทั้งประเทศบรูไน ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศลาว โดยอันดับการศึกษาของประเทศไทยอยู่เหนือกว่าเพียง ๒ ประเทศ คือ ประเทศเมียนมา และประเทศกัมพูชา ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างเชื่องช้าเหมือนตัวสลอธ (sloth) โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนศึกษาเรียนรู้อยู่แต่ในห้องเรียน \nให้เชื่อฟังครูผู้สอน ให้ความสำคัญกับการท่องจำและทำการบ้านตามที่ครูผู้สอนสั่ง ไม่ได้มีการฝึกคิด\nและวิเคราะห์ ไม่รู้จักเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม เมื่อผู้เรียนถูกปลูกฝังให้เชื่อฟัง โดยขาดการคิดและวิเคราะห์ จึงทำให้ผู้เรียนขาดความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่คุณภาพการศึกษาของประเทศอื่น ๆ มีการพัฒนา\nอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามีนโยบายปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยให้ยุบกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเห็นว่าการศึกษาของสหรัฐอเมริกาล้าหลังกว่าประเทศจีนและประเทศรัสเซีย ในส่วนของประเทศไทยคงไม่ต้องปฏิรูปการศึกษาก้าวหน้า\nถึงขนาดนั้น แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนให้ทันยุคสมัย เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักวิธีคิดและวิเคราะห์ ดังนั้น ขอให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงการเรียนการสอนของประเทศไทย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศไทยให้มีคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	25	2568	2025-03-25T00:00:00
240	1433	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	(๑) ปัญหาบ่อขยะในพื้นที่ตำบลนาดี อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร (๒) ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า และมาตรการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยานนานาชาติสมุย	"(๑) ปัญหาบ่อขยะในพื้นที่ตำบลนาดี อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร\n		สืบเนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาบ่อขยะ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนเศรษฐกิจ ตำบลนาดี อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ใกล้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อมีฝนตกบ่อขยะดังกล่าวส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และมี\nการระบายน้ำเสียจากขยะลงสู่คลองสี่วาพาสวัสดิ์ สร้างความเสียหายต่อแหล่งน้ำและระบบนิเวศ ส่งผลกระทบและความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของประชาชนในชุมชนอย่างยิ่ง ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานของรัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด ดังนั้น ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และนายกเทศมนตรีตำบลนาดี ดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาบ่อขยะดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม\n(๒) ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า และมาตรการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยานนานาชาติสมุย \n		สืบเนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้ใช้บริการท่าอากาศยานนานาชาติสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี สรุปความว่าประชาชนผู้ใช้บริการได้พบเห็นนักท่องเที่ยว จำนวน ๒ คน กำลังสูบบุหรี่ไฟฟ้าขณะพักรอบริเวณพื้นที่ประตูขึ้นเครื่อง (Gate) จึงได้สอบถามเจ้าหน้าที่สนามบิน ว่าเหตุใดจึงปล่อย\nให้มีการนำบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายเข้าไปในบริเวณสนามบิน เจ้าหน้าที่สนามบินตอบว่า ห้ามมิให้นักท่องเที่ยวบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในกระเป๋าเดินทางเท่านั้น แต่สามารถพกบุหรี่ไฟฟ้าติดตัวเข้ามาในบริเวณสนามบินได้ หลังจากนั้น ประชาชนต้องชี้แจงให้เจ้าหน้าที่สนามบินเข้าใจเหตุผล เพื่อให้ช่วยอธิบายกับนักท่องเที่ยวให้เข้าใจว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งใช้เวลานานกว่า ๑๕ นาที ซึ่งถือว่าใช้เวลานานและปฏิบัติงานล่าช้ามาก หากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับประชาชนที่แจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่สนามบินอาจไม่สามารถเข้าช่วยเหลือหรือระงับเหตุได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตํารวจสถานีตำรวจภูธรบ่อผุดได้มาอธิบายสร้างความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวดังกล่าว ว่าบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย เหตุการณ์จึงยุติลงด้วยดี จากเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยในบริเวณท่าอากาศยานของประเทศไทยยังมีความหละหลวม ไม่รัดกุมเพียงพอ ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี พิจารณาเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในท่าอากาศยาน โดยจัดทำประกาศหลักเกณฑ์ กฎระเบียบ รวมทั้งข้อห้าม ภายในพื้นที่ท่าอากาศยาน กำกับดูแลเจ้าหน้าที่สนามบินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยเคร่งครัด พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีการละเมิดสิทธิของประชาชนและนักท่องเที่ยว\nที่ไม่สูบบุหรี่"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	25	2568	2025-03-25T00:00:00
241	1431	83	นายประภาส ปิ่นตบแต่ง	กฎหมาย	การแก้ปัญหาผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ  พ.ศ. ๒๕๖๒ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ และพระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติฯ ๒ ฉบับ	"ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มสมัชชาคนอยู่กับป่าและเครือข่ายชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งได้ชุมนุมที่บริเวณศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ จำนวนกว่า ๓,๐๐๐ คน อันเนื่องมาจากได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ และกฎหมายลำดับรอง คือ พระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติฯ จำนวน ๒ ฉบับ ดังนี้\n		(๑) พระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติตามมาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๗\n		(๒) พระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าตามมาตรา ๑๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า \nพ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๗\n		กลุ่มสมัชชาคนอยู่กับป่าและเครือข่ายชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ ร้องเรียนว่าการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิของชุมชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และจำกัดสิทธิในการอยู่อาศัยและการทำมาหากินของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ เครือข่ายประชาชนได้มีการหารือกับรองนายกรัฐมนตรี (นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง) โดยมีการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ได้ข้อตกลงเบื้องต้น ดังนี้ (๑) ยุติการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์จนกว่าจะได้รับการแก้ไขปรับปรุง (๒) จัดตั้งกลไกเปิดรับฟังความคิดเห็นในแต่ละพื้นที่ (๓) เร่งทบทวนแก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์และกฎหมายลำดับรอง \nโดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และ (๔) ชะลอการประกาศพื้นที่อนุรักษ์เพิ่มเติม จำนวน \n๒๓ แห่ง จนกว่ากฎหมายจะได้รับการแก้ไข แต่อย่างไรก็ดี การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ยังไม่มีความคืบหน้า เป็นเหตุให้เกิดการชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังนั้น ขอให้รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งรัดพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ดังนี้\n		(๑) ขอให้พิจารณายุติพระราชกฤษฎีกา จำนวน ๒ ฉบับ คือ (๑.๑) พระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานแห่งชาติตามมาตรา ๖๔ \nแห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๗ และ (๑.๒) พระราชกฤษฎีกาโครงการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าตามมาตรา ๑๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ พ.ศ. ๒๕๖๗\n 		(๒) ขอให้เร่งรัดแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย จำนวน ๒ ฉบับ คือ (๒.๑) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ และ (๒.๒) พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ รวมถึงกฎหมายลําดับรองที่เกี่ยวข้อง โดยจัดตั้งกลไกในรูปแบบคณะกรรมการหรือคณะทำงาน เปิดรับฟังความคิดเห็น\nของให้ผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สามารถนำไปแก้ไขปรับปรุงกฎหมายได้ \n		(๓) ในระหว่างที่มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย จำนวน ๒ ฉบับตาม (๒) ขอให้ชะลอ\nการประกาศพื้นที่อุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน ๒๓ แห่งไว้ก่อน "	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	25	2568	2025-03-25T00:00:00
242	1429	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	วงงานรัฐสภา	การถมสระมรกต ภายในอาคารรัฐสภา	"สมาชิกวุฒิสภาผู้ขอปรึกษาหารือได้มีการขอปรึกษาหารือ เรื่อง ที่จอดรถของอาคารรัฐสภา ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันอังคารที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นกรณีสืบเนื่องจากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติความเห็นชอบโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถของอาคารรัฐสภา (เพิ่มเติม) วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๔,๕๙๗.๒๗ ล้านบาท ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) เสนอ และหลังจากนั้น ได้นำคลิปวิดีโอการปรึกษาหารือดังกล่าวเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ มีประชาชนเข้าชมคลิปวิดีโอ จำนวนเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ วิว โดยประชาชนส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจต่อการที่หน่วยงานของรัฐนำเงินงบประมาณซึ่งมาจากการจัดเก็บภาษีของประชาชน มาดำเนินโครงการดังกล่าว แต่ปรากฏว่า ผ่านมาเพียง ๑ เดือน รัฐสภากำลังพิจารณาดำเนินโครงการใหม่อีก ๑ โครงการ คือ การถมสระน้ำภายในอาคารรัฐสภา หรือที่เรียกว่า “สระมรกต” วงเงินงบประมาณ ๑๕๐ ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาน้ำเน่าเสีย ทำให้มียุงลายจำนวนมาก รวมถึงมีคนเดินตกสระบ่อยครั้ง เพื่อปรับปรุงพื้นที่ดังกล่าวเป็นห้องสมุด ห้องรับรอง และห้องพักตามอัธยาศัย\n		อาคารรัฐสภาเป็นอาคารสำคัญเชิงสัญลักษณ์ของประเทศไทยในรอบ ๑๐๐ ปี ภายใต้แนวคิด “สัปปายะสภาสถาน” หมายถึง สถานที่ประกอบกรรมดี สร้างขึ้นด้วยเงินงบประมาณแผ่นดิน\nที่มาจากเงินภาษีของประชาชน เป็นอาคารขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยกว่า ๔๒๔,๐๐๐ ตารางเมตร เทียบเท่าสนามฟุตบอล ๕๗ สนาม นอกจากนี้ ยังเป็นอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งได้รับการออกแบบ\nโดยผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ จำนวนกว่า ๒๐๐ คน และศิลปินแห่งชาติ จำนวน ๔ คน โดยภายในอาคาร มี “สระมรกต” เป็นสระน้ำกลางอาคารรัฐสภา ถือเป็นจุดสำคัญในการออกแบบอาคาร ซี่งใช้หลักการระบายอากาศโดยอาศัยความแตกต่างของอุณหภูมิ (Stack ventilation) ทำให้เกิดบรรยากาศแห่งความสงบ เปรียบเสมือนน้ำล้อมรอบบริเวณหอไตร โดยสระมรกตมีระบบเช่นเดียวกับสระว่ายน้ำ จึงไม่มีปัญหา\nน้ำเน่าเสีย และไม่มียุง ดังนั้น ที่อ้างว่ามีปัญหาน้ำเน่าเสีย ทำให้มียุงลายจำนวนมาก จึงน่าจะเกิดจาก\nความเข้าใจผิด\n		ส่วนเหตุผลที่ต้องการถมสระมรกตเพื่อใช้พื้นที่จัดสร้างเป็นห้องสมุด โดยอ้างว่าประชาชนไม่สะดวกในการเดินทางเข้าถึงหอสมุดรัฐสภานั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะรัฐสภาได้จัดให้มี “หอสมุดรัฐสภา” เป็นแหล่งให้บริการทรัพยากรสารสนเทศทางนิติบัญญัติ ตั้งอยู่ที่ชั้น ๙ - ๑๐ ของอาคารรัฐสภา มีการออกแบบให้ประชาชนสามารถเข้าถึงหอสมุดรัฐสภาได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านระบบรักษาความปลอดภัยส่วนอื่น ๆ ประชาชนสามารถเดินทางมาใช้บริการหอสมุดรัฐสภาได้สะดวก \nซึ่งมีนักเรียน นักศึกษา และประชาชนเดินทางมาเยี่ยมชมและศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่องทุกวัน \n		ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องถมสระมรกต โดยสามารถปรับปรุงพื้นที่ส่วนอื่นของอาคารรัฐสภาให้เหมาะสมต่อการใช้งานได้ ดังนั้น ขอหารือไปยังคณะรัฐมนตรีว่าไม่ควรพิจารณาอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว โดยก่อนดำเนินการใด ๆ ควรเปิดรับฟัง\nความคิดเห็นของผู้ที่ปฏิบัติงานภายในอาคารรัฐสภา และควรตระหนักว่าเงินงบประมาณแผ่นดินที่ใช้จ่ายมาจากเงินภาษีที่จัดเก็บจากประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ    "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	25	2568	2025-03-25T00:00:00
243	1427	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	นโยบายของรัฐบาล	การจัดหารถยนต์ส่วนกลางประเภทรถยนต์และรถตู้ปรับอากาศให้แก่บ้านพักเด็กและครอบครัวใน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดอื่น ๆ	"จากปัญหาการขาดแคลนรถยนต์ส่วนกลางประเภทรถยนต์หรือรถตู้ปรับอากาศของบ้านพักเด็กและครอบครัวใน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการปฏิบัติงานเชิงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำงานใกล้ชิดประชาชนกลุ่มเปราะบาง ทั้งที่บ้านพักเด็กและครอบครัว\nถือเป็นหน่วยงานปฏิบัติการหลักที่คุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว ทุกเพศทุกวัย รวมถึงผู้ประสบปัญหาทางสังคมในพื้นที่ ซึ่งจากข้อมูลการจัดสรรงบประมาณสำหรับการจัดหารถยนต์ส่วนกลาง ย้อนหลัง ๖ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๖๓ - ๒๕๖๘ พบว่าการจัดหารถยนต์ส่วนกลางไม่มีความสม่ำเสมอและไม่ทั่วถึงกลุ่มจังหวัดภาคใต้ และจังหวัดอื่น ๆ โดยสรุปได้ดังนี้ (๑) จังหวัดที่ไม่ปรากฏข้อมูลว่าได้รับการจัดสรรรถยนต์ส่วนกลาง จำนวน ๔ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดสงขลา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี (๒) จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรรถยนต์ส่วนกลาง และรถบรรทุกแบบดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน ๔ ล้อ จังหวัดละ \n๑ คัน จำนวน ๖ จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต \nจังหวัดสตูล และจังหวัดระนอง และ (๓) จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรรถตู้ปรับอากาศ จำนวน ๔ จังหวัด\n ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดพัทลุง และจังหวัดยะลา โดยรถยนต์ส่วนกลาง\nที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันของจังหวัดในภาคใต้และจังหวัดอื่น ๆ ส่วนใหญ่ มีอายุการใช้งาน ๑๓ - ๒๒ ปี \nซึ่งตามหลักเกณฑ์ของทางราชการกำหนดว่า เมื่อรถยนต์ส่วนกลางมีอายุการใช้งานมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ให้ถือเป็นเกณฑ์ที่จะพิจารณาจัดหารถยนต์คันใหม่ทดแทนคันเก่าได้ แต่ปรากฏว่าในหลายพื้นที่กลับไม่มีการจัดซื้อรถยนต์ส่วนกลางทดแทนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว \n		สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือมีความเห็นว่าปัญหาการขาดแคลนรถยนต์ส่วนกลางประเภทรถยนต์และรถตู้ปรับอากาศดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานเชิงภารกิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาทิ การช่วยเหลือผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง การรับส่งเด็กเข้าสถานสงเคราะห์ หรือการนำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อติดตามปัญหาต่าง ๆ หากไม่มีรถยนต์ส่วนกลาง หรือรถยนต์ชำรุดบกพร่อง ย่อมส่งผลให้การช่วยเหลือประชาชนเกิดความล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์ และเสี่ยงต่อการสูญเสียโอกาสในการปกป้องประชาชนกลุ่มเปาะบาง รวมทั้งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุในการปฏิบัติงานได้ ดังนั้น ขอให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประสานงานกับสำนักงบประมาณ พิจารณาจัดลำดับความสำคัญและเร่งรัดพิจารณาจัดสรรงบประมาณสำหรับการจัดหารถยนต์ส่วนกลางประเภทรถยนต์\nและรถตู้ปรับอากาศให้แก่บ้านพักเด็กและครอบครัวใน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดอื่น ๆ ที่ประสบปัญหา\nในทำนองเดียวกัน ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ รวมทั้งพิจารณาทบทวนกลไกการจัดสรรงบประมาณให้มี\nความเท่าเทียม และตรงตามภารกิจในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	25	2568	2025-03-25T00:00:00
244	1425	24	นางเจียระนัย ตั้งกีรติ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้กรมศิลปากรเพิ่มวันและเวลาเข้าชมโบราณสถานยามราตรี และเพิ่มการเปิดไฟส่องสว่างและไฟประดับตกแต่งโบราณสถานที่กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะเพิ่มเติม 	"จากช่วงเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๘ ถึง ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ กรมศิลปากรได้จัดกิจกรรม “ร่วมส่งความสุขปีใหม่” โดยเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ยามค่ำคืน ทุกวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ถึงเวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา \nโดยโบราณสถานที่เปิดให้เข้าชม ประกอบด้วย วัดพระราม วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดไชยวัฒนาราม มีการประดับไฟตกแต่งโบราณสถานอย่างสวยงาม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม \nและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมชมโบราณสถานยามค่ำคืนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริม\nการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดี ประกอบกับในปัจจุบันกรมศิลปากรได้จัดกิจกรรม “Ayutthaya Sundown ๒๐๒๕” เปิดให้เข้าชมโบราณสถานยามค่ำคืน ถึงปลายเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๘ ทุกวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ถึงเวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา ดังนั้น สมาชิกวุฒิสภา\nผู้ปรึกษาหารือขอนำเสนอความต้องการของประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่ ไปยัง\nกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อพิจารณา ดังนี้\n		(๑) ขอให้เพิ่มวันและเวลาเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และโบราณสถานต่าง ๆ โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ถึงเวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา\n		(๒) ขอให้พิจารณาเปิดให้เข้าชมโบราณสถานที่กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะแล้ว เพิ่มเติม ๔ แห่ง ประกอบด้วย วัดสมณโกฏฐาราม วัดมเหยงคณ์ วัดอโยธยา และวัดกุฎีดาว และเพิ่มไฟส่องสว่างและไฟประดับตกแต่งในโบราณสถานดังกล่าว\n		ทั้งนี้ เพื่อสืบสานศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด รวมถึงยกระดับให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen ระดับแนวหน้า\nของประเทศไทยต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	25	2568	2025-03-25T00:00:00
245	1423	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ยาเสพติดวิกฤตทำลายชาติหรือปัญหาที่แก้ไขได้	ปัญหายาเสพติดที่แพร่ระบาดอย่างหนักอยู่ในเวลานี้ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทั้งต่อผู้เสพ ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ ถือได้ว่าเป็นวิกฤตทำลายชาติ ดังเห็นได้จากการที่สื่อมวลชนรายงานข่าวปัญหายาเสพติดแทบทุกวัน ได้แก่ (๑) ข่าวเกี่ยวกับผู้จำหน่ายยาเสพติด อาทิ นายอำเภอจับกุมพระสงฆ์ ๒ รูปที่จำหน่ายยาเสพติดภายในวัด การสกัดจับรถตู้คอนเทนเนอร์ดัดแปลงสำหรับขนยาเสพติดข้ามประเทศ การจับกุมชาย ๒ คนซึ่งมียาเสพติด พร้อมอุปกรณ์เสพสารเสพติด \nและสมุดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า) จำนวน ๑๘ เล่ม ซึ่งรับสารภาพว่าซื้อยาเสพติดมาเพื่อจำหน่าย\nทางออนไลน์ (๒) ข่าวเกี่ยวกับผู้ติดยาเสพติด อาทิ ฝ่ายปกครองบุกตรวจสถานบันเทิงในจังหวัดนครปฐม ตรวจพบสารเสพติดในตัวนักเที่ยว จำนวน ๘๑ คน และ (๓) ข่าวเกี่ยวกับผลกระทบต่อครอบครัวและสังคม อาทิ ลูกชายซึ่งติดยาเสพติดมีอาการคลุ้มคลั่งได้จุดระเบิดเพลิงขว้างใส่ผู้เป็นแม่ขณะนอนหลับ โชคดีที่แม่สะดุ้งตื่นก่อนจึงหนีออกมาได้ แต่ระเบิดเพลิงได้ลุกไหม้เผาบ้านเสียหายทั้งหลัง เหตุเกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยก่อนหน้านี้ ผู้เป็นแม่เคยแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้จับกุมลูกชายของตนซึ่งมีอาการ\nคลั่งยาจะทำร้าย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับตอบในทำนองว่า “เหตุยังไม่เกิด ไม่สามารถทำอะไรได้ ต้องรอให้เกิดเหตุเสียก่อน ถึงจะจับกุมได้” ซึ่งพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่\nจนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาอาชญากรรมขึ้น ถือเป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐสามารถป้องกันเหตุร้ายได้ \nแต่กลับไม่ดำเนินการป้องกัน ซึ่งตรงกับสำนวนไทยที่ว่า “วัวหายแล้วล้อมคอก” ดังนั้น ขอหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n(๑) ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดมาตรการที่ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ\nรับแจ้งเหตุเมื่อมีผู้แจ้งเหตุเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด และดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับแจ้งเหตุโดยเร็วที่สุด ควรกำชับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “การเพิกเฉยต่อการรับแจ้งเหตุเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด \nถือเป็นการเปิดช่องให้ปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น” \n(๒) รณรงค์ให้สถาบันครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการป้องกันปัญหายาเสพติดของเด็กและเยาวชน โดยเริ่มตั้งแต่การอบรมเลี้ยงดู การให้การศึกษา ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี\nและเหมาะสมแก่บุตรหลาน รวมถึงการปลูกฝังค่านิยมต่อต้านยาเสพติดตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดได้ 	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	25	2568	2025-03-25T00:00:00
246	1421	32	ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์	นโยบายของรัฐบาล	มาตรการป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อลดจำนวนคนพิการ ของประเทศไทย	"จากในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี มีอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นจำนวนมาก \nซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนพิการมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เฉลี่ย ๑๐๐,๐๐๐ คน/ปี โดยประเทศไทย\nต้องใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเป็นสวัสดิการให้แก่คนพิการที่ได้รับบัตรประจำตัวคนพิการตลอดชีวิต\nเฉลี่ย ๕๐๐,๐๐๐ บาท/คน ซึ่งจากข้อมูลสถิติอุบัติเหตุในช่วง ๗ วันอันตราย ของเทศกาลสงกรานต์ \nพ.ศ. ๒๕๖๗ พบว่ามีอุบัติเหตุ ๒,๐๔๔ ครั้ง ผู้เสียชีวิต ๒๘๗ ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ/พิการ ๒,๐๖๐ ราย โดยยานพาหนะที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ ๗๘.๔ รถกระบะ \nร้อยละ ๘.๙ และรถยนต์ ร้อยละ ๔.๖ และสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ ๔๑.๕ \nดื่มแล้วขับ ร้อยละ ๒๒.๗ ขับตัดหน้ารถคันอื่นในระยะกระชั้นชิด ร้อยละ ๑๘.๑ และอื่น ๆ ร้อยละ ๑๗.๗ ซึ่งส่งผลกระทบต่อครอบครัว สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ เป็นอย่างมาก \n		ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสาเหตุหลักของอุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนใหญ่มาจาก\nการขับขี่จักรยานยนต์ ดังนั้น หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรพิจารณาวางมาตรการป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อาทิ รณรงค์ให้ประชาชนงดใช้จักรยานยนต์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงงดการนั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์แบบนั่งตะแคง ทั้งนี้ เพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ\nที่เพิ่มจำนวนคนพิการของประเทศไทย โดยเร็วที่สุด"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	25	2568	2025-03-25T00:00:00
247	1419	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพง และปัญหาการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค	"จากสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับเรื่องร้องเรียนของประชาชนพร้อมด้วยไฟล์คลิปวิดีโอ นำมาเสนอประกอบการปรึกษาหารือ กรณีก๊าซหุงต้ม (LPG) ถังบรรจุขนาด ๑๕ กิโลกรัม ซึ่งประกอบด้วยก๊าซหุงต้ม (LPG) น้ำหนัก ๑๕ กิโลกรัม และถังเปล่า น้ำหนัก ๑๖.๖ กิโลกรัม น้ำหนัก\nก๊าซหุงต้ม (LPG) รวมถังบรรจุ เท่ากับ ๓๑.๖ กิโลกรัม ราคาจำหน่าย ถังละ ๔๒๓ บาท ซึ่งเป็นราคา\nที่กำหนดโดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) แต่จากการตรวจสอบพบว่าก๊าซหุงต้ม (LPG) ถังบรรจุขนาด ๑๕ กิโลกรัมที่วางจำหน่าย มีน้ำหนักก๊าซหุงต้ม (LPG) รวมถังบรรจุ มีน้ำหนักเพียง \n๒๕.๙ กิโลกรัม เมื่อหักด้วยน้ำหนักของถังเปล่า ๑๖.๖ กิโลกรัม เท่ากับมีการบรรจุก๊าซหุงต้ม (LPG) \nเพียง ๙.๓ กิโลกรัมเท่านั้น ปริมาณก๊าซหุงต้ม (LPG) หายไป ๕.๗ กิโลกรัม คิดเป็นเงิน ๑๖๐ บาท ๗๔ สตางค์ แสดงให้เห็นถึงการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคของพ่อค้า ซึ่งนอกจากพ่อค้าจะได้ผลกำไรตามปกติแล้ว \nยังได้กำไรจากการโกงน้ำหนักบรรจุก๊าซหุงต้ม (LPG) ๑๖๐ บาท ๗๔ สตางค์ ต่อถังอีกด้วย ประกอบกับ\nในปัจจุบันประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค อันเป็นเหตุให้สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพง โดยรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคมีหลากหลายรูปแบบ อาทิ (๑) การตั้งราคาสูงเกินควร ได้แก่ ขายสินค้าในราคาที่สูงเกินไปจากต้นทุนจริง โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น เช่น เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำมันพืช การฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงที่สินค้าขาดแคลนหรือมีความต้องการสูง เช่น เทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ (๒) การกักตุนสินค้า ได้แก่ พ่อค้าหรือผู้ค้าส่งบางรายกักตุนสินค้าเพื่อให้เกิดภาวะขาดแคลน แล้วนำสินค้าที่กักตุนไว้ออกมาขายในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งมักจะเกิดกับสินค้าควบคุม \nเช่น น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย หน้ากากอนามัยในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (๓) การหลอกลวงหรือฉ้อโกง ได้แก่ การแอบลดปริมาณสินค้า แต่ยังคงจำหน่ายในราคาเดิม เช่น \nลดน้ำหนักบรรจุของข้าวสารหรือนมผง การปลอมปนสินค้า เช่น ผสมเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพต่ำลงในเนื้อบด หรือขายอาหารที่หมดอายุ (๔) การโฆษณาเกินจริง เช่น อาหารเสริมที่โฆษณาว่ามีสรรพคุณรักษาโรคได้ (๕) การใช้มาตรการที่ไม่เป็นธรรม เช่น บังคับให้ซื้อสินค้าเป็นชุด ตั้งราคาสินค้าไม่เป็นธรรมในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานของรัฐควรดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง \nเมื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งกฎหมายแล้วเห็นได้ว่าการกำหนดราคาจำหน่ายของสินค้าอุปโภคบริโภค \nอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒ จำแนกได้ ดังนี้ \n		“สินค้าอุปโภคควบคุม” คือ สินค้าที่รัฐบาลกำหนดให้ต้องมีการควบคุมราคา หรือกำกับดูแลการจำหน่าย เพื่อป้องกันการขึ้นราคา หรือการกักตุนสินค้า อาทิ (๑) ก๊าซหุงต้ม (LPG) - รัฐบาลกำหนดราคาจำหน่ายสูงสุดและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย (๒) ปูนซีเมนต์ - ควบคุมราคาขายปลีกเพื่อป้องกัน\nการขึ้นราคากระทบภาคก่อสร้าง (๓) เหล็กเส้นและเหล็กรูปพรรณ - เพื่อป้องกันการผูกขาดและการกักตุนสินค้า (๔) กระดาษสำหรับพิมพ์หนังสือเรียน - เพื่อให้ต้นทุนการศึกษาไม่สูงเกินไป (๕) ปุ๋ยเคมี - ควบคุมราคาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (๖) ยากำจัดศัตรูพืช - ควบคุมราคาจำหน่ายให้เป็นธรรม และ (๗) ยารักษาโรค - เพื่อป้องกันการตั้งราคาสูงเกินไป\n		“สินค้าบริโภคควบคุม” คือ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค (อาหารและเครื่องดื่ม) \nซึ่งรัฐบาลกำหนดให้มีการควบคุมราคาและการจำหน่าย เพื่อป้องกันการขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้าเกินควร อาทิ (๑) เนื้อหมู - ควบคุมราคาและการส่งออกเพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค (๒) ไก่สดและไก่ชำแหละ \n- ควบคุมราคาเพื่อไม่ให้ต้นทุนอาหารสูงเกินไป (๓) ไข่ไก่ - กำหนดราคาขายปลีกและห้ามกักตุน \n(๔) น้ำตาลทราย - ควบคุมราคาขายปลีกและการนำเข้า - ส่งออก (๕) น้ำมันพืช (ปาล์ม) - ควบคุม\nราคาจำหน่ายเพื่อป้องกันการขึ้นราคาเกินควร (๖) ข้าวสารบรรจุถุง - เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอาหารหลักได้ในราคาที่เหมาะสม (๗) นมผงและนมสด - ควบคุมราคาขายเพื่อช่วยเหลือครอบครัวและเด็ก และ \n(๘) อาหารสัตว์ (อาหารไก่ อาหารหมู) - ควบคุมราคาขายเพื่อลดต้นทุน\n		บทลงโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ ดังนี้ (๑) ค้ากำไรเกินควร หรือกักตุนสินค้า \nมีโทษจำคุกไม่เกิน ๗ ปี หรือปรับไม่เกิน ๑๔๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระราชบัญญัติว่าด้วย\nราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒) (๒) โฆษณาหลอกลวง มีโทษจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒) (๓) ขายสินค้า\nไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒ ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑) และ (๔) ผลิตหรือจำหน่ายอาหารที่ไม่ปลอดภัย \nมีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (พระราชบัญญัติอาหาร \nพ.ศ. ๒๕๒๒)\n		ดังนั้น ขอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ได้แก่ (๑) กรมการค้าภายใน (๒) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) (๓) กระทรวงพาณิชย์ (๔) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และ (๕) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค พร้อมทั้งกำกับดูแลให้มีการติดฉลากสินค้า\nให้เป็นไปตามราคาควบคุม มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมทั้งดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	25	2568	2025-03-25T00:00:00
248	1417	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่บ้านบัวเสียว ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์	"ขอปรึกษาหารือ จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้\n		(๑) ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่บ้านบัวเสียว ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์\n		สืบเนื่องจากชาวบ้านได้มีการครอบครองที่ดินทำกินในพื้นที่ทุ่งบัวเสียว จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ บนพื้นที่กว่า ๑๙,๕๑๐ ไร่ มาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ภาครัฐได้ประกาศให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้าม โดยมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับ\nที่หลวง (น.ส.ล.) จำนวน ๕,๑๒๐ ไร่ ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินของชาวบ้านจำนวน ๑๐๔ ครัวเรือน ในพื้นที่\nบ้านบัวเสียว ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เป็นเหตุให้ชาวบ้านเสียสิทธิในที่ดินทำกิน\nของตนเอง ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้มีการตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ จำนวน ๕,๑๒๐ ไร่ดังกล่าว เป็นเหตุให้ชาวบ้านซึ่งเสียสิทธิในที่ดินทำกินของตนเอง\nที่มีอยู่แต่เดิม ต้องการให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการเพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับ\nที่หลวง (น.ส.ล.) และกำหนดให้มีการพิสูจน์สิทธิในที่ดินดังกล่าว\n		(๒) ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์\n		สืบเนื่องจากภาครัฐมีการจัดสรรที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งแต่เดิมเป็นเขตที่อยู่ในความครอบครองของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในพื้นที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีพื้นที่ ๗๕,๐๐๐ ไร่ จากที่ดินที่อนุญาต ทั้งหมด ๑๒๕,๓๘๕ ไร่ ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าว มีปัญหาคือ ภาครัฐได้เปิดให้ชาวบ้านจับจองที่ดิน โดยมีผู้ได้รับใบจอง จำนวน ๕๘๓ ราย จากที่ดินจัดสรรที่มีอยู่ทั้งหมด ๘,๐๐๐ แปลง ส่วนที่ดินที่เหลืออยู่ ไม่มีการแจกใบจอง แต่ชาวบ้านจะได้รับเอกสารเป็นหนังสือแสดงสิทธิครอบครองที่ดินชั่วคราว และต่อมา จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีหนังสือแจ้งผู้ที่มีใบจองว่ายกเลิกสิทธิในที่ดินทั้งหมด นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ภาครัฐได้มีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน จำนวนกว่า ๒๐,๐๐๐ ครัวเรือน เป็นเหตุให้มีการดำเนินคดีชาวบ้านในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ จำนวนมากถึง ๒๘๘ คดี ที่ผ่านมา ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนได้ร้องเรียนปัญหาไปยังหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แต่อย่างไรก็ตาม จวบจนถึงปัจจุบัน การพิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่บรรลุผลแต่อย่างใด\n		ดังนั้น ขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ \nตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอให้พิจารณาสั่งการกรมป่าไม้ และกรมที่ดิน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งพิจารณานำที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่ (๑) บ้านบัวเสียว ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ และ (๒) อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ และจัดการที่ดินอย่างเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ชาวบ้านที่ครอบครองที่ดินทำกินมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างยั่งยืน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	25	2568	2025-03-25T00:00:00
249	1415	111	นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการก่อสร้างสะพานหน้าโรงเรียนอรุณวิทยา อำเภอทับสะแก  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์	"จากกรมทางหลวงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแยกบริเวณหน้าโรงเรียนอรุณวิทยา ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถนนบริเวณดังกล่าวสามารถเชื่อมต่อการเดินทางไปยังตำบลใกล้เคียง โดยโครงการเริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแยกหน้าโรงเรียนอรุณวิทยา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดังนี้\n	๑. การก่อสร้างสะพานบริเวณจุดกลับรถใต้สะพาน พื้นถนนมีลักษณะลดระดับ\nต่ำกว่าถนนทางเข้าหมู่บ้านของประชาชนเกือบ ๑ เมตร เพื่อให้รถบรรทุกขนาดใหญ่สามารถลอด\nใต้สะพานกลับรถได้ ซึ่งการลดระดับพื้นถนนใต้สะพานกลับรถ ส่งผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชน\nทำให้ประชาชนไม่สามารถกลับรถเพื่อเลี้ยวเข้าซอยได้ จึงขอให้พิจารณาปรับแบบการก่อสร้าง เพื่อแก้ไขปัญหาระดับพื้นใต้สะพานกลับรถให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่บริเวณโดยรอบ และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน\n	๒. บริเวณทางลงของสะพานได้ออกแบบเปิดช่องทางเดินรถให้สามารถเลี้ยวเข้า\nสถานีบริการน้ำมันน้ำมันเชื้อเพลิง (ปตท.) ได้ แต่ระยะทางเบี่ยงจากทางลงสะพานไปยังปั๊มน้ำมัน\nมีระยะทางที่สั้นเกินไป อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ เนื่องจากรถที่ใช้ทางเบี่ยงเป็นรถบรรทุก\nที่มีน้ำหนักมากอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุชนท้ายกันได้ จึงขอให้พิจารณาขยายระยะทางเบี่ยงเข้าสถานีบริการน้ำมันน้ำมันเชื้อเพลิง (ปตท.) ออกไปไม่ให้อยู่ใกล้กับบริเวณคอสะพาน ทั้งนี้ เพื่อให้มี\nความปลอดภัยมากขึ้น\n	๓. บริเวณหน้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง (ปตท.) จะมีการก่อสร้างฟุตบาท\nขวางหน้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง (ปตท.) เห็นควรปรับแบบก่อสร้างเป็นพื้นถนนแบบนูน\nแบบก้างปลาตามความเหมาะสม "	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
250	1413	130	นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	แรงงานผิดกฎหมายพื้นที่ชุมชนซอยกีบหมู เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร	"ในอดีตชุมชนซอยกีบหมู เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพปลูกหญ้าสำหรับปูพื้นสนาม ต่อมามีการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมาก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งรวมแรงงานอิสระขนาดใหญ่ของกรุงเทพมหานคร โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา จะมีค่าจ้างวันละ ๕๐๐-๑,๐๐๐ บาท ในพื้นที่มีประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ ๕,๓๐๐ ครัวเรือน (ไม่รวมประชากรแฝง) มีสถานที่สำคัญ ได้แก่ มัสยิดสุเหร่าคลองหนึ่ง ตลาดสด และบ่อนการพนัน \nซึ่งจากการเดินทางลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจนครบาลคันนายาวและสำนักงานเขตคลองสามวา ทำให้ได้รับทราบปัญหาของชุมชนซอยกีบหมู เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ดังนี้\n(๑)	ปัญหาด้านยาเสพติด \n(๒)	ปัญหาด้านการพนัน \n(๓)	ปัญหาอาชญากรรม \n(๔)	ปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย \n(๕)	ปัญหาการพกพาอาวุธผิดกฎหมาย \n(๖)	 ปัญหาด้านมาตรฐานสุขาภิบาลและสาธารณสุข พบว่าเจ้าของผู้ค้าเป็นแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก โดยมีคนไทยทำหน้าที่ถือครองทรัพย์สินหรือนอมินี  		\n(๗)	ปัญหาสินค้าผิดกฎหมายในตลาดสดหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีน\n(๘)	ปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะของแผงลอย \n(๙)	ปัญหาโรคติดต่อและโรคระบาด \nเนื่องจากชุมชนแห่งนี้มีการเคลื่อนย้ายของแรงงานจำนวนมากโดยไม่มีการตรวจคัดกรองโรค และชุมชนซอยกีบหมูเป็นจุดศูนย์รวมของซุ้มยาดองจำนวนมาก \n	จากปัญหาดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย สุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่ และเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สถานีตำรวจนครบาลคันนายาวและสถานีตำรวจนครบาลมีนบุรี) กระทรวงแรงงาน กรมที่ดิน และสำนักงานเขตคลองสามวา ภายใต้สังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในกำกับดูแล\nของกระทรวงมหาดไทย ควรบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินการจัดระเบียบชุมชนและแก้ไขปัญหา\nอย่างจริงจัง"	นายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงาน และกระทรววมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
251	1411	41	นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	การก่อวินาศกรรมที่ว่าการอำเภอสุไหงโก-ลก และสถานการณ์ความรุนแรง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้	"เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๘ ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani : BRN) ได้มีการก่อวินาศกรรมวางระเบิดและเผา\nที่ว่าการอำเภอสุไหงโก-ลก และสถานที่ราชการอื่น ๆ ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน ประมาณ ๑๐ แห่ง ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต และประชาชนได้รับบาดเจ็บหลายราย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นถึง\nความไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ดังนี้ \n	(๑) ความล้มเหลวด้านการข่าว แม้ได้มีการจัดสรรงบประมาณด้านการข่าวปีละ \n๕๐๐ ล้านบาท แต่ปรากฏว่างานด้านการข่าวไม่มีประสิทธิภาพ คนร้ายจำนวนมากเดินทางเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อทำการก่อการร้ายในพื้นที่เมืองชายแดน แต่เจ้าหน้าที่รัฐไม่พบเห็นความเคลื่อนไหว\nของคนร้ายแต่อย่างใด แสดงให้เห็นถึงการใช้งบประมาณด้านการข่าวที่ไม่มีประสิทธิภาพ \n		(๒) ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐ หน่วยงานรัฐในพื้นที่ขาดประสิทธิภาพในการป้องกันสถานที่ราชการสำคัญ เช่น ที่ว่าการอำเภอสุไหงโก-ลก การขาดแผนเผชิญเหตุ และไม่สามารถรับมือกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n	(๓) การสร้างและแย่งชิงมวลชน หน่วยงานที่รับผิดชอบล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการสร้างมวลชน และการแย่งชิงมวลชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสบความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani : BRN) \n		ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในพื้นที่ เนื่องจากประเทศมาเลเซียได้ออกแถลงการณ์ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางมายัง\nจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย \n	ดังนั้น จึงขอเสนอแนะไปยังรัฐบาล ดังนี้\n		๑. รัฐบาลควรยอมรับว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการก่อการร้าย และจัดหาเครื่องมือที่เหมาะสมให้แก่เจ้าหน้าที่รัฐ\n		๒. ควรพิจารณาตรากฎหมายการก่อการร้ายเพื่อบังคับใช้ในพื้นที่ เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันมีความล้าสมัย ไม่สามารถรับมือกับรูปแบบการก่อการร้ายได้ อาทิ ประมวลกฎหมาย\nวิธีพิจารณาความอาญา พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ และพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ เป็นต้น\n		๓. ควรมีการสร้างรั้วถาวรกั้นพรมแดนในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก และอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ระยะทาง ๑๐๐ กว่ากิโลเมตร เพื่อควบคุมการเดินทางข้ามพรมแดนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า อาวุธและยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกองกำลังติดอาวุธเมื่อปฏิบัติการก่อการร้ายในประเทศไทยเสร็จแล้วจะหลบหนีการจับกุมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน \n	ทั้งนี้ สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงแนวทางการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการข่าว การป้องกันสถานที่สำคัญ การสร้างความเข้าใจกับประชาชน และการใช้กฎหมายที่เหมาะสม"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
252	1409	40	นายโชติชัย บัวดิษ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การบุกรุกพื้นที่ป่าภาคตะวันออก	"คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ภาคตะวันออกเพื่อตรวจสอบปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีศักยภาพในการปลูกผลไม้เมืองร้อน ทำให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตรมากขึ้น จากข้อสังเกต พบว่า การบุกรุกพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ จำนวน ๕๐๐ ไร่ หรือ ๑,๐๐๐ ไร่ เหตุใดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยที่เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ เช่น ผู้บริหารท้องถิ่น นายอำเภอ และเจ้าหน้ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ไม่สามารถตรวจพบได้ทันท่วงที ซึ่งที่ผ่านมาผู้ที่แจ้งเบาะแสการบุกรุกพื้นที่ป่า ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่และสื่อมวลชน (นักข่าว) ซึ่งเมื่อเกิดเป็นข่าวแล้วหน่วยงานของรัฐจึงเข้าไปตรวจสอบและพบว่า พื้นที่ป่าถูกทำลายและมีการปลูกพืชชนิดอื่นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสำคัญในการบริหารจัดการและป้องกันการบุกรุกพื้นป่าในประเทศไทย	\n		ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า มีมาตรการในการป้องกัน\nการบุกรุกพื้นที่ป่ามิให้เพิ่มขึ้นทั้งจากประชาชนที่ทำกินในพื้นที่ป่ามาก่อน หรือประชาชนที่มีพื้นที่ทำกินติดต่อกับพื้นที่ป่า หรือนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่าได้อย่างไร"	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
253	1407	83	นายประภาส ปิ่นตบแต่ง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาชาวนาภาคกลางในทุ่งรับน้ำ ๑๒ ทุ่ง และแนวทางการแก้ไขปัญหา	"มีนาข้าวซึ่งเป็นทุ่งรับน้ำในพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน ๑๒ ทุ่ง มีพื้นที่ประมาณ ๑.๕ ล้านไร่ ซึ่งส่งผลกระทบและพบปัญหาของชาวนาในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ ดังนี้\n  	(๑) สามารถทำนาได้เพียงปีละ ๑-๒ ครั้ง เพราะเป็นแก้มลิงรับน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมบริเวณเจ้าพระยา ท่าจีนตอนล่าง และกรุงเทพมหานคร (พื้นที่ทำนาทั่วไป ระยะเวลา ๒ ปี สามารถ\nทำนาได้ ๕ ครั้ง) \n 	(๒) ปัญหาความเดือดร้อนที่เกษตรกรได้รับ คือ \n 	 ๒.๑ ระยะเวลาการทำนาปรัง ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน\nของทุกปี ถึงแม้จะเกิดภาวะการลดระดับของแหล่งน้ำอย่างรวดเร็ว แต่เกษตรกรยังไม่สามารถดำเนินการเพาะปลูกให้เร็วขึ้นได้ เนื่องด้วยข้อจำกัดจากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการ\nเจริญเติบโตของพืชผลทางการเกษตร\n	 ๒.๒ การดำเนินการเพาะปลูกล่าช้าส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรมีการเจริญเติบโต\nและออกรวงในช่วงที่เกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรง อันเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดของแมลงศัตรูพืช \nการเกิดโรคพืช และเกิดปัญหาในกระบวนการผสมเกสรของข้าว ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต	         \n	 ๒.๓ สำหรับการทำนาปีในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกันยายน เกษตรกรจำเป็นต้องดำเนินการเก็บเกี่ยวโดยเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเสียหายจากภาวะน้ำท่วม เนื่องจากหากผลผลิตข้าวมีระดับความชื้นสูงเกินมาตรฐานที่กำหนด จะส่งผลให้ผู้ประกอบการรับซื้อดำเนินการ\nหักลดอัตราส่วนร้อยละของความชื้น ซึ่งมีผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร\n 	(๓) ในการดำเนินการเพาะปลูกข้าวนาปีระหว่างห้วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน เกษตรกรมีความจำเป็นต้องเร่งรัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสภาวะน้ำท่วม ทั้งนี้ หากผลผลิตข้าวมีค่าความชื้นสูง จะส่งผลต่อการปรับลดราคารับซื้ออันเนื่องมาจาก\nการหักค่าร้อยละความชื้นเมื่อนำผลผลิตเข้าสู่ระบบการจำหน่ายในท้องตลาด 	\n	จากการที่รัฐบาลได้ดำเนินโครงการ “ไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท” เพื่อช่วยเหลือชาวนา\nในเรื่องราคาข้าวตกต่ำ แม้ว่าจะได้รับการช่วยเหลือเช่นเดียวกับชาวนาในพื้นที่อื่น ๆ  แต่ชาวนาในพื้นที่ทุ่งรับน้ำอาจมีสภาพการเพาะปลูกที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น ซึ่งอาจทำให้ปัญหาด้านผลผลิต รวมทั้ง\nการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและภัยธรรมชาติ ดังนั้น จึงขอเสนอการแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวนา\nในพื้นที่ทุ่งรับน้ำไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 	(๑) ขอเสนอพิจารณาให้จ่ายเงินชดเชยราคาข้าวตกต่ำตามจำนวนพื้นที่ที่ชาวนา\nได้ทำนาจริง เช่น ครอบครัวที่ทำนา ๒๐ ไร่ ควรได้รับการจ่ายเงินเยียวยา จำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท\n 	(๒) ควรพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาให้ชาวนาที่พื้นที่นาจะต้องเป็นพื้นที่รับน้ำ \nเป็นระยะเวลา ๒ เดือน โดยอาจจ่ายเงินเยียวยาให้แต่ละครอบครัว เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท เป็นต้น\n 	(๓) ควรจ่ายเงินเยียวยาค่าเสียหายของนาข้าวและบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในพื้นที่รับน้ำชายขอบที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีการทำบันทึกความเข้าใจ (memorandum of understanding : MOU) โดยไม่ต้องรอให้จังหวัดประกาศภัยพิบัติ    "	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
254	1405	59	นายนพดล พริ้งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ภัยคุกคามทางอากาศ	จากคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ มณฑลเซี่ยงไฮ้ และมณฑลไหหลำ สาธารณรัฐประชาชนจีน \nจากการศึกษาดูงานได้พบว่า ตึกที่มีความสำคัญของรัฐบาลจีน เช่น ตึกที่เป็นสถานที่สำหรับผลิตดาวเทียมหรือตึกที่เป็นสถานที่ราชการจะมีการติดตั้งเสาสูง จำนวน ๑ จุด เพื่อเป็นจุดรับสัญญาณของระบบตรวจจับอากาศยานไร้คนขับ (Anti Drone) เพื่อป้องกันอันตรายจากการโจมตีทางอากาศ และเมื่อพิจารณาถึงประเทศไทยที่มีอาคารหรือตึกขนาดใหญ่อันที่เป็นที่ตั้งของส่วนราชการ และมีแหล่งชุมชนหลายแห่ง รวมทั้งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรมีการพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย เช่น ระบบตรวจจับอากาศยานไร้คนขับ (Anti Drone) ดังเช่นสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต\n	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
255	1403	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	นโยบายของรัฐบาล	ถนนไทยต้องปลอดภัย : บทบาทของรัฐในการลดอุบัติเหตุและความสูญเสีย	"จากรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนประเทศไทย ปี ๒๕๖๗ ของ\nกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค และรายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนประเทศไทย \nปี ๒๕๖๕ ของแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) พบว่า ทุก ๑ ชั่วโมงจะมีคนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน จำนวน ๒ คน นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (World \nHealth Organization: WHO) ได้จัดทำรายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนโลก ปี ๒๕๖๖ (Globol Status Report on Road Safety 2023) พบว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน จำนวน ๑๘,๒๑๘ ราย เป็นอันดับที่ ๑๘ ของโลก ลดลงจากอันดับที่ ๑๙ ของโลก คิดเป็นสัดส่วนประชากรอยู่ที่ ๒๕ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนอยู่ในกลุ่มอายุ\n๒๐-๒๔ ปี คิดเป็นร้อยละ ๙.๘๓ และรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ ๗๙.๖๙\n	ประเทศไทยได้มีการกำหนดแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. ๒๕๖๕-๒๕๗๐ โดยกำหนดค่าเป้าหมาย (Target) ให้ลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ในปี ๒๕๗๐ ต้องไม่เกิน จำนวน ๘,๔๗๘ คน หรือเท่ากับไม่เกิน ๑๒ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่เมื่อพิจารณาสถิติ\nการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ย้อนหลัง ๕ ปี พบว่านอกจากจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนจะไม่ลดลงตามเป้าหมายที่วางไว้แล้ว จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นด้วย โดยในปี ๒๕๖๖ กำหนดไว้ จำนวน ๑๓,๘๒๑ คน มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง \nจำนวน ๑๗,๔๙๘ คน และในปี ๒๕๖๗ กำหนดไว้ จำนวน ๑๒,๔๘๔ คน มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง จำนวน ๑๗,๕๗๔ คน \n	จากปัญหาอุบัติเหตุทางถนนดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยมีประชากรที่เป็นคนพิการ และต้องสูญเสียงบประมาณในการรักษาเป็นจำนวนมาก โดยในปี ๒๕๖๕ มีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ\nทางถนนสูงถึง จำนวน ๑,๐๖๐,๕๖๖ คน ต้องใช้งบประมาณในการรักษามากกว่า ๗,๘๒๗ ล้านบาท \nเป็นคนพิการสูงถึง จำนวน ๙,๗๖๔ คน เดือนที่มีการบาดเจ็บรุนแรงสูงสุด คือ เดือนธันวาคม (ช่วงเทศกาล\nส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่) กลุ่มอายุที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงสูงสุดอยู่ระหว่าง ๑๕-๑๙ ปี และยานพาหนะที่ประสบอุบัติเหตุและเกิดการบาดเจ็บรุนแรงสูงสุด คือ รถจักรยานยนต์\n	ลักษณะการชนระหว่างรถกับรถเป็นสาเหตุหลักโดยเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ ๘๓ และเป็นการขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ ๒๐ การขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ร้อยละ ๑๙\nมูลเหตุสันนิษฐานหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุจากจำนวนอุบัติเหตุทั้งหมด สรุปได้ ดังนี้    (๑) ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ ๒๐ \n(๒) ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ร้อยละ ๑๙ \n(๓) ขับรถหลับใน ร้อยละ ๒ \n(๔) เมาสุรา ร้อยละ ๑ และ \n(๕) อื่น ๆ / ไม่ระบุ ร้อยละ ๕๘\n	ข้อมูลระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ ปี ๒๕๖๒-๒๕๖๖ ระบุว่า หมวดอวัยวะ ๓ หมวด ที่หากได้รับบาดเจ็บรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิต ได้แก่ \n	(๑) ศีรษะและคอ ร้อยละ ๕๑.๓๐ \n	(๒) ทรวงอก ร้อยละ ๘.๙๔ และ \n	(๓) ช่องท้องและช่องเชิงกราน ร้อยละ ๔.๙๘ \n	ข้อมูลระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บ (Injury Surveillance) ปี ๒๕๖๒-๒๕๖๖ \nแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของหมวกนิรภัยและการบาดเจ็บที่ศีรษะ โดยระบุว่า \n	(๑) อัตราการบาดเจ็บที่ศีรษะในผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ร้อยละ ๔๐.๐๘ \n	(๒) อัตราการสวมหมวกนิรภัยในผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ร้อยละ ๑๖.๖๗ และ \n	(๓) ผู้ใช้รถจักรยานยนต์สวมหมวกนิรภัยมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าผู้ไม่สวมหมวกนิรภัย ๒ เท่า ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ร้อยละ ๘๒.๕ เป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ แต่คนไทย\nสวมหมวกนิรภัยเพียง ร้อยละ ๔๓ เท่านั้น \n	นอกจากนี้ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) และกระทรวงสาธารณสุข มีการรายงานข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนน ระบุจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บไม่ตรงกัน จึงเห็นควรปรับปรุงให้สอดคล้องกัน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
256	1401	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	นโยบายของรัฐบาล	บทความเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS)	"เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ซึ่งเป็นสื่อสาธารณะที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้มีการเผยแพร่บทความบนเว็บไซต์ของ Thai PBS เรื่อง “เผด็จการสร้างชาติ ประชาชนอาวรณ์ ผู้นำเข้มแข็ง-เศรษฐกิจรุ่ง” โดยบทความดังกล่าวได้สร้างความตื่นตัวและความสนใจให้แก่ประชาชนในชั่วข้ามคืน และต่อมาเว็บไซต์ของ Thai PBS ได้มีการยกเลิกการเผยแพร่บทความดังกล่าว สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือเห็นว่ากรณีนี้เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพราะสื่อสาธารณะดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องหารือประเด็นปัญหาเรื่องนี้เพื่อให้\nผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) พิจารณาทบทวนการเผยแพร่บทความดังกล่าว\n	สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เป็นสื่อสาธารณะที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ ควรมอบความจริงแก่สังคม เป็นสื่ออิสระที่ควรยึดมั่นในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เน้นเนื้อหาสาระที่ถูกต้อง ควรวางตัวเป็นกลาง โดยปราศจากการครอบงำจากอำนาจหรืออิทธิพลใด ๆ และด้วยสถานะดังกล่าว สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่นำเสนอบทความในลักษณะเช่นนี้ออกสู่สาธารณะด้วยเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนี้ \n	ประการที่ ๑ บทความดังกล่าวใช้ชื่อว่า “เผด็จการสร้างชาติ” เป็นการสร้างความชอบธรรม\nให้แก่การรัฐประหารซึ่งกระทำโดยคณะนายทหาร มีการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพซึ่งมาจากภาษีเงินได้ของประชาชน ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นการสร้างค่านิยมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงลบต่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญ การรัฐประหารเป็นการล้มล้างการปกครอง \nถือเป็นความผิดฐานกบฏ เหตุใดสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) จึงนำเสนอบทความในลักษณะยกย่อง ซึ่งเท่ากับกำลังยอมรับการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายให้มีความชอบธรรม\n	ประการที่ ๒ การกล่าวว่าการปกครองโดยคณะนายทหารที่ยึดอำนาจการปกครอง\nได้สร้างเศรษฐกิจของชาติให้มีความเจริญรุ่งเรือง นั้น ไม่เป็นความจริง เพราะในความเป็นจริง คณะนายทหาร\nไม่มีทักษะด้านการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการบริหารด้านเศรษฐกิจ\nของประเทศ และเมื่อนายทหารเหล่านั้นเสียชีวิต ปรากฏว่ามีทรัพย์สินจำนวนมาก ดังเช่นเมื่อปี ๒๕๐๗ มีการยึดทรัพย์ของนายทหารคนหนึ่ง จำนวนกว่า ๕๗๔ ล้านบาท (มูลค่าในขณะนั้น) และกรณีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ ในสมัยรัฐบาลที่มี พลเอก ประยุทธ  จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อยู่ในอำนาจยาวนานถึง ๙ ปี (๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๗-๒ มิถุนายน ๒๕๖๒ และ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๒-๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖) บริหารราชการแผ่นดินจนเป็นผลทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) ของประเทศไทย ตกต่ำเหลือเพียงร้อยละ ๑.๘ สภาพเศรษฐกิจของประเทศถดถอย ลดลงเป็นลำดับที่ ๙ ของอาเซียน (ASEAN) การพัฒนาประเทศไม่เกิดขึ้น การก่อหนี้สาธารณะสูงถึงร้อยละ ๖๒.๑๔ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ส่งผลทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีหนี้สาธารณะ  สูงถึง ๑๑ ล้านล้านบาท \n	ประการที่ ๓ บทความดังกล่าวยังทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าคณะนายทหารที่เข้ามายึดอำนาจการปกครองนั้นสร้างชาติให้รุ่งเรือง แต่จากการตรวจสอบข้อมูลปรากฏว่า มีประเด็นที่ต้องได้รับการพิจารณาแก้ไข ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่มีปัญหาบกพร่องเกือบทุกมาตรา ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐) เป็นต้น\n	นับตั้งแต่มีการเผยแพร่บทความดังกล่าวจนถึงบัดนี้ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส \n(Thai PBS) ได้แสดงคำขอโทษแต่ไม่มีการชี้แจงว่า (๑) ผู้ใดเป็นผู้เขียนบทความเรื่องนี้ (๒) ผู้ใดอนุญาตให้เผยแพร่บทความบนเว็บไซต์ของ Thai PBS และ (๓) มีการดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
257	1399	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	ความเดือดร้อนของประชาชน	การขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และเพื่อการเกษตร	"ได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายกระวี หวานแก้ว ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา นายนาคิน จิตธรรม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยปริก และนายชาญณรงค์ ศรีสว่าง กำนันตำบลห้วยปริก อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าประชาชนในตำบลห้วยปริก จำนวน ๒,๕๘๑ ครัวเรือน ซึ่งอยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำกระทูน ตำบลกะทูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช กรณีจากเหตุการณ์ภัยพิบัติดินโคลนถล่มและท่อนซุงไหลลงมาทับบ้านเรือนประชาชน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมาก ทำให้มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำกะทูน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ให้เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และเพื่อการเกษตร แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถนำน้ำจากอ่างเก็บน้ำกะทูนไปใช้ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากยังไม่มีสถานีสูบน้ำและระบบส่งน้ำไปยังบริเวณพื้นที่ที่อยู่ติดกับอ่างเก็บน้ำ	\n	ดังนั้น ขอให้สำนักงานชลประทานที่ ๑๕ (นครศรีธรรมราช) กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาดำเนินการสำรวจและออกแบบก่อสร้างสถานีสูบน้ำในพื้นที่ \nหมู่ที่ ๕ ตำบลห้วยปริก อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมระบบส่งน้ำและอาคารประกอบ ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตำบลห้วยปริก อำเภอฉวาง และพื้นที่ใกล้เคียง\nในจังหวัดนครศรีธรรมราช"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
258	1397	32	ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาไฟไหม้ การระเบิด และสารเคมีรั่วไหลในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ	"ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ไฟไหม้ การระเบิด และก๊าซรั่วไหลจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการอย่างต่อเนื่อง ดังนี้\n		- เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๓ เกิดเหตุที่บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (Bangkok Industrial Gas Company Limited หรือ BIG) เหตุการณ์นี้เป็นอุบัติเหตุท่อก๊าซระเบิด\nในนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย รวมทั้งสร้างความเสียหายต่อพื้นที่โดยรอบ\n		- วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๓ เกิดเหตุที่ บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด (Ming Dih Chemical Co., Ltd.) เป็นเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตสารเคมีและทินเนอร์ ทำให้เกิดควันไฟและการลุกไหม้\nอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีการอพยพประชาชนในบริเวณใกล้เคียงเนื่องจากความเสี่ยงจากสารเคมีอันตราย\n		- วันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เกิดเหตุที่ บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด (Ming Dih Chemical Co., Ltd.) เป็นเหตุการณ์ไฟไหม้รุนแรงที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย รวมถึง\nมีการอพยพประชาชนในรัศมีหลายกิโลเมตรเนื่องจากมลพิษทางอากาศและการระเบิดของสารเคมี		\n- วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๕ เกิดเหตุที่ บริษัท วี.ไอ.พี ปิโตรเลียม จำกัด ทำให้กลิ่นแก๊สแอลพีจีกระจายทั่วบริเวณ ส่งผลให้มีการสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่และปิดกั้นพื้นที่โดยรอบ\nโดยเด็ดขาด		\n- วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๕ สารเคมีรั่วไหลออกจากโรงงานอุตสาหกรรม \nบริเวณนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปรากการ ส่งผลให้เกิดเหตุเพลิงไหม้และสารเคมีรั่วไหล มีการวางกระสอบปิดท่อระบายน้ำของโรงงาน เพื่อป้องกันการไหลของน้ำที่ใช้ในการดับเพลิงไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนใกล้เคียงได้			\n- วันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๘ เกิดเหตุไฟไหม้คลังเก็บสินค้าแช่แข็งฺ BCS ในพื้นที่\nจังหวัดสมุทรปราการ มีการสั่งการให้กำนันผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์และแจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้กับประชาชนในชุมชนโดยรอบและอพยพผู้เปราะบางไปยังจุดพักพิงชั่วคราว พร้อมแจ้งเตือนประชาชน เลี่ยงการออกมาอยู่ในที่โล่งแจ้ง เนื่องจากกลุ่มควันลอยปกคลุมชุมชนและลอยไปตามทิศทางลม"	กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
259	1395	35	นายชิบ จิตนิยม	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้รัฐจ่ายเงินชดเชยการไม่เผาอ้อย	"คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ได้มีมติให้ภาครัฐสนับสนุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โดยขายอ้อยสดเข้าหีบ รัฐบาลจ่ายเพิ่ม ตันละ ๑๒๐ บาท เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในฤดูการผลิตปี ๒๕๖๗/๒๕๖๘ โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จึงทำให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล\n 	ขณะนี้เกษตรกรทั่วประเทศเริ่มฤดูกาลตัดอ้อย โดยนำอ้อยสดเข้าหีบตั้งแต่\nเดือนธันวาคม ๒๕๖๗ ซึ่งการตัดอ้อยด้วยวิธีการเผามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ ตันละ ๑๓๐ บาท \nแต่การตัดอ้อยสดคุณภาพดีมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ ตันละ ๒๔๐ บาท เมื่อต้นทุนในการตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพิ่มสูงขึ้น เกษตรกรจำนวนมากกลับไปใช้วิธีการเผาอ้อยตัดอ้อย ซึ่งช่วยลดต้นทุนแรงงาน\nในการตัด และเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่า กำจัดใบและวัชพืชที่ไม่ต้องการออกไป ทำให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว\nทั้งแบบใช้แรงงานคนและเครื่องจักร ประกอบกับยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลตามที่ได้ประกาศไว้ \nจึงเป็นเหตุให้เกษตรกรไม่เกิดแรงจูงใจ และข้อมูลการกำหนดราคาอ้อย ฤดูการผลิตปี ๒๕๖๗/๒๕๖๘ \nได้กำหนดราคาเดียวทั่วประเทศ ตันละ ๑,๑๖๐ บาท แต่ต้นทุนการผลิตอ้อย ประมาณตันละ ๑,๓๖๐ บาท มีส่วนต่างประมาณ ๒๐๐ บาท นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่าในปี ๒๕๖๘ จะมีผลผลิตอ้อย ประมาณ ๙๒ ล้านตัน มากกว่าปี ๒๕๖๗ ที่มีผลผลิตอ้อย จำนวน ๘๒ ล้านตัน จึงมีการคาดการณ์ว่าปี ๒๕๖๘ จะมีการตัดอ้อยจากการเผา จำนวน ๓๐ ล้านตัน จึงถือเป็นปัญหาที่น่ากังวลและอาจไม่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดการตัดอ้อยด้วยวิธีการเผาเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งรัดการพิจารณาเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยตามที่ได้ประกาศไว้"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
260	1393	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	นโยบายของรัฐบาล	โครงการแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท เฟส ๓	"รัฐบาลได้ประกาศว่าจะมีโครงการแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท เฟส ๓ สำหรับกลุ่มเยาวชนอายุ ๑๖-๒๐ ปี โดยมีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งเป็นการใช้จ่ายเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลในพื้นที่อำเภอของผู้ที่รับสิทธิ์อาศัยอยู่ ทำให้เงินหมุนเวียนในท้องถิ่นและส่งเสริมธุรกิจรายย่อย (๒) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในกลุ่มเยาวชนอายุ ๑๖-๒๐ ปี ซึ่งมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเป็นอย่างดี จะช่วยเสริมสร้างทักษะการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน และเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต และ (๓) ส่งเสริมการเรียนรู้การจัดการทางการเงิน การใช้เงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ฝึกฝนวางแผนการใช้จ่ายเงินส่วนบุคคล ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต\n 	นอกจากนี้ เมื่อได้ติดตามข้อมูล ข่าวสาร ความคิดเห็นจากสื่อสังคมออนไลน์ และจากข่าว\nที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนบางส่วนที่รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม โดยมี\nการตั้งคำถามว่า เหตุใดไม่แจกเงินให้กับผู้เสียภาษีในกลุ่มวัยทำงานที่เป็นผู้สร้างเศรษฐกิจ แต่กลับมุ่งเน้นกลุ่มเยาวชนและผู้สูงอายุ เช่น “คนที่จ่ายภาษีหลัก ๆ คือ อายุ ๒๐-๕๐ ปี ซึ่งแต่ละคนมีภาระ\nค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยังไม่เหมาะสมที่จะได้รับหรืออย่างไร” จากคำถามดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้แก่กลุ่มวัยทำงานซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่เสียภาษีให้แก่รัฐ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม นอกจากนี้ ประชาชนจำนวนหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแจกเงินให้กลุ่มเยาวชนว่า “ปิดเทอมพอดี เยาวชนนำเงินไปเติมเกม” “ติดเกมกันสนุกไปเลย” “รัฐบาลสร้างฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งในอนาคตหรือไม่” เป็นต้น "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
261	1391	146	นายเศรณี อนิลบล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการจ่ายเงินสนับสนุนโครงการเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ปีการผลิต ๒๕๖๖/๒๕๖๗	"นโยบายของรัฐบาลในการจ่ายเงินสนับสนุนให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 นั้น ปัจจุบันเกษตรกรของประเทศไทยประสบกับความลำบากในการประกอบอาชีพเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเกษตรกรชาวไร่อ้อยจำนวนหลายแสนครัวเรือน ที่มีระเบียบวินัยปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ในการลดการเผาไร่อ้อย อันเป็นสาเหตุของการเกิดไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 โดยที่รัฐบาลได้สร้างแรงจูงใจให้แก่เกษตรกร ว่าจะจ่ายเงินตามโครงการสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดคุณภาพดีเพื่อลดฝุ่น PM 2.5\nโดยกำหนดอัตราการจ่ายเงินสนับสนุนตามโครงการฯ ในอัตราไม่เกิน ๑๒๐ บาทต่อตัน ทั้งนี้ หน่วยงาน\nที่รับผิดชอบโครงการฯ คือ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) \nซึ่งได้รับผิดชอบการดำเนินโครงการมาเป็นเวลาหลายปี แต่ในทางปฏิบัตินั้นพบว่า การจ่ายเงิน\nตามโครงการฯ ดังกล่าว เป็นไปด้วยความล่าช้า โดยในฤดูการผลิต ๒๕๖๖/๒๕๖๗ ชาวไร่อ้อยได้ตัดอ้อยเพื่อส่งมอบให้แก่โรงงานน้ำตาลแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๖๖ จนถึงปัจจุบันระยะเวลาได้ล่วงเลยมาปีเศษ แต่เกษตรกรชาวไร่อ้อยยังไม่ได้รับเงินสนับสนุนตามโครงการฯ แต่อย่างใด  สะท้อนให้เห็นว่า\nรัฐบาลไม่เอาใจใส่และไม่ให้ความสำคัญกับเกษตรกรชาวไร่อ้อย ประกอบกับราคาอ้อยในปีการผลิต ๒๕๖๗/๒๕๖๘ มีราคาตกต่ำลงอีก ๓๐๐ กว่าบาทต่อตัน จากเดิมในปีที่แล้วที่มีราคา ๑,๔๒๐ บาทต่อตัน เหลือเพียง ๑,๑๖๐ บาทต่อตัน ณ ระดับความหวานที่ ๑๐ ซีซีเอส (Commercial Cane Sugar: CCS) โดยหากเกษตรกรสามารถควบคุมการผลิตอ้อยให้มีค่าความหวานเพิ่มมากขึ้น ก็จะได้ราคาตอบแทนเพิ่มขึ้นตามลำดับ \n	อย่างไรก็ตาม โฆษกรัฐบาลได้แถลงเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ โดยระบุถึง\nความคืบหน้าในการจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี \nซึ่งจะเห็นได้ว่าการดำเนินการมีความล่าช้าและไม่สามารถระบุได้ว่า คณะรัฐมนตรีจะพิจารณา\nเรื่องดังกล่าวเมื่อใด และเกษตรกรจะได้รับเงินชดเชยเมื่อใด โครงการฯ ดังกล่าวเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณไม่มากในการดำเนินการทั้งประเทศ ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หากเปรียบเทียบกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท ที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่เฟสที่ ๓  ใช้งบประมาณในการดำเนินการมากกว่า ๕ แสนล้านบาท"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
262	1389	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการวางท่อของบริษัทเอกชนตามแนวถนน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง	"ประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ได้รับความเดือดร้อนจากการวางท่อประปาเพื่อส่งน้ำตามแนวถนน หมู่ ๗ ตําบลหนองบัว อําเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยมีบริษัทเอกชนเป็นผู้รับสัมปทาน จากการวางท่อประปาตามแนวถนนสายดังกล่าว พบว่ามีรอยรั่ว ทำให้มีน้ำไหลซึมท่วมถนน ถนนเกิดทรุดตัวเป็นหลุมเป็นบ่อ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เป็นอันตรายต่อผู้ที่สัญจรไป-มา ซึ่งถนนสายดังกล่าวเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่าง ๓ อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ้านค่าย อำเภอปลวกแดง และอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง\n	การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา ประชาชนได้แจ้งไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลในท้องที่ เพื่อขอให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลแก้ไข แต่ได้รับการช่วยเหลือเพียงบางส่วน ถนนยังคงชำรุดทรุดโทรม อีกทั้ง มีการผลักภาระความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงาน คือ องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง  และการประปาส่วนภูมิภาค โดยการประปาส่วนภูมิภาคแจ้งว่าปัญหาดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดชอบ เนื่องจากได้ให้สัมปทานกับบริษัทเอกชนเรียบร้อยแล้ว จนถึงปัจจุบันหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทาน ยังไม่เข้ามาดำเนินการแก้ไขแต่อย่างใด"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
263	1387	133	นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความปลอดภัยในการสัญจรของนักเรียน ครู และประชาชน บนทางหลวง หน้าโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาชีวศึกษาเชียงราย-พะเยา อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย	"เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์\nและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่โรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดนอาชีวศึกษาเชียงราย-พะเยา ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๖ ตําบลริมโขง อําเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โรงเรียนดังกล่าวได้เปิดสอนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดาร โครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดสอนตามหลักสูตรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาปีที่ ๖ มีนักเรียน จำนวน ๑๔๓ คน ครู จำนวน ๑๒ คน \n	คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีการประชุมร่วมกับผู้บริหารของโรงเรียน นายอําเภอเชียงของ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งครู และนักเรียน เกี่ยวกับกรณีความไม่ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนบริเวณหน้าโรงเรียน เนื่องจากการสัญจรของนักเรียนในถิ่นทุรกันดารส่วนใหญ่ใช้วิธีการเดินเท้าและการปั่นจักรยานมาโรงเรียน ประกอบกับบริเวณหน้าโรงเรียนมีการก่อสร้างสะพานลอยบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๒๙๐  และสภาพถนนก่อนถึงหน้าโรงเรียนมีลักษณะเป็นเนินโค้งสูง ทำให้ผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็นผู้สัญจรไป-มา และบางกรณีไม่ทราบว่าข้างหน้าเป็นโรงเรียน จึงเป็นสาเหตุให้รถไม่สามารถชะลอความเร็วได้ทัน ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุบริเวณหน้าโรงเรียนบ่อยครั้ง"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	22	2568	2025-03-11T00:00:00
264	1385	41	นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้มงวดกวดขัน กรณีรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดบนทางหลวงสายเอเชียระหว่างจังหวัดนครศรีธรรมราช-จังหวัดสงขลา	จากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่าปัจจุบันในช่วงเวลากลางคืนกลุ่มผู้ประกอบการรถบรรทุกในพื้นที่ได้ใช้รถบรรทุก บรรทุกหินน้ำหนักกว่า ๑๐๐ ตัน/รถบรรทุก ๑ คัน\nซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขนส่งหินจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ไปยัง จังหวัดสงขลา บนทางหลวงสายเอเชีย ระหว่างอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช-อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระยะทางประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร เป็นเหตุให้ทางหลวงสายเอเชียช่วงดังกล่าวได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ซึ่งถนนบางช่วงเพิ่งก่อสร้างเสร็จไม่ถึง ๒ ปี ได้มีสภาพชำรุดเสียหายอันเนื่องมาจากรถที่บรรทุกหินน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งนอกจากจะสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้สัญจรแล้ว \nยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐที่จะต้องสูญเสียงบประมาณในการซ่อมแซมถนนที่ชำรุดเสียหาย\nทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีการจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด\nที่ทำการขนส่งในช่วงเวลากลางคืนแต่อย่างใด ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจทางหลวง (ทุ่งสง ชะอวด ควนขนุน ควนหินแท่น และพรุพ้อ) และตำรวจภูธร (ทุ่งสง ร่อนพิบูลย์ จุฬาภรณ์ ชะอวด ป่าพะยอม ควนขนุน เมืองพัทลุง เขาชัยสน บางแก้ว ป่าบอน รัตภูมิ และบางกล่ำ) ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือเรื่องนี้ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๘ และกองบัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๙ พิจารณาสั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยดำเนินการจับกุมรถที่บรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	18	2568	2025-02-25T00:00:00
265	1383	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๗	เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๗ จังหวัดเชียงรายประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ \nเป็นเหตุให้มีผู้ประสบอุทกภัยและได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก โดยรัฐบาลได้มีการจัดสรรงบประมาณให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอุทกภัย (ข้อมูล ณ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘) \nแบ่งเป็น ๗ รายการ ได้แก่ (๑) เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน \nพ.ศ. ๒๕๖๒ จำนวน ๙๙,๙๙๓,๒๑๓ บาท (๒) มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๗ \nจำนวน ๓๑๖,๑๑๖,๐๐๐ บาท (๓) กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน ๑๒,๔๙๐,๐๐๐ บาท (๔) กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ปี ๒๕๖๗ จำนวน ๙,๗๖๘,๐๐๐ บาท (๕) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ \nจำนวน ๒,๙๗๐,๐๐๐ บาท (๖) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำนักงานภาคเหนือ \nจำนวน ๓๔,๙๖๑,๘๖๓ บาท และ (๗) ระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ ให้อำนาจองค์กรปกครอง\nส่วนท้องถิ่น จำนวน ๑๑๒,๑๕๑,๙๙๓ บาท รวมยอดเงินช่วยเหลือทั้งสิ้น ๘๕๗,๖๓๐,๘๐๕.๕๖ บาท\nอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังมีผู้ประสบอุทกภัยที่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการสอบถามจังหวัดเชียงราย ทราบว่าจังหวัดเชียงรายได้ขอขยายวงเงินทดรองราชการไปยังกรมบัญชีกลาง\nจำนวน ๔๐๐ ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาให้ความช่วยเหลือประชาชนจังหวัดเชียงรายที่ประสบอุทกภัยดังกล่าวโดยเร่งด่วน	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	18	2568	2025-02-25T00:00:00
266	1381	111	นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	การปิดทางข้ามทางรถไฟหน้าวัดดอนยาง ตำบลบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์	เนื่องจากประชาชนในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน\nจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดทางข้ามทางรถไฟบริเวณหน้าวัดดอนยาง \nอันเนื่องมาจากการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ซึ่งทางข้ามทางรถไฟดังกล่าว\nเป็นเส้นทางการสัญจรหลักของประชาชนตำบลบ้านกรูดและพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่ฝั่งถนนเพชรเกษม\nที่จะข้ามมายังฝั่งชายหาด ซึ่งปกติการเดินทางจากถนนเพชรเกษม ไปยังชายหาดบ้านกรูด ต้องผ่านชุมชนและวัดดอนยางเพื่อข้ามทางรถไฟแห่งนี้ และนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมชายหาดบ้านกรูดมักจะใช้เส้นทางนี้ในการสัญจรเช่นกัน โดยการปิดกั้นเส้นทางที่เป็นเส้นทางสัญจรหลักทำให้นักท่องเที่ยว\nเกิดความสับสน และผู้สัญจรต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นที่มีการก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ ซึ่งมี\nความลาดชันสูง ทำให้รถจักรยานยนต์ และรถจักรยานขึ้นทางลาดชันลำบาก สำหรับรถจักรยานยนต์เก่าที่นำไปพ่วงข้าง (ซาเล้ง) ที่พยายามขึ้นทางลาดชันดังกล่าวแต่ไม่สามารถขึ้นได้และไหลลงจนเกิดอุบัติเหตุ ด้วยเหตุนี้ ประชาชนส่วนมากในพื้นที่ซึ่งใช้รถจักรยานยนต์ในการสัญจรเป็นหลักจึงหันไปใช้\nทางลอดใต้ทางรถไฟที่มีการก่อสร้างไว้ก่อนหน้านี้ แต่ถนนเส้นดังกล่าวเป็นดินและมีฝุ่นเป็นจำนวนมาก เทศบาลตำบลบ้านกรูดจึงได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างถนนคอนกรีต และบริเวณที่จะเข้าไปยัง\nทางลอดเป็นสามแยกจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากเมื่อออกจากทางแยกจะเป็นทางลาดลงไป\nนอกจากนี้ การปิดเส้นทางสัญจรดังกล่าว ส่งผลให้ร้านค้าชุมชนเงียบเหงา ขาดรายได้ และต้องปิดตัวลง เพราะปริมาณคนสัญจรน้อยลง ดังนั้น จึงขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทย พิจารณาเปิดเส้นทางข้ามทางรถไฟบริเวณด้านหน้าวัดดอนยาง ตำบลบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางสัญจรได้โดยสะดวกต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	18	2568	2025-02-25T00:00:00
267	1379	6	นายกัมพล ทองชิว	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาความไม่ชัดเจน กรณีการถ่ายโอนอำนาจจากกรมเจ้าท่าไปยัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น	องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับมอบอำนาจ “เจ้าท่า” จากกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ตามมาตรา ๑๑๗ แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙ \nให้สามารถพิจารณาและอนุญาตให้ปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ โดยกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณา\nให้เป็นไปตาม “คู่มือการอนุญาตให้ปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำและการขุดลอกร่องน้ำขนาดเล็ก” และกรมเจ้าท่าได้มีหนังสือ ที่ คค ๐๓๑๐.๗/๕๐๖๖ ลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๑ เรื่อง ขอความอนุเคราะห์แจ้งเวียนข้อมูลการมอบอำนาจ “เจ้าท่า” แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแนวทางการพิจารณาการอนุญาตสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ต่อมา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จึงได้มีหนังสือ ที่ มท ๐๘๐๔.๖/ว ๑๑๐ ลงวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๒ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวพร้อมกับ “คู่มือการอนุญาตให้ปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำและการขุดลอกร่องน้ำขนาดเล็ก” อย่างไรก็ดี ยังมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความชัดเจนของขอบเขตการถ่ายโอนอำนาจ เนื่องจากหนังสือเวียนแจ้งการถ่ายโอนอำนาจเป็นการ “ให้อำนาจอนุญาต” แต่ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้มีการแจ้งรายละเอียดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณได้ \nแต่ภายหลังจากปี พ.ศ. ๒๕๔๕ หนังสือเวียนมิได้มีการระบุถึงการเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณ\nในการขุดลอกคูคลอง แต่อย่างใด กรณีมีปัญหาดินสไลด์และถนนทรุดเกิดขึ้นบริเวณถนนเลียบคลองบ้านแพ้วฝั่งเหนือ ในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านแพ้ว (ทต.บ้านแพ้ว) อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร \nมาเป็นระยะเวลา ๓ ปี ยังไม่สามารถก่อสร้างพนังกั้นน้ำได้ โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร ได้เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่มั่นใจว่ามีอำนาจในการก่อสร้างพนังกั้นน้ำบริเวณคลองบ้านแพ้วฝั่งเหนือหรือไม่ ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร\nได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกรมเจ้าท่าเพื่อขอความชัดเจนหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด อนึ่ง ตามหนังสือแจ้งเวียนการถ่ายโอนอำนาจไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมเจ้าท่า\nระบุว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถขุดลอกร่องน้ำขนาดเล็กเท่านั้น และคาดหมาย\nว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งอาจประสบปัญหาความไม่ชัดเจนว่า คู คลอง ร่องน้ำใด \nในพื้นที่สามารถดำเนินการขุดลอกเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำไม่ให้เกิดน้ำท่วม น้ำแล้งในพื้นที่ หรือก่อสร้างพนังกั้นน้ำเพื่อป้องกันตลิ่งทรุดได้ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาสั่งการ\nไปยังกรมเจ้าท่าในระดับพื้นที่เพื่อประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับความชัดเจน\nของแหล่งน้ำ ว่าแหล่งน้ำใดในพื้นที่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำเนินการขุดลอก \nหรือก่อสร้างพนังกั้นน้ำได้	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	18	2568	2025-02-25T00:00:00
268	1377	141	นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ	กฎหมาย	ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทย	"จากประเทศไทยมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) อยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชันในประเทศไทยยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการคอร์รัปชันหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช. ) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แต่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ของประเทศยังไม่สูงขึ้น ซึ่งดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) วัดจากการรับรู้ของประชาชนด้านการต่อต้านการทุจริต ที่รับรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ รับรู้ด้วยความเข้าใจของตนเอง และรับรู้จากค่านิยมของสังคมไทย\n 	ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตควรรณรงค์หรือประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ด้านการต่อต้านการทุจริตของประชาชนให้มากขึ้น เพื่อให้คะแนนดัชนีการรับรู้\nการทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ของประเทศไทยสูงขึ้น ขอยกตัวอย่าง ประเทศเวียดนาม \nและประเทศอินโดนีเซีย จากเดิมที่มีปัญหาการคอร์รัปชันสูงกว่าประเทศไทยมาก แต่ปัจจุบันปัญหา\nการคอร์รัปชันภายในประเทศได้ลดน้อยลง เพราะรัฐบาลได้สร้างการรับรู้การต่อต้านการทุจริต\nให้แก่ประชาชนเพิ่มมากขึ้น\n 	ต่อประเด็นข้างต้น รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับการรณรงค์หรือการประชาสัมพันธ์\nให้มากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้การต่อต้านการทุจริตให้กับประชาชน รวมทั้งควรจัด\nให้มีระบบการตรวจสอบจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่าง ๆ ให้มีความโปร่งใส อันจะเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ด้านการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยให้ดีขึ้น"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	18	2568	2025-02-25T00:00:00
269	1375	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	สระน้ำสาธารณะ	"จากสระน้ำสาธารณะเป็นแหล่งน้ำที่ขุดขึ้น เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่\nสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยใช้งบประมาณแผ่นดิน เช่น การตกปลาเพื่อนำไปเป็นอาหาร การนำน้ำไปใช้เพื่อการเกษตร การกักเก็บน้ำไว้ในฤดูแล้ง เป็นต้น ซึ่งการขุดสระน้ำสาธารณะ อาทิ สระเศรษฐกิจพอเพียงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ บ่อจิ๋วจากโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น \nโดยมีการดำเนินการในที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ดินส่วนบุคคล\n 	โดยทั่วไปการดำเนินการขุดสระน้ำสาธารณะจะมีป้ายกำกับว่าเป็นสระน้ำสาธารณะ มีถนนที่เป็นทางเข้า-ออก เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏ\nว่าหลายพื้นที่ในประเทศไทย เมื่อมีการดำเนินการขุดสระน้ำสาธารณะเสร็จสิ้นแล้ว มักมีการนำป้าย\nที่เขียนว่าสระน้ำสาธารณะออก อีกทั้งยังปิดกั้นทางเข้า-ออก เพื่อมิให้ประชาชนทั่วไปสามารถ\nใช้ประโยชน์จากสระน้ำสาธารณะได้ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก\n 	ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกพื้นที่ ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงกรณีดังกล่าว เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชน\nในอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี รวมถึงหลายจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบและประสาน\nการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ\nจากการที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสระน้ำสาธารณะในพื้นที่ได้"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	18	2568	2025-02-25T00:00:00
270	1371	113	นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา	ความเดือดร้อนของประชาชน	ติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีผู้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในจังหวัดจันทบุรี	ปรากฏการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ได้แก่ รายการข่าว ๓ มิติ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ช่อง ๗HD และมติชน ได้นำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องกรณีการบุกรุก พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และการขุดดินโดยมิได้รับอนุญาตในพื้นที่เขาบ่อทอง ตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี และพื้นที่อื่น ๆ ของภาคตะวันออก แม้ว่าได้มีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องบางส่วนแล้วแต่ยังปรากฏหลักฐานต่าง ๆ เช่น รถแบคโฮ เลื่อยยนต์ รถขนดิน และดินที่ตกหล่นเกลื่อนผิวถนน ทั้งนี้ระยะเวลาได้ผ่านมาประมาณ ๑ เดือนแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดแล้วหรือไม่ อย่างไร โดยในช่วงระยะเวลา ๓-๔ ปีที่ผ่านมา ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในภาคตะวันออกเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\nเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโดยเร่งด่วน ก่อนพื้นที่ป่าไม้จะถูกทำลายเพิ่มมากขึ้น	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	18	2568	2025-02-25T00:00:00
271	1369	130	นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์	นโยบายของรัฐบาล	การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพของคนไทย กรณีค่ารักษาพยาบาลและค่ายาที่แพงของโรงพยาบาลเอกชน ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชน	"จากนายกรัฐมนตรีได้กล่าวปิดงานเสวนา Global Soft Power Talks\n: The New Rules of Soft Power ว่าประเทศไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในการรักษาพยาบาล\nและการดูแลสุขภาพ หรือ “MEDICAL HUB” ด้วยเหตุผล ๓ ประการ ดังนี้\n 				ประการที่หนึ่ง โรงพยาบาลของประเทศไทยได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ \nโดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน\n 				ประการที่สอง ความรู้ ความสามารถ และการรักษาของบุคลากรทางการแพทย์ \nรวมถึงไมตรีจิตของคนไทย\n 				ประการที่สาม การเข้าถึงการรักษาพยาบาลในราคาที่ถูก \n 				จากเหตุผลข้างต้น เมื่อกลับมาพิจารณาถึงประชาชนที่ต้องการเข้ารับการรักษา\nในโรงพยาบาลของรัฐ กรณีจะต้องไปเข้าคิวเพื่อรอรับการรักษาตั้งแต่เช้ามืด การรอพบแพทย์\nเพื่อรับการรักษาและการรอรับยาในโรงพยาบาลของรัฐแต่ละครั้งต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ ๑ วัน ซึ่งทำให้ไม่สามารถไปทำภารกิจอย่างอื่นได้ แม้ว่าปัจจุบันสิทธิการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานของคนไทย \nได้แก่ สิทธิสวัสดิการข้าราชการ สิทธิประกันสังคม และสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ \nแต่พบว่ามีประชาชนหันไปใช้บริการของโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มมากขึ้นเพราะได้รับการบริการ\nที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วยและญาติ รวมทั้งไม่เสียเวลาในการรอพบแพทย์นานเกินไป \nแต่อย่างไรก็ดี โรงพยาบาลเอกชนมีค่าบริการ ค่ารักษาพยาบาล และค่ายาที่ราคาแพง ปัญหาดังกล่าวเนื่องมาจาก\n 				๑. ยาบางชนิดถูกผูกขาด โดยบริษัทยาบางราย ทำให้บริษัทยาสามารถตั้งราคายา\nได้ตามอำเภอใจ หรือยาบางชนิดต้องซื้อจากโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น \n 				๒. ยาบางชนิดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ยามีราคาสูง เพราะมีต้นทุนค่าการตลาดของบริษัทยา ค่าธรรมเนียม และค่าภาษีนำเข้า\n 				๓. กระบวนการขึ้นทะเบียนยา ขั้นตอนของภาครัฐที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง\nทำให้บริษัทยาต้องเพิ่มราคายาเพื่อชดเชยต้นทุนดังกล่าว\n 				    โดยปัญหาค่าบริการ ค่ารักษาพยาบาล และค่ายาที่แพงของโรงพยาบาลเอกชน ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของประชาชน ทำให้ประชาชน\nมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น บางครอบครัวมีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา\nในโรงพยาบาลเอกชน ทำให้ต้องกู้เงินเพื่อมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล ส่งผลให้มีภาระหนี้สินตามมา \nดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังรัฐบาล ดังนี้\n 				๑. รัฐบาลควรมีการควบคุมราคายาและค่าบริการในโรงพยาบาลเอกชนให้มีมาตรฐานและมีความเหมาะสม เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลเอกชนตั้งราคาค่าบริการ ค่ารักษาพยาบาล และค่ายา\nที่ราคาสูงเกินความเป็นจริง รวมทั้งควรจัดทำระบบติดตามและกำกับดูแล\n 				๒. ส่งเสริมการผลิตยาและสั่งจ่ายยาที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อลดการนำเข้ายา\nจากต่างประเทศ\n 				๓. เพิ่มการแข่งขันในตลาดยาและบริการทางการแพทย์ เพื่อให้ค่าบริการทางการแพทย์และค่ายามีราคาถูกลง ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพดีขึ้น\n				๔. พัฒนาระบบประกันสุขภาพให้มีความครอบคลุมมากขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและครอบครัว\n 				อนึ่ง รัฐบาลควรมีการดำเนินการเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง ซึ่งค่าบริการ ค่ารักษาพยาบาล และค่ายาของโรงพยาบาลเอกชนที่มีราคาสูงเกินไป\nเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบและกำกับดูแลให้อยู่ในมาตรฐานที่กำหนด\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	18	2568	2025-02-25T00:00:00
272	1367	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	นโยบายของรัฐบาล	การจัดทำงบประมาณเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดอายุ ๐-๖ ปี แบบถ้วนหน้า	เด็กเล็กอายุ ๐-๖ปี จำเป็นต้องได้รับโภชนาการและการเลี้ยงดูที่เหมาะสม\nจึงจะเจริญเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยดำเนินนโยบายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กเล็กในรูปแบบการสงเคราะห์ให้เด็กที่ครอบครัวยากจนเท่านั้น \nและในแต่ละปีพบว่ามีเด็กเล็กตกหล่นไม่ได้รับสิทธิ์เงินอุดหนุนเป็นจำนวนมาก โดยสถาบันวิจัย\nเพื่อการพัฒนาประเทศ (Thailand Development Research Institute :TDRI) ได้นำเสนอข้อมูล\nในงานวิจัยว่า ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๐-พ.ศ. ๒๕๖๑ มีเด็กเล็กตกหล่นไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลประมาณร้อยละ ๓๐ ของเด็กที่มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนทั้งหมด หากรัฐบาลยังมีการดำเนินการเช่นนี้\nจะมีเด็กเล็กที่ตกหล่นไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณร้อยละ ๕๐ ของเด็กที่มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนทั้งหมด โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ องค์กรภาคประชาชน จำนวน ๔๕๐ องค์กรทั่วประเทศ ได้รวมตัวกันในนาม “คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า” \nได้เรียกร้องให้รัฐบาลขยายสวัสดิการเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กเล็กให้เป็นแบบถ้วนหน้ามาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบข้อเสนอของคณะกรรมการ\nแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และเห็นชอบกับข้อเสนอการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการโดยรัฐของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ ที่เสนอให้จัดสวัสดิการ\nเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด โดยเปลี่ยนจากระบบสงเคราะห์เป็นแบบถ้วนหน้าและให้ดำเนินการต่อไป \nแต่อย่างไรก็ดี ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ พบว่ารัฐบาลยังมิได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด โดยเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้แจ้ง\nต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐว่า ได้ดำเนินการจัดทำหนังสือเสนอขอรับ\nการจัดสรรเงินงบประมาณเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้าในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ไปยังสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณา\nให้ความเห็นชอบและจัดสรรเงินงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ เพื่อเป็นเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้าซึ่งจะมีเด็กแรกเกิดได้รับประโยชน์ทั่วประเทศ จำนวน ๓ ล้านกว่าคน	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	18	2568	2025-02-25T00:00:00
273	1365	48	นางสาวตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	เร่งพัฒนา “จุดจอดรถไฟ อิน-จัน” เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรที่ตลาดร่มหุบ	จังหวัดสมุทรสงครามมีตลาดแม่กลอง หรือ ตลาดร่มหุบ ซึ่งเป็นตลาดชื่อดังของจังหวัดสมุทรสงคราม ตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟแม่กลองทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดเวลาที่รถไฟ เข้า-ออก สถานีรถไฟแม่กลอง และบางวันหากน้ำทะเลหนุนสูงและมีน้ำท่วมถนนในพื้นที่ตลาดจะทำให้การจราจรติดขัดเป็นอย่างมาก ซึ่งจากเดิมจะใช้พื้นที่ของวัดเพชรสมุทรวรวิหารเป็นพื้นที่จอดรถ\nของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมตลาดร่มหุบ แต่ปัจจุบันทางวัดเพชรสมุทรวรวิหารมีการก่อสร้างอุโบสถ\nจึงทำให้พื้นที่จอดรถน้อยลง ต่อประเด็นปัญหาดังกล่าว คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จังหวัดสมุทรสงคราม ได้มีการเตรียมการเพื่อแก้ไขปัญหา\nที่จอดรถ โดยเมื่อ ๕ ปี ที่ผ่านมา กรอ. จังหวัดสมุทรสงคราม ได้จัดหาพื้นที่ใกล้กับตลาดร่มหุบ\nเพื่อเป็นที่หยุดรถไฟแห่งใหม่ และเป็นจุดจอดรถของนักท่องเที่ยว คือ บริเวณศูนย์ราชการ หรือ เรียกว่า “อนุสรณ์สถานแฝดสยาม อิน-จัน” ที่อยู่ห่างจากศาลากลางประมาณ ๔ กิโลเมตร ซึ่งจะพัฒนา\nเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดสมุทรสงคราม โดยใช้ชื่อว่า “จุดจอดรถไฟ อิน-จัน” เพื่อรับนักท่องเที่ยวขึ้นรถไฟจากบริเวณดังกล่าว ไปยังตลาดร่มหุบและรับนักท่องเที่ยวจากตลาดร่มหุบ\nกลับมาที่ลานจอดรถ ซึ่งจะสามารถบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณตลาดร่มหุบได้ แต่อย่างไรก็ดี การพัฒนา “จุดจอดรถไฟ อิน-จัน” ติดปัญหาเรื่องการขอใช้พื้นที่ของหน่วยงานราชการบางหน่วยงาน และปัญหางบประมาณการสร้างถนนเพื่อพัฒนาเส้นทางเชื่อมจุดจอดรถไฟ อิน-จัน ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งดำเนินการการพัฒนา “จุดจอดรถไฟ อิน-จัน” ให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณสถานีรถไฟและตลาดร่มหุบให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	18	2568	2025-02-25T00:00:00
274	1363	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาข้อความสั้น (SMS) จากมิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่	จากปัจจุบันประชาชนจำนวนมากได้รับข้อความสั้น (SMS) ผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งมีเนื้อหาเป็นการหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ข้อความที่แจ้งเตือนการทำธุรกรรมทางการเงิน ข้อความที่หลอกลวงว่าเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้รับรางวัลและต้องกด Link ที่แนบมา\nเพื่อยืนยันตัวตน ข้อความแอบอ้างว่าเป็นหน่วยงานราชการหรือสถาบันการเงิน ข้อความที่หลอกให้กู้เงินหรือชวนเล่นการพนันออนไลน์ และข้อความที่อ้างว่าได้รับเงินช่วยเหลือโดยจะต้องดำเนินการผ่าน Link หรือ Add Line เป็นต้น และเมื่อเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่กด Link หรือ Add Line จะถูกมิจฉาชีพ\nโอนเงินออกจากบัญชี ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ต้องสูญเสียทรัพย์สิน\nจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวง ข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้รับความปลอดภัย รวมทั้งกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ (Cyber Security) ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการในการป้องกันและคัดกรองข้อความสั้น (SMS) ที่เป็นการหลอกลวงจากมิจฉาชีพ โดยรัฐบาลควรสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ประสานงานกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในการตรวจสอบและปิดกั้น (Block) หมายเลขโทรศัพท์ที่พบว่าเป็นต้นทางของข้อความสั้น (SMS) ที่เป็นการหลอกลวง และกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน\nในการอนุญาตให้ส่งข้อความสั้น (SMS) ครั้งละจำนวนมาก เพื่อป้องกันการส่งข้อความสั้น (SMS) \nในทางมิชอบ รวมทั้งควรมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนและกำหนดบทลงโทษผู้กระทำความผิดและผู้ที่สนับสนุนการกระทำความผิดให้เหมาะสมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งดำเนินการจัดทำระบบแจ้งเหตุและแจ้งเตือนแบบเวลาจริง (Real Time) โดยปัญหาการส่งข้อความสั้น (SMS) หลอกลวงประชาชนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญ\nและดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็ว ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันและปกป้องประชาชนมิให้\nตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	20	2568	2025-03-04T00:00:00
275	1361	6	นายกัมพล ทองชิว	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการลักลอบเก็บถ่านหินและกะลาปาล์มโดยไม่ได้รับอนุญาต และปิดคลองสาธารณะ สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร  จังหวัดสมุทรสาคร	"เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ สมาชิกวุฒิสภาผู้ขอปรึกษาหารือ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาการลักลอบเก็บถ่านหิน\nและกะลาปาล์ม และปิดคลองสาธารณะ จากชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร จึงได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบปัญหาดังกล่าว พบว่ามีบริษัทแห่งหนึ่ง\nได้ประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต มีการลักลอบเก็บถ่านหิน และกะลาปาล์ม รวมทั้ง\nปิดคลองสาธารณะ มีการทำคันดินที่มีความสูงมากจนไม่สามารถมองเข้าไปพื้นที่ภายในสถานที่ที่มีการ\nลักลอบเก็บถ่านหินและกะลาปาล์มได้ โดยมีการเก็บกองถ่านหินสูงเหมือนภูเขา และใช้รถแบคโฮ\nตักถ่านหินใส่รถบรรทุกสิบล้อ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นมลพิษ นอกจากนี้ ยังมีการทำคันดิน\nและทำถนนปิดคลองสาธารณะ ๒ คลองในบริเวณดังกล่าว ซึ่งตามปกติน้ำจากคลองทั้งสองจะไหล\nไปบรรจบกันที่คลองอ้อมโรงหีบ ก่อนที่ไหลลงสู่แม่น้ำท่าจีน โดยบริษัทดังกล่าวได้ก่อสร้างแนวคันดิน\nถมคลองสาธารณะ แบ่งคลองออกเป็น ๒ ส่วน เพื่อกักเก็บน้ำเสีย ทำให้พื้นที่คลองบางส่วนขาดหายไป \nไม่สามารถระบายน้ำในคลองออกสู่แม่น้ำท่าจีนได้ ทำให้น้ำเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็น     \n		ประเด็นปัญหา คือ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพปัญหา พบว่ามีการใช้รถแบคโฮตักถ่านหินใส่รถบรรทุกสิบล้อ มีการใช้เครื่องจักรและเครื่องผสมถ่านหินกับกะลาปาล์ม ควรถือว่า\nเป็นการประกอบกิจการโรงงาน ซึ่งจะต้องขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม กลับชี้แจงในลักษณะว่า ไม่เข้าข่าย\nโรงงานอุตสาหกรรม เพราะเป็นเพียงการเก็บกองถ่านหินและกะลาปาล์มเท่านั้น        \n		นอกจากนี้ บริษัทดังกล่าวได้เก็บถ่านหินและกะลาปาล์ม โดยไม่ได้จัดเวทีประชาคมสอบถามความคิดเห็นของชาวบ้านในพื้นที่แต่อย่างใด ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ชาวบ้านในพื้นที่ได้มีการรวมตัวกันต่อต้านคัดค้านการเก็บถ่านหิน และปรากฏว่าผู้นำของชาวบ้านประสบเหตุถึงแก่ชีวิต ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียแก่ชาวบ้านในพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ดังนี้\n		(๑) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณาดำเนินการตรวจสอบปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน\n		(๒) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยกรมเจ้าท่า พิจารณาดำเนินการตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้อง\n		(๓) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พิจารณาดำเนินการตรวจสอบการถมดินและการปิดคลองสาธารณะโดยเร่งด่วน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	20	2568	2025-03-04T00:00:00
276	1359	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	นโยบายของรัฐบาล	ติดตามและตรวจสอบการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์	"จากเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๘ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย และการยุติธรรม วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ศึกษาสภาพปัญหาการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และมาตรการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ณ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก พบว่าบริเวณชายแดนในฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเป็นที่ตั้งของกาสิโน และฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีกาสิโนที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนรอบประเทศไทย ตรงข้ามกับจังหวัดต่าง ๆ อาทิ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี \nจังหวัดตราด จังหวัดระนอง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย รวมจำนวนไม่น้อยกว่า ๓๗ แห่ง โดยเฉพาะด้านจังหวัดสระแก้ว มีจำนวนมากถึง ๑๒ แห่ง               \n		รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง โดยเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ได้เริ่มมาตรการตัดไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต และน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีความเชื่อมโยงกับ\nฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านตรงข้ามกับอำเภอแม่สอด \nจังหวัดตาก จำนวน ๕ แห่ง ได้แก่ (๑) เมืองชเวโก๊กโก (๒) เมียวดี คอมเพล็กซ์ (๓) เมืองใหม่หวันหยา							  \nอินเตอร์เนชันแนล (๔) เมืองเคเค หรือเขตอุตสาหกรรมไซซีกัง และ (๕) เมืองไท่ชาง หรือเมืองช่องแคบ และต่อมาได้มีการตัดสายสัญญาณสื่อสารที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ ตึก ๒๕ ชั้น และตึก ๑๘ ชั้น นอกจากนี้ มีการช่วยเหลือเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ โดย ๕ อันดับแรก ประกอบด้วย (๑) ประเทศจีน จำนวน ๔,๘๖๐ คน (๒) ประเทศเวียดนาม จำนวน ๕๗๒ คน (๓) ประเทศอินเดีย จำนวน ๕๒๖ คน (๔) ประเทศเอธิโอเปีย จำนวน ๔๓๐ คน และ (๕) ประเทศอินโดนีเซีย จำนวน ๒๘๓ คน          \n		ภายหลังจากรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เมียวดี\nและปอยเปตอย่างจริงจัง พบว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้มีการตั้งฐานสแกมเมอร์แห่งใหม่ โดยฐานสแกมเมอร์แห่งแรก ตั้งอยู่ที่เมืองโอร์เสม็ด เป็นกาสิโนชายแดน ด้านอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ มีการจับกุมคนไทย\nจำนวน ๒๐ คน และคนเวียดนาม จำนวน ๔ คน ที่พยายามลักลอบหลบหนีเข้าเมือง เพราะเปิดบัญชีม้า แต่สแกนใบหน้าไม่ผ่าน จึงถูกลอยแพ รวมทั้งพบชาวจีนไต้หวันเข้ามาอยู่ในพื้นที่จำนวนหลายพันคน และฐานสแกมเมอร์แห่งที่สอง ตั้งอยู่ที่เมืองไพริน เป็นกาสิโนชายแดน ด้านอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ ได้มีการตรวจยึดบัญชีม้า จำนวน ๒๐๐ เล่ม พร้อมบัตรเอทีเอ็ม โทรศัพท์เคลื่อนที่ และซิมเถื่อน จำนวนกว่า ๒๕๐ อัน ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๗ \nได้มีการยึดอุปกรณ์รับสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Starlink) จำนวน ๑๒ ชุด    \n		สถิติการแจ้งความออนไลน์สะสม ตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๕ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ (๑,๐๒๐ วัน หรือ ๓๔ เดือน) มีคดีออนไลน์ ๗๗๓,๑๑๘ เรื่อง รวมมูลค่าความเสียหาย ๗๙,๕๖๙,๔๑๒,๖๐๘ บาท และในปี ๒๕๖๘ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม – ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ (๔๓ วัน) มีคดีออนไลน์ ๒๘,๘๑๑ เรื่อง รวมมูลค่าความเสียหาย ๒,๒๘๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ที่มา : กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี)\n		ดังนั้น ขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อขอทราบแผนการดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในระยะยาว เพื่อป้องกันการย้ายฐานสแกมเมอร์ ลดคดีอาชญากรรม \nและลดความเสียหายของประชาชน ซึ่งถือเป็น ๑ ใน ๑๐ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลให้เกิดผลสัมฤทธิ์"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	20	2568	2025-03-04T00:00:00
277	1357	141	นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ	กฎหมาย	ปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา บริเวณหลักเขตที่ ๗๓	"คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่จังหวัดตราด เพื่อติดตามปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์และความมั่นคงชายแดนภาคตะวันออก และตรวจสอบผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นในทะเล (เขื่อนดัสกร) ของประเทศกัมพูชา บริเวณใกล้กับ\nหลักเขตที่ ๗๓ ของประเทศไทย ปรากฏว่า แนวสันเขื่อนดังกล่าว ส่งผลให้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑ จนถึงปัจจุบัน ประเทศกัมพูชามีแนวหาดทรายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผืนดินของประเทศไทยค่อย ๆ หายไป เพราะถูกคลื่นกัดเซาะ ในอนาคตอาจขยายผลกระทบต่อการสูญเสียพื้นที่ในทะเลของไทย หากประเทศกัมพูชาอ้างตาม “บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน \nเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๔ หรือ MOU 44” ที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ทำหนังสือยับยั้งการก่อสร้าง\nและให้ดำเนินการรื้อถอน แต่ได้รับคำตอบว่า ประเทศกัมพูชาไม่มีงบประมาณในการรื้อถอน กรณีดังกล่าว ประเทศไทยได้รับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความมั่นคง ดังนี้   \n 		๖.๑ ผลกระทบทางกฎหมาย และเขตแดนทางทะเล โดยจุดอ้างอิงในการขยายอาณาเขตทางทะเลของประเทศกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ (United Nations Convention On The Law Of The Sea (UNCLOS, 1982)) หากอ้างสิทธิ์ตามข้อ ๑๑ ที่ระบุว่า เพื่อความมุ่งประสงค์ในการกำหนดขอบเขตของทะเลอาณาเขต สิ่งก่อสร้างถาวรตอนนอกสุดของเขตท่า ซึ่งประกอบเป็นส่วนอันแยกออกมิได้ของระบบการท่านั้นให้ถือว่าประกอบเป็นส่วนของฝั่งทะเล สิ่งติดตั้งนอกฝั่งและเกาะเทียมมิให้ถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างถาวรของเขตท่า อาจส่งผลให้ประเทศกัมพูชานำมาใช้ในการกำหนดแนวชายฝั่งเพื่อการอ้างสิทธิ์น่านน้ำใหม่ได้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเสียหาย\nเป็นอย่างมาก\n 		๖.๒ ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม โดยพบว่า เกิดการเปลี่ยนแปลง\nการไหลเวียนของน้ำ เกิดการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ชายหาดในอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ลดลงและเกิดการพังทลายของดิน และการสะสมของตะกอนเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้เกิดตะกอน\nทับแนวปะการัง  \n		๖.๓ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม โดยพื้นที่จับปลาของชาวประมงในพื้นที่\nได้เปลี่ยนแปลงไป และอาจส่งผลให้ชาวประมงของไทยต้องสูญเสียพื้นที่ทำประมงเดิมไป รวมทั้ง\nอาจส่งผลทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการท่องเที่ยวหรือโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด  \n 		ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดทำหนังสือแจ้งไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อให้ ดำเนินการรื้อถอนแนวเขื่อนกันคลื่นในทะเล (เขื่อนดัสกร) โดยเร่งด่วน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันระบบนิเวศ \nและทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทย รวมทั้งป้องกันมิให้สูญเสียอำนาจอธิปไตยทางทะเล\nของประเทศไทย"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	20	2568	2025-03-04T00:00:00
278	1355	130	นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการจราจรบนถนนกาญจนาภิเษก – คู้บอน	"ปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนกาญจนาภิเษก – คู้บอน ส่งผลทำให้ประชาชนในพื้นที่เขตคลองสามวาได้รับผลกระทบ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ คน เขตคันนายาว มีประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ คน และเขตสายไหม มีประชาชนได้รับผลกระทบ จำนวน ๑๕๐,๐๐๐ คน โดยเฉพาะในเวลาช่วงเช้าที่มีประชาชนเดินทางไปทำงานเป็นจำนวนมาก และในช่วงเวลาเย็นที่ต้องเดินทางกลับบ้าน โดยถนนที่เกิดปัญหาการจราจรวิกฤติ และเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง มีจำนวน \n๓ เส้นทาง ดังนี้    \n 		๕.๑ บริเวณทางลอดใต้ทางหลวงพิเศษหมายเลข ๙ – ถนนกาญจนาภิเษก เส้นทางระหว่างถนนคู้บอนกับทางหลวงหมายเลข ๓๙๐๑ (ถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์) และทางหลวงหมายเลข ๓๙๐๒ (ถนนคู่ขนานกาญจนาภิเษก) โดยมีจุดตัด จำนวน ๑๐ แห่ง และมีการกำหนดเส้นทางเดินรถในลักษณะคดเคี้ยวทำให้รถต้องชะลอตัว และติดขัดเป็นอย่างมากในช่วงเวลาเร่งด่วน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ ได้มีการประชุมระหว่างกรุงเทพมหานคร กรมทางหลวง เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในพื้นที่ และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตคันนายาว เพื่อหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณดังกล่าว โดยการปรับเส้นทางการจราจรใหม่ ปรับจุดตัดให้เหลือ ๕ แห่ง และจัดทำวงเวียน\nในบริเวณจุดตัดขนาดใหญ่ แต่จนกระทั่งปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด\n 		๕.๒ บริเวณทางลอดใต้ทางหลวงพิเศษหมายเลข ๙ – ถนนกาญจนาภิเษก (ทางลอดใต้สะพากิโลเมตรที่ ๓๕ ๐๐๐) เส้นทางหลวงหมายเลข ๓๙๐๑ ไปออกถนนจตุโชติ เขตสายไหม \nโดยเส้นทางดังกล่าวมีลักษณะเป็นตัว S มีรถบรรทุกใช้เส้นทางเป็นจำนวนมาก พื้นถนนชำรุด และช่องจราจรคับแคบทำให้รถยนต์ต้องชะลอตัวเพื่อป้องกันการเฉี่ยวชน ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาเร่งด่วนจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาอำนวยความสะดวกแล้วก็ตาม แต่ปัญหาการจราจรติดขัดก็ยังไม่ทุเลาลง     \n 		๕.๓ ทางหลวงหมายเลข ๓๙๐๒ (ถนนคู่ขนานกาญจนาภิเษก) ไปยังถนนคู้บอน เกิดอุบัติเหตุเป็นจำนวนมาก เนื่องจากรถยนต์ที่สัญจรใช้ความเร็วค่อนข้างสูง แต่มีจุดเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน และจุดตัดลอดใต้ทางหลวงพิเศษหมายเลข ๙ – ถนนกาญจนาภิเษก เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ถนนดังกล่าวไม่มีเกาะกลางถนน ไม่มีหมุดสะท้อนแสง ไม่มีเส้นสะดุด หรือสัญญาณเตือนที่ชัดเจน    \n 		ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาการจราจรอันเนื่องมาจากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เขตคลองสามวา เขตคันนายาว \nและเขตสายไหม      "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	20	2568	2025-03-04T00:00:00
279	1353	80	นางประทุม วงศ์สวัสดิ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนกรณีบ้านจัดสรรที่มีการทำ Pool Villa	ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านวิวพอยต์ พัทยา (Viewpoint) ซอยชัยพฤกษ์ เมืองพัทยา ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ได้รับความเดือดร้อน จากการที่ผู้ประกอบการชาวไทยร่วมกับผู้ประกอบการชาวต่างชาติ เช่น ชาวจีน ชาวรัสเซีย และชาวอินเดีย เป็นต้น ได้ดัดแปลงต่อเติมบ้านพักอาศัยภายในหมู่บ้าน ร้อยละ ๓๐ ให้เป็นพูลวิลล่า เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักอาศัย และเก็บค่าเช่าเป็นรายวันรายเดือน และรายปี สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่พักอาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสัญจรภายในหมู่บ้านมีสภาพแออัด เนื่องจากมีการใช้รถบัสเข้ามารับนักท่องเที่ยวภายในหมู่บ้าน ต่อมามีการเดินทางเข้าออกของนักท่องเที่ยวโดยอิสระ สร้างมลพิษทางเสียง ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น โดยไม่เกรงใจผู้พักอาศัยในพื้นที่ อีกทั้งมีการทิ้งขยะมูลฝอยจำนวนมาก ส่งผลให้มีกลิ่นเหม็นทั่วบริเวณ ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำชับ ดูแล และตรวจสอบกรณีดังกล่าว รวมถึงคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรรที่ให้ชาวต่างชาติพักอาศัยในลักษณะเดียวกัน เพื่อมิให้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่พักอาศัยในพื้นที่                     	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	20	2568	2025-03-04T00:00:00
280	1351	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	อุบัติเหตุที่ป้องกันได้ 	"จากการเกิดโศกนาฏกรรมอุบัติเหตุรถทัวร์คณะดูงานพลิกคว่ำบริเวณทางลงเขาศาลปู่โทน ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุมาจาก ๓ ปัจจัย คือ ๑) สภาพผู้ขับขี่ยานพาหนะ มีสภาพมึนเมาหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ๒) สภาพแวดล้อม เช่น ถนนที่มีสภาพอันตราย และ ๓) สภาพรถโดยสารที่ใช้ขับขี่ ซึ่งสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ คือ เกิดจากสภาพแวดล้อมเป็นภูเขา มีความลาดชัน และมีระยะทางลงเขายาวกว่า ๓ กิโลเมตร ทำให้บริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าวมีการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง      \n		จากการตรวจสอบข้อมูลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยของกรมทางหลวง \nซึ่งกรมทางหลวงได้มีการชี้แจง และมีคำแนะนำให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก\nในการใช้ถนนที่เป็นเส้นทางอันตรายที่มีความลาดชัน ๗ องศา และมีระยะทางลงเขามากกว่า ๓ กิโลเมตร พบว่า มีจำนวน ๑๐๑ เส้นทางอันตราย จึงสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีถนนอีกจำนวนมากที่เป็นเส้นทางอันตราย และต้องดูแลใส่ใจด้านความปลอดภัยให้มากขึ้น     \n		ดังนั้น ขอให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ศึกษาหรือสำรวจเส้นทางที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่ยานพาหนะเพิ่มเติม และมีมาตรการป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอีก อาทิ การพัฒนาคุณภาพของพนักงานขับรถ การตรวจสอบสภาพรถ ปรับปรุงสภาพถนน และสิ่งแวดล้อมให้ถูกต้อง\nตามหลักวิศวกรรม เนื่องจากอุบัติเหตุสามารถป้องกันได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความสูญเสียต่อชีวิต\nและทรัพย์สินของประชาชน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	20	2568	2025-03-04T00:00:00
281	1349	35	นายชิบ จิตนิยม	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำกระท่อมส่งผลกระทบต่อเยาวชนไทย	จากเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๘ ณ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ \nจังหวัดอุบลราชธานี นายแพทย์เพียรศักดิ์  แซ่หว่อง ได้แจ้งผลกระทบรุนแรงจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า \nและดื่มน้ำกระท่อม โดยกรณีที่หนึ่ง เป็นเยาวชนหญิงอายุ ๑๔ ปี มีอาการปอดและหลอดลมอักเสบรุนแรงจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า จนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และต้องได้รับการฟื้นฟูสภาพร่างกายต่อไปเพราะพิษภัย\nของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีสารเคมีอันตรายมากกว่า ๑,๐๐๐ ชนิด เป็นสาเหตุทำให้เกิดการอักเสบรุนแรง\nในระบบทางเดินหายใจ กรณีที่สอง เป็นเยาวชนที่ดื่มน้ำกระท่อมจนกระเพาะอาหารและลำไส้ทะลุ \nเกิดภาวะเลือดออกรุนแรงในระบบทางเดินอาหาร จนเกิดภาวะช็อก (Shock) จากการเสียเลือดต้องเข้ารับ\nการผ่าตัดฉุกเฉิน เนื่องจากดื่มน้ำกระท่อมในปริมาณมาก หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็อาจเสียชีวิตได้ ซึ่งทั้งสองกรณีเป็นการตอกย้ำถึงการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า และความนิยมของการดื่มน้ำกระท่อม จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๖ พบว่าเยาวชนไทยอายุ ๑๕ – ๒๔ ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้าร้อยละ ๗.๕ หรือประมาณ ๖๘๐,๐๐๐ คน เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗๘.๖ ภายในระยะเวลา ๒ ปี อายุเฉลี่ยของผู้เริ่ม\nสูบบุหรี่ไฟฟ้าลดลงเหลือ ๑๓.๔ ปี แสดงให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวกำลังลุกลามสู่กลุ่มเด็กที่มีอายุ\nน้อยลงเรื่อย ๆ ส่วนการบริโภคน้ำกระท่อม นับตั้งแต่มีการนำพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดเมื่อปี \nพ.ศ. ๒๕๖๔ พบว่ามีเยาวชนอายุ ๑๕ – ๑๙ ปี ดื่มน้ำกระท่อมถึงร้อยละ ๕.๘ หรือประมาณ ๒๔๐,๐๐๐ คน \nและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการสั่งซื้อบุหรี่ไฟฟ้าและน้ำกระท่อมทำได้อย่างง่ายดาย คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้เดินทางไปยังจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกับประเทศลาวพบว่า \nมีการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าที่ผลิตจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก สาเหตุที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากคนในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง จึงมีความจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เยาวชนคิดจะลอง คิดจะเสพ ไม่คิดจะซื้อ หรือไม่คิดจะขาย และนำผู้กระทำความผิด\nมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดแก้ไขปัญหาการสูบบุหรี่ไฟฟ้า\nและดื่มน้ำกระท่อมในเยาวชนไทยให้สำเร็จโดยเร็ว	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	20	2568	2025-03-04T00:00:00
282	1347	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	กฎหมาย	คนต่างด้าวแย่งอาชีพค้าขายในตลาด อ.ต.ก.  	ได้รับการร้องเรียนว่า ได้มีคนต่างด้าวประกอบอาชีพค้าขายในพื้นที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือตลาด อ.ต.ก. เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นอาชีพสงวนเฉพาะสำหรับคนไทย โดยจากการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลพบว่า ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นแรงงานต่างด้าวประกอบอาชีพค้าขาย เช่น ขายผลไม้ ขายหมูปิ้ง และขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งอาจเป็นการเช่าแผงโดยคนไทยจากนั้นให้คนต่างด้าวทำการค้าขาย หรือคนไทยเป็นเพียงนายหน้าให้กับคนต่างด้าว นอกจากนี้ ได้รับข้อมูลว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงจะมีเจ้าหน้าที่ของตลาด อ.ต.ก. เป็นคนแจ้งความเคลื่อนไหวเพื่อให้คนต่างด้าวซ่อนตัว ซึ่งตลาด อ.ต.ก. เป็นพื้นที่ของรัฐแต่กลับปล่อยปละละเลย\nให้คนต่างด้าวประกอบอาชีพค้าขาย จึงขอให้สำนักงานเขตจตุจักร องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร \nและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสอบการประกอบอาชีพของคนต่างด้าวในพื้นที่ตลาด อ.ต.ก. เพื่อให้คนไทยได้ประโยชน์สูงสุดในการประกอบอาชีพค้าขายต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	20	2568	2025-03-04T00:00:00
283	1345	40	นายโชติชัย บัวดิษ	นโยบายของรัฐบาล	กลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงเยาวชนไปทำงานในต่างแดน	"เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อปี ๒๕๖๗ กรณีที่เยาวชนจังหวัดระยอง จำนวน ๒ คน ถูกหลอกลวง\nไปทำงานกับกลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยคนร้ายได้หลอกลวงเหยื่อ โดยการเปิดรับสมัครงานผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุสถานที่ทำงานตั้งอยู่ในพื้นที่เทศบาลเมืองพัทยา\nเมื่อเหยื่อยื่นสมัครงาน คนร้ายได้นัดหมายเหยื่อ โดยการนำรถตู้ไปรับแล้วพาไปเปิดบัญชีธนาคาร จำนวน ๔ แห่ง โดยอ้างว่าจะใช้เป็นบัญชีสำหรับรับเงินเดือน จากนั้นคนร้ายได้นำเหยื่อข้ามชายแดนบริเวณจังหวัดจันทบุรีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จากนั้นได้บังคับให้เหยื่อทำงานกับกลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ โดยการรอเรียกสแกนใบหน้า จากนั้นได้บังคับให้เหยื่อชักชวนเพื่อน และญาติพี่น้องไปทำงานในลักษณะเดียวกัน จึงทำให้\nมีเหยื่อเพิ่มขึ้น จำนวน ๓๐ คน ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทราบว่า เยาวชนที่ได้รับการช่วยเหลือจำนวนหนึ่งได้เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว แต่ต้องถูกดำเนินคดีในฐานะเป็นบัญชีม้า\n 	จากกรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การหลอกลวงของกลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ \nมีการทำเป็นกระบวนการ โดยการวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นลำดับขั้นตอน นอกจากนี้ การเปิดบัญชีธนาคาร\nสามารถกระทำได้โดยสะดวก จึงเป็นช่องว่างให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวงเหยื่อ ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาเยาวชนถูกหลอกลวงไปทำงานให้กับกลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ อย่างเป็นรูปธรรม"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
284	1343	115	นางรจนา เพิ่มพูล	นโยบายของรัฐบาล	การจัดการกากอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา	เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่าได้รับความเดือดร้อนจากสารเคมีรั่วไหลออกจากโรงงานเก็บสารเคมี มาเป็นระยะเวลา ๒ ปี โดยประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลสามบัณฑิต หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๔ และหมู่ที่ ๙ จำนวน ๕๐๐ หลังคาเรือน ประสบปัญหาด้านสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ และผิวหนังอักเสบมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัยของประชาชน เพราะสารเคมีที่ถูกกักเก็บอยู่ใต้ดินเมื่อรั่วไหลออกมา ทำให้ดินบริเวณดังกล่าวไม่สามารถทำการเกษตรได้ และหลังคาสังกะสีก็ถูกกัดกร่อนจนเสียหาย ต่อมา ผู้ขอหารือได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า ที่ตั้งของบริษัท เอกอุทัย จำกัด (สาขาอุทัย) ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชน ตลาด พื้นที่การเกษตร และบ้านเรือนของประชาชน ซึ่งมีผู้คนสัญจรเป็นจำนวนมาก เมื่อสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สนับสนุนงบประมาณในการแก้ไขปัญหา โดยการขนย้ายไปกำจัด ซึ่งสามารถดำเนินการได้เพียงบางส่วน จึงทำให้สารเคมีที่รั่วไหลยังคงตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เร่งรัดการจัดสรรงบกลางให้แก่กรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อนำไปแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรมรั่วไหลในพื้นที่ตำบลสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยเร่งด่วน	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
285	1341	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	สถานการณ์ราคาข้าวเปลือกตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง	"เนื่องจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยได้ร้องเรียนว่า ราคาข้าวเปลือกตกต่ำลง\nเป็นอย่างมากและตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ๒๕๖๗ สินค้าส่งออกของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๒๗ มีมูลค่าการส่งออก จำนวน ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรที่ประกอบด้วยข้าว มูลค่า ๒๕๐,๖๕๖ ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีข้าวสำหรับบริโภคภายในประเทศ มูลค่ามากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งการบริโภคภายในประเทศที่เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตข้าวของชาวนา ผ่านพ่อค้าคนกลาง จนกระทั่งถึงผู้บริโภคส่งผลให้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product : GDP) เป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือและลดรายจ่ายให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จึงขอให้รัฐบาลพิจารณา ดังนี้\n	๑) จำหน่ายน้ำมันให้ชาวนาในราคา ลิตรละ ๑๐ บาท โดยจำกัดปริมาณ ไร่ละ ๒๕ ลิตร\n 	๒) จำหน่ายปุ๋ยให้ชาวนา กระสอบละ ๔๐๐ บาท จำนวน ๒๐ กระสอบ\n 	๓) ปรับลดราคายาปราบศัตรูพืชลง ร้อยละ ๒๕\n 	๔) สั่งการให้คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.ตำบล) ดำเนินการจัดประชุมเพื่อหารือตกลงราคาค่าเช่าที่ดินระหว่างผู้เช่าที่ดินทำนากับผู้ให้เช่าที่ดิน เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ และพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ เพื่อให้ค่าเช่าไม่สูงจนเกินไป และเกิดความเป็นธรรมตามความเหมาะสม\n 	๕) การพิจารณาผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการข้าวในโอกาสต่อไป ควรพิจารณาผู้ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการวิจัย และปรับปรุงพันธุ์ข้าวโดยตรง และขอให้สนับสนุนงบประมาณสำหรับการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ข้าว เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวคุณภาพดี สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้\n 	๖) ควรกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยว เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
286	1339	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการโฆษณาผิดกฎหมายบนสื่อออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ OTT (Over - the - top)	"ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักที่ประชาชนใช้รับข้อมูลข่าวสาร และความบันเทิง แต่ก็เป็นช่องทางการโฆษณาที่ผิดกฎหมายจำนวนมาก เช่น การโฆษณาเกี่ยวกับ\nการพนันออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชน นำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจ และอาชญากรรม การโฆษณาสินค้าและบริการที่ไม่ได้รับอนุญาต เช่น ยาเสพติด ยาปลอม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการโฆษณาชวนเชื่อ หลอกลวงประชาชน เช่น การลงทุนแชร์ลูกโซ่ การกู้เงินที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น\n 	ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๖๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. ๒๔๗๘ ก็ตาม แต่การโฆษณาผิดกฎหมาย\nบนสื่อสังคมออนไลน์ปัจจุบันนิยมใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ถึงแม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะดำเนินการปิดกั้นการมองเห็นของโฆษณา แต่ก็ยังปรากฏโฆษณาใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีบางแพลตฟอร์มที่ไม่มีการตรวจสอบ และควบคุมการโฆษณาที่ผิดกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่มีเซิร์ฟเวอร์ (Server) และให้บริการจากต่างประเทศ OTT (Over - the - top) ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการตรวจสอบ และปิดกั้นโฆษณาที่ผิดกฎหมาย และเร่งปรับปรุงกฎหมายที่สามารถบังคับใช้กับแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ OTT (Over - the - top) และเร่งรัดการพัฒนา AI เทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับโฆษณาผิดกฎหมายและปิดกั้นทันทีแบบ Real Time และมีระบบแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับเนื้อหาอันตราย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถจัดการแก้ไขปัญหาการโฆษณาผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
287	1337	113	นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา	ความเดือดร้อนของประชาชน	กลุ่มทุนอิทธิพลบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติในจังหวัดจันทบุรี	คณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี แจ้งข้อมูลกรณีกลุ่มทุนอิทธิพลบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งประชาชนเรียกว่า “ขบวนการนายทุนกินป่า” ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมาธิการฯ จึงได้ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) กรมป่าไม้ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว พบว่า “ขบวนการนายทุนกินป่า” ประกอบด้วยกลุ่มผู้มีอิทธิพล กลุ่มคนมีสีร่วมกับตัวแทนอำพราง (Nominee) กลุ่มทุนจีนเทา ได้ร่วมกันบุกรุก แผ้วถาง ยึดถือ ครอบครอง เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยมิได้รับอนุญาต โดยนำเครื่องจักรขนาดใหญ่ และรถแบ็กโฮเข้าไปลักลอบตัดไม้ ทำลายป่าสมบูรณ์ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ลักลอบขุดดินใส่รถบรรทุกนำดินไปขาย เพื่อครอบครองและใช้พื้นที่ทำเป็นสวนทุเรียนแปลงใหญ่ โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย เป็นเหตุให้พื้นที่ป่าได้รับความเสียหายนับพันไร่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่กล้าบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มอิทธิพลดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีการข่มขู่ประชาชนผู้แจ้งข้อมูลให้เกรงกลัวต่อภยันตราย ปัญหาดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนหลายแขนง ทั้งทางโทรทัศน์ \nหนังสือพิมพ์ และสื่อสังคมออนไลน์ มีการนำเสนอภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น อาทิ ต้นไม้ขนาดใหญ่\nที่มีอายุนับร้อยปีถูกตัดโค่นทำลาย สภาพป่าสมบูรณ์ที่ถูกทำลาย ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาล และกรมป่าไม้ ดำเนินการตามกฎหมายโดยจับกุม และดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งให้ความคุ้มครอง\nผู้แจ้งข้อมูลเบาะแส เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่รัฐเป็นที่พึ่งของประชาชนได้	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
288	1335	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	คุณภาพชีวิตของประชาชนกับการนำเข้าผักผลไม้จากประเทศจีน	คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เชิญหน่วยงาน\nที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าผัก และผลไม้จากประเทศจีน พบว่า สถิติ\nการนำเข้าผักและผลไม้จากประเทศจีนผ่านด่านศุลกากรเชียงของ จังหวัดเชียงราย มากเป็นอันดับหนึ่ง โดยในปี ๒๕๖๕ มีมูลค่า ๑,๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๖ มีมูลค่า ๑,๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และปี ๒๕๖๗ \nมีมูลค่า ๒,๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากสถิติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรของไทย สำหรับขั้นตอนการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนนั้น สำนักงาน\nตรวจคนเข้าเมืองได้ให้ข้อมูลว่า สินค้าสดต้องอำนวยความสะดวก เพื่อการค้าขายเป็นหลัก และต้องส่งสินค้าไปยังผู้บริโภคโดยเร็ว โดยได้มีการเอกซเรย์จำนวน และปริมาณสินค้า สำหรับการตรวจสอบคุณภาพ\nและความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดย อย. ได้ให้ข้อมูลว่า การตรวจเบื้องต้นจะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ชุดทดสอบทางเคมี (Test Kits) แต่หากเป็นการตรวจโดยละเอียดต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการ ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา ๕ - ๗ วัน จึงมีความจำเป็น\nต้องปล่อยให้สินค้าเข้ามาจำหน่ายก่อน แต่หากตรวจพบสารพิษที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จะดำเนินการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) เนื่องจากพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ยังไม่มีบทลงโทษในเรื่องดังกล่าว จึงไม่สามารถอายัด ปรับ หรือยึดคืนสินค้า และชดใช้ความเสียหายใด ๆ ได้ ทั้งนี้ การนำเข้าผัก และผลไม้จากประเทศจีน โดยไม่มีการกำหนดให้ประเทศต้นทางตรวจคุณภาพ หรือกำหนดให้มีใบรับรองสุขอนามัยพืชก่อนการส่งออกนั้น ถือเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของผู้บริโภค ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งรัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว \nโดยใช้มาตรการทางกฎหมาย และกลไกควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
289	1333	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	งบประมาณก่อสร้างอาคารสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน และบ้านพักข้าราชการไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖	สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน (สวท.น่าน) มีบ้านพักข้าราชการ จำนวน  ๑๑ หลัง ก่อสร้างตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ โดยมีพื้นที่ตั้งอยู่ในเขตธรณีสงฆ์วัดดอนเชียงยืน ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีอัตราค่าเช่า ปีละ ๑๘๒,๕๕๐ บาท และตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน ต่อมาในปี ๒๕๔๙ \nได้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ทำให้สถานีฯ และบ้านพักข้าราชการได้รับความเสียหายจำนวนหลายหลัง \nต่อมาผู้อำนวยการ สวท.น่าน ได้มีหนังสือ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน \nที่ นร ๐๒๑๓.๑๐/๗๐๙ ลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ไปยัง ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ เขต ๓ เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ (งบลงทุน) จำนวน ๒ โครงการ คือ (๑) โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน บ้านคอวัง ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน งบประมาณ จำนวน ๒๓,๔๕๕,๕๐๐ บาท และ (๒) โครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน บ้านคอวัง ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน งบประมาณ จำนวน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น ๓๓,๔๕๕,๕๐๐ บาท \nโดยเป็นการย้ายจากตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน พื้นที่ ๓ ไร่ ไปยังบ้านคอวัง ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน พื้นที่ ๓๐ ไร่ เพื่อลดความแออัดในการใช้สถานที่เพื่อติดต่อราชการ และไม่ต้องชำระค่าเช่ารายปี จากนั้น สวท.น่าน ได้มีคำสั่ง สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน ที่ ๘๔/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตามโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน บ้านคอวัง ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมือง จังหวัดน่าน แต่มิได้รับการจัดสรรงบประมาณแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้กรมประชาสัมพันธ์พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อการก่อสร้างสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน และบ้านพักข้าราชการโดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุอุทกภัย และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนต่อไป	รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
290	1331	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	วิกฤตขยะในจังหวัดนครศรีธรรมราช	"เนื่องจากประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราชได้รับความเดือดร้อน กรณีวิกฤตขยะ\nของเทศบาลนครศรีธรรมราชบริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ (ทุ่งท่าลาด) หมู่ที่ ๒ ตำบลนาเคียน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีขยะตกค้าง จำนวน ๒ ล้านตัน สร้างมลพิษให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ต่อมาศาลปกครองนครศรีธรรมราชได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ \nที่ ส.๑/๒๕๖๓ และคดีหมายเลขแดง ที่ ส.๒/๒๕๖๖ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ สั่งให้เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราชดำเนินการ ดังนี้ (๑) เร่งกำจัดขยะในส่วนที่เกินประสิทธิภาพออกไปจากบ่อขยะโดยเร็ว (๒) ดำเนินการกำจัดขยะโดยวิธีที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และ (๓) ห้ามนำขยะมาเพิ่มในบริเวณดังกล่าว ซึ่งเทศบาลนครศรีธรรมราชได้ออกประกาศระงับการรับขยะจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน ๒๑ แห่ง ส่งผลกระทบทำให้มีปัญหาขยะตกค้างในพื้นที่เป็นจำนวนมาก\n 	ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ร่วมกัน\nหามาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนี้\n 	๑) นำขยะจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน ๒๘ แห่ง ไปกำจัดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ ตันละ ๕๕๐ บาท และค่าขนส่ง ตันละ ๕๐๐ บาท\n 	๒) ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน ๑๓ แห่ง ดำเนินการการคัดแยกขยะ และส่งขยะที่เป็นเชื้อเพลิงขยะมูลฝอย (Refuse Derived Fuel : RDF) ขายให้แก่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ทุ่งสง) จำกัด โดยได้รับเงินจากการขายขยะ ตันละ ๙๘๑ - ๙๘๒ บาท\n 	๓) ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งขยะที่เหลือจากการคัดแยกไปเผากับบริษัท บ้านบ่าวสาว จำกัด และบริษัท ท็อปคลีนนิ่งเวล จำกัด โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน ๓ แห่ง เตรียมดำเนินการจัดซื้อเตาเผาขยะปลอดมลพิษ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน ๒ แห่ง ดำเนินการจัดการด้วยตนเอง\n	หากเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช และอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ยังคงปล่อยให้มีการทิ้งขยะ และไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองดังกล่าว อาจส่งผลให้ถูกดำเนินการตามพระราชบัญญัติ\nจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๕/๔ ที่บัญญัติว่า “เมื่อปรากฏว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วน หรือปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร ให้ศาลปกครองไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริง ถ้าศาลปกครองได้ไต่สวนแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าการที่มิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาลปกครองให้ถูกต้องครบถ้วนหรือปฏิบัติล่าช้าเป็นไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร ศาลปกครองอาจมีคำสั่งให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ชำระค่าปรับต่อศาลปกครองตามจำนวนที่สมควร ครั้งละไม่เกินห้าหมื่นบาท ทั้งนี้ ศาลปกครองอาจแจ้งผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับดูแล ผู้ควบคุม หรือนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการ\nตามอำนาจหน้าที่ หรือสั่งการ หรือลงโทษทางวินัยต่อไปก็ได้ และแจ้งผลให้ศาลปกครองทราบ”\n 	อนึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องกำจัดขยะเพื่อให้เหลือขยะในพื้นที่ ร้อยละ ๒๕ หรือประมาณ ๕ แสนตัน และต้องใช้เครื่องคัดแยกขยะที่สามารถคัดแยกได้ วันละ ๒๐๐ ตัน หากคิดเป็นจำนวนวัน จะต้องใช้เวลา ๒,๕๐๐ วัน หากไม่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยเห็นได้อย่างชัดเจนว่า \nปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาระดับชาติจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ และต้องใช้ระยะเวลานาน\nจึงสามารถกลับไปสู่ภาวะปกติ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางสำหรับแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อให้สถานการณ์ขยะของจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นปกติ และเป็นไปตามคำสั่งศาลปกครองโดยเร็ว"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
291	1329	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	แรงงานต่างด้าวลักลอบค้าประเวณี	"ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า มีแรงงานต่างด้าวจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณซอยรามคำแหง ๕๐ ได้ลักลอบค้าประเวณีในแอปพลิเคชันสำหรับเกย์ เช่น Grindr และ Hornet รวมทั้งได้รับข้อมูลว่า มีชายสัญชาติเกาหลีใต้ลักลอบค้าประเวณีภายในแหล่งท่องเที่ยว บริเวณซอยทองหล่อ (สุขุมวิท ๕๕) โดยการค้าบริการทางเพศอาจนำสู่ปัญหาด้านสุขภาพ และโรคติดต่อร้ายแรง จึงขอให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ได้ดำเนินการปราบปรามโดยเร่งด่วน\n	กรณีข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อสำนักงาน\nตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน จึงเห็นสมควรส่งเรื่องไปยังนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับ ดูแล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณา\n 	(๒)	เรื่อง น้ำแข็งก้อนปนเปื้อนสิ่งสกปรกในจังหวัดระยอง\n 		เนื่องจากเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๗ มีนักเรียนในจังหวัดระยองป่วยด้วยอาการอาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง เป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งพันคน ซึ่งสาเหตุมาจากสารปนเปื้อนในน้ำแข็ง \nโดยอาจเกิดจากบรรจุภัณฑ์ที่ไม่สะอาด ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งใช้วิธีการขนส่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ดังนั้น จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และสาธารณสุขจังหวัดระยอง ได้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคน้ำแข็งที่สะอาด ถูกสุขอนามัย และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
292	1325	59	นายนพดล พริ้งสกุล	นโยบายของรัฐบาล	แนวทางป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์	"รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ต ตัดไฟฟ้า และงดจำหน่ายน้ำมัน เพื่อทำลายกลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นอาชญากรข้ามชาติที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ อาจเป็นเหตุให้กลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ปรับเปลี่ยนวิธีการ โดยหันไปใช้รถยนต์เคลื่อนที่ และใช้ระบบสื่อสารที่อาศัยแหล่งพลังงานจากแสงอาทิตย์ (Solar Cell) แบตเตอรี่หรือเครื่องปั่นไฟ โดยอาจนำขยะมาผลิตเป็นน้ำมัน ด้วยกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) และนำน้ำมันมาใช้กับเครื่องปั่นไฟ นอกจากนี้ มีรายงานจากประเทศกัมพูชาว่า ได้มีการตัดเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) บริเวณชายแดน ซึ่งมีความคิดว่า ไม่ใช่แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เพราะระบบเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) เป็นการเชื่อมโยงการสื่อสารข้ามทวีป ควรดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อระบบการสื่อสารของโลกได้ ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ดังนี้\n 	๑) ขอให้ใช้ระบบ Wireless Fidelity (Wi - fi) สาธารณะทดแทน\n 	๒) ขอให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เร่งรัดการตรวจสอบเส้นทางเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ที่มีการขออนุญาต และตรวจสอบจำนวนหน่วยประมวลหลัก (Core) ที่มีการใช้งาน โดยใช้เครื่องมือทดสอบอย่างละเอียด รวมทั้งไม่ควรตัดสายสื่อสารทั้งหมด เพราะเป็นสายสื่อสารที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศ\n 	๓) เฝ้าระวังการผลิตน้ำมันจากขยะ และพลาสติก ด้วยกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) ของประเทศเพื่อนบ้าน"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
293	1323	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	วงงานรัฐสภา	ที่จอดรถของอาคารรัฐสภา	"เมื่อวันอังคารที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๘ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถของอาคารรัฐสภา (เพิ่มเติม) บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ตามแนวถนนสามเสน วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๔,๕๙๗.๒๗ ล้านบาท ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) เสนอ โดย สผ. อ้างเหตุผลว่า เนื่องจากที่จอดรถของอาคารรัฐสภามีจำนวนไม่เพียงพอต่อการใช้งาน และส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกปลอดภัยแก่บุคคลในวงงานรัฐสภา ข้าราชการ และประชาชนผู้มาติดต่อ ณ อาคารรัฐสภา โดยอาคารจอดรถฯ ที่เสนอขอความเห็นชอบในครั้งนี้ จะรองรับการจอดรถได้ ๔,๖๑๒ คัน และเมื่อรวมกับที่จอดรถอาคารรัฐสภาปัจจุบัน จะมีที่จอดรถรวม ๖,๕๔๗ คัน ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันอาคารรัฐสภามีพื้นที่จอดรถ ๑,๙๕๓ คัน ทั้งที่ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๔๔ ที่กำหนดให้อาคารขนาดใหญ่จะต้องมีที่จอดรถในอัตรา ๑ คัน ต่อพื้นที่ ๑๒๐ ตารางเมตร เมื่อคำนวณสัดส่วนพื้นที่จอดรถยนต์กับพื้นที่อาคารรวมแล้ว อาคารรัฐสภาจะต้องมีพื้นที่จอดรถ ไม่ต่ำกว่า ๓,๕๓๖ คัน \nซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่า การก่อสร้างที่จอดรถของอาคารรัฐสภาไม่เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตั้งแต่ต้น\n 	นอกจากนี้ การขอตั้งงบประมาณก่อสร้างอาคารจอดรถของรัฐสภา (เพิ่มเติม) จำนวน ๔,๕๙๗.๒๗ ล้านบาท เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องตรวจสอบ โดยจากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ “ที่จอดรถอัจฉริยะ” (Robot Parking) ซึ่งเป็นที่จอดรถที่มีเครื่องกลทำหน้าที่เสมือนหุ่นยนต์รับรถของผู้ใช้บริการไปจอดในลักษณะซ้อนกันในแนวดิ่ง ทำให้จอดรถได้มากขึ้น และใช้เวลาเฉลี่ยในการรับ - ส่งรถ เข้าและออกจากที่จอดรถ คันละ ๙๐ วินาที และหากรถจอดชั้นไกลที่สุดจะใช้เวลาเพียง ๓ นาที ต้องใช้งบประมาณก่อสร้าง ระหว่าง ๒๐๐,๐๐๐ - ๕๐๐,๐๐๐ บาทต่อช่องจอดรถ เมื่อนำงบประมาณก่อสร้าง “ที่จอดรถอัจฉริยะ” ดังกล่าว \nมาเปรียบเทียบกับงบประมาณการก่อสร้างอาคารจอดรถของรัฐสภา (เพิ่มเติม) จำนวน ๔,๕๙๗.๒๗ ล้านบาท หารด้วยจำนวนช่องจอดรถที่เพิ่มขึ้น ๔,๖๑๒ คัน เท่ากับรัฐบาลจะต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณ จำนวน ๙๙๕,๘๘๐ บาทต่อช่องจอดรถ ถือได้ว่าเป็นงบประมาณที่สูงกว่าที่จอดรถอัจฉริยะ (Robot Parking) หลายเท่า ทั้งที่ไม่ปรากฏว่าโครงการดังกล่าวเป็นที่จอดรถอัจฉริยะ หรือเป็นที่จอดรถที่มีลักษณะพิเศษแต่อย่างใด ซึ่งเห็นได้ชัดว่า เป็นการเสนอโครงการที่ใช้จ่ายงบประมาณสูงเกินสมควร และไม่สมเหตุผล\n 	ที่ผ่านมา อาคารรัฐสภาได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชนและสาธารณชนว่าใช้งบประมาณสิ้นเปลืองที่สุดในโลก จากสภาพปัญหาสร้างไป - ซ่อมไป อันเป็นเหตุให้ภาครัฐต้องสูญเสียงบประมาณ มากกว่า ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณาทบทวนการใช้จ่ายงบประมาณการก่อสร้างอาคารจอดรถของรัฐสภา (เพิ่มเติม) ให้มีความสมเหตุผล ไม่สิ้นเปลืองหรือสูญเปล่าโดยใช่เหตุ เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำเงินงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนไปใช้จ่ายในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณโครงการก่อสร้างอาคารจอดรถของรัฐสภา (เพิ่มเติม) ดังกล่าวอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยเร็วที่สุด"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
294	1321	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	กลุ่มอิทธิพลชาวอินเดียในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดส่งส่วยให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่	"ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจังหวัดร้อยเอ็ดว่า มีกลุ่มคนเชื้อสายอินเดียเข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด แย่งงานคนไทยโดยการเป็นแรงงานในโรงงาน รวมทั้งประกอบธุรกิจขายสินค้าเงินผ่อนพร้อมกับปล่อยเงินกู้นอกระบบ โดยมีชายชาวอินเดีย ชื่อนายอาวิน กุมาร ญาดาฟ มีชื่อเล่นว่า ยี่หร่า อายุ ๒๔ ปี ปัจจุบันมีสัญชาติไทย ได้กระทำตนเป็นผู้มีอิทธิพล (มาเฟีย) ประกอบอาชีพเป็นนายหน้าปล่อยเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ชื่อมีอักษรย่อ “ศ” ซึ่งมีการเปลี่ยนชื่อ - นามสกุล หลายครั้ง ได้กระทำความผิด และถูกลงโทษให้ออกจากราชการ แต่ปัจจุบันได้กลับเข้ารับราชการและมีพฤติกรรมให้การสนับสนุนนายอาวินฯ ในการติดตามทวงหนี้นอกระบบ โดยมีตำรวจซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายตำรวจคนดังกล่าวร่วมติดตามทวงหนี้เสมือนเป็นลูกน้องของชายชาวอินเดีย สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก\n 	ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พิจารณา ดังนี้\n 	๑) สั่งการให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ร่วมติดตามทวงหนี้\nให้กับนายอาวินฯ และกรณีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุน และรับสินบนจากกลุ่มอิทธิพล\nชาวอินเดียในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด\n 	๒) สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการได้มาซึ่งสัญชาติไทย และการประกอบอาชีพ\nในประเทศไทยของนายอาวินฯ ว่าถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
295	1319	93	นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาประเทศจีนปฏิเสธการนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทย กรณีพบสาร BY2	"ประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของประทศไทย โดยในปี ๒๕๖๗ ประเทศไทยส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน จำนวน ๙๐๐,๐๐๐ ตัน คิดเป็นมูลค่า มากกว่า ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จึงถือว่าทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีมูลค่าการส่งออกที่ทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยมากที่สุด แต่เมื่อปลายปี ๒๕๖๘ ประเทศจีนตรวจพบว่า ทุเรียนจากประเทศไทยมีสารแคดเมียม และตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๘ ศุลกากรประเทศจีน ได้กำหนดให้ทุเรียนที่ส่งออกจากประเทศไทย ต้องปลอดสาร BY2  										(Basic Yellow 2) และแคดเมียม โดยต้องมีหนังสือรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary certificate : PC) เพื่อรับรองว่าทุเรียนที่ส่งออกไปประเทศจีนทุกตู้ปลอดสาร BY2 และแคดเมียม ซึ่งส่งผลกระทบ\nต่อผู้ประกอบธุรกิจทุเรียนของประเทศไทย และเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุเรียน\nถูกส่งกลับ ราคาจำหน่ายลดลงมากกว่า ร้อยละ ๕๐ โรงรับซื้อผลไม้ที่จองทุเรียนไว้ไม่ไปรับทุเรียนจากสวน เพราะไม่สามารถส่งออกได้ โดยมีสาเหตุ ดังนี้\n 	๑) สาร BY2 เป็นสารอินทรีย์ที่ใช้ย้อมผ้า ทาสีบ้าน เป็นสารเคมีที่คนจีนซึ่งเป็นผู้ประกอบการนำเข้าทุเรียนไปยังประเทศจีน ได้นำเข้ามาในประเทศไทย และกดดันให้โรงรับซื้อผลไม้ในประเทศไทย\nใช้สาร BY2 ย้อมสีเปลือกทุเรียนเพื่อให้มีสีสันสดใส โดยคิดค่าย้อมผลทุเรียน ตันละ ๑๓,๐๐๐ - ๑๕,๐๐๐ บาท ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มิได้กำหนดเป็นข้อห้ามในการใช้สาร BY2 มาก่อน รวมทั้งโรงรับซื้อผลไม้ และเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนก็ไม่ทราบว่าสาร BY2 เป็นสารก่อมะเร็ง\n 	๒) เมื่อศุลกากรของประเทศจีนได้กำหนดให้ทุเรียนจากประเทศไทยต้องมีหนังสือรับรองสุขอนามัยพืช จึงส่งผลให้เกิดปัญหาต่อห้องปฏิบัติการตรวจหาสาร BY2 ของประเทศไทย ที่มี ๑๐ กว่าแห่ง ไม่สามารถรองรับความต้องการของผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน และเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนได้ \n 	๓) ถึงแม้ว่าประเทศไทยได้ออกหนังสือรับรองสุขอนามัยพืชแล้ว แต่เมื่อไปถึงประเทศจีน ศุลกากรประเทศจีนยังคงตรวจสอบอีก และตรวจพบสาร BY2 และแคดเมียม ทั้งที่ผู้ประกอบการส่งออกได้ลงทุนซื้อตู้คอนเทนเนอร์และวัสดุอุปกรณ์ใหม่แล้ว นอกจากนี้ กรณีเทศกาลตรุษจีน ประเทศจีน\nมีวันหยุดต่อเนื่อง จึงทำให้ทุเรียนตกค้างเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถนำไปจำหน่ายได้ทันเวลา\n 	ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณา ดังนี้\n 	๑) สนับสนุนให้โรงรับซื้อทุเรียนในประเทศไทยได้ทำ Big Cleaning เพื่อชำระล้างสารเคมีและสารตกค้างต่าง ๆ\n 	๒) กำหนดมาตรการให้เกษตรกรตรวจสอบสาร BY2 และแคดเมียม และร้อยละของน้ำหนักผลทุเรียนก่อนการตัด โดยให้แนบหนังสือรับรองสุขอนามัยพืช ก่อนส่งมอบทุเรียนให้กับโรงรับซื้อผลไม้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่าย\n 	๓) เร่งขยายจำนวนห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ตรวจสาร BY2 และแคดเมียมให้เพียงพอ โดยกำหนดสถานที่ตั้งให้อยู่ในพื้นที่จังหวัดที่มีการปลูกทุเรียนเป็นจำนวนมาก เช่น จังหวัดจันทบุรี \nและจังหวัดชุมพร เป็นต้น\n 	๔) กำหนดระยะเวลาการตรวจหาสาร BY2 และแคดเมียม ของห้องปฏิบัติการ (Laboratory) \nให้รวดเร็วที่สุด\n 	๕) ดำเนินการตรวจสอบห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ทุกแห่ง รวมถึงห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ เพื่อให้ได้มาตรฐานการตรวจเช่นเดียวกับประเทศจีน\n 	๖) ดำเนินการประสานกับประเทศจีน เพื่อขอให้ศุลกากรประเทศจีนเพิ่มความถี่หรือปริมาณการตรวจสารตกค้างในทุเรียนให้มากขึ้น เพื่อลดปริมาณสินค้าตกค้าง และควรเร่งดำเนินการก่อนถึงฤดูกาลเก็บผลผลิตทุเรียน เพราะจะมีทุเรียนส่งออกไปยังประเทศจีนถึง วันละ ๑,๒๐๐ - ๑,๕๐๐ ตู้คอนเทนเนอร์ หรือวันละ ๒๑,๖๐๐ - ๒๗,๐๐๐ ตัน\n 	๗) พิจารณาการเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนและโรงรับซื้อผลไม้ โดยการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการแปรรูปสินค้าเพื่อจำหน่ายให้ได้ราคา หรือสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจแปรรูปทุเรียน \nซื้อทุเรียนจากเกษตรกรและโรงรับซื้อทุเรียนในราคาที่เหมาะสม เพื่อนำไปแปรรูปและสร้างมูลค่าต่อไป\n 	๘) พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อตรวจสอบการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงของเกษตรกร\nผู้ปลูกทุเรียน โดยกำหนดมาตรการให้เกษตรกรใช้สารเคมีเพื่อความปลอดภัย และเป็นมาตรฐานเดียวกัน\n 	๙) ดำเนินการสำรวจแนวโน้มการใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายของภาคการเกษตรอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับให้ความรู้กับเกษตรกรล่วงหน้า เพื่อให้ใช้สารเคมีอย่างรอบคอบ และขอให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกจนกระทั่งการบรรจุลงตู้คอนเทนเนอร์\n 	๑๐) พิจารณาผลักดันให้ (ร่าง) พระราชบัญญัติทุเรียนไทย พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาโดยเร็ว เพื่อปรับปรุงคุณภาพทุเรียนไทยให้ปลอดสารอันตรายอย่างแท้จริง และคงความเป็นอันดับหนึ่งของตลาดทุเรียนโลก ให้คงอยู่กับประเทศไทยต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
296	1317	32	ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ป้ายโฆษณารกรุงรัง	พบเห็นป้ายโฆษณาติดตั้งอยู่ทุกพื้นที่ทั้งบนเสาไฟฟ้า ต้นไม้ ทางเท้า บางพื้นที่ติดตั้งบนถนน และในที่ดินว่างเปล่าของเอกชน ซึ่งหากมองเพียงผิวเผินอาจคิดว่าไม่ใช่ปัญหา แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการทำลายภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศ และทำลายสุขภาวะของคนไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีระเบียบวินัย การเพิกเฉยต่อกฎหมาย การขาดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่มีความเข้มงวด ที่ผ่านมา ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบโดยตรง และมักได้รับคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งว่า ไม่มีอำนาจกำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมายได้โดยตรง ทั้งนี้ ปัญหาการติดตั้งป้ายโฆษณาดังกล่าวเกิดขึ้นมายาวนานจนทุกคนเริ่มคุ้นชิน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่พึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยจำนวนมากเกิดความรู้สึกประหลาดใจ ที่ประเทศไทยปล่อยให้มีป้ายโฆษณาบดบังสถานที่ท่องเที่ยว อาคารบ้านเรือนที่สวยงามของเมืองท่องเที่ยว ตลอดจนการบดบังทัศนวิสัยในการขับรถบนถนน ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาการติดตั้งป้ายโฆษณาในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมโดยด่วน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	14	2568	2025-02-11T00:00:00
297	1315	113	นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเขาบ่อทอง จังหวัดจันทบุรี	"จากในช่วงระหว่างวันที่ ๑๐ - ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ สื่อมวลชนได้รายงานข่าวปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเขาบ่อทอง ตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นประเด็นข่าว\nที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีประเด็นที่ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะหลายประการ ดังนั้น ขอปรึกษาหารือไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณา ดังนี้\n	 	(๑) การบุกรุกพื้นที่ป่าเขาบ่อทอง ได้มีการขุดดินในพื้นที่ป่า ขอให้ตรวจสอบว่าดินที่ขุดนั้น ได้มีการนำไปขาย หรือจัดเก็บไว้ หรือไม่ อย่างไร\n	 	(๒) การจับกุมสองแม่ลูกที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่ป่าเขาบ่อทอง ขอให้ตรวจสอบว่าเป็นการจับกุมผู้กระทำความผิดบนหลักฐานข้อเท็จจริงที่เพียงพอหรือไม่ อย่างไร\n		(๓) การตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้กระทำความผิดฐานบุกรุกป่าเขาบ่อทอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการดำเนินการหรือไม่ อย่างไร"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
298	1313	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาประชาชนถูกหลอกลงทุนธุรกิจแชร์ลูกโซ่  	จากเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับหนังสือร้องทุกข์จากประชาชนซึ่งถูกหลอกลงทุนในธุรกิจแชร์ลูกโซ่ “ตู้เติมเงิน K4” จำนวนกว่า ๖๐ คน สรุปสาระสำคัญได้ว่า ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ “ตู้เติมเงิน K4” ได้มีการชักชวนประชาชนจำนวนมากให้เข้าร่วมลงทุนในธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยการขายซิมการ์ด ซิมปันสุข ซิม K4 ขายเหรียญยักษ์คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ขายสินค้าทั่วไปผ่านตลาดออนไลน์ ชื่อว่า “ไฉไล” รวมถึงขายตู้เติมเงิน K4 โดยมีการก่อตั้งมูลนิธิซิมปันบุญ และรับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เครดิตยูเนียน โดยมีการใช้สัญลักษณ์ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุน ประชาชนที่ถูกหลอกลวงให้ลงทุนต้องสูญเสียทรัพย์สินและได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก โดยผู้ร้องเรียนหลายคนที่เดินทางมายื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อสมาชิกวุฒิสภา ถูกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในธุรกิจแชร์ลูกโซ่ “ตู้เติมเงิน K4” จนถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัว จำต้องยืมเงินญาติพี่น้องสำหรับใช้เป็นค่าเดินทางมายังรัฐสภา เห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ และถือเป็นความผิดฐานกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ดังนั้น ขอให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และบังคับใช้กฎหมายต่อบริษัทขายสินค้าออนไลน์ “ไฉไล” และ “ตู้เติมเงิน K4” รวมทั้งเครือข่ายของธุรกิจแชร์ลูกโซ่ดังกล่าว เพื่อยับยั้งไม่ให้สร้างความเสียหายแก่ประชาชนในวงกว้าง โดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ขอให้ส่งเอกสารประกอบการปรึกษาหารือ เสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการ\nคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อประกอบการพิจารณา  	รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวจิราพร  สินธุไพร)	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
299	1311	77	นางเบ็ญจมาศ อภัยทอง	ความเดือดร้อนของประชาชน	การจัดระเบียบแผงค้าบนถนนหรือสถานสาธารณะของกรุงเทพมหานคร	"จากเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ รายการ “โหนกระแส” ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ประเภททอล์กโชว์เชิงข่าว ได้นำเสนอกรณีเหตุทะเลาะวิวาท ระหว่าง แม่ค้าร้านขายเครื่องสำอาง\nซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารพาณิชย์ กับ เจ้าของแผงบนทางเท้าหน้าอาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นผู้อาศัยสิทธิของผู้ค้า\nที่ได้รับการผ่อนผันและขึ้นทะเบียนไว้ เหตุเกิดบริเวณย่านสำเพ็ง ถนนมหาจักร เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร โดยคู่กรณีฝ่ายหนึ่งได้นำคลิปวีดิโอไปเผยแพร่ อ้างว่าโดนมาเฟียในย่านสำเพ็งข่มขู่\nคุกคาม เรียกเก็บค่าเช่าแผงบริเวณทางเท้า สูงถึงล็อคละ ๑๐,๐๐๐ บาท หากไม่ชำระค่าเช่า จะไม่สามารถวางขายสินค้าได้ ซึ่งตามปกติ ในช่วงเวลาค่ำถึงช่วงเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น (๒๑.๐๐ - ๐๖.๐๐ นาฬิกา) บริเวณดังกล่าวจะมีผู้ค้าที่ได้รับการผ่อนผันให้ตั้งแผงขายสินค้าในบริเวณทางเท้า จำนวนประมาณ ๑๖๐ ราย \nแต่เมื่อเกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้น เจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่าเป็นเรื่องข้อตกลงระหว่างผู้ทำการค้า ไม่เกี่ยวกับกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ \n		สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้พิจารณาศึกษาและค้นคว้าข้อกฎหมาย พบว่า \nผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติรักษา\nความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ และพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข\nการกำหนดพื้นที่ทำการค้าและการขาย หรือจำหน่ายสินค้าบนถนนหรือสถานสาธารณะ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ โดยข้อ ๑๑ เงื่อนไขการทำการค้า ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ในข้อย่อยที่ ๑๑.๓ ว่า \n“การได้รับอนุญาตให้ทำการค้าตามประกาศนี้ให้ถือเป็นการเฉพาะตัวและไม่สามารถขาย จำหน่าย แลกเปลี่ยน ให้เช่า โอนหรือให้บุคคลอื่น” ประกอบกับข้อ ๑๒ ข้อปฏิบัติในการขายหรือจำหน่ายสินค้า\nในพื้นที่ทำการค้า ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ในข้อย่อยที่ ๑๒.๑๗ ว่า “ห้ามมิให้บุคคลอื่นทำการค้าแทน\nโดยเด็ดขาด ยกเว้นผู้ช่วยจำหน่ายสินค้าที่ได้ยื่นแจ้งในขั้นตอนการขออนุญาตจำหน่ายสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขเท่านั้น” แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏตามเหตุทะเลาะวิวาทดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ไม่ได้ปฏิบัติหรือบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามประกาศกรุงเทพมหานครฯ ดังกล่าว ดังนั้น ขอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครพิจารณา ดังนี้\n	 	(๑) เพราะเหตุใด ผู้ค้าที่ได้รับการผ่อนผันให้วางแผงบนทางเท้าหน้าอาคารพาณิชย์ \nจึงสามารถให้ผู้อื่นอาศัยสิทธิไปเรียกเก็บค่าเช่าแผงจากบุคคลอื่น หรือนำไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงต่อได้ รวมถึงเรียกเก็บค่าเช่าแผงราคาแพง ทั้งที่ตามประกาศกรุงเทพมหานครฯ กำหนดว่า ผู้ค้าที่ได้รับอนุญาตให้ทำการค้า ถือเป็นการเฉพาะตัว และห้ามมิให้บุคคลอื่นทำการค้าแทนโดยเด็ดขาด ยกเว้นผู้ช่วยจำหน่ายสินค้าที่ได้ยื่นแจ้งไว้แล้วเท่านั้น ซึ่งจากกรณีเหตุทะเลาะวิวาทดังกล่าว เป็นที่น่าเชื่อได้ว่า สภาพปัญหาเช่นเดียวกันนี้น่าจะเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ที่มีการผ่อนผันและอนุญาตให้ผู้ค้าสามารถทำการค้าขายบนถนนหรือสถานสาธารณะ ดังนั้น กรุงเทพมหานครควรดำเนินการติดตามและตรวจสอบผู้ค้าทุกรายอย่างใกล้ชิด ว่าได้ปฏิบัติตามประกาศกรุงเทพมหานครฯ หรือไม่\n		อนึ่ง ในปัจจุบัน ปัญหาบุคคลอื่นเข้ามาสวมสิทธิทำการค้าแทนผู้ค้าที่ได้รับอนุญาต มีทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกัน และคนต่างด้าวที่เข้ามาแย่งอาชีพค้าขายของคนไทย กรุงเทพมหานครจึงควรเข้มงวดกวดขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ปัญหาคนต่างด้าวที่วางแผงค้าบนถนนหรือสถานสาธารณะในทุกพื้นที่\nไปพร้อมกันด้วย\n		(๒) การแก้ไขปัญหาโดยสั่งยกเลิกแผงขายสินค้าทั้งหมด ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ค้ารายอื่นที่ปฏิบัติถูกต้องตามประกาศกรุงเทพมหานครฯ และประกอบอาชีพค้าขายเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวโดยสุจริต\nซึ่งมีจำนวนกว่า ๑๕๐ ราย ดังนั้น กรุงเทพมหานครควรพิจารณาเฉพาะคู่กรณีที่มีเหตุทะเลาะวิวาท \nและสั่งยกเลิกสิทธิแต่เฉพาะผู้ค้าที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศกรุงเทพมหานครฯ เท่านั้น "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
300	1309	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	แนวทางการยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index : CPI)	"จากเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ได้เผยแพร่ผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index : CPI) ประจำปี ๒๕๖๗ โดยจากจำนวน ๑๘๐ ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยได้รับการจัดอยู่ในอันดับที่ ๑๐๗ ได้เพียง ๓๔ คะแนน (คะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน) ลดลงจากปี ๒๕๖๖ ซึ่งได้ ๓๕ คะแนน และจัดอยู่ในอันดับที่ ๕ ของกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม และประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งการที่ประเทศไทยได้คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตฯ (CPI) ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ประเทศไทย\nยังคงมีปัญหาและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อ\nความเชื่อมั่นในการลงทุน การเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นในระบบราชการของประชาชน \nทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชันยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ \nทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงควรตระหนักและ\nให้ความสำคัญกับการทุจริตและคอร์รัปชันซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงของประเทศไทยอย่างจริงจัง ดังนั้น \nขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณากำหนดมาตรการเชิงรุก เพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตฯ (CPI) ของประเทศไทยให้เพิ่มสูงขึ้น ดังนี้\n		(๑) สร้างความโปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ โดยการปรับปรุงให้เป็นข้อมูลเปิดของภาครัฐ (Open Government Data) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้โดยง่าย อาทิ การใช้จ่ายงบประมาณ โครงการของภาครัฐ การจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาปรับใช้\nเพื่อลดขั้นตอนที่อาจเอื้อต่อการเรียกรับสินบน\n		(๒) เสริมสร้างมาตรการการป้องกันและมีบทลงโทษที่เข้มงวดสำหรับผู้กระทำการทุจริตและคอร์รัปชัน โดยปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ \nให้มีความทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตให้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง และนักการเมือง\n		(๓) เพิ่มบทบาทการตรวจสอบของภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน หรือสนับสนุนให้\nภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการของภาครัฐ การให้ความคุ้มครองแก่สื่อมวลชน\nและผู้แจ้งเบาะแสทุจริต ให้สามารถเปิดเผยข้อมูลได้โดยไม่ถูกคุกคาม \n		(๔) ปลูกฝังวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันตั้งแต่ระดับเยาวชน โดยบรรจุหลักสูตรการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับอุดมศึกษา รวมถึง การจัดทำโครงการสร้างจิตสำนึกต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน\n		(๕) ยกระดับการประเมินผลความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรสากล ในการพัฒนามาตรฐานการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน รวมถึงนำแนวทาง\nการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชันของต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ มาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ อาทิ ระบบติดตามทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ\n		ทั้งนี้ แนวทางการยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index : CPI) ไม่ใช่เพียงเพื่อรายงานผลคะแนนเพื่อการจัดอันดับในระดับสากลเท่านั้น หากแต่เป็นดำเนินการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และประชาคมโลก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนทุกภาคส่วน ในการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
301	1307	108	นางมยุรี โพธิแสน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาอัตราค่าโดยสารของรถโดยสารสาธารณะมีราคาแพง ไม่เหมาะสมกับ การเดินทางระยะสั้นของประชาชนผู้มีรายได้น้อย	"จังหวัดยโสธรแบ่งการปกครองออกเป็น ๙ อำเภอ แต่ละอำเภอจะมีทางหลวงแผ่นดิน\nตัดผ่าน ซึ่งแต่เดิม การเดินทางสัญจรโดยระบบขนส่งสาธารณะมีหลายระดับราคาให้ประชาชนเลือกใช้บริการ อาทิ รถสองแถว รถโดยสารประจำทาง รถโดยสารของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และรถแท็กซี่\nที่ให้บริการระหว่างจังหวัด ต่อมา ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม โดยขยายถนนเป็น \n๔ ช่องจราจร ทำให้มีรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ และรถตู้โดยสารปรับอากาศ เป็นทางเลือกเพิ่มขึ้น โดยในการเดินทางระยะสั้น ประชาชนผู้มีรายได้น้อยจะนิยมใช้รถสองแถวซึ่งวิ่งระยะทางใกล้ และเก็บ\nค่าโดยสารราคาถูก\n		ปัจจุบัน รถสองแถวซึ่งประชาชนผู้มีรายได้น้อยนิยมใช้บริการ ได้ยุติการให้บริการเดินรถ เป็นเหตุให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ได้แก่\nรถโดยสารประจำทาง รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ หรือรถตู้โดยสารปรับอากาศ ซึ่งเก็บค่าโดยสาร\nในอัตราที่สูงกว่ารถสองแถว อาทิ ถนนแจ้งสนิท หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๓ (บ้านไผ่ - อุบลราชธานี) มีต้นทางจากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ผ่านจังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร และสิ้นสุดปลายทางที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยแต่เดิม ประชาชนในพื้นที่ตำบลดงแคนใหญ่\nอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร นิยมใช้บริการรถสองแถวจากบ้านดงแคนใหญ่ ไปยังอำเภอเขื่องใน\nจังหวัดอุบลราชธานี และจากบ้านดงแคนใหญ่ ไปยังอำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ระยะทางสั้น ๆ ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร ซึ่งรถโดยสารสาธารณะดังกล่าว จะไม่จอดแวะรับผู้โดยสารระหว่างทาง และ\nเรียกเก็บค่าโดยสารตลอดเส้นทาง จังหวัดอุบลราชธานี - จังหวัดยโสธร ประมาณ ๖๐ - ๗๐ บาท /เที่ยว เป็นผลให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้รับความเดือดร้อน ต้องชำระค่าโดยสารในอัตราที่สูงขึ้น ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังนี้ \n		(๑) ขอให้กระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการปรับอัตราค่าโดยสารของรถโดยสารสาธารณะให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม ควรเรียกเก็บค่าโดยสารตามระยะทาง ไม่ควรเก็บค่าโดยสารตลอดเส้นทาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย \n		(๒) ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลองค์กรปกครอง\nส่วนท้องถิ่น พิจารณาจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือเทศบาล เพื่อดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะ ให้มีรถโดยสารสาธารณะ\nสำหรับการเดินทางระยะสั้นและเก็บค่าโดยสารราคาถูก เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
302	1305	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	กฎหมาย	รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่เป็นประชาธิปไตย ควรไปต่ออย่างไร	รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยถือเป็นกฎหมายสูงสุดที่สะท้อนถึงเจตจำนง\nของประชาชน แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ถูกออกแบบโดยผู้มีอำนาจ\nในเวลานั้น ขาดการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ประกอบกับกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ\n\nไม่เป็นไป ...\n-๖-\n\nไม่เป็นไปตามวิถีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่สะท้อนถึงเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ อาทิ หลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เข้มงวด\nและกระทำได้ยาก ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจในการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งส่งผลให้มีการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่สะท้อนถึงเสียงข้างมากของประชาชน สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกจำกัด และขาดกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐ ประกอบกับขณะนี้ ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา อยู่ระหว่างพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม \n(ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑) โดยแก้ไขเพิ่มเติม\nมาตรา ๒๕๖ เพื่อให้หลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ลดความเข้มงวดลง ซึ่งจะส่งผลให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ สามารถกระทำได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน \nได้เพิ่มหมวด ๑๕/๑ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (มาตรา ๒๕๖/๑/๑ ถึง มาตรา ๒๕๖/๑๕) กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้น สมาชิกรัฐสภาควรมีจิตสำนึกในวิถีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สนับสนุน\nร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕๖ และเพิ่มหมวด ๑๕/๑) ซึ่งสามารถจัดทำประชามติ จำนวน ๒ ครั้ง ตามพระราชบัญญัติว่าด้วย\nการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยไม่ต้องรอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๔/๒๕๖๔ \nซึ่งได้วินิจฉัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีการจัดทำประชามติ ๒ ครั้ง ประกอบด้วย \n(๑) การจัดทำประชามติเสียก่อนว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ (๒) การจัดทำประชามติ\nหลังร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณารับฟังข้อคิดเห็นดังกล่าว     	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
303	1303	41	นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้	สืบเนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าในรอบ ๒๐ วันที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์คนร้ายก่อความไม่สงบ\nในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จำนวนถึง ๑๐ เหตุการณ์ อาทิ (๑) คนร้ายวางระเบิดบริเวณข้างกำแพงกองร้อย\nอาสารักษาดินแดน อำเภอแว้ง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่และประชาชนได้รับบาดเจ็บ จำนวน ๒๕ คน \n(๒) คนร้ายวางระเบิดฐานปฏิบัติการตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) ตำบลดุซงญอ อำเภอจะแนะ \nเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ จำนวน ๔ คน (๓) คนร้ายลอบติดตั้งระเบิดแสวงเครื่องใต้รถยนต์\nของเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรศรีสาคร และรถยนต์ปลัดอำเภอยี่งอ เพื่อทำเป็นระเบิดคาร์บอม (car bomb) (๔) คนร้ายลอบติดตั้งระเบิดแสวงเครื่องรถบรรทุกกระเช้า ๖ ล้อ ของเทศบาลตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของทางราชการได้รับความเสียหาย\nสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัด\nชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นมากครั้งเพียงใด หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในพื้นที่\nกลับไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบ ทั้งที่เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต่างได้รับสิทธิประโยชน์ตอบแทนเป็นพิเศษ แต่กลับไม่ต้องรับผิดต่อเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น โดยเห็นได้จากเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น ไม่เคยปรากฏว่าได้มีการพิจารณาลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับผิดชอบ อาทิ \nผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ซึ่งสภาพการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลให้ภาครัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ให้สำเร็จได้\nขณะนี้ สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani : BRN) ยังคงก่อเหตุด้วยวิธีการเดิม ได้แก่ การวางระเบิดด้วยจักรยานยนต์ และการวางระเบิดคาร์บอม \n(car bomb) แต่หน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบยังไม่มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเห็นว่าภาครัฐมีความจำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี รวมทั้งต้องมีการดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ขอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อลดความสูญเสียในชีวิต\nและทรัพย์สิน ทั้งของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ          	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
304	1301	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	เส้นทางลัดจากอาหารปลอดภัยสู่คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน	ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๑๔ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เมื่อวันอังคารที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ปรึกษาหารือ เรื่อง คุณภาพชีวิตของประชาชน\nกับการนำเข้าผักผลไม้จากประเทศจีน ภายหลังจากนั้น ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากแพทย์ท่านหนึ่ง\nของโรงพยาบาลจังหวัดลำพูน ว่าได้เคยร่วมกับแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ (โรงพยาบาล\nสวนดอก) ออกตรวจสุขภาพพระสงฆ์ ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน พบว่าพระสงฆ์ส่วนใหญ่มีสารพิษในเลือดในระดับไม่ปลอดภัย โดยตัวท่านเองได้ซื้อผักผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศ\nมาปั่นรับประทานเพื่อสุขภาพเป็นประจำ และพบว่ามีสารพิษในเลือดอยู่ในระดับไม่ปลอดภัยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าปัจจุบันโรงพยาบาลลำพูนมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เข้ารับการรักษา\nจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีสารพิษสะสมในร่างกาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพพลานามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญในประเด็น เรื่อง “อาหารปลอดภัย”สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือ เคยร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับจังหวัด (พชจ.) จังหวัดลำพูน ได้พบกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็กเล็ก\nชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ ในพื้นที่อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะแคระแกร็นในเด็ก \nจึงได้มีโครงการทอดผ้าป่านมและไข่ นำโดยพระสงฆ์เจ้าคณะตำบล เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากประชาชนเป็นอย่างดี และต่อมาภายหลัง ได้พัฒนาเป็นโครงการส่งเสริมพัฒนาการสมองส่วนหน้า (EF) เด็กปฐมวัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กที่ได้รับ\nการส่งเสริม ทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นปัจจุบัน ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ขับเคลื่อนด้านสุขภาพของประชาชน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งทั้ง ๔ หน่วยงานดังกล่าวได้มีการขับเคลื่อนภารกิจด้านสุขภาพในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยในพื้นที่จังหวัดลำพูน \nมีการดำเนินงาน ดังนี้ (๑) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) มีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัดลำพูนที่ดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจ “อาหารปลอดภัยสู่ ๔ ร.” คือ โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร และโรงแรม/รีสอร์ต (๒) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีโครงการ “ผักปลอดภัยในทุกชุมชน” (๓) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) มีหน้าที่สร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพ และรักษาพยาบาลระดับปฐมภูมิ ที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต และ (๔) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด มีการดำเนินโครงการ “โรงเรียนเบาหวาน” ทั้งนี้ การขับเคลื่อนภารกิจด้านสุขภาพของทั้ง ๔ หน่วยงาน จะมีกลุ่มเกษตรกรที่ขับเคลื่อนการปลูกผักและอาหารที่ปลอดภัยของทุกจังหวัดเป็นองค์ประกอบ ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนี้\n(๑) ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณากำหนดให้ประเด็น เรื่อง “อาหารปลอดภัย” เป็นวาระแห่งชาติ โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง \n(๒) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด\nทุกจังหวัด ให้มีการส่งเสริมการขับเคลื่อนอาหารปลอดภัยไปสู่ชุมชน โดยผ่านกลไกของทั้ง ๔ หน่วยงาน ดังกล่าวข้างต้น 	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
305	1299	35	นายชิบ จิตนิยม	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการขยายเกาะกลางถนน และการวางแผงกั้นจราจร ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ	จากมีการก่อสร้างเพื่อขยายเกาะกลางถนน (Road Medians) ให้กว้างขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่กลับปรากฏว่าเมื่อเกาะกลางถนนมีขนาดกว้างขึ้น ได้ส่งผลให้ช่องการจราจรสำหรับรถยนต์สัญจรมีพื้นที่แคบลง เป็นผลทำให้รถยนต์ที่สัญจร\nมีโอกาสเฉี่ยวชนมากขึ้น และเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขณะนี้เป็นช่วงฤดูกาลหีบอ้อย จะมีรถบรรทุกสิบล้อขนส่งอ้อยไปส่งยังโรงงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากกว่าปกติ อีกทั้งบริเวณที่มีการก่อสร้างเกาะกลางถนน จะมีการนำแผงกั้นจราจร (Barrier) มาวางเพื่อปิดช่องการจราจรเป็นจำนวนมาก โดยจัดวางไม่เป็นระเบียบ เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนบ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลทำให้ผู้สัญจรบนท้องถนนต้องสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน \nกรณีที่พบปัญหา ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข ๓๐๘๑ ตั้งแต่กิโลเมตรที่ ๔ ถึง ตำบลพระแท่น อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ดังนั้น ขอให้กรมทางหลวงกำกับดูแลการก่อสร้างเกาะกลางถนนและการวางแผงกั้นจราจร (Barrier) ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุบนทางหลวงโดยเร็วที่สุด\n	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
306	1297	161	นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา	วงงานรัฐสภา	พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 และมาตรการผ่อนปรนให้แก่เกษตรกร	จากจังหวัดเชียงรายได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ชร ๐๐๓๕/ว ๓๘๒๖ ลงวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ แจ้งเตือนไปยังผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ไม่ให้มีการกรอกน้ำมันลงในภาชนะ เช่น ถังน้ำมัน กระป๋องน้ำมัน หรือแกลลอน ในเขตสถานีบริการน้ำมัน โดยให้เหตุผลว่า รัฐบาลได้ดำเนินการสกัดกั้นขบวนการคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมตามแนวชายแดนของประเทศไทย - สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยกรณีของจังหวัดเชียงราย มีการงดส่งกระแสไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และอินเตอร์เน็ต ซึ่งผลการดำเนินการพบว่ามีรถจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านข้ามมาเติมน้ำมันในฝั่งไทยเป็นจำนวนมาก และมีการนำภาชนะมาใส่ด้วย จังหวัดเชียงรายพิจารณาแล้วเห็นว่า การกรอกน้ำมันลงในภาชนะ เช่น ถังน้ำมัน กระป๋องน้ำมัน หรือแกลลอน ในเขตสถานีบริการน้ำมัน ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ เนื่องจากสถานีบริการน้ำมันต้องให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงแก่ยานพาหนะเท่านั้น ประกอบกับรัฐบาลไทยได้ดำเนินการงดส่งออกตามแนวชายแดนดังกล่าว จึงแจ้งเตือนผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
307	1295	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	ความเดือดร้อนของประชาชน	1.ปัญหาด้านคมนาคม ทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๘ ทุ่งโป๊ะ - ไม้เสียบ 2.ปัญหาด้านคมนาคม ทางหลวงชนบท นศ.๔๐๒๑ บ้านบางคลุ้ง - บ้านทุ่งขวัญแก้ว และทางหลวงชนบท นศ.๓๐๓๒ บ้านท่าเสม็ด - แหลม	"สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชและประชาชน ว่าทางหลวงหมายเลข ๔๐๑๘ ทุ่งโป๊ะ - ไม้เสียบ ช่วงรอยต่อระหว่างเทศบาลตำบลชะอวดกับเทศบาลตำบลท่าประจะ ระยะทางประมาณ ๘๒ เมตร มีสภาพเป็นคอขวด เป็นเหตุให้การสัญจรไปมาไม่สะดวก และเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ดังนั้น ขอให้กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว\n		(๒) ปัญหาด้านคมนาคม ทางหลวงชนบท นศ.๔๐๒๑ บ้านบางคลุ้ง - บ้านทุ่งขวัญแก้ว และทางหลวงชนบท นศ.๓๐๓๒ บ้านท่าเสม็ด - แหลม\n		สืบเนื่องจากโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ได้ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๒๑ - ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๗ ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า ถนนทางหลวงชนบท นศ.๔๐๒๑ บ้านบางคลุ้ง - บ้านทุ่งขวัญแก้ว สภาพถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเกิดอุทกภัย ไม่สามารถใช้เส้นทางสายนี้ในการสัญจรไปมาได้ และ ถนนทางหลวงชนบท นศ.๓๐๓๒ บ้านท่าเสม็ด - แหลม อยู่ในพื้นที่อำเภอชะอวด สภาพถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ โดยบริเวณลุ่มน้ำปากพนังมีสภาพพื้นที่เป็นที่ลุ่ม เป็นป่าพรุ น้ำท่วมขัง ในช่วงเกิดอุทกภัย ประชาชนไม่สามารถใช้สัญจรไปมาได้ และภายหลังจากอุทกภัย น้ำท่วมขังทำให้ถนนมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นเหตุให้การสัญจรไปมาไม่สะดวก ดังนั้น ขอให้กรมทางหลวงชนบทพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยด่วน พร้อมกันนี้ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ขอให้ส่งเอกสารประกอบการปรึกษาหารือ เสนอต่อกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท เพื่อประกอบการพิจารณา "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
308	1293	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ติดตามความคืบหน้ากรณีเครนถล่มในโครงการก่อสร้างทางด่วนยกระดับ ถนนพระราม ๒ บริเวณใกล้ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ จังหวัดสมุทรสาคร	สืบเนื่องจากช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๗ โครงการก่อสร้างทางด่วนยกระดับ\nถนนพระราม ๒ ได้เกิดเหตุเครนขนาดใหญ่ที่ใช้ยกแผ่นทางด่วนถล่มลงมาพร้อมแผ่นปูน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เหตุเกิดบริเวณใกล้ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ จังหวัดสมุทรสาคร \nซึ่งนับแต่เกิดเหตุเครนถล่ม จวบจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า ๓ เดือน กรมทางหลวงยังไม่มีการชี้แจง\nความคืบหน้าการสอบสวนกรณีดังกล่าวว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งอาจเกิดจากความประมาทเลินเล่อ \nความบกพร่องของอุปกรณ์ก่อสร้าง หรือเป็นอุบัติเหตุ อีกทั้งหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ยังเกิดอุบัติเหตุ\nบนถนนพระราม ๒ อีกหลายครั้ง สร้างความกังวลใจแก่ประชาชนและผู้ที่ต้องสัญจรบนถนนพระราม ๒ เป็นอย่างมาก ดังนั้น ขอให้อธิบดีกรมทางหลวงสรุปข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบโดยเร็ว	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	16	2568	2025-02-18T00:00:00
309	1292	52	นายธนกร ถาวรชินโชติ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การตรวจสอบพฤติการณ์เรียกรับตามเรื่องร้องเรียนหรือบัตรสนเท่ห์ของจังหวัดชลบุรี	ในห้วงเดือนมกราคม ๒๕๖๘ ประชาชนชาวแสมสารได้มีเรื่องร้องเรียนหรือบัตรสนเท่ห์ เรียน ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กรณีชาวแสมสารประมาณ ๑๐๐ คน ที่ประกอบกิจการโฮมสเตย์และที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาดำน้ำ แต่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ได้ถูกบุคคลเรียกรับเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจดแจ้งประกอบกิจการและค่าดำเนินการ จำนวน ๒๐,๐๐๐ - ๔๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าปกติและมีส่วนต่าง โดยบุคคลดังกล่าวได้เรียกรับเงินมาแล้วหลายกรณี\nและกล่าวอ้างว่าต้องนำเงินส่วนต่างให้กับอำเภอ ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ\nและประชาชน จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีตรวจสอบเรื่องร้องเรียนตามบัตรสนเท่ห์ดังกล่าว	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
310	1291	46	นายเดชา นุตาลัย	กฎหมาย	การดูแลสภาเกษตรกรแห่งชาติตามพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ  พ.ศ. ๒๕๕๓ จากสำนักนายกรัฐมนตรี	สภาเกษตรกรแห่งชาติก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ \nตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องดำเนินการคุ้มครองและรักษาประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิต การแปรรูป และการตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปของสภาเกษตรกร\nเพื่อวางแผนเกษตรกรรมและรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน สนับสนุนสิทธิ และการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการกำหนดนโยบายและวางแผนการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้รัฐรักษาเสถียรภาพด้านราคาและความมั่นคงในอาชีพเกษตรกร เพิ่มศักยภาพยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น\nทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นไปเพื่อเกษตรกรอย่างแท้จริง\nและมีกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐด้านการปฏิบัติตามนโยบายเกษตรกรรม อันจะนำไปสู่\nการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต ปัจจุบันเกษตรกรที่มีสิทธิเลือกสมาชิกสภาเกษตรแห่งชาติมีจำนวน ๑๘ ล้านคน จำนวน ๘ ล้านครัวเรือน\nแต่ตลอดระยะเวลา ๑๔ ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีการประชุมร่วมกันระหว่างนายกรัฐมนตรีหรือ\nสำนักนายกรัฐมนตรีกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ทำให้ปัญหาของเกษตรกรไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร \nดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรีหรือสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณาส่งบุคคลเข้าร่วมประชุมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร รวมทั้งขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดควรประชุมร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างจริงจัง รวดเร็ว รวมทั้งขอให้พิจารณาถ่ายโอนภารกิจของกรมส่งเสริมการเกษตรไปยังสภาเกษตรกรแห่งชาติ	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
311	1290	100	นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์	นโยบายของรัฐบาล	บทบาทของ AI กับการท่องเที่ยว	สืบเนื่องจากนายธตรัฐ  ไตรณรงค์ เจ้าของเฟสบุ๊ค “Midjourney 	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
312	1289	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	สถานการณ์บ้านเมือง	ปัญหาการพนันออนไลน์ในเด็กและเยาวชน	"จากปัจจุบันการเล่นพนันสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ผู้เล่นสามารถเล่นผ่านระบบออนไลน์ได้โดยสะดวก มีทั้งการเล่นโป๊กเกอร์ พนันฟุตบอล หวยออนไลน์ และการพนันกีฬาเสมือนจริง ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การพนันออนไลน์สามารถเข้าถึงได้ง่าย ประกอบกับเกมส์พนันที่ออกแบบให้ผู้เล่นสามารถเล่นพนันทางสมาร์ทโฟน ผ่านเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้ มีการโฆษณาแอบแฝงในสื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งมีการใช้ผู้ที่มีอิทธิพล\nทางความคิดและการตัดสินใจของผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย (Influencer) มาโฆษณาการพนันออนไลน์ ทำให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อการพนันออนไลน์โดยไม่รู้ตัว \n		จากการเปิดเผยข้อมูลของเว็บไซต์พนันออนไลน์ พบว่า มีการขยายตัวร้อยละ ๑๐ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ มีคนไทยเล่นการพนันออนไลน์ จำนวน ๗.๔ ล้านคน เป็นเด็กและเยาวชนถึง ๕ ล้านคน นอกจากนี้ จากข้อมูลปัญหาภัยคุกคามในสื่อออนไลน์ พบว่า เด็กและเยาวชนถูกชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ถึง ๓ ล้านคน ทั้งนี้ การพนันออนไลน์ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้ผู้เล่นการพนันออนไลน์เกิดภาวะเครียด ซึมเศร้า และทำร้ายตัวเอง ก่อให้เกิดปัญหาสังคม เช่น ปัญหาครอบครัว และปัญหาการก่ออาชญากรรม ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังนายกรัฐมนตรี ขอให้ตระหนักถึงปัญหาการพนันออนไลน์ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งเด็กและเยาวชนถือเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต และจากการที่รัฐบาลมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาการพนันออนไลน์ โดยผลักดันการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการพนัน จะสามารถเป็นหนึ่งในวิธีการป้องกันมิให้การพนันออนไลน์เข้าถึงเด็กและเยาวชนได้อย่างแท้จริง"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
313	1288	77	นางเบ็ญจมาศ อภัยทอง	ความเดือดร้อนของประชาชน	การลักลอบเผาในเขตลาดกระบัง	"ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับปัญหาการเผาขยะและการเผาหญ้า ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของประชาชนในเขตลาดกระบัง โดยในเขตลาดกระบัง ประกอบด้วย สนามบินสุวรรณภูมิ สถาบันการศึกษา นิคมอุตสาหกรรม หอพักนักศึกษา และหอพักพนักงาน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่รกร้างจำนวนมากซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้มีการเผาขยะและเผาหญ้า โดยเมื่อวันพุธที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๘ มีการเผาขยะและเผาหญ้าบริเวณซอยคุ้มเกล้า ๒๔ จนเกิดไฟลุกลามเป็นบริเวณกว้าง อาจก่อให้เกิดความเสียหาย\nแก่ทรัพย์สินของประชาชน และประชาชนในพื้นที่มีความวิตกกังวลอย่างมาก ดังนั้นจึงขอเสนอมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้   \n 		(๑) บังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ทำการเผาขยะหรือเผาหญ้าอย่างเคร่งครัด เข้มงวด \nและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง\n 		(๒) ควรนำอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) มาใช้เพื่อสำรวจบริเวณที่มีการลักลอบเผาขยะหรือเผาหญ้า\n 		(๓) กรณีเกิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบควรเข้ามาระงับเพลิงอย่างรวดเร็ว \nเพื่อป้องกันการลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง\n 		(๔) ควรสร้างความตระหนักรู้ โดยการลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเผา และขอความร่วมมือจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือผู้นำชุมชน \n 		(๕) ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกรณี \n“ห้ามเผา” และ “อันตรายจากการเผา” โดยเน้นสื่อสารผ่านรูปภาพ ทั้งนี้ เพื่อให้คนต่างด้าวที่อยู่ในพื้นที่สามารถเข้าใจได้ \n 		(๖) ควรเพิ่มรอบในการจัดเก็บขยะต่อสัปดาห์ให้มากขึ้น เพื่อลดปริมาณขยะคงค้าง\nในพื้นที่ "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
314	1287	59	นายนพดล พริ้งสกุล	นโยบายของรัฐบาล	หลอกลวงข้ามชาติด้วยระบบสื่อสาร	"จากมีกระแสข่าวว่าจะมีการตัดกระแสไฟฟ้าที่ส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน บริเวณด่านพรมแดนแม่สอด จังหวัดตาก และด่านพรมแดนเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระบบเศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุขได้ เนื่องจากบริเวณด่านพรมแดนดังกล่าวมีโรงพยาบาลตั้งอยู่ โดยปัจจุบันการสื่อสารระหว่างประเทศจะใช้ ๓ ระบบ ได้แก่ ระบบไมโครเวฟ ระบบดาวเทียม และระบบเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ซึ่งบริเวณด่านพรมแดนของประเทศไทยจะใช้การสื่อสารระบบเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) และบริเวณสะพานด่านพรมแดนเชียงของจะใช้ในการติดตั้งการสื่อสาร ๒ ระบบ คือ (๑) เป็นจุดที่ติดตั้งระบบไมโครเวฟ และ (๒) เป็นจุดที่ติดตั้งระบบเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ซึ่งจากการลงพื้นที่ศึกษาดูงานพบสายการสื่อสารเป็นจำนวนมาก โดยมีประเด็นข้อสังเกตว่า สายการสื่อสารที่พบบริเวณสะพานข้ามด่านพรมแดนเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้มีการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ นอกจากนี้ บริเวณด่านท่าขี้เหล็กพบว่า มีเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ประมาณ ๔๐ เส้น ซึ่งคาดว่ามีผู้เช่าเพียง ๔ ราย เท่านั้น \nและจากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า จะมีการตัดกระแสไฟฟ้าที่ส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสกัดกั้น\nแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้มีการเตรียมการรองรับ โดยนำระบบจำหน่ายไฟระบบอื่น\nมาใช้แทน เช่น ระบบโซล่าเซลล์ ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาไปยังรัฐบาล ดังนี้\n 		(๑) ระบบไมโครเวฟที่ติดตั้งด้วยเสา ควรหันจานไมโครเวฟไปทิศทางอื่น และควบคุมความแรงของสัญญาณ รวมทั้งจัดให้มีระบบการตรวจสอบตลอดเวลา\n  		(๒) ระบบเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ควรมีหน่วยงานหลักในการวาง\nสายเคเบิลข้ามประเทศเพียงหน่วยงานเดียว และควรมีการตรวจสอบการรับส่งข้อมูลเครือข่าย (Monitoring Traffic) ตลอดเวลา\n 		(๓) ควรตรวจสอบการขออนุญาตของหน่วยงานที่วางสายเคเบิลข้ามประเทศว่า\nได้มีการขออนุญาตจากกรมทางหลวงและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ \nและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือไม่"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
315	1286	28	นายชวพล วัฒนพรมงคล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการปิดการจราจรในช่องทางหลักบนถนนพระราม ๒ ระหว่างเวลา ๑๙.๐๐ - ๐๕.๓๐ นาฬิกา	จากกรมทางหลวงได้แจ้งปรับเวลาปิดการจราจรช่องทางหลัก บนถนนพระราม ๒ ช่วงมหาชัยเมืองใหม่ ถึงทางแยกต่างระดับบ้านแพ้วในเวลากลางคืน จากเดิมตั้งแต่เวลา ๒๐.๐๐ - ๐๕.๓๐ นาฬิกา เป็น ตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ - ๐๕.๓๐ นาฬิกา ตั้งแต่วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘ เป็นต้นไป เพื่อเร่งก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว โดยผู้ใช้ทางสามารถเบี่ยงไปใช้ทางคู่ขนานทั้งขาเข้าและขาออกได้ตามปกติ จึงมีความเห็นว่า การเร่งก่อสร้าง\nทางหลวงพิเศษฯ ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี แต่การปรับเวลาปิดการจราจรให้เร็วขึ้น ๑ ชั่วโมง (ระหว่างเวลา\n๑๙.๐๐ - ๒๐.๐๐ นาฬิกา) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้สัญจรบนถนนเป็นจำนวนมาก ทำให้การจราจรติดขัด เป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น ขอให้กรมทางหลวงพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยหารือกับบริษัทที่ได้รับการว่าจ้าง เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
316	1285	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	กฎหมาย	โรงงานผิดกฎหมายในจังหวัดสมุทรสาคร	จากรายงานข่าวของสื่อมวลชน เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๖๘ เกิดเหตุ\nเพลิงไหม้โรงงานแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใน “พื้นที่สีเขียว” ของจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งพื้นที่สีเขียวเป็นพื้นที่\nที่กำหนดไว้เพื่อใช้สำหรับการเกษตร พักผ่อนหย่อนใจ หรือการอนุรักษ์ธรรมชาติ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืนและรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีข้อกำหนดที่เข้มงวดในการก่อสร้างโรงงาน \nเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และการใช้ประโยชน์ทางการเกษตรของพื้นที่ ซึ่งสื่อมวลชนรายงานข่าวว่า โรงงานดังกล่าวไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบการ แต่ได้ลักลอบตั้งโรงงานเก็บวัตถุอันตราย อาทิ เศษพลาสติก ยาง และเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาจังหวัดสมุทรสาครได้เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานจำนวนหลายครั้ง จากการตรวจสอบ พบว่า มีการลักลอบตั้งโรงงานผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่เทศบาลตำบลบางหญ้าแพรก และเทศบาลตำบลท่าจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานของกลุ่มทุนจีนสีเทาจำนวนมาก รวมทั้งแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ดำเนินการอย่างเคร่งครัด และกวดขันการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติตามระเบียบและตรวจสอบ การจัดตั้งและการดำเนินงานของโรงงานอย่างจริงจัง	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
317	1283	160	นายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาการหลบหนีเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าว	"เนื่องจากเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๗.๔๐ นาฬิกา ณ จุดตรวจบริเวณทางแยกทองผาภูมิ หมู่ที่ ๑ ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีการจับกุมผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเป็นชาวเมียนมา จำนวน ๑๖๙ คน พร้อมผู้นำพา จำนวน ๒ คน โดยผู้หนีเข้าเมืองดังกล่าวอยู่ในสภาพแออัดอยู่ในรถบรรทุกที่มีผ้าคลุมปิดท้าย ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้\n 		โดยภูมิศาสตร์ของประเทศไทย มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเมียนมา ประมาณ ๒,๔๐๑ กิโลเมตร ในปี ๒๕๖๗ ประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง จำนวน ๓,๒๘๙,๕๓๖ คน แต่ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยจังหวัดที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวมากที่สุด ๕ อันดับ คือ\n		(๑) กรุงเทพมหานคร จำนวน ๗๗๔,๕๘๗ คน \n		(๒) จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน ๒๘๘,๙๗๗ คน  \n		(๓) จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน ๒๓๓,๗๔๓ คน \n		(๔) จังหวัดจังหวัดชลบุรี จำนวน ๑๙๘,๑๓๓ คน \n		(๕) จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน ๑๕๑,๙๕๗ คน \n 		แรงงานต่างด้าวในประเทศไทยสามารถแบ่งเป็น ๖ ประเภท ดังนี้\n 		ประเภทที่ ๑ แรงงานกลุ่มมีทักษะ จำนวน ๑๗๘,๗๒๕ คน เป็นกลุ่มที่ได้รับ\nการส่งเสริมการลงทุน จำนวน ๕๒,๙๖๕ คน กลุ่มทั่วไป จำนวน ๑๒๕,๗๖๐ คน\n 		ประเภทที่ ๒ แรงงานที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานตาม MOU จำนวน ๕๖๕,๐๗๑ คน แบ่งเป็น คนกัมพูชา จำนวน ๑๔๗,๒๔๐ คน คนเมียนมา จำนวน ๒๖๒,๒๑๓ คน และคนลาว ๑๕๕,๖๑๘ คน\n 		ประเภทที่ ๓ ชนกลุ่มน้อย จำนวน ๘๙,๖๖๓ คน\n 		ประเภทที่ ๔ แรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ \n๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ จำนวน ๑,๖๒๐,๖๐๒ คน แบ่งเป็น คนกัมพูชา จำนวน ๑๙๐,๐๘๙ คน คนเมียนมา จำนวน ๑,๓๖๔,๘๒๘ คน คนลาว จำนวน ๖๔,๗๖๑ คน และคนเวียดนาม จำนวน ๙๒๔ คน\n 		ประเภทที่ ๕ แรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานแบบไปและกลับตามฤดูกาล \nจำนวน ๒๑,๖๐๑ คน แบ่งเป็น คนกัมพูชา จำนวน ๑๙,๐๙๒ คน และคนเมียนมา จำนวน ๒,๕๐๙ คน\n 		ประเภทที่ ๖ แรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๖ จำนวน ๘๑๓,๘๖๙ คน แบ่งเป็น คนกัมพูชา จำนวน ๑๐๓,๔๔๒ คน คนเมียนมา จำนวน ๖๗๖,๕๑๕ คน คนลาว จำนวน ๓๑,๑๗๐ คน และคนเวียดนาม จำนวน ๒,๗๔๒ คน\n 		ถึงแม้ว่าข้อมูลจากกระทรวงแรงงานที่ระบุว่า สัญชาติที่ได้รับอนุญาตทำงานในกลุ่ม CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งอันดับหนึ่ง คือ เมียนมา มีจำนวน\nแรงงานต่างด้าว ๑,๑๙๘,๙๒๐ คน แต่ประเทศไทยยังคงประสบปัญหาแรงงานต่างด้าวจำนวนมากหลบหนีเข้าเมือง ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ดังนี้\n 		(๑) ด้านความมั่นคง เพราะอาจมีบุคคลแอบแฝงเข้ามาก่ออาชญากรรม หรือดำเนินการ เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในประเทศไทย\n 		(๒) ด้านเศรษฐกิจและแรงงาน ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน โดยเฉพาะค่าจ้าง\nต่ำกว่าคนไทย ส่งผลต่อระบบภาษี เพราะเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่แฝงอยู่ในระบบแรงงาน ส่งผล\nต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ\n 		(๓) ด้านสาธารณสุข ส่งผลให้ประชากรไทยเสี่ยงต่อโรคระบาด เพราะแรงงาน\nผิดกฎหมายไม่ได้รับการตรวจคัดกรอง กักกันโรคอย่างถูกต้อง ปัญหาแรงงานต่างด้าวบางส่วน\nทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย อาจเกิดอุบัติเหตุ และป่วยเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง และนายจ้าง\nไม่สามารถส่งตรวจรักษาตามสถานพยาบาลได้ เพราะเป็นแรงงานผิดกฎหมาย\n 		(๔) ด้านสังคม เมื่อแรงงานไม่มีเอกสารรับรอง อาจเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ หรือไม่มีการประกอบอาชีพ ทำให้ไม่มีรายได้ อาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรม\n 		ทั้งนี้ ขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว ดังนี้\n 		(๑) ควรปรับปรุงระบบนำเข้าแรงงานต่างด้าวให้สะดวกขึ้น โดยลดค่าใช้จ่าย \nและระยะเวลาการขอใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวให้รวดเร็วขึ้น\n 		(๒) ปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดการคอร์รัปชัน และการใช้แรงงานผิดกฎหมาย โดยเพิ่มมาตรการตรวจสอบ และปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยการเพิ่มเจ้าหน้าที่บริเวณพื้นที่ชายแดน และเพิ่มบทลงโทษให้สูงขึ้นต่อผู้ที่ลักลอบเข้าเมือง\nและผู้นำพา\n 		(๓) เร่งรัดแก้ไขปัญหาปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศไทยให้หมดสิ้น\n ให้มีช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนที่สะดวก และรวดเร็ว\n 		(๔) สร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงแรงงาน\nระหว่างประเทศ เพื่อลดการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย\n 		(๕) พัฒนาศูนย์แรกรับแรงงานที่ถูกต้อง เพื่อขึ้นทะเบียนอัตลักษณ์บุคคล \nและทดสอบฝีมือแรงงาน โดยให้ผู้ประกอบการได้พบกับผู้ใช้แรงงานโดยตรง"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
318	1282	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	นโยบายของรัฐบาล	การท่องเที่ยวไทยติดหล่ม เที่ยวกระจุกเงินสะพัดไม่ทั่วถึง	"เนื่องจากสถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยประสบปัญหาการท่องเที่ยว\nที่ไม่เอื้อประโยชน์ ไม่เชื่อมโยงไปยังพื้นที่จังหวัดอื่น หรือจังหวัดที่เป็นเมืองรองได้ โดยข้อมูลจาก\nการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า จังหวัดที่มีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวต่างชาติในปี ๒๕๖๗ \nสูงที่สุด ๕ อันดับ ได้แก่ \n		(๑) จังหวัดภูเก็ต จำนวน ๔๖๑,๘๑๖ ล้านบาท \n		(๒) จังหวัดชลบุรี จำนวน ๒๑๐,๒๐๑ ล้านบาท \n		(๓) จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน ๘๒,๕๐๓ ล้านบาท \n		(๔) จังหวัดกระบี่ จำนวน ๕๕,๖๙๔ ล้านบาท  \n		(๕) จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน ๔๑,๒๘๐ ล้านบาท \n		จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่นิยมเดินทางท่องเที่ยวในภาคใต้\nของประเทศไทย ซึ่งเป็นเมืองหลัก สำหรับเมืองรองของภาคใต้ อาทิ จังหวัดนครศรีธรรมราช \nจังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี \nและจังหวัดนราธิวาส มีรายได้จากการท่องเที่ยวเพียงหลักร้อยล้าน และหลักพันล้านเท่านั้น\n 		สาเหตุที่รายได้จากการท่องเที่ยวไม่กระจายไปยังพื้นที่อื่น เนื่องมาจาก\nนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนใหญ่มักเลือกท่องเที่ยวจังหวัดที่มีทะเลสวยงาม ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา ประกอบกับการเชื่อมโยงระหว่างเมืองหลักไปยังเมืองรองยังไม่สะดวก เพราะรถโดยสารระหว่างเมืองมีจำกัด ไม่สะดวกสบาย และขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดี\n 		ผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีศึกษาท่องเที่ยวเมืองรอง \nระบุว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นเมืองรองที่มีศักยภาพ กล่าวคือ มีต้นทุนด้านการท่องเที่ยว\nด้านวัฒนธรรมและมีธรรมชาติที่สวยงาม ถูกค้นหาในแอบพลิเคชัน Agoda และ Tripadvisor  \nจำนวนมาก มีการแสดงความคิดเห็นที่ดีภายหลังการท่องเที่ยว และเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ สามารถเดินทางได้สะดวก แบบเช้าไป - เย็นกลับ หรือค้างคืน มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม\nหลายแห่ง อาทิ หมู่บ้านคีรีวง เขาหลวง ถ้ำวังทอง น้ำตกกรุงชิง หาดสิชล ชมทะเลหมอกที่เขา\nศูนย์ผาเทวะ เกาะนุ้ย กังหันลมปากพนัง แหลมตะลุมพุก หาดหิน น้ำตกพรหมโลก เป็นต้น\n		ทั้งนี้ ขอเสนอแนวทางเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรอง ไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 		(๑) ควรส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเช้าไป - เย็นกลับ ระหว่างเมืองหลักและเมืองรองใกล้เคียง โดยมีระยะทางการเดินทางประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางไม่เกิน ๒ ชั่วโมง\n 		(๒) ควรพัฒนาการท่องเที่ยวแบบค้างคืนเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ อาทิ \nให้นักท่องเที่ยวพักโฮมสเตย์ และเข้าร่วมกิจกรรมหรือเทศกาลของชุมชน เป็นต้น\n 		(๓) ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัด โดยการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากิจกรรม และเส้นทางการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่างกลุ่มจังหวัดเมืองรอง ที่นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยว \n๑ การเดินทาง แต่สามารถเดินทางไปได้หลายจังหวัด\n 		(๔) พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยว โดยสนับสนุนเรื่องการคมนาคมระหว่างเมืองให้มีบริการรถสาธารณะที่สามารถเดินทางได้สะดวก อาทิ รถตู้ รถไฟ เป็นต้น\n 		(๕) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีแผนดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม\nในการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติไปยังเมืองรอง เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือไม่ อย่างไร"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
319	1281	73	นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาขาดแคลนน้ำภาคการเกษตร	"จังหวัดพังงามีพื้นที่การเกษตร จำนวน ๑,๐๐๗,๗๗๖ ไร่ คิดเป็น ๑ ใน ๓ ของพื้นที่จังหวัดพังงาทั้งหมด ในปี ๒๕๖๕ มีรายได้จากภาคการเกษตร จำนวน ๑๘,๐๕๔ ล้านบาท \nคิดเป็นร้อยละ ๓๗ ของรายได้ทั้งจังหวัด มีสินค้าการเกษตรที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง GI (Geographical\nIndication) สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมาก อาทิ ทุเรียนสาลิกา มังคุดทิพย์ และข้าวไร่ดอกข่า เป็นต้น แต่ปัจจุบันหลายพื้นที่กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรอย่างมาก เนื่องจากขาดแคลนแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร\n 		จากการติดตามโครงการชลประทานในพื้นที่จังหวัดพังงา พบว่า ปัญหาและอุปสรรคมีดังนี้\n 		๑. ความล่าช้าในขั้นตอนการขออนุญาตใช้พื้นที่ในเขตป่าไม้ และป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน ๒ โครงการ คือ\n 		(๑) โครงการก่อสร้างอาคารป้องกันตลิ่งคลองกะปง บ้านปากพู่ ตำบลท่านา อำเภอกะปง อยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ\n 		(๒) โครงการก่อสร้างอาคารป้องกันตลิ่งคลองปลายวา ตำบลเหมาะ อำเภอกะปง อยู่ระหว่างออกแบบก่อสร้างและขออนุญาตใช้พื้นที่ในเขตป่าไม้\n 		๒. โครงการที่พร้อมดำเนินการก่อสร้าง แต่รอการจัดสรรงบประมาณ จำนวน \n๒ โครงการ คือ\n 		 	(๑) โครงการก่อสร้างฝายบ้านปากพู่ ตำบลท่านา อำเภอกะปง งบประมาณ \nจำนวน ๓๗ ล้านบาท\n 	  		(๒) โครงการก่อสร้างฝายบ้านกะปง ตำบลกะปง อำเภอกะปง งบประมาณ จำนวน ๓๕ ล้านบาท\n 		ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ดังนี้\n 		(๑) ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งรัดการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการก่อสร้างฝายบ้านปากพู่ ตำบลท่านา อำเภอกะปง งบประมาณ จำนวน ๓๗ ล้านบาท \nและโครงการก่อสร้างฝายบ้านกะปง ตำบลกะปง อำเภอกะปง งบประมาณ จำนวน ๓๕ ล้านบาท \nเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในจังหวัดพังงา \n 		(๒) ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งตรวจสอบและพิจารณาการขออนุญาต\nการใช้พื้นที่ในเขตป่าไม้ สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารป้องกันตลิ่งคลองปลายวา ตำบลเหมาะ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา\n 		(๓) ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งรัดการตรวจสอบพื้นที่ และเร่งการพิจารณาอนุญาตการใช้พื้นที่ สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารป้องกันตลิ่งคลองกะปง \nบ้านปากพู่ ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
320	1280	14	นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์	กฎหมาย	พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ กับปัญหาการตีความที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์	"จากได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยเฉพาะในประเด็นการตีความ “ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์” ซึ่งในปัจจุบันองค์กรปกครองท้องถิ่นทั่วประเทศ มีอำนาจจัดเก็บภาษีจากที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ได้ใช้อำนาจพิจารณาว่าที่ดินใดเป็นที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า หรือที่ดินใดเป็นที่ดินที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ซึ่งจะมีอัตราภาษีเรียกเก็บแตกต่างกัน ทั้งนี้ ที่ดินบางพื้นที่จึงเป็นที่ดินที่ตีความได้ยากว่าเป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างในลักษณะใด จึงทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและเหลื่อมล้ำในการประเมินอัตราภาษี นอกจากนี้ ยังเกิดกรณีการปรับปรุงพื้นที่ให้เข้าข่ายเป็นที่ดินที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมโดยการตัดต้นไม้ที่ขึ้นอยู่เดิม\nและทำการปลูกพืชหรือต้นไม้ใหม่เพื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นการทำเกษตรกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลด \nอัตราภาษีที่ดินตามกฎหมาย แต่มิได้มีผลผลิตทางการเกษตรเกิดขึ้นจริง ซึ่งมีการกระทำในลักษณะดังกล่าว เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในเขตเมือง\n		โดยพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ มีวัตถุประสงค์\nเพื่อให้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ให้มากที่สุด โดยจัดเก็บภาษีจากที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ในอัตราภาษีสูงกว่าที่ดินประเภทอื่น คือ จัดเก็บในอัตราร้อยละ ๑.๒๐ ของฐานภาษี ในขณะที่ที่ดินที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมและที่ดินที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย จะเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๖ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และลักษณะของการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกอบการเกษตร และอัตราขั้นต่ำของการประกอบการเกษตรของพืชชนิดต่าง ๆ ไว้ ยกตัวอย่างเช่น ที่ดินจะต้องปลูกกล้วยหอม กล้วยไข่ หรือกล้วยน้ำว้า จำนวน ๒๐๐ ต้น/ไร่ หรือมะม่วง จำนวน ๒๐ ต้น/ไร่ หรือพืชกลุ่มให้เนื้อไม้ จำนวน ๓๐ ต้น/ไร่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังคงเกิดความคลุมเครือในการตีความ เช่น กรณีมีต้นไม้พื้นเมืองที่ให้เนื้อไม้อยู่ในที่ดินและมีหญ้าขึ้นปกคลุม แต่ถูกตีความว่าเป็นที่ดินที่ทิ้งไว้\nว่างเปล่าไม่มีการทำประโยชน์\n		ดังนั้น ปัญหาการตีความตามกฎหมายนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรม\nที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ อาจนำไปสู่ปัญหาการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศ ทำให้พื้นที่สีเขียว\nตามธรรมชาติถูกทำลาย มีการทำการเกษตรที่ไม่ยั่งยืน เพื่อต้องการลดอัตราภาษีให้ต่ำลง \nซึ่งขัดกับเป้าหมายของรัฐบาลในการส่งเสริมการปลูกป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียว จำนวน ๓๐ ล้านไร่ เพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกจากชั้นบรรยากาศ โดยมีการประกาศเป้าหมาย คือ \nประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. ๒๐๕๐\n		จึงขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง \nและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาการตีความที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ๒๕๖๒ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรม เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และแก้ไขปัญหาการทำเกษตรกรรมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
321	1279	146	นายเศรณี อนิลบล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาโรคระบาดปอดอักเสบในโค	"จากปัญหาการระบาดของโรคระบาดปอดอักเสบในโค หรือโรคปอดบวม\nในวัว ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ทำให้โคเสียชีวิตเฉียบพลัน ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคอย่างมาก โดยมีรายละเอียดของโรค ดังนี้\n	สาเหตุของโรค\n	เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิด Bovine Respiratory Syncytial (BRSV), Paralnfluenza 3, Bovine Viral Diarrhea (BVDV) และ Bovine Herpesvirus Type 1 (BHV-1; ก่อโรค Infectious Bovine Rhinotracheitis, IBR) หรือแบคทีเรีย ชนิด Mannheimia Hemolytica, Pasteurella Multocida, Histophilus Somnus และ Mycoplasma Bovis \n	อาการของโรค\n 	เมื่อโคได้รับเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียดังกล่าว จะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจมีอาการ\nปอดบวม หายใจหอบ ไอ มีน้ำมูก และไข้ขึ้นสูง โดยเฉพาะหากเกิดในลูกโค จะมีอาการรุนแรงมาก ส่งผลให้ ลูกโคเสียชีวิตเฉียบพลันได้ เนื่องจากลูกโคจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ\n	การระบาดของโรค พบในหลายพื้นที่ของประเทศ ดังนี้\n 	(๑) ภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดตาก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดอุตรดิตถ์ \nและจังหวัดพิษณุโลก\n 	(๒) ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดชัยนาท \n	(๓) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถพบได้เกือบทุกจังหวัด\n	สาเหตุหลักของการระบาด คือ การละเลยปล่อยให้มีการลักลอบนำเข้าโคที่มีชีวิต\nจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่มีการกักกันโรคหรือตรวจสอบโรค ทำให้เกิดการระบาดของโรคขยายวงกว้างในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดให้มีการสุขาภิบาลที่ดี เพื่อให้โคมีสุขภาพดี และควรจัดให้มีการฉีดวัคซีนที่เหมาะสม\n	ดังนั้น เพื่อเป็นการควบคุมและป้องกันการระบาดของโรคปอดอักเสบในโค จึงขอเสนอแนวทาง ดังนี้\n	(๑) ขอให้กรมปศุสัตว์ประกาศเขตโรคระบาด เนื่องจากเมื่อโคเสียชีวิตเฉียบพลัน \nส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโค เกษตรกรไม่สามารถเรียกร้องขอรับเงินชดเชย เงินช่วยเหลือ \nหรือเงินเยียวยาจากหน่วยงานของรัฐได้ เพราะกรมปศุสัตว์ไม่มีการประกาศการระบาดของโรค\n 		(๒) ขอให้กรมปศุสัตว์เร่งรัดจัดซื้อวัคซีน สำหรับแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค เพื่อควบคุมการระบาดของโรค และป้องกันการลุกลามไปยังโคนม"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
322	1278	32	ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์	นโยบายของรัฐบาล	คนพิการกับโอกาสทางการศึกษา	"ปัจจุบันผู้พิการยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมกัน\nในสังคมได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องการจ้างงานของคนพิการ โดยมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖  \nได้กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้นายจ้างหรือเจ้าของ\nสถานประกอบการ และหน่วยงานของรัฐรับคนพิการเข้าทำงานตามลักษณะของงานในอัตราส่วน\nที่เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการหรือหน่วยงานของรัฐ ปัจจุบันภาคเอกชนได้มีการจ้างงานร้อยละ ๙๔.๕๖ แต่ภาครัฐมีการจ้างเพียงร้อยละ ๒๓.๔๓ จึงนำมาสู่การวิเคราะห์ว่า เพราะเหตุใด\nจึงมีการจ้างงานคนพิการในอัตราที่ต่ำ คนพิการมีความรู้ ความสามารถเพียงพอหรือไม่ และจากการศึกษา\nพบว่า ระดับการศึกษาของคนพิการอยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น\nและตอนปลาย) จำนวน ๔๐๗,๕๖๔ คน ระดับอาชีวศึกษา (ระดับ ปวช. – ปวส.) จำนวน ๑,๘๕๓ คน และระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) จำนวน ๓,๑๓๖ คน จะเห็นว่า ข้อมูลตัวเลขจากระดับพื้นฐาน\nไปสู่อาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษามีความแตกต่างกันมาก ซึ่งคนพิการที่ประสงค์จะเข้ารับการศึกษาต่อในระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา จะต้องมีคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ ดังนี้ \n		(๑) มีบัตรประจำตัวคนพิการ และ \n		(๒) มีข้อจำกัดสิทธิสำหรับคนพิการในการศึกษาต่อตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข\nของสถานศึกษา\n		ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนคนพิการทั้งหมด จำนวน ๔.๑๙๐ ล้านคน เป็นผู้มีบัตรประจำตัวคนพิการ จำนวน ๒.๒๑๕ ล้านคน และไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการ จำนวน ๑.๙๗๕ ล้านคน สาเหตุเนื่องจากผู้พิการบางคนมีสภาพความพิการไม่ถึงเกณฑ์ที่จะได้รับบัตรประจำตัวคนพิการ ตัวอย่างเช่น ความพิการทางสายตา ซึ่งแบ่งไว้ ๕ ระดับ คือ \n		ระดับ 0 Mild or no visual impairment\n		ระดับ 1 Moderate visual impairment  	    6/18 3/10(0.3) 20/70\n		ระดับ 2 Severe visual impairment 	        6/60 1/10 (0.1) 20/200\n\nระดับ 3 Blindness...\n\n		ระดับ 3 Blindness 	 3/60 1/20 (0.05) 20/400\n		ระดับ 4 Blindness 	 1/60* 1/50 (0.02) 5/300 (20/1200)\n 		ระดับ 5 Blindness 	 No light perception\n		หากมีความพิการทางตาระดับที่ 3, 4 และ 5 จะใช้คำว่าตาบอด (blindness) \nซึ่งหมายถึง ความสามารถในการมองเห็นเมื่อแก้ไขแล้ว แต่ถ้าพิการทางตา ระดับที่ ๒ ถือว่ายังไม่ใช่\nคนพิการจึงยังไม่ได้รับบัตรประจำตัวคนพิการ เป็นต้น\n		ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ควรปรับหลักเกณฑ์ให้ผู้พิการสามารถ\nมีบัตรประจำตัวคนพิการได้ทุกคน และขอเสนอแนวทางเพื่อให้สถานศึกษารับผู้พิการเข้าศึกษาต่อ\nในระดับอุดมศึกษา และเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น ดังนี้\n		(๑) นโยบาย หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของสถานศึกษา จะต้องรองรับหรือมีไว้เพื่อสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ ดังนั้น จึงควรกำหนดว่า สถานศึกษาใดที่ประสงค์รับคนพิการเข้าศึกษาต่อ จะต้องมีความพร้อมเพื่อรองรับคนพิการ หากสถานศึกษาใดไม่มีความพร้อม ถือว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์นี้ \n	(๒) ควรยกเลิกหลักเกณฑ์ที่ระบุว่า “เฉพาะผู้ถือบัตรคนพิการเท่านั้น” เพราะมี\nคนพิการจำนวนมากที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แต่ไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการ ทำให้ผู้พิการที่ไม่มี\nบัตรประจำตัวคนพิการไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เป็นต้น\n	(๓) กรณีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ขอให้สถานศึกษาจัดหลักสูตร\nที่เหมาะสมสำหรับคนพิการ เช่น หลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรเฉพาะบุคคล ให้มีจำนวนหน่วยกิตเท่ากับคนปกติ และสามารถเทียบโอนรายวิชาได้ รวมทั้งจัดให้มีความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับผู้ประกอบการในการรับคนพิการเข้าทำงาน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	12	2568	2025-02-04T00:00:00
323	1277	141	นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความปลอดภัยจากอาวุธปืนและวัตถุระเบิด	ปัจจุบันสถิติการกระทำความผิดโดยใช้ความรุนแรงจากอาวุธปืนและวัตถุระเบิดเกิดขึ้นทุกวันและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลสถิติพบว่าคนไทยมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง มากถึง ๑๐.๓ ล้านกระบอก คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ ๑๕.๔๑ ของประชากรไทย ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงพอสมควร การที่สามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่ายจึงเป็นสาเหตุของการก่อเหตุความรุนแรงตามมา แม้กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่พอใจเพียงเล็กน้อยก็มีการนำอาวุธปืนมาข่มขู่คู่กรณี อย่างไรก็ดี พบว่าผู้ครอบครองอาวุธปืนทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนส่วนมากได้จดทะเบียนการครอบครองถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับนำอาวุธปืนมาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องดังเช่นที่ปรากฏเป็นข่าวการใช้ความรุนแรงต่าง ๆ เห็นได้ว่าภาครัฐขาดการควบคุมในการครอบครอง การพกพา การใช้อาวุธปืน และวัตถุระเบิด อย่างเข้มงวด\nและจริงจัง รวมทั้งการลงโทษผู้กระทำความผิดจากการใช้อาวุธปืนยังไม่มีความเด็ดขาดเพียงพอ \nอนึ่ง ที่ผ่านมาได้ตั้งกระทู้ถามสดในเรื่องดังกล่าว จำนวน ๓ ครั้ง แต่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบยังมิได้มาตอบกระทู้ถามแต่อย่างใด ดังนั้น ขอให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	10	2568	2025-01-28T00:00:00
324	1276	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	สถานการณ์ราคาข้าวที่ยังตกต่ำต่อเนื่อง	"จากในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๘ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) \nเมื่อวันอังคารที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๘ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ปรึกษาหารือ เรื่อง สถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ โดยขอให้รัฐบาลได้ตรวจสอบ และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำโดยด่วนนั้น พบว่าปัญหาราคาข้าวตกต่ำดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขจากหน่วยงาน\nที่เกี่ยวข้อง \n		ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าว โดยที่ผ่านมา มีการส่งออกข้าวจำนวนมาก\nไปยังประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซียและประเทศฟิลิปปินส์ โดยประเทศอินโดนีเซีย\nเป็นตลาดข้าวแข็ง มีคู่แข่งสำคัญหลายประเทศ อาทิ ประเทศอินเดีย ประเทศเวียดนาม และประเทศเมียนมา ส่วนประเทศฟิลิปปินส์เป็นตลาดข้าวนุ่ม ซึ่งประเทศไทยมีข้าวพื้นนุ่ม คือ ข้าวพันธุ์ กข ๗๙\nแต่มีผลผลิตไม่เพียงพอต่อการส่งออก โดยพบว่าข้าวพื้นนุ่มที่ส่งออกส่วนใหญ่เป็นข้าวที่ไม่ปรากฏสัญชาติ เมื่อผู้ประกอบการของไทยส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศได้น้อย โรงสีข้าวย่อมไม่สามารถรับซื้อข้าวเปลือกจำนวนมากจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคารับซื้อข้าวเปลือก\nจากเกษตรกร ทั้งนี้ จากการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า คาดว่าในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ๒๕๖๘ ซึ่งเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวจะมีข้าวเปลือกออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ข้าวเปลือกจะยังคงมีราคาตกต่ำต่อเนื่องอย่างแน่นอน ดังนั้น ขอหารือไปยังกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ว่าได้พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำหรือไม่ อย่างไร เช่น การร่วมมือกับผู้ประกอบการส่งออกข้าวในการแสวงหาตลาดต่างประเทศ รวมถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว "	กระทรวงพาณิชย์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	10	2568	2025-01-28T00:00:00
325	1275	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า	"จากประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ไฟป่ามาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ถือเป็นภยันตรายที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ทำให้สูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติ โดยข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า\nในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ มีพื้นที่เผาไหม้จากไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์ จำนวนสูงถึง ๖,๐๖๒,๙๘๓ ไร่ (ร้อยละ ๔๗.๔๘) นอกจากนี้ หากพิจารณาในประเด็นปัญหาภาวะโลกร้อน (Global warming) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยง\nที่ก่อให้เกิดปัญหาไฟป่า พบว่าในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ประเทศไทยมีจุดความร้อนที่สำรวจจากดาวเทียมจำนวนมากถึง ๓๒๘ จุด โดยในจำนวนนี้เป็นจุดความร้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่การเกษตรสูงถึง ๑๓๘ จุด ทั้งนี้ สาเหตุของปัญหาไฟป่าสามารถเกิดขึ้นจากธรรมชาติ อาทิ มีเชื้อเพลิงที่สามารถติดไฟได้ เกิดความร้อน ฟ้าผ่า และเกิดขึ้นจากพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาหมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในวงกว้าง นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือ ความสูญเสียชีวิต\nและการได้รับบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า และอาสาสมัครดับไฟป่า โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ พบว่า\nมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติงานดับไฟป่า จำนวน ๓๓ ราย และเสียชีวิต จำนวน ๓ ราย แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลจะมีมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า แต่ปัญหาดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งของทุกปี ดังนั้น ขอหารือไปยังนายกรัฐมนตรี ดังนี้    \n		๗.๑ รัฐบาลควรตระหนักถึงความรุนแรงและเร่งด่วนของสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กล่าวคือ แม้ว่าประเทศไทยจะมีการตรากฎหมายเกี่ยวกับป่าจำนวนหลายฉบับ \nเช่น พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ \nแต่ปรากฏว่ายังมิได้มีการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมไฟป่าโดยตรง     \n		๗.๒ รัฐบาลควรมีมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยาเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า\nและอาสาสมัครดับไฟป่าที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการให้\nความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวอย่างเหมาะสม "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	10	2568	2025-01-28T00:00:00
326	1274	189	นายอลงกต วรกี	กฎหมาย	กรณีการทุจริตของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช	"จากกรณีที่ได้ปรึกษาหารือต่อที่ประชุมวุฒิสภาเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) จำนวน ๒ ครั้ง และ มสธ. ได้มีหนังสือแจ้งรายละเอียด ดังนี้ \n 		๖.๑ กรณี มสธ. นำเงินรายได้ไปลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) \nไม่ขัดต่อกฎหมาย และมหาวิทยาลัยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นจำนวนกว่า ๒๐๐ ล้านบาท \nแต่เจ้าหน้าที่ของ มสธ. ได้ส่งข้อมูลให้สมาชิกวุฒิสภาผู้ขอหารือว่า กองกฎหมายของ มสธ. ได้มีหนังสือทักท้วงการออกข้อบังคับการเงินที่ให้ มสธ. นำเงินรายได้ไปลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ว่าขัดต่อพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. ๒๕๒๑ โดยเปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่ออกนอกระบบ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วว่า ไม่สามารถนำเงินไปลงทุนได้ และเสนอให้ มสธ. ทำหนังสือไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อหารือว่าสามารถ\nให้เอกชนนำเงินไปลงทุนได้หรือไม่ ต่อมากรมบัญชีกลางได้หารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการ\nการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แต่ผู้บริหาร มสธ. ไม่ได้ดำเนินการตามคำแนะนำของกรมบัญชีกลาง และยังคงนำเงินรายได้ไปลงทุนต่อไป โดยมีเอกสารอ้างอิง ดังนี้ (๑) หนังสือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช \nด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๕๒๒.๐๑(๒๕)/๑๐๓๓ ลงวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ (๒) หนังสือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๕๒๒.๐๑/๑๓๔๐ ลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ \n(๓) หนังสือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ด่วนที่สุด ที่ ศธ ๐๕๒๒.๐๑(๒๕)/๑๐๑๘ ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ (๔) หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กอส.) ที่ ศธ ๐๕๙๒(๒)๒.๒๗/ว๑๖๘๗ ลงวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๖๑ และ (๕) สำเนาหนังสือบันทึกของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ ๑๕๔๒/๒๕๖๑\n   \n\n\n								        ๖.๒ ภายหลัง…\n\n    \n 		๖.๒ ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ \nมสธ. ได้จัดให้มีการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ จึงได้ดำเนินการว่าจ้างสมาคมวิจัยสถาบัน\nและพัฒนาอุดมศึกษา จัดทำโครงการพัฒนาระบบทดสอบออนไลน์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งขณะนั้น\nนายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และนายกสมาคมวิจัยสถาบันและพัฒนาอุดมศึกษา\nคือบุคคลเดียวกัน โดยมีเอกสารอ้างอิง ดังนี้ (๑) แบบ ส.ค. ๖ หรือใบแสดงการจดทะเบียนการแต่งตั้งกรรมการสมาคม ทะเบียนเลขที่ ๘/๒๕๖๐ และ (๒) สัญญาจ้างโครงการเลขที่ ๓๐๔ – ๖๓ – ๑๐ – ๑๐๔ ลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓     \n 		๖.๓ กรณีการยืมตัวบุคลากรจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และค่าตอบแทน\nของ ๒ ตำแหน่ง แตกต่างกัน โดยมีคำชี้แจงว่า สภามหาวิทยาลัยฯ ได้มีหนังสือถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อขออนุญาตให้ส่งผู้แทนไปดำรงตำแหน่งอธิการบดีของ มสธ. โดยมีเอกสารอ้างอิง \nคือ หนังสือเวียนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สอก.) ถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ ศธ ๐๕๐๙(๕).๗ ว๑๒๓๕ ลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๙ เรื่อง ซักซ้อมแนวปฏิบัติในการขอยืมตัวข้าราชการไปช่วยราชการ และหนังสือสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๒๐๕/ว๗๓ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔ แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีหนังสือไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย\nและนวัตกรรม เพื่อขออนุญาตตามมติคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด     \n 		๖.๔ กรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ตรวจพบระบบบัญชีไม่เป็นมาตรฐาน แต่ มสธ. แจ้งว่าได้รับข้อสังเกตแล้ว และได้ดำเนินการตามคำแนะนำของ สตง. เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏหลักฐานว่าในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ และ พ.ศ. ๒๕๖๖ มสธ. มิได้ดำเนินการแก้ไขแต่อย่างใด สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๖๗ อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สตง. โดยมีเอกสารอ้างอิง ดังนี้ (๑) รายงานของผู้สอบบัญชี\nและรายงานการเงินมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สำหรับปีสิ้นสุด วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕ \nของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (ความเห็นอย่างมีเงื่อนไข) และ (๒) รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๖ ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (ความเห็นอย่างมีเงื่อนไข)"	กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	10	2568	2025-01-28T00:00:00
327	1273	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การเผาไร่นา ไร่อ้อยและไร่ข้าวโพดก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5	"เนื่องจากกรณีปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีสาเหตุมาจากหลายพื้นที่ในประเทศไทยได้มีการเผาเศษวัสดุหลังจากเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรแล้ว ทั้งที่ภาครัฐได้แจ้งเตือนและให้ข้อมูลว่า\nการเผาเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยเมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๘ สมาชิกวุฒิสภา\nผู้ขอหารือได้ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี พบว่าบริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๔ ระหว่างอำเภอโชคชัย \nจังหวัดนครราชสีมา ไปยังอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งห่างจากอำเภอกบินทร์บุรีเพียง \n๑๖ กิโลเมตร ประชาชนได้เผาไร่นาเป็นวงกว้างหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรแล้ว โดยพบเห็นรถดับเพลิงจอดอยู่บริเวณใกล้เคียง แต่ก็มิได้ดำเนินการดับไฟแต่อย่างใด ทั้งที่บริเวณดังกล่าวรถดับเพลิง สามารถเข้าไปดับไฟได้โดยสะดวก นอกจากนี้ สามารถพบเห็นจุดที่มีค่าความร้อนสูงผิดปกติ (Hotspot) ในประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก สำหรับในประเทศไทยจะพบเห็นจุดค่าความร้อนสูงผิดปกติบริเวณจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุโขทัย และในจังหวัดพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยเป็นจำนวนมาก   \n 		ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) และเครือข่ายอากาศสะอาด (Thailand Can) พบว่า ปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากโรค\nที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ จำนวน ๒.๑ ล้านคน และได้เปรียบเทียบปริมาณฝุ่น PM 2.5 								                  \nที่คนในแต่ละจังหวัดได้รับเป็นจำนวนมวนบุหรี่ที่ปอดได้รับต่อปี โดย ๓ อันดับแรก คือ จังหวัดเชียงราย ประชาชนได้รับปริมาณฝุ่น PM 2.5 เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ จำนวน ๘๒๓ มวนต่อปี จังหวัดน่าน ประชาชนได้รับปริมาณฝุ่น PM 2.5 เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ จำนวน ๘๐๕ มวนต่อปี และจังหวัดพะเยา ประชาชนได้รับปริมาณฝุ่น PM 2.5 เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ จำนวน ๘๐๐ มวนต่อปี เป็นต้น และพื้นที่ที่ได้รับปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณสูงจะเป็นพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ "	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	10	2568	2025-01-28T00:00:00
328	1272	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	วิกฤตขยะจังหวัดนครศรีธรรมราช	"จากปัญหาวิกฤตขยะในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้ส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งนี้สาเหตุของปัญหาเกิดจากการขาดเจ้าภาพรับผิดชอบอย่างเบ็ดเสร็จ ขาดการบูรณาการ และรัฐบาลไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน ทำให้ประชาชนเผชิญกับปัญหาจากขยะมูลฝอยอย่างรุนแรง เนื่องจากบ่อขยะทุ่งท่าลาด อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีปริมาณขยะสะสมมากกว่า ๒ ล้านตัน มีความสูงเท่ากับตึก ๔ ชั้น จนไม่สามารถที่จะรับขยะเพิ่มได้อีก ทำให้เทศบาลนครนครศรีธรรมราชต้องทำการปิดบ่อขยะ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ เป็นต้นมา เป็นเหตุให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับเทศบาลนครนครศรีธรรมราช จำนวน ๕๙ แห่ง (จากทั้งหมด ๑๘๕ แห่ง) ไม่สามารถนำขยะมาทิ้งในพื้นที่ได้ นอกจากนี้ ประชาชนรอบบ่อขยะได้รับความเดือดร้อน และเผชิญกับผลกระทบต่อ \nสุขภาพจากน้ำเสียที่ปนเปื้อนและยังรอการแก้ไข กรณีปัญหาดังกล่าวชาวบ้านในพื้นที่ได้ยื่นฟ้อง \nต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช โดยมีลำดับเหตุการณ์ดังนี้ \n		๔.๑ วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๔ ศาลปกครองนครศรีธรรมราช ได้มีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา ให้เทศบาลนครนครศรีธรรมราช (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) ระงับการทิ้งขยะด้านทิศเหนือ (ทุ่งท่าลาด) และทิศตะวันตก (ตำบลนาเคียน หมู่ที่ ๑ และหมู่ที่ ๒) เป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และให้ดำเนินการขุดร่องน้ำเพื่อเป็นทางระบายน้ำเสียจากบ่อขยะไปยังบ่อบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งควบคุมการปฏิบัติงานฉีดพ่นน้ำยาจุลินทรีย์ (EM) อย่างเคร่งครัดเป็นประจำทุกวัน โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งศาล \n		๔.๒ วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๖ ศาลปกครองนครศรีธรรมราช มีคำพิพากษาให้เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการดำเนินการกำจัดขยะมูลฝอยบริเวณบ่อขยะให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยนำขยะในส่วนที่เกินกว่าประสิทธิภาพกำจัดขยะของระบบที่มีอยู่ออกไป พร้อมทั้งดำเนินการกำจัดขยะส่วนที่เหลือ\nตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และห้ามนำขยะมูลฝอยไปทิ้งที่บ่อขยะเพิ่มอีก ทั้งนี้ ให้ดำเนินการ\nให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด \n		๔.๓ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ประกาศการงดรับขยะ\nจากนอกพื้นที่ ยกเว้นขยะจากองค์การบริหารส่วนตำบลนาเคียน และองค์การบริหารส่วนตำบลนาทราย ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๗ เป็นต้นไป เพื่อลดปริมาณขยะในบ่อทิ้งขยะจนกว่าการดำเนินการทางคดีจะแล้วเสร็จ การประกาศงดการรับขยะจากนอกพื้นที่ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน ๕๙ แห่ง ไม่สามารถหาที่ทิ้งขยะได้ ต้องหาที่จัดเก็บขยะเอง จากปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างจากการปิดบ่อขยะ ก่อให้เกิดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม โดยปัญหาวิกฤตขยะนครศรีธรรมราช ไม่มีเจ้าภาพผู้รับผิดชอบเบ็ดเสร็จ เนื่องจาก    \n			๔.๓.๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้คำแนะนำและกำกับการดำเนินการของราชการส่วนท้องถิ่น แต่ยังเกิดปัญหาในการบริหารจัดการปัญหาบ่อขยะที่ไม่ถูกหลักวิชาการ และปัญหาการขอใช้พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะ ซึ่งไม่สามารถยุติปัญหาได้ในระดับจังหวัด    \n			๔.๓.๒ บริษัท กรีน เพาเวอร์ เอ็นเนอร์จี จำกัด ได้ลงนามในสัญญาโครงการ\nให้เอกชนร่วมลงทุนก่อสร้างและบริหารโรงไฟฟ้าขยะกับเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๔ แต่จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลาเกือบ ๔ ปี ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนเข้าไปดำเนินการได้ เพราะรอการเพิกถอนจากการเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ \n			๔.๓.๓ ปัจจุบันสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ส่งคืนเรื่องการขอเพิกถอนที่ดินสาธารณประโยชน์ โดยให้จัดทำข้อมูลที่ดินและแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม เนื่องจากได้มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เสมือนเริ่มต้นดำเนินการขอเพิกถอนที่ดินสาธารณประโยชน์ใหม่    \n		จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าปัญหาบ่อขยะในจังหวัดนครศรีธรรมราช \nไม่สามารถดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักวิชาการได้ โดยระยะเวลาผ่านมา ๔ ปี ยังไม่สามารถ\nเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะได้ และหากจะเริ่มก่อสร้างต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า ๓ ปี จึงจะเริ่มเปิดดำเนินการได้   \n		ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี ดำเนินการแก้ไขปัญหาในประเด็นดังต่อไปนี้\n		๑) ปัจจุบันไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะและเปิดดำเนินการได้ รัฐบาลมีวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับชาวนครศรีธรรมราชหรือไม่ อย่างไร\n		๒) รัฐบาลจะมีมาตรการเพื่อแก้ปัญหาการจัดการขยะอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ ให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ประสบปัญหาอย่างยั่งยืนหรือไม่ อย่างไร"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	10	2568	2025-01-28T00:00:00
329	1271	48	นางสาวตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอเสนอแนวทางการลดฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร	"จากกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศที่รุนแรงจากฝุ่น PM 2.5 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจ จึงขอเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ดังนี้   \n		๓.๑ ขอให้มีการติดตั้งเครื่องกรองอากาศขนาดใหญ่ บริเวณตึกสูงหรือตึกร้าง\nในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เนื่องจากตึกสูงส่วนใหญ่จะมีพื้นที่โล่งโปร่ง หากสามารถติดตั้ง\nเครื่องกรองอากาศขนาดใหญ่ในตึกสูงได้หลายจุดในกรุงเทพมหานครจะช่วยดูดกรองอากาศที่เป็นพิษ และปล่อยอากาศบริสุทธิ์รอบ ๆ บริเวณได้ เช่น ประเทศจีนมีการสร้างเครื่องดูดฝุ่นควันกลางแจ้ง \nหรือเครื่องฟอกอากาศยักษ์ Smog Free Tower ในเมืองซีอาน ซึ่งออกแบบเพื่อดักจับอนุภาคมลพิษ และช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศในพื้นที่ของเมืองให้สะอาดมากยิ่งขึ้น โดยมีกลไกทำงาน ดังนี้ \n๑) ดูดอากาศที่เป็นมลพิษเข้ามาในปล่อง ๒) อากาศจะลอยขึ้นผ่านตัวกรองทำความสะอาดหลายชั้น และ ๓) ปล่อยอากาศสะอาดสู่ชั้นบรรยากาศ       \n		ดังนั้น หากกรุงเทพมหานครนำหลักการติดตั้งเครื่องดูดฝุ่นควันกลางแจ้งบนตึกสูง\nมาปรับใช้ และออกมาตรการหรือนโยบายทางภาษี เช่น การลดหย่อนภาษีโรงเรือน ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ให้แก่ผู้ประกอบการ นิติบุคคล หรืออาคารชุด เพื่อเชิญชวนและร่วมมือกันติดตั้งเครื่องดูดฝุ่นควันกลางแจ้งบนตึกของตนเอง จะสามารถช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครได้          \n		๓.๒ เนื่องจากกรุงเทพมหานครมีระบบขนส่งมวลชนที่ดี ประชาชนสามารถเดินทาง\nได้สะดวกและมีบริการหลายช่องทาง เช่น รถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ \nรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถโดยสารประจำทาง เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและลดฝุ่น PM 2.5 กรุงเทพมหานครควรออกมาตรการเกี่ยวกับการใช้รถ ดังนี้     \n  	  	(๑) ห้ามรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและในบริเวณการจราจรหนาแน่น   \n                (๒) กำหนดให้รถทะเบียนเลขคู่วิ่งวันเลขคู่ สลับกันรถทะเบียนเลขคี่ ให้วิ่งวันเลขคี่\n"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	10	2568	2025-01-28T00:00:00
330	1270	146	นายเศรณี อนิลบล	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ปัญหาภัยพิบัติระดับชาติ  	"จากประเทศไทยผ่านเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่มาเป็นระยะเวลา \n๖ เดือน ซึ่งขณะเกิดภัยพิบัติคณะรัฐมนตรี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า \nภัยพิบัติในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก หรือหากเกิดขึ้นความเสียหายจะลดน้อยลง แต่ปรากฏว่าขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีแผนงาน โครงการระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม\nตามที่รัฐบาลได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด ซึ่งมวลน้ำจากแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม \nและแม่น้ำน่านที่จะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลได้มีแผนงาน โครงการ และยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหามวลน้ำดังกล่าว รัฐบาลปล่อยให้แต่ละส่วนราชการแก้ไขปัญหา					           \nตามแผนงบประมาณ ทำให้ส่วนราชการขาดการประสานงานในการดำเนินงาน เช่น กรมชลประทาน\nมีแผนที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง แต่กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ หรือกรณีจังหวัดน่าน โรงพยาบาลของรัฐและหน่วยงานราชการในพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ จึงมีความจำเป็นต้องสูบน้ำจากแม่น้ำน่านระยะทาง ๒๓ กิโลเมตร โดยจะต้องก่อสร้างท่อส่งน้ำผ่านพื้นที่ป่า แต่กรมป่าไม้ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ นอกจากนี้ ปัญหาภัยแล้งที่กำลัง\nจะเกิดขึ้น และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลมีแผนการดำเนินงาน หรือโครงการที่ชัดเจน\nในการแก้ไขปัญหาอย่างใด "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	10	2568	2025-01-28T00:00:00
331	1269	91	นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ	นโยบายของรัฐบาล	การบูรณะวัดพระพุทธบาทหินลาด อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น 	วัดพระพุทธบาทหินลาด บ้านหนองตับเต่า ตำบลป่าปอ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เป็นที่ตั้งรอยพระพุทธบาทหินลาด ปัจจุบันวัดพระพุทธบาทหินลาดไม่ได้มีการ บูรณปฏิสังขรณ์มาเป็นเวลานานทำให้วัดมีสภาพชำรุดทรุดโทรม จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยซึ่งกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลป่าปอ เพื่อบูรณะวัดพระพุทธบาทหินลาดให้มีความสวยงาม และขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ช่วยเหลือ และสนับสนุนการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เนื่องจากวัดพระพุทธบาทหินลาดมีพระภิกษุสงฆ์ \nจำนวนน้อย รวมทั้งขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาบรรจุการนมัสการรอยพระพุทธบาท หินลาดไว้ในปฏิทินการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวในอำเภอบ้านไผ่ ซึ่งเป็นการ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่มีรายได้หลักจากการปลูกมันสำปะหลัง ปลูกข้าว และปลูกอ้อย	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายชูศักดิ์  ศิรินิล) 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	10	2568	2025-01-28T00:00:00
332	1268	50	นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย	สถานการณ์บ้านเมือง	มาตรการเชิงรุกในการแก้ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ และการดำเนินคดีผู้ก่อมลพิษ	"จากปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำที่ยังเป็นปัญหาอยู่ในหลายพื้นที่\nทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการแก้ไขปัญหา\nการระบาดของปลาหมอคางดำยังขาดความต่อเนื่องและจริงจัง แม้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) \nจะได้ดำเนินการรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อนำไปแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้ในการเกษตร โดยเฟส ๒ตั้งเป้าการรับซื้อไว้ จำนวน ๖๐๐ ตัน แต่ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง ได้เคยคาดการณ์ไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ว่าจะมีปลาหมอคางดำแพร่ระบาดในพื้นที่เลี้ยงกุ้งของจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดเพชรบุรีมากถึง จำนวน ๑,๕๐๐ ตัน\n 	อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาประชาชนซึ่งออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าว ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐข่มขู่ เป็นเหตุให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าให้ข่าวกับสื่อมวลชน ก่อให้เกิดปัญหาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนได้มีการรวมตัวกันยื่นฟ้องบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน ๒,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินคดีแบบกลุ่มที่ดำเนินการโดยประชาชนเพียงลำพัง ไม่มีหน่วยงานของรัฐเข้ามาช่วยเหลือหรือดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนดังกล่าวแต่อย่างใด แตกต่างจาก\nปี พ.ศ. ๒๕๕๔ กรณีเรือบรรทุกน้ำตาลประสบอุบัติเหตุพุ่งชนตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา \nกรมควบคุมมลพิษได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทขนส่งทางเรือ เป็นจำเลย ในฐานเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ\nที่ก่อให้เกิดการรั่วไหล แพร่กระจาย หรือปนเปื้อนของมลพิษ เรียกค่าเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น \nจึงขอหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ \n 	๑) ขอให้กรมประมงมีมาตรการแก้ไขปัญหา โดยเร่งกำจัดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ฟื้นฟูระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ใช่เพียงดำเนินการรับซื้อปลาหมอคางดำเท่านั้น\n 	๒) ขอให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการฟ้องคดีบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นผู้ก่อมลพิษ"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
333	1267	95	นายพละวัต ตันศิริ	สถานการณ์บ้านเมือง	ปัญหากรณีประเทศจีนสั่งระงับการนำเข้าน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมจากประเทศไทย	"จากกรณีประเทศจีนสั่งระงับการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย ๒ รายการ ได้แก่ น้ำเชื่อมและน้ำตาลผสม เนื่องจากไม่ได้เกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร \nซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลาพอสมควร หากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ย่อมส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย เนื่องจากผลผลิตน้ำตาลทั้งประเทศโดยรวม จำนวน ๘.๕ ล้านตัน เทียบได้กับอ้อยสดของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย จำนวน ๘๕ ล้านตัน โดยประมาณ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการผลิตเพื่อส่งออก\nเป็นน้ำตาลทรายและน้ำตาลดิบ จำนวน ๕ ล้านตัน (ร้อยละ ๕๘.๘๒) ผลิตเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูป จำนวน ๑ ล้านตัน (ร้อยละ ๑๑.๗๖) ผลิตเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมในประเทศ จำนวน ๑ ล้านตัน (ร้อยละ ๑๑.๗๖) และผลิตเพื่อใช้ในภาคครัวเรือน จำนวน ๑.๕ ล้านตัน (ร้อยละ ๑๗.๖๕)\n 	โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ (Competent Authority : CA) ด้านน้ำตาลของไทย ร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ชี้แจงข้อมูลต่อสำนักงานศุลกากรแห่งประเทศจีน (General Administration of Customs of China: GACC) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกระทรวงที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลเรื่องการนำเข้า-ส่งออก\nสินค้าของประเทศจีน เพื่อขอผ่อนผันการนำเข้าน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสม แต่อย่างไรก็ดี การผลิตน้ำตาลส่งออกของประเทศไทยมาจากหลายแหล่งผลิต ประกอบด้วย โรงงานน้ำตาล ประมาณ ๓ แสนตัน \nเขตปลอดอากร (Free Zone) ประมาณ ๑.๓ ล้านตัน นำเข้าน้ำตาลจากต่างประเทศมาปรับคุณภาพ ประมาณ ๔ แสนตัน รวมทั้งสิ้นประมาณ ๒ ล้านตัน เป็นเหตุให้มีหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ได้แก่ (๑) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) (๒) กรมศุลกากร (๓) สำนักงานคณะกรรมการ\nอาหารและยา (อย.) และ (๔) สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ดังนั้น \nจึงมีข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี ดังนี้\n 	๑) หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ (Competent Authority : CA) ด้านน้ำตาลของประเทศไทย ควรจัดส่งข้อมูลการรับรองมาตรฐานของบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้แก่รัฐบาล หากปรากฏว่าบริษัทใดไม่ได้รับการรับรอง ควรรีบดำเนินการแก้ไขเป็นการเฉพาะราย\n 	๒) ควรมีการบูรณาการรับมือปัญหา โดยกำหนดให้มีเจ้าภาพอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว\n 	๓) ควรมีการดำเนินการกำกับดูแลมาตรฐานสินค้าส่งออกของไทยให้เป็นที่ยอมรับ\nของต่างประเทศ รวมทั้งควรมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ \nและสงครามการค้า (Trade War) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
334	1266	61	นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร	ความเดือดร้อนของประชาชน	การควบคุมการนำเข้าขยะพลาสติก	"จากเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ รายการข่าว ๓ มิติ ได้นำเสนอรายงานข่าวว่าพบโรงงานรีไซเคิลเศษพลาสติกเพื่อนำไปทำเม็ดพลาสติกเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศโดยไม่ได้\nรับอนุญาต ซึ่งเป็นของนายทุนจากประเทศจีนและมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ\n 	โดยประเทศไทยได้จำกัดปริมาณการนำเข้าเศษพลาสติกมาโดยตลอด และมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ และตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๘ ประเทศไทยกำหนดห้ามนำเข้าเศษพลาสติก\nตามพิกัดศุลกากรขาเข้าประเภทที่ ๓๙.๑๕ เพื่อลดการนำเข้าขยะพลาสติกและเป็นการช่วยลดผลกระทบ\nต่อสิ่งแวดล้อม โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ มีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าเศษพลาสติกเข้ามา\nในเขตพื้นที่ปลอดอากรซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกรมศุลกากร ในพื้นที่ EEC จำนวน ๑๔ บริษัท \nโดยปริมาณการนำเข้าขึ้นอยู่กับกำลังการผลิต และเป็นการนำเข้ามาเพื่อผลิตและส่งออกเพียงอย่างเดียว \nไม่สามารถนำเข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อขายต่อไปยังผู้ประกอบการอื่นได้ กรณีหากปล่อยให้เศษพลาสติกหลุดออกมาจากเขตควบคุมหรือปล่อยให้มีการลักลอบนำเข้าเศษพลาสติก โดยการแสดงพิกัดที่ไม่ถูกต้อง \nจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากเจ้าของโรงงานและคนงานในโรงงานเถื่อนส่วนมากไม่ใช่คนไทย จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อคนไทยและประเทศไทยแต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้กรมศุลกากรประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบ และสอบสวนเกี่ยวกับ\nเศษพลาสติกคงค้างในคลังสินค้าของผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าเศษพลาสติกมารีไซเคิล\nเพื่อการส่งออก ทั้ง ๑๔ บริษัท ในพื้นที่ปลอดอากรของกรมศุลกากรว่ามีสินค้าจากแหล่งใดหลุดออกไปยังบริษัทรีไซเคิลเถื่อน และนำออกจากพื้นที่ได้อย่างไร"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
335	1265	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	สถานการณ์บ้านเมือง	วันที่ ๒๑ มกราคม “วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” 	เนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดให้วันที่ ๒๑ มกราคม ของทุกปีเป็น “วันความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน” และเป็นวันรำลึกถึงหมอกระต่าย (แพทย์หญิงวราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล) ที่เสียชีวิต\nจากการเดินข้ามถนนด้วยทางม้าลาย ซึ่งหมอกระต่ายเป็นแพทย์ ๑ ใน ๕๐ คนของประเทศไทย \nที่มีความเชี่ยวชาญด้านสายตา และเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๘ มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนน \nจำนวน ๕๒ คน (ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน \n(Thai RSC)) ในการนี้ ขอชื่นชมการจัดโครงการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยบนถนนต่าง ๆ เช่น โครงการรณรงค์ยกมือข้ามถนน และหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ซึ่งเป็นโครงการที่ดี และควรดำเนินการต่อไป\n       นอกจากนี้ การกำหนดให้ที่จอดรถผู้พิการมีช่องจอดกว้างกว่าที่จอดรถปกติเนื่องมาจากผู้พิการหรือผู้ป่วยที่ต้องใช้ไม้ค้ำช่วยเดิน (Walker) หรือใช้รถเข็นสำหรับคนพิการ (Wheelchair) จำเป็นต้องใช้พื้นที่ในการเข้า-ออก และขึ้น-ลง รถทางด้านข้าง หากบริเวณด้านข้างของที่จอดรถคนพิการ\nมีสิ่งกีดขวาง หรือมีรถไปจอดขวางทางขึ้นลง จะทำให้ผู้พิการไม่สามารถขึ้น-ลง รถได้ และได้พบเห็น\nเป็นประจำว่าที่จอดรถสำหรับคนพิการจะมีบุคคลที่มิได้มีร่างกายพิการหรือเป็นผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยเดินนำรถเข้าไปจอด หรือนำรถจักรยานยนต์ไปจอดด้านข้างประตูขึ้น-ลง รถของผู้พิการ แม้กระทั่งสายตรวจของสถานีตำรวจแห่งหนึ่งนำรถไปจอดในที่จอดรถสำหรับผู้พิการ ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงคมนาคม \nได้พิจารณาเพิ่มบทกำหนดโทษสำหรับผู้ที่มิได้เป็นผู้พิการแต่นำรถหรือสิ่งกีดขวางไปไว้ในที่จอดรถสำหรับผู้พิการ และควรให้การสนับสนุนการจัดโครงการ และการรณรงค์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยทางถนน ทั้งนี้ ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจมิให้นำรถสายตรวจไปจอดในที่จอดรถสำหรับผู้พิการโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชนต่อไป	นายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
336	1264	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	สถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ	ปัจจุบันสถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากราคาเกวียนละกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ปัจจุบันเหลือราคาเกวียนละ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท เท่านั้น เมื่อผู้ส่งออกซื้อข้าวราคาถูก โรงสีจึงต้องรับซื้อข้าวราคาถูกด้วย เมื่อข้าวราคาถูกส่งผลให้ชาวนาได้รับความเดือดร้อน ประการต่อมา \nการที่นักวิชาการบางคนให้ความเห็นว่าข้าวประเทศไทยมีต้นทุนการผลิตสูง จึงขอชี้แจงว่า ต้นทุนในการปลูกข้าว ได้แก่ แรงงาน น้ำมัน ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช และเคมีภัณฑ์อื่น ๆ มีราคาแพง เนื่องจากนโยบายของรัฐบาล ชาวนาไม่สามารถลดต้นทุนเหล่านี้ลงได้ด้วยตนเอง จึงทำต้นทุนการผลิตข้าวมีราคาสูง ตัวอย่าง เช่น \nราคาปุ๋ยก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ราคากระสอบละ ๓๐๐ กว่าบาท แต่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ราคากระสอบละ ๑,๐๐๐ กว่าบาท และปัจจุบันปุ๋ยราคากระสอบละ ๘๐๐ กว่าบาท ดังนั้น จึงส่งผลให้ต้นทุนในการปลูกข้าวมีราคาสูงตามไปด้วย เมื่อชาวนามีต้นทุนการปลูกข้าวสูงแต่ขายข้าวไม่ได้ราคา จึงทำให้ชาวนาประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ \nดังนั้น ขอให้รัฐบาลได้ตรวจสอบและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำโดยด่วน พร้อมทั้งลดราคาปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืช เพื่อช่วยเหลือชาวนาให้สามารถผลิตข้าวในต้นทุนที่ต่ำลง เพราะชาวนาต้องการขายข้าวให้ได้ราคามากกว่าการได้รับเงินเยียวยาชาวนาจากรัฐบาลไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท  	นายกรัฐมนตร	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
337	1263	198	นายเอกชัย เรืองรัตน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความล่าช้าในการประสานงานกับประเทศจีน  (GACC) ในการแก้ปัญหาการส่งออกน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสม	"จากได้รับการร้องเรียน กรณีประเทศจีนแจ้งระงับการนำเข้าสินค้าน้ำเชื่อม\nจากโรงงานผู้ผลิตในประเทศไทย ทำให้ปัจจุบันมีเรือขนส่งน้ำเชื่อมลอยลำอยู่กลางทะเลเพราะไม่สามารถ\nเข้าสู่ประเทศจีนได้ ซึ่งความเสียหายจากเดิม ๔๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท โดยประเทศจีนได้ประกาศระงับการนำเข้าน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมจากประเทศไทยมาตั้งแต่วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๗ จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งกรณีนี้เคยเกิดขึ้นกับประเทศเวียดนามแต่รัฐบาลเวียดนามแก้ไขปัญหาได้สำเร็จภายในระยะเวลา ๑๐ วัน ทั้งนี้ สำนักงานศุลกากรแห่งประเทศจีน หรือ GACC (General Administration of Customs of China) ได้ประสานเพื่อขอข้อมูลมายังประเทศไทย แต่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ดำเนินการส่งข้อมูลให้กับ GACC เนื่องจากน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมเป็นสินค้าที่มีระยะเวลาในการรักษาคุณภาพสินค้าเพียง ๖๐ วัน กรณีประเทศจีนแจ้งระงับการนำเข้าสินค้าน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมจากโรงงานผู้ผลิตในประเทศไทย \nจึงทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมได้รับความเดือดร้อนเสียหายเป็นอย่างมาก และอาจส่งผลกระทบต่อไปยังเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศอีกด้วย \n 	อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมส่งออกน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า ๓๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี และรัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากรายได้ของอุตสาหกรรมน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมปีละกว่า ๑,๒๐๐ ล้านบาท ดังนั้น อุตสาหกรรมน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสม\nจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ หากการส่งออกน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมถูกระงับอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลทรายทั้งระบบ รวมทั้งชาวไร่อ้อยกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน\nทั่วประเทศ ที่จะได้รับความเดือดร้อนและเสียหายตามมา นอกจากนี้ อุตสาหกรรมน้ำตาลยังสามารถขยายการผลิตให้มีมูลค่าสูงถึง ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีได้ จึงถือเป็นโอกาสทางการค้าของประเทศไทยที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ\n 	ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ประเทศจีนระงับการนำเข้าน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสม โดยมีประเด็นปรึกษาหารือเพื่อประกอบการกำหนดนโยบายในการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผลกระทบ ดังนี้ \n 	๑) ประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกน้ำเชื่อมและน้ำตาลผสมที่สำคัญของประเทศไทย\nดังนั้น รัฐบาลจะสามารถรักษาไว้หรือหาตลาดทดแทนได้หรือไม่ อย่างไร\n 	๒) กรณีผู้ประกอบการได้รับความเสียหาย ซึ่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลมีแนวทางการแก้ไขปัญหาหรือไม่ อย่างไร\n 	๓) หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและเกิดความเสียหายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น รัฐบาลควรจัดตั้งทีมเฉพาะกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาและปกป้องสินค้าอื่น ๆ ของประเทศไทย"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
338	1262	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหายาเสพติดในงานเทศกาลดนตรี ณ จังหวัดภูเก็ต	"จากนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล จังหวัดภูเก็ตจึงได้จัดงาน Electric Daisy Carnival Thailand 2025 หรือ EDC Thailand 2025 ระหว่างวันที่ ๑๗-๑๙ มกราคม ๒๕๖๘ ณ Boat Avenue Lakefront จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จัดงานเทศกาลดนตรีระดับโลก โดยมีศิลปินและดีเจชั้นนำระดับโลกจำนวนมาก ภายในงานมีการแสดงแสง สี เสียง เลเซอร์ และพลุไฟพร้อมกิจกรรมความบันเทิงมากมาย ซึ่งตลอดระยะเวลาการจัดงาน ๓ วัน พบว่า มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจและเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยการจัดงานดังกล่าวเพื่อให้จังหวัดภูเก็ตเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย \n 	อย่างไรก็ตาม งานเทศกาลดนตรีที่มีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก มักจะนำยาเสพติดเข้ามาภายในงาน จึงทำให้จังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งรวมของยาเสพติดหลายชนิด เช่น ยาไอซ์ ยาอี ยาเค และพอตเค เป็นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นพร้อมกับโคเคน จับกุมนักท่องเที่ยวชาวเมียนมาร์พร้อมกับยาบ้า และจับกุมนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียพร้อมกับยาอี และจากงานเทศกาลดนตรีดังกล่าวได้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ๒ คน หมดสติขณะชมการแสดงดนตรีและเสียชีวิตในเวลาต่อมา \nซึ่งสาเหตุหลักอาจมาจากการใช้สารเสพติด จากกรณีข้างต้นจึงถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย\n 	ดังนั้น จึงขอเสนอไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต \nขอให้รณรงค์และกวาดล้างยาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นการท่องเที่ยว\nที่ปราศจากยาเสพติด"	นายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
339	1261	89	นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ	สถานการณ์บ้านเมือง	มาตรการและแนวทางของประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ จากนโยบายทางด้านการค้าและนโยบายภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ 2.0	"จากภาพรวมการส่งออกของประเทศไทยในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ (มกราคม-พฤศจิกายน) มีมูลค่ารวม ๙.๗ ล้านล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ ๘.๘ แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ร้อยละ ๗.๓๕) มีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ การกำหนดนโยบายการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก \n 	ในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ (มกราคม-พฤศจิกายน) มูลค่าการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา มีมูลค่ารวม ๑.๗๖๗ ล้านล้านบาท มูลค่าการนำเข้าของประเทศไทย รวม ๐.๖๔๒ ล้านล้านบาท โดยประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้า จำนวน ๑.๑๒๕ ล้านล้านบาท ซึ่งนโยบายด้านภาษีของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ได้ประกาศในช่วงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง พบว่าประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่ได้เปรียบดุลการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา และมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้า (กำแพงภาษี) เพิ่มเติมอีกร้อยละ ๑๐-๒๐ จากอัตราภาษีนำเข้าเดิม\n 	อย่างไรก็ดี หลายประเทศได้ให้ความสนใจกับคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ (Trumps’ 200 Executive Orders) เนื่องจากอาจส่งผลกระทบที่สำคัญหลายประการ ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน ๔ ประเด็น ดังนี้\n 	๑) ประเทศไทยมีแนวทางการรองรับปัญหาและผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้า (กำแพงภาษี) เพิ่มเติมอีกร้อยละ ๑๐-๒๐ จากอัตราภาษีนำเข้าเดิม อย่างไร และมีแผนการบรรเทาผลกระทบ (Mitigation Plan) รวมทั้งมีการวิเคราะห์วิกฤตและโอกาสหรือไม่ อย่างไร\n 	๒) สถานการณ์ (Scenario) ตัวเลขการส่งออกของประเทศไทย ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญ\nในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยมีแนวโน้มอย่างไร มีแผนงานระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อรองรับอย่างไร\n 	๓) ปัญหาการขาดดุลการค้ากับประเทศจีนอาจมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับ ประเทศจีนได้ย้ายฐานการผลิตมาอยู่ที่ประเทศไทยเพื่อเลี่ยงภาษี (Foreign Direct Investment: FDI) \nซึ่งส่งผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของประเทศไทยที่มีเงินทุนไม่มาก \nทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศจีนได้ และอาจเกิดปัญหาการปิดกิจการ การเลิกจ้างงาน \nและการว่างงาน เช่นนี้รัฐบาลมีแนวทางและมาตรการ เพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาอย่างไร\n 	๔) แผนงานและประสิทธิภาพของคณะทำงานเจรจาการค้าของประเทศไทย มีความชัดเจนและสมบูรณ์เพียงใด"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
340	1260	166	นายสิทธิกร ธงยศ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหามะเขือเทศราคาตกต่ำ	จากพื้นที่อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม มีเกษตรกรประกอบอาชีพ\nปลูกมะเขือเทศเป็นจำนวนมาก แต่ปัจจุบันมะเขือเทศมีราคาตกต่ำทำให้เกษตรกรหลายครอบครัว\nได้รับผลกระทบมีภาระหนี้สิน โดยการปลูกมะเขือเทศมีต้นทุน ประกอบด้วย (๑) ค่าปุ๋ยไร่ละ ๑,๒๐๐ บาท (๒) ค่าปลูกไร่ละ ๗๐๐ บาท (๓) ค่าไถพรวนดินไร่ละ ๗๐๐ บาท (๔) ค่าแรงเก็บมะเขือเทศ ๑๐ ครั้ง จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท (๕) ค่ายาปราบศัตรูพืช จำนวน ๑,๖๐๐ บาท (๖) ค่าเช่าที่ดิน จำนวน ๕,๐๐๐ บาท รวมต้นทุนเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน ๑๙,๒๐๐ บาท ถือว่าเป็นต้นทุนที่สูง โดยต้นทุนดังกล่าวยังไม่รวมดอกเบี้ยที่เกษตรกรกู้ยืมมาเพื่อใช้เป็นทุนในการปลูกมะเขือเทศ ซึ่งการปลูกมะเขือเทศ ๑ รอบ \nจะใช้ระยะเวลาประมาณ ๔ เดือน ได้ผลผลิตโดยเฉลี่ยไร่ละ ๗ ตัน และปัจจุบันราคารับซื้อมะเขือเทศเขียวอยู่ที่กิโลกรัมละ ๕ บาท และมะเขือเทศแดงอยู่ที่กิโลกรัมละ ๓.๕๐ บาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้ประมาณ ๒๔,๕๐๐-๓๕,๐๐๐ บาท เมื่อนำรายได้มาเฉลี่ยกับระยะเวลาการปลูก พบว่าเกษตรกร\nมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ ๖,๑๒๕ บาท ซึ่งไม่เพียงพอในการดำรงชีวิต จึงมีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพื่อมาใช้จ่ายในครอบครัว จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น เกษตรกรขอให้มีการปรับราคารับซื้อมะเขือเทศเขียว\nเพิ่มเป็นราคากิโลกรัมละ ๘ บาท และมะเขือเทศแดงเพิ่มเป็นราคากิโลกรัมละ ๔.๕๐-๕ บาท \nซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิต ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร \nจึงขอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาราคามะเขือเทศตกต่ำโดยเร่งด่วน	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
341	1259	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของประเทศไทย	จากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ของประเทศไทยมีความรุนแรงขึ้นทุกปี โดยสถานการณ์จะรุนแรงมากที่สุดในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม-เดือนมีนาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และจากรายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพเมื่อได้รับมลพิษทางอากาศ ระบุว่าฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นขนาดเล็กกว่าฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด รวมทั้งสามารถแทรกซึมเข้าสู่อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายและยังเป็นพาหะนำสารอื่นเข้าสู่ร่างกาย เช่น โลหะหนักอันตราย และสารก่อมะเร็ง ซึ่งสารเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของสารพันธุกรรม และกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังอื่น ๆ นอกจากนี้ จากรายงานสภาวะอากาศในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก จำนวน ๘.๑ ล้านคน และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเรื้อรังหลายโรค โดยคนไทยป่วยจากมลพิษทางอากาศมากถึง ๑๒ ล้านคน และมลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า ๕ ปี มากถึง จำนวน ๗ แสนคน อย่างไรก็ดี แม้รัฐบาลจะมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาเชิงสังคม หรือมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงภัยอันตรายของฝุ่น PM 2.5 แต่ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังคงเกิดขึ้นทุกปี ดังนั้น รัฐบาลควรตระหนักถึงการแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจังและเร่งด่วน โดยควรกำหนดแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และกำหนดเป้าหมายในการลดค่าฝุ่น PM 2.5 ให้ต่ำกว่ามาตรฐาน พร้อมกันนี้ ควรเร่งผลักดันการตรากฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพอากาศให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว เพื่อปกป้องให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
342	1258	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาที่ดินประชาชนทับซ้อนกับที่ดินของรัฐซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไข (กรณีจังหวัดภูเก็ต)	"จากในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตประสบปัญหาที่ดินประชาชนทับซ้อนกับที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน สาเหตุมาจากภาครัฐได้มีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือที่ราชพัสดุ โดยพื้นที่ดังกล่าวมีประชาชนอยู่อาศัยมาเป็นเวลานานก่อนประกาศเป็นที่ดินของรัฐ ตัวอย่างปัญหา เช่น (๑) ปัญหากรมธนารักษ์ประกาศที่ราชพัสดุทับที่ดินที่มีเอกสารสิทธิครอบครองในพื้นที่ตำบลสาคู จังหวัดภูเก็ต (๒) การบุกรุกอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ที่ได้มีการดำเนินคดีทั้งหมด จำนวน ๘๐๑ คดี โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ มีการดำเนินคดี จำนวน ๑๐๕ คดี และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว ในท้องที่อำเภอถลาง มีการดำเนินคดีกับผู้บุกรุก จำนวน ๕๓ คดี (๓) การนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ซึ่งเป็นพื้นที่เชิงเขา หรือเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ มาออกเป็น นส.๓ และ นส.๓ ก. และนำมาออกเป็นโฉนดที่ดิน โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (๔) ปัญหาที่ดินของประชาชนทับซ้อนกับป่าสงวนแห่งชาติ ป่าบางขนุน จังหวัดภูเก็ต ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จำนวน ๓๐๐ ครัวเรือน นอกจากนี้ พบว่าภาครัฐมีการใช้อำนาจขับไล่ประชาชนออกจากพื้นที่โดยอ้างว่าเป็นที่ดินของรัฐโดยไม่มีการเยียวยาให้กับประชาชนแต่อย่างใด มีการเลือกปฏิบัติโดยปล่อยให้ผู้มีอิทธิพลและกลุ่มทุนเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการตีความกฎหมายเรื่องสิทธิในที่ดินไม่มีความชัดเจน โดยสาเหตุของปัญหา มีดังนี้\n 	๑) รัฐขาดการสำรวจเพื่อจัดทำแผนที่ดินให้มีความชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาที่ดินของรัฐ\nทับซ้อนกับที่ดินของประชาชนจนเกิดข้อพิพาทขึ้น\n 	๒) เมื่อมีการประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ รัฐไม่ได้จัดสรรที่ดินทำกินทดแทนให้กับประชาชน \n 	๓) การแก้ไขปัญหามีความล่าช้า และกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดิน\nใช้ระยะเวลานาน   \n 	ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจะต้องมีการสำรวจและทำแผนที่ดินแบบดิจิทัลให้ครอบคลุมที่ดินของรัฐและที่ดินของประชาชนเพื่อลดขั้นตอนการแก้ไขปัญหา การตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาควรมีความโปร่งใส เปิดโอกาสให้ประชาชนยืนยันสิทธิในที่ดิน และประชาชนที่ครอบครองที่ดินก่อนประกาศเป็นที่ดินของรัฐ ควรได้รับการยืนยันสิทธิตามหลักฐานต่าง ๆ รวมทั้งต้องมีการชดเชยให้กับประชาชนที่ถูกขับไล่อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม นอกจากนี้ ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความยุติธรรมและชัดเจน เช่น การกำหนดบทนิยามศัพท์ คำว่า “เขตพื้นที่ป่า” หรือการยอมรับสิทธิของประชาชนที่อยู่ในที่ดินมาก่อนประกาศเป็นพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นต้น โดยปัญหาที่ดินในจังหวัดภูเก็ตสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐในการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังพร้อมทั้ง คำนึงถึงสิทธิของประชาชนและมีความโปร่งใสในการจัดการพื้นที่ร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันปัญหาที่ยืดเยื้อและสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนในระยะยาว ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลกำหนดให้เรื่องที่ดินประชาชนทับซ้อนกับที่ดินของรัฐเป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนให้กับผู้ครอบครองที่ดินอันเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นผู้ออกเอกสารสิทธิ์"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
343	1257	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านจากการขุดลอกหนองวังปลัดแล้วนำดินไปกองไว้ในที่ดินของชาวบ้าน	จากประชาชนในหมู่ที่ ๘ ตำบลทับทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๔ ราย ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูหนองวังปลัด หมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๑๔ และหมู่ที่ ๑๖ ตำบลทับทัน อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จไป เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ \nโดยบริษัทผู้รับเหมาโครงการดังกล่าวได้นำดินที่ขุดลอกหนองวังปลัดไปกองถมไว้ในที่ดินของชาวบ้าน ครอบคลุมพื้นที่ ๑๕ ไร่ และปัจจุบันยังไม่มีการขนดินออกจากที่ดินของชาวบ้านแต่อย่างใด ส่งผลให้ชาวบ้าน\nซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะเวลาฝนตกดินที่เทกองไว้จะไหลออกไปถมพื้นที่อื่น ๆ และที่ผ่านมาชาวบ้านได้นำเรื่องดังกล่าวร้องเรียนไปยังสื่อมวลชนเพื่อให้บริษัทผู้รับเหมาดำเนินการขนดิน\nที่เทกองไว้ออกไปจากที่ดินของตน และสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ๕ นครราชสีมา ได้รับทราบเรื่องนี้พร้อมกับลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อขนดินออกจากที่ดินของชาวบ้าน โดยมีชาวบ้านหมู่ที่ ๘ ซึ่งได้รับความเดือดร้อน ได้แก่ นางมณฑา  ผมน้อย นายเหมือน  สูงพิมพ์ นางลำไย  สูงพิมพ์ และนางเหลือง  สร้อยเพชร ดังนั้น จึงขอปรึกษาหารือไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินการขนดินออกจากที่ดิน\nของชาวบ้านโดยเร็ว	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
344	1256	138	นายวีระพันธ์ สุวรรณนามัย	นโยบายของรัฐบาล	ปัญหาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์มีภาระงานที่มากเกินไป	"จากกรณีที่มีข่าวแพทย์ขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถบรรทุกหกล้อที่จอดเปลี่ยน\nฝาท่อระบายน้ำบนถนนกรุงธนบุรี บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี จนเสียชีวิต และมีประเด็นว่า\nเป็นเพราะภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานอย่างหนักและต้องอยู่เวรควงกะปฏิบัติงาน\nหรือไม่นั้น โดยเหตุการณ์ที่แพทย์ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตขณะขับรถกำลังจะกลับบ้าน เกิดขึ้นมาหลายครั้ง สาเหตุหนึ่งมาจากแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์มีภาระงานที่ต้องทำมากเกินไป \nโดยบางครั้งอาจต้องทำงานติดต่อกันนานถึง ๓๖-๔๘ ชั่วโมง ส่งผลให้ร่างกายและสุขภาพของแพทย์\nและบุคลากรทางการแพทย์ถดถอย ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน แม้ว่าผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขจะปฏิเสธว่าไม่มีแพทย์คนใดต้องทำงานติดต่อกัน ๒๔ ชั่วโมงก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่ามีแพทย์ที่ต้องทำงานติดต่อกันเกิน ๒๔ ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีแพทย์ส่วนหนึ่งที่ต้องทำงาน\nเกิน ๑๐๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จากกรณีข้างต้น เพื่อให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์มีเวลาการทำงาน\nที่เหมาะสม จึงขอปรึกษาหารือไปยังกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้\n 		๑) ขอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาลดเวลาการทำงานของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อย่างจริงจังและดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติ พร้อมทั้งขอให้ติดตามผลการปฏิบัติ\n 		๒) กรณีที่ลดเวลาการทำงานของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ขอให้กระทรวงสาธารณสุขเตรียมแผนรองรับผู้ป่วยเพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาที่ได้มาตรฐานเช่นเดิม \n 		อนึ่ง จากกรณีแพทย์ขับรถยนต์พุ่งชนท้ายรถบรรทุกหกล้อที่จอดเปลี่ยนฝาท่อระบายน้ำบนถนนกรุงธนบุรี บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรีจนเสียชีวิต ดังกล่าวข้างต้น ขอให้กรุงเทพมหานคร\nซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบกรณีการซ่อมบำรุงฝาท่อระบายน้ำบนถนนกรุงธนบุรี บริเวณใต้สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี ว่าได้มีการวางกรวยยางและให้สัญญาณไฟอย่างเพียงพอเพื่อให้\nผู้ใช้รถใช้ถนนเห็นอย่างชัดเจนหรือไม่"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่กำกับดูแลกรุงเทพมหานคร\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
345	1255	189	นายอลงกต วรกี	ความเดือดร้อนของประชาชน	หนังสือที่มีเนื้อหาอาจเป็นการหมิ่นประมาท กอ.รมน. และกระทรวงกลาโหม	"จากได้มีการวางจำหน่ายหนังสือเล่มหนึ่งที่มีเนื้อหากล่าวหาว่ากองทัพบก\nแทรกซึมสังคมไทย โดยใช้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นเครื่องมือ ด้วยวิธีการสร้างความชอบธรรมให้กองทัพบกด้วยการขยายอำนาจให้ กอ.รมน. เป็นองค์กรที่มีความพิเศษ เช่น ตราพระราชบัญญัติรองรับสถานะของ กอ.รมน. จัดสรรงบประมาณให้ กอ.รมน. และจัดสรร\nให้เพิ่มมากขึ้นทุกปี ให้อำนาจ กอ.รมน. ในการควบคุมปราบปรามโดยไม่ต้องรับผิด กองทัพบกมีอำนาจควบคุม กอ.รมน. และ กอ.รมน. มีอำนาจเหนือสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นต้น \nซึ่งเนื้อหาดังกล่าวทำให้สังคมเกิดความสับสนและเข้าใจผิด อย่างไรก็ดี กระบวนการจัดทำหนังสือ\nเล่มดังกล่าวไม่ได้มีการเก็บข้อมูลและสอบถามข้อมูลจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กระทรวงกลาโหม สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) กองทัพบก (ทบ.) กองทัพเรือ (ทร.) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) แต่กลับสอบถามข้อมูลจากบุคคลภายนอกเพียง ๑๐ คน ตัวอย่างการบิดเบือนข้อเท็จจริงในหนังสือ เช่น มีการกล่าวหาว่ากระทรวงมหาดไทยถูก กอ.รมน. ครอบงำ จากการที่ กอ.รมน. ดำเนินโครงการการจัดระเบียบบริหารหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง เพื่อฝึก จัดตั้ง/ฝึกทบทวน ให้แก่กระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งข้อเท็จจริงคือ กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ขอความอนุเคราะห์ให้ กอ.รมน. เป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าว เนื่องจาก กอ.รมน. เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงและมีบุคลากรผู้มีความชำนาญในการฝึกอบรมและให้ความรู้ในด้านการบริหารความมั่นคง นอกจากนี้ หนังสือเล่มดังกล่าวได้มีการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เป็นเพียงเอกสารข่าว มิได้มีการอ้างอิงข้อมูลจาก\nส่วนราชการที่เชื่อถือได้ รวมทั้งการอ้างอิงข้อมูลเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ พบว่าระยะที่อ้างอิง\nเป็นระยะเวลาก่อนเอกสารงบประมาณจัดทำแล้วเสร็จ โดยหนังสือเล่มนี้มีข้อเสนอให้ “ยุบเลิก กอ.รมน.\nและยกเลิกพระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๒๑ เพราะไม่มีประเทศประชาธิปไตยใดที่อนุญาตให้หน่วยงานที่ถูกครอบงำกำกับโดยทหารสามารถมีอำนาจสั่งการหน่วยงานพลเรือนทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤตได้ซึ่งกิจการความมั่นคงภายในของชาติควรเป็นความรับผิดชอบ\nของสภาความมั่นคงแห่งชาติ” จากการที่ผู้ขอปรึกษาหารือได้อ่านหนังสือเล่มนี้ มีข้อสรุปดังนี้\n 		๑) หนังสือดังกล่าวเป็นงานวิจัยหน่วยงาน นักวิจัยควรเก็บข้อมูลจากหน่วยงานที่ทำการวิจัยโดยตรง แต่จากข้อมูลในหนังสือกลับพบว่ามีเพียงการสัมภาษณ์ประชาชนต่างจังหวัด จำนวน ๑๐ คน รวมทั้งไม่มีการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอท้ายหนังสือ\n 		๒) ข้อเสนอท้ายหนังสือ จำนวน ๖ ข้อ ยังไม่ชัดเจน เช่น เสนอให้ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ กล่าวคือ การให้ยุบกระทรวงกลาโหม แต่ไม่มีการอธิบายว่าเหตุใดต้องยุบกระทรวงกลาโหม และหากยุบกระทรวงกลาโหมแล้วจะมีหน่วยงานใดมาทดแทน \n 		๓) การที่ผู้เขียนวิเคราะห์มาตรา ๗ (๓) แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคง\nภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๒๑ แล้วตีความว่า กอ.รมน. มีอำนาจเหนือ สมช. เพียงเพราะสามารถ\nเสนอแผนต่อคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง แต่มิได้มีการอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการเสนอแผนประกอบไว้ด้วย \nซึ่งข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติการเสนอแผนต่อคณะรัฐมนตรีจะต้องมีขั้นตอนดำเนินการตามลำดับชั้นบังคับบัญชา\n 		๔) ความพยายามเชื่อมโยง กอ.รมน. ในอดีต กับ กอ.รมน. ในปัจจุบัน แม้ว่าจะเป็น\nชื่อเดียวกันแต่เป็นคนละหน่วยงาน โดย กอ.รมน. ในปัจจุบันได้สถาปนามาเพียง ๑๖ ปี และในงานวิจัย\nมีข้อจำกัดในการอธิบายให้ทราบว่า ค้นพบอะไร ที่ไหน และเวลาใด \n 		จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีประเด็นขอปรึกษาหารือไปยังกระทรวงกลาโหม ดังนี้\n 		๑) ขอให้หน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหมที่ถูกหนังสือเล่มดังกล่าวพาดพิง ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และหากเห็นว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาท ขอให้ดำเนินการทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญาให้ถึงที่สุด \n 		๒) กระทรวงกลาโหม กองทัพไทย กองทัพบก และ กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงาน\nที่ถูกพาดพิงและได้รับความเสียหาย ควรมีหนังสือแจ้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย\nและนวัตกรรม อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง สอบสวนทางวินัย และสอบสวนทางจริยธรรมกับผู้เขียนหนังสือเล่มนี้"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง	8	2568	2025-01-21T00:00:00
