﻿_id	CONSULT_ID	SENATOR_CODE	SENATOR	CONSULT_TYPE	CONSULT_TITLE	CONSULT_DETAIL	RESULT	PARLIAMENT_SET	MEETING_TERM	MEETING_NO	MEETING_YEAR	MEETING_DATE
1	6161	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้รัฐบาลเร่งยกระดับการตรวจสอบความมั่นคงและความปลอดภัยทางด้านอาหาร  	"จากการลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ ด่านศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เพื่อติดตามประสิทธิภาพการตรวจสอบสารปนเปื้อนในผักและผลไม้นำเข้า ตามแนวทาง “One ด่าน-One Lab-One Day” ซึ่งเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จจากด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้พบข้อบ่งชี้และข้อจำกัดสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัย\nทางอาหารของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้\n 	๑) ด้านปริมาณการนำเข้าและอัตราการตกมาตรฐานของผักและผลไม้\nท่าเรือแหลมฉบังมีปริมาณตู้สินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ มีปริมาณสูงถึง ๑๐,๑๕๐,๐๐๐ ตู้ และในส่วนของการนำเข้าผักระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๖๗-ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ มีปริมาณสูงถึง ๒๑๒,๑๔๓,๙๙๒.๕๐ กิโลกรัม (อัตราเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๙.๓๙) โดยสินค้าที่มีการนำเข้าสูงสุด \n๕ อันดับแรก ได้แก่ แครอท หอมหัวใหญ่ กระเทียม มันฝรั่ง และเห็ดชิเมจิขาว ทั้งนี้ ในช่วงปี \nพ.ศ. ๒๕๖๘-พ.ศ. ๒๕๖๙ กองด่านอาหารและยาได้มีการสุ่มตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ผัก จำนวน ๑๑๒ ตัวอย่าง ตกมาตรฐาน ๑๓ ตัวอย่าง (คิดเป็นร้อยละ ๑๑.๖ ) โดยมีขึ้นฉ่าย หัวไชเท้า \nและมันฝรั่ง เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ตกมาตรฐานสูงสุดตามลำดับ และผลิตภัณฑ์ผลไม้ จำนวน ๔๙๖ ตัวอย่าง ตกมาตรฐาน ๑๐๖ ตัวอย่าง (คิดเป็นร้อยละ ๒๑.๓๐) โดยมี ส้ม สาลี่ แก้วมังกร องุ่น และแอปเปิล \nเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ตกมาตรฐานสูงสุดตามลำดับ \n 		ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวกองด่านอาหารและยาได้มีการสุ่มตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ผักและผลิตภัณฑ์ผลไม้รวม จำนวน ๖๐๘ ตัวอย่าง พบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยรวม จำนวน ๑๑๘ ตัวอย่าง (คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๔๐) โดยส่วนมาก\nตรวจพบสารคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดแมลงอันตรายร้ายแรงที่ประเทศไทย\nได้ประกาศห้ามใช้แล้ว  เนื่องจากมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาท พัฒนาการของสมองในเด็ก และส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ \n 	๒) ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ปัจจุบันกองด่านอาหารและยา \nณ ท่าเรือแหลมฉบัง เผชิญวิกฤตขาดแคลนบุคลากรอย่างมาก โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหน้างาน\nเพียง ๑๔ คน ซึ่งไม่สอดคล้องกับปริมาณตู้สินค้าที่มีจำนวนมาก ประกอบกับที่ตั้งของหน่วยงานตรวจสอบแต่ละส่วนราชการมีความห่างไกลกัน ส่งผลให้การบูรณาการข้อมูล การรายงานผล \nและการกักกันสินค้า ขาดความคล่องตัวและไม่เป็นไปตามมาตรฐาน\n 	 ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องสุขภาพของประชาชนและยกระดับมาตรฐาน\nการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงขอมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อให้นายกรัฐมนตรี\nเร่งพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 	๑) ด้านอัตรากำลังและโครงสร้าง ควรเร่งรัดการจัดสรรและเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ประจำกองด่านอาหารและยาให้สอดคล้องกับภารกิจจริง ตลอดจนปรับปรุงสถานที่ทำงานเพื่อลดอุปสรรคเชิงกายภาพระหว่างหน่วยงานเพื่อเป็นการขับเคลื่อนแนวทาง “One ด่าน-One Lab-One Day” ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเต็มรูปแบบ \n 	๒) ด้านเทคโนโลยีและการตรวจสอบ ควรนำระบบเทคโนโลยีการแจ้งเตือน\nและการตรวจสอบข้อมูลสินค้าล่วงหน้า (Pre-Arrival Processing) มาใช้ร่วมกับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการตรวจสารเคมีตกค้างแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยับยั้งสินค้าไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ต้นทาง\n 	๓) ด้านการส่งเสริมเกษตรกรไทย ควรสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรภายในประเทศเพื่อยกระดับไปสู่การผลิตอาหารปลอดภัยและลดการใช้สารเคมี ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่ม\nขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดสากล ควบคู่ไปกับการคัดกรองสินค้านำเข้าที่มีคุณภาพ "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
2	6159	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	นโยบายของรัฐบาล	จาก Woodball สู่นโยบายชาติ: ปลดล็อกศักยภาพกีฬาผู้สูงอายุ	"ในปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่โครงสร้างสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ปริมาณสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แนวทางการบริหารจัดการนโยบายภาครัฐจึงมิควรจำกัดอยู่เพียงการจัดสรรเบี้ยยังชีพหรือการเตรียมงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลเท่านั้น หากแต่จำเป็นต้องมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาวะทางร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยาวนานที่สุด การส่งเสริมด้านการกีฬาและการออกกำลังกายจึงถือเป็นเครื่องมือที่มีความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ จากการจัดการแข่งขันกีฬาผู้สูงอายุในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ อาทิ กีฬาวู้ดบอล (Woodball) ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย\nในพื้นที่จังหวัดน่านและจังหวัดอื่น ๆ พบว่าสามารถยกระดับกิจกรรมนันทนาการในชุมชนสู่การแข่งขันระดับจังหวัดที่มีมาตรฐาน ตลอดจนขับเคลื่อนการรวมตัวของเครือข่ายชุมชนให้มีความเข้มงวด\nในการฝึกซ้อมและการตรวจคัดกรองสุขภาพก่อนและหลังการแข่งขันอย่างจริงจัง \n 	แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะปรากฏความสำเร็จในการส่งเสริมการกีฬาผู้สูงอายุในบางพื้นที่ แต่ในภาพรวมระดับประเทศยังคงมีข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญ ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านงบประมาณ \nขาดความต่อเนื่องและมั่นคง การจัดกิจกรรมส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นครั้งคราว ขาดงบประมาณสนับสนุนระยะยาวที่จะสร้างความยั่งยืนให้แก่แผนงานได้ ๒) ด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ สนามกีฬา\nและอุปกรณ์ออกกำลังกายในหลายท้องถิ่นยังไม่ได้รับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมเพื่อทุกคน (Universal Design) ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุและความไม่ปลอดภัยต่อผู้สูงอายุ ๓) ด้านบุคลากร ขาดแคลนผู้ฝึกสอนและอาสาสมัครที่มีความรู้ความเข้าใจเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาสำหรับผู้สูงอายุ \n 	ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายรองรับสังคมผู้สูงอายุเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าสูงสุด จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันบูรณาการขับเคลื่อนงาน ดังนี้ \n 	๑) ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการกีฬาแห่งประเทศไทยพิจารณาบรรจุ แผนงานส่งเสริมกีฬาและการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุไว้ในยุทธศาสตร์หลักแทนการกำหนดให้\nเป็นเพียงกิจกรรมทางเลือก พร้อมทั้งให้การสนับสนุนงบประมาณและพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาสำหรับผู้สูงอายุโดยตรง \n 	๒) ขอให้กระทรวงมหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประสานความร่วมมือให้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนามกีฬา ตลอดจนอุปกรณ์กีฬาที่รองรับอารยสถาปัตยกรรม (Universal Design) ในระดับชุมชนอย่างทั่วถึง \n 	๓) ขอให้กระทรวงสาธารณสุข บูรณาการร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการจัดระบบคัดกรองสุขภาพและดัชนีมวลกายของผู้สูงอายุก่อนและหลังเข้าร่วมการฝึกซ้อมหรือแข่งขันกีฬาอย่างเป็นระบบ\n"	กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
3	6157	50	นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้สำนักงานประกันสังคมพิจารณาเร่งใช้สูตรคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ (สูตร CARE) ในการจ่ายบำนาญประกันสังคม	จากระบบการคำนวณบำนาญชราภาพในปัจจุบันของกองทุนประกันสังคม ที่คิดจากฐานค่าจ้างเฉลี่ย ๖๐ เดือนสุดท้าย (๕ ปีสุดท้าย) ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของตลาดแรงงาน เนื่องจากผู้ประกันตนจำนวนมากอาจเผชิญภาวะค่าจ้างลดลง ถูกเลิกจ้าง หรือเปลี่ยนสถานะจากผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ไปเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๙ ในช่วงท้ายของชีวิตการทำงาน ทำให้ฐานเงินเดือนเฉลี่ยลดลงและได้รับบำนาญในอัตราต่ำกว่าที่ควรจะได้รับซึ่งขัดต่อหลักการร่วมทุกข์ร่วมสุขและการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขของระบบประกันสังคม ในการนี้ ขอให้กระทรวงแรงงานเร่งรัดการลงนามประกาศใช้สูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือสูตรเฉลี่ยตลอดการทำงานที่ปรับมูลค่าตามปัจจุบัน (Career Average Revalued Earnings: CARE)\nซึ่งคิดจากฐานเงินสมทบตลอดช่วงเวลาการทำงาน พร้อมปรับมูลค่าตามอัตราเงินเฟ้อและนำเศษของปีมารวมคำนวณด้วยนั้น เป็นสูตรที่มีความเป็นธรรมและสามารถปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนได้อย่างแท้จริง อีกทั้งข้อเสนอดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการศึกษาอย่างเป็นระบบร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ตลอดจนผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบอร์ดประกันสังคมได้มีมติเห็นชอบขั้นสุดท้ายและส่งเรื่องมายังกระทรวงแรงงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. ๒๕๖๘ แต่การดำเนินงานต้องชะงักลงเนื่องจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรในห้วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น จึงขอหารือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้เร่งพิจารณาและลงนามในประกาศกระทรวงเพื่อรองรับการใช้สูตรคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ (สูตร CARE) โดยเร็ว เพื่อเป็นหลักประกันทางสังคมและคุ้มครองประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ประกันตนต่อไป\n	กระทรวงแรงงาน	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
4	6155	83	นายประภาส ปิ่นตบแต่ง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาจุดกลับรถบริเวณหน้าศูนย์จำหน่ายสินค้าแม็คโคร (Makro) จังหวัดนครปฐม	"จากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครปฐมเกี่ยวกับความเดือดร้อนและความไม่ปลอดภัยในการเดินทางบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ (ถนนเพชรเกษม) ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักที่เชื่อมโยงระหว่างภาคกลางและภาคใต้ โดยเฉพาะบริเวณจุดกลับรถช่วงกิโลเมตรที่ ๕๘-๖๕ หน้าศูนย์จำหน่ายสินค้าแม็คโคร (Makro) จังหวัดนครปฐม เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีสถานประกอบการและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ส่งผลให้มีปริมาณรถยนต์ส่วนบุคคล รถโดยสารสาธารณะ และรถบรรทุกสินค้า เลี้ยวเข้า-ออกพื้นที่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับปริมาณการจราจรบนทางหลวงสายหลักที่มีความหนาแน่นอยู่แล้ว ทำให้บริเวณดังกล่าวมีลักษณะเป็นจุดคอขวดและเกิดอุบัติเหตุทางถนนบ่อยครั้ง นำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก จากข้อเท็จจริงแม้ว่ากรมทางหลวง จะมีแผนปรับปรุงและพัฒนาทางหลวงในช่วงดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่การดำเนินโครงการยังมีความล่าช้าในขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณและการก่อสร้าง ทำให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นประจำยังต้องเสี่ยงอันตราย ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับการรักษาความปลอดภัยในการเดินทางและลดความสูญเสียทางถนนให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน จึงขอสอบถามและเสนอแนะแนวทางดำเนินงานไปยังกระทรวงคมนาคม ดังนี้ \n 	๑) กรมทางหลวงมีแผนงาน แนวทาง และกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงจุดกลับรถและแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔ (ถนนเพชรเกษม) ช่วงกิโลเมตรที่ ๕๘-๖๕ จังหวัดนครปฐม อย่างไร และจะสามารถอนุมัติงบประมาณพร้อมกับเริ่มดำเนินการก่อสร้างหรือปรับปรุงจุดกลับรถได้เมื่อใด \n 	๒) ในระหว่างที่ยังไม่สามารถดำเนินการปรับปรุงจุดกลับรถ ขอให้กรมทางหลวง\nเร่งกำหนดมาตรการระยะสั้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัย เช่น การติดตั้งป้ายเตือนอัจฉริยะ (VMS) การเพิ่มไฟฟ้า\nส่องสว่างให้ทั่วถึง การติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยจราจร และมาตรการอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพื่อลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุ\n 	๓) ขอให้กรมทางหลวงพิจารณาดำเนินการจัดระบบการจราจร โดยแยกทิศทาง\nการเดินรถอย่างชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาจุดตัดและจุดกลับรถที่เป็นอันตรายในระยะยาว มิใช่เพียง\nการปรับปรุงเครื่องหมายจราจรบนพื้นผิวทางหรือการตีเส้นจราจรใหม่เท่านั้น"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
5	6153	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้เร่งติดตามการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินบ้านภูมินทร์-ท่าลี่ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน	"คณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนได้ลงพื้นที่ ณ บ้านภูมินทร์-ท่าลี่ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและเรื่องร้องทุกข์ของประชาชน โดยได้รับทราบความเดือดร้อนของประชาชนจากการที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้ ซึ่งต่อมาได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับฟังข้อมูลจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง และได้รับทราบว่าศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน และจังหวัดพะเยา ได้เคยมีหนังสือแจ้งดำเนินโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ครอบคลุมพื้นที่บ้านภูมินทร์-ท่าลี่ บ้านท่าช้าง บ้านน้ำล้อม และบ้านดอนศรีเสริม และในระหว่างดำเนินการฝ่ายปกครองในพื้นที่ได้ทักท้วงและคัดค้านเนื่องจากเห็นว่าที่ดินบางส่วนอาจมีลักษณะเป็นที่ดินงอกริมตลิ่งและอาจเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับกำแพงเมืองโบราณหรือคูเมืองเก่าของจังหวัดน่าน ทำให้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของที่ดินและต้องชะลอการเดินสำรวจ ต่อมาสำนักงานที่ดินจังหวัดน่านได้เสนอเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสภาพที่ดินตื้นเขิน ว่ามีอยู่ก่อนวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ตามมาตรา ๑๓๐๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ \n 	ทั้งนี้ จากการศึกษาแนวทางคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ ๒๖๕/๒๕๓๙ กรณีที่ดินบริเวณ “ปิงห่าง” จังหวัดเชียงใหม่) ได้เคยมีแนววินิจฉัยว่าที่ดินในลักษณะดังกล่าว เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่า ตามมาตรา ๑๓๐๔ (๑) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิใช่ที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการถอนสภาพที่ดินตามมาตรา ๘ วรรคสอง (๑) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายข้างต้น จึงยังมีประเด็นคาบเกี่ยวที่ต้องอาศัยความชัดเจนจากกรมที่ดินในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงว่าสถานะทางกฎหมายของที่ดินงอกริมตลิ่งในพื้นที่บ้านภูมินทร์-ท่าลี่ เข้าลักษณะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่า หรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ตามกฎหมาย และภาครัฐจะสามารถดำเนินการเดินสำรวจเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนผู้ครอบครองทำประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่ อย่างไร \n 	ดังนั้น จึงขอหารือไปยังกรมที่ดินว่าได้ดำเนินการพิจารณาสถานะทางกฎหมายของที่ดิน บริเวณดังกล่าวแล้วหรือไม่ และมีแนวทางในการเร่งรัดการตรวจสอบสิทธิ ตลอดจนการออกเอกสารสิทธิให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างไร ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่เรื้อรังมาเป็นเวลานานประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เกิดความเป็นธรรม และถูกต้องตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป "	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
6	6151	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	วิกฤตมาตรฐาน Solar Rooftop รัฐบาลควรเร่งยกระดับมาตรฐาน	"ปัจจุบันการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar \nRooftop) ในภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลมาจาก \nสภาวะค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้มีผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีทั้งผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานทางวิชาชีพอย่างถูกต้องและผู้ประกอบการ\nที่ยังขาดมาตรฐานทางวิชาชีพ ก่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและนำไปสู่การนำวัสดุอุปกรณ์\nที่มีคุณภาพต่ำมาจัดจำหน่ายและติดตั้งให้แก่ประชาชน ที่ผ่านมาพบว่าผู้บริโภคได้รับความเสียหาย\nเป็นจำนวนมากจากระบบที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น แผงเซลล์แสงอาทิตย์ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ต่ำ\nกว่าค่าที่ระบุไว้ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ชำรุดเสียหายภายในระยะเวลาอันสั้น และระบบสายไฟฟ้าไม่ได้มาตรฐานขาดระบบป้องกันไฟฟ้ากระชาก ตลอดจนการติดตั้งที่ไม่ถูกหลักทางวิศวกรรมส่งผลให้เกิดการรั่วซึมของหลังคาอาคารและเสี่ยงต่ออัคคีภัยร้ายแรงในช่วงสภาพอากาศร้อนจัด\nซึ่งอาจสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัย \n  			นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มี\nต่อนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดของภาครัฐ และอาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศ\nไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในระยะยาวได้ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและรักษามาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดของรัฐบาลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาดำเนินการยกระดับมาตรฐานการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้ \n 			๑) ด้านมาตรฐานและการรับรอง ควรกำหนดมาตรฐานบังคับหรือมาตรฐาน\nอ้างอิงสากลสำหรับวัสดุอุปกรณ์และการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) พร้อมจัดให้มีระบบการรับรองผู้ประกอบวิชาชีพด้านการติดตั้ง และจัดทำระบบฐานข้อมูลเผยแพร่รายชื่อผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองมาตรฐานวิชาชีพให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้\nอย่างสะดวก \n 			๒) ด้านการตรวจสอบความปลอดภัย ควรมอบหมายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการตรวจสอบความถูกต้อง\nและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าก่อนอนุญาตให้เชื่อมต่อเข้ากับระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Grid Connection) โดยกำหนดอัตราค่าบริการที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ประชาชน \n 			๓) ด้านการบังคับใช้กฎหมายและการคุ้มครองสิทธิ ควรบูรณาการฐานข้อมูล\nและการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่เอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมทั้งจัดตั้ง “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนแบบเบ็ดเสร็จ” (One Stop Service) เพื่อลดภาระและอำนวยความสะดวก ให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย "	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
7	6149	24	นางเจียระนัย ตั้งกีรติ	สถานการณ์บ้านเมือง	การเตรียมความพร้อมป้องกันปัญหาน้ำท่วม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปี พ.ศ. 2569	"จากการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำของสำนักงานชลประทานที่ ๑๒ เขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญให้ภาครัฐต้องเร่งทบทวนและเตรียมความพร้อมรับมือกับแนวโน้มสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์รองรับน้ำที่ได้รับผลกระทบซ้ำซาก หากถอดบทเรียนจากปี พ.ศ. ๒๕๖๘ จะพบว่าประชาชนชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต้องเผชิญกับวิกฤตอุทกภัยอย่างรุนแรงและยาวนานหลายเดือน ภัยพิบัติดังกล่าวได้สร้างความเสียหายให้กับอาคารบ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม เส้นทางคมนาคม สถานศึกษา และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก แม้ในทางภูมิศาสตร์ประชาชนจะมีความเข้าใจดีว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นทางน้ำหลากของลุ่มน้ำหลัก แต่ในทางนโยบายประชาชนไม่ควร\nต้องเผชิญกับความสูญเสียในรูปแบบเดิมซ้ำซากจากข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการน้ำที่ยังขาด\nความพร้อมและการป้องกันเชิงระบบที่มีประสิทธิภาพ โดยแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงรุกเพื่อไม่ให้\nเกิดวิกฤตการณ์ซ้ำรอย ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน ๓ มิติหลัก ประกอบด้วย \n 	มิติแรก การเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับไปสู่ “การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก” \nโดยกรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ต้องร่วมกันจัดทำแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งระบบการคาดการณ์ปริมาณน้ำหลากจากภาคเหนือ แผนการจัดสรรและระบายน้ำ ตลอดจนการยกระดับระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่มีประสิทธิภาพแม่นยำเพื่อให้ภาคประชาชนมีเวลาเพียงพอในการเตรียมตัวและปกป้องทรัพย์สิน \n 	มิติที่สอง การเตรียมความพร้อมทางกายภาพก่อนเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบด้วยการเร่งรัดโครงการขุดลอกคู คลอง กำจัดวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมทั้งตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของคันกั้นน้ำและประสิทธิภาพของสถานีสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยทุกจุดให้สามารถใช้งานได้เต็มกำลัง\n  	มิติที่สาม การบูรณาการข้อมูลและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ\nอย่างมีเอกภาพ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากที่ผ่านมาปัญหา\nเกิดจากการสื่อสารข้อมูลสถานการณ์น้ำที่กระจัดกระจายและไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ประชาชนเกิดความสับสนและได้รับข้อมูลที่ล่าช้าจนไม่สามารถรับมือได้ทัน \n 	นอกจากนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องจัดทำมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูหลังน้ำลดที่รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม โดยมุ่งเน้นกลุ่มเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องเสียสละพื้นที่เพื่อรองรับน้ำและได้รับผลกระทบซ้ำซากเป็นกลุ่มแรก ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโดยปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการบรรเทาภัยเฉพาะหน้าเมื่อเกิดวิกฤตเป็นการวางแผนป้องกันโครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบและการจัดการที่ยั่งยืนและเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ พร้อมทั้งเป็นการคืนความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
8	6147	14	นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	โรงงานเต้าหู้ก่อความเดือดร้อน  	ด้วยได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่หมู่บ้านเสรีวิลล่า ๒ ตำบลบางเมือง \\nอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมกับได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับ\\nกลุ่มผู้เดือดร้อน พบว่าบริเวณอาคารร้างเก่าปากทางเข้าหมู่บ้าน ได้มีการปรับปรุงและเปลี่ยนสภาพ\\nการใช้ประโยชน์อาคารเป็นโรงงานผลิตเต้าหู้โดยไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ ทั้งนี้ บริเวณดังกล่าว\\nมีอาคารชุดซึ่งเป็นที่พักอาศัยของประชาชนตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการประกอบกิจการโรงงานเต้าหู้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของชุมชนอย่างรุนแรง เนื่องจากมีการเดินเครื่องจักรส่งเสียงดังรบกวนตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา เป็นประจำทุกวัน อันเป็นการรบกวนเวลาการพักผ่อน\\nของผู้ที่พักอาศัยในบริเวณนั้น นอกจากนี้ ยังมีการลักลอบปล่อยน้ำเสียและกากเศษเต้าหู้จากการผลิต\\nลงสู่คลองบางปิ้ง ส่งผลให้ลำน้ำที่เคยใสสะอาดเริ่มเน่าเสีย ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นและมลพิษทางน้ำ\\nอย่างเห็นได้ชัด และยังพบปัญหาการจราจรจากการนัดแนะให้กลุ่มลูกค้ามาจอดรถเพื่อรอรับสินค้า\\nซึ่งกีดขวางทางเข้า-ออก บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้าน สร้างความเดือดร้อน รำคาญ และส่งผลกระทบ\\nต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนและชุมชนรอบข้างเป็นอย่างมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เทศบาลตำบลบางเมือง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ และกรมควบคุมมลพิษ เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบการจัดตั้งโรงงาน การบำบัดน้ำเสีย และการบริหารจัดการจราจรในพื้นที่ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานต่อไป \\n	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
9	6145	35	นายชิบ จิตนิยม	นโยบายของรัฐบาล	การบูรณาการแอปพลิเคชัน (Application) ของรัฐ	"ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับคุณภาพการบริการสาธารณะและการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของประชาชน แต่อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์จากการเปิดลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการของรัฐบาลผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีศึกษาจาก “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ได้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน แม้โครงการดังกล่าวจะสามารถจัดสรรสิทธิ์ให้แก่ประชาชนได้เป็นจำนวนมากถึง ๓๐ ล้านคน แต่ยังมีประชาชนกว่า ๓๐๐,๐๐๐ คน ที่ต้องเผชิญกับปัญหาในขั้นตอนการยืนยันตัวตน (Authentication) ตลอดจนความล่าช้าในการส่ง\nข้อความสั้น (SMS) เพื่อยืนยันตัวตนและต้องใช้เวลารอถึง ๓ วัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเรื้อรัง\nและมิได้เป็นเพียงข้อบกพร่องทางเทคนิคชั่วคราว หากแต่เป็นดัชนีชี้วัดถึงความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องทบทวนแนวทางการพัฒนาสถาปัตยกรรมดิจิทัลในภาพรวมอย่างเร่งด่วน หากพิจารณาและวิเคราะห์สภาพปัญหาในเชิงนโยบายจะพบว่าข้อจำกัดสำคัญประการแรก คือแนวคิดในการออกแบบระบบที่ขาดการสำรวจความต้องการและพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้ใช้มาเป็นศูนย์กลาง (User-Centric Design) หน่วยงานภาครัฐในระดับกระทรวง ทบวง กรม มุ่งเน้นการพัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) ในรูปแบบเอกเทศตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน โดยในหลายภารกิจมีความเหมาะสมเพียงแค่การให้บริการผ่านหน้าเว็บไซต์ (Web-based Application) เท่านั้น การผลักดันให้เกิดแอปพลิเคชัน (Application) ในทุกโครงการโดยไม่มีความจำเป็นจึงนำมาซึ่งภาวะแอปพลิเคชัน (Application) ส่วนเกินที่ไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและทำให้สูญเสียงบประมาณแผ่นดินโดยไม่จำเป็น  \n 	นอกจากนี้ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในปัจจุบัน โดยเฉพาะขั้นตอนการจัดทำขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) สำหรับโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศยังมีความล่าช้าและไม่ยืดหยุ่นส่งผลให้เทคโนโลยีที่ส่งมอบจริงเกิดความล้าสมัย (Technology Obsolescence) \nไม่สอดรับกับพลวัตความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ประการต่อมา คืออุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ขาด\nการบูรณาการข้อมูลและระบบเชื่อมต่อกลาง หรือ API (Application Programming Interface) \nที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้แต่ละหน่วยงานแยกกันพัฒนาระบบบนฐานปฏิบัติการที่หลากหลาย\nทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ระบบที่แยกส่วนกันนี้ทำให้ขาดตัวกลางในการเชื่อมต่อ\nเพื่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างซอฟต์แวร์ (Software) ทำให้ประชาชนต้องประสบปัญหาความยากลำบากในการกรอกข้อมูล ยื่นเอกสาร หรือยืนยันตัวตนซ้ำซ้อนในทุกครั้งที่เปลี่ยนแอปพลิเคชัน (Application) ของรัฐ ความสับสนและซับซ้อนของระบบดังกล่าวทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เปราะบางและผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของตน\nได้อย่างเท่าเทียม จากปัญหาเชิงโครงสร้างสารสนเทศที่ต้องสูญเสียทรัพยากรและงบประมาณแผ่นดิน\nไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีในลักษณะต่างคนต่างทำ จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ๓ ประการ ดังนี้\n 	ประการที่หนึ่ง ภาครัฐควรสำรวจและจัดทำบัญชีข้อมูลว่าปัจจุบันประเทศไทย\nมีแอปพลิเคชัน (Application) ที่พัฒนาและกำกับดูแลโดยหน่วยงานภาครัฐรวมทั้งสิ้นจำนวนเท่าใด และใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินรวมถึงงบประมาณผูกพันในการพัฒนาและบำรุงรักษาระบบเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้นเท่าใด เพื่อให้เห็นภาพรวมความคุ้มค่าเชิงต้นทุน\n 	ประการที่สอง รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนแม่บท (Master Plan) ที่ชัดเจนในการบูรณาการหรือรวมศูนย์แพลตฟอร์ม (Platform) และแอปพลิเคชัน (Application) ภาครัฐให้เป็นระบบเดียว (Centralized Government Super App) เพื่อลดความซ้ำซ้อนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งกำหนดกรอบระยะเวลา (Timeline) ในการดำเนินงานที่ชัดเจน\n 	ประการที่สาม รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการในการออกแบบสถาปัตยกรรมดิจิทัลภาครัฐ (Government Digital Architecture) ให้รองรับการใช้งานของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยมุ่งเน้นการออกแบบที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Elderly-Friendly Interface) เพื่อขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน\n 	ดังนั้น การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในยุคปัจจุบัน จึงต้องปรับเปลี่ยนมุมมองและตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ใหม่ โดยต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการตอบสนองที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น และทันต่อสถานการณ์ (Agile and Responsive Government) มิใช่กำหนดเพียงแค่การส่งมอบงานได้ทันกำหนดเวลา หรือการที่ระบบสามารถเปิดใช้งานได้ครบถ้วนตามงบประมาณเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อให้เทคโนโลยีของรัฐสามารถอำนวยความสะดวกและตอบสนองประชาชนได้อย่างแท้จริง"	กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
10	6143	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งไทย	"สถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งไทยในปัจจุบันที่กำลังประสบปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ทั้งจากปัญหาโรคระบาด การแข่งขันในตลาดโลก และความเข้มงวดด้านมาตรฐานความปลอดภัย ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก ความปลอดภัยทางอาหาร และความเชื่อมั่นของสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างรุนแรง ซึ่งอุตสาหกรรมกุ้งไทยเคยสร้างมูลค่าการส่งออกปีละกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หากไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการฟื้นฟูและยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืน จึงขอเสนอแนวทางเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงาน ดังนี้ \n	๑) ขอให้กรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ \n(มกอช.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำระบบบัญชาการโรคกุ้งและสารตกค้างระดับพื้นที่ \nโดยกำหนดให้จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นพื้นที่นำร่องในการเชื่อมโยงข้อมูลฟาร์ม ลูกพันธุ์ ระบบเฝ้าระวังโรค และการสุ่มตรวจสารตกค้างอย่างเข้มงวดก่อนการจำหน่าย พร้อมกับร่วมกันพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล (Digital Traceability) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงโรงงานแปรรูปเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดต่างประเทศ \n 	๒) ขอให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งยกระดับแบรนด์ “กุ้งไทยปลอดภัยและยั่งยืน” เพื่อเจาะตลาดคุณภาพสูง (เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป) โดยมุ่งเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพ และความปลอดภัยแทนการแข่งขันด้านราคา \n 	๓) ขอให้สำนักงบประมาณ ร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ร่วมกันพิจารณาจัดทำแผนบูรณาการ เพื่อสนับสนุนการลดต้นทุน ป้องกันโรค เพิ่มผลผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการส่งออก"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ \n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
11	6141	48	นางสาวตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	จุดจอดรถไฟบางกระบูนสายบ้านแหลม-แม่กลอง	ด้วยรถไฟสายบ้านแหลม-แม่กลอง (สถานีแม่กลอง หรือบริเวณตลาดร่มหุบ) \nมีขบวนรถไฟให้บริการวันละ ๘ เที่ยว และเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว\nทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมาก ส่งผลให้บริเวณพื้นที่ตลาดประสบปัญหาการจราจรติดขัด และมีความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่เป็นอย่างสูง คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จังหวัดสมุทรสงคราม ได้พิจารณาแนวทางบรรเทาปัญหาดังกล่าว โดยเห็นควรให้พัฒนาสถานีบางกระบูน (ตั้งอยู่ด้านหลังเรือนจำจังหวัดสมุทรสงคราม) ให้เป็นจุดขึ้น-ลงรถไฟเพิ่มเติมเพื่อกระจายความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากถนนทางเข้า-ออกสถานีบางกระบูนในปัจจุบันไม่สะดวกต่อการเดินทาง ประชาชนจึงไม่นิยมเข้าใช้บริการ ในการนี้ จึงเห็นว่าควรพิจารณา\nให้ย้ายจุด-ขึ้นลงรถไฟจากสถานีบางกระบูนเดิม ไปยังบริเวณที่ห่างออกไปประมาณ ๕๐๐ เมตร \nซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงกว่า เนื่องจากมีผิวจราจรที่ได้รับการขยายให้มีความกว้าง ๒๐ เมตร เชื่อมโยงศูนย์ราชการจังหวัดสมุทรสงคราม และสามารถตัดเชื่อมต่อกับแนวเส้นทางรถไฟได้อย่างสะดวก ดังนั้น จึงขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยพิจารณาย้ายจุดขึ้น-ลงสถานีบางกระบูนเพื่ออำนวยความสะดวก\nในการเดินทางให้แก่ประชาชนซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรสงครามต่อไป	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
12	6139	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	วงงานรัฐสภา	แรงงานต่างด้าวทำงานในอาชีพสงวนและผิดประเภทในรัฐสภา	"จากบริเวณศูนย์อาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา มีการใช้แรงงานต่างด้าวทำงานผิดประเภทจำนวนมาก และมีบางร้านค้าให้คนต่างด้าวปฏิบัติหน้าที่ขายสินค้าบริเวณหน้าร้าน \nซึ่งลักษณะงานดังกล่าวเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขตาม “ประกาศกระทรวงแรงงาน \nเรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ” “บัญชีสี่ งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยมีเงื่อนไขให้คนต่างด้าวทำงานนั้นได้ก็แต่เฉพาะงานที่มีนายจ้างและได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมาย\nว่าด้วยคนเข้าเมืองภายใต้บันทึกความตกลงหรือบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ” ซึ่งออกตามความในมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงาน\nของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๖๐ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๑  โดยมีบทกำหนดโทษทั้งจำและปรับกับคนต่างด้าว\nที่ฝ่าฝืน กล่าวคือต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือปรับตั้งแต่ ๒,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และสำหรับนายจ้างที่รับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานมีอัตราโทษ\nปรับตั้งแต่ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ถึง ๘๐๐,๐๐๐ บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน เนื่องจากอาคารรัฐสภา\nเป็นสถานที่สำคัญระดับประเทศ มีบุคคลสำคัญ สมาชิกรัฐสภา และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ปฏิบัติหน้าที่เป็นจำนวนมาก การปล่อยให้มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และอาจเป็นช่องทางให้องค์กรต่างชาติแอบแฝงเข้ามาเพื่อลักลอบข้อมูลข่าวสารทางราชการ \nดังนั้น เพื่อป้องกันเหตุอันไม่พึงประสงค์และปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงขอให้รัฐสภาพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 				๑) ดำเนินการตรวจสอบและกวดขัน ร้านค้าต่าง ๆ ภายในอาคารรัฐสภามิให้มี\nการจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายหรือทำงานผิดประเภท\n 				๒) พิจารณาเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรอง ตรวจสอบสิทธิ์การเข้า-ออกอาคาร และยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่อาคารรัฐสภา"	ประธานรัฐสภา	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
13	6137	93	นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้กรมทางหลวงชนบทพิจารณาเร่งก่อสร้างถนนสายพุไทร-โป่งลึก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านบางกลอย	"ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีความเดือดร้อนของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย-โป่งลึก หมู่ที่ ๑ ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรเปราะบาง\nที่ถูกอพยพจากพื้นที่ดั้งเดิมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ และ ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยตลอดระยะเวลา\nกว่า ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ปัจจุบันการเดินทางเข้าออกหมู่บ้านจากด่านห้วยมะเร็วต้องใช้เส้นทางดินลูกรังระยะทางกว่า ๓๐ กิโลเมตร ซึ่งในฤดูฝนเส้นทาง\nจะถูกน้ำท่วมขังและตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ส่งผลกระทบในเรื่องสำคัญ ๓ ด้าน ดังนี้ \n 				๑) ด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ฉุกเฉิน การส่งตัวผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลแก่งกระจานต้องใช้เวลาเดินทางไม่น้อยกว่า ๓-๔ ชั่วโมง ประกอบกับสัญญาณโทรศัพท์\nที่ไม่เสถียรและสภาพถนนที่ย่ำแย่ จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ระบบการส่งต่อผู้ป่วยไร้ประสิทธิภาพ จนเป็นเหตุให้มีผู้ป่วยและเด็กเสียชีวิตระหว่างทางเนื่องจากนำส่งโรงพยาบาลไม่ทันเวลา \n 				๒) ด้านการศึกษา สภาพเส้นทางที่ยากลำบากและอันตราย ส่งผลให้เยาวชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้สูงสุดเพียงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ หากต้องการศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งอยู่ในตัวเมืองจะมีต้นทุนการเดินทางและค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่ครอบครัวซึ่งมีฐานะยากจนจะแบกรับได้ ดังนั้น ถนนเส้นนี้จึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเด็กในพื้นที่ \n 				๓) ด้านคุณภาพชีวิตและการบริหารงบประมาณ แม้ภาครัฐจะเคยจัดสรรงบประมาณ พัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง) \nซึ่งรับผิดชอบดูแลถนนสายพุไทร-โป่งลึก และสายน้ำล้น-ห้วยมะเร็ว มีข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้\nที่ผ่านมาสามารถซ่อมแซมถนนได้เพียงการเทคอนกรีตเป็นช่วงระยะทางสั้น ๆ ครั้งละ ๒๐๐-๓๐๐ เมตร\n 				ในการนี้ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์\nของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเร่งด่วน จึงขอให้กรมทางหลวงชนบทพิจารณาบูรณาการงบประมาณ \nหรืองบประมาณฉุกเฉินเพื่อดำเนินการปรับปรุงสภาพถนนสายพุไทร-โป่งลึก และสายน้ำล้น-ห้วยมะเร็ว ดังนี้ \n 				๑) พิจารณาก่อสร้างถนนให้ได้มาตรฐานขนาดความกว้างไม่น้อยกว่า ๔ เมตร \nตลอดเส้นทาง เพื่อให้รถพยาบาลและรถฉุกเฉินสามารถสัญจรสวนทางกันได้อย่างปลอดภัย \n 				๒) ในกรณีที่มีข้อจำกัดในการใช้จ่ายงบประมาณทำให้ไม่สามารถจัดสรรเพื่อดำเนินการก่อสร้างถนนได้ตลอดทั้งสาย ขอให้เร่งอนุมัติงบประมาณฉุกเฉินเพื่อก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก\nในจุดเสี่ยงอันตรายหลักจำนวน ๕ จุด พร้อมทั้ง ก่อสร้างทางข้ามน้ำล้น (Overflow) บริเวณลำห้วยมะเร็ว ในจุดที่ถูกน้ำกัดเซาะรุนแรงโดยเร็ว เพื่อให้รถกู้ชีพสามารถสัญจรผ่านได้ในทุกฤดูกาล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนของประชาชนต่อไป "	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
14	6135	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ผลกระทบจากการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าต่อธุรกิจ SME	"ภาครัฐมีนโยบายปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่โดยจะเริ่มใช้บังคับตั้งแต่\nเดือนมิถุนายน ๒๕๖๙ ซึ่งแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าดังกล่าวแบ่งเกณฑ์การใช้ไฟฟ้า\nออกเป็นช่วง ได้แก่ ๑) กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน ๒๐๐ หน่วย ๒) กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ ๒๐๑-๔๐๐ หน่วย \n๓) กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ ๔๐๑ หน่วยขึ้นไป และ ๔) กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน ๕๐๐ หน่วยขึ้นไป ทั้งนี้ \nจากต้นทุนราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องปรับอัตราค่าไฟฟ้า โดยรัฐบาล\nได้พยายามมุ่งเน้นเพื่อช่วยเหลือกลุ่มประชาชนส่วนใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน ๒๐๐ หน่วย พร้อมทั้ง\nกำหนดนโยบายสนับสนุนอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษี และจากผลการสำรวจความคิดเห็นเพิ่มเติม\nพบว่ากลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า และโรงงานขนาดเล็ก\nที่ตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์หรือตึกแถว ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่อย่างมาก เนื่องจากส่วนมากมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเกินกว่า ๕๐๐ หน่วยขึ้นไป โดยมาตรการการช่วยเหลือของภาครัฐ\nยังไม่ครอบคลุมกลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ\nที่ไม่สามารถขอรับสิทธิประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษีจากการติดโซลาร์เซลล์ได้ เพราะไม่ได้\nเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารและคิดว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนระยะยาว ในการนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจฐานราก จึงขอเสนอแนวทาง\nและมาตรการช่วยเหลือไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ \n 			๑) มาตรการลดต้นทุนพลังงานสำหรับกลุ่ม SME และผู้เช่าพื้นที่ โดยภาครัฐ\nควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณค่าครองชีพหรือมาตรการช่วยเหลือโดยตรง (Targeted Subsidy) \nเช่น การแจกคูปองส่วนลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียน SME และกลุ่มผู้เช่าพื้นที่พาณิชย์ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ เพื่อช่วยชำระค่าไฟฟ้าและลดต้นทุนทางการค้าในช่วงเปลี่ยนผ่านโครงสร้างราคา \n 			๒) ควรกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ผู้เช่าอาคารสามารถเข้าถึงมาตรการ Solar Rooftop โดยออกข้อกำหนดหรือกลไกทางการเงินที่เปิดโอกาสให้ผู้เช่าสามารถร่วมมือกับผู้ให้เช่าในการแบ่งจ่ายค่าติดตั้งระบบ Solar Rooftop หรือให้กลุ่มผู้เช่าในอาคารพาณิชย์ในละแวกเดียวกันสามารถรวมกลุ่มเพื่อใช้พื้นที่ส่วนกลางหรือหลังคาในการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ร่วมกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย \n 			๓) ควรกำหนดแผนโรดแมป (Roadmap) และแนวทางรองรับหลังจากสิ้นสุดมาตรการเยียวยาให้มีความชัดเจนเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถวางแผนบริหารจัดการต้นทุนล่วงหน้าได้ พร้อมกันนี้ รัฐบาลควรเร่งดำเนินการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาวต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
15	6133	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	นโยบายของรัฐบาล	แนวทางการส่งเสริมและรับรองผู้ประกอบอาชีพศิลปินพื้นบ้าน	"ศิลปินพื้นบ้านเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ สืบทอด และพัฒนา\nมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ อันเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ \nการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศไทย อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันศิลปินพื้นบ้านยังไม่ได้รับการรับรองสถานะอาชีพและขาดช่องทางการจ้างงานจากภาครัฐโดยตรงอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบ ดังนี้ ๑) ศิลปินพื้นบ้านถูกจัดให้เป็นเพียงผู้ร่วมกิจกรรม\nเชิงวัฒนธรรมมากกว่าเป็นผู้ประกอบอาชีพที่มีศักยภาพ ๒) ขาดฐานข้อมูลกลาง (Central Database) ที่ภาครัฐจะสามารถนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาและการจ้างงานได้อย่างเป็นระบบ ๓) การจ้างงาน\nของภาครัฐส่วนใหญ่กระทำผ่านบริษัทหรือผู้รับเหมาจัดงาน (Organizer) ส่งผลให้ศิลปินพื้นบ้าน\nที่เป็นผู้ปฏิบัติงานจริงได้รับค่าตอบแทนส่วนปลายทางที่ไม่เป็นธรรม ๔) เยาวชนรุ่นใหม่ไม่เห็นความมั่นคงในเส้นทางอาชีพศิลปินพื้นบ้าน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม ๕) ศิลปินพื้นบ้านผู้สูงวัยขาดระบบสวัสดิการและการดูแลที่เหมาะสมจากภาครัฐ และ ๖) นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาลอาจไม่สามารถเข้าถึงประชาชน\nในระดับฐานรากได้อย่างแท้จริง ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวและยกระดับคุณภาพชีวิตของศิลปินพื้นบ้านอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอเสนอแนะไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้ \n 			๑) พิจารณาออกประกาศกระทรวงวัฒนธรรมว่าด้วยแนวทางการส่งเสริมและรับรอง\nผู้ประกอบอาชีพศิลปินพื้นบ้านไทย โดยให้ครอบคลุมแนวทางสำคัญ ๖ ประการ ได้แก่ \n 				๑.๑) พิจารณารับรองสถานะศิลปินพื้นบ้านให้เป็นอาชีพทางวัฒนธรรมที่ถูกต้อง\nตามกฎหมาย \n\n\n\n 				๑.๒) พิจารณาจัดตั้งสภาศิลปินพื้นบ้านแห่งประเทศไทย และสภาศิลปินพื้นบ้านจังหวัด เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงาน \n 				๑.๓) พิจารณาการจัดทำระบบทะเบียนและฐานข้อมูลศิลปินพื้นบ้านทั่วประเทศ \n 				๑.๔) ขอให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจ้างงานศิลปินพื้นบ้านได้โดยตรง\n 				๑.๕) พิจารณาให้การส่งเสริมระบบสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ และความมั่นคง\nในอาชีพให้กับศิลปินพื้นบ้าน \n 				๑.๖) พิจารณาเชื่อมโยงศักยภาพของศิลปินพื้นบ้านเข้ากับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม \n 			๒) ดำเนินโครงการนำร่อง (Pilot Project) เพื่อส่งเสริมและรับรองผู้ประกอบอาชีพศิลปินพื้นบ้านไทย โดยขอให้พิจารณาเลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่องเนื่องจากมีความพร้อม\nด้านวัฒนธรรมที่หลากหลาย\n 			๓) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ \nและพบปะภาคีเครือข่ายศิลปินพื้นบ้านล้านนาเพื่อรับทราบสภาพปัญหาและร่วมหารือแนวทางการส่งเสริม\nในการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบเพื่อรองรับอาชีพศิลปินพื้นบ้านอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	18	2569	2026-05-26T00:00:00
16	6131	118	นายรุจิภาส มีกุศล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปิตุฆาต (ลูกฆ่าพ่อ)	"เหตุการณ์ที่ปรากฏในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ กรณีบุตรกระทำการฆ่าบิดา\nจนถึงแก่ความตายนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงคดีอาญาเฉพาะราย หากแต่เป็นปรากฏการณ์\nที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย ทั้งในด้านความเปราะบางของสถาบันครอบครัว ปัญหาสุขภาพจิตของบุคคลในครอบครัว และการแพร่ระบาดของยาเสพติด \nซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงและเสริมสร้างให้สถานการณ์ความรุนแรงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น \nจากการศึกษาข้อเท็จจริงพบว่า ผู้กระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวมักมีประวัติที่สะสมความกดดัน\nทางจิตใจมาเป็นระยะเวลานาน โดยไม่ได้รับการดูแล บำบัด หรือแก้ไขอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ประกอบกับ การมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้สุรา การติดยาเสพติด และการขาดทักษะในการจัดการความขัดแย้ง ส่งผลให้สถานการณ์ที่อาจยุติลงได้ด้วยกระบวนการพูดคุยหรือการไกล่เกลี่ยกลับทวีความรุนแรง \nจนนำมาซึ่งความสูญเสียที่มิอาจเยียวยาได้ \n 	ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำอีก จึงขอเสนอแนะ\nต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n 	(๑) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ขอให้เร่งรัดจัดทำและพัฒนาระบบเฝ้าระวังครอบครัวเปราะบางให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมในระดับพื้นที่ โดยบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือและป้องกันได้ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์\nความรุนแรง\n(๒) กระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะกรมสุขภาพจิต ขอให้ดำเนินการให้บริการ\nด้านสุขภาพจิตสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง โดยเฉพาะในระดับชุมชนและพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ผู้ที่มีภาวะความเครียดสะสมหรืออยู่ในสภาวะเสี่ยงได้รับการดูแลและบำบัดก่อนที่ปัญหา\nจะบานปลายกลายเป็นความรุนแรง\n(๓) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ขอให้เร่งรัดดำเนินมาตรการป้องกัน ควบคุม บำบัด และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสมรรถภาพและการบูรณาการผู้ผ่านการบำบัดคืนสู่สังคมอย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการเฝ้าระวังและคุ้มครองบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อหรือผู้กระทำความผิดได้อย่างทันท่วงที\n(๔) กระทรวงมหาดไทย ขอให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยในระดับพื้นที่ \nทั้งจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำหน้าที่เป็นกลไกด่านหน้าในการสอดส่องดูแล เข้าถึง และให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่มีความเสี่ยง โดยประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคี\nที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวมิอาจได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิผลได้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติงานในลักษณะแยกส่วน จึงเห็นควรให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้สามารถระบุการป้องกัน และแก้ไขปัญหาได้ ก่อนที่จะพัฒนาเป็นโศกนาฏกรรม ความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้วย่อมมิอาจย้อนกลับคืนมาได้ แต่สิ่งที่ภาครัฐและสังคมสามารถดำเนินการได้ในห้วงเวลานี้ คือ การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้สถาบันครอบครัวกลับมาเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและเป็นรากฐานที่มั่นคงของสังคมสืบไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
17	6129	59	นายนพดล พริ้งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาตลิ่งพังและดินสไลด์บริเวณพื้นที่ใกล้โรงเรียนวัดวังไทร ตำบลป่าร่อน  อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี 	"สภาพพื้นที่ตลิ่งริมแม่น้ำบริเวณใกล้กับโรงเรียนวัดวังไทร ตำบลป่าร่อน \\nอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประสบปัญหาน้ำกัดเซาะอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดภาวะดินสไลด์\\nและทรุดตัวอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนของราษฎร ตลอดจนเส้นทางคมนาคมและพื้นที่สาธารณะในบริเวณชุมชน โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งจะมีฝนตกชุกและมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลาก หากภาครัฐไม่มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น\\nอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของเด็กนักเรียน ครู และประชาชนผู้สัญจรไปมา\\nในบริเวณนั้น ดังนั้น จึงขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต ๑ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น\\nในพื้นที่ เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังนี้\\n	 	๑) ขอให้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าทำการสำรวจและประเมินความเสี่ยงของสภาพพื้นที่โดยละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณแนวตลิ่งที่อยู่ใกล้โรงเรียนวัดวังไทร และชุมชน\\n		๒) ขอให้เร่งดำเนินการก่อสร้างหรือเสริมความแข็งแรงของแนวป้องกันตลิ่ง เพื่อหยุดการกัดเซาะของกระแสน้ำ และชะลอการทรุดตัวของชั้นดินไม่ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น\\n	 	๓) ขอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อการแก้ไขปัญหาน้ำกัดเซาะอย่างยั่งยืน \\n	 	๔) ขอให้วางแผนป้องกันปัญหาน้ำกัดเซาะตลิ่งในระยะยาวทั้งระบบ "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
18	6127	141	นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาของไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวง	ในปัจจุบัน ปัญหาไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงแผ่นดินและทางสาธารณะ อันเนื่องมาจากนโยบายประหยัดพลังงานของรัฐบาล ที่มีการปรับลดการเปิดไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวง ได้ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วประเทศ โดยโฆษกรัฐบาลได้แถลงว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จอย่างมากในการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงซึ่งสามารถประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายลงได้เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ในความเป็นจริง ไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงถือเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ภาครัฐจำเป็นต้องจัดสรรให้แก่ประชาชนเพื่อความปลอดภัยในการสัญจร ซึ่งการดำเนินมาตรการลดแสงสว่างในลักษณะดังกล่าว ได้ส่งผลให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในเวลากลางคืนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อันเนื่องมาจากทัศนวิสัยในการขับขี่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ รวมถึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม นำมาซึ่งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยรัฐบาลสามารถกำหนดแนวทางประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายภาครัฐด้วยการเลือกใช้วิธีการบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพทดแทนการปิดไฟฟ้าแสงสว่าง\\nบนทางหลวง อาทิ การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงานประเภทแอลอีดี (LED) หรือการนำเทคโนโลยีระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) มาประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สามารถดำเนินการได้ทันที นอกจากนี้ หากรัฐบาลไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งที่มี\\nความพร้อม สามารถจัดสรรงบประมาณมาดำเนินการแทนได้ ยกตัวอย่างเช่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายไปยังรัฐบาลว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี มีความพร้อมที่จะจัดสรรงบประมาณในการดำเนินการปรับปรุงถนนทางหลวงหมายเลข ๓๔๐ บางบัวทอง-สุพรรณบุรี \\nบริเวณแยกนพวงศ์ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดปทุมธานี\\nกับจังหวัดสุพรรณบุรี ดังนั้น ขอให้กระทรวงมหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ตลอดจนกระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวง \\nเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
19	6125	146	นายเศรณี อนิลบล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน	โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เป็นโครงการหนึ่งของรัฐบาล ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้บริโภคนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน และเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญ คือ กำหนดให้ใช้น้ำนมดิบภายในประเทศเท่านั้น โดยเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึงระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๖ ได้ดื่มนมไม่น้อยกว่า ๒๖๐ วันต่อปีการศึกษา ใช้งบประมาณประจำปีจำนวน ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท \\\\nซึ่งมีนักเรียน และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ได้รับประโยชน์รวมกันไม่น้อยกว่า ๔ ล้านคน โดยมีคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ การบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน มีการดำเนินการล่าช้าเป็นอย่างมาก \\\\nส่งผลให้เด็กนักเรียนไม่ได้บริโภคนมโรงเรียนตามที่กำหนด สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการ อันเนื่องมาจากปัญหาการจัดสรรสัดส่วน (โควตา) น้ำนมดิบระหว่างเกษตรกร สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ รัฐวิสาหกิจ คือ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) สถาบันการศึกษา และหน่วยงานของรัฐกับภาคเอกชน ที่ยังไม่มีข้อยุติที่เหมาะสม นอกจากนี้ ในเดือนเมษายน ๒๕๖๙ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ได้กำหนดสัดส่วน\\\\nการจัดสรรสิทธิโควตานมโรงเรียนเป็นอัตรา ๗๐:๓๐ โดยแบ่งสัดส่วนน้ำนมดิบและโควตาให้ฝั่งสหกรณ์โคนม/รัฐวิสาหกิจ ไม่เกินร้อยละ ๗๐ และให้ฝั่งผู้ประกอบการเอกชน ไม่เกินร้อยละ ๓๐ แต่ในเวลาต่อมา ได้มีการ\\\\nแก้ไขปรับลดสัดส่วนของสหกรณ์โคนม/รัฐวิสาหกิจ เป็นร้อยละ ๖๑ และเพิ่มสัดส่วนให้ผู้ประกอบการเอกชน เป็นร้อยละ ๓๙ ซึ่งการดำเนินงานของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ไม่สอดคล้องกับ\\\\nมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ และวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๙ ที่กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญไว้ว่าการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ของรัฐบาล และคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ต้องให้ความสำคัญกับเกษตรกร สหกรณ์ สถาบันการศึกษา และรัฐวิสาหกิจเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนได้ออกหลักเกณฑ์ที่มีลักษณะที่อาจเข้าข่ายเป็นการกีดกันหรือสร้างข้อจำกัดที่ยากต่อการปฏิบัติสำหรับเกษตรกรและสหกรณ์ อาทิ การกำหนดเรื่องการใช้โคนม จำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ตัว การออกหลักเกณฑ์ในปี ๒๕๖๙ กำหนดให้สถาบันเกษตรกร สหกรณ์ \\\\nและสถานศึกษาที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีสัญญาซื้อขายน้ำนมดิบย้อนหลังไม่น้อยกว่า ๒ เดือน\\\\nทั้งที่ในความเป็นจริง สถาบันและสหกรณ์หลายแห่งถูกตัดสิทธิ์ในการดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๖๘ จึงทำให้ไม่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่เกษตรกร สหกรณ์ และสถาบันการศึกษา โดยเร็วที่สุด	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
20	6123	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอเร่งรัดงบประมาณก่อสร้างโรงอาหาร โรงเรียนบ้านตาขุนวิทยา	"จากโรงเรียนบ้านตาขุนวิทยา อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีจำนวนผู้บริหาร คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน \\\\nรวมทั้งสิ้นกว่า ๑,๗๐๐ คน และมีแนวโน้มจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่า แหล่งเรียนรู้\\\\nและโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขาภิบาล โดยเฉพาะอาคารโรงอาหารในปัจจุบัน ยังคงเป็นเพียงอาคารชั่วคราว โครงสร้างมุงด้วยสังกะสีและไม้ มีสภาพชำรุดทรุดโทรม มีพื้นที่คับแคบ ไม่สอดคล้องกับมาตรฐาน\\\\nความปลอดภัย และสุขอนามัยที่ดี นอกจากนี้ พบว่าโรงอาหารมีพื้นที่ไม่สอดคล้องกับจำนวนนักเรียน ส่งผลให้นักเรียนบางส่วนจำเป็นต้องนั่งรับประทานอาหารบนพื้น ซึ่งกระทบต่อสุขลักษณะและอนามัย ตลอดจน\\\\nความเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้ สถานศึกษาดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเฝ้าระวังภัยพิบัติแผ่นดินไหว\\\\n\\\\n\\\\nแต่อาคาร ...\\\\n-๑๒-	\\\\n\\\\nแต่อาคารและสิ่งปลูกสร้างกลับไม่มีระบบรองรับภัยพิบัติ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิต\\\\nของเด็กนักเรียน ผู้บริหาร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษาทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนบ้านตาขุนวิทยา\\\\nจึงได้จัดทำโครงการก่อสร้างอาคารโรงอาหาร แบบ ๑๐๑ ล./๒๗ (พิเศษ) ซึ่งมีลักษณะเป็นอาคารเอนกประสงค์ \\\\nโดยชั้นบนได้รับการออกแบบปรับปรุงเป็นอาคารพลศึกษา พร้อมทั้งมีการคำนวณและวางระบบโครงสร้าง\\\\nให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากภัยแผ่นดินไหวตามมาตรฐานวิศวกรรมเรียบร้อยแล้ว งบประมาณ ๑๔,๑๖๔,๐๐๐ บาท ซึ่งถือเป็นโครงการที่มีความพร้อมในด้านรูปแบบรายการ และมีความจำเป็นสอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดยบรรจุในหมวดสิ่งก่อสร้าง และส่วนราชการต้นสังกัดได้เสนอคำของบประมาณแล้ว\\\\nดังนั้น เมื่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๐ แล้ว ขอให้กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาโครงการดังกล่าวเพื่อความปลอดภัย\\\\nในชีวิตของเด็กนักเรียน ผู้บริหาร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนบ้านตาขุนวิทยา ตำบลเขาวง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี "	กระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
21	6119	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	ความเดือดร้อนของประชาชน	โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังริมคลองตลาดชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช	"สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาชน ประกอบกับข้อมูลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา พบว่าบริเวณแม่น้ำสายชะอวด - ปากพนัง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านบริเวณตลาดชะอวด อำเภอชะอวด \\\\\\\\\\\\\\\\nจังหวัดนครศรีธรรมราช ประสบปัญหาการกัดเซาะของกระแสน้ำบริเวณตลิ่ง โดยในช่วงฤดูน้ำหลาก \\\\\\\\\\\\\\\\nช่วงที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมสูง และช่วงที่เกิดอุทกภัย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือน และสภาพเศรษฐกิจของชุมชนในพื้นที่และบริเวณโดยรอบ หากมิได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบอาจก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง\\\\\\\\\\\\\\\\n		ปัญหาการกัดเซาะตลิ่งในพื้นที่ดังกล่าว ได้รับการจัดสรรงบประมาณและดำเนินการแก้ไขแล้วบางส่วน โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง\\\\\\\\\\\\\\\\nโดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ และปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ในส่วนที่ดำเนินการแล้วเสร็จเป็นระยะทาง ๑,๙๗๐ เมตร อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จทั้งหมด จึงต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเป็นการเร่งด่วน ดังนั้น ขอให้รัฐบาล และกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เร่งรัดและอนุมัติการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม ๑๑๐,๔๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังส่วนขยายเพิ่มเติม ระยะทางรวม ๙๒๐ เมตร เพื่อให้มีการปรับปรุงและแก้ไข\\\\\\\\\\\\\\\\nจุดเสี่ยงภัยตลิ่งพังในบริเวณแม่น้ำสายชะอวด - ปากพนัง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเร็วที่สุด"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย\\\\\\\\\\\\\\\\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
22	6117	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลและวิทยุกระจายเสียงท้องถิ่น	"จากในปัจจุบันพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ผู้ประกอบการสื่อดั้งเดิมของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลและวิทยุกระจายเสียง เผชิญภาวะวิกฤตความอยู่รอดจากการถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขยายตัวของแพลตฟอร์มผู้ให้บริการเนื้อหาผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (Over-The-Top: OTT) จากต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาดึงดูดงบโฆษณาของเอกชน และฐานผู้ชมภายในประเทศเป็นจำนวนมาก โดยที่แพลตฟอร์ม OTT ต่างประเทศไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมาย กฎ ระเบียบ ระบบการจัดเก็บภาษี หรือมีภาระต้นทุนค่าใบอนุญาตประกอบกิจการเฉกเช่นผู้ประกอบการสัญชาติไทย สภาวการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจดิจิทัลและความมั่นคงทางสังคมของประเทศไทย \n		ในส่วนของวิทยุกระจายเสียงท้องถิ่นซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่ง\nในระดับภูมิภาค ทั้งในมิติการสื่อสารสร้างความรับรู้ที่ถูกต้องแก่ชุมชน รวมทั้งมีการบูรณาการระบบกระจายข้อความเตือนภัยฉุกเฉินผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (Cell Broadcast) ในระดับพื้นที่ กำลังประสบความยากลำบากจากภาระค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านระบบเทคโนโลยี ตลอดจนหลักเกณฑ์\nการกำกับดูแลที่มีความซับซ้อน ท่ามกลางภาวะขาดแคลนทุนทรัพย์ในการดำเนินงาน ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนี้ ผู้ประกอบการวิทยุกระจายเสียงท้องถิ่นคงต้องทยอยยุติการประกอบกิจการ ส่งผลให้รัฐสูญเสียกลไกสื่อสารภาคประชาชนที่มีประสิทธิภาพและอยู่ใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พิจารณาดำเนินการอย่างเร่งด่วน ดังนี้\n		๑) พิจารณากำหนดมาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT ต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเท่าเทียมและกลไกการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการทุกรายต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานจริยธรรมวิชาชีพ กฎหมาย และความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับเดียวกัน\n		๒) พิจารณากำหนดมาตรการเยียวยาและลดภาระต้นทุน อาทิ การปรับลดหรืออุดหนุนค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ค่าบริการโครงข่าย ตลอดจนการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการปรับตัว\nทางเทคโนโลยีและการยกระดับคุณภาพการผลิตเนื้อหาสำหรับสื่อมวลชนท้องถิ่น\n		๓) กำหนดนโยบายส่งเสริมอธิปไตยทางดิจิทัลของชาติ เพื่อปกป้องและพัฒนาโครงข่ายพื้นฐานด้านสื่อสารมวลชนของไทยให้มีความเข้มแข็ง และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว"	นายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
23	6115	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ไรเดอร์เพื่ออิป้ออิแม่: โมเดลเล็กจากจังหวัดน่าน สู่คำถามใหญ่ของประเทศไทย	"ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างเด่นชัดในพื้นที่ภูมิภาค เนื่องจากประชากรวัยทำงานย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่ ทิ้งให้ผู้สูงอายุ \nคนพิการ และกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ต้องอาศัยอยู่ตามลำพังในภูมิลำเนาเดิม ซึ่งจากข้อมูลเชิงสถิติ ณ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๙ ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองน่าน จังหวัดน่าน ปรากฏแนวโน้มสัดส่วนประชากรสูงอายุสูงถึงร้อยละ ๓๒.๘๖ ซึ่งจากการสำรวจสภาพข้อเท็จจริงเชิงลึกพบว่า ผู้สูงอายุ\nและกลุ่มเปราะบางจำนวนมากกำลังเผชิญกับภาวะความเสื่อมถอยทางร่างกาย โรคเจ็บป่วยเรื้อรัง \nภาวะทุพโภชนาการเนื่องจากขาดผู้ดูแลจัดหาอาหาร สภาพที่อยู่อาศัยทรุดโทรม รายได้ไม่เพียงพอ\nต่อการยังชีพ ตลอดจนความเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ขณะที่กลไกการส่งต่อผู้สูงอายุ\nเข้าสู่สถานสงเคราะห์ของรัฐยังมีข้อจำกัดด้านกระบวนการและระยะเวลาในการรอดำเนินการ\n		เทศบาลเมืองน่านได้ริเริ่มการแก้ไขปัญหาเชิงรุกผ่านการบูรณาการพลังภาคประชาชน\nและชุมชน ภายใต้ชื่อ “โครงการกองทุนไรเดอร์เพื่ออิป้ออิแม่” โดยมีกิจกรรมหลักในการจัดหาอาหาร รวมถึงสิ่งของจำเป็น จัดส่งตรงถึงเคหสถานของผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยงบประมาณตามแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลเมืองน่าน ซึ่งมีวงเงินงบประมาณไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพึ่งพาเงินบริจาคเพื่อการกุศลจากผู้มีจิตศรัทธา และกลุ่มสตรีในพื้นที่ซึ่งหารายได้เสริมจากการแสดงฟ้อนรำ บริเวณถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่าน เพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากนักท่องเที่ยว ซึ่งรวมกันแล้วยังไม่เพียงพอรองรับภาระค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น \nจึงขอเสนอแนะผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n		๑) ขอให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงบประมาณ ร่วมกันทบทวนหลักเกณฑ์และเพิ่มสัดส่วนการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้เกณฑ์สัดส่วนความหนาแน่นของประชากรผู้สูงอายุในพื้นที่เป็นดัชนีชี้วัด เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณเพียงพอในการจัดสวัสดิการขั้นพื้นฐานด้านอาหาร ด้านการแพทย์ และการบริบาลผู้สูงอายุ\n		๒) ขอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พิจารณาศึกษาและถอดบทเรียนความสำเร็จของ “โครงการกองทุนไรเดอร์เพื่ออิป้ออิแม่” ของเทศบาลเมืองน่าน เพื่อนำไปประยุกต์และขยายผลเป็นโมเดลต้นแบบในการดูแลผู้สูงอายุในมิติเชิงพื้นที่สำหรับจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ\n		๓) ขอให้พิจารณาปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารและการตั้งชื่อโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีความเป็นสากล เรียบง่าย และจดจำได้ง่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระดมทรัพยากร\nจากทุกภาคส่วน และสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของโครงการสู่ระดับชาติ	"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
24	6113	118	นายรุจิภาส มีกุศล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์	"จากการรายงานสถิติการจับกุมคดียาเสพติดในพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๘ ถึงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๙ พบว่ามีผลการจับกุมสูงเป็นอันดับที่ ๒ ของจังหวัด โดยมีสถิติการจับกุม รวมทั้งสิ้น ๔๓๗ คดี ผู้ต้องหาจำนวน ๔๗๒ คน และของกลางยาบ้ารวม ๓๓,๘๕๗ เม็ด อย่างไรก็ดี ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าการปฏิบัติงานในบางพื้นที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ของเดือนนั้นแล้ว จะลดความเข้มงวดกวดขัน\nในการจับกุมผู้กระทำความผิดลง ซึ่งประเด็นปัญหานี้เป็นที่รับรู้ของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ทำให้สามารถรอดพ้นการจับกุมไปได้ ประกอบกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ใช้พื้นที่ในอำเภอข้างเคียงเป็นที่พักยาเสพติดก่อนที่จะลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายในอำเภอสังขะ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองต้องขยายผลการจับกุม แต่กลับมีเจ้าหน้าที่บางคนไม่พอใจเพราะเกรงว่าจะทำให้สถิติคดียาเสพติดเพิ่มขึ้น สภาพปัญหาดังกล่าวส่งผลให้มาตรการป้องกันและการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีประสิทธิภาพลดลง\n		ปัจจุบันพบว่ายาบ้าในพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ จำหน่ายราคาเม็ดละ ๓๐ - ๑๐๐ บาท แบ่งบรรจุถุงละ ๒๐๐ เม็ด ราคาไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท และในกรณีซื้อขายจำนวนมาก จะจำหน่ายเป็นมัด มัดละ\n๒,๐๐๐ เม็ด ราคา ๒๕,๐๐๐ บาท กลุ่มเครือข่ายยาเสพติดมีการใช้เด็กและเยาวชนในชุมชนเป็นเครื่องมือ\nในการกระจายยาเสพติด ขณะที่ประชาชนที่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิด ไม่กล้าแจ้งข้อมูล\nต่อเจ้าพนักงาน เพราะเกรงกลัวต่ออิทธิพลของกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งสภาพปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายยาเสพติดมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ปัญหายาเสพติดแพร่ระบาด\nในพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ทำให้ผู้เสพเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทั้งยังส่งผลให้ผู้ติดยาเสพติดมีภาวะ\nจิตเวชสารเสพติด เกิดอาการคลุ้มคลั่ง นำไปสู่การก่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและก่อเหตุอาชญากรรม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
25	6111	77	นางเบ็ญจมาศ อภัยทอง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาเศรษฐกิจการค้าทางออนไลน์ที่ไม่เป็นธรรม	"จากในปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยในภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ร้านค้าออนไลน์ ธุรกิจครอบครัว ตลอดจนเกษตรกร จำเป็นต้องพึ่งพา\nแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) และแพลตฟอร์มผู้ให้บริการขนส่งอาหาร (Food Delivery) ในการดำเนินธุรกิจเป็นจำนวนมาก พบว่ากลุ่มผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดังกล่าวมีแนวโน้ม\nปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียม ค่าคอมมิชชัน (commission) ค่าดำเนินการธุรกรรม ค่าโฆษณา และค่ากิจกรรมส่งเสริมการขาย (campaign) ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยลักษณะการดำเนินธุรกิจของแพลตฟอร์มดังกล่าว ในช่วงแรกจะยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ต่อมา เมื่อแพลตฟอร์มได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจึงจะมีการปรับอัตราค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น โดยในปัจจุบัน แพลตฟอร์มบางรายมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม\nในอัตราสูงถึงร้อยละ ๒๐ - ๓๐ ตัวอย่างเช่น กรณีคุณแพรรี่  ไพรวัลย์ ซึ่งขายสินค้าผ่านแอปพลิเคชันหนึ่ง รายรับ ๒.๑ ล้านบาท เสียค่าธรรมเนียม สูงถึงร้อยละ ๓๐ คิดเป็นจำนวนเงินกว่า ๗ แสนบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบโดยตรงที่มีต่อโครงสร้างต้นทุนของผู้ประกอบการของไทย ทำให้สัดส่วนกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือบางรายถึงขั้นประสบภาวะขาดทุน และส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนจำเป็นต้องมีการปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้น ปรับลดอัตราการจ้างงาน หรือยุติการดำเนินกิจการ ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการชาวไทยแล้ว ยังส่งผลกระทบถึงผู้บริโภคของไทยที่ต้องแบกรับภาระ\nค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย\n		มาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหา พบว่าในต่างประเทศเริ่มมีการตระหนัก\nและมีการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย \nอยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมายเพื่อควบคุมแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์\nเพื่อควบคุมอัตราค่าธรรมเนียมให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ป้องกันการผูกขาดทางการค้า คุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อย และส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใสในระบบการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ดังนั้น \nเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ประกอบการชาวไทยและสร้างระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลที่เป็นธรรม จึงขอให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งพิจารณาศึกษาโครงสร้างค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างจริงจัง รวมถึงกำหนดให้เปิดเผยค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ \nที่เกี่ยวข้องอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการชาวไทย\nตลอดจนป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาด รวมทั้งควรพิจารณาสนับสนุนให้มีแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทย เพื่อเพิ่มช่องทางประกอบธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการชาวไทย นอกจากนี้ ควรกำหนดกฎระเบียบหรือหลักเกณฑ์ควบคุมแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศสามารถดำเนินธุรกิจได้\nอย่างมั่นคงและยั่งยืน \n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม \n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
26	6109	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	กฎหมาย	ปัญหาอันตรายจากความไม่ปลอดภัยบนท้องถนนในประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย 	"สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่นิยมมาท่องเที่ยวในประเทศไทย พบว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่มีความเห็นว่าประเทศไทยเป็นเมืองที่สนุก อยู่แล้วมีความสุข แต่มีข้อกังวลเกี่ยวกับการปั่นจักรยานท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ เมืองพัทยา และจังหวัดภูเก็ต ซึ่งประเทศไทยมีปัญหาการเตรียมความพร้อมในการรองรับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่นิยมปั่นจักรยาน คือ ๑) ประเทศไทยมีช่องทางสำหรับการปั่นจักรยานไม่เพียงพอ และช่องทางสำหรับการปั่นจักรยานที่มีอยู่ ไม่สามารถใช้งานได้จริง เพราะถูกใช้งานร่วมกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตลอดจนมีสิ่งกีดขวาง ๒) ในบางพื้นที่มีเครื่องหมายจราจร และไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเส้นทางการท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางคืน ๓) นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่คุ้นเคยกับกฎหมายจราจรของประเทศไทย ในเรื่องของการขับชิดซ้าย จุดกลับรถ รวมทั้งพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของรถบางประเภท และ ๔) การเช่าจักรยานในบางพื้นที่อาจไม่มีการให้ข้อมูลเรื่องความปลอดภัย ไม่มีหมวกนิรภัย ไม่มีการทำประกันภัย และไม่มีคู่มือความปลอดภัยที่เป็นภาษาอังกฤษ \n		สภาพปัญหาดังกล่าวส่งผลให้เมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุจากการ\nปั่นจักรยานท่องเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องสูญเสียชีวิต เพิ่มภาระต่อระบบสาธารณสุขและหน่วยกู้ชีพของไทยแล้ว ข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยที่มีการเผยแพร่\nไปยังสื่อมวลชนทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความปลอดภัย ความเชื่อมั่นและรายได้จากเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทย ดังนั้น ขอเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงคมนาคม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวง\nการท่องเที่ยวและกีฬา ดังนี้ \n		๑) ในพื้นที่หลักของเมืองท่องเที่ยว ภาครัฐต้องเพิ่มช่องทางสำหรับการปั่นจักรยาน\nและปรับปรุงช่องทางสำหรับการปั่นจักรยานที่มีอยู่ให้มีมาตรฐานสากล โดยให้แยกจากช่องทางจราจรปกติที่มีไว้สำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ \n		๒) ติดตั้งป้ายเตือนหลายภาษา เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ\n		๓) กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ให้เช่าจักรยานสำหรับนักท่องเที่ยว ต้องจัดให้มีหมวกนิรภัย \nไฟส่องสว่าง การทำประกันภัย และคู่มือความปลอดภัยเป็นภาษาอังกฤษ \n		๔) เพิ่มการติดตั้งกล้องวงจรปิดและไฟส่องสว่างในบริเวณจุดอันตรายและเส้นทางท่องเที่ยว \n		๕) สำรวจจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลัก \n		๖) รณรงค์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนและคนเดินเท้า มีวินัยและเคารพกฎจราจร\n"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
27	6107	142	นายศรายุทธ ยิ้มยวน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความแห้งแล้ง น้ำทำการเกษตรไม่เพียงพอ	จากปัญหาภัยแล้งในพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเหตุให้\nหมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๒ และหมู่ที่ ๗ ตำบลหัวนา ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตชลประทาน มีสภาพแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร การเพาะปลูกจึงไม่ได้ผลดีมากนัก หากปีใดประสบภัยแล้ง จะยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหา\nมีความรุนแรงเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังเห็นได้จากพืชที่เกษตรกรปลูก อาทิ มันสำปะหลังยืนต้นตาย อ้อยเติบโตได้\nไม่สมบูรณ์ โดยพื้นที่ดังกล่าวมีประชากรประมาณ ๒,๕๐๐ คน พื้นที่ทำการเกษตรกว่า ๑๐,๐๐๐ ไร่ \nถ้าหากว่ามีน้ำทำการเกษตรไม่เพียงพอ เกษตรกรย่อมสามารถทำการเพาะปลูกได้ผลดี มีรายได้เพียงพอเลี้ยงดูครอบครัวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พื้นที่ดังกล่าวมีสระน้ำขนาดใหญ่ประมาณ ๑๒๐ ไร่ \nและห่างออกไปประมาณ ๒ กิโลเมตร มีท่อส่งน้ำจากลำห้วยขจี ซึ่งเป็นสาขาของลำห้วยกระเสียว\nที่ส่งน้ำมาจากเขื่อนกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี แต่เนื่องจากสระน้ำดังกล่าวมีสภาพ\nตื้นเขิน ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ ดังนั้น ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\nเร่งดำเนินการขุดลอกสระน้ำดังกล่าว ให้มีความลึกเพิ่มขึ้นประมาณ ๑๐ เมตร เพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำ\nสำหรับใช้ในการเกษตรกรรม ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งจะทำให้สามารถส่งน้ำมายังพื้นที่ของเกษตรกรตำบลหัวนา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ตั้งอยู่นอกเขตชลประทานได้ \n	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
28	6105	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	เงินประกันภัยที่ค้างจ่าย	"จากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับกรณีกองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) มีภาระผูกพันต้องทยอยชำระหนี้ให้แก่ประชาชนผู้เอาประกันภัยจำนวนกว่า ๘๐๐,๐๐๐ คน ที่ได้รับความเสียหายจากบริษัทประกันภัย ๕ บริษัทที่รับประกันภัยในช่วงที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) แพร่ระบาด และต่อมาได้เลิกกิจการ เป็นเหตุให้มีหนี้ค้างชำระจำนวนกว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทซึ่งประชาชนผู้เอาประกันภัยรอรับชำระหนี้จากกองทุนประกันวินาศภัยมาเป็นเวลา ๕ - ๖ ปีแล้ว โดยปัจจุบัน กองทุนประกันวินาศภัย (กปว.) มีความสามารถชำระหนี้ให้แก่ประชาชนผู้เอาประกันภัยเพียงปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้จะต้องใช้เวลาประมาณ ๔๐ - ๕๐ ปี จึงจะชำระหนี้จำนวนกว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้แก่ประชาชนจำนวนกว่า ๘๐๐,๐๐๐ คนได้ครบถ้วน \nซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานเกินกว่าอายุขัยของประชาชนที่ได้รับความเสียหาย \n		“กองทุนประกันวินาศภัย” เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๗๙ แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๓๕ มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัยในกรณีบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ฯลฯ\nโดยกองทุนประกันวินาศภัยประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ตามมาตรา ๘๐ แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัยฯ เมื่อพิจารณามาตรา ๘๐ (๗) เงินที่ได้จากการกู้ยืมเงิน หรือการออกตราสารทางการเงินอื่น และมาตรา ๘๐ (๑๑) เงินสนับสนุนจากรัฐบาล ย่อมเห็นได้ว่ากองทุนประกันวินาศภัยสามารถกู้ยืมเงินได้ และรัฐบาลมีหน้าที่จัดสรรเงินสนับสนุนให้แก่กองทุนประกันวินาศภัย ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง พิจารณาจัดสรรเงินให้แก่กองทุนประกันวินาศภัย เพื่อให้สามารถชำระหนี้จำนวนกว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้แก่ประชาชนผู้เอาประกันภัยจำนวนกว่า ๘๐๐,๐๐๐ คนได้ครบถ้วนในคราวเดียว โดยอาจเป็นการกู้ยืมเงิน การออกตราสารทางการเงินอื่น หรือเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ตามที่นายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง พิจารณาเห็นสมควร ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้เอาประกันภัยที่รอรับชำระหนี้จากกองทุนประกันวินาศภัยดังกล่าว"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
29	6103	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	กฎหมาย	ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบบ่อนทำลายประสิทธิภาพการทำงาน ของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างรุนแรง	"ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบบ่อนทำลายประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างรุนแรง อันเกิดจากการขาดความซื่อสัตย์สุจริต \nและขาดความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบุคคล ถือเป็นปัญหา\nเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่ง โดยปราศจากการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจัง เป็นเหตุให้ภาครัฐไม่สามารถนำงบประมาณแผ่นดินไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา และการจัดสวัสดิการสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาโครงการก่อสร้างของรัฐมีความล่าช้า สาธารณูปโภคมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และซ้ำเติมปัญหา\nความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น \n		องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ประเมินว่าประเทศไทยกำลังประสบกับดักการพัฒนาประเทศจากปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ\nต่อการพัฒนาประเทศ และขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง สอดคล้องกับค่าดัชนีรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ของประเทศไทยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ \nเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน พบว่า ประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศได้เร่งรัดการปฏิรูประบบราชการ สร้างความโปร่งใส และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จนสามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศได้ในอัตราที่สูงกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้ว่า\nความล้มเหลวในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้ส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาส\nในการแข่งขันบนเวทีโลก ซึ่งในปัจจุบันกลไกการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไม่ได้ให้ความสำคัญ\nกับต้นทุนการผลิตแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในการบริหารจัดการของภาครัฐอีกด้วย\n		เมื่อพิจารณาในมิติของกฎหมายภายในประเทศ พบว่าประเทศไทยมีการตรากฎหมายกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ส่งเสริมการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งยังมีการกำหนดให้การทุจริต\nและประพฤติมิชอบ ถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีอัตราโทษสูง ตัวอย่างเช่น มาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ต่อต้านการทุจริต ตลอดจนประมวลกฎหมายอาญา มีการบัญญัติความผิด\nต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มาตรา ๑๔๙ ความผิดฐานเจ้าพนักงานเรียกรับสินบน มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ \n๕ ปี ถึง ๒๐ ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และมาตรา ๑๕๗ ความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้น\nการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๑๐ ปี อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ พบว่าหน่วยงานของรัฐยังขาดการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้มีอิทธิพลหรือเครือข่ายผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจัง ดังนั้น ขอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายปราบปรามปัญหา\nการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถบังคับใช้กฎหมาย ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด กำหนดมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต และประชาชนที่แจ้งเบาะแสการกระทำความผิด "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
30	6101	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการไม่มีไฟฟ้าใช้ของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่	"จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ณ จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู หมู่บ้านป่าไม้ ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมถึงอำเภอเวียงแหงและอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยเริ่มเข้ามาตั้งรกรากและก่อตั้งชุมชนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ปัจจุบันมีขนาดชุมชนรวม ๑๑๑ หลังคาเรือน และมีประชากรทั้งสิ้น ๔๔๕ คน ซึ่งจวบจนถึงปัจจุบัน ชุมชนดังกล่าวยังคงประสบความเดือดร้อนอย่างรุนแรงเนื่องจากไม่มีระบบสาธารณูปโภคไฟฟ้าใช้เพื่อการดำรงชีพ โดยมีข้อจำกัดทางด้านกฎหมายและระเบียบของทางราชการ เนื่องจากที่ตั้งของชุมชนและเคหสถานดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม\n		ที่ผ่านมา ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านป่าไม้ ได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอจัดที่ดินชุมชนในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามประกาศคณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน\nเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง การจัดที่ดินชุมชนในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓\nซึ่งมีความคืบหน้าแล้ว กล่าวคือ เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๘ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการสำรวจข้อมูลเชิงพื้นที่ พร้อมทั้งจัดให้มีการประชุมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย \nและต่อมา เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ได้มีการปิดประกาศแผนที่แสดงวงรอบที่ตั้งของกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู หมู่บ้านป่าไม้ โดยมีพื้นที่รวมประมาณ ๔๓ ไร่ ๑ งาน ๗๘ ตารางวา\n		ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ \nพ.ศ. ๒๕๖๘ ที่ได้ให้การรับรองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ในการเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อาทิ \nระบบไฟฟ้า แหล่งน้ำ และเส้นทางคมนาคม รวมถึงสวัสดิการสังคมที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาค ทั่วถึง \nและเป็นธรรม เพื่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข จึงขอให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงาน\nการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n		๑) เร่งดำเนินการพิจารณาอนุญาตให้ชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู หมู่บ้านป่าไม้ ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน ตามที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่\nได้ประกาศแผนที่แสดงวงรอบที่ตั้งของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู หมู่บ้านป่าไม้ โดยมีพื้นที่รวมประมาณ \n๔๓ ไร่ ๑ งาน ๗๘ ตารางวา ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว\n		๒) มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงใหม่ ขอให้เร่งดำเนินการติดตั้งระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงต่ำเข้าสู่ครัวเรือนของประชาชนในพื้นที่โดยเร็ว"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
31	6099	83	นายประภาส ปิ่นตบแต่ง	นโยบายของรัฐบาล	มาตรการรองรับและสถานะทางกฎหมายของพื้นที่โฉนดชุมชน ภายหลังจากที่ได้ มีการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม	"การที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ มีมติเห็นชอบด้วยร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการยกเลิกระเบียบที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ. .... และต่อมา นายกรัฐมนตรีได้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการยกเลิกระเบียบที่ไม่เหมาะสมแก่กาลสมัย พ.ศ. ๒๕๖๙ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๓ ตอนพิเศษ ๑๑๓ ง ลงวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙) กำหนดให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๓ และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยเหตุผลที่พิจารณายกเลิก คือ มีความซ้ำซ้อนกับหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจนกว่า คือ พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งกำหนดมาตรการและแนวทางการกระจายการถือครองที่ดินไว้อย่างเป็นธรรมอยู่แล้ว\n		เจตนารมณ์สำคัญของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน \nพ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งถูกยกเลิกไปดังกล่าว คือ การส่งเสริมระบบการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันโดยชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิชุมชน ตามที่ได้มีการบัญญัติรับรองไว้ในมาตรา ๔๓ และมาตรา ๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ นอกจากนี้ \nในมิติด้านการบังคับใช้กฎหมาย พบว่ามีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ดำเนินงานตามระเบียบ\nสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนฯ อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ ๑) มีชุมชนที่แสดง\nความประสงค์และยื่นคำขอจัดให้มีโฉนดชุมชนแล้ว จำนวน ๔๔๙ ชุมชน ในพื้นที่ ๔๗ จังหวัด ๒) มีชุมชนที่อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการและได้รับความเห็นชอบแล้ว โดยรอการอนุมัติอนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ จำนวน ๖๑ ชุมชน และ ๓) มีชุมชนที่ได้รับการออกโฉนดชุมชนเสร็จสิ้นแล้ว จำนวน ๔ แห่ง ได้แก่ ชุมชนบ้านคลองโยง จังหวัดนครปฐม ชุมชนแม่อาว ชุมชนใหม่ป่าฝาง และชุมชนบ้านธาตุขิงแก่ง จังหวัดลำพูน \n		การที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มี\nโฉนดชุมชนฯ และให้ใช้มาตรการและแนวทางการกระจายการถือครองที่ดินของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) โดยไม่มีมาตรการรองรับสถานะของชุมชนที่ได้มีการดำเนินงานตามระเบียบ\nสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนฯ อย่างชัดเจน ย่อมเป็นที่เห็นได้อย่างแน่ชัดว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะทางกฎหมายของพื้นที่โฉนดชุมชน และความมั่นคงในที่ดินทำกินของประชาชนที่ได้ดำเนินงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนฯ ดังกล่าว ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว พิจารณา ดังนี้	\n		๑) ขอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและยึดมั่นการดำเนินนโยบายตามเจตนารมณ์ของการส่งเสริมและรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน\n		๒) ขอให้เร่งดำเนินการปรับปรุงหรือออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับใหม่เพื่อใช้บังคับแทนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนฯ ที่ถูกยกเลิกไป โดยอาจพิจารณาออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับใหม่ โดยอยู่ภายใต้หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อให้การบริหารจัดการที่ดินชุมชนมีกฎหมายรองรับอย่างต่อเนื่อง\n		๓) ขอให้กำหนดมาตรการรองรับพื้นที่ชุมชนที่ได้มีการดำเนินงานตามระเบียบ\nสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุมชนที่ได้รับการออกโฉนดชุมชนเสร็จสิ้นแล้ว จำนวน ๔ แห่ง รวมถึงชุมชนที่อยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินการ พร้อมทั้งเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาล "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	16	2569	2026-05-19T00:00:00
32	6097	32	ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ร่วมรณรงค์สร้างสังคมปลอดภัยด้วยสัญลักษณ์ความช่วยเหลือ	ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ พบว่ามีเหตุการณ์เด็กถูกลักพาตัว จำนวน ๒๖๕ ราย \\nและมีผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ จำนวนมากถึง ๒๗๙ ราย ซึ่งเป็นปัญหาความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง โดยเหยื่อส่วนใหญ่มักตกอยู่ในสภาวะ\\nที่ไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือด้วยเสียงตามปกติได้ เนื่องจากตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และกลุ่มมิจฉาชีพหรือผู้กระทำความผิดมีการควบคุมอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุนี้ การใช้สัญญาณมือขอความช่วยเหลือ (Signal for Help) ซึ่งเป็นการขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ที่ผู้ประสบภัย\\nไม่สามารถสื่อสารด้วยวิธีการตามปกติได้ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยมีขั้นตอนปฏิบัติ ๓ ลำดับ \\n(รหัส ๕-๔-๐) คือ ลำดับที่ ๑ (เลข ๕) หงายฝ่ามือออกหาผู้อื่น ลำดับที่ ๒ (เลข ๔) พับนิ้วหัวแม่มือเข้าหาฝ่ามือ และลำดับที่ ๓ (เลข ๐) กำนิ้วมือทั้ง ๔ ที่เหลือทับนิ้วหัวแม่มือ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลและหน่วยงาน\\nที่เกี่ยวข้องร่วมกันรณรงค์และสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนทั่วไปมีความรู้เข้าใจความหมายของสัญญาณมือขอความช่วยเหลือ (Signal for Help) และรู้วิธีการให้ความช่วยเหลือที่ถูกต้องและปลอดภัย โดยไม่ละเลยต่อสัญญาณที่ได้รับ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภัยทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
33	6095	186	นายอภินันท์ เผือกผ่อง	ความเดือดร้อนของประชาชน	1.เรื่อง ปัญหาการบริหารจัดการขยะมูลฝอย 2.เรื่อง ปัญหาระบบบำบัดน้ำเสียของเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3.เรื่อง ปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำพื้นที่น้ำจืดบนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี	"๑.	เรื่อง ปัญหาการบริหารจัดการขยะมูลฝอย\n 	เนื่องจากคณะอนุกรรมาธิการศึกษาด้านการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ในคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น (วุฒิสภา) ได้ลงพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ ๖ - ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เพื่อศึกษาการยกฐานะเทศบาลนครเกาะสมุย เป็นมหานครเกาะสมุย พบว่า อำเภอเกาะสมุย \nมีเตาเผาขยะที่กรมโยธาธิการและผังเมืองก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ แต่ปัจจุบันไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้มีขยะตกค้างสะสม ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน และมีขยะเกิดใหม่วันละประมาณ ๑๕๐ - ๒๐๐ ตัน ทั้งนี้ เทศบาลนครเกาะสมุยประสงค์จะจำหน่ายเตาเผาขยะเดิมที่หมดสภาพใช้งาน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากการส่งมอบทรัพย์สินจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ไปยังเทศบาลนครสมุย มิได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบ ส่งผลให้ไม่สามารถขึ้นทะเบียนพัสดุได้ ปัจจุบันเทศบาลนครเกาะสมุยจำเป็นต้องขนย้ายขยะ\nไปกำจัดที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งอยู่ไกลออกไปกว่า ๑๐๐ กิโลเมตร ทำให้มีภาระค่าใช้จ่าย ปีละ ๖๐ ล้านบาท ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว\n๒.เรื่อง ปัญหาระบบบำบัดน้ำเสียของเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี\n 	โดยปัจจุบันเกาะสมุยมีปริมาณน้ำเสีย ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ขณะที่ระบบบำบัดน้ำเสียเดิมรองรับได้ ประมาณ ๑๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เทศบาลนครเกาะสมุยจึงมีความประสงค์จะก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวมเพิ่มเติม ถึงแม้ว่าจะมีโครงการและงบประมาณรองรับแล้ว \nแต่ยังคงประสบปัญหาด้านการใช้พื้นที่บริเวณคลองแม่ทา เนื่องจากกรมเจ้าท่าเห็นว่า อยู่ในเขตความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า จึงยังไม่อนุญาตให้ดำเนินโครงการดังกล่าว ดังนั้น จึงขอให้กรมเจ้าท่าพิจารณาอนุญาตการใช้พื้นที่บริเวณคลองแม่ทาให้แก่เทศบาลนครเกาะสมุย โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียของพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญระดับประเทศ\nเรื่อง ปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำพื้นที่น้ำจืดบนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี\n 	เนื่องจากเทศบาลนครเกาะสมุย ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่คลองลิปะใหญ่ หมู่ที่ ๒ ตำบลอ่างทอง อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญสำหรับการเพาะปลูกทุเรียน และลางสาดเกาะสมุย รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน กำลังประสบปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำพื้นที่น้ำจืด ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ประชาชนได้ร้องขอให้กรมชลประทาน ดำเนินการก่อสร้างประตูป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๘ แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ได้\nรับการจัดสรรงบประมาณ อีกทั้งการดำเนินโครงการยังติดขัดเรื่องการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้ถาวร\nตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงขอให้กรมชลประทาน และกรมป่าไม้ เร่งรัดการพิจารณาอนุมัติโครงการ การจัดสรรงบประมาณ และการอนุญาตใช้พื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำทะเลรุกล้ำโดยเร็ว เนื่องจากอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าพื้นที่ปีละกว่า ๓.๕ ล้านคน และสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจกว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
34	6093	54	นายธนภัทร ตวงวิไล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้พัฒนาถนนสาย ชย.ถ ๓๒-๐๒๗ เชื่อมตำบลกะฮาด - ตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ	เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ตำบลกะฮาด และตำบลหนองฉิม อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ได้รับความเดือดร้อนจากสภาพถนนสาย ชย.ถ ๓๒-๐๒๗ ช่วงบ้านหนองดินดำ ตำบลกะฮาด เชื่อมต่อบ้านบะเสียว ตำบลหนองฉิม ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสำหรับการสัญจรของประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้ป่วยที่เดินทางไปยังสถานศึกษา และโรงพยาบาลเนินสง่า โดยถนนดังกล่าวมีระยะทาง ประมาณ ๓ กิโลเมตร แต่ยังคงมีสภาพเป็นถนนดิน และขาดการพัฒนาให้ได้มาตรฐานมาเป็นเวลากว่า ๕๐ ปี อีกทั้ง ไม่เคยได้รับงบประมาณสนับสนุนเพื่อปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ถนนมีสภาพชำรุด เป็นหลุมเป็นบ่อ และมีโคลนลื่น ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้เกิดอุบัติเหตุนักเรียนขับขี่รถจักรยานยนต์ลื่นล้มได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายวัน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ปลอดภัยในการใช้เส้นทางดังกล่าว ดังนั้น จึงขอให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ เร่งพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาถนนสายดังกล่าวให้เป็นถนนที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย และสามารถรองรับการสัญจรของประชาชนได้อย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ได้แนบหนังสือร้องเรียนจากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลอ่ายนาไลย เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วยแล้ว	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
35	6091	64	นางสาวนันทนา นันทวโรภาส	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินในพื้นที่นิคมแม่ลาว จังหวัดเชียงราย	เนื่องจากประชาชนในพื้นที่นิคมแม่ลาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย กำลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นที่ทำกินดั้งเดิมของบรรพบุรุษ โดยมีจุดเริ่มต้น \nเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ รัฐบาลได้จัดตั้งนิคมโรคเรื้อนแม่ลาวขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่รักษาและกักกันผู้ป่วยโรคเรื้อน และได้ประกาศให้พื้นที่ในรัศมี ๕ กิโลเมตร โดยรอบนิคมฯ เป็นพื้นที่กักกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข โดยขาดการรังวัดแนวเขตที่ชัดเจน ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าว ทับซ้อนกับที่ดินทำกิน และชุมชนดั้งเดิมของประชาชน ในพื้นที่ ต่อมา โรคเรื้อนได้หมดจากประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ประกาศให้พื้นที่นิคมโรคเรื้อน ประมาณ ๑๘,๐๐๐ ไร่ รวมทั้งพื้นที่ทับซ้อนที่เป็นที่ทำกินของประชาชนอีกกว่า ๗,๐๐๐ ไร่ เป็นที่ราชพัสดุทั้งหมด ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบ จึงได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อวินิจฉัย ซึ่งคำวินิจฉัยคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ ๔๙๐/๒๕๔๖ ระบุว่า เฉพาะพื้นที่ที่หน่วยงานของรัฐ\nใช้ประโยชน์จริง และพื้นที่ที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เท่านั้น ที่มีสถานะเป็นที่ราชพัสดุ ส่วนพื้นที่อีกประมาณ ๗,๒๔๖ ไร่ ยังไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และกรมธนารักษ์ไม่มีอำนาจเรียกเก็บค่าเช่าหรือผลประโยชน์จากประชาชน อย่างไรก็ตาม ภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๖๒ กรมธนารักษ์ได้อ้างอำนาจตามกฎหมายดังกล่าว ในการยืนยันสิทธิในพื้นที่พิพาททั้งหมด ส่งผล\nให้เกิดมาตรการทางปกครองที่กระทบต่อสิทธิของประชาชน อาทิ การยึดเอกสารสิทธิประเภทหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) และการให้ประชาชนทำสัญญาเช่าที่ดินในพื้นที่ที่ตนครอบครองมาแต่เดิม ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้มีคำวินิจฉัยให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการเพิกถอนพื้นที่ทับซ้อน ประมาณ ๗,๐๐๐ ไร่ ออกจากการเป็นที่ราชพัสดุ พร้อมทั้งให้ชะลอการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ และเร่งดำเนินการพิสูจน์สิทธิของประชาชน เพื่อออกเอกสารสิทธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น จึงขอให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เร่งดำเนินการเพิกถอนพื้นที่พิพาทออกจากการเป็นที่ราชพัสดุ ตามคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อคุ้มครองสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชน ซึ่งถือเป็นหลักประกันสำคัญในการดำรงชีวิตของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
36	6089	80	นางประทุม วงศ์สวัสดิ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหากระบวนการบำบัดน้ำเสียของเมืองพัทยา	การลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานระบบบำบัดน้ำเสียของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะบริเวณโรงบำบัดน้ำเสียซอยวัดบุญกาญจนาราม พบข้อสังเกตเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกระบวนการบำบัดน้ำเสีย ก่อนปล่อยลงสู่ทะเล โดยยังปรากฏตะกอน เศษขยะพลาสติก ตะไคร่น้ำ และวัสดุที่ไม่ละลายน้ำ ปะปนอยู่ในน้ำทิ้ง ซึ่งอาจสะท้อนถึงข้อจำกัดของกระบวนการบำบัดในขั้นตอนสุดท้าย และอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง\\nที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำทะเลบริเวณหาดจอมเทียน ที่ยังไม่อยู่ในระดับมาตรฐานตามที่ควรจะเป็น ปัจจุบันเมืองพัทยามีระบบบำบัดน้ำเสียหลักจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ พื้นที่พัทยาเหนือ และบริเวณซอยวัดบุญกาญจนาราม \\nซึ่งดำเนินการในลักษณะจ้างเอกชนบริหารจัดการระบบทั้งหมด จึงเห็นควรให้มีการตรวจสอบมาตรฐาน\\nการดำเนินงาน ประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสีย ตลอดจนตัวชี้วัดด้านคุณภาพน้ำ และการกำกับดูแลสัญญาจ้างอย่างเข้มงวด และโปร่งใส ดังนั้น จึงขอให้นายกรัฐมนตรี นายกเมืองพัทยา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเล และชายหาดเมืองพัทยา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของภาคการท่องเที่ยว และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) รวมทั้งการผลักดันไปสู่มาตรฐานชายหาดสากลในอนาคต	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
37	6087	40	นายโชติชัย บัวดิษ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การลักลอบฝังกลบขยะและกากอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดระยอง	"เนื่องจากจังหวัดระยองกำลังประสบปัญหาการลักลอบนำขยะทั่วไป และกากอุตสาหกรรมไปใช้ถมที่ดินแทนดินตามปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว โดยพบว่า มีการขุดดินไปจำหน่าย และนำขยะหรือกากอุตสาหกรรมมาถมพื้นที่แทน รวมทั้งบางพื้นที่ได้มีการนำกากอุตสาหกรรมไปถม เพื่อเตรียมใช้ประโยชน์ด้านที่อยู่อาศัย และภาคอุตสาหกรรม โดยขาดการคัดแยก และควบคุมตามมาตรฐาน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของแหล่งน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่\n 	ปัจจุบันจังหวัดระยองประสบปัญหาคุณภาพน้ำจากผลกระทบด้านมลพิษแล้วบางส่วน โดยเฉพาะพื้นที่อ่างเก็บน้ำดอกกราย ซึ่งหากไม่มีการควบคุมและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ ของจังหวัดระยองในอนาคต ดังนั้น จึงขอให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง กรมควบคุมมลพิษ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันในการกำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการขุดดินและถมดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ รวมทั้งเร่งตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง และดำเนินมาตรการป้องกันการลักลอบฝังกลบขยะและกากอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดระยองอย่างยั่งยืน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
38	6085	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาราคาลำไยตกต่ำและยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างยั่งยืน	ในช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคมของทุกปี ซึ่งเป็นฤดูกาลผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดพร้อมกัน มักเกิดปัญหาราคาลำไยตกต่ำจากการถูกกดราคารับซื้อโดยพ่อค้าคนกลางและกลุ่มทุนต่างชาติที่ผูกขาดตลาดรับซื้อเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดลำพูน ซึ่งลำไยถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้หลักให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง และบางปีราคาผลผลิตตกต่ำเหลือเพียง กิโลกรัมละ ๒ บาท ดังนั้น จึงขอเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกันบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการส่งเสริมลำไยคุณภาพ การขยายตลาดใหม่ การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และการสนับสนุนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเมล็ดลำไย เพื่อสร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย นอกจากนี้ ควรมีการบูรณาการข้อมูลด้านผลผลิต คุณภาพสินค้า และการตลาดระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งขยายแนวทางดังกล่าว ไปยังพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น อาทิ ทุเรียน มังคุด มะม่วง และข้าว เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร และยกระดับผู้ประกอบการไทย\nให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
39	6083	35	นายชิบ จิตนิยม	นโยบายของรัฐบาล	โครงการศูนย์สุขภาพอันดามัน	"เนื่องจากประเทศไทยยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์\nและข้อจำกัดด้านการให้บริการสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ฝั่งอันดามัน ซึ่งมีประชากร\nและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่งผลให้การพัฒนาศักยภาพด้านสาธารณสุข และการผลิตบุคลากรทางการแพทย์เป็นภารกิจสำคัญของประเทศ ทั้งนี้ โครงการศูนย์สุขภาพอันดามัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดภูเก็ต จึงถูกจัดทำขึ้นในฐานะโครงการระดับชาติ เพื่อรองรับการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานวิชาชีพ\n\n 										         ระดับสากล...\nระดับสากล และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนในพื้นที่กลุ่มจังหวัดอันดามัน ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากคณะรัฐมนตรี\nมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๓ รวมทั้งได้รับความเห็นชอบในหลักการจากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรในหลายครั้ง และได้รับการอนุมัติงบประมาณผูกพันแล้ว จำนวน ๕ ครั้ง แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่ได้รับ\nการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้มหาวิทยาลัยต้องนำเงินรายได้\nของหน่วยงานบางส่วนมาใช้ขับเคลื่อนโครงการ เนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วน ปัจจุบันโครงการมีกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน ๖,๔๓๑ ล้านบาท ครอบคลุมการดำเนินงานสำคัญ ๕ กิจกรรม ได้แก่ วิทยาลัยสุขภาพอันดามัน โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์ ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัล \nและโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ ๔ ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงบประมาณด้านการก่อสร้าง และการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวได้เริ่มผลิตบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ได้แก่ แพทย์จำนวน ๕ รุ่น และพยาบาลจำนวน ๔ รุ่น ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี \nโดยคาดว่าจะสามารถรองรับผู้ป่วยใน และผู้ป่วยนอก ในจังหวัดภูเก็ตได้ รวมกว่า ๓๖๐,๐๐๐ คนต่อปี และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการส่งต่อผู้ป่วยโรคซับซ้อนได้ ประมาณ ๔๘๐ ล้านบาทต่อปี อันจะเป็นประโยชน์\nต่อประชาชน ระบบสาธารณสุข และการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับนานาชาติ ดังนั้น จึงขอให้สำนักงบประมาณพิจารณาเร่งรัดการจัดสรรงบประมาณให้แก่โครงการศูนย์สุขภาพอันดามัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดภูเก็ต เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์สูงสุด\nต่อระบบสาธารณสุข และประชาชนในพื้นที่ต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
40	6081	113	นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา	ความเดือดร้อนของประชาชน	1.เรื่อง ผลกระทบจากโครงการก่อสร้างทางหลวง 2.เรื่อง การพัฒนาศูนย์บริหารจัดการผลไม้ 3.เรื่อง การเยียวยาความเสียหายจากพายุในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี	"        ๑.เรื่อง ผลกระทบจากโครงการก่อสร้างทางหลวง \n 	เนื่องจากการก่อสร้างเกาะกลางคู่ขนานบนทางหลวงหมายเลข ๓ ช่วงสะพานหนองคล้า\nไปยังสะพานลอยหนองคล้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งดำเนินการโดยแขวงทางหลวงจันทบุรี ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด และกระทบต่อการประกอบอาชีพของพ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยประชาชนในพื้นที่มีข้อเสนอให้ยกเลิกรูปแบบการก่อสร้างดังกล่าว โดยปรับกลับไปเป็นเกาะสีเช่นเดิม ทั้งนี้ ได้แนบหนังสือร้องเรียนไปยังอธิบดีกรมทางหลวง เพื่อพิจารณาดำเนินการแล้ว (เอกสารแนบ ๒)\n 	กรณีข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อกรมทางหลวง ซึ่งอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม จึงเห็นสมควรส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณา\n 	๒.เรื่อง การพัฒนาศูนย์บริหารจัดการผลไม้ \n 	ขอให้ติดตามความคืบหน้าโครงการศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี เพื่อขอทราบแนวทาง และรายละเอียดการดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับการบริหารจัดการผลไม้ของประเทศ ทั้งนี้ ได้มีหนังสือไปยังรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เพื่อพิจารณาด้วยแล้ว (เอกสารแนบ ๓)\n 	กรณีข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) จึงเห็นสมควรส่งเรื่องไปยังรองนายกรัฐมนตรีฯ เพื่อพิจารณา\n 	๓.เรื่อง การเยียวยาความเสียหายจากพายุในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี\n 	เนื่องจากเกิดกรณีพายุพัดถล่มสวนทุเรียนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเยียวยาความเสียหายอย่างเร่งด่วน โดยเสนอให้ขยายขอบเขตการช่วยเหลือให้ครอบคลุมถึงกรณีผลผลิตทุเรียนร่วงหล่น \nไม่จำกัดเฉพาะกรณีต้นทุเรียนโค่นล้มเท่านั้น พร้อมกันนี้ ขอเสนอให้เร่งผลักดันการจัดตั้งกองทุนทุเรียน และพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติทุเรียน พ.ศ. .... เพื่อสร้างกลไกดูแลและพัฒนา\nภาคการผลิตทุเรียนอย่างยั่งยืนต่อไป"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
41	6077	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างยั่งยืน	ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์ในปีปัจจุบันจะคลี่คลายลง จากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังคงต้องเตรียมมาตรการรองรับในระยะยาว ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ ๗ - ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙ พบว่า การบริหารจัดการป่าชุมชน เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการลดปัญหาการเผาในพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา PM2.5 โดยปัจจุบันมีพื้นที่ป่าชุมชนทั่วประเทศกว่า ๖.๘ ล้านไร่ มีชุมชนร่วมดูแล มากกว่า ๑๑,๐๐๐ ชุมชน และมีประชาชนกว่า ๒.๔ ล้านคน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ โดยรูปแบบการดำเนินงานอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและชุมชน ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต ซึ่งมีมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการรับรองคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้สนับสนุนการอนุรักษ์และป้องกันไฟป่าอย่างยั่งยืน จากผลการดำเนินโครงการในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๖๔ - ๒๕๖๘ พบว่า สามารถลดอัตราการเผาในพื้นที่โครงการได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยบางพื้นที่สามารถลดการเผาจากร้อยละ ๒๒ เหลือเพียงร้อยละ ๑ สะท้อนให้เห็นว่า แนวทางดังกล่าวสามารถช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการบริหารจัดการป่าชุมชนผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อลดความซ้ำซ้อนด้านงบประมาณและภารกิจ รวมทั้งสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการป้องกันและดูแลไฟป่าอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
42	6075	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	กฎหมาย	การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล และป้องกันผลกระทบจากปรากฏการณ์ “ศาลโซเชียล”	"ปัจจุบันสังคมไทยได้รับผลกระทบจากการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์\nที่ขาดการตรวจสอบและกลั่นกรองอย่างรอบด้าน จนก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ศาลโซเชียล” \nซึ่งสังคมมักตัดสินบุคคลหรือเหตุการณ์ จากกระแสความคิดเห็นในโลกออนไลน์ ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะปรากฏครบถ้วน ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิด การสร้างความเกลียดชัง การคุกคามทางสังคม และการละเมิดสิทธิของผู้อื่น โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อน ข่าวปลอม หรือข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ\n  											โดยปัญหา...\nโดยปัญหาดังกล่าว มิได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อบุคคลที่ตกเป็นเป้าของกระแสสังคมเท่านั้น แต่ยังส่งผล\nต่อครอบครัว เด็ก และเยาวชน ซึ่งอาจซึมซับพฤติกรรมการใช้ถ้อยคำรุนแรง การเหยียดหยามและการตัดสินผู้อื่นโดยขาดเหตุผล จนอาจกระทบต่อค่านิยม และวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในสังคม ถึงแม้ว่าการแสดงความคิดเห็นจะเป็นสิทธิและเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย แต่การใช้เสรีภาพดังกล่าว ควรอยู่บนพื้นฐาน\nของความรับผิดชอบต่อสังคม เนื่องจากการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียง สิทธิ และศักดิ์ศรีของบุคคลได้อย่างร้ายแรง อีกทั้งยังส่งผลให้กระบวนการตัดสินของสังคมเกิดขึ้นก่อนกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เร่งดำเนินมาตรการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลให้แก่ประชาชนอย่างจริงจัง พร้อมทั้ง ขอให้กระทรวง\nศึกษาธิการ ดำเนินการส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้สื่อออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ และขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บังคับใช้กฎหมายกับผู้เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือกระทำการคุกคามทางออนไลน์ อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างสังคมที่เคารพข้อเท็จจริง รับฟังความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล และลดความขัดแย้งจากการตัดสินกันผ่านกระแสสังคมออนไลน์"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
43	6073	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้เร่งซ่อมแซมฝายชะลอน้ำห้วยแม่สาครและกำจัดวัชพืชกีดขวางทางน้ำ ในพื้นที่จังหวัดน่าน	ประชาชนในพื้นที่ตำบลอ่ายนาไลย อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ได้รับความเดือดร้อนจากความเสียหายของฝายชะลอน้ำห้วยแม่สาคร อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของพายุวิภา ซึ่งพัดผ่านจังหวัดน่าน เมื่อวันที่ ๒๐ - ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ส่งผลให้ฝายน้ำล้น แบบ มข. ๒๕๒๗ ซึ่งก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้รับความเสียหาย ประชาชนในพื้นที่จึงได้ร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการซ่อมแซมหรือก่อสร้างฝายใหม่ทดแทน ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่ายนาไลย ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากวงเงินงบประมาณเกินขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงได้ส่งเรื่องไปยังกรมชลประทาน ผ่านสำนักงานชลประทานที่ ๒ เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ บริเวณสะพานสำคัญหลายแห่งในจังหวัดน่าน ได้แก่ สะพานบ้านเมืองจัง และสะพานบ้านน้ำต้วน อำเภอภูเพียง สะพานหน้าโรงพยาบาลน่าน และสะพานศรีบุญเรือง มีเศษซากวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำในแม่น้ำน่านสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนและมีปริมาณ\\nน้ำหลากเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำ ดังนั้น จึงขอให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น\\nกับประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่าน 	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
44	6071	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	การขึ้นค่าโดยสารเรือสาธารณะในคลองแสนแสบ และแม่น้ำเจ้าพระยา	การปรับขึ้นค่าโดยสารเรือสาธารณะในคลองแสนแสบ และแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ใช้แรงงานรายวัน นักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบอาชีพค้าขายที่จำเป็นต้องใช้บริการเรือสาธารณะเป็นประจำ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมในการกำหนดอัตราค่าโดยสาร ถึงแม้จะมีการปรับขึ้นตามต้นทุนราคาน้ำมัน แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง ค่าโดยสารกลับไม่ได้ปรับลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ ยังพบว่าการให้บริการเรือสาธารณะบางเส้นทางมีลักษณะกึ่งผูกขาด ส่งผลให้ประชาชนมีทางเลือกจำกัด ขณะที่คุณภาพการให้บริการยังไม่สอดคล้องกับอัตราค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านสภาพเรือ ความสะอาด ความปลอดภัย มลพิษทางอากาศ และเสียงรบกวน ดังนั้น จึงเสนอให้กระทรวงคมนาคมเร่งปฏิรูประบบเรือสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม โดยส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรมและลดการผูกขาด เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาพัฒนาคุณภาพบริการ ควบคู่กับการผลักดันการใช้เรือโดยสารไฟฟ้า (Electric Ferry) เพื่อลดต้นทุนพลังงาน มลพิษ และสร้างเสถียรภาพด้านค่าโดยสาร รวมทั้งกำหนดโครงสร้างค่าโดยสารที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัย สะดวก และเป็นธรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและลดปัญหาการจราจรและมลพิษในระยะยาว	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
45	6067	130	นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของน้ำกระท่อมและการบูรณาการการบังคับใช้กฎหมาย	ปัจจุบันการแพร่ระบาดของน้ำกระท่อมมีแนวโน้มรุนแรงและขยายตัวในหลายพื้นที่ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย \nส่งผลให้เกิดปัญหาสังคม อาชญากรรม และจำนวนผู้ป่วยจิตเวชเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการลงพื้นที่โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) ได้รับทราบข้อมูลการร้องเรียนของประชาชน\nในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และข้อมูลจากสายด่วน ๑๓๘๖ พบว่า ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๙ มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. ๒๕๖๕ ในกรุงเทพมหานคร จำนวน ๒๘๕ แห่ง แม้กฎหมายกำหนดให้พืชกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถปลูก บริโภค และจำหน่ายได้ แต่การนำไปผสมกับสารอื่น จนกลายเป็นสารเสพติดที่ส่งผลต่อระบบประสาท ยังคงพบอย่างแพร่หลาย รวมถึงการลักลอบจำหน่ายใกล้สถานศึกษา สวนสาธารณะ และผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สาเหตุสำคัญมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่เข้มงวด ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณ\nในการตรวจพิสูจน์สารประกอบในน้ำกระท่อม ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินคดี ดังนั้น จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในฐานะหน่วยงานหลัก เร่งบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร และกระทรวงมหาดไทย เพื่อบังคับใช้พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. ๒๕๖๕ อย่างเคร่งครัด พร้อมสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรในการตรวจพิสูจน์หลักฐานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของน้ำกระท่อมและลดผลกระทบต่อเยาวชนและสังคมในระยะยาว	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	14	2569	2026-05-12T00:00:00
46	6065	38	นายชูชีพ  เอื้อการณ์	นโยบายของรัฐบาล	วิกฤตพลังงาน	"วิกฤตพลังงานน้ำมันซึ่งเป็นปัญหาในระดับโลกส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ\nอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะน้ำมันถือเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันมากกว่า ร้อยละ ๙๐ โดยเฉพาะจากบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนประมาณ ร้อยละ ๕๐ - ๕๘ ส่งผลให้ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก ทั้งนี้ ประชาชนมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างดี และคาดหวังให้รัฐบาลบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อสงสัยในสังคมเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำมัน เช่น กรณีที่มีการชี้แจงว่าสำรองน้ำมันเพียงพอประมาณ ๑๐๐ วัน แต่ภายหลังระยะเวลา ประมาณ ๒๐ วัน กลับเกิดภาวะขาดแคลน รวมถึงการปรับขึ้น\nของราคาน้ำมัน ทั้งที่ยังเป็นต้นทุนและปริมาณคงเหลือเดิม ตลอดจนกรณีราคาน้ำมันดีเซลที่มีการปรับขึ้นหลายครั้ง รวมกว่า ๑๐ บาท ๘๐ สตางค์ ซึ่งสร้างภาระต่อประชาชนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ มีข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร ซึ่งหากมีการกระทำดังกล่าวจริง รัฐบาลควรเร่งตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบดังกล่าว จึงขอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้\n	๑)	มาตรการระยะสั้น รัฐบาลควรกำหนดมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อาทิ เกษตรกร เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต ควบคู่กับ\nการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตร อันจะช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ ควรดำเนินการตรวจสอบและทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยให้ภาคโรงกลั่น และผู้ค้าน้ำมันปรับลดค่าการกลั่น ค่าการตลาดและผลตอบแทน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมทั้งพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นการชั่วคราว เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชนโดยรวม\n	๒)	มาตรการระยะยาว รัฐบาลควรส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทางเลือกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ พร้อมทั้งปรับปรุงโครงสร้างพลังงานของประเทศ\nให้มีความโปร่งใส เป็นธรรมและยั่งยืน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ อันจะนำไปสู่ความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
47	6063	6	นายกัมพล ทองชิว	ความเดือดร้อนของประชาชน	การซ่อมแซมทางหลวงสายบ้านบ่อ - พระประโทน บริเวณจุดวิกฤต	ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้ใช้เส้นทางสายบ้านบ่อ - พระประโทน \nซึ่งเป็นทางหลวงแผ่นดินเชื่อมระหว่างถนนพระราม ๒ กับถนนเพชรเกษม ผ่านพื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ว่าถนนในบริเวณดังกล่าวมีสภาพชำรุดทรุดโทรม และก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้เส้นทางและประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบมาอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๓ ปี โดยเฉพาะบริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๑๔ ๔๐๐ ซึ่งปรากฏว่าผิวจราจรตั้งแต่กึ่งกลางถึงด้านซ้ายและไหล่ทางมีการทรุดตัว มีระดับความต่างระหว่างด้านขวาและด้านซ้าย ประมาณ ๕๐ เซนติเมตร อีกทั้งผิวจราจรมีลักษณะเป็นคลื่นต่อเนื่องเป็นระยะทาง ประมาณ ๑๐ เมตร และมีการวางท่อระบายน้ำในลักษณะโครงสร้างสี่เหลี่ยมบริเวณดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ฐานรากเกิดการทรุดตัว และส่งผลให้ผิวจราจรผิดรูป อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยพบว่า รถบรรทุกและรถพ่วงเกิดความเสียหายบ่อยครั้ง และมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นซ้ำซาก รวมถึงกรณีรถพ่วงพุ่งเข้าสู่บริเวณที่อยู่อาศัยของประชาชนซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา กรมทางหลวงจะได้ดำเนินการซ่อมแซมถนนสายดังกล่าวเป็นช่วง ๆ โดยใช้งบประมาณ จำนวน ๑๔ ล้านบาท แต่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๑๔ ๔๐๐ ซึ่งเป็นจุดวิกฤตนั้น ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถาวร ดังนั้น จึงขอให้กรมทางหลวง พิจารณาดำเนินการซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างผิวจราจรบริเวณหลักกิโลเมตรที่ ๑๔ ๔๐๐ ของทางหลวงสายบ้านบ่อ - พระประโทน ให้มีความมั่นคงแข็งแรง และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยโดยเร่งด่วน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต่อไป\n	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
48	6061	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	ระบบยืนยันตัวตน Caller ID แสดงชื่อผู้โทรเข้าป้องกันสายมิจฉาชีพ	"ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกระทำความผิดในลักษณะ\nกลุ่มมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีการพัฒนาเทคนิคการหลอกลวงในรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น อาทิ \nการปลอมแปลงหมายเลขโทรศัพท์ การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานธนาคาร หรือพนักงาน\nบริษัทเอกชน รวมถึงการหลอกลวงให้โอนเงิน ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ\nเป็นจำนวนมาก ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือประชาชนไม่สามารถตรวจสอบตัวตนที่แท้จริงของผู้โทรเข้าได้เนื่องจากหมายเลขโทรศัพท์ที่แสดงอาจเป็นหมายเลขปลอม ประกอบกับประเทศไทยยังไม่มีระบบ\nยืนยันตัวตนผู้โทรเข้าที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศ ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาแอปพลิเคชันของภาคเอกชน ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งด้านค่าใช้จ่ายและความแม่นยำ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านความปลอดภัย ในขณะที่หลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น ได้นำระบบยืนยันตัวตนผู้โทรเข้า (Caller ID) มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถลดการปลอมแปลงหมายเลขโทรศัพท์ และลดจำนวนผู้เสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชน ลดความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัลของประเทศ และยกระดับความมั่นคงทางไซเบอร์อย่างยั่งยืน จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการอย่างเร่งด่วน ดังนี้\n 	๑)จัดทำระบบยืนยันตัวตนผู้โทรเข้า (Caller ID) ในระดับประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ เพื่อกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ\n 	๒)กำหนดให้ประชาชนสามารถใช้บริการระบบดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย \nโดยถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานด้านความปลอดภัย\n 	๓)กำหนดให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานของรัฐ สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทขนส่ง บริษัทประกันภัย และบริษัทสินเชื่อ เข้าร่วมระบบดังกล่าวโดยบังคับ\n 	๔)กำหนดให้มีผลบังคับใช้กับนิติบุคคลทุกประเภท เพื่อป้องกันการแอบอ้างหมายเลขโทรศัพท์ขององค์กรในการกระทำความผิด\n 	๕)กำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการอย่างชัดเจน โดยแบ่งเป็น ๓ ระยะ ได้แก่ ระยะเริ่มต้น (ภายใน ๓ เดือน) ดำเนินโครงการนำร่อง ระยะขยายผล (ภายใน ๖ เดือน) ขยายการใช้งานทั่วประเทศ และระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบ (ภายใน ๑ ปี)"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
49	6059	40	นายโชติชัย บัวดิษ	ความเดือดร้อนของประชาชน	การป้องกันทุเรียนอ่อน	ขณะนี้เข้าสู่ฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศ และเป็นสินค้าส่งออกหลัก แต่ปัจจุบันประเทศคู่ค้าได้ยกระดับมาตรฐานการนำเข้า \nโดยเพิ่มรายการตรวจสอบสารตกค้างและสิ่งปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก (แคดเมียม) สารเคมีตกค้าง และเชื้อรา เพิ่มเติมหลายรายการ อันส่งผลให้กระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพต้องมีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ประกอบกับกรมวิชาการเกษตรได้กำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนตามสายพันธุ์อย่างชัดเจน ได้แก่ พันธุ์กระดุม เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๙ พันธุ์ชะนีและพันธุ์พวงมณี เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๙ \nสำหรับพันธุ์หมอนทองและพันธุ์ก้านยาว เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๙ เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังพบปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนก่อนกำหนด ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าและภาพลักษณ์การส่งออกของประเทศ ทั้งนี้ การตรวจสอบควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการตัด โดยตรวจสอบความแก่ของผลผลิตตามเกณฑ์ที่กำหนด การตรวจสอบก่อนการบรรจุหีบห่อ เพื่อป้องกันการปะปนของทุเรียนอ่อน และการตั้งจุดตรวจในการขนส่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนซึ่งเป็นช่วงหลักของการลำเลียงสินค้าเข้าสู่แหล่งรวบรวม (ล้ง) เพื่อให้การควบคุมคุณภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงขอให้กรมวิชาการเกษตรพิจารณาดำเนินการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการกำกับดูแล ตรวจสอบ และป้องกันการตัดทุเรียนอ่อนอย่างเคร่งครัด รวมทั้งประชาสัมพันธ์แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อรักษามาตรฐานและคุณภาพทุเรียนไทยในตลาดต่างประเทศต่อไป\n	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
50	6057	46	นายเดชา นุตาลัย	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้ตรวจสอบการโฆษณาและจำหน่ายสารกำจัดวัชพืชที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง	ปัจจุบันสถานการณ์ราคาข้าวมีแนวโน้มตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ค่าแรงงาน และค่าวัสดุทางการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้รับความเดือดร้อนอย่างกว้างขวาง ประกอบกับมีการจำหน่ายสารกำจัดวัชพืชบางชนิดผ่านช่องทางแอปพลิเคชันออนไลน์ต่าง ๆ โดยมีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณว่าสามารถกำจัดวัชพืชได้ทุกชนิด รวมถึงข้าวดีดและข้าวเด้ง ซึ่งมีลักษณะทางชีววิทยาใกล้เคียงกับต้นข้าวทั่วไป อันอาจเข้าข่ายการโฆษณาเกินจริง และก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏพบว่า เกษตรกรบางรายที่ใช้สารดังกล่าวประสบปัญหาผลผลิตเสียหาย เช่น เมล็ดข้าวไม่สมบูรณ์ คุณภาพลดลง หรือจำเป็นต้องไถกลบพื้นที่เพาะปลูกส่งผลให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม อาทิ ค่าน้ำมัน ค่าเครื่องจักรกลการเกษตร ค่าเมล็ดพันธุ์ และค่าแรงงาน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น จึงขอให้กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ทั้งในด้านการขึ้นทะเบียน การโฆษณา และคุณภาพของสารกำจัดวัชพืช รวมถึงพิจารณาดำเนินมาตรการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพบการกระทำผิด ให้ชี้แจงข้อเท็จจริงให้สาธารณชนทราบ เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรต่อไป\n	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
51	6055	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	การยกระดับมาตรการรัฐต่ออาชญากรรมไชเบอร์ กรณีหลอกลวงคูปองน้ำมัน และการคุ้มครองประชาชน	"สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานมีความผันผวน ได้ปรากฏกรณีมิจฉาชีพส่งข้อความสั้น (SMS) แอบอ้างชื่อผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันรายใหญ่ เสนอคูปองส่วนลดมูลค่า ๕๐๐ - ๑,๐๐๐ บาท เพื่อหลอกลวงประชาชนให้กดลิงก์ ส่งผลให้มีผู้เสียหายจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา โดยผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นประชาชนวัยทำงาน มิใช่เฉพาะกลุ่มเปราะบางโดยมิจฉาชีพอาศัยกลไกทางจิตวิทยา เช่น ความเร่งด่วนและความคุ้มค่า ประกอบกับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่รั่วไหล เพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลสำคัญ หรือดำเนินการผ่านลิงก์เว็บไซต์ปลอม หรือใช้ชุดรหัสผ่านใช้ครั้งเดียว (OTP:One-Time Password) เพื่อนำไปสู่การเข้าถึงบัญชีทางการเงิน หรือการติดตั้งโปรแกรมควบคุมระยะไกล ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางทรัพย์สินอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทั้งนี้ อาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรูปแบบการหลอกลวงผ่านข้อความสั้น (SMS) มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น อันเนื่องมาจากความคาดหวังเล็กน้อยในการลดภาระค่าใช้จ่าย แต่ไม่ควรนำไปสู่ความสูญเสียทางทรัพย์สินอย่างรุนแรง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปราม เพื่อให้สามารถยับยั้งการหลอกลวงได้อย่างรวดเร็วก่อนเกิดความเสียหายต่อประชาชน จึงขอเสนอแนวทาง ดังนี้\n 	๑)กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ควรยกระดับการกำกับดูแลระบบชื่อผู้ส่งข้อความ (SMS Sender Name) ให้มีความรัดกุม ป้องกันการแอบอ้างชื่อหน่วยงานหรือผู้ประกอบการ\n 	๒)สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) ควรเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเชิงรุก เร่งรัดการอายัดบัญชีและประสานงานช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างทันท่วงที\n 	๓)ธนาคารแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ควรพัฒนาระบบความปลอดภัยของแอปพลิเคชันธนาคาร โดยเฉพาะการตรวจจับพฤติกรรมธุรกรรมที่มีความผิดปกติทันที เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกฉ้อโกง\n 	๔)กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ควรประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ในการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์หรือรายการส่งเสริมการขายอย่างถูกต้อง ชัดเจน และทั่วถึง เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของประชาชน"		วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
52	6053	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง กรณีการใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ ของกรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัดเชียงใหม่	"กรมส่งเสริมการเกษตรยังไม่ดำเนินการย้ายออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์ \nณ หมู่ที่ ๕ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งที่มีคำสั่งศาลปกครองให้ดำเนินการแล้ว \nอันก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยประเด็นดังกล่าวคณะกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภา \nได้พิจารณาแล้ว เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ มีความเห็นว่ากรมส่งเสริมการเกษตรควรโอน\nหรือยกที่ดินดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ชุมชนใช้ประโยชน์ในการดำเนินโครงการด้านการเกษตร เช่น การผลิตอาหารสัตว์เพื่อสนับสนุนโครงการของรัฐ อันสอดคล้องกับนโยบายการแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ภายหลังระยะเวลากว่า ๒ ปี กลับไม่มีความคืบหน้า ประชาชนในพื้นที่จึงได้ยื่นฟ้อง\nต่อศาลปกครอง ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ นายอำเภอเมืองเชียงใหม่ และนายกเทศมนตรีเมืองแม่เหียะ ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครอง โดยมีคำสั่งให้หน่วยงานในสังกัด\nกรมส่งเสริมการเกษตร และผู้ที่เกี่ยวข้องย้ายออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งให้รื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว\n 	จากการติดตามความคืบหน้าพบว่า กรมส่งเสริมการเกษตรยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง โดยยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปอย่างเคร่งครัด ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหา ดังนี้\n 	๑)ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งรัดให้กรมส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยให้ย้าย\nออกจากที่ดินสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกัน ณ หมู่ที่ ๕ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยให้เป็นไปตามคำสั่งของนายอำเภอเมืองเชียงใหม่ และนายกเทศมนตรีเมืองแม่เหียะ ตลอดจนคำสั่งศาลปกครอง ลงวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับ\nตามคำสั่งทางปกครองของกรมส่งเสริมการเกษตร\n 	๒)ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บูรณาการร่วมกันเพื่อพิจารณาดำเนินการให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการพัฒนาอาคารและสิ่งปลูกสร้าง\nให้เป็นศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและเศรษฐกิจของตำบลแม่เหียะ ตามข้อเสนอของประชาชนในพื้นที่"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
53	6051	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	สถานการณ์บ้านเมือง	ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อราคาปุ๋ย	"สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อราคาปุ๋ยและต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทย โดยถือเป็นความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน อันมีปัจจัยสำคัญจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) แม้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตรของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีการนำเข้าปุ๋ยจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นหลัก ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ ๑๕ และกลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนของเกษตรกรไทยโดยตรง นอกจากนี้ เกษตรกรไทย\nยังต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรมีแนวโน้มลดลง \nแต่ความต้องการบริโภคยังคงอยู่ในระดับเดิม ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนผลผลิตและวัตถุดิบในตลาด ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าอาหารโดยรวม และก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นประเด็นสำคัญ\nที่รัฐบาลควรพิจารณาอย่างเร่งด่วน ไม่ควรปล่อยให้เกษตรกรไทยต้องแบกรับภาระต้นทุนจากปัจจัยภายนอกเพียงลำพัง ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในภาพรวม จึงขอเสนอให้รัฐบาลได้มีการวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที ดังนี้\n 	๑)กำหนดเพดานราคาปุ๋ย เพื่อควบคุมไม่ให้มีการจำหน่ายในราคาสูงเกินกว่าที่กำหนด\n 	๒)อุดหนุนส่วนต่างราคาให้แก่เกษตรกรโดยตรง เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต\n 	๓)จัดทำระบบคูปองสำหรับเกษตรกร เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อปุ๋ย\n 	๔)ปรับลดภาษีนำเข้าปุ๋ยในช่วงสถานการณ์วิกฤต เพื่อช่วยลดต้นทุนโดยรวม"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
54	6049	107	นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์	สถานการณ์บ้านเมือง	สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ	"ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรวจพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) มีค่าเฉลี่ยสูงเกินกว่า ๑๕๐ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานถึง ๔ เท่า จัดอยู่ในระดับที่รุนแรงและเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนอย่างยิ่ง ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกครัวเรือนที่มีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น เครื่องฟอกอากาศ หรือห้องปลอดฝุ่น ขณะเดียวกัน ประชาชนบางส่วนยังคงต้องประกอบอาชีพกลางแจ้ง และปรากฏรายงานข่าวเกี่ยวกับเด็กที่มีอาการเลือดกำเดาไหล ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ ในด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว พบว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดการเดินทาง และมีบางส่วนยกเลิกแผนการท่องเที่ยว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงมากกว่า ร้อยละ ๕๐\n 	สถานการณ์ดังกล่าวจึงมิใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นวิกฤตด้านสุขภาพ\nและเศรษฐกิจของประเทศที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า ๑๐ ปี โดยสาเหตุเกิดจากการเผาไหม้ในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรกรรม ทั้งภายในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยข้อมูลล่าสุด\nจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) พบว่าจุดความร้อน (Hotspot) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย พบมากกว่า ๓,๘๖๐ จุด \nในประเทศเมียนมา พบ ๖,๘๖๓ จุด และในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบ ๓,๐๔๖ จุด \nซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาฝุ่นควันมีลักษณะข้ามพรมแดน แม้สามารถควบคุมภายในประเทศได้ \nแต่ฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้านยังคงพัดเข้าสู่พื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศ ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาประกาศเขตภัยพิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อให้สามารถ\nใช้งบประมาณฉุกเฉินในการดูแลประชาชน เจ้าหน้าที่ จิตอาสา และชุมชนที่เกี่ยวข้องได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติในปัจจุบันมีข้อจำกัด และกำหนดไว้ในระดับสูง จึงส่งผล\nให้การดำเนินการล่าช้า และต้องพึ่งพางบประมาณจากส่วนกลางเป็นหลัก อันสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้างการบริหารจัดการภาครัฐที่ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ จึงขอเสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้\n 	๑)ขอให้พิจารณาสั่งการให้จังหวัดเร่งพิจารณาพื้นที่ที่เข้าข่ายเป็นเขตภัยพิบัติตามประกาศกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการใช้จ่ายเงินทดรองราชการในเชิงป้องกันหรือยับยั้งภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ลงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓ อย่างเร่งด่วน\n	๒)ขอให้พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติในปัจจุบัน ซึ่งมีการกำหนดเกณฑ์ไว้สูงเกินความเป็นจริง โดยควรนำผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจมาประกอบการพิจารณาด้วย\n 	๓)เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... \nเป็นกฎหมายเชิงรุกที่สามารถแก้ไขปัญหาฝุ่นควันเชิงระบบได้ แต่ได้ตกไปเนื่องจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร จึงขอให้รัฐบาลพิจารณานำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง ภายในระยะเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันเปิดสมัยประชุมสภาครั้งแรกตามมาตรา ๑๔๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
55	6047	80	นางประทุม วงศ์สวัสดิ์	นโยบายของรัฐบาล	การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี	"เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงและข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการประกอบกิจการและการใช้ประโยชน์\nในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความมั่นคง \nและภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ดังนี้\n 	ประเด็นที่ ๑ กรณีการเข้าซื้อทรัพย์สินในโครงการเคหะชุมชน ขอให้ตรวจสอบอาคารเคหะบริเวณเทพประสิทธิ์ อาคาร ๑ ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีข้อมูลว่ามีการกว้านซื้อห้องพักเป็นจำนวนมากโดยกลุ่มทุนต่างชาติในลักษณะนอมินี และนำไปเปิดให้เช่ารายวันและรายเดือน อันอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และส่งผลกระทบต่อการกำกับดูแลความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่\n 	ประเด็นที่ ๒ กรณีการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในพื้นที่เมืองพัทยา โดยเฉพาะ\nกลุ่มผู้ประกอบการสัญชาติอินเดียที่ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร ที่พักอาศัย และพูลวิลล่า ขอให้หน่วยงาน\nที่เกี่ยวข้องตรวจสอบความถูกต้องของการจดทะเบียนนิติบุคคล การขออนุญาตประกอบกิจการ และสถานะ\nการพำนักของแรงงานต่างชาติ ว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบกรณีการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การลักลอบดำเนินกิจกรรมออนไลน์ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเหมาะสม\n 	ประเด็นที่ ๓ กรณีภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเมืองพัทยา โดยเฉพาะสถานประกอบการนวดแผนไทยบางแห่งที่มีรูปแบบการให้บริการหรือการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม อันอาจส่งผลกระทบ\nต่อภาพลักษณ์และมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย จึงเห็นควรให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเมืองพัทยา ร่วมกันกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานวิชาชีพ\n	ดังนั้น จึงขอให้นายกเมืองพัทยาบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\nดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม เสริมสร้างความเชื่อมั่น \nและยกระดับภาพลักษณ์ของเมืองพัทยาในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติอย่างยั่งยืนต่อไป"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
56	6045	95	นายพละวัต ตันศิริ	นโยบายของรัฐบาล	การจัดการวิกฤติ PM2.5	"สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยมีความรุนแรงและต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุสำคัญจากการเกิดจุดความร้อน (Hotspot) จำนวนมาก ทั้งในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติภายในประเทศ รวมถึงพื้นที่ในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐานในหลายจังหวัด และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งนี้ มาตรการเฝ้าระวังและการแจ้งเตือนยังอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ ขณะที่การบริหารจัดการยังมีข้อจำกัดในด้านการบูรณาการข้อมูล การควบคุมการเผาในพื้นที่ การกำกับดูแลสินค้านำเข้า และการบังคับใช้กฎหมาย จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการดำเนินมาตรการเชิงรุก อาทิ การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้ประชาชน การเสริมสร้างกลไกชุมชน\nในการดูแลสุขภาพ การควบคุมการเผาในทุกพื้นที่ การกำกับมาตรฐานสินค้านำเข้า การเชื่อมโยง\nการจัดสรรงบประมาณกับประสิทธิภาพการบริหารพื้นที่ และการส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้\n 	๑)	จัดหาและกระจายหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองมาตรฐานให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง\n 	๒)	ใช้กลไกชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขในการดูแลและเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นระบบ\n 	๓)	กำหนดและบังคับใช้มาตรการควบคุมและงดการเผาในทุกพื้นที่อย่างเข้มงวด\n 	๔)	กำกับและตรวจสอบการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศอย่างรัดกุม\n 	๕)	เชื่อมโยงการบังคับใช้กฎหมายกับการจัดสรรงบประมาณตามประสิทธิภาพการบริหารพื้นที่\n 	๖)	ส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
57	6043	108	นางมยุรี โพธิแสน	สถานการณ์บ้านเมือง	การหลอกลวงประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยแอบอ้างหน่วยงานรัฐ	"ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากผู้เสียหายรายหนึ่ง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Facebook) โดยแอบอ้างเป็น “ศูนย์ช่วยเหลือด้านไอที” และแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ หลอกว่าจะช่วยติดตามเงินที่เคยถูกฉ้อโกงคืน แต่กลับหลอกให้โอนเงินเพิ่มเติม โดยอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการ ซึ่งเหตุเกิดช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ส่งผลให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนกว่า ๗๐๐,๐๐๐ บาท และได้แจ้งความไว้แล้วที่สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด กรณีดังกล่าว สะท้อนถึงช่องว่างในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การติดตามเส้นทางการเงิน และความล่าช้าในการระงับบัญชีที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น \nจึงขอเสนอแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 	๑)กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ควรเร่งรัดการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด พร้อมทั้งเสริมสร้างการประชาสัมพันธ์เชิงรุกด้านการป้องกันภัยไซเบอร์ (Cyber Vaccine) โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้สูงอายุและข้าราชการบำนาญ\n 	๒)สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ควรเร่งดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และพิจารณามาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามกฎหมาย เพื่อนำทรัพย์สินคืนแก่ผู้เสียหายโดยเร็วและเป็นธรรม\n 	๓)ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) ควรยกระดับ\nการบูรณาการข้อมูลร่วมกับสถาบันการเงิน เพื่อให้สามารถระงับบัญชีต้องสงสัยได้อย่างทันท่วงที\nเมื่อได้รับแจ้งเหตุ ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน\n 	๔)กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ควรเพิ่มมาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบและปิดกั้นเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ปลอมที่แอบอ้างหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลสำคัญ เพื่อป้องกัน\nการหลอกลวงและลดจำนวนผู้เสียหายรายใหม่"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
58	6041	89	นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ	นโยบายของรัฐบาล	แนวทางแก้ไขปัญหาหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้และยกระดับการกำกับดูแลตลาดตราสารหนี้	"ปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ปัญหาหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีมูลค่าความเสียหาย ๘,๓๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ถึงร้อยละ ๑๖๒ และเพียง ๒ เดือนแรกของปีปัจจุบัน มีมูลค่าสูงถึงกว่า ๔,๙๐๐ ล้านบาท สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งมีปัจจัยเกี่ยวข้องทั้งด้านภาวะเศรษฐกิจ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะด้านธรรมาภิบาล จรรยาบรรณ และจริยธรรมของผู้ออกหุ้นกู้ ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และผู้ตรวจสอบบัญชี รวมถึงประสิทธิภาพของการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ปัญหาการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เพียงพอและขาดความโปร่งใส รวมถึงการพึ่งพาข้อมูลจากผู้จัดจำหน่ายเป็นหลัก ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ส่งผลให้ผู้ลงทุนรายย่อยและผู้สูงอายุที่ขาดความรู้ด้านการลงทุน ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม อันนำไปสู่การสูญเสียเงินออม และกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุนโดยรวม \nหากไม่มีการแก้ไขอย่างเป็นระบบ อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาดต้นทุน ทำให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการสูงขึ้น เพิ่มความเหลื่อมล้ำทางธุรกิจ และลดศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนและยั่งยืน จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไปยังรัฐบาล \nและกระทรวงการคลัง ดังนี้\n 	๑)	ควรเร่งดำเนินการปรับปรุงและยกระดับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้มีความรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ตลอดจนกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมและเข้มข้นยิ่งขึ้นแก่ผู้ออกหุ้นกู้และบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งขาดความโปร่งใส พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทและอำนาจของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ให้สามารถคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n 	๒) ควรส่งเสริมการให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และความเข้าใจด้านการลงทุนที่ถูกต้องและเพียงพอแก่ผู้ลงทุน โดยจัดให้มีระบบเตือนภัยความเสี่ยงทางการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย \nทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงในการลงทุน\nในผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงเกินความสามารถในการรับความเสี่ยงของตน\n 	๓) ควรสนับสนุนและพัฒนากลไกการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ลงทุนที่ได้รับความเสียหาย โดยจัดให้มีระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและการระงับข้อพิพาททางการเงินที่มีความรวดเร็ว เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุนอย่างเหมาะสม\n 	๔) ควรปรับปรุงโครงสร้างตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดยส่งเสริมการพัฒนาระบบวิจัยและข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นกู้ เพิ่มสภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักลงทุนสถาบันในตลาดให้มากขึ้น ตลอดจนยกระดับระบบธรรมาภิบาล\nและกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพของระบบนิเวศตลาดทุนโดยรวมให้ยั่งยืน"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
59	6039	32	ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์	สถานการณ์บ้านเมือง	ลดอุบัติเหตุ ลดพิการ เพิ่มมาตรการบนท้องถนนในช่วงสงกรานต์	"เนื่องจากช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองและการเดินทาง\nกลับภูมิลำเนาเพื่อพบปะครอบครัว มักเกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วง \n“๗ วันอันตราย” ของทุกปีที่ผ่านมา พบสถิติผู้เสียชีวิตเฉลี่ยเกือบ ๓๐๐ คน และผู้บาดเจ็บมากกว่า ๒,๐๐๐ คนต่อปี อีกทั้งยังมีผู้พิการจากอุบัติเหตุทางถนนจำนวนไม่น้อย สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ การขับขี่ด้วยความเร็วเกินกำหนด และการเมาแล้วขับ โดยส่วนใหญ่เป็นอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้อง\nกับรถจักรยานยนต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวมีลักษณะเกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง และสามารถป้องกันได้\n 	ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งในด้านชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล รวมถึงส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมในระยะยาว อีกทั้งยังสะท้อนถึงข้อจำกัดของมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนและการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลยกระดับการป้องกันอย่างจริงจัง โดยควบคุมความเร็ว ป้องกันเมาแล้วขับ เพิ่มความปลอดภัยผู้ใช้รถจักรยานยนต์ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อให้ประชาชนเดินทางปลอดภัยและลดความสูญเสียอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงเทศกาล\n"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
60	6037	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	กฎหมาย	สถานการณ์และมาตรการปราบปรามธุรกิจนอมินีของชาวต่างชาติในประเทศไทย	"ปัญหาการประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินีหรือตัวแทนอำพรางของชาวต่างชาติ\nในประเทศไทย ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\nจึงได้ยกระดับมาตรการตรวจสอบและปราบปรามอย่างเข้มงวด โดยพบธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินี จำนวน ๘๒๐ ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า ๑๒,๔๙๕ ล้านบาท โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี (อำเภอเกาะพะงัน) ซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์\nและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ทั้งนี้ รูปแบบการดำเนินการมีความซับซ้อน โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายและการสนับสนุนจากบุคลากรบางส่วน เช่น การใช้โครงสร้างหุ้นบุริมสิทธิให้อำนาจควบคุมแก่ชาวต่างชาติ การใช้นอมินีเชิงวิชาชีพผ่านสำนักงานกฎหมายหรือสำนักงานบัญชี การโอนหุ้นเพื่ออำพรางเจ้าของที่แท้จริง และการดำเนินธุรกิจผ่านเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบด้านการฟอกเงิน การสูญเสียรายได้ทางภาษี และความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมที่ดิน โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูล \nเพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนนิติบุคคล และใช้เทคโนโลยีติดตามเส้นทางการเงิน เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน\n 	นอกจากนี้ มีข้อสังเกตที่ควรพิจารณาตรวจสอบเพิ่มเติม ดังนี้\n 	๑)กรณีอดีตข้าราชการระดับสูงรายหนึ่งมีอักษรย่อว่า “ป.” (เสี่ย ป.) ซึ่งถูกกล่าวอ้าง\nว่ามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนต่างชาติ โดยในระหว่างดำรงตำแหน่งมีการใช้อำนาจหน้าที่\nในทางที่อาจเอื้อประโยชน์แก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าว รวมทั้ง มีข้อกล่าวอ้างถึงการจัดสรรผลประโยชน์โดยมิชอบภายในหน่วยงาน และอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ถึงแม้ว่าบุคคลดังกล่าว\nจะพ้นจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังปรากฏความเคลื่อนไหวและความสัมพันธ์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ จึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงย้อนหลังอย่างรอบด้าน เพื่อความโปร่งใส และป้องกันมิให้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าวซ้ำอีกในอนาคต\n 	๒)กรณีบุคคลผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ มีอักษรย่อว่า “ส.” (เสี่ย ส.) \nซึ่งมีพฤติการณ์เชิญชวนทั้งนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน \nอันอาจมีความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจที่ไม่โปร่งใสหรือผิดกฎหมาย หรือเข้าข่ายหลอกลวง \nและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวม จึงเห็นควรให้มีการติดตามและประเมินความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด\n 	๓)กรณีคดีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายขนาดใหญ่ (คดีวิคตอเรีย) \nซึ่งมีลักษณะเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน การปั่นหุ้น การค้ามนุษย์ และกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอื่น ๆ \nและเกี่ยวข้องกับบุคคลในกระบวนการยุติธรรมบางราย จึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัด\nการตรวจสอบและเปิดเผยความคืบหน้าอย่างโปร่งใส\n 	ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และเปิดเผยผลการดำเนินงานต่อสาธารณชนตามสมควร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	6	2569	2026-03-31T00:00:00
61	6035	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	ค่าธรรมเนียมสนามบิน	"จาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge: PSC) จากอัตราเดิมคนละ ๗๓๐ บาท เป็นคนละ ๑,๑๒๐ บาท มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นต้นไป คิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ ๕๓ จากอัตราเดิม ซึ่งการปรับขึ้นอัตราค่าบริการดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชนหลายกลุ่ม กล่าวคือ กลุ่มแรงงานไทยที่เดินทางไปประกอบอาชีพในต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวนหลายแสนคนต่อปี และเป็นกลุ่มที่นำรายได้เงินตราต่างประเทศกลับสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ กลับต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าบริการดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวประเภทอินบาวด์ (Inbound Tour) \nซึ่งต้องรับภาระค่าบริการขาออกในนามของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อันอาจส่งผลให้ขีดความสามารถ\nในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศลดลงด้วย และเมื่อพิจารณาถึงผลการดำเนินงานของบริษัท \nท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ในปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าบริษัทมีกำไรสุทธิสูงถึง ๒๕,๘๐๐ ล้านบาท และได้จ่ายโบนัสแก่พนักงานในอัตรา ๖ เดือน จึงเห็นได้ว่าบริษัทมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและไม่อยู่\nในสภาวะที่จำเป็นต้องเร่งรัดการปรับขึ้นอัตราค่าบริการในห้วงเวลาที่ประชาชนยังคงแบกรับภาระ\nค่าครองชีพที่สูงอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น จึงขอเสนอให้พิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้\n  	(๑) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ควรชะลอการบังคับใช้อัตราค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศในอัตราใหม่ออกไปก่อน เพื่อให้มีเวลาในการรับฟังความคิดเห็นของ\nผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน\n 	(๒) ทบทวนความจำเป็นและความเหมาะสมของการปรับขึ้นอัตราค่าบริการดังกล่าว โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานไทยในต่างประเทศและผู้ประกอบการรายย่อยในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในห้วงเวลาปัจจุบัน\n 	(๓) หากมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราค่าบริการ ขอให้พิจารณากำหนดอัตราการปรับขึ้นที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมทั้งกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบแก่กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงควบคู่กันไปด้วย \n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
62	6031	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	สถานการณ์บ้านเมือง	คืนพื้นที่อพยพ MRT ทางหนีชีวิตไม่ใช่ทางค้าขาย	"ปัจจุบันแม้ว่าระบบรถไฟฟ้าจะเป็นระบบการคมนาคมที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตของประชาชนในสังคมเมือง แต่กลับปรากฏปัญหาสำคัญที่อาจถูกมองข้าม คือ การรุกล้ำพื้นที่ทางเท้า\nและพื้นที่รวมพลบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ด้วยการนำพื้นที่ดังกล่าวไปใช้เป็นตลาดนัด ที่จอดรถจักรยานยนต์รับจ้าง และร้านค้าถาวร อันเป็นการใช้พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์และขัดต่อหลักความปลอดภัย ซึ่งพื้นที่บริเวณโดยรอบทางออกสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะพื้นที่รวมพล และพื้นที่อพยพประชาชนในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นเหตุเพลิงไหม้ภายในสถานี หรือการเกิดควันพิษ\nในอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งในสถานการณ์ดังกล่าวประชาชนจำนวนมากจะต้องได้รับการอพยพขึ้นสู่พื้นที่ด้านบนพร้อมกันภายในเวลาอันจำกัด หากพื้นที่รองรับการอพยพเต็มไปด้วยร้านค้าแผงลอย สิ่งกีดขวาง และฝูงชน ย่อมส่งผลให้การอพยพเป็นไปด้วยความล่าช้า และอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการเบียดเสียดแออัด การเหยียบกัน หรือการขาดอากาศหายใจอย่างรุนแรง ดังที่เคยปรากฏเป็นบทเรียนจากเหตุการณ์ในต่างประเทศมาแล้ว โดยประเทศที่ผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวต่างกำหนดให้พื้นที่รวมพลต้องโล่งและปราศจากสิ่งกีดขวางโดยเด็ดขาด จึงขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ๓ แนวทาง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้\n  	(๑) การจัดระเบียบพื้นที่โดยเร่งด่วน ให้ดำเนินการย้ายร้านค้าแผงลอย และที่จอดรถจักรยานยนต์รับจ้างออกจากพื้นที่ทางเท้าและพื้นที่รวมพลบริเวณสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินทุกสถานีโดยเร็ว เพื่อคืนพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพื้นที่อพยพที่โล่งและพร้อมใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์\n\n\n(๒) การกำหนด...\n 	(๒) การกำหนดเขตพื้นที่ปลอดภัยอย่างชัดเจน ให้ดำเนินการติดตั้งเครื่องหมายหรือสีพื้น\nที่บนทางเดินและพื้นที่รวมพลให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมทั้งติดตั้งป้ายห้ามวางสิ่งกีดขวาง\nในบริเวณดังกล่าวอย่างครบถ้วน รวมถึงกำหนดมาตรการกำกับดูแลและบังคับใช้อย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง\n  	(๓) การซักซ้อมแผนอพยพฉุกเฉิน จัดให้มีการซักซ้อมการอพยพประชาชนนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบเส้นทางหนีภัย และทดสอบความเพียงพอและประสิทธิภาพของพื้นที่รวมพลในแต่ละสถานี\n 	ทั้งนี้ ความสะดวกสบายในการประกอบกิจกรรมทางการค้ามิอาจอยู่เหนือความปลอดภัย\nในชีวิตของประชาชน และพื้นที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้ามิใช่พื้นที่การค้า หากแต่คือพื้นที่ซึ่งรัฐมีหน้าที่\nต้องพิทักษ์รักษาไว้เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
63	6029	128	นางวาสนา ยศสอน	ความเดือดร้อนของประชาชน	น้ำเซาะตลิ่งพัง	"จากได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายประสงค์ ปันปวง กำนันตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน แจ้งว่าประชาชนในพื้นที่ตำบลสะเนียนได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการกัดเซาะพังทลาย\n\n\nของตลิ่ง...\nของตลิ่งในพื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน ส่งผลให้พื้นที่ ๙ หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ ๑ บ้านสะเนียน หมู่ที่ ๒ บ้านเหนือวัด หมู่ที่ ๓ บ้านห้วยลี่ หมู่ที่ ๔ บ้านน้ำโค้ง หมู่ที่ ๗ บ้านวังต๋าว หมู่ที่ ๘ บ้านกาใส หมู่ที่ ๑๐ บ้านละเบ้ายา หมู่ที่ ๑๑ บ้านห้วยเฮือ และหมู่ที่ ๑๓ บ้านกลางพัฒนา ได้รับ\nความเสียหายเป็นแนวยาวของตลิ่ง รวมทั้งสิ้น ๙,๗๗๐ เมตร ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชน โดยองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อการดำเนินการในขอบเขตดังกล่าว จึงขอให้กรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ ๙ พิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้\n  	(๑) ลงพื้นที่ตรวจสอบและสำรวจความเสียหายในพื้นที่หมู่บ้านทั้ง ๙ แห่ง ดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพื่อประเมินขอบเขตและความรุนแรงของปัญหาอย่างครบถ้วน\n  	(๒) พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้างผนังป้องกันการกัดเซาะพังทลายของตลิ่ง หรือการติดตั้งเรียงหินหรือกล่องเกเบี้ยน (Gabion) หรือมาตรการทางวิศวกรรมอื่นที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างถาวรและยั่งยืน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
64	6027	59	นายนพดล พริ้งสกุล	นโยบายของรัฐบาล	โครงข่ายสื่อสารฉุกเฉิน	"จากเมื่อเกิดภาวะภัยพิบัติ สิ่งที่ประชาชนต้องการอย่างเร่งด่วนมิใช่เพียงอาหารหรือที่พักพิง หากแต่คือการติดต่อสื่อสาร เนื่องจากระบบสื่อสารเป็นเส้นทางหลักในการขอรับ\nความช่วยเหลือ เป็นหัวใจของการสั่งการกู้ภัย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ที่ผ่านมาปรากฏปัญหาในประเทศไทยหลายครั้ง กรณีเมื่อเกิดไฟฟ้าดับในช่วงภัยพิบัติ \nระบบสื่อสารจะล่ม ไม่ว่าจะเป็นระบบโทรศัพท์ ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบสื่อสารของหน่วยกู้ภัย \nและระบบประสานงานของโรงพยาบาล ส่งผลให้บางพื้นที่กลายเป็นพื้นที่ที่ขาดการติดต่อโดยสิ้นเชิง\nอันก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ปัญหาดังกล่าว\nมิอาจถือเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะ หากแต่เป็นความรับผิดชอบร่วม\nของหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน กล่าวคือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) มีหน้าที่กำหนดมาตรฐานระบบสำรองของเสาสัญญาณและชุมสายทั่วประเทศ กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีหน้าที่จัดให้มีระบบสื่อสารฉุกเฉินที่ใช้งานได้จริงในทุกจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและพื้นที่ห่างไกล กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้า\nมีหน้าที่วางระบบไฟฟ้าสำรองสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร กระทรวงกลาโหม มีบทบาท\nในการสนับสนุนระบบสื่อสารฉุกเฉินแห่งชาติ โดยเฉพาะระบบวิทยุสื่อสารและระบบดาวเทียมในภาวะวิกฤต รวมถึงการเชื่อมโยงการสั่งการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน และโรงพยาบาลทั่วประเทศ\n 	ทั้งนี้ โครงข่ายสื่อสารฉุกเฉินแห่งชาติที่มีประสิทธิภาพควรได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงทุกระบบเข้าด้วยกัน ทั้งเสาสัญญาณโทรคมนาคม ระบบดาวเทียม ระบบวิทยุสื่อสาร ระบบสื่อสารเคลื่อนที่ และศูนย์บัญชาการ เพื่อให้สามารถสื่อสารได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ แม้ในกรณีที่ไฟฟ้าดับ สัญญาณล่ม หรือโครงข่ายหลักได้รับความเสียหาย โดยมีเป้าหมาย คือ ระบบที่เชื่อมโยงมั่นคง และไม่ล่ม จึงขอให้รัฐบาลเร่งรัดพิจารณาการดำเนินการใน ๖ ประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้\n  	(๑) กำหนดให้เสาสัญญาณโทรคมนาคมทุกแห่งทั่วประเทศต้องมีระบบไฟฟ้าสำรอง\nที่ได้มาตรฐานและใช้งานได้จริงในภาวะฉุกเฉิน\n  	(๒) เร่งรัดการจัดตั้งโครงข่ายสื่อสารฉุกเฉินแห่งชาติ ที่บูรณาการการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ\n 	(๓) พัฒนาและติดตั้งระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ \nเพื่อรองรับการสื่อสารในพื้นที่ที่โครงข่ายภาคพื้นดินได้รับความเสียหาย\n 	(๔) กระจายโครงข่ายสื่อสารเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบเพียงระบบเดียว \nและเพิ่มความทนทานของโครงข่ายโดยรวม\n 	(๕) จัดให้มีการซักซ้อมแผนรับมือภัยพิบัติด้านการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\n 	(๖) เปิดเผยข้อมูลความพร้อมของระบบสื่อสารฉุกเฉินต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและติดตามได้"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
65	6025	6	นายกัมพล ทองชิว	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชน หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร	"จากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าทราย จังหวัดสมุทรสาคร เกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประกอบการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานประเภทและลำดับที่ ๖๐ ได้แก่ โรงงานเกี่ยวกับการหล่อหลอมโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก และลำดับที่ ๑๐๕ และ ๑๐๖ ได้แก่ โรงงานคัดแยกขยะอันตราย ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๕๖๘ \nที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครในขณะนั้นได้ออกหนังสือเวียนไปยังนายอำเภอทั้ง ๓ อำเภอ กำหนดให้การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต้องดำเนินการโดยการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น\nจากประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ \n\n\nได้มี...\nได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าทราย โดยในวันเดียวกันนั้นเองสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดได้ออกประกาศรับฟังความคิดเห็น ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ \nและดำเนินการติดประกาศในวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรสาคร ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลท่าทราย และหน้าสถานที่ก่อสร้างโรงงาน อันเป็นการติดประกาศในวันเดียวกับ\nวันจัดประชุม ซึ่งเท่ากับเป็นการเริ่มนับระยะเวลาการรับฟังความคิดเห็น ๑๕ วัน พร้อมกันกับวันประชุม ทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ทราบข้อมูลล่วงหน้าแต่อย่างใด แม้ในวันดังกล่าวจะมีผู้แทนจากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเข้าร่วมประชุมด้วย แต่กลับมิได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงการออกประกาศรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว นอกจากนี้ ยังปรากฏว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่ หมู่ที่ ๒ ตำบลกาหลง ซึ่งได้มีการประชุมในวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เช่นกันนั้น ได้มีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ อันก่อให้เกิดข้อสงสัยอย่างยิ่งต่อความโปร่งใสและความถูกต้องของกระบวนการดังกล่าว รวมถึงเหตุผลที่มิได้มี\nการแจ้งไปยังกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่รับผิดชอบให้ทราบโดยชัดแจ้ง \nจึงขอหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการใน ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้\n  	(๑) ด้านการประกาศแจ้งประชาชน ขอให้กำหนดการติดประกาศรับฟังความคิดเห็นครอบคลุมสถานที่ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ได้แก่ สำนักงานกำนัน ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน และที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลล่วงหน้าอย่างเพียงพอก่อนการดำเนินกระบวนการรับฟังความคิดเห็น \n  	(๒) ด้านการตรวจสอบความโปร่งใส ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ผู้แทนสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดมิได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงการออกประกาศรับฟังความคิดเห็นในวันเดียวกัน \nและกรณีที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสิ้นสุดก่อนวันประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากพฤติการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะในกรณีที่โรงงานนั้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่\n  	(๓) ด้านการปรับปรุงระเบียบและแนวปฏิบัติ ขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในกรณีดังกล่าว และพิจารณา\nออกระเบียบหรือประกาศที่กำหนดให้การแจ้งและติดประกาศรับฟังความคิดเห็นต้องดำเนินการ \nณ สำนักงานกำนัน ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน และที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้อีกในอนาคต"	กระทรวงอุตสาหกรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
66	6023	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	นโยบายของรัฐบาล	การแพร่ระบาดของข่าวปลอมเกี่ยวกับโครงการภาครัฐและความเสี่ยงต่อทรัพย์สินของประชาชน	"จากได้มีการแพร่กระจายข้อมูลอันเป็นเท็จผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยมีการอ้างว่ารัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ในวันที่ \n๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ พร้อมระบุเงื่อนไขอันเป็นเท็จ อาทิ รัฐบาลช่วยออกค่าใช้จ่ายร้อยละ ๖๐ หรือการสนับสนุนเงิน จำนวน ๔,๐๐๐ บาท ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ยืนยันแล้วว่าข้อมูลดังกล่าว\nไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด สิ่งที่น่าวิตกกังวลยิ่งกว่าการแพร่กระจายของข่าวปลอม คือการที่มิจฉาชีพ\nได้อาศัยชื่อโครงการดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน ด้วยการระบุวันและเวลาที่ชัดเจน อันเป็นกลวิธีกดดันให้ประชาชนเกิดความรีบร้อนและหลงกดลิงก์ ลงทะเบียน หรือติดตั้งแอปพลิเคชัน\nที่เป็นภัย ซึ่งนำไปสู่การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยมิจฉาชีพมุ่งเจาะกลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งกำลังรอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ พฤติการณ์ดังกล่าวนอกจาก\nจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนโดยตรงแล้ว ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อโครงการและนโยบายของรัฐบาล อันส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย จึงขอหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อโปรดดำเนินการใน ๓ ประเด็น ดังต่อไปนี้\n 	(๑) ด้านการสื่อสารเชิงรุก ขอให้กระทรวงการคลังพัฒนาระบบตรวจสอบข้อมูลที่เชื่อถือได้ผ่านช่องทางกลางที่เป็นทางการเพียงช่องทางเดียว เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานะ และรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ของรัฐได้โดยทันที มิใช่เพียงดำเนินการชี้แจงหรือแก้ข่าวภายหลังเท่านั้น\n 	(๒) ด้านการปราบปรามภัยทางไซเบอร์ ขอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เร่งรัดการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาต้นตอของลิงก์ปลอมและแอปพลิเคชันอันตรายดังกล่าว และดำเนินการระงับหรือปิดกั้นสิ่งเหล่านั้นโดยเร็ว เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนเพิ่มเติม\n 	(๓) ด้านมาตรการป้องกันร่วมกับภาคการเงิน ขอให้รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำระบบเฝ้าระวังและตรวจจับความผิดปกติของธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะรายการโอนเงินออกที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ประชาชนถูกหลอกลวงผ่านลิงก์ปลอม เพื่อให้สามารถระงับความเสียหายได้อย่างทันท่วงที"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
67	6021	48	นางสาวตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมง	"จากปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงมีประเด็นปัญหา ๓ ประเด็น ดังนี้\n 	ประเด็นที่หนึ่ง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือประมง (น้ำมันเขียว) ปัจจุบันราคาน้ำมันเขียวอยู่ที่ประมาณลิตรละ ๓๔ บาทเศษ ซึ่งสูงเกินกว่าที่ชาวประมงจะรับภาระได้ โดยราคาที่เหมาะสมต่อ\nการประกอบอาชีพ คือ ไม่เกินลิตรละ ๓๐ บาท จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนและอุดหนุนราคาน้ำมันเขียวให้อยู่ในระดับที่ชาวประมงสามารถรับภาระได้ในระดับดังกล่าว\n 	ประเด็นที่สอง การออกใบอนุญาตควบคุมเรือประมง (ใบอนุญาตนายท้ายเรือ) ใบอนุญาตควบคุมเรือประมงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประกอบอาชีพประมง เนื่องจากผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตดังกล่าวไม่สามารถออกทำการประมงได้ตามกฎหมาย ประกอบกับจำนวนผู้ประกอบอาชีพนายท้ายเรือมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้กรมเจ้าท่าเร่งรัดกระบวนการออกใบอนุญาตควบคุมเรือประมงให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งทบทวนเงื่อนไขและขั้นตอนการพัฒนาระดับใบอนุญาตให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของการประกอบอาชีพ\n	ประเด็นที่สาม การควบคุมสินค้าสัตว์น้ำนำเข้าและสินค้าประมงที่ผิดกฎหมาย \nเนื่องจากชาวประมงไทยที่ดำเนินการประมงถูกต้องตามมาตรฐานการป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย \nขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IUU Fishing) \nต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าสินค้าสัตว์น้ำที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยไม่ผ่านมาตรฐานดังกล่าว หรือสินค้าที่นำเข้าโดยผิดกฎหมาย ส่งผลให้ชาวประมงไทยไม่สามารถกำหนดราคาจำหน่ายที่คุ้มกับ\nต้นทุนได้ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำที่ไม่ได้มาตรฐานและผิดกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการแข่งขันให้แก่ชาวประมงไทย\n 	ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้ชาวประมงจำนวนกว่าร้อยละ ๗๐ ต้องหยุดประกอบอาชีพ \nและที่เหลือต้องแบกรับภาระเพื่อประคองกิจการ โดยปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ปรากฏอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวประมงที่ได้รับความเดือดร้อน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
68	6019	50	นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย	กฎหมาย	ขอให้เร่งรัดออกกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง หลังจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฉบับแก้ไขล่าสุดมีผลบังคับใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานจ้างเหมาบริการ	"จากวุฒิสภาได้มีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๘ ในวาระที่สองและวาระที่สาม เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญประการหนึ่ง คือ การคุ้มครองสิทธิของแรงงานจ้างเหมาบริการและแรงงานที่เกี่ยวข้องในหน่วยงานภาครัฐส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ โดยมีเจตนารมณ์มุ่งให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวได้รับการคุ้มครองสิทธิไม่น้อยกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่จนถึงปัจจุบันปรากฏว่า ยังมิได้มีการออกกฎหมายลำดับรองหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด อันอาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอน ความไม่มั่นคงในการทำงาน \nและการกระทบต่อสิทธิของแรงงานจ้างเหมาบริการในทางปฏิบัติ ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ที่กฎหมาย\nมุ่งประสงค์จะคุ้มครอง ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงแรงงานดำเนินการดังต่อไปนี้\n 	(๑) เร่งรัดการยกร่างกฎหมายลำดับรอง ระเบียบ หรือประกาศที่จำเป็น เพื่อรองรับ\nการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๘ ในส่วนที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิแรงงานจ้างเหมาบริการให้เป็นไปโดยครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ\n 	(๒) ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ได้แก่ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นเอกภาพในการคุ้มครองสิทธิแรงงานจ้างเหมาบริการในแต่ละหน่วยงาน\n 	(๓) กำหนดมาตรการชั่วคราวหรือแนวปฏิบัติเฉพาะกาลเพื่อป้องกันมิให้แรงงาน\nจ้างเหมาบริการได้รับความเสียหายจากช่องว่างทางกฎหมายในระหว่างที่กฎหมายลำดับรองยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ"	กระทรวงแรงงาน	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
69	6017	95	นายพละวัต ตันศิริ	นโยบายของรัฐบาล	การรับมือปัญหามลพิษ	"จากการลงพื้นที่ในโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ เมษายน ๒๕๖๙ เพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และข้อเรียกร้องจากประชาชนในพื้นที่ พบว่าประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหามลพิษทางอากาศ จากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และปัญหามลพิษทางน้ำ รวมถึงสารเคมีปนเปื้อน เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชนในวงกว้าง แม้ว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน และอาจต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับปัญหามลพิษดังกล่าว สิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง คือ การมีระบบตรวจวัดและเฝ้าระวังมลพิษที่มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และเข้าถึงพื้นที่ได้ทันท่วงที\n	ปัจจุบันการตรวจวัดมลพิษทางอากาศมีเครื่องมือและระบบรองรับค่อนข้างพร้อม แต่ในส่วนของการตรวจวิเคราะห์มลพิษทางน้ำและสารเคมีปนเปื้อน ยังต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบ และส่งตัวอย่างไปยังหน่วยงานส่วนกลาง ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาและการแจ้งเตือนประชาชนอาจล่าช้า\nซึ่งจากการลงพื้นที่ดังกล่าว ได้มีโอกาสศึกษาศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่จำนวนหลายแห่ง พบว่ามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และองค์ความรู้ ที่สามารถพัฒนาเป็นห้องปฏิบัติการตรวจวัดมลพิษและสารปนเปื้อนในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นว่าเรื่องดังกล่าว\nเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ควรได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นสิ่งที่ประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ทันที และเกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางต่อหลายภาคส่วน\n	ทั้งนี้ หากมีการจัดตั้งห้องปฏิบัติการในพื้นที่ จะสามารถสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข เกษตรกรรม ทรัพยากรน้ำ อุตสาหกรรม \nความมั่นคงชายแดน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการตรวจสอบมลพิษ สารเคมีตกค้าง \nและสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ ยังจะช่วยยกระดับฐานข้อมูล\nเชิงวิชาการและเชิงนโยบายของประเทศ ทำให้หน่วยงานภาครัฐสามารถกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา\nได้ตรงจุด ลดต้นทุนและระยะเวลาในการตรวจวิเคราะห์ เพิ่มศักยภาพการเฝ้าระวังเชิงรุกในพื้นที่ ตลอดจนสามารถติดตามและตรวจสอบปัญหามลพิษข้ามพรมแดนได้อย่างทันท่วงที ในอีกด้านหนึ่ง \nการมีห้องปฏิบัติการในพื้นที่ที่มีมาตรฐานและมีค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์ที่เหมาะสม จะเป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะการสนับสนุนยุทธศาสตร์อาหารปลอดภัย การตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และผลผลิตทางการเกษตร จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในระยะยาว ดังนั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางและผลักดันการจัดตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวัดสารมลพิษและสารปนเปื้อนในระดับพื้นที่ เพื่อประโยชน์ต่อการคุ้มครองสุขภาพประชาชน การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
70	6015	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	1.ปัญหาการจราจรและความปลอดภัย พฤติกรรมการขับขี่อันตราย 2.ปัญหาที่ดินและการระบายน้ำ การบุกรุกที่ดินสาธารณะโดยหมู่บ้านจัดสรร 3.ไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณทางเข้าสถาบันการพลศึกษาสมุทรสาคร และหมู่บ้านศรีสวัสดิ์	"ปรึกษาหารือ จำนวน ๓ เรื่อง ดังนี้\n(๑)	 ปัญหาการจราจรและความปลอดภัย พฤติกรรมการขับขี่อันตราย\n 	สืบเนื่องจากปัญหาการจราจรและความปลอดภัยบนท้องถนนบริเวณสะพานมหาชัย\nและถนนสหกรณ์ โดยบริเวณดังกล่าวปรากฏพฤติกรรมการขับขี่ยานพาหนะย้อนศรอย่างต่อเนื่อง ทั้งใน\nช่วงเวลาเช้ามืดและเวลากลางวัน เนื่องจากจุดกลับรถที่ถูกต้องตามกฎหมายตั้งอยู่ห่างไกลจากบริเวณดังกล่าวมาก ส่งผลให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะจำนวนมากเลือกที่จะขับขี่ย้อนศรแทน ประกอบกับในพื้นที่ดังกล่าวมีพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมข้ามถนนอยู่เป็นประจำ จึงก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในบริเวณดังกล่าวบ่อยครั้ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของประชาชนผู้ใช้เส้นทาง \nจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังต่อไปนี้\n  	๑.๑ มาตรการเร่งด่วนระยะสั้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดวางอุปกรณ์ควบคุมการจราจร เช่น กรวยยาง แผงกั้นจราจร หรืออุปกรณ์อื่นที่เหมาะสม บริเวณจุดที่มีการขับขี่ยานพาหนะย้อนศรเป็นประจำ เพื่อป้องกันและยับยั้งพฤติกรรมดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ \n  	๑.๒ มาตรการระยะยาว หน่วยงานระดับท้องถิ่นควรพิจารณาศึกษาความเหมาะสม\nและความเป็นไปได้ในการก่อสร้างสะพานกลับรถ (U-Turn) เพิ่มเติมในจุดที่เหมาะสมบริเวณสะพานมหาชัยและถนนสหกรณ์ และนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาการขับขี่ยานพาหนะย้อนศรอย่างยั่งยืน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้เส้นทางได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว\n 	กรณีตามข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อกระทรวง คมนาคม จึงเห็นสมควรส่งเรื่องนี้ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณา    \n     	(๒) ปัญหาที่ดินและการระบายน้ำ การบุกรุกที่ดินสาธารณะโดยหมู่บ้านจัดสรร \n 	สืบเนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เกี่ยวกับปัญหาการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์และปัญหาน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม\nในบริเวณใกล้เคียงหมู่บ้านศรีสวัสดิ์และหมู่บ้านสาครธานี โดยมีสาระสำคัญแบ่งออกเป็น ๒ ประเด็น ดังนี้\n 	ประเด็นที่หนึ่ง การบุกรุกที่สาธารณประโยชน์โดยหมู่บ้านจัดสรร ปรากฏว่ามีหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งในพื้นที่ดังกล่าว ได้บุกรุกรุกล้ำทางน้ำสาธารณะและคลองสาธารณะ โดยมีข้อเท็จจริงว่าได้มี\nการรังวัดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้คลองสาธารณะซึ่งเดิมมีความกว้างประมาณ ๑๐ เมตร ลดลงเหลือเพียง ๑ ถึง ๒ เมตรเท่านั้น และในบางส่วนพื้นที่คลองดังกล่าวได้ถูกก่อสร้างกำแพงหมู่บ้าน การลดขนาดของทางระบายน้ำดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำขังอย่างรุนแรงในพื้นที่โดยรอบ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างมาก\n 	ประเด็นที่สอง การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมในบริเวณโค้งยายขาวและบริเวณหน้าวัดกำพร้า มีข้อสงสัยว่าโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียงอาจปล่อยน้ำเสียลงสู่ทางน้ำสาธารณะ \nซึ่งเมื่อประกอบกับปัญหาการบุกรุกทางระบายน้ำดังกล่าวในประเด็นแรก ย่อมทำให้ปริมาณน้ำเสียสะสม\nในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง \nจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้\n 	(๑) ด้านที่ดินสาธารณประโยชน์ ให้สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครตรวจสอบกระบวนการรังวัดที่ดินในบริเวณดังกล่าวว่า ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และหากพบว่า\nมีการรังวัดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้เร่งดำเนินการแก้ไขและเพิกถอนผลการรังวัดดังกล่าว รวมทั้งดำเนินการทางกฎหมายกับผู้บุกรุกที่สาธารณประโยชน์โดยเร่งด่วน เพื่อเรียกคืนพื้นที่คลองสาธารณะ\nให้กลับสู่สภาพเดิม\n  	(๒) ด้านการระบายน้ำ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพคลอง\nและทางระบายน้ำสาธารณะในบริเวณดังกล่าว และพิจารณาจัดทำแผนฟื้นฟูและขุดลอกคลองเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำขังให้แก่ประชาชนในพื้นที่\n  	(๓) ด้านการควบคุมมลพิษทางน้ำ ให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร\nและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำในบริเวณโค้งยายขาวและบริเวณหน้าวัดกำพร้า หากพบว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และรายงานผลการตรวจสอบให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบโดยเร็ว \n 	กรณีตามข้อหารือดังกล่าวเป็นเรื่องที่สมาชิกวุฒิสภาประสงค์ให้นำเสนอต่อกระทรวง มหาดไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม จึงเห็นสมควรส่งเรื่องนี้ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณา  \n (๓) ไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณทางเข้าสถาบันการพลศึกษาสมุทรสาคร และหมู่บ้านศรีสวัสดิ์\n 	สืบเนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เกี่ยวกับปัญหาความชำรุดของระบบไฟฟ้าแสงสว่าง และสภาพถนนที่ทรุดโทรมบริเวณทางเข้าสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตสมุทรสาคร และหมู่บ้านศรีสวัสดิ์ โดยมีสาระสำคัญว่า ระบบไฟฟ้าแสงสว่างในบริเวณดังกล่าว\nอยู่ในสภาพชำรุดเสียหายและไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ แม้ประชาชนในพื้นที่จะได้พยายามประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการแก้ไขแล้วก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าในบริเวณดังกล่าวได้มีการก่อสร้างทางเบี่ยงจราจร ซึ่งรถบรรทุกจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียงใช้เป็นเส้นทางสัญจรเป็นประจำ ส่งผลให้ \nสภาพผิวจราจรในบริเวณดังกล่าวเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ใช้เส้นทาง\nบ่อยครั้ง สร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก\nจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้\n  	(๑) ด้านระบบไฟฟ้าแสงสว่าง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและหน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพระบบไฟฟ้าแสงสว่างบริเวณทางเข้าสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสมุทรสาคร \nและหมู่บ้านศรีสวัสดิ์ และเร่งรัดดำเนินการซ่อมแซมหรือติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่างให้กลับมาใช้งานได้อย่างสมบูรณ์โดยเร็ว เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเวลากลางคืน\n 	(๒) ด้านสภาพผิวจราจรและความปลอดภัย ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ดำเนินการสำรวจและซ่อมแซมสภาพผิวจราจรบริเวณทางเบี่ยงดังกล่าวที่ได้รับความเสียหายจาก\nการใช้งานของรถบรรทุกหนัก และพิจารณากำหนดมาตรการควบคุมการใช้เส้นทางของรถบรรทุกหนัก\nจากโรงงานอุตสาหกรรมให้เหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้สภาพถนนเสื่อมโทรมลงอีกในอนาคต"	กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
71	6013	67	นายนิทัศน์ อารีย์วงศ์สกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	โครงการปรับปรุงถนนแยกวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง	"จากประชาชนในพื้นที่อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่องจากการดำเนินงานล่าช้าของโครงการปรับปรุงผิวจราจรบริเวณแยกวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนผิวทางจากแอสฟัลต์ติกคอนกรีต (Asphaltic  Concrete) เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete) เพื่อยืดอายุการใช้งานและเพิ่มประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในพื้นที่ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์อันดีของทางราชการ อย่างไรก็ตาม \nนับแต่วันเริ่มต้นสัญญาจ้างในปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า \n๔ เดือน ปรากฏว่าผู้รับจ้างมิได้ดำเนินการก่อสร้างแต่อย่างใด และได้ทอดทิ้งงานโดยอ้างเหตุขัดข้องเกี่ยวกับการขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง แรงงาน และความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งนี้ สัญญาจ้างมีกำหนดสิ้นสุดปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ หากยังคงปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการแก้ไข ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนและทางราชการอย่างร้ายแรง การละเลย\nการดำเนินงานของผู้รับจ้างดังกล่าวได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้\n 	(๑) พื้นที่บริเวณแยกวิเศษชัยชาญเป็นแหล่งประกอบการค้าอาหารริมทางและเป็นแหล่งทำมาหากินหลักของประชาชนในอำเภอวิเศษชัยชาญ การที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้เป็นระยะเวลากว่า ๔ เดือน ส่งผลให้ผู้ประกอบการและประชาชนขาดรายได้อย่างต่อเนื่อง\n 	(๒) สภาพพื้นผิวจราจรที่ขาดการดำเนินการก่อสร้างและบำรุงรักษา ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ โดยเฉพาะผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่จำเป็นต้องสัญจรบนเส้นทางดังกล่าว\n 	(๓) การก่อสร้างมิได้มีการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการจราจรและแนวกั้นเขตก่อสร้าง\nที่เหมาะสม ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง และเศษวัสดุก่อสร้างโดยไม่มีมาตรการป้องกัน\nดังนั้น จึงขอให้กรมทางหลวง โดยแขวงทางหลวงอ่างทอง พิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน ๒ ประการ ดังนี้\n\n\nประการที่หนึ่ง...\n 	ประการที่หนึ่ง มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ขอให้ดำเนินการจัดทำผิวจราจรชั่วคราวโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรและประกอบอาชีพได้ตามปกติ \nพร้อมทั้งจัดให้มีอุปกรณ์ควบคุมการจราจร แนวกั้นเขตก่อสร้าง และมาตรการป้องกันฝุ่นละออง\nตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด\n 	ประการที่สอง การทบทวนสัญญาจ้างและพิจารณาดำเนินการกับผู้รับจ้าง ขอให้ทบทวนสัญญาจ้าง และพิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมายกับผู้รับจ้างโดยมิต้องรอให้สัญญาสิ้นสุด เนื่องจากพฤติการณ์ทอดทิ้งงานเป็นระยะเวลากว่า ๔ เดือน เป็นการปฏิบัติผิดสัญญาอย่างชัดแจ้ง และขอให้พิจารณาบอกเลิกสัญญาจ้างและดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ที่มีศักยภาพและความพร้อมในการดำเนินงานอย่างแท้จริง เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการต่อไปได้โดยเร็ว\n 	อนึ่ง หน้าที่ความรับผิดชอบต่อประชาชนถือเป็นพันธกิจสูงสุดที่หน่วยงานของรัฐพึงยึดถือ \nในการปฏิบัติราชการ จึงขอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยความรวดเร็วและจริงจังเพื่อคืน \nความเป็นปกติสุขให้แก่ประชาชนอำเภอวิเศษชัยชาญโดยเร็วที่สุด"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
72	6011	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	ติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดการจัดทำระบบเตือนภัยแห่งชาติแบบบูรณาการโดยใช้เทคโนโลยี Cell Broadcast	"ในสถานการณ์ปัจจุบันภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย วาตภัย ดินถล่ม หรือเหตุฉุกเฉินด้านความมั่นคง ล้วนเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว รุนแรง และคาดการณ์ได้ยาก สิ่งที่จะช่วยลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น มิใช่การเยียวยาภายหลังที่ต้องสูญเสียทั้งชีวิต และงบประมาณ\nในการฟื้นฟูอย่างมหาศาล แม้ประเทศไทยจะมีระบบเตือนภัยและเทคโนโลยีรองรับอยู่แล้ว แต่ยังคงปรากฏข้อจำกัดที่สำคัญหลายประการ ดังนี้\n 	ประการแรก ระบบเตือนภัยที่มีอยู่ยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจำเป็นต้องบูรณาการช่องทางการสื่อสารหลายระบบเข้าด้วยกัน ได้แก่ เทคโนโลยีเซลล์บรอดแคสต์ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง หอกระจายข่าวและเสียงตามสาย ระบบรถไฟฟ้ามหานคร และระบบของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย\n 	ประการที่สอง การซักซ้อมระบบเตือนภัยในระดับประเทศครั้งล่าสุดดำเนินการ\nเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ และนับแต่นั้นเป็นต้นมายังมิได้มีการซักซ้อมในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค หรือระดับพื้นที่อีกแต่อย่างใด อันอาจส่งผลให้ระบบและบุคลากรขาดความพร้อมในการปฏิบัติงาน\nเมื่อเกิดเหตุจริง\n 	ประการที่สาม เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย \nไม่ว่าจะเป็นนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอาสาสมัครต่าง ๆ ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจน\nในแนวปฏิบัติเมื่อได้รับสัญญาณเตือนภัยผ่านระบบเซลล์บรอดแคสต์ รวมถึงยังขาดทักษะในการซักซ้อมเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ\n 	ประการที่สี่ ระบบเตือนภัยในปัจจุบันยังเป็นลักษณะการสื่อสารทางเดียวจากส่วนกลาง\nสู่พื้นที่ โดยที่ระดับท้องถิ่นยังไม่สามารถสะท้อนข้อมูลและสถานการณ์ภัยพิบัติกลับมายังส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งที่ระดับท้องถิ่นเป็นผู้รับรู้สถานการณ์ในพื้นที่ได้โดยตรงและทันท่วงที\n 	ดังนั้น ขอเสนอให้โปรดพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการดังต่อไปนี้\n   	(๑) การบูรณาการระบบเตือนภัยแห่งชาติ ให้เร่งรัดการบูรณาการระบบเตือนภัยโดยนำเทคโนโลยีเซลล์บรอดแคสต์เป็นแกนกลาง เชื่อมโยงกับทุกช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับการแจ้งเตือนภัยได้อย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่และทุกสถานการณ์\n  	(๒) การซักซ้อมระบบเตือนภัยอย่างสม่ำเสมอ ให้กำหนดปฏิทินการซักซ้อมระบบเตือนภัยในทุกระดับ ทั้งระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับพื้นที่ โดยให้มีความถี่เพียงพอที่จะรักษาความพร้อมของระบบและบุคลากรให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้จริงตลอดเวลา\n  	(๓) การพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ ให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการฝึกอบรมและจัดทำแนวปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับเจ้าหน้าที่ในสายการบังคับบัญชาทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดจนถึงอาสาสมัครในหมู่บ้าน เพื่อให้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วเมื่อได้รับสัญญาณเตือนภัย รวมทั้งสามารถนำพาประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบให้ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ\n  	(๔) การพัฒนาระบบการสื่อสารสองทาง ให้พัฒนากลไกที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานในระดับท้องถิ่นสามารถรายงานข้อมูลสถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่กลับมายังศูนย์บัญชาการส่วนกลางได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้การแจ้งเตือนภัยมีความแม่นยำและสอดคล้องกับสถานการณ์จริงในพื้นที่มากยิ่งขึ้น\n 	ในสถานการณ์วิกฤต ข้อความเตือนภัยเพียงหนึ่งข้อความหรือเสียงเพียงหนึ่งเสียงในเวลาเพียงวินาทีเดียว อาจหมายถึงการรักษาชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ประเทศไทยมีเทคโนโลยี มีหน่วยงาน และมีเครื่องมือที่พร้อมอยู่แล้ว สิ่งที่ยังขาดคือการตัดสินใจเชิงนโยบายและความชัดเจนในการดำเนินการอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
73	6009	41	นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของนักท่องเที่ยวจากความล่าช้าของด่านตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากรด่านพรมแดนสะเดา จังหวัดสงขลา	"จากได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดสงขลาและภาคใต้ของประเทศไทย เกี่ยวกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย\nและประเทศสิงคโปร์ที่เดินทางเข้ามาเพื่อการท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งก่อให้เกิดรายได้\nและมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภูมิภาค ทั้งนี้ ปรากฏว่าด่านพรมแดนสะเดา จังหวัดสงขลา มีปัญหาเรื้อรังต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า ๑๐ ปี กล่าวคือ นักท่องเที่ยวต้องใช้เวลาในกระบวนการตรวจสอบเอกสารและพิธีการผ่านแดนนานถึง ๓-๔ ชั่วโมงต่อครั้ง โดยปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญ \n๓ ประการ ดังนี้\n 	ประเด็นที่หนึ่ง กระบวนการตรวจสอบยานพาหนะของด่านศุลกากร เจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำจุดตรวจด่านศุลกากรสะเดายังคงใช้วิธีการกรอกเอกสารเป็นรายบุคคลในการตรวจสอบยานพาหนะที่นำเข้า ซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้าเป็นอย่างมาก ทั้งที่ปัจจุบันนานาประเทศได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการดังกล่าวแล้ว อาทิ ระบบแจ้งข้อมูลยานพาหนะล่วงหน้าทางออนไลน์ \nซึ่งสามารถลดระยะเวลาในการตรวจสอบเหลือเพียง ๓ นาทีต่อคัน อย่างไรก็ตาม ด่านศุลกากรสะเดา\nยังมิได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงเกี่ยวกับการลักลอบนำยานพาหนะที่ได้มาโดยมิชอบเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาดังกล่าวได้บรรเทาเบาบางลงอย่างมีนัยสำคัญในปัจจุบัน \n 	ประเด็นที่สอง การเรียกเก็บค่าล่วงเวลาและการเปิดช่องทางพิเศษโดยมิชอบ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยังคงเรียกเก็บค่าล่วงเวลาจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศในวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งแตกต่างจากหน่วยงานอื่นที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ ด่านชายแดนเดียวกัน ทั้งนี้ ประเทศมาเลเซียและนานาประเทศมิได้มีการเรียกเก็บค่าล่วงเวลาจากผู้เดินทางในวันหยุดแต่อย่างใด\n 	นอกจากนี้ ยังปรากฏว่า ด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดามีการเปิดให้บริการช่องทางพิเศษ (VIP Lane) โดยมิชอบ โดยผู้ที่ประสงค์จะผ่านด่านด้วยความรวดเร็วต้องชำระค่าบริการผ่านนายหน้า\nในอัตราคนละ ๑๐๐ ริงกิต หรือประมาณ ๘๐๐ บาท พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการเปิดช่องทางแห่งการทุจริตและประพฤติมิชอบในหน้าที่ราชการ และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระบวนการตรวจผ่านแดน\nในช่องทางปกติเกิดความล่าช้าโดยเจตนา เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งปัญหาทั้งสองประการดังกล่าวส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของภาคใต้ และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน\nในภูมิภาค จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วนใน ๓ แนวทาง ดังนี้\n        (๑) กรมศุลกากรควรนำระบบแจ้งข้อมูลยานพาหนะล่วงหน้าทางออนไลน์มาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ ณ ด่านพรมแดนสะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อลดระยะเวลาการตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล\n 	(๒) สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพิจารณายกเลิกการเรียกเก็บค่าล่วงเวลาจากนักท่องเที่ยว \nณ ด่านพรมแดนสะเดา โดยบรรจุงบประมาณค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการของเจ้าหน้าที่ไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีของหน่วยงาน\n 	(๓) ขอให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการสืบสวนและตรวจสอบกรณีการเปิดช่องทางพิเศษโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และดำเนินการทางวินัยและทางอาญากับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายโดยเคร่งครัด"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
74	6007	54	นายธนภัทร ตวงวิไล	นโยบายของรัฐบาล	ติดตามงบประมาณ	"จากฝายยางบ้านบุตามี (ฝายยางบุตามี) ตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เป็นโครงสร้างชลประทานที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อกั้นลำน้ำชี ทำหน้าที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรและการอุปโภค-บริโภคของประชาชนในพื้นที่ รวม ๒ อำเภอ ๖ ตำบล ได้แก่ อำเภอจัตุรัส จำนวน ๓ ตำบล และอำเภอบ้านเขว้า จำนวน ๓ ตำบล นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก ฝายยางดังกล่าวได้ก่อสร้างมาเป็นระยะเวลากว่า ๓๐ ปี มีสภาพเสื่อมโทรมและชำรุดทรุดโทรมตามอายุการใช้งาน จึงทำให้เกิดประเด็นปัญหา ดังนี้\n 	(๑) ในช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำในลำน้ำชีมีกระแสไหลเชี่ยวกราก ประกอบกับมีเศษไม้ กิ่งไม้ และเศษวัสดุต่าง ๆ ไหลมาตามกระแสน้ำเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดการอุดตันและปิดกั้นทางไหลของน้ำ\n 	(๒) ยางของฝายเกิดการระเบิดและรั่วซึม ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีการรั่วซึมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ตามปริมาณที่ต้องการ\n 	(๓) ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้มีไม่เพียงพอที่จะระบายเข้าสู่ลำห้วย หนอง คลอง บึง \nและกระจายไปตามผืนนาและไร่ของเกษตรกรทั้ง ๒ อำเภอ ส่งผลให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ทั้งในด้านเกษตรกรรมและการอุปโภค-บริโภค\n 	ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบและถาวร จึงควรดำเนินการเปลี่ยน\nฝายยางที่ชำรุดเสื่อมสภาพเป็นประตูระบายน้ำแบบถาวร ซึ่งจะสามารถควบคุมการกักเก็บและระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยช่วงฤดูน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาจัดสรรงบประมาณโดยเร่งด่วน เพื่อดำเนินการก่อสร้างเปลี่ยนฝายยางบ้านบุตามี ตำบลส้มป่อย อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เป็นประตูระบายน้ำแบบถาวร เพื่อประโยชน์สุขของเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ ๒ อำเภอ ๖ ตำบล โดยเร่งด่วน"	กระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	12	2569	2026-05-05T00:00:00
75	6005	50	นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย	กฎหมาย	ขอให้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะตามรายงาน  ผลการตรวจสอบที่ ๘๑/๒๕๖๗ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการแรงงานไรเดอร์	จากเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๗ กลุ่มแรงงานไรเดอร์ได้ยื่นเรื่องร้องเรียน\nต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในกรณีการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน\nในแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมีสาระสำคัญว่าบริษัทแพลตฟอร์มได้รับแรงงานไรเดอร์เข้าทำงานในลักษณะ\nที่มิได้กำหนดสถานะให้เป็นพนักงานหรือลูกจ้างตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวถูกเรียกขานว่าเป็น “พาร์ทเนอร์” หรือ “หุ้นส่วน” แทน และไม่ได้รับสิทธิหรือสวัสดิการตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด\n          คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้สอบสวน พิจารณาข้อเท็จจริง และมีคำวินิจฉัยว่า การจ้างงานของแรงงานไรเดอร์ในลักษณะดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมีพยานหลักฐานและเหตุผลสนับสนุน กล่าวคือ เงื่อนไขการทำงาน การลงโทษ และการกำหนดอัตราค่าตอบแทนของแรงงานไรเดอร์ล้วนถูกกำหนดโดยบริษัทแพลตฟอร์มแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่แรงงานไรเดอร์ไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ ลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมีสาระสำคัญเป็นการจ้างแรงงาน แต่แรงงานไรเดอร์กลับมิได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในฐานะลูกจ้างแต่อย่างใด ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีข้อเสนอแนะไปยังบริษัทแพลตฟอร์มดิจิทัลและกระทรวงแรงงานแล้ว โดยมีสาระสำคัญ ๓ ประการ ได้แก่\n          ประการที่หนึ่ง ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม กำหนดมาตรการกำกับดูแลผู้ประกอบการแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยให้ถือว่าแรงงานไรเดอร์มีสถานะ\nเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย และได้รับสิทธิและสวัสดิการด้านแรงงานรวมถึงการประกันสังคมอย่างครบถ้วน\n          ประการที่สอง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาและวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการจ้างงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้มีความครอบคลุมและสอดคล้องกับรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป\n          ประการที่สาม ให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มดิจิทัลยุติการจ้างงานในลักษณะที่มีผล\nเป็นการหลีกเลี่ยงการให้สิทธิและสวัสดิการแก่แรงงาน และให้ปฏิบัติต่อแรงงานไรเดอร์ในฐานะลูกจ้างตามกฎหมายโดยพลัน\n          อย่างไรก็ตาม นับแต่วันที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีคำวินิจฉัย\nและข้อเสนอแนะดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า ๒ ปี แต่ยังมิปรากฏว่ากระทรวงแรงงาน\nได้ดำเนินการใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่สถานการณ์วิกฤตพลังงานในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการประกอบอาชีพของแรงงานไรเดอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ ทำให้\nความเดือดร้อนของแรงงานกลุ่มนี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงขอให้กระทรวงแรงงาน พิจารณาสั่งการ \nให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม เร่งดำเนินการตามมติและข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติโดยเร็วที่สุด เพื่อคุ้มครองสิทธิและยกระดับคุณภาพชีวิต\nของแรงงานไรเดอร์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป	กระทรวงแรงงาน 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
76	6003	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้มีการศึกษาสายทางคมนาคมขนส่งทางรางเชื่อมโยงสายเด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ ไปยังจังหวัดน่าน	"จากประชุมบูรณาการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ๒ ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน และจังหวัดแพร่ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ที่ประชุมร่วมภาคเอกชน (กรอ.กลุ่มจังหวัด) ได้มีข้อเสนอประเด็นการพัฒนากลุ่มจังหวัด โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือ การขอให้ผลักดันการศึกษาสายทางคมนาคมขนส่งทางรางเชื่อมโยง\nสายเด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ ไปยังจังหวัดน่าน ให้ครอบคลุมจังหวัดภายในกลุ่มจังหวัด ภายใต้ชื่อ\nโครงการ “โครงข่ายคมนาคมขนส่งทางรางล้านนาตะวันออก” และได้รับข้อมูลจากวิศวกรของการรถไฟแห่งประเทศไทยว่า โครงการดังกล่าวมีแผนการก่อสร้างสถานีรถไฟรวมทั้งสิ้น ๑๐ สถานี โดยมี\nแนวเส้นทางเริ่มต้นจากชุมทางสถานีบ้านเสี้ยว ผ่านแดนชุมพล - แม่ทราย - บ้านห้วยโรง - ห้วยน้ำอุ่น \n- อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน รวมระยะทางทั้งสิ้น ๘๘.๓๐๐ กิโลเมตร \n          	กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ๒ เป็นพื้นที่ที่ได้รับการกำหนดให้อยู่ในกลุ่มจังหวัด\nที่ต้องได้รับการพัฒนาเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงในด้านการท่องเที่ยวทั้งทางศาสนา โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางคมนาคมของภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย - เชียงราย - เชียงของ มีแผนพัฒนาต่อยอดในระยะยาว\nเพื่อเชื่อมต่อกับระบบรถไฟของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มจังหวัดดังกล่าวกลายเป็นประตูสู่ภูมิภาคที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ทั้งด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งการพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อไปยังจังหวัดน่านดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นและขยายฐานเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน อำนวยความสะดวกในการขนส่งผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของชุมชน สร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้มีความเจริญก้าวหน้า\nอย่างยั่งยืน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ดังนั้น จึงขอให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พิจารณาเร่งดำเนินการสำรวจและออกแบบเส้นทางรถไฟสายจังหวัดน่านโดยเร็ว เพื่อให้โครงการดังกล่าวได้รับการบรรจุในแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศต่อไป"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
77	6001	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรตำแหน่งสายงานบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น	"จากได้รับเรื่องร้องเรียนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งทั่วประเทศ ว่าขณะนี้มีการขาดแคลนบุคลากรในตำแหน่งสายงานผู้บริหารเป็นจำนวนมาก โดยจากการสำรวจปรากฏว่ามีตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นว่างอยู่ถึงกว่า ๑๗,๐๐๐ อัตรา ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง\nเกิดจากการที่คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มิได้ดำเนินการจัดสอบคัดเลือกสรรหาบุคลากรอย่างต่อเนื่องและทันต่อสถานการณ์ ส่งผลให้เกิดการว่างเว้นการสรรหาเป็นระยะเวลายาวนาน อีกทั้งในระหว่างที่มีการสำรวจตำแหน่งว่างดังกล่าว ยังได้มีการระงับการโอนย้ายบุคลากร\nในตำแหน่งที่อยู่ระหว่างการสำรวจ จึงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานและการให้บริการประชาชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ\n          	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือจึงขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อพิจารณาดำเนินการ ๓ ประการ ดังนี้\n           	ประการที่หนึ่ง ควรให้คณะกรรมการกลางฯ เป็นผู้ดำเนินการสรรหาและจัดสอบในระดับส่วนกลางแทนการมอบอำนาจให้แต่ละจังหวัดจัดสอบเป็นการเฉพาะ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้เข้าสอบ รวมทั้งให้มีการจัดทำบัญชีผู้สอบผ่านเป็นบัญชีเดียวในระดับประเทศ ซึ่งจะทำให้การบริหารและการใช้ประโยชน์จากบัญชีผู้สอบผ่านมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น\n          	ประการที่สอง คณะกรรมการกลางฯ ควรกำหนดมาตรฐานและมาตรการในการเปิดรับสมัครสอบให้เป็นไปตามกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด โดยจะต้องดำเนินการสำรวจตำแหน่งว่างล่วงหน้าก่อนที่บัญชีผู้สอบผ่านเดิมจะสิ้นอายุ เพื่อมิให้เกิดช่องว่างในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันจะเป็นการรักษาเสถียรภาพในการบริหารงานท้องถิ่นและเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่บุคลากรในสังกัดอีกด้วย\n          	ประการที่สาม ก่อนที่คณะกรรมการกลางฯ จะประกาศกำหนดวัน เวลา สถานที่ \nและระเบียบว่าด้วยการสอบคัดเลือกในแต่ละครั้ง ควรเปิดโอกาสให้มีการโอนย้ายบุคลากรในตำแหน่ง\nที่จะทำการสรรหาอีกครั้งหนึ่งก่อน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขาดแคลนบุคลากร โดยกำหนดเงื่อนไขว่าตำแหน่งที่ว่างลงอันเป็นผลจากการโอนย้ายดังกล่าวจะต้องถูกระงับไว้แทน เพื่อให้จำนวนตำแหน่งผู้บริหารที่ว่างในภาพรวมยังคงอยู่ในระดับเดิม และไม่กระทบ\nต่อกระบวนการสรรหาที่กำลังจะดำเนินการ"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
78	5999	48	นางสาวตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	เสนอใช้ฐานข้อมูลราชกิจจานุเบกษาลดการคอร์รัปชัน	"จากคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา ได้ดำเนินการนำประกาศราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๘ จนถึงปัจจุบัน มาแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบที่เครื่องจักรสามารถประมวลผลได้ (Machine-readable) และได้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ www.opendata openlawdatathailand.org รวมถึงแพลตฟอร์ม Hugging Face เพื่อเปิดโอกาสให้นักพัฒนาระบบนำฐานข้อมูลดังกล่าวไปพัฒนาต่อเป็นเครื่องมือที่เอื้อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลกฎหมายได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง\n          	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือมีความเห็นว่าการเข้าถึงข้อมูลกฎหมายของประชาชน\nและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึงนั้น เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต\nคอร์รัปชัน ทั้งนี้ ราชกิจจานุเบกษาซึ่งเป็นสื่อกลางในการประกาศข้อมูลกฎหมายอย่างเป็นทางการ \nควรครอบคลุมสาระสำคัญ ๔ ประการ ได้แก่\n          	(๑) กฎหมายอนุบัญญัติ\n          	(๒) กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่กฎหมายกำหนด หรือที่มี\nผลบังคับใช้ต่อประชาชนเมื่อได้ประกาศแล้ว รวมถึงเรื่องที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ประกาศ\n          	(๓) เรื่องที่กฎหมายระบุให้ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อนมีผลบังคับใช้\n          	(๔) เรื่องสำคัญอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด\n          	อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อมูลทางกฎหมายซึ่งมีผลบังคับใช้ต่อประชาชนและผู้ประกอบการอีกเป็นจำนวนมากที่ยังมิได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้แก่ ข้อบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผนนโยบาย และแนวทางการตีความกฎหมายของหน่วยงานต่าง ๆ การที่ข้อมูลดังกล่าวมิได้รับการเผยแพร่อย่างเปิดเผยและเป็นระบบ ส่งผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการที่เข้าติดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ทราบถึงข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่ตนพึงต้องปฏิบัติ \nจนอาจนำไปสู่การกระทำความผิดและการถูกเรียกเก็บค่าปรับโดยมิสมควร ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้อต่อ\nการเกิดการทุจริตในรูปแบบของการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบและการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้\n          	ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการ ๒ ประการ ดังนี้\n          	ประการที่หนึ่ง ให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งที่ครอบครองข้อมูลทางกฎหมายซึ่งมีผลบังคับใช้ต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการ ดำเนินการนำข้อมูลดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ครบถ้วน \nเพื่อให้ฐานข้อมูลกฎหมายของประเทศมีความสมบูรณ์และเป็นปัจจุบัน\n          	ประการที่สอง ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนและส่งเสริมการนำฐานข้อมูล\nราชกิจจานุเบกษาในรูปแบบดิจิทัลไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สามารถเข้าถึงข้อมูลกฎหมายได้อย่างสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ อันจะเป็นกลไกสำคัญในการลดโอกาสการเกิดการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
79	5997	41	นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล	สถานการณ์บ้านเมือง	การแก้ปัญหาความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้	"จากกรณีเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิงยานพาหนะของสมาชิก\nสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามและพนักงานขับรถได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความวิตกกังวลอย่างยิ่งในหมู่ประชาชนในพื้นที่ \nโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ว่า ภายหลังการเกิดเหตุ คนร้ายพร้อมยานพาหนะสามารถหลบหนี\nออกจากพื้นที่ได้อย่างไร้ร่องรอย ทั้งที่บริเวณดังกล่าวมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดและจุดตรวจเป็นจำนวนมาก อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า ๒๒ ปี โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ (กอ.รมน.ภาค ๔) ชี้แจงว่า คนร้ายมิได้ใช้เส้นทางหลักในการหลบหนี หากแต่ใช้เส้นทางรองซึ่งปราศจากจุดตรวจ จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถสกัดกั้น\nได้ทันท่วงที นอกจากนี้ กล้องวงจรปิดในพื้นที่ได้ถูกขบวนการแบ่งแยกดินแดนทำลายไปเป็นจำนวนมากก่อนการก่อเหตุ ส่งผลให้ไม่สามารถบันทึกภาพยานพาหนะหรือตัวคนร้ายได้\n           	อย่างไรก็ตาม สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือมีความเห็นว่าคำชี้แจงของแม่ทัพภาคที่ ๔ และผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสดังกล่าว เป็นเพียงการอธิบายเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์เท่านั้น แต่ยังมิได้ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งมิใช่การรับทราบเหตุผล\nของความล้มเหลว หากแต่ต้องการทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อปรากฏชัดเจนว่าหน่วยงานในพื้นที่ทราบแนวปฏิบัติของคนร้ายดีอยู่แล้ว กล่าวคือ คนร้ายมักดำเนินการทำลายกล้องวงจรปิดก่อนการก่อเหตุทุกครั้ง เพื่อขจัดพยานหลักฐานที่จะใช้ยืนยันตัวบุคคลและยานพาหนะ แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบก็มิได้ดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด \nทำให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้น จึงขอให้พิจารณาสั่งการให้ กอ.รมน.ภาค ๔ \nและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนใน ๓ ประการ ดังต่อไปนี้\n         	(๑) ดำเนินการตรวจสอบ ซ่อมแซม และเพิ่มจำนวนกล้องวงจรปิดในพื้นที่เสี่ยงภัย\nให้ครอบคลุมทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางรอง พร้อมจัดให้มีระบบแจ้งเตือนเมื่อกล้องถูกทำลายหรือหยุดการทำงาน เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขได้โดยทันที\n          	(๒) ทบทวนและปรับปรุงแผนการวางจุดตรวจและด่านตรวจให้ครอบคลุมเส้นทางรอง\nที่คนร้ายใช้เป็นเส้นทางหลบหนี โดยอาจพิจารณาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดรนตรวจการณ์หรือระบบติดตามยานพาหนะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นคนร้าย\n          	(๓) กำหนดมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการทำลายกล้องวงจรปิด โดยบูรณาการข้อมูลข่าวกรองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสามารถคาดการณ์และป้องกันการก่อเหตุล่วงหน้า ก่อนที่คนร้าย\nจะดำเนินการทำลายกล้องและก่อเหตุรุนแรง"	กระทรวงกลาโหม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
80	5995	186	นายอภินันท์ เผือกผ่อง	นโยบายของรัฐบาล	การเตรียมการป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา	"จากในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่เมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จากปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกลงมาในพื้นที่รวมกัน\nสูงถึงกว่า ๘๐๐ มิลลิเมตร ส่งผลให้มวลน้ำจำนวนมหาศาลไหลเข้าท่วมพื้นที่เมืองหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความเจริญของภาคใต้ ก่อให้เกิดความสูญเสียและความเสียหาย \nอย่างร้ายแรง กล่าวคือ มีผู้เสียชีวิตจำนวนถึง ๑๔๕ ราย และทรัพย์สินได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท\n         	ในส่วนของลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ เมืองหาดใหญ่ประกอบด้วยหน่วยการปกครอง ส่วนท้องถิ่น จำนวน ๕ แห่ง ได้แก่ เทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองคอหงส์ เทศบาลเมืองคลองแห เทศบาลเมืองควนลัง และเทศบาลตำบลบ้านพรุ รวมพื้นที่ประมาณ ๑๖๒ ตารางกิโลเมตร โดยสภาพ\nภูมิประเทศของพื้นที่ทั้ง ๕ แห่งดังกล่าวมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะใบเดียวกัน ซึ่งมวลน้ำจะไหลเข้าสู่\nพื้นที่จาก ๒ ทิศทางหลัก ได้แก่ มวลน้ำจากเทือกเขาสันกาลาคีรีผ่านคลองอู่ตะเภาทางด้านทิศตะวันตก และมวลน้ำจากเทือกเขาคอหงส์ผ่านคลองหวะและคลองสาขาที่เกี่ยวข้องทางด้านทิศตะวันออก ก่อนที่น้ำทั้งหมดจะไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา โดยมวลน้ำจากคลองอู่ตะเภาจะผ่านระบบคลองระบายน้ำ ได้แก่ คลอง ร.๑ คลอง ร.๓ คลอง ร.๔ คลอง ร.๕ และคลอง ร.๖ ตามลำดับ ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\nทุกภาคส่วนได้ให้ความช่วยเหลือในการบูรณะฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับคืนสู่สภาพปกติเป็นที่น่าชื่นชม    \n 	อย่างไรก็ดี ตามหลักการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่สมบูรณ์ จำเป็นต้องดำเนินการครบทั้ง ๓ ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการก่อนเกิดภัย ระยะให้ความช่วยเหลือขณะเกิดภัย และระยะฟื้นฟูหลังเกิดภัย ซึ่งขณะนี้พบว่ามาตรการในระยะเตรียมการก่อนเกิดภัยยังมีการดำเนินการน้อยมาก ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่มีความกังวลและหวาดกลัว เกรงว่าจะเกิดอุทกภัยซ้ำอีกครั้งในช่วงฤดูมรสุมที่กำลัง\nจะมาถึง จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินมาตรการเร่งด่วนระยะสั้น ซึ่งเหลือเวลาเพียง ๖ - ๗ เดือน\nก่อนที่อาจเกิดมหาอุทกภัยซ้ำอีกครั้ง ดังนี้\n  	(๑) เร่งดำเนินการขุดลอกท่อระบายน้ำ คูคลอง คลองอู่ตะเภา คลอง ร.๑ และคลอง\nที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน\n 	(๒) เร่งรัดการก่อสร้างบล็อกคอนเวิร์ส (Box Culvert) หรือท่อระบายน้ำคอนกรีต\nเสริมเหล็กรูปทรงสี่เหลี่ยมสำเร็จรูป (Precast) ที่มีความแข็งแรงสูง ในถนนลพบุรีราเมศวร์ จังหวัดสงขลา \nเพื่อทำหน้าที่เป็นคันกั้นน้ำสำคัญของพื้นที่\n 	(๓) เร่งดำเนินการขุดสระพักน้ำ (แก้มลิง) ในพื้นที่รับน้ำจากเทือกเขาคอหงส์ เพื่อชะลอและรองรับมวลน้ำก่อนไหลเข้าสู่พื้นที่เมือง\n         	นอกจากมาตรการระยะสั้นดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องกำหนดมาตรการระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย การก่อสร้างสระพักน้ำ (แก้มลิง) เพิ่มเติมรอบเทือกเขาคอหงส์ การขุดลอกและพัฒนาระบบคลองระบายน้ำทุกสายอย่างเป็นระบบ \nและที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ การยกฐานะพื้นที่ทั้ง ๕ เทศบาล รวมพื้นที่ ๑๖๒ ตารางกิโลเมตร ให้เป็น\nมหานครหาดใหญ่ เพื่อให้มีขีดความสามารถและศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำและดูแลประชาชน\nได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที\n	ดังนั้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเร่งด่วนและจริงจัง เพื่อป้องกันมิให้เกิดมหาอุทกภัยซ้ำอีกในช่วงฤดูมรสุมที่ใกล้จะมาถึงนี้"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
81	5993	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	นโยบายของรัฐบาล	รัฐควรเพิ่มมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อรับมือวิกฤตน้ำมันแพงและขาดแคลน	"ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รายได้ของประชาชน มิได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้ปัญหาราคาน้ำมันมิใช่เพียงวิกฤตด้านพลังงานอีกต่อไป หากแต่ได้กลายเป็นปัญหาค่าครองชีพที่กระทบต่อประชาชนแทบทุกครัวเรือนทั่วประเทศ เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้าอุปโภค - บริโภค อาหาร และปัจจัยในการดำรงชีพทุกประเภท ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณหนึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน โดยต้องนำเข้าจากต่างประเทศมากกว่าร้อยละ ๘๐ จึงทำให้มีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นอย่างยิ่ง แม้รัฐบาลจะได้ดำเนินมาตรการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยการจ่ายเงินชดเชยอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการชดเชยที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งมาตรการดังกล่าวยังมิใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เนื่องจากภาระทางการเงินจากการชดเชยดังกล่าวจะตกอยู่กับประชาชนในที่สุด ในขณะที่\nผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงกลับเป็นผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน อีกทั้งต้นทุนค่าการกลั่นที่แท้จริงยังขาด\nความโปร่งใสและมิได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะ ประกอบกับยังมีปัญหาสต็อกน้ำมันที่จัดซื้อในราคาเก่าแต่จำหน่ายในราคาใหม่ ซึ่งเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับโดยไม่เป็นธรรม\n          	ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตดังกล่าวต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาดำเนินการ จำนวน ๓ ประการ ดังนี้\n          	ประการที่หนึ่ง ขอให้รัฐบาลกำหนดมาตรการช่วยเหลือที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบาง\nและผู้มีรายได้น้อยเป็นลำดับแรก ได้แก่ แรงงานรับจ้างรายวัน ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย เกษตรกรรายย่อย \nผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และผู้มีรายได้ไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อคนต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการพิจารณาขยายและเพิ่มความถี่ของบริการขนส่งสาธารณะ อันได้แก่รถโดยสารประจำทางและรถไฟฟ้า เพื่อบรรเทาภาระค่าเดินทางของประชาชน\n          	ประการที่สอง ขอให้รัฐบาลดำเนินการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนราคาน้ำมันและค่าการกลั่น\nที่แท้จริงต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ โดยกำหนดมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ชัดเจนและบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาและการใช้พลังงานทดแทนให้เป็นทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศในระยะยาว\n          	ประการที่สาม ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกพระราชกำหนดหรือมาตรการเร่งด่วนอื่น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและป้องกันการกักตุนสินค้า \nโดยมุ่งเน้นให้ประชาชนได้ซื้อน้ำมันในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง มิใช่ราคาที่สะท้อนต้นทุน\nสต็อกเก่าซึ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค\n          	ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทั่วประเทศ "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
82	5989	108	นางมยุรี โพธิแสน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ร้องทุกข์ปัญหาโรงงานแป้งมันสำปะหลังส่งกลิ่นรบกวน	"จากได้รับการร้องทุกข์จากชมรมผู้สูงอายุบ้านนิคม หมู่ที่ ๒ ตำบลเชียงเพ็ง อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ว่าขณะนี้ประชาชนในชุมชนกำลังประสบปัญหามลพิษทางอากาศ\nอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากกลิ่นเหม็นที่ฟุ้งกระจาย ซึ่งคาดว่ามีสาเหตุมาจากกระบวนการผลิตของโรงงาน\nแป้งมันสำปะหลังแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในรัศมีประมาณ ๑ ถึง ๒ กิโลเมตรจากชุมชน โดยปัญหาดังกล่าว\nได้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า ๔ เดือน และส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง\nใน ๓ มิติ ดังนี้\n       	มิติที่ ๑ ด้านสุขภาพ ประชาชนโดยทั่วไปมีอาการระบบทางเดินหายใจผิดปกติและเกิดภาวะเครียดสะสม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุและเด็กเล็ก ซึ่งได้รับผลกระทบต่อสุขภาพในระดับที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง\n      	มิติที่ ๒ ด้านสังคมและศาสนา กลิ่นเหม็นดังกล่าวได้รบกวนการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาในพื้นที่ รวมทั้งการประกอบศาสนกิจของพระภิกษุสงฆ์ในวัด ส่งผลให้กิจกรรมทางสังคมและศาสนาของชุมชนหยุดชะงักลงอย่างมีนัยสำคัญ\n      	มิติที่ ๓ ด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้กิจกรรมทางการค้าในชุมชนซบเซาลง เนื่องจากผู้ประกอบการค้าขายไม่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมดังกล่าวได้ อันเป็นการกระทบต่อรายได้และวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่\n      	ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร่งด่วน สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n	(๑) การตรวจสอบโรงงาน ขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานสิ่งแวดล้อม\nในพื้นที่เร่งดำเนินการตรวจสอบระบบบำบัดกลิ่นและกระบวนการผลิตของโรงงานแป้งมันสำปะหลังดังกล่าวโดยทันที เพื่อพิจารณาว่ามีการดำเนินการที่ฝ่าฝืนหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และให้ดำเนินมาตรการบังคับตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป\n	(๒) การบังคับใช้กฎหมาย ขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่บังคับใช้อำนาจ\nตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อระงับเหตุรำคาญและกำหนดมาตรการที่จำเป็นแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงาน เพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จและยั่งยืนโดยเร็วที่สุด"	กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
83	5987	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้ปรับฐานการรับซื้อข้าวเปลือกตามคุณภาพเป็นขั้นบันได	"จากเกษตรกรในพื้นที่หลายจังหวัดได้รับความเดือดร้อนเกี่ยวกับปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลายชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกชนิดต่าง ๆ ข้าวโพด มันสำปะหลัง ตลอดจนโคและกระบือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็นวงกว้าง ปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และราชอาณาจักร กัมพูชา รวมถึงสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยประเทศเหล่านี้มีพื้นที่การเกษตรรวมกันสูงถึงประมาณ ๑,๖๐๗,๕๓๓ ตารางกิโลเมตร ซึ่งมากกว่าพื้นที่ประเทศไทยถึงสามเท่า จึงมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรในปริมาณสูงด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า เมื่อสินค้าเหล่านี้นำเข้ามาจำหน่ายในราคาต่ำผ่านด่านศุลกากรและสะพานมิตรภาพต่าง ๆ ย่อมส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศลดลง\nอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อเสถียรภาพของภาคเกษตรกรรมไทยโดยตรง ซึ่งการลงทุนของภาคเอกชน\nและการค้าระหว่างประเทศ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี การดำเนินการ\nดังกล่าวจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรซึ่งเป็นประชากร\nส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้ หากนักลงทุนไทยประสงค์จะเพาะปลูกหรือแปรรูปสินค้าเกษตรในต่างประเทศ \nก็ควรดำเนินการโดยการจัดตั้งโรงงานแปรรูปในประเทศนั้น ๆ มิใช่การนำเข้าผลผลิตดิบในราคาต่ำ\nเพื่อทดแทนผลผลิตของเกษตรกรไทย\n      	ดังนั้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพของภาคเกษตรกรรมไทย สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือจึงขอเสนอมาตรการเชิงนโยบาย ดังนี้\n(๑) การปรับฐานการรับซื้อข้าวเปลือกตามคุณภาพเป็นขั้นบันได ขอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณากำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกที่สะท้อนคุณภาพที่แท้จริงของผลผลิต โดยจัดทำโครงสร้างราคาเป็นขั้นบันไดตามเกรดคุณภาพ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพผลผลิตและได้รับผลตอบแทน\nที่เป็นธรรม\n(๒) การกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าเกษตร ขอให้ทบทวนและเสริมสร้างมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านให้มีความเข้มงวด โปร่งใส และสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อเกษตรกรไทยเป็นสำคัญ\n(๓) การส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศอย่างถูกต้อง ขอให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางที่ชัดเจนสำหรับนักลงทุนไทยที่ประกอบกิจการเกษตรในต่างประเทศ"	กระทรวงพาณิชย์ 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
84	5985	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	ความเดือดร้อนของประชาชน	ยาเสพติดและความรุนแรงในครอบครัว	"ปัจจุบันปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้ทวีความรุนแรงและความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นอย่างน่าวิตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสตรีและเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อ\nการตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงภายในครัวเรือน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมักอยู่ในสภาวะหวาดระแวงและหวาดกลัว อย่างต่อเนื่อง อันส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพจิต พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว\nซึ่งหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวดำรงอยู่และยากต่อการแก้ไข คือ ข้อจำกัดในกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย กล่าวคือ เมื่อผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว \nมักพบว่าผู้เสียหายถูกส่งกลับไปยังที่พักอาศัยเดิมซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ โดยไม่ได้รับการคุ้มครอง\nหรือการช่วยเหลือที่เพียงพอ นอกจากนี้ ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชนถือเป็นปัจจัย\nเชิงโครงสร้างที่ก่อให้เกิดและขยายวงความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากผู้ติดยาเสพติดมีแนวโน้ม\nก่อพฤติกรรมรุนแรงต่อบุคคลใกล้ชิด ส่งผลให้สมาชิกในครอบครัวต้องตกอยู่ในสภาพอันตรายและไม่ได้รับความปลอดภัยในที่พักอาศัย\n      	ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ สมาชิกวุฒิสภา\nผู้ปรึกษาหารือขอเสนอมาตรการเชิงนโยบายที่จำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ดังนี้\n(๑) การบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก ขอให้ฝ่ายปกครองดำเนินมาตรการเชิงรุกในพื้นที่ที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในครอบครัวและยาเสพติด โดยให้มีการตรวจสอบทันทีโดยไม่รอให้เกิดเหตุสูญเสียก่อน ทั้งนี้ ขอให้พิจารณากำหนดตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPI) ของนายอำเภอให้ครอบคลุมการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาความรุนแรงในครอบครัว\n(๒) การบูรณาการข้อมูลผ่านระบบ SOS Family Hub ขอให้พัฒนาและนำระบบ \n“SOS Family Hub” มาใช้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงประวัติของผู้กระทำความผิดซ้ำซาก \nทั้งในด้านความรุนแรงและการเป็นผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด เพื่อให้สามารถเข้าระงับเหตุได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว และป้องกันมิให้เหยื่อถูกกระทำซ้ำ\n(๓) การแก้ไขกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ขอให้พิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อห้ามการยอมความ โดยเด็ดขาด ในกรณีที่ผู้กระทำมีพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความเกี่ยวข้อง\nกับยาเสพติด เพราะกลไกการไกล่เกลี่ยกับผู้กระทำที่ติดยาและมีพฤติกรรมซ้ำ ย่อมไม่อาจให้ความคุ้มครองแก่เหยื่อได้อย่างแท้จริง กฎหมายจะต้องมีบทบัญญัติที่มีผลบังคับอย่างเคร่งครัด ด้วยการส่งผู้กระทำผิด\nเข้ารับโทษทางอาญาหรือเข้ารับการบำบัดภาคบังคับ มิใช่เพียงกระบวนการประนีประนอมที่ปราศจากผลในทางปฏิบัติ\n(๔) การขยายศูนย์พักพิงฉุกเฉิน ขอให้รัฐบาลวางแผนขยายศูนย์พักพิง (Safe House) ให้ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อให้เหยื่อของความรุนแรงสามารถเข้าถึงสถานที่ปลอดภัยได้ทันทีในยามฉุกเฉิน เนื่องจากในหลายกรณีเหยื่อไม่มีเวลาเพียงพอในการเตรียมตัวหลบหนี การมีสถานที่พักพิงในระยะใกล้จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดระหว่างชีวิตและความตาย โดยเน้นย้ำว่า ทุกขณะที่การดำเนินการล่าช้า ย่อมหมายถึงความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนที่ยังคงต้องอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ก่อ\nความรุนแรงในบ้านพักเดียวกัน ปัญหายาเสพติดและความรุนแรงในครอบครัวมิอาจแยกออกจากกันได้ การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังในทั้งสองมิติจึงถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้า"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
85	5983	95	นายพละวัต ตันศิริ	นโยบายของรัฐบาล	ผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจากวิกฤตต่อเนื่อง	"จากสถานการณ์วิกฤตต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SME) อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในด้านการจ้างงานซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ ๗๐ ของการจ้างงานทั้งหมดในประเทศไทย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รายงานว่า อัตราการเลิกจ้างงานมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ ๗ ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงการส่งผลกระทบต่อ SME มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มแสดงผลออกมาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น จากวิกฤตหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะวิกฤตความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาพลังงาน นับเป็นอีกวิกฤตหนึ่งที่ซ้ำเติมภาระของ SME เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เมื่อผู้ประกอบการ SME ประสบปัญหาและดำเนินธุรกิจต่อไปไม่ได้ \nย่อมส่งผลให้ประชาชนมีรายได้ลดลง การบริโภคในระบบเศรษฐกิจหดตัว และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายใหญ่ด้วยเช่นกัน\n        	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือ จึงขอเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาไปยังรัฐบาล\nและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n        	(๑) สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ควรปรับมาตรการลดเงินสมทบให้ผูกติดกับการรักษาระดับการจ้างงาน โดยให้สำนักงานประกันสังคมออกเกณฑ์ใหม่ กำหนดให้ลดเงินสมทบเฉพาะ “นายจ้างที่ไม่ลดจำนวนพนักงาน” และใช้ข้อมูลผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ ในการตรวจสอบรายเดือน เพื่อทำให้การรักษาการจ้างงานมีต้นทุนต่ำกว่าการเลิกจ้างอย่างเป็นรูปธรรม\n        	(๒) กองทุนประกันสังคม สังกัดสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ควรมีมาตรการลดชั่วโมงทำงานพร้อมเงินชดเชย โดยให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานออกแนวปฏิบัติอนุญาตให้ธุรกิจลดวัน หรือชั่วโมงทำงานได้เป็นการชั่วคราว และให้กองทุนประกันสังคมชดเชยรายได้บางส่วนแก่ลูกจ้าง เพื่อลดแรงกดดันก่อนที่ผู้ประกอบการจะตัดสินใจเลิกจ้าง\n        	(๓) กระทรวงแรงงาน ควรเชื่อมโยงสิทธิตามมาตรา ๓๓ และมาตรา ๔๐ แบบอัตโนมัติ กล่าวคือ เมื่อแรงงานออกจากงาน สำนักงานประกันสังคมโอนสิทธิทันที คงสิทธิการรักษาพยาบาล\nและให้เงินช่วยเหลือในระยะสั้น พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับกรมการจัดหางาน เพื่อให้แรงงานสามารถหางานใหม่\nได้อย่างต่อเนื่อง และแรงงานยังคงอยู่ในระบบแม้ต้องเปลี่ยนงาน\n        	(๔) กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง ควรดำเนินการลดต้นทุนให้แก่ SME อย่างตรงจุด โดยให้อุดหนุนราคาดีเซลเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ การขนส่ง โลจิสติกส์ \nและการเกษตร ในอัตรา ๓ - ๕ บาทต่อลิตร ควบคู่กับการลดค่าไฟฟ้า และภาษีที่จำเป็น เพื่อให้ SME สามารถลดภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นได้ทันที โดยไม่ต้องผลักภาระไปยังราคาสินค้า และการเลิกจ้างงาน\n        	(๕) กระทรวงการคลัง ธนาคารของรัฐ และธนาคารแห่งประเทศไทย ควรเร่งเสริม\nสภาพคล่องให้แก่ SME อย่างมีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้จริง โดยใช้มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ\nในอัตราร้อยละ ๐ - ๒ มาตรการพักชำระหนี้เป็นระยะเวลา ๖ - ๑๒ เดือน และการค้ำประกันสำหรับธุรกิจที่รายได้ลดลง แต่ยังมีศักยภาพในการดำเนินกิจการ เพื่อให้ SME มีเงินทุนหมุนเวียนต่อเนื่อง \nและไม่จำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานเพื่อลดต้นทุน\n        	(๖) รัฐบาลควรเร่งรัดการปรับโครงสร้างต้นทุนของ SME ในระยะกลางและระยะยาว โดยสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบโลจิสติกส์ร่วม (Shared Logistics) ตลอดจนการตรึงค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่ม SME และจัดให้มีเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาพลังงาน เพื่อให้ SME สามารถลดต้นทุนได้ในระยะยาว มีความสามารถในการรับมือกับวิกฤตในอนาคต และไม่ประสบปัญหาล้มเหลวซ้ำ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
86	5981	59	นายนพดล พริ้งสกุล	นโยบายของรัฐบาล	แนวทางการใช้ขยะพลาสติกผลิตน้ำมันด้วยกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis)	"จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก ได้ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความเปราะบางด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเมื่อเส้นทางขนส่งน้ำมันมีความเสี่ยง ราคาพลังงานย่อมผันผวนอย่างฉับพลัน ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ปัญหาดังกล่าวมิใช่เพียงความท้าทายระยะสั้น หากแต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพิจารณากำหนดแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบและยั่งยืน\n         	ปัจจุบันโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศไทยในภาคการขนส่งมีสัดส่วนสูงถึง\nร้อยละ ๔๐ ของการใช้พลังงานทั้งประเทศ โดยภาคเกษตรกรรมและการประมงพึ่งพาน้ำมันดีเซล\nเป็นหลัก ซึ่งล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ทำให้มีผลกระทบต่อ\nเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ขณะเดียวกันประเทศไทยยังประสบปัญหา\nขยะชุมชนที่มีปริมาณสูงประมาณ ๒๗–๓๐ ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกประมาณ \n๔–๕ ล้านตันต่อปี แต่ระบบการรีไซเคิล (Recycle) ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ส่งผลให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งบนบกและในทะเลอย่างต่อเนื่อง\n        	การนำขยะพลาสติกมาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยกระบวนการไพโรไลซีส (Pyrolysis) \nซึ่งเป็นกระบวนการทางเคมีที่ใช้ความร้อนในช่วงอุณหภูมิ ๓๕๐-๕๐๐ องศาเซลเซียส ย่อยสลาย\nพลาสติกในสภาวะที่ปราศจากออกซิเจน ผลผลิตที่ได้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซ และคาร์บอน โดยขยะพลาสติก ๑ ตัน สามารถผลิตน้ำมันได้ถึง ๖๐๐-๘๐๐ ลิตร เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการนำไปใช้\nในเชิงพาณิชย์ในหลายประเทศชั้นนำ อาทิ ญี่ปุ่น เยอรมนี สาธารณรัฐเกาหลี และสาธารณรัฐอินเดีย แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่วัสดุเหลือใช้ ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ภายในประเทศ และก่อให้เกิดการจ้างงานในระดับท้องถิ่น \n	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือ จึงขอนำเสนอแนวดังนี้\n(๑) ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนพลังงานขยะระดับชาติที่มีเป้าหมายและกลไกการบริหารจัดการที่ชัดเจน โดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานต้นแบบและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไพโรไลซีส (Pyrolysis) อย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาระบบการคัดแยกขยะให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ\n(๒) ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณสนับสนุน และกำหนด\nสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนแก่ภาคเอกชนที่ดำเนินกิจการด้านการผลิตพลังงานจาก\nขยะพลาสติก เพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุนและสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน\nอย่างเป็นระบบ\n(๓) การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงจากกระบวนการไพโรไลซีส (Pyrolysis) และหลักเกณฑ์การอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อให้มีกรอบกฎหมายที่ชัดเจนและเอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานจากขยะพลาสติกอย่างถูกต้องและปลอดภัย\n(๔) การส่งเสริมการมีส่วนร่วม ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสร้างความรู้\nความเข้าใจแก่ประชาชนและชุมชนเกี่ยวกับประโยชน์ของการคัดแยกขยะพลาสติก เพื่อให้เกิด\nความร่วมมืออย่างแท้จริงตั้งแต่ต้นทาง อันจะส่งผลให้มีวัตถุดิบที่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับกระบวนการผลิตพลังงานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน\n 	ทั้งนี้ การเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยกระบวนการไพโรไลซีส (Pyrolysis) ถือเป็นพลังงานทางเลือกที่มีศักยภาพสูง นอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศแล้ว ยังสามารถลดปัญหาขยะพลาสติกและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม\n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
87	5979	93	นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์	นโยบายของรัฐบาล	แก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มานิ	"จากเมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๙ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง \nการมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา \nได้ลงพื้นที่ ณ บ้านวังนาใน ตำบลน้ำผุด อำเภอละงู จังหวัดสตูล เพื่อศึกษาและติดตามสภาพความเป็นอยู่\nของกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองมานิ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อาศัยอยู่คู่กับผืนแผ่นดินและป่าแห่งนี้\nมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ก่อนที่จะมีการกำหนดเขตแดนหรือการบัญญัติกฎหมายของรัฐ\n         	จากการลงพื้นที่ดังกล่าว คณะกรรมาธิการฯ พบว่ากลุ่มชาติพันธุ์มานิประสบปัญหา\nและความเดือดร้อนในหลายมิติ กล่าวคือ การถูกจำกัดสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในผืนป่า อันเป็นผลมาจากการบังคับใช้กฎหมายของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช การให้สัมปทานแก่ภาคเอกชน และการขยายพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ส่งผลให้ชาวมานิถูกผลักดันออกจากถิ่นฐานดั้งเดิม สูญเสียแหล่งอาหารตามธรรมชาติ และไม่สามารถดำรงชีพตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนได้ นอกจากนี้ ยังพบว่าชาวมานิจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ในที่พักพิงที่ไม่มั่นคงแข็งแรง \nขาดรายได้และทักษะอาชีพที่เหมาะสม ไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการของรัฐได้อย่างมีประสิทธิผล เนื่องจากข้อจำกัดด้านการศึกษา ความรู้ทางภาษา และความไม่คุ้นเคยกับกระบวนการราชการ ประกอบกับการขาดผู้ประสานงานหรือพี่เลี้ยงชุมชนที่มีสถานะทางกฎหมาย และไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ\nอย่างเพียงพอ อีกทั้งภาษามานิซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่ายังอยู่ในภาวะใกล้สูญหาย\n         	ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน การไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกกลุ่ม \nจึงขอเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n(๑) ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งผลักดันการออกอนุบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๖๒ \nเพื่อจัดสรรและรับรองสิทธิที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์มานิโดยเร่งด่วน\n 	(๒) ขอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เร่งรัดการพิจารณารับรองสถานะทางกฎหมายของพี่เลี้ยงชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์มานิ โดยให้เทียบเคียงกับอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณเป็นค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราที่เหมาะสม เช่น เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้พี่เลี้ยงดังกล่าวสามารถดำเนินการพาชาวมานิเข้ารับบริการทางการแพทย์ และติดต่อหน่วยงานราชการได้อย่างต่อเนื่อง\n 	(๓) ขอให้กระทรวงศึกษาธิการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดสรรงบประมาณอุดหนุนด้านการศึกษาสำหรับเด็กนักเรียนชาวมานิโดยเฉพาะ ครอบคลุมค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และค่าพาหนะรับ-ส่งนักเรียน ในอัตราที่เพียงพอต่อความต้องการ เช่น เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อกลุ่มชุมชน เพื่อยุติการพึ่งพาการเรี่ยไรเงินบริจาคจากครูและชุมชนซึ่งไม่มีความยั่งยืน\n 	(๔) ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนระดับชาติเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มานิ โดยบรรจุเรื่องดังกล่าวในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาจังหวัดอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการขออนุมัติงบประมาณโครงการให้กระชับ และสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของกลุ่มชาติพันธุ์\n 	(๕) ขอให้กระทรวงวัฒนธรรมและสถาบันวิชาการในพื้นที่ เร่งจัดสรรงบประมาณ\nและดำเนินการอนุรักษ์ภาษามานิ ซึ่งอยู่ในภาวะใกล้สูญหาย โดยการลงพื้นที่จัดทำพจนานุกรม\nเทียบเคียงระหว่างภาษามานิและภาษาไทย เพื่ออนุรักษ์รากเหง้า ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์มานิไว้เป็นมรดกของชาติ        \n 	ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศเป็นไปตามหลักการไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง และเพื่อคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความยุติธรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์มานิอย่างยั่งยืนต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	4	2569	2026-03-24T00:00:00
88	5977	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	รณรงค์ใช้รถสาธารณะ (เปรียบเทียบรถของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)	"สภาวการณ์ปัจจุบันประชาชนกำลังประสบปัญหาค่าครองชีพจากราคาน้ำมัน\nที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ของประเทศยังคงเผชิญกับวิกฤตการจราจรติดขัด และปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) \nซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน การรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะจึงเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืน จากการติดตาม\nการดำเนินงานของหน่วยงานขนส่งสาธารณะ พบข้อเปรียบเทียบที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพ\nการให้บริการ ดังนี้ \n	๑) บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ปัจจุบันมีการยกระดับมาตรฐานการให้บริการ\nอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะรถโดยสารปรับอากาศระยะไกลที่มีพนักงานขับรถมืออาชีพและมีการผลัดเปลี่ยนพนักงานขับรถเพื่อความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวกภายในรถมีความทันสมัย เช่น ที่นั่งปรับเอนนอนได้ จุดบริการชาร์จไฟ และสุขอนามัยภายในรถที่ดี ส่งผลให้ภาพลักษณ์ขององค์กรปรับเปลี่ยนไปในทิศทาง\nที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ใช้บริการมากขึ้น \n	๒) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ปัจจุบันพบว่ารถโดยสารส่วนใหญ่ยังขาด\nการพัฒนาที่เท่าทันต่อสถานการณ์ โดยรถจำนวนมากมีสภาพเก่า ชำรุด ก่อให้เกิดมลพิษทางเสียง\nและควันดำ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สภาพการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยหลักที่ลดทอนความเชื่อมั่นและทำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้บริการ\n	เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้บริการรถสาธารณะ \nองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำเป็นต้องเร่งดำเนินการยกระดับคุณภาพบริการในมิติต่าง ๆ ดังนี้\n(๑) เร่งรัด…\n	(๑) เร่งรัดการปรับปรุงยานพาหนะเปลี่ยนผ่านจากรถโดยสารเครื่องยนต์สันดาป\nเป็นรถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) เพื่อลดมลพิษจากต้นทางและประหยัดต้นทุนพลังงาน\n	(๒) พัฒนามาตรฐานการบริการ ความสะอาด ความปลอดภัย และการตรงต่อเวลา \nเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการ \n	(๓) ดำเนินการนำใช้เทคโนโลยีระบบการจัดการตารางเดินรถแบบเรียลไทม์มาใช้ \nเพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
89	5975	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	นโยบายของรัฐบาล	ผลกระทบต่อภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ จากวิกฤตราคาพลังงาน	"การเดินทางลงพื้นที่ตามโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ (ตอนบน) ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับทราบข้อมูล\nความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ ผู้ใช้แรงงาน และประชาชน ซึ่งต้องแบกรับภาระค่าครองชีพ\nและต้นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักมาจากวิกฤตการณ์ราคาพลังงานโลก\nอันเนื่องมาจากภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ \nเช่น (๑) ราคาวัสดุก่อสร้างพื้นฐาน อาทิ อิฐ หิน ดิน ทราย เหล็ก และปูนซีเมนต์ ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน (๒) ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ทำให้ต้นทุน\nการขนส่งสินค้าสูงขึ้น (๓) ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ประสบภาวะขาดทุน \nหลายโครงการจำเป็นต้องชะลอการดำเนินงาน หรือมีการทิ้งงานในบางกรณี และ (๔) ประสบปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นในขณะที่รายได้คงเดิม ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างรุนแรง ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ จึงขอเสนอแนะแนวทางต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ \n	(๑) ขอให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาทบทวนและศึกษาโครงสร้างราคากลางให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินโครงการได้อย่างต่อเนื่อง \n	(๒) ขอให้เร่งดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณค่างวดงานตามสัญญาจ้างเดิมที่คงค้าง \nเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและมิให้กระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์\n	(๓) พิจารณากำหนดแนวทางช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษสำหรับผู้ประกอบการ SME \nในภาคการก่อสร้าง เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเลิกกิจการหรือการทิ้งงาน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อโครงการพัฒนาของภาครัฐในระยะยาว"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
90	5973	32	ศาสตราจารย์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์	กฎหมาย	การบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิคนพิการในการเข้าถึงบริการสาธารณะ	"สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวกรณีเหตุการณ์สะเทือนใจในสังคม กรณีคนพิการ\nไม่สามารถเข้าถึงบริการรถโดยสารสาธารณะได้ แม้จะมีรถผ่านไปเป็นจำนวนมาก จนเป็นเหตุให้ต้อง\nเสี่ยงชีวิตโดยใช้วีลแชร์ (Wheelchair) ขวางหน้ารถเพื่อให้หยุดรับบริการ เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่กรณีแรก\nที่เกิดขึ้น โดยพบสถิติการละเมิดสิทธิคนพิการอย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๗ สายการบินปฏิเสธการเดินทางของคนพิการ และปีพ.ศ. ๒๕๖๘ คนพิการถูกปฏิเสธสิทธิในการเข้าสอบแข่งขัน \nโดยพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ ๒๕๕๐ กำหนดว่า “คนพิการมีสิทธิ\nในการเข้าถึงการบริการสาธารณะและห้ามการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง\nคือการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งการเข้าถึงบริการสาธารณะของคนพิการไม่ใช่การได้รับความเมตตาแต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่พึงได้รับตามกฎหมาย การละเลย\nข้อปฏิบัติส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อให้เกิด\nการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ และทัศนคติของสังคม \nจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้  \n	(๑) ขอให้มีการตรวจสอบและลงโทษสถานหนักอย่างจริงจังต่อหน่วยงานหรือผู้ให้บริการที่ปฏิเสธการให้บริการแก่คนพิการ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป \n	(๒) เร่งรัดการปรับปรุงบริการสาธารณะตามหลักการออกแบบที่เป็นสากล เพื่อให้ครอบคลุมทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ เด็ก และประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม \n	(๓) สร้างมาตรฐานและจิตสำนึกผู้ให้บริการให้ตระหนักถึงสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนพิการในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
91	5971	83	นายประภาส ปิ่นตบแต่ง	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาบางประการของโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงศาลายา – นครปฐม	"การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีแผนดำเนินโครงการระบบรถไฟชานเมือง\nสายสีแดงเข้ม ช่วงศาลายา – นครปฐม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่งระหว่างกรุงเทพมหานครและพื้นที่ปริมณฑลนั้น จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและรวบรวมข้อร้องเรียนจากภาคประชาชน\nในเขตพื้นที่จังหวัดนครปฐม พบว่ายังมีประเด็นข้อห่วงกังวลในด้านการออกแบบและผลกระทบ\nที่อาจเกิดขึ้นต่อวิถีชีวิตและการจราจรในพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าว\nเกิดประโยชน์สูงสุดและลดผลกระทบต่อประชาชน จึงขอเสนอประเด็นพิจารณา ๓ ประการ ดังนี้  \n	(๑) ปัจจุบันพื้นที่จังหวัดนครปฐม ประสบปัญหาการจราจรแออัดบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง เมื่อมีการดำเนินโครงการไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ทำให้ความถี่ของขบวนรถจะเพิ่มมากขึ้น หากการออกแบบยังคงเป็นจุดตัดในระดับพื้นดินจะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตการจราจรและกระทบต่อความปลอดภัย จึงขอให้ รฟท. พิจารณาทบทวนแบบก่อสร้าง โดยต้องไม่มีจุดตัดในระดับพื้นดิน และปรับเปลี่ยนเป็นการออกแบบทางลอดใต้ทางรถไฟหรือทางยกระดับให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ชุมชน\n	(๒) ตามแบบแผนปัจจุบัน โครงการสิ้นสุดที่สถานีนครปฐม แต่จากการพิจารณาบริบททางสังคมพบว่า มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ เป็นศูนย์กลางที่มีนักศึกษา\nและบุคลากรรวมกว่า ๒๐,๐๐๐ คน จึงขอให้พิจารณาขยายเส้นทางไปสิ้นสุด ณ สถานีใกล้มหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุนและอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มผู้ใช้บริการจำนวนมาก \nซึ่งจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพของระบบขนส่งมวลชนในภาพรวม\n	(๓) การดำเนินโครงการไม่ควรจำกัดเพียงการวางโครงสร้างพื้นฐานระบบรางเท่านั้น \nแต่ต้องคำนึงถึงการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนท้องถิ่น ตลาด และชุมชน โดยการพัฒนาพื้นที่\nรอบสถานีต้องให้ความสำคัญกับสิทธิของชุมชนดั้งเดิม เพื่อให้ชาวนครปฐมและคนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
92	5969	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	นโยบายของรัฐบาล	การใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน	"ผู้เชี่ยวชาญประจำสมาชิกวุฒิสภาผู้ขอปรึกษาหารือ พร้อมด้วยคณะนักวิจัยจากสถาบันการศึกษา ๔ แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น ได้เข้าพบนายปิยพงศ์  ชูวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เพื่อนำเสนอแนวทางความร่วมมือเชิงบูรณาการในการแก้ไขปัญหาวิกฤต\nฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง คณะนักวิจัย\nได้นำเสนอชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่รวบรวมจากการศึกษาวิจัยเชิงลึก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลหลักในการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้ (๑) ข้อมูลการจำแนกประเภทของไฟ\nออกเป็น ๓๑ ลักษณะ เช่น ไฟจากการหาของป่า ไฟจากเกษตรกรรม ไฟข้ามพรมแดน และไฟจากปัจจัยทางสังคมและพฤติกรรม และ (๒) ข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) สถิติการเกิดไฟป่าย้อนหลัง รวมถึงปัจจัยทางสภาพภูมิอากาศ เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ และลานีญา เพื่อให้การจัดการปัญหาฝุ่นละออง \nPM2.5 เกิดความยั่งยืน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ \n	(๑) ส่งเสริมให้ผู้บริหารระดับสูงพิจารณาข้อมูลทางวิชาการจากภาคการศึกษา เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายในระดับพื้นที่ \n	(๒) สนับสนุนให้เกิดกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และประชาชน โดยใช้ \nBig Data เป็นเครื่องมือกลางในการสื่อสารและตัดสินใจ "	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
93	5967	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชนกรณีวิกฤตฝุ่นละออง PM2.5 และไฟป่าในพื้นที่จังหวัดน่าน 	"จังหวัดน่านกำลังเผชิญกับสถานการณ์ภัยพิบัติทางสุขภาพอย่างรุนแรง ข้อมูลล่าสุดพบจุดความร้อน (Hotspot) พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทัศนวิสัยถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันจนไม่เห็นยอดดอย สภาพภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะและมวลอากาศนิ่ง ยิ่งส่งผลให้ค่าฝุ่นสะสมเกินมาตรฐาน\nต่อเนื่องหลายสัปดาห์ กระทบต่อสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง เด็ก และคนชราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ \nแม้ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านจะยกระดับมาตรการขั้นสูง ๔ มาตรการ ได้แก่ (๑) ทั้งการจัดตั้งชุดเฉพาะกิจ (๒) การเพิ่มกำลังพลหมู่บ้าน (๓) การปรับบทบาทเจ้าหน้าที่ และ (๔) การสื่อสารเชิงรุกด้วยภาษาท้องถิ่น แต่ด้วยทรัพยากรที่จำกัดและสภาพพื้นที่ป่าเขาสูงชัน รวมถึงปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน \nทำให้การบริหารที่จัดการโดยจังหวัดเพียงลำพังเป็นไปได้ยากลำบาก เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไป\nอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอเสนอแนวทางไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้   \n	(๑) ขอให้รัฐบาลพิจารณาอนุมัติงบประมาณงบกลางกรณีฉุกเฉิน เพื่อสนับสนุน\nค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอุปกรณ์ และเชื้อเพลิงให้แก่ชุดปฏิบัติการระดับหมู่บ้านทันที โดยไม่ต้องรอกระบวนการงบประมาณปกติ \n	(๒) ขอให้สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น โดรนตรวจจับความร้อน และอากาศยาน\nไร้คนขับ เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในการระบุจุดเกิดไฟในพื้นที่สูงชัน ลดความเสี่ยงต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ \n	(๓) ขอให้กระทรวงสาธารณสุขจัดส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ สนับสนุนหน้ากาก N95 \nและติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน และสถานพยาบาลในพื้นที่เสี่ยง\n	(๔) ขอให้รัฐบาลเร่งใช้กลไกความร่วมมืออาเซียน เพื่อเจรจาแก้ไขปัญหาหมอกควัน\nข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจัง"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
94	5965	194	นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส	กฎหมาย	การยกระดับระบบสื่อสารกู้ชีพกู้ภัยแห่งชาติ	"การยกระดับระบบสื่อสารกู้ชีพกู้ภัยแห่งชาติเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน อุบัติเหตุ และเหตุสาธารณภัย \nในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ จากประสบการณ์ของสมาชิกวุฒิสภาผู้ขอปรึกษาหารือซึ่งเคยเป็นอาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัยในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีทีมงานเข้าไปในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อครั้งวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา เห็นได้ว่าสถานการณ์จริงเวลาและข้อมูลคือปัจจัยที่สำคัญต่อชีวิตของผู้ประสบภัย หลายครั้งหน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่มีความพร้อม มีจิตอาสาและมีความตั้งใจสูง แต่ยังเผชิญข้อจำกัดทางด้านสื่อสาร และการประสานงานข้ามหน่วยงาน รวมทั้งการส่งต่อข้อมูลระหว่างต้นทาง กลางทาง \nและปลายทาง ทำให้การช่วยเหลือประชาชนอาจล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบกู้ภัยที่สำคัญอยู่แล้ว ได้แก่ ระบบแพทย์ฉุกเฉิน ๑๖๖๙ และระบบป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ๑๗๘๔ รวมทั้งมีศูนย์สั่งการระดับจังหวัด และเครือข่ายมูลนิธิกู้ภัยในทุกภูมิภาค แต่ปัจจุบันระบบเหล่านี้ยังไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลและการสื่อสารในภาวะเร่งด่วนอย่างเป็นเอกภาพเพียงพอ จึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาสนับสนุนการจัดตั้งกลไกการประสานงาน\nกู้ชีพกู้ภัยแห่งชาติ ในลักษณะเครือข่ายสื่อสารร่วมไม่ใช่การเปลี่ยนโครงสร้างเดิมของแต่ละจังหวัด \nแต่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้ต้นทางสามารถรับรู้ข้อมูลจริงจากปลายทางได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถสนับสนุนอุปกรณ์และการสั่งการในภาวะฉุกเฉินได้ทันเวลา ในระยะเวลาเริ่มต้นอาจจะดำเนินการ\nเป็นโครงการนำร่องเชื่อมโยง ๓ ระดับ ดังนี้ (๑) ระดับนโยบาย ได้แก่ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (๒) ระดับกลาง ได้แก่ ศูนย์สื่อสาร ๑๖๖๙ \nและ ๑๗๘๔ และ (๓) ระดับพื้นที่ ได้แก่ ศูนย์สั่งการจังหวัดมูลนิธิกู้ภัยประจำจังหวัด โดยเฉพาะระบบสื่อสารที่สามารถประสานงานได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง เช่น ระบบวิทยุสื่อสารเครือข่ายสเปนเดอร์ (POC: Push-to-talk over Cellular) และระบบสื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ในอนาคต โดยการดำเนินการดังกล่าวควรมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ดังนี้\n 	(๑) กำหนดจังหวัดนำร่องและตัวแทนมูลนิธิกู้ภัยในแต่ละจังหวัดให้ครบถ้วน\n 	(๒) จัดทำมาตรฐานการรับแจ้งเหตุและยืนยันข้อมูลเพื่อความสะดวกต่อภารกิจ\n 	(๓) กำหนดผู้รับผิดชอบข้อมูลและช่องทางการสื่อสารเป็นทางการ\n 	(๔) วางระบบครอบคลุมข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลประสบภัย\n 	(๕) ประเมินผลระยะเวลาตอบสนองเหตุ ความแม่นยําของข้อมูล และผลลัพธ์\nการช่วยเหลือของประชาชนได้อย่างจริง"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
95	5963	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	กฎหมาย	เร่งรัดพิจารณากฎหมายคุ้มครองวิชาชีพสื่อมวลชน	ที่ผ่านมารัฐสภาได้เคยมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรม\nและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... โดยร่างกฎหมายฉบับนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์\nของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๓๕ ที่รับรองเสรีภาพในการเสนอข่าวสารและแสดงความคิดเห็นโดยมีจริยธรรมวิชาชีพกำกับ และแผนปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน\nที่ตั้งเป้าหมายให้มีกลไกส่งเสริมจริยธรรมและสนับสนุนสภาวิชาชีพสื่อมวลชนระดับชาติ เพื่อให้เกิด\nการกำกับดูแลกันเองตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม เนื่องจากที่ผ่านมาร่างกฎหมายฉบับนี้เกิดปัญหาอุปสรรคหลายประการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ มีการยกร่างและรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๕ ต่อมารัฐบาลได้เสนอ\nร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๖๕ และเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร\nเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖ ร่างกฎหมายดังกล่าวจึงตกไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๗ ดังนั้น \nจึงขอหารือต่อรัฐบาลว่า ได้มีนโยบายผลักดันร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว หรือกฎหมายที่มีลักษณะเดียวกันเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชนหรือไม่ และรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้เกิดกลไกการกำกับดูแลกันเองขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สื่อ\nมีอิสระบนความรับผิดชอบต่อสังคมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
96	5961	100	นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์	กฎหมาย	นอมินีต่างชาติทำธุรกิจบนเกาะสมุย	"จากการเดินทางลงพื้นที่ตามโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ (ตอนบน) ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับทราบประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงันเกี่ยวกับการเข้ามาประกอบธุรกิจของกลุ่มชาวต่างชาติในลักษณะ\nแย่งอาชีพคนไทย ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรงงานข้ามชาติเมียนมาที่ผันตัวจากลูกจ้าง\nมาเป็นผู้ประกอบการเอง และกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาประกอบธุรกิจ										        \nอาทิ มัคคุเทศก์ ร้านอาหาร รถเช่า และโฮมสเตย์ หรือบ้านพักตากอากาศในรูปแบบพูลวิลล่า (Pool Villa) ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างรุนแรง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ จึงขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ \n	(๑) ขอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การจดทะเบียนนิติบุคคล\nของชาวต่างชาติ โดยกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการใช้ตัวแทนอำพราง อาทิ การกำหนดให้นิติบุคคล\nที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน ๑๐๐ ล้านบาท หรือไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จะต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามเป็นบุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น เพื่อแก้ไขปัญหาบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยแต่อำนาจการบริหารจัดการโดยชาวต่างชาติทั้งหมด  \n	(๒) ขอให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบังคับใช้กฎหมายต่อสิ่งปลูกสร้างที่กระทำผิดกฎหมายในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน สืบเนื่องจากกรณีที่กองทัพภาคที่ ๔ ได้เข้าตรวจสอบและสั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมาย แต่ปัจจุบันยังไม่มีการบังคับคดีอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอให้เร่งรัดกำกับดูแลเจ้าหน้าที่ในพื้นที่มิให้ปล่อยปละละเลยและดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจอย่างเคร่งครัด  \n	(๓) ขอให้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อส่งเสริม\nให้การลงทุนของชาวต่างชาติเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเสนอให้ขยายระยะเวลาการถือครองสิทธิจากเดิม ๓๐ ปี เป็น ๕๐ ปี หรือสูงสุด ๙๙ ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเช่าและโอนสิทธิการเช่าอย่างเปิดเผย แทนการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ถูกต้อง   "	กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และนายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
97	5957	149	นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ตำบลโกสัมพี อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม  	"จากที่ผ่านมาสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่\nอำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อลิงที่อยู่อาศัยภายในวนอุทยานโกสัมพี ภายหลังจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติเริ่มขาดแคลน ทำให้ลิงจำนวนมากต้องออกจากพื้นที่ป่า\nเข้ามาหาอาหารกินตามชุมชน และบ้านเรือนของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลโกสุมพิสัยได้สร้าง\nความเดือดร้อน และสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน ทั้งนี้ วนอุทยานโกสัมพีมีพื้นที่ประมาณ ๑๒๐ ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยของลิงมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวนกว่า ๘๐๐ ตัว และในอดีตวนอุทยานโกสัมพีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและมีชื่อเสียงของจังหวัดมหาสารคาม \nแต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้         \n 		(๑) ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ\nและสิ่งแวดล้อม พิจารณาดำเนินการสำรวจและพัฒนาแนวเขตกั้นพื้นที่วนอุทยานโกสัมพีให้มีความมั่นคงและเหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้ฝูงลิงบุกรุกพื้นที่ชุมชน รวมถึงพิจารณาแนวทางบริหารจัดการประชากรลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่  \n 		(๒) ขอให้กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาจัดส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าดำเนินการทำหมันลิง เพื่อควบคุมการขยายพันธุ์และป้องกันมิให้ประชากรลิงเพิ่มจำนวนจนเกินสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่  \n                (๓) ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย สนับสนุนและประสานการดำเนินงานร่วมกับเทศบาลตำบลโกสุมพิสัย และชุมชนในพื้นที่ เพื่อวางมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และรับมือสถานการณ์ฝูงลิงบุกรุกชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ    \n 		(๔) ขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พิจารณาบรรจุวนอุทยานโกสัมพีเป็นพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูให้สถานที่แห่งนี้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีกครั้ง\n 		(๕) ขอให้จังหวัดมหาสารคามบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนาวนอุทยานโกสัมพีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับจังหวัดที่มีศักยภาพ รวมถึงกำหนด\nแผนยุทธศาสตร์การจัดการพื้นที่และประชากรสัตว์ป่าอย่างเป็นระบบและยั่งยืน "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
98	5955	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	ความเดือดร้อนของประชาชน	การขุดลอกคลอง พร้อมกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางแม่น้ำปากพนัง และคลองชะอวด	"ในอดีตที่ผ่านมาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ และสัตว์น้ำ โดยมีแม่น้ำปากพนัง และคลองชะอวด \nเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และการสัญจรไปมาของประชาชนเพื่อขนส่งผลผลิตทางการเกษตร แต่ในปัจจุบันแม่น้ำปากพนัง และคลองชะอวด ประสบปัญหา ดังนี้ (๑) มีสภาพตื้นเขิน เต็มไปด้วยวัชพืช และสิ่งกีดขวางทางน้ำจำนวนมากจนไม่สามารถใช้สัญจรทางน้ำได้เช่นเดิม \n(๒) การระบายน้ำทำได้ยากลำบาก ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่การเกษตรและชุมชน \n(๓) ประสบปัญหา น้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน จึงขอให้มีการฟื้นฟูแม่น้ำปากพนัง และคลองชะอวด รวมทั้ง\nคลองสาขาต่าง ๆ โดยการขุดลอกเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ดังนี้       \n	(๑) ขอให้กรมชลประทานเป็นหน่วยงานเจ้าภาพหลัก เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับ\nกรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรน้ำ และจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการจัดทำโครงการ แผนการปฏิบัติงาน\nและงบประมาณ เพื่อฟื้นฟูแม่น้ำปากพนัง และคลองชะอวด\n	(๒) ขอให้ดำเนินการขุดลอก ปรับปรุง และกำจัดวัชพืชตลอดสายน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้เส้นทางน้ำเพื่อสัญจรและขนส่งผลิตผลทางการเกษตรเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา   "	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม \n	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
99	5953	133	นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์	นโยบายของรัฐบาล	การปรับภูมิทัศน์พื้นที่ทะเลน้อย 	เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยมีพื้นที่ครอบคลุม ๓ จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดพัทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา ทะเลน้อยเป็นทะเลสาบน้ำจืดอยู่ในระบบนิเวศน์\nของทะเลสาบสงขลา เป็นแหล่งอาหารนกน้ำนานาชนิด เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ\nของชุมชน และเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ โดยได้รับการประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ และเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๕ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ\nได้ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นมรดกทางการเกษตรโลกโดยเฉพาะการเลี้ยงควายปรักหรือควายน้ำ \nแต่สภาพปัจจุบันทะเลน้อยกำลังประสบปัญหามีวัชพืชน้ำและพืชต่างถิ่นรุกราน เช่น จอกหูหนูยักษ์  \nต้นกระจูด และไมยราบ ซึ่งพืชเหล่านี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ปกคลุมลำคลองทำให้น้ำไหลเวียนไม่สะดวก เกิดการทับถมของตะกอน ส่งผลทำให้ทะเลน้อยตื้นเขิน ระบบนิเวศเสื่อมโทรม ความหลากหลายทางชีวภาพและชนิดพันธุ์สัตว์น้ำลดลง รวมทั้งเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรทางเรือ และส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของชุมชน แต่เนื่องจากวัชพืชได้บดบังทัศนียภาพและเป็นอุปสรรคต่อการสัญจรทางเรือ ทำให้นักท่องเที่ยวมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ประสบปัญหาจะอยู่ในอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยองค์กรปกครองท้องถิ่นและชุมชนได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยใช้แรงงานคนในการกำจัดวัชพืช แต่เนื่องจากวัชพืชและพืชต่างถิ่นขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น จึงขอเสนอให้ใช้แรงงานคนควบคู่กับเครื่องจักรกล เช่น เรือลำเลียง รถตีนตะขาบชนิดไฮดรอลิก เรือเก็บผักตบชวาแบบอัดก้อน รถบรรทุกหรือเรือบรรทุก อย่างไรก็ตาม\nการแก้ไขปัญหาหากดำเนินการอย่างรวดเร็วและประสบความสำเร็จจะส่งผลต่อพี่น้องประชาชนโดยรอบ\nเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยประมาณ ๓๙,๐๐๐ คน ๑๔,๐๐๐ ครัวเรือน ในพื้นที่ ๔ อำเภอ ๓ จังหวัด จะได้ใช้ประโยชน์และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับสภาพภูมิทัศน์ในพื้นที่ทะเลน้อย เพื่อประโยชน์ในการรักษาระบบนิเวศและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ต่อไป 	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
100	5951	87	นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ	ความเดือดร้อนของประชาชน	1. เรื่อง เอกชนปิดกั้นทางเดินสาธารณะริมเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณวัดมหาชัยคล้ายนิมิตร 2. แก๊งวัยรุ่นต่างด้าว รวมตัวตีกับวัยรุ่นไทย บริเวณโรงเรียนเทศบาลวัดโกรกกราก  	"1. เรื่อง เอกชนปิดกั้นทางเดินสาธารณะริมเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณวัดมหาชัยคล้ายนิมิตร     \n	สืบเนื่องจากทางเดินบริเวณริมเขื่อนป้องกันตลิ่งใกล้กับวัดมหาชัยคล้ายนิมิตร (วัดใหม่) \nในพื้นที่เขตเทศบาลนครสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งพื้นที่บริเวณริมเขื่อน\nถือเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันในการสัญจร ออกกำลังกาย และพักผ่อนหย่อนใจ แต่เนื่องจากได้มีเอกชนนำรั้วมาปิดกั้นทางเดินในช่วงเวลาตั้งแต่ประมาณ ๑๗.๐๐ นาฬิกา เป็นต้นไป และมีการปล่อยสุนัขออกมาในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ประชาชนไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ตามปกติ \nและเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิต การกระทำของเอกชนรายดังกล่าวถือเป็นการปิดกั้นทางสาธารณะ\nและยึดถือครอบครองพื้นที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเมืองมหาชัย\nมาเป็นระยะเวลานาน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว \n2. เรื่อง เรื่อง แก๊งวัยรุ่นต่างด้าว รวมตัวตีกับวัยรุ่นไทย บริเวณโรงเรียนเทศบาลวัดโกรกกราก \nตำบลโกรกกราก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร \n	ด้วยได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่บริเวณวัดโกรกกรากและโรงเรียนเทศบาลวัดโกรกกราก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนและความไม่ปลอดภัย\nในชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องด้วยในช่วงเวลาเย็นถึงค่ำของทุกวัน จะมีกลุ่มเยาวชนทั้งสัญชาติไทยและเมียนมาจำนวนมากมีพฤติกรรมในลักษณะรวมกลุ่มแก๊งอันธพาลเพื่อก่อเหตุทะเลาะวิวาท และสร้างความปั่นป่วนในพื้นที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมการรวมกลุ่มมั่วสุมไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ แต่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมและการใช้ความรุนแรงในชุมชน\nและใกล้สถานศึกษา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสงบสุขของชาวบ้านในพื้นที่ ตลอดจนส่งผลเสียต่อ\nภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของจังหวัดสมุทรสาครเป็นอย่างยิ่ง หากมิได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อาจนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่ยากต่อการควบคุมในอนาคต จึงขอให้หน่วยงาน ดำเนินการแก้ไข ดังนี้  \n	(๑) ขอให้สถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสาคร จัดชุดสายตรวจกวดขันและลงพื้นที่ตรวจสอบการรวมกลุ่มในบริเวณวัดโกรกกรากและโรงเรียนเทศบาลวัดโกรกกรากอย่างเข้มงวด\n	(๒) ขอให้จังหวัดสมุทรสาคร พิจารณามาตรการกำชับดูแลพฤติกรรมของแรงงานต่างด้าวและบุตรหลานในพื้นที่ ไม่ให้กระทำผิดกฎหมายหรือการรวมกลุ่มสร้างความเดือดร้อน"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
101	5949	107	นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์	นโยบายของรัฐบาล	หลักเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติ กรณีสารพิษปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ	"จากการเดินทางลงพื้นที่ตามโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ (ตอนบน) ณ จังหวัดพะเยา และจังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์หมอกควัน ไฟป่า และวิกฤตสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ได้รับทราบข้อมูลว่า การประกาศเขตให้ความช่วยเหลือหรือเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่นละออง PM2.5 จะต้องเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๖๘ ซึ่งในกรณีฝุ่นละออง PM2.5 จะต้องมีค่าฝุ่นละอองเกินกว่า ๑๒๕ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ติดต่อกันไม่น้อยกว่า ๕ วัน ซึ่งในทางปฏิบัติไม่สามารถดำเนินให้ความช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ส่งผลให้จังหวัดต้องใช้\nการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน อัคคีภัย หรือไฟป่าแทน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถนำเงินทดรองราชการมาใช้เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้          \n 	สำหรับปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง \nซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งปีแล้ว ปรากฏว่าระเบียบกระทรวงการคลังที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่ได้กำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน\nกรณีการปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำธรรมชาติแต่อย่างใด ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ และเพื่อให้ภาครัฐสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบได้ทันท่วงที \nจึงขอปรึกษาหารือต่อกระทรวงการคลัง ดังนี้   \n 	(๑) กระทรวงการคลังได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยกรณีสารพิษปนเปื้อนในแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือได้มีการพิจารณาปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมกรณีดังกล่าวไว้หรือไม่ อย่างไร\n 	(๒) กระทรวงการคลังได้กำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการอนุญาตให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถนำเงินทดรองราชการไปช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน \nไว้หรือไม่ อย่างไร "	กระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	11	2569	2026-04-28T00:00:00
102	5897	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	การออกหนังสือสำคัญที่หลวงเป็นที่ราชพัสดุทับซ้อนที่วัด โรงเรียน ที่อยู่อาศัย และที่ทำกินของชาวบ้าน ในพื้นที่บ้านป่าม่วง และบ้านแม่ในพัฒนา อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่	"ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ณ จังหวัดเชียงใหม่ กรณีความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของราษฎรบ้านป่าม่วงและบ้านแม่ในพัฒนา ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่กรมที่ดินออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) เมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๐๐ กำหนดให้พื้นที่จำนวน ๒๓,๗๘๗ ไร่ ๒ งาน ๓๗ ตารางวา เป็นที่ราชพัสดุเพื่อให้กระทรวงกลาโหมใช้ประโยชน์ในราชการ (ผสมพันธุ์ม้า) โดยการออก นสล. ดังกล่าวทับซ้อนกับพื้นที่วัด โรงเรียน และที่ดินทำกินเดิมของประชาชน และมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืน พ.ศ. ๒๔๘๓ อย่างถูกต้อง\n 	ข้อเท็จจริง จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบลำดับเหตุการณ์สำคัญ ดังนี้\n 	๑) เมื่อปี ๒๕๓๖ รัฐบาลได้เข้าไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างราษฎรกับกองทัพบก จนมีการสำรวจและทำแนวเขตกันที่ดินของราษฎรออกจำนวน ๑,๗๕๒ ไร่ ๒ งาน โดยมีข้อตกลง\nว่าหากกองทัพบกเลิกใช้ประโยชน์จะนำที่ดินส่วนนี้ไปปฏิรูปเพื่อประชาชนต่อไป\n 	๒) เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๐ กองทัพบก โดยมณฑลทหารบกที่ ๓๓ \nได้มีหนังสือแจ้งส่งคืนที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวให้กรมธนารักษ์ เนื่องจากไม่ได้ใช้ประโยชน์ในภารกิจ\nทางทหารและมีราษฎรครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว\n 	๓) นโยบายรัฐบาล นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๙ มุ่งเน้นการบริหารราชการแผ่นดินบนหลักธรรมาภิบาลและแก้ไขปัญหากฎหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน\n 	ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\n 	๑) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาดำเนินการถอนสภาพที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ชม.๑๗๒๓ (บางส่วน) ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง เลขที่ ๓๙๔/๒๕๐๐ ในพื้นที่บ้านป่าม่วงและบ้านแม่ในพัฒนา เนื้อที่ประมาณ ๑,๗๕๒ ไร่ ๒ งาน โดยอาศัยอำนาจ\nตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๕ เพื่อตราเป็นพระราชกฤษฎีกาคืนสิทธิให้แก่ประชาชน\n	๒) ขอให้นายกรัฐมนตรี พิจารณามอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เร่งรัดการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศเพื่อพิสูจน์ร่องรอยการทำประโยชน์\nในที่ดินแปลงดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการเพิกถอนสภาพที่ราชพัสดุ\nตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป\n"	นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
103	5895	83	นายประภาส ปิ่นตบแต่ง	ความเดือดร้อนของประชาชน	วิกฤติน้ำเสียในคลองเจดีย์บูชา จังหวัดนครปฐม	"ปัจจุบันประชาชนในพื้นที่จังหวัดนครปฐมกำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนอย่างหนักจากวิกฤตน้ำเน่าเสียในคลองเจดีย์บูชา ซึ่งเป็นคลองประวัติศาสตร์สายสำคัญที่ขุดขึ้น\nในสมัยรัชกาลที่ ๔ สภาพปัจจุบันมีลักษณะเป็น “คลองตาย” เนื่องจากการสะสมของมลพิษ\nและการปล่อยน้ำเสียจากชุมชนและสถานประกอบการลงสู่คลองโดยตรง ทำให้น้ำมีสีดำคล้ำ\nและส่งกลิ่นเหม็นรบกวนตลอดทั้งปี ระบบนิเวศอยู่ในภาวะล่มสลาย ค่าออกซิเจนในน้ำต่ำกว่ามาตรฐานจนไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการเกษตรหรือสันทนาการได้ อีกทั้งยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค\nที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาวะของชาวนครปฐม ดังนั้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม\nและยั่งยืน จึงขอเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม เพื่อพิจารณาดำเนินการในประเด็นสำคัญ ดังนี้\n 	๑) การบริหารจัดการน้ำเสียอย่างเป็นระบบ จัดทำโครงการออกแบบและก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย (Wastewater Treatment System) ที่ครอบคลุมตลอดสายน้ำ \nแทนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพียงการขจัดวัชพืชเป็นครั้งคราว \n 	๒) การบังคับใช้กฎหมายและการมีส่วนร่วม เข้มงวดกับการตรวจสอบและควบคุมจุดปล่อยน้ำเสียจากต้นทาง พร้อมทั้งสร้างกลไกการมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคมและคนในชุมชน\nเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการรักษาแหล่งน้ำ \n 	๓) การฟื้นฟูเชิงประวัติศาสตร์และสุขภาวะ พัฒนาพื้นที่ริมคลองให้กลับมาเป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะ (Public Space) เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสุขภาพจิตตามแนวคิด\nการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน \n 	๔) การบูรณาการความร่วมมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการแผนงาน\nและงบประมาณร่วมกัน เพื่อคืนลมหายใจให้คลองเจดีย์บูชากลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างยั่งยืน "	กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
104	5891	73	นายนิสิทธิ์ ปนกลิ่น	ความเดือดร้อนของประชาชน	วิกฤติภัยแล้งพังงา 2569	ปัญหาวิกฤตภัยแล้งของจังหวัดพังงาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แม้ว่าจังหวัดพังงาจะเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกชุกแต่กลับขาดแคลนแหล่งกักเก็บน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งในภาคเกษตรกรรมและภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ในการนี้ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำรูใหญ่ จังหวัดพังงา ถือเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืน ทั้งในด้านการบริหารจัดการน้ำและการขยายเขตประปาเพื่อบริการประชาชน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโครงการดังกล่าวยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมได้ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการขออนุมัติเปลี่ยนแปลงการใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติบางส่วน ซึ่งความล่าช้าดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินงานและงบประมาณที่ได้จัดเตรียมไว้แล้ว ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนชาวจังหวัดพังงาเกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว \nจึงขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พิจารณาเร่งรัดการดำเนินการนำเสนอเรื่อง\nต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเห็นชอบการใช้พื้นที่ในโครงการอ่างเก็บน้ำคลองลำรูใหญ่ ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเริ่มต้นก่อสร้างและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด\nแก่ประชาชนในพื้นที่ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลต่อไป	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
105	5889	118	นายรุจิภาส มีกุศล	ความเดือดร้อนของประชาชน	กรณีข่าวยกเลิกบัตรทอง ๓๐ บาทเป็นข่าวปลอม เรียกร้องรัฐเร่งสื่อสารความจริง 	มีกระแสข่าวว่าสมาชิกวุฒิสภาเตรียมเสนอให้ยกเลิกสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง ๓๐ บาท) ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและกังวล ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่เป็น\nความจริง และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากการอภิปรายในรัฐสภาโดยในการอภิปรายเป็นการสะท้อน ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบให้มีความยั่งยืน สมาชิกวุฒิสภา ไม่เคยเสนอให้ยกเลิกสิทธิการรักษาของประชาชนแต่อย่างใด ข่าวปลอมดังกล่าวทำลายความเชื่อมั่น\nของประชาชน ทำให้สังคมแตกแยก บั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบรัฐและสมาชิกวุฒิสภาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ ณ จังหวัดสุรินทร์ พบว่าประชาชนเกิดความเข้าใจผิดอย่างกว้างขวางว่าสมาชิกวุฒิสภา จะยกเลิกสิทธิบัตรทอง ๓๐ บาท ดังนั้น จึงขอให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมแห่งประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรัฐบาลเร่งชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว ชัดเจน และตรงไปตรงมา\nเพื่อไม่ให้ข่าวปลอมบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบรัฐและกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศในระยะยาว	นายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
106	5887	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	เสนอให้ประเทศไทยแยกป้ายทะเบียนยานพาหนะตามประเภทพลังงาน  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารนโยบายและการจัดการพลังงาน	"ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานที่หลากหลาย ได้แก่ พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล (น้ำมัน) ก๊าซธรรมชาติ (NGV/LPG) และพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) อย่างไรก็ดี ระบบการจดทะเบียนและรูปแบบแผ่นป้ายทะเบียนรถในปัจจุบันยังคงจำแนกตามวัตถุประสงค์การใช้งานเป็นหลัก อาทิ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบรรทุกส่วนบุคคล หรือรถสาธารณะ โดยยังมิได้มีการจำแนกตามประเภทของพลังงานที่ใช้ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในบางประเทศ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าการไม่จำแนกรูปแบบแผ่นป้ายทะเบียนรถตามประเภทพลังงาน ก่อให้เกิดข้อจำกัดในการบริหารราชการแผ่นดินหลายประการ ได้แก่ ๑) ด้านนโยบายและการให้สิทธิประโยชน์ ภาครัฐไม่สามารถกำหนดมาตรการจูงใจหรือให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ใช้รถ\nพลังงานสะอาด (EV) ได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากความยากลำบากในการคัดกรอง\nและตรวจสอบสิทธิ ณ จุดให้บริการ ๒) ด้านการควบคุมมลพิษและความปลอดภัย การขาดสัญลักษณ์\nที่ชัดเจนทำให้การควบคุมเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) รวมถึงการเฝ้าระวังความเสี่ยงเฉพาะของรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นไปได้ยาก ๓) ด้านสถิติและการวางแผน การวิเคราะห์ภาพรวมการใช้พลังงาน\nในระดับมหภาคเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น สถานีอัดประจุไฟฟ้า) ไม่สะท้อนความเป็นจริง\nในเชิงทัศนภาพ ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดของรัฐบาลเป็นไปอย่างเป็นระบบ\nและยั่งยืน จึงขอเสนอแนวทางไปยังกระทรวงคมนาคม ดังนี้\n 			๑) การกำหนดสีแผ่นป้ายทะเบียนตามประเภทพลังงาน เช่น รถพลังงานน้ำมัน \n(สีเดิม/ขาว) รถก๊าซธรรมชาติ (สีเหลืองหรือโทนสีใหม่) และรถพลังงานไฟฟ้า (สีเขียว) เพื่อให้เกิดความชัดเจน ในการจำแนก\n 			๒) มาตรการเปลี่ยนผ่าน เพื่อมิให้กระทบต่อประชาชนควรแบ่งการดำเนินงาน\nเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะที่ ๑ บังคับใช้กับรถจดทะเบียนใหม่ ระยะที่ ๒ เปิดให้รถเก่าเปลี่ยนป้ายได้\nตามความสมัครใจ และระยะที่ ๓ เชื่อมโยงฐานข้อมูลป้ายทะเบียนเข้ากับระบบภาษี สิทธิประโยชน์ทางด่วน และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ของรถ EV \n 			ทั้งนี้ แผ่นป้ายทะเบียนคือเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและวางผังเมืองในระยะยาว\n"	กระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
107	5885	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายกำกับดูแลบริการสื่อ OTT เพื่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ	"ด้วยปัจจุบันสื่อสมัยใหม่ประเภทบริการกระจายเสียงหรือบริการโทรทัศน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Over-the-Top: OTT) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่ส่งเนื้อหารายการตรงถึงผู้ใช้บริการโดยไม่ผ่านโครงข่ายดั้งเดิม ได้กลายเป็นสื่อกระแสหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทย โดยพบว่ามีผู้ใช้บริการจำนวนสูงถึง ๒๖,๐๐๐,๐๐๐ คน และมีสถิติการใช้งานรวมกว่า ๔,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ชั่วโมงต่อเดือน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. ๒๕๗๑ ตลาดบริการ OTT จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ จากการติดตามและประเมินสถานการณ์ พบว่าประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายในการกำกับดูแลบริการ OTT อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดปัญหาสำคัญใน ๓ มิติ ดังนี้\n 	๑) ด้านการคุ้มครองเด็กและเยาวชน แพลตฟอร์มดังกล่าวยังขาดมาตรฐานการจัดระดับความเหมาะสมของเนื้อหา (Content Rating) ที่เป็นเอกภาพ ส่งผลให้เยาวชนเข้าถึงสื่อไม่เหมาะสมได้ง่าย โดยพบสถิติเยาวชนร้อยละ ๕๔ เคยพบสื่อลามกออนไลน์ และร้อยละ ๖๐ ของสื่อดังกล่าวมีเด็ก\nเป็นผู้แสดง ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างร้ายแรง \n 	๒) ด้านเศรษฐกิจและการละเมิดลิขสิทธิ์ อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ในอุตสาหกรรมบันเทิงไทยเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ ๓๙ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นร้อยละ ๖๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี เนื่องจากข้อจำกัดของกฎหมาย\nที่ไม่สามารถดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็ว \n 	๓) ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค พบการเอารัดเอาเปรียบจากการแทรกโฆษณาในแพ็กเกจที่ระบุว่าไม่มีโฆษณา รวมถึงการนำเนื้อหาจากโทรทัศน์ระบบดิจิทัลไปเผยแพร่ซ้ำเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งยังขาดหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่กำดูแลโดยตรง\n 	ในการนี้ เพื่อให้การกำกับดูแลบริการ OTT ของประเทศไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล เช่นเดียวกับสาธารณรัฐสิงคโปร์และสาธารณรัฐเกาหลี จึงขอเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ \n 	๑) เร่งรัดการตรากฎหมายเฉพาะเพื่อกำกับดูแลบริการ OTT โดยกำหนดนิยาม ขอบเขตการให้บริการ และกำหนดให้ผู้ให้บริการทั้งในและต่างประเทศต้องแจ้งประกอบกิจการ\nหรือขอรับใบอนุญาตให้ถูกต้อง \n 	๒) กำหนดมาตรฐานเนื้อหาและโฆษณาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยศึกษาแนวทางจากกฎหมาย Audiovisual Media Services Directive (AVMSD) ของสหภาพยุโรปเพื่อคุ้มครองเยาวชนและผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ \n 	๓) บูรณาการงบประมาณและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีในการตรวจจับและระงับการเผยแพร่เนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์หรือเป็นอันตรายต่อสาธารณะ\n 	ทั้งนี้ หากมิได้เร่งดำเนินการแก้ไขช่องว่างทางกฎหมายดังกล่าว อาจส่งผลกระทบ\nต่อการผลักดันนโยบายซอฟพาวเวอร์ (Soft Power) ของประเทศในเวทีโลก รวมถึงความปลอดภัย\nของเด็กและเยาวชนไทยในระยะยาว"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
108	5883	40	นายโชติชัย บัวดิษ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาช้างบุกรุกสวนทุเรียน	ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ เป็นต้นมา พื้นที่บ้านคลองตาอิน หมู่ที่ ๙ ตำบลคลองพลู อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี และพื้นที่โดยรอบรวม ๙ หมู่บ้าน ได้ประสบปัญหาช้างป่า\nเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนตลอดทั้งปี โดยในระยะแรกมีจำนวนช้างป่าประมาณ ๑๐ ตัว และได้\nเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ มีจำนวนช้างป่าไม่น้อยกว่า ๔๐ ตัว โดยมีศูนย์กลางการอาศัยอยู่ที่บ้านคลองตาอิน หมู่ที่ ๙ ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรวมกว่า \n๑๐,๐๐๐ ไร่ สาเหตุที่ช้างป่าเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนตลอดทั้งปี เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว\nมีความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร \nซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ช้างป่าลงมาทำลายพืชผลของเกษตรกรในพื้นที่เป็นจำนวนมาก จากสถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การผลักดันช้างป่าออกนอกพื้นที่ในทางปฏิบัติมิอาจกระทำได้เพราะพื้นที่โดยรอบล้วนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมของชุมชนใกล้เคียง การผลักดันช้างป่าออกไปอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนและสร้างความเสียหายในพื้นที่อื่นเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังปรากฏกรณีที่ประชาชนในพื้นที่ติดตั้งระบบป้องกันด้วยกระแสไฟฟ้าเพื่อปกป้องพืชผล ส่งผลให้ช้างป่าได้รับบาดเจ็บหรือล้มตายซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง จากเหตุการณ์ดังกล่าวประชาชนในพื้นที่ได้รวมตัวกันเฝ้าระวังช้างป่า โดยชุมชนได้มีการศึกษาและหาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่าอย่างสงบสุข ซึ่งสามารถลดความเสียหายจากช้างป่าได้ประมาณร้อยละ ๗๐ ถือเป็นผลสำเร็จที่มีนัยสำคัญและควรได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบยิ่งขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการบริหารจัดการและอนุรักษ์ช้างป่าให้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ลดความสูญเสีย\nชีวิตของคนและช้างป่า ตลอดจนบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ จึงขอให้หน่วยงาน\nที่เกี่ยวข้องพิจารณาสนับสนุนงบประมาณโดยเร่งด่วนในการดำเนินโครงการระบบเฝ้าระวังช้างป่า\nโดยชุมชน ด้วยการประมวลผลภาพช้างป่าแบบอัตโนมัติโดยใช้กล้อง Camera Trap เพื่อติดตามพฤติกรรม\nและเส้นทางการเคลื่อนที่ของช้างป่า และบูรณาการเข้ากับระบบแจ้งเตือนภัยของชุมชนที่อยู่ระหว่าง\nการดำเนินการติดตั้ง เพื่อให้ชุมชนสามารถเฝ้าระวัง ป้องกัน และบริหารจัดการสถานการณ์ช้างป่า\nได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อทั้งคนและช้างป่าต่อไป	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
109	5881	149	นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความล่าช้าของโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ในระยะที่ 2 	"จากโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ระยะที่ ๒ ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม และองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างถนนตัดใหม่และพัฒนาพื้นที่บริเวณโดยรอบ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า ๑๐ ปี แต่การจัดรูปที่ดินในโครงการดังกล่าว ยังไม่แล้วเสร็จ และปัจจุบันถนนเส้นตัดใหม่ได้เปิดใช้งานซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่พื้นที่ได้ในระดับหนึ่ง แต่ประชาชนผู้นำที่ดินของตนเองเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนกว่า ๗๐ ราย ยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิทำให้ไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินของตนเองได้ เช่น การสร้างรั้ว การปลูกสร้างสิ่งต่าง ๆ หรือการทำกิจกรรมใด ๆ ในที่ดิน และกรณีหากต้องการจดทะเบียนนิติกรรมต่าง ๆ เช่น การจำนอง การซื้อขาย หรือการโอนสิทธิใด ๆ ก็ไม่สามารถกระทำได้ รวมทั้งยังไม่ทราบตำแหน่ง\nที่แน่ชัดของแปลงที่ดินใหม่ภายหลังการจัดรูปที่ดิน และเมื่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าวสอบถามไปยังสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดมหาสารคาม ได้รับคำชี้แจงว่า สาเหตุของความล่าช้าเกิดจากการที่ยังมิได้มีการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๔ คน เพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ\nในคณะกรรมการโครงการฯ ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนโครงการ โดยอำนาจในการแต่งตั้งเป็นของคณะรัฐมนตรี แต่กระบวนการดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรและยังไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการโดยเร่งด่วน ดังนี้\n 	๑) ขอให้ชี้แจงกรอบระยะเวลาในการดำเนินการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๔ คน โดยกำหนดวัน เวลา ที่จะดำเนินการแล้วเสร็จโดยเร็ว\n 	๒) ขอให้กำหนดแนวทางเร่งรัดหรือมาตรการพิเศษเพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ \nให้บรรลุผลสำเร็จโดยเร็ว เนื่องจากโครงการนี้มิใช่เพียงการก่อสร้างถนนเท่านั้น แต่เป็นโอกาสของประชาชน ในการพัฒนาที่ดินของตนเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตต่อไป \n 		อนึ่ง ความล่าช้าที่ยืดเยื้อมาเป็นระยะเวลานานกว่า ๑๐ ปี ได้สร้างความเสียหายและความเดือดร้อน แก่ประชาชน รวมทั้งได้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดมหาสารคาม เป็นอย่างมาก \n"	กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
110	5879	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชน พื้นที่ทำกินทับซ้อนเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย และการออกเอกสารสิทธิทำกินในพื้นที่ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง	"จากได้รับเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อนจากราษฎรในพื้นที่ตำบลเคร็ง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช กรณีปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ซึ่งราษฎรได้เข้าถือครองทำประโยชน์มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า ๑๐๐ ปี โดยปรากฏหลักฐานการยื่นขอออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ อาทิ แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) และหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.๕) เป็นประจักษ์พยานถึงการอยู่อาศัยมาก่อนการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตห้ามล่าสัตว์ป่า\nทะเลน้อย เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมาธิการ\nการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๕ (นครศรีธรรมราช) พบข้อมูลยืนยันสอดคล้องกันว่า ราษฎรได้เข้าอยู่อาศัยและทำประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวก่อนการประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมาจะมีการร้องเรียนไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่กระบวนการแก้ไขปัญหาและการปรับปรุงแนวเขต (Reshape) ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ประชาชนขาดความมั่นคงในที่ดินทำกินและเกิดความวิตกกังวลต่อสิทธิในทรัพย์สินของตน ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นไปอย่างยั่งยืนและคืนความเป็นธรรมให้แก่ราษฎร จึงขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 	๑) ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งดำเนินการตรวจสอบ\nและปรับปรุงแนวเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยให้มีความชัดเจน โดยยึดถือข้อเท็จจริงเชิงประวัติศาสตร์และการครอบครองจริงของราษฎรเป็นสำคัญ\n 	๒) ขอให้กระทรวงมหาดไทย พิจารณาอำนวยความสะดวกในกระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน โดยอาศัยหลักฐาน ส.ค.๑ หรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย เพื่อผลักดันให้มี\nการออกเอกสารสิทธิที่ถูกต้องตามระเบียบต่อไป\n 	๓) ขอให้รัฐบาล พิจารณาแนวทางการผ่อนปรนหรือแก้ไขกฎระเบียบที่ส่งผลกระทบ\nต่อการดำรงชีพตามปกติสุขของราษฎรในพื้นที่ทับซ้อน เพื่อสร้างความมั่นใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่"	นายกรัฐมนตรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
111	5877	50	นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย	กฎหมาย	การพิจารณาถึงสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของพลเมืองที่ออกมาตั้งประเด็นข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล	ปรากฏข้อเท็จจริงกรณีอธิบดีกรมการปกครองได้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีในฐานความผิดหมิ่นประมาทกับนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน ๒ คน กรณีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความปลอดภัย\nของข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน ๕๓ ล้านคน อาจมีการรั่วไหลจากการถูกเจาะระบบของกรมการปกครอง โดยกรมการปกครองเห็นว่าข้อมูลดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม จากการติดตามคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ได้กำหนดทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดทิศทางสังคมผ่านกลไกที่เป็นรูปธรรมอันเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ เห็นว่าการจัดการต่อประเด็นดังกล่าวอาจมีแนวทางอื่นนอกเหนือจากการดำเนินคดี อาทิ การชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส การตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการสื่อสารกับสาธารณชนอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการปกป้องชื่อเสียงของหน่วยงานแล้ว ยังสอดคล้องกับหลักการเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ทั้งนี้ หากข้อมูลที่มีการเผยแพร่มีความคลาดเคลื่อน การชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างชัดเจนย่อมช่วยลดความเข้าใจผิดและคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม และการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน ดังนั้น ขอให้พิจารณาวิธีการปกป้องชื่อเสียงของหน่วยงานที่สอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมและเสรีภาพของประชาชน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวมต่อไป	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
112	5875	6	นายกัมพล ทองชิว	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของชาวบ้านชายทะเลบางกระเจ้า	"ปัจจุบันพื้นที่ตำบลบางกระเจ้า จังหวัดสมุทรสาคร กำลังประสบวิกฤตการณ์\nการกัดเซาะชายฝั่งและภัยพิบัติจากพายุฤดูร้อนอย่างรุนแรง ซึ่งมิใช่เพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติชั่วคราว แต่เป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาประสบปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงและคลื่นซัดชายฝั่งที่มีความรุนแรงในลักษณะคลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surge) ความสูงประมาณ ๑ - ๒ เมตร สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน\nและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่นในปัจจุบัน อาทิ \nการก่อสร้างเขื่อนหินทิ้งประสานปูนขนาดเล็กขององค์การบริหารส่วนตำบลบางกระเจ้า และการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งขาดความคงทนถาวร โดยเฉพาะในช่วงพายุฤดูร้อน\nไม้ไผ่ที่หักโค่นมักถูกคลื่นซัดไปกระแทกที่พักอาศัยของประชาชน สร้างความเดือดร้อนซ้ำเติมมากยิ่งขึ้น ประกอบกับโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมถาวรภายใต้การกำกับดูแลของกรมโยธาธิการและผังเมือง และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร มีความล่าช้าเนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการ หมุนเวียนต่อเนื่องมากว่า ๑๐ ปี ทำให้การใช้จ่ายงบประมาณไม่เกิดความคุ้มค่า\nและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง ดังนั้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน จึงขอเสนอแนวทาง\nการดำเนินการ ดังนี้ \n 			๑) ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เร่งรัดสรุปผลการศึกษาโครงการเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม\n 			๒) ขอให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร พิจารณาจัดสรรงบประมาณ \n(เงินสะสม) เพื่อดำเนินการจัดทำโครงการเขื่อนป้องกันน้ำท่วมที่มีโครงสร้างมั่นคงถาวร แทนการใช้งบประมาณกับโครงการชั่วคราวที่ไม่คุ้มค่าในระยะยาว\n"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
113	5873	95	นายพละวัต ตันศิริ	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปลดล็อคไฟป่า แก้ PM 2.5 อย่างเป็นระบบ	"สถานการณ์คุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือในช่วงระหว่างวันที่ ๑๓ - ๑๙ เมษายน ๒๕๖๙ พบความรุนแรงของปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) โดยมีการตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) ภายในประเทศรวมทั้งสิ้น ๒๐,๗๖๓ จุด ซึ่งพบในพื้นที่ป่าร้อยละ ๘๐ และพื้นที่เกษตรกรรม อาทิ นาข้าว ไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย และไร่หมุนเวียน อีกร้อยละ ๒๐ นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากมลพิษข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยพบจุดความร้อนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน ๒๘,๒๔๘ จุด และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา \nจำนวน ๒๓,๔๘๔ จุด ซึ่งมีจำนวนรวมกันมากกว่าจุดความร้อนในประเทศไทยถึง ๑ เท่า ในส่วนของ\nการบริหารจัดการงบประมาณ พบว่าที่ผ่านมามีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง \nโดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้รับการจัดสรรงบประมาณจัดการ\nไฟป่าในพื้นที่ ๑๗ จังหวัดภาคเหนือ รวม ๕๕๖ ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบ\nกับขนาดพื้นที่เผาไหม้ที่มีเนื้อที่กว่า ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ พบว่างบประมาณที่หน่วยงานปฏิบัติการในระดับพื้นที่ได้รับยังไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานจริง ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างยากลำบากและไม่ทัน\nต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น\n 				เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน จึงขอเสนอแนวทางการพิจารณาไปยังรัฐบาล ดังนี้\n 				๑) ควรส่งเสริมบทบาทการบริหารจัดการเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน มุ่งเน้นการป้องกันล่วงหน้า มากกว่าการแก้ไขเมื่อเกิดเหตุ โดยมอบอำนาจและเครื่องมือให้แก่ท้องถิ่นและชุมชน เพื่อเฝ้าระวัง\nและป้องกันไฟตั้งแต่ต้นทาง และส่วนกลางเป็นแกนยุทธศาสตร์ กระจายบทบาทและงบประมาณเพื่อให้พื้นที่จัดการไฟป่าอย่างเป็นระบบและทันเวลา\n 				๒) จัดสรรงบประมาณให้ตรงกับภารกิจและทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้เกิดผล\nในทางปฏิบัติและสอดคล้องกับพื้นที่ ควรปรับรูปแบบงบประมาณ มุ่งเน้นงาน “ป้องกัน” อาทิ การทำแนวกันไฟ การจัดตั้งจุดสกัด และการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำช้อน มีการประเมินผลและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง \n 				๓) เพิ่มศักยภาพให้แก่ท้องถิ่นและชุมชน โดยให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน เนื่องจากท้องถิ่นคือกลไกหลักที่เข้าใจพื้นที่มากที่สุด ดังนั้น จึงควรสนับสนุนงบประมาณ อุปกรณ์ และอำนาจตามกฎหมาย เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินงานควบคู่ไปกับการสร้างการมีส่วนร่วม\nและความตระหนักของประชาชน ทั้งนี้ เพื่อลดการเผาอย่างยั่งยืน "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
114	5871	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาจากการยกเว้นวีซ่า (Free Visa) ของจังหวัดภูเก็ต	"จังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดท่องเที่ยวหลักที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่ประมาณ ๑๐ ล้านคนต่อปี อย่างไรก็ตาม จากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หน่วยงานในพื้นที่ ได้แก่ กองบังคับการ\nตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ประสบปัญหาขาดแคลน “กำลังพลและสถานที่” ในการรองรับการปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดความแออัดและล่าช้าในการให้บริการซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศไทย จากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตพบประเด็นปัญหาสำคัญ ดังนี้\n 			๑) ด้านโครงสร้างและบริการ อัตรากำลังเจ้าหน้าที่และขีดความสามารถของสถานที่บริการนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน ไม่สมดุลกับปริมาณนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมาก ทำให้ประสิทธิภาพ\nในการกำกับดูแลและอำนวยความสะดวกลดลง\n  			๒) ผลกระทบจากมาตรการยกเว้นวีซ่า (Free Visa) ตามที่รัฐบาลมีนโยบายยกเว้นวีซ่าให้แก่ชาวต่างชาติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยอนุญาตให้พำนักได้สูงสุด ๖๐ วันนั้น พบว่ามีกลุ่มนักท่องเที่ยว\nที่มีความพร้อมทางการเงินต่ำเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากและประสบปัญหาการใช้ชีวิตในพื้นที่ ส่งผลให้จังหวัดภูเก็ตต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านที่พัก อาหาร และค่ารักษาพยาบาล คิดเป็นงบประมาณสูงถึง ๑๐๐ ล้านบาทต่อปี\n  		ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของท้องถิ่นอย่างยั่งยืน จึงขอปรึกษาหารือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n 		๑) ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งพิจารณาเพิ่มอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยว รวมถึงจัดสรรงบประมาณปรับปรุงสถานที่บริการนักท่องเที่ยวให้เพียงพอ \n 		๒) ขอให้กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทบทวนและเพิ่มความรัดกุมในมาตรการคัดกรองนักท่องเที่ยวภายใต้นโยบายยกเว้นวีซ่า (Free Visa) เพื่อคัดกรองกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีความพร้อมทางการเงิน ป้องกันไม่ให้เกิดภาระงบประมาณแก่ท้องถิ่นในระยะยาว"	นายกรัฐมนตรีรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
115	5869	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	นโยบายของรัฐบาล	ขอความอนุเคราะห์ติดตามการขอสนับสนุนโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กและถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีต สายทางบ้านขุนน่าน - บ้านเปียงซ้อ ตำบลขุนน่าน  อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน	"ด้วยได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน กรณีความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จากเหตุอุทกภัยเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นเหตุให้สะพานข้ามลำห้วยงัด พังถล่มตัดขาดการสัญจรของหมู่บ้าน จำนวน ๖ หมู่บ้าน ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวติดค้างในพื้นที่ จากกรณีดังกล่าวศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต ๑๕ เชียงรายได้เข้าดำเนินการติดตั้งสะพานเหล็กชั่วคราว (Bailey Bridge) เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๖ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน\n 		ในการนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลขุนน่านพิจารณาเห็นว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาวและสร้างความมั่นคงในการคมนาคม จึงได้ยื่นคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๐ (งบเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ) จำนวน ๑๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ยาว ๓๐ เมตร และถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีต \nยาว ๒๐๐ เมตร สายทางบ้านขุนน่าน - บ้านเปียงซ้อ ซึ่งจะเป็นเส้นทางหลักในการสัญจรและลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรของประชาชนหมู่ที่ ๔ บ้านเปียงซ้อ หมู่ที่ ๖ บ้านห้วยฟอง หมู่ที่ ๗ บ้านสะจุก \nหมู่ที่ ๘ บ้านสะเกี้ยง หมู่ที่ ๑๔ บ้านบวกอุ้ม และหมู่ที่ ๑๕ บ้านห้วยเต๋ย ตลอดจนเป็นเส้นทาง\nเข้าสู่สถานศึกษา สถานพยาบาล และโครงการตามพระราชดำริหลายแห่ง ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว\nได้รับการอนุญาตให้ใช้พื้นที่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว \nเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความรวดเร็วและทันต่อความต้องการของประชาชน จึงขอหารือ\nไปยังกระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาติดตามและเร่งรัดการสนับสนุนงบประมาณผ่านกรมส่งเสริม\nการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้โครงการดังกล่าวได้รับการอนุมัติและดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๐ ต่อไป"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	9	2569	2026-04-21T00:00:00
116	5867	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปกป้องผู้สูงอายุจากอาชญากรรมไซเบอร์ถึงเวลายกระดับมาตรการรัฐ	"ปรากฏเหตุการณ์มิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ใช้อุบายข่มขู่ผู้สูงอายุในพื้นที่\nอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยสร้างสถานการณ์ให้เกิดความกลัวและใช้จิตวิทยาควบคุมเหยื่อมิให้แจ้งบุตรหลาน พร้อมทั้งเปลี่ยนรูปแบบจากการโอนเงินผ่านระบบแอปพลิเคชัน เป็นการบังคับ\nให้เหยื่อถอนเงินสด จำนวน ๕ ล้านบาท เพื่อส่งมอบให้แก่สมาชิกขบวนการ ณ สถานที่นัดหมายพฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นกลยุทธ์ใหม่ที่แยบยลเพื่อสร้างหลุมดำในเส้นทางธุรกรรม เนื่องจากเมื่อเงิน\nถูกเปลี่ยนสภาพเป็นธนบัตรออกจากเคาน์เตอร์ธนาคาร เส้นทางการตรวจสอบและระบบการอายัดบัญชีม้า ของธนาคารจะขาดสะบั้นลงทันที ทำให้การติดตาม จับกุม และนำเงินคืนสู่ผู้เสียหายเป็นไปได้ยาก\nกว่าระบบดิจิทัลหลายเท่าตัว จากการรายงานสถานการณ์ภาพรวมโดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบสถิติมีการแจ้งความสูงถึง ๗,๖๐๐ คดี มูลค่าความเสียหายสูงถึง ๔๓๓ ล้านบาท โดยมิจฉาชีพไม่ได้พัฒนาเพียงซอฟต์แวร์ แต่พัฒนาการใช้จิตวิทยาขั้นสูงเพื่อจูงใจให้เหยื่อนำเงินออกจากระบบการตรวจสอบของรัฐ ซึ่งเป็นช่องโหว่ทางนโยบายที่อันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงในชีวิต\nและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนมากกว่า\nการติดตามเป็นรายคดี จึงขอเสนอมาตรการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้        \n	(๑) ขอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประสานกับสมาคมธนาคารไทย กำหนดแนวปฏิบัติเข้มงวดสำหรับการถอนเงินสดจำนวนสูงโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยให้มีระบบ Check Point ที่เชื่อมโยงกับญาติผู้ไว้ใจได้หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ก่อนการอนุมัติรายการในกรณี\nที่พบพฤติกรรมสงสัย    \n	(๒) ขอให้รัฐบาลกำกับดูแลผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างเด็ดขาด \nในการคัดกรองเบอร์โทรศัพท์ผิดปกติจากต่างประเทศและ SMS ปลอม และกวาดล้างซิมโทรศัพท์เถื่อน (Sim Box) อย่างต่อเนื่อง              "	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
117	5865	95	นายพละวัต ตันศิริ	นโยบายของรัฐบาล	การรับมือปัญหาสารตกค้างในอาหารและมลพิษด้วยการตรวจวัดที่รวดเร็ว	"จากการติดตามสถานการณ์การนำเข้าสินค้าเกษตร ณ ด่านศุลกากรเชียงของ จังหวัดเชียงราย และสถานการณ์มลพิษในลุ่มน้ำสาย พบประเด็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ\nของประชาชน ดังนี้  \n	(๑) จากการสุ่มตรวจผักและผลไม้ที่ด่านเชียงของ จังหวัดเชียงราย พบผักผลไม้ปนเปื้อนสารพิษเกินมาตรฐาน ๗ ใน ๑๐ ตัวอย่าง หรือร้อยละ ๗๐ ของกลุ่มตัวอย่าง โดยตรวจพบสารคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดแมลงที่ประเทศไทยประกาศห้ามใช้ เนื่องจากเป็นสารอันตรายร้ายแรง หนึ่งในสาเหตุที่ด่านไม่สามารถสกัดผักผลไม้ที่มีสารพิษตกค้างได้เป็นเพราะขาดเครื่องมือตรวจที่ทันสมัย และข้อจำกัดด้านระยะเวลาตรวจพิสูจน์ที่ต้องใช้เวลานาน ในขณะที่สินค้าเกษตรเป็นสินค้าเน่าเสียง่ายจึงมีการปล่อยสินค้าออกสู่ตลาดก่อนทราบผลตรวจ ทำให้ไม่สามารถกักกันสินค้าที่มีสารพิษได้ทันท่วงที     \n	(๒) มลพิษในแหล่งน้ำ ผลการตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก ครั้งที่ ๑๕ พบแหล่งน้ำมีสารหนูเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บริเวณสถานี SA01 SA02 และ SA03 และในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณสถานี KK01 และ KK02 ซึ่งกระทบต่อการใช้น้ำอุปโภคบริโภคของประชาชน  \n	เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จและรวดเร็ว มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง\nได้เสนอของบประมาณเพื่อจัดทำโครงการจัดตั้งและปรับปรุงห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์สารพิษและมลพิษ โดยมีรายละเอียดงบประมาณรวมทั้งสิ้น ๕๔.๑๐ ล้านบาท แบ่งออกเป็นงบปรับปรุงห้องปฏิบัติการที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จำนวน ๒๓.๗๘ ล้านบาท และงบดำเนินการ จำนวน ๓๐.๓๒ ล้านบาท ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้ (๑) ลดระยะเวลาการรอคอยผลตรวจ ทำให้สามารถสกัดกั้นสินค้าปนเปื้อน ณ ด่านชายแดนได้จริง (๒) สนับสนุนนโยบายผักผลไม้ปลอดภัย และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ (๓) เป็นหน่วยงานกลางที่โปร่งใสซึ่งส่วนราชการ เอกชน และภาคประชาชนสามารถเข้าถึงการใช้บริการตรวจสอบได้ (๔) สนับสนุนให้นักศึกษาและนักวิจัยได้ฝึกปฏิบัติจากสถานการณ์จริง สร้างผู้เชี่ยวชาญด้านพิษวิทยาและสิ่งแวดล้อมรองรับความต้องการของประเทศในอนาคต ดังนั้น จึงขอให้พิจารณาสนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการดังกล่าวภายใต้การกำกับของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อสร้างกลไกการเฝ้าระวังมลพิษและสารพิษเชิงรุก อันจะเป็นการคุ้มครองสุขภาพอนามัยของประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
118	5863	57	นางธารนี ปรีดาสันติ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	วิกฤตน้ำมันเชื้อเพลิงที่กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างและขนส่ง	"ในขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและภาคการขนส่งกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่าสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งมีการจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงต่อครั้ง ประมาณ ๕๐๐-๑,๐๐๐ บาท หรือไม่เกิน ๓๐ ลิตร ซึ่งปริมาณดังกล่าวไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการใช้จริงของเครื่องจักรกลหนักและรถบรรทุกขนส่งขนาดใหญ่ ส่งผลให้การดำเนินงานในโครงการต่าง ๆ ต้องหยุดชะงักลงโดยปริยาย วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อพันธสัญญาทางกฎหมาย ทั้งในรูปแบบสัญญาจ้างระหว่างเอกชนกับเอกชน และสัญญาระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับเอกชน หากไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนดเวลาจะมีอัตราค่าปรับไม่น้อยกว่าร้อยละ ๐.๒๕ ของมูลค่างานต่อวัน จึงขอเสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือเยียวยา ดังนี้ \n	(๑) ให้ผู้ประกอบการคู่สัญญากับภาครัฐสามารถยื่นขอหยุดงานก่อสร้างได้ชั่วคราว   \n	(๒) ขอให้ขยายระยะเวลาสัญญาก่อสร้าง งดและลดค่าปรับให้แก่ผู้ประกอบการ\nในช่วงเวลาที่ไม่สามารถจัดหาพลังงานมาใช้ในการผลิตและขนส่งได้ตามปกติ \n	(๓) ขอให้กระทรวงพลังงานประสานงานกับผู้ค้าน้ำมันเพื่อให้กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้างและการขนส่ง สามารถเข้าถึงทรัพยากรพลังงานในปริมาณที่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ"	นายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
119	5861	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	กฎหมาย	ปัญหาที่ดินตกสำรวจในพื้นที่บ้านหนองเจริญ หมู่ที่ ๑๖ ตำบลฝายแก้ว  อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน	"จากได้รับเรื่องร้องทุกข์จากนายวิชาญ  กันทะยา ผู้ใหญ่บ้านหนองเจริญ \nหมู่ที่ ๑๖ ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน กรณีราษฎรในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยยังไม่ได้รับการออกโฉนดที่ดิน เนื่องจากที่ดินตกสำรวจ โดยมีลำดับเหตุการณ์และเอกสารยืนยันข้อเท็จจริง ดังนี้  \n	(๑) สำนักงานที่ดินจังหวัดน่าน ได้มีหนังสือ ที่ นน ๐๐๒๐(๔)/๔๗๘๓ ลงวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๑ เรียน นายอำเภอภูเพียง เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบแนวเขตที่ดินสาธารณะหมู่บ้าน \nโดยสำนักงานที่ดินจังหวัดน่านได้ตรวจสอบทะเบียนที่สาธารณประโยชน์แล้ว ไม่ปรากฏว่าพื้นที่\nทำเลเลี้ยงสัตว์บ้านหนองเจริญ หมู่ที่ ๑๖ ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ได้ขึ้นทะเบียน\nที่สาธารณประโยชน์แต่อย่างใด  \n	(๒) ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองเจริญได้มีหนังสือเรียน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลฝายแก้ว ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เพื่อขอความเห็นชอบในการครอบครองที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย \nซึ่งหน่วยงานราชการต้องการให้ประชาชนหยุดการบุกรุกพื้นที่ป่า จึงให้ชาวบ้านเข้ามาจับจองพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นที่อยู่อาศัยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ต่อมาหมู่บ้านหนองเจริญได้ขอความอนุเคราะห์ไปยัง\nศูนย์อำนวยการเดินสำรวจ ออกโฉนดที่ดินจังหวัดลำปาง แพร่ น่าน ให้ทำการสำรวจออกโฉนดที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย ปรากฏว่ามีพื้นที่บางส่วนได้กันออกจากเขตป่าไม้ถาวรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และไม่มี\nการขึ้นทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ในบริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด         \n	(๓) เอกสารสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต ๗ ที่ กษ ๐๘๑๔.๐๔/๒๕๘ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๓ เรื่อง ขอทราบแนวเขตป่าไม้ถาวร ปรากฏผลการตรวจสอบว่าที่ดินดังกล่าวอยู่นอก\nเขตป่าไม้ถาวร (ป่าแม่น้ำน่านตะวันออกตอนใต้) ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๐๗\n	(๔) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๓ สำนักงานจังหวัดน่านได้รับรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากอำเภอภูเพียง ว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) จำนวน ๕ แปลง ในพื้นที่บ้านหนองเจริญ \nหมู่ที่ ๑๖ ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน พบว่าไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่ราษฎรขอออกโฉนดแต่อย่างใด          \n	ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบายการจัดที่ดินให้ประชาชน จึงขอเสนอให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการสำรวจรังวัด และออกโฉนดที่ดินให้แก่ราษฎรในพื้นที่บ้านหนองเจริญ หมู่ที่ ๑๖ ตำบลฝายแก้ว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นกรณีเร่งด่วน"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
120	5859	48	นางสาวตวงคุณ ทรงธรรมวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้เข้มงวดในการกำกับดูแลสถานประกอบการประเภทค้าของเก่า	จากสถานประกอบการค้าของเก่า หรือที่เรียกกันว่า “ล้งของเก่า” จำนวนมาก\nที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรม กำลังประสบปัญหาด้านการบริหารจัดการพื้นที่ \nส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพ สุขอนามัย และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมในวงกว้าง โดยมีการสะสมวัสดุอุปกรณ์และขยะรีไซเคิลจำนวนมหาศาล แม้จะอยู่ภายในเขตที่ดินส่วนบุคคล แต่ขาดการ\nจัดเก็บที่เป็นระเบียบ ส่งผลให้เกิดภาพที่ไม่น่ามอง บดบังทัศนียภาพที่สวยงามของชุมชน และขัดต่อ\nความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง รวมถึงการแอบลักลอบเผาขยะที่เหลือจากการคัดแยก\nเพื่อเอาวัสดุมีค่า ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ผิดวิธี ส่งผลให้สารเคมีอันตรายรั่วซึมลงสู่แหล่งน้ำและดินในพื้นที่เกษตรกรรม \nจึงขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งรัดและเข้มงวดการกำกับดูแลสถานประกอบการประเภท\nค้าของเก่าโดยให้มีการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อให้\nสถานประกอบการเหล่านี้มีการจัดเก็บและจัดการของเก่าอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับคู่มือข้อแนะนำสำหรับร้านรับซื้อของเก่าต้นแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของกรมควบคุมมลพิษต่อไป	กระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
121	5857	93	นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์	กฎหมาย	"การแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนและการดำเนินคดีกับกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอูรักลาโว้ย บนเกาะหลีเป๊ะ	"	"จากคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน \nสิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้เดินทางลงพื้นที่เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล เมื่อต้นเดือนมีนาคม ๒๕๖๙ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อร้องเรียนของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาข้อพิพาทที่ดินของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอูรักลาโว้ย ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บนเกาะหลีเป๊ะ เกาะอาดัง และเกาะราวี มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๕๒ จากการลงพื้นที่และการรับฟังข้อมูลจากชาวบ้านพบว่าปัจจุบันกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอูรักลาโว้ยกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกิน เนื่องจากมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลและนายทุนเข้ามาบุกรุกและยึดครองที่ดิน โดยใช้กลไกทางกฎหมาย\nและช่องว่างของกฎหมาย เช่น การขยายพื้นที่ในเอกสารสิทธิ์ที่ดินเกินจริง กรณีเอกสาร นส.๓ เลขที่ ๑๑ ที่เริ่มต้นจาก สค.๑ เพียง ๕๐ ไร่ แต่กลับขยายเป็น ๘๑ ไร่ และจากการนำชี้รังวัดล่าสุด ขยายอาณาเขตไปถึง ๑๕๒ ไร่ ทำให้ที่ดินของชาวบ้าน ทางเดินสาธารณะ พื้นที่ประกอบพิธีกรรม และที่ดินโรงเรียน \nถูกยึดครองโดยกลุ่มทุน ปัญหานี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอูรักลาโว้ย ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ชาวบ้านหลายรายถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากว่า ๒๐ คดี  ในขณะที่กลุ่มทุนผู้รุกล้ำกลับลอยนวลพ้นความผิด ดังนั้น จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาดังนี้\n	(๑) เร่งรัดแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริง กรณีปัญหาข้อพิพาท\nในที่ดินที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล ขึ้นมาใหม่เป็นการเร่งด่วน เพื่อสานต่องานจากคณะกรรมการชุดเดิม และให้คณะกรรมการชุดใหม่ลงพื้นที่จริงเพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากชาวบ้าน\n	(๒) ขอให้แต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้และเข้าใจปัญหาเกาะหลีเป๊ะอย่างแท้จริง เพื่อดำรงตำแหน่งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริง กรณีปัญหาข้อพิพาทในที่ดินที่เกี่ยวข้องกับ\nชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยุติธรรม\n	(๓) ขอให้รัฐบาลมีข้อสั่งการให้ใช้ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายดาวเทียม\nของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ได้ดำเนินการพิสูจน์เสร็จเรียบร้อยแล้ว นำมาเป็นบรรทัดฐานในการ\nชี้ขาดแนวเขตดั้งเดิม เพื่อนำไปสู่การเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ขยายตัวอย่างผิดกฎหมาย"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
122	5855	146	นายเศรณี อนิลบล	ความเดือดร้อนของประชาชน	1.เรื่อง ปัญหาประชาชนจ่ายค่าไฟแพง  2.เรื่อง การรุกล้ำชายแดนของชาวเมียนมาในพื้นที่ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 	"1. เรื่อง ปัญหาประชาชนจ่ายค่าไฟแพง  \n	ด้วยปัจจุบันปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง เช่น ที่ว่าการอำเภอ องค์การบริหารส่วนตำบล ตลอดจนที่พักอาศัยของราษฎร ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ \nหรือเขตอุทยานแห่งชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ดังกล่าวจำนวนมากยังมิได้มีการดำเนินการเพิกถอนสภาพป่า หรือปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐให้สอดคล้องกับสภาพการใช้ประโยชน์จริงในปัจจุบัน แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะเปลี่ยนสภาพจากป่าไม้เป็นชุมชนและสถานที่ราชการมาเป็นระยะเวลานานแล้วก็ตาม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน และสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในการถือครองสิทธิที่อยู่อาศัย รวมถึงข้อจำกัดในการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานในพื้นที่ ดังนี้   \n	(1) ด้านการทะเบียนราษฎร กรมการปกครองไม่สามารถออกเลขที่บ้านถาวรให้แก่ราษฎรได้ เนื่องจากที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ จึงจำเป็นต้องออกเป็น “ทะเบียนบ้านชั่วคราว” ซึ่งกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานบางประการ\n	(2) ด้านสาธารณูปโภค เมื่อไม่มีเลขที่บ้านถาวร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) \nจึงไม่สามารถติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าถาวรได้ โดยอนุโลมให้ติดตั้งได้เพียงมิเตอร์ประเภทชั่วคราวเท่านั้น\n	(3) ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับมิเตอร์ชั่วคราวมีราคาสูงกว่าอัตราปกติอย่างมาก ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงเกินควร และเกิดความลักลั่น\nในเชิงนโยบาย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีส่วนราชการตั้งอยู่และมีระบบสาธารณูปโภคเข้าถึงแล้ว \n	ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นไปอย่างบูรณาการ \nจึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้   \n	1. ขอให้กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งสำรวจ\nและพิจารณาเพิกถอนสภาพป่าในบริเวณที่เป็นชุมชนหนาแน่นหรือที่ตั้งส่วนราชการ และพิจารณาอนุญาตให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อส่วนราชการและประชาชนใช้เป็นที่อยู่อาศัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป  									 \n	2. ขอให้กรมการปกครอง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พิจารณาแนวทางผ่อนปรนหลักเกณฑ์การออกเลขที่บ้าน และการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าถาวรในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดสรรที่ดินหรือแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน     .\n2. สืบเนื่องจากการตรวจติดตามสถานการณ์พื้นที่ชายแดนบริเวณตำบลท่าสายลวด \nอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นจุดที่มีแม่น้ำเมยกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศเมียนมา พบว่าภายหลังจากที่กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังเพื่อกำหนดแนวเขตริมแม่น้ำเมยนั้น ปรากฏว่าทิศทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้เกิด\nการทับถมของตะกอนดินจนกลายเป็นสันดอนทราย หรือที่งอกริมตลิ่งขยายออกไปทางฝั่งพรมแดนไทย ส่งผลต่อความมั่นคงและผลกระทบที่สำคัญ ดังนี้   \n	(๑) การละเมิดอธิปไตยเหนือพื้นที่ แม้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศจะถือเอา\nแนวร่องน้ำลึกหรือกึ่งกลางลำน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน แต่ปัจจุบันมีกลุ่มบุคคลสัญชาติเมียนมา\nเข้ามายึดถือครอบครองพื้นที่สันดอนทรายฝั่งไทย เพื่อปลูกสร้างที่พักอาศัยและร้านค้ามากกว่า \n๑๐๐ ครัวเรือน โดยมีการจัดตั้งระบบปกครองตนเองภายในพื้นที่ดังกล่าว \n	(๒) กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ประกอบอาชีพค้าขาย\nแย่งอาชีพราษฎรไทย มีการทิ้งขยะและสิ่งปฏิกูลลงสู่แม่น้ำเมย รวมถึงมีการนำพลังงานและทรัพยากรจากฝั่งไทยไปใช้ประโยชน์โดยมิได้เสียภาษีหรือค่าธรรมเนียมให้แก่รัฐ    \n	(๓) ความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาว ปัญหานี้เรื้อรังมานานกว่า ๒๐ ปี หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งเรื่องดินแดนที่ซับซ้อนและยากต่อการผลักดันออกในอนาคต \n	เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ จึงขอเสนอให้หน่วยงานความมั่นคงพิจารณาดำเนินการ ดังนี้  \n	๑. ขอให้ดำเนินการตรวจสอบสถานะบุคคลและจัดทำฐานข้อมูลผู้อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวอย่างละเอียด\n	๒. พิจารณาแนวทางการผลักดันและจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนตามหลักสิทธิมนุษยชนและข้อตกลงชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อทวงคืนพื้นที่สาธารณประโยชน์ของรัฐ\n	๓. บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการลักลอบใช้สาธารณูปโภคโดยมิชอบ \nด้วยกฎหมาย"	กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
123	5819	8	นางกัลยา ใหญ่ประสาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	1. เรื่อง ปัญหาข้อจำกัดในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อบริหารจัดการไฟป่า 2. เรื่อง อุทยานแห่งชาติน้ำตกบัวตอง-น้ำพุเจ็ดสี มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียแหล่งต้นน้ำ	"จากคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) ได้เดินทางลงพื้นที่พบประชาชนและส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ \nเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ณ เทศบาลตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับทราบประเด็นปัญหาที่สำคัญและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน จำนวน ๒ เรื่อง ดังนี้		\n	๘.๑ เรื่อง ปัญหาข้อจำกัดในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อบริหารจัดการไฟป่า ปัจจุบัน\nมีการกระจายอำนาจและถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติยังพบปัญหาการกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ (Spec) ของอุปกรณ์ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศจริง โดยมีการจำกัดให้จัดซื้อได้เพียงอุปกรณ์เบื้องต้น เช่น คราดดับไฟป่า และไม้ตบไฟป่า ซึ่งไม่สามารถรับมือกับไฟป่าในพื้นที่ภูเขาสูงชันได้ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจเลือกซื้ออุปกรณ์ตามบริบทและความจำเป็นในการใช้งานของแต่ละพื้นที่ 	\n	๘.๒ เรื่อง อุทยานแห่งชาติน้ำตกบัวตอง-น้ำพุเจ็ดสี มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียแหล่งต้นน้ำ สืบเนื่องจากอุทยานแห่งชาติน้ำตกบัวตอง-น้ำพุเจ็ดสี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญทางธรรมชาติและเศรษฐกิจ มีนักท่องเที่ยวมาเยือนวันละ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน แต่ปัจจุบันประชาชนมีความกังวลใจอย่างยิ่งต่อโครงการอุโมงค์ผันน้ำแม่แตง-แม่งัด-แม่กวง (เชียงใหม่-ลำพูน) เนื่องจากพบปัญหารูรั่วในอ่างเก็บน้ำเหนือพื้นที่น้ำพุเจ็ดสีแล้วถึง ๒ แห่ง อันเป็นผลจากการระเบิดหินใต้ดิน แม้จะมีการขยับแนวเจาะห่างออกไป ๘๐๐ เมตร แต่ยังคงมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียแหล่งต้นน้ำและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด และพิจารณามาตรการป้องกันความเสียหายต่อชั้นน้ำใต้ดินเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและรายได้จากการท่องเที่ยวของชุมชน  "	กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
124	5817	118	นายรุจิภาส มีกุศล	ความเดือดร้อนของประชาชน	วิกฤตน้ำมันขาดแคลน จังหวัดสุรินทร์	"จากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ประสบปัญหา\nความเดือดร้อนอย่างหนักจากการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลพบว่าสถานีบริการน้ำมั	\nหลายแห่งไม่มีน้ำมันจำหน่าย หรือมีมาตรการจำกัดปริมาณการเติมน้ำมันไม่เกิน ๕๐๐ บาทต่อคัน \nส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกและกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในวงกว้าง น้ำมันเชื้อเพลิงเปรียบเสมือนปัจจัยพื้นฐานและเครื่องมือในการประกอบอาชีพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร\nที่ต้องใช้ในการทำเกษตรกรรม กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องใช้ในการขนส่งสินค้า รวมถึงกลุ่มผู้ใช้แรงงาน \nซึ่งหากไม่สามารถจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตามความต้องการจริง จะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจและปากท้อง \nของประชาชน แม้ส่วนราชการในพื้นที่จะมีการประชาสัมพันธ์โดยยืนยันว่ามีน้ำมันสำรองเพียงพอ \nแต่ในทางปฏิบัติประชาชนกลับยังไม่สามารถเติมน้ำมันได้ตามปกติ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ จึงขอเสนอให้กระทรวงพลังงานดำเนินการดังนี้    \n	(๑) ขอให้เร่งปรับปรุงระบบกระจายน้ำมันให้รวดเร็วขึ้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาความล่าช้า\nในกระบวนการขนส่งจากต้นทางไปยังปลายทาง \n	(๒) ขอให้ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันมิให้มีการกักตุนหรือจำกัดปริมาณการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร เพื่อให้ประชาชนสามารถเติมน้ำมันได้ตามความจำเป็น\n	(๓) ขอให้หน่วยงานส่วนกลางชี้แจงสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงและแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนทราบอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อลดความวิตกกังวล "	กระทรวงพลังงาน 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
125	5815	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	นโยบายของรัฐบาล	การนำปัญญาประดิษฐ์ AI ให้บริการของภาครัฐ    	"จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งเป็นกลไกหลักในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน ท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว โดยตระหนักว่าความพร้อมในการพัฒนา\nและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์สำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ จากการติดตามสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าประเทศไทยยังคงประสบปัญหาการจัดเก็บข้อมูลในลักษณะแยกส่วน \n(Data Silo) ของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล \n(Data Infrastructure) ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการกำหนดนโยบายขาดความแม่นยำ อีกทั้งยังมีความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างจุดสมดุลระหว่างการกำกับดูแล\nเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค (AI Governance) และการส่งเสริมนวัตกรรม ทั้งนี้ หากมีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในระบบการเงินการคลัง อาทิ การตรวจสอบความซ้ำซ้อนของใบสำคัญรับเงิน การตรวจเช็คเอกสารการเบิกจ่าย และการบูรณาการข้อมูลเข้าสู่ระบบบริหารทรัพยากรองค์กร (ERP) \nจะช่วยลดความผิดพลาด ป้องกันปัญหาการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณแผ่นดินได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ของประเทศเป็นไป\nอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอเสนอแนะแนวทางต่อรัฐบาล ดังนี้      \n		(1) เร่งรัดจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลแห่งชาติ เพื่อบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐทั้งหมดให้เป็นระบบเดียว  \n		(2) ผลักดันการจัดทำกรอบธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติที่มีมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรม\n		(3) ส่งเสริมการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการบริหารงบประมาณ และการตรวจสอบทุจริตในหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มรูปแบบ\n		(4) สนับสนุนการลงทุนพัฒนาทักษะบุคลากรภาครัฐ ด้านการจัดการข้อมูล\nและการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
126	5813	130	นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์	กฎหมาย	เสนอแก้ไขระเบียบการกำหนดตารางเวรใหม่ 12 ชั่วโมง 	"จากกรณีการเสียชีวิตของพยาบาลวิชาชีพในจังหวัดร้อยเอ็ด อันเนื่องมาจาก\nการทำงานหนักและทำงานต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา\nการขาดแคลนบุคลากรทางการพยาบาลที่กระทรวงสาธารณสุขเผชิญมาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ \nยังมีผลกระทบที่อาจยังไม่ปรากฏเป็นข่าว คือ ผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ซึ่งหากเกิด\nการสูญเสียขึ้นกับผู้ป่วย ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาที่รุนแรงยิ่งกว่านี้อย่างแน่นอน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวสภาการพยาบาลได้ออกประกาศ เรื่อง ชั่วโมงการทำงานของพยาบาลเพื่อความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๖๙ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๙ โดยมีสาระสำคัญในการปรับเปลี่ยนระบบการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพโดยให้ทำงานแบบเวร ๑๒ ชั่วโมง โดยแบ่งเป็น ๒ ผลัด คือ \nผลัดกลางวัน ระหว่างเวลา ๐๘.๐๐-๒๐.๐๐ นาฬิกา และผลัดกลางคืน ระหว่างเวลา ๒๐.๐๐-๐๘.๐๐ นาฬิกา ของวันถัดไป อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติ พยาบาลจำเป็นต้องมาถึงโรงพยาบาลก่อนเวลา ๓๐ นาที \nเพื่อรับส่งเวร และการส่งเวรในแต่ละผลัดมักใช้เวลาล่วงเลยออกไปอีก ๑-๒ ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ป่วยในหอผู้ป่วยแต่ละแห่ง ระเบียบดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของพยาบาลวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาบาลที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งไม่สามารถดูแล รับ-ส่ง หรือจัดการกิจวัตร\nของบุตรตนเองได้ นอกจากนี้ พยาบาลส่วนใหญ่ได้รับค่าล่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม และได้รับค่าตอบแทน\nที่ไม่เป็นธรรม จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้        \n	(1) ขอให้ปรับปรุงอัตราค่าตอบแทน ค่าล่วงเวลา และค่าวิชาชีพของพยาบาลวิชาชีพ\nให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม \n	(2) ขอให้ปรับปรุงสวัสดิการของพยาบาลวิชาชีพให้มีความเพียงพอและครอบคลุมคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน\n	(3) ทบทวนระบบการทำงาน ชั่วโมงการปฏิบัติงาน และการกำหนดเวรให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและมาตรฐานสากล  \n\n        (4) ปรับปรุงระบบความก้าวหน้าในสายวิชาชีพ และโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม"	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
127	5811	14	นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ข้อเสนอแนะแก้ไขวิกฤตน้ำมันทดแทน	"ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านพลังงานอย่างรุนแรงจากการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณร้อยละ ๔๐ ถึง ๕๐ แม้รัฐบาลจะมีนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน ๓๐ บาทต่อลิตร \nแต่ความแตกต่างระหว่างราคาน้ำมันในตลาดโลกกับราคาที่ตรึงไว้ดังกล่าว ก่อให้เกิดความต้องการใช้น้ำมันสูงผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะขาดแคลน ปัญหาวิกฤตน้ำมันกำลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น\nของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล แม้ว่าปริมาณสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งจะยังมีเพียงพอ แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การขาดแคลนน้ำมันสำเร็จรูปที่จะจัดส่งถึงมือประชาชน ทั้งในด้านยานพาหนะขนส่งและปริมาณสต็อกน้ำมัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลาอันสั้น จึงขอเสนอแนวทางดำเนินการ ดังนี้  \n	(๑) รัฐบาลควรมีมติที่ชัดเจนในการปรับราคาน้ำมันที่ตรึงไว้ให้สะท้อนความเป็นจริง\nของตลาดโลกมากขึ้น พร้อมกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน เพื่อลดแรงจูงใจในการกักตุนหรือการเร่งซื้อน้ำมันในราคาต่ำกว่าทุน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตขาดแคลนในปัจจุบัน \n\n(๒) ขอให้เร่งรัด...\n	(๒) ขอให้เร่งรัดบริษัทน้ำมันเพิ่มศักยภาพการกลั่นน้ำมันดิบเป็นน้ำมันสำเร็จรูป \nและขยายขีดความสามารถในการขนส่งทั้งทางท่อและรถบรรทุกเป็น ๒ เท่าจากสภาวะปกติ กำหนดเป้าหมายให้สถานีบริการสามารถจ่ายน้ำมันได้ตามปกติโดยไม่มีโควตาภายใน ๓ วัน\n	(๓) หน่วยงานกำกับดูแลต้องดำเนินการเปิดเผยข้อมูลปริมาณสต็อกน้ำมันในคลังหลัก\nและสถานีบริการทั่วประเทศต่อสาธารณะผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างโปร่งใส เพื่อลดความตระหนก\nของภาคประชาชน\n	(๔) กระทรวงพาณิชย์ต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกในการควบคุมราคาสินค้าไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินจริงก่อนต้นทุนน้ำมันจะขยับตัว รวมถึงการเฝ้าระวังและลงโทษผู้กักตุนสินค้าในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกอย่างเข้มงวด "	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
128	5809	85	นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	การคัดค้านคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ กรณีการแต่งตั้งเจ้าอาวาส วัดพระพุทธบาทสี่รอย และคำสั่งให้เจ้าอาวาสวัดป่างิ้ว เจ้าคณะตำบลมะขุนหวานกลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม	"ด้วยได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ กรณีความไม่โปร่งใสและอาจมิชอบด้วยกฎมหาเถรสมาคม ในการใช้อำนาจของเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่เกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครองคณะสงฆ์ ๒ กรณี ดังนี้             \n	(๑) กรณีชาวบ้านคัดค้านการแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากไม่เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ ข้อ ๒๖ ซึ่งกำหนดให้การแต่งตั้งพระสังฆาธิการต้องเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในชุมชน แต่เจ้าอาวาสรูปดังกล่าวถูกคัดค้าน\nตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทสี่รอย และไม่ผ่านกระบวนการพิจารณา\nของเจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะตำบล ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ ข้อ ๒๗\n	(๒) กรณีคืนตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่างิ้ว และเจ้าคณะตำบลมะขุนหวาน อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่เคยสั่งให้ปลดออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๘ เนื่องจากได้ว่าจ้างให้พระสงฆ์รูปอื่นเข้าสอบบาลีสนามหลวงแทน ต่อมาเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๘ \nเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่เดิม ชาวบ้านเห็นว่าเป็นการเพิกเฉยต่อความผิดวินัยร้ายแรง และการยกเลิกคำสั่งปลดควรเป็นอำนาจของเจ้าคณะภาค ตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๕ ข้อ ๑๐ ไม่ใช่เจ้าคณะจังหวัดดำเนินการได้เอง\n	ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนาและสร้างความแตกแยกในหมู่\nคณะสงฆ์และประชาชน จึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอต่อมหาเถรสมาคมรับทราบ และให้เจ้าคณะภาค 7 เร่งตรวจสอบและพิจารณายกเลิกคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ทั้ง 2 กรณี"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
129	5807	117	นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์	นโยบายของรัฐบาล	สวัสดิการทหารในระหว่างและหลังการสู้รบไทย-กัมพูชา	"ปรากฏสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ ๒๔-๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๘ และระหว่างวันที่ ๘-๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๘ เหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากสะท้อน\nให้เห็นถึงความเสียสละของทหารหาญในการปกป้องอธิปไตยและความสงบสุขของประเทศชาติแล้ว \nยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงไว้ซึ่งกองทัพที่เข้มแข็งเพื่อเป็นหลักประกัน\nความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชน จากการติดตามสถานการณ์และรับฟังเสียงสะท้อนจากกำลังพล\nในพื้นที่ปฏิบัติการ พบว่าปัจจุบันอัตราเบี้ยเลี้ยงระหว่างการสู้รบได้รับวันละประมาณ ๒๐๐ กว่าบาท และเมื่อหักค่าประกอบเลี้ยง (ค่าอาหาร) จะเหลือเบี้ยเลี้ยงจริงเพียงประมาณ ๑๗๕ บาท ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำเกินไปและไม่สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงความเสี่ยงภัยที่กำลังพลต้องเผชิญในการปฏิบัติภารกิจภาคสนาม นอกจากนี้ระเบียบและขั้นตอนในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พ.ส.ร.) หรือสิทธิคุ้มครองอื่น ๆ ยังมีความซับซ้อนและล่าช้า ทำให้ทหาร\nและครอบครัวเข้าถึงสวัสดิการได้ยาก เพื่อให้เกิดการดูแลขวัญและกำลังใจของกองทัพอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้\n	(๑) พิจารณาปรับปรุงอัตราเบี้ยเลี้ยงสนามและค่าประกอบเลี้ยงให้มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน\n	(๒) ทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์และเงินเพิ่มพิเศษ \nให้มีความคล่องตัว ลดขั้นตอนทางธุรการ เพื่อให้กำลังพลได้รับสิทธิอย่างถูกต้องและรวดเร็ว\n"	กระทรวงกลาโหม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
130	5805	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	ความเดือดร้อนของประชาชน	มาเฟีย ต่างชาติ กร่างกับไทย	"ในปัจจุบันปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีกลุ่มทุนต่างชาติลักลอบเข้ามาประกอบธุรกิจ\nผิดกฎหมายในประเทศไทย โดยอาศัยภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวที่มีอัธยาศัยไมตรีเป็นฉากบังหน้า \nเพื่อสร้างฐานอิทธิพลและเครือข่ายอาชญากรรมที่ซับซ้อน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงของชาติ ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยจากการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลพบพฤติการณ์การกระทำผิดโดยแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่มหลัก ดังนี้\n	(1) กลุ่มทุนจีนสีเทา โดยมีลักษณะการทำงานเป็นขั้นตอน การตั้งตัวแทนอำพราง \nหรือนอมินี (Nominee) เพื่อถือหุ้นแทนในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ การจัดตั้งบริษัทหลายชั้นเพื่อฟอกเงินจากพนันออนไลน์และศูนย์คอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการทำธุรกิจระบบปิด \n(ทัวร์ศูนย์เหรียญ) ที่ผูกขาดรายได้และเชื่อมโยงกับกลุ่มอิทธิพลตามแนวชายแดน    \n	(2) กลุ่มมาเฟียรัสเซีย โดยเน้นอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบการค้ายาเสพติด \nการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และการฉ้อโกงการลงทุนผ่านระบบการเงินดิจิทัล\n	(3) เครือข่ายกลุ่มทุนอินเดีย โดยพบพฤติการณ์หลอกลวงจำหน่ายอัญมณี และการใช้ตัวแทนอำพราง หรือนอมินี (Nominee) เพื่อจัดตั้งบริษัทประกอบอาชีพต้องห้ามโดยไม่มีใบอนุญาต\nการทำงาน \n	(4) กลุ่มทุนอิสราเอล โดยพบการกว้านซื้อและเช่าที่ดินในเขตพื้นที่เปราะบาง\nและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใช้ชื่อบุคคลสัญชาติไทยบังหน้า\nเพื่อสร้างฐานอิทธิพลเฉพาะกลุ่ม\n	ดังนั้น เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการปราบปรามอย่างยั่งยืน จึงขอเสนอมาตรการ\nแก้ไขปัญหา ดังนี้\n	1. การยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย โดยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ\nการจดทะเบียนนิติบุคคลและการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของคนต่างด้าว รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด\n	2. การควบคุมพื้นที่เสี่ยง โดยกำหนดเขตเฝ้าระวังพิเศษในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ \nเช่น จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรี (พัทยา) และกรุงเทพมหานคร โดยบูรณาการในการทำงานร่วมกับ\nตำรวจสากล\n	3. มาตรการต่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้าราชการ\nที่ปล่อยปละละเลย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สีเทา โดยต้องได้รับโทษทางวินัยและอาญา\nขั้นสูงสุด รวมถึงการสั่งย้ายออกจากพื้นที่ทันทีเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน   \n	4. การปฏิรูประบบวีซ่า (Visa) โดยเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้าเมือง\nและการขออยู่ต่อในราชอาณาจักร โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้ามาในลักษณะแฝงตัวประกอบธุรกิจ  "	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	2	2569	2026-03-17T00:00:00
131	5801	109	นายมังกร ศรีเจริญกูล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ขอให้พิจารณาเร่งรัดโครงการสถานีสูบน้ำบ้านนาแห้ว ตำบลกองควาย อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับเรื่องราวร้องทุกข์จากร้อยตำรวจเอก ไชยเดช  โรงคำ นายกเทศมนตรีตำบลกองควาย กรณีความล่าช้าของโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า \nพร้อมระบบส่งน้ำบ้านนาแห้ว ตำบลกองควาย อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง\nต่อการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ แต่โครงการดังกล่าวเกิดความผิดพลาดในขั้นตอนทางธุรการ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๘ ระบุสถานที่ตั้งโครงการ\nในใบจัดสรรงบประมาณว่า “ตำบลไชยสถาน” ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง สาเหตุเกิดจากเอกสารของกรมชลประทานที่จัดส่งไปยังสำนักงบประมาณ ต่อมา ในเดือนกันยายน ๒๕๖๘ สำนักงบประมาณ\nได้แจ้งตำแหน่งพิกัดที่ถูกต้องเพื่อโอนงบประมาณ สำนักงานชลประทานน่านได้แจ้งว่าเนื่องจากแก้ไขรายละเอียดไม่ทัน จึงต้องส่งเอกสารยืนยันเพื่อยกเลิกโครงการดังกล่าว ซึ่งหากยกเลิกโครงการดังกล่าว\nจะทำให้ขอตั้งโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณประจำปี ๒๕๗๐ ไม่ทันเวลา เป็นเหตุให้โครงการ\nต้องหยุดชะงักและล่าช้ากว่าแผนงานที่กำหนดไว้เป็นอย่างมาก ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาสั่งการกรมชลประทาน ผ่านไปยังสำนักชลประทานที่ ๒ จังหวัดลําปาง พิจารณาบรรจุโครงการดังกล่าวในงบกลางของงบประมาณประจำปี ๒๕๖๙ ให้สามารถดำเนินโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านนาแห้ว เพื่อบรรเทาความขาดแคลนน้ำของประชาชนโดยเร็ว พร้อมกันนี้ สมาชิกวุฒิสภา\nผู้ปรึกษาหารือได้ประสงค์ให้ส่งเอกสารประกอบการปรึกษาหารือ เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร\nและสหกรณ์ เพื่อประกอบการพิจารณา\n	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
132	5799	3	ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงิน	"จากในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติและกลุ่มทุนสีเทาได้อาศัยธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Money Changer) เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดในลักษณะ\\nการฟอกเงินแบบครบวงจร โดยมีรูปแบบการกระทำความผิดที่สำคัญ ดังนี้ ๑) การใช้ตัวแทนอำพราง (Nominee) โดยนายทุนชาวต่างชาติเข้าถือครองและควบคุมกิจการผ่านบุคคลสัญชาติไทยเพื่อหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ ๒) เครือข่ายสถานประกอบการ พบว่า\\nมีการกระจายตัวของบูธแลกเงินทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่เศรษฐกิจ\\nและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ กรุงเทพมหานคร พัทยา ภูเก็ต สมุย และเชียงใหม่ และ ๓) ช่องทาง\\nการฟอกเงิน พบว่ามีการใช้เป็นจุดรับเงินสดจากกิจกรรมผิดกฎหมาย อาทิ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ \\nการค้ามนุษย์ แล้วทำการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสกุลต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) เพื่อโอนออกนอกราชอาณาจักรและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐ\\n		ปัญหาข้อจำกัดและช่องว่างทางกฎหมาย มี ๕ ประการ คือ ๑) ขาดความเข้มงวดในการตรวจสอบเจ้าของที่แท้จริง ๒) ธุรกรรมทางเงินที่เป็นเงินสดมีจำนวนมาก ทำให้การติดตามเส้นทางการเงินกระทำได้ยาก ๓) มาตรการควบคุมตัวแทน (Agent) ยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ๔) การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่มีหน้าที่และอำนาจบังคับใช้กฎหมายยังขาดประสิทธิภาพแบบทันการณ์ (real-time) และ ๕) การแลกเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency) เป็นช่องทางใหม่ในการซ่อนเงินที่ได้มา\\n\\n\\nจาก ...\\n-๑๐-\\n\\nจากการกระทำผิดกฎหมายที่ยากต่อการตรวจสอบ ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องมี ๓ ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. ๒๔๘๕ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒  และพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ \\n		เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นควรเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกัน\\nและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาดำเนินการ ดังนี้\\n		(๑) ต้องมีการตรวจสอบเจ้าของที่แท้จริงอย่างเข้มงวด รวมทั้งดำเนินคดีกับผู้ที่รับเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) อย่างเด็ดขาด\\n		(๒) ต้องบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล เพื่อตรวจสอบและพิสูจน์ตัวตนลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (Electronic Know Your Customer: e-KYC) เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกัน\\nและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ แบบทันการณ์ (real-time)\\n		(๓) มาตรการควบคุมตัวแทน (Agent) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับบริษัทแม่\\n		(๔) ตรวจสอบและควบคุมธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง \\nการแลกเปลี่ยนเงินสดเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Cryptocurrency)"	นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
133	5797	45	นายณัฐกิตติ์ หนูรอด	ความเดือดร้อนของประชาชน	การก่อสร้างถนนเลียบคลองห้วยน้ำใส ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช	สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้รับข้อมูลจากองค์การบริหารส่วนตำบลวังอ่าง และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าประชาชนในพื้นที่หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๖ หมู่ที่ ๗ และหมู่ที่ ๙ ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ประสบความยากลำบากในการ\n\n\nคมนาคม ...\n-๙-\n\nคมนาคมขนส่งผลผลิตทางการเกษตรและการเดินทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่โดยรอบอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน\nเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อระหว่าง ๓ จังหวัด ได้แก่ \nจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง และจังหวัดตรัง โดยในปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลวังอ่าง และองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ริเริ่มโครงการก่อสร้างถนนเลียบคลองห้วยน้ำใส ระยะทางประมาณ ๑๑ กิโลเมตร โดยมีการสนับสนุนเครื่องจักรกลเข้าดำเนินการบุกเบิกเส้นทางเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากติดขัดด้านงบประมาณในการก่อสร้างสะพานเชื่อมต่อเส้นทาง จำนวน ๕ แห่ง ซึ่งเกินขีดความสามารถด้านงบประมาณขององค์กรปกครอง\nส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ดังนั้น ขอให้กรมทางหลวงชนบท และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิจารณาดำเนินการสำรวจพื้นที่เพื่อออกแบบและประมาณการค่าก่อสร้างถนนและสะพานทั้ง ๕ แห่ง รวมทั้งจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการสัญจร ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอีกด้วย 	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
134	5795	175	นางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน	นโยบายของรัฐบาล	“ตีเหล็กตอนร้อน: โอกาสน่านสู่ UNESCO ต้องไม่หลุดมือ”	"จากช่วงปลายปี ๒๕๖๘ จังหวัดน่านได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ (Creative Cities Network) ด้านหัตถกรรม\\\\nและศิลปะพื้นบ้าน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับจังหวัดน่านจากเมืองท่องเที่ยวรองสู่จุดหมายปลายทางระดับสากล โดยเน้นชูจุดเด่นที่จังหวัดน่านเป็นสังคม “เมืองรั้วต่ำ” ซึ่งเป็นศักยภาพของ \\\\n“ทุนแห่งความไว้วางใจ” ที่สะท้อนถึงความปลอดภัย ความซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และวิถีชีวิตดั้งเดิม รัฐบาลจึงควรยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านให้เป็นรูปแบบ Slow Tourism ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ มุ่งหวังให้จังหวัดน่านเป็นโมเดลต้นแบบของการพัฒนาเมืองที่ใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมสร้างรายได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพในถิ่นที่อยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ส่งผลถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม จึงมีข้อเสนอ ๓ ประเด็น ดังนี้\\\\n		(๑) การผลักดันสู่มรดกโลก (World Heritage) ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการดำเนินงาน\\\\nตามบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ภายใต้ชื่อ \\\\\\\""น่าน: มรดกแห่งชีวิต\\\\\\\"" โดยสนับสนุนงบประมาณ\\\\nในการจัดทำเอกสารวิชาการ และการปรับปรุงพื้นที่ตามเกณฑ์มาตรฐานของยูเนสโก ซึ่งต้องคำนึงถึง\\\\nความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่\\\\n		(๒) นโยบายเมืองคู่แฝด (Sister Cities) ขอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดน่านและเมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เนื่องจากมีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและรากเหง้าที่ใกล้เคียงกัน โดยขอให้ผลักดันเส้นทางการท่องเที่ยวข้ามพรมแดนให้มีความสะดวก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพในลักษณะการเดินทางเชื่อมโยง\\\\n		(๓) การสนับสนุนแหล่งเงินทุนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขอให้ส่งเสริมการเข้าถึง\\\\nแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) หรือจัดตั้งกองทุนสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนหัตถกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่กลับมาพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ผ้าทอ เครื่องเงิน และงานแกะสลัก \\\\nให้มีความร่วมสมัยและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก"	นายกรัฐมนตรี กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงคมนาคม 	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
135	5793	41	นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ	จากขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่อำเภอสทิงพระ และอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ประสบปัญหาความเดือดร้อนอย่างรุนแรงจากภาวะภัยแล้ง เนื่องจากระดับน้ำในคลองพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ลดระดับลงเหลือเพียงประมาณ \\n๑ เมตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงฤดูกาลทำนาปรัง รวมถึงพื้นที่ไร่นาสวนผสม \\nอาทิ สวนปาล์มน้ำมัน สวนมะม่วง และสวนมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า สถานี\\nสูบน้ำในพื้นที่ตำบลคลองรี ไม่สามารถดำเนินการสูบน้ำสนับสนุนเข้าสู่ระบบกระจายน้ำได้ เนื่องจาก\\nน้ำมีค่าความเค็มเกินมาตรฐาน จึงไม่สามารถนำมาใช้ในการเกษตรได้ หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้\\nโดยไม่มีการบริหารจัดการน้ำเพิ่มเติมภายในเดือนเมษายน คาดว่าจะเกิดความเสียหายต่อผลผลิต\\nทางการเกษตรเป็นวงกว้าง ด้วยเหตุนี้ จึงควรพิจารณาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำโคกพระ อำเภอกระแสสินธุ์ เพื่อผันน้ำเข้าสู่คลองพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ทดแทนการสูบน้ำจากจุด\\nที่มีน้ำเค็มรุกตัว เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น ขอให้จังหวัดสงขลาร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงรุก เพื่อมิให้ประชาชนต้องรอความช่วยเหลือจากสภาพอากาศตามธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว	รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
136	5791	46	นายเดชา นุตาลัย	ความเดือดร้อนของประชาชน	การแจ้งราคารับซื้อข้าวเปลือกของกระทรวงพานิชย์	จากกระทรวงพาณิชย์กำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกโดยแบ่งเป็นพื้นที่ในเขต\\nและนอกเขต ซึ่งเป็นผลทำให้ข้าวสายพันธุ์เดียวกันแต่ปลูกต่างพื้นที่ขายได้ราคาแตกต่างกัน ยกตัวอย่างกรณีข้าวหอมมะลิ มีการแบ่งเป็น “ข้าวหอมมะลิในเขต” และ “ข้าวหอมมะลินอกเขต” เป็นการ \\nเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรับซื้อข้าว (พ่อค้าคนกลาง) กดราคารับซื้อจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าว \\nส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร ประกอบกับในปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ \\nโดยกรมการข้าว ได้มีการวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพความหอม อาทิ ข้าวหอมแม่โจ้ ข้าวหอมชลสิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพความหอมและความนุ่มสูง ได้แก่ ข้าวพันธุ์ กข ๑๑๓ และข้าวพันธุ์ กข ๑๑๙ หากกระทรวงพาณิชย์ยังคงเพิกเฉยไม่มีการกำหนดราคารับซื้อข้าวพันธุ์ใหม่\\nที่มีคุณภาพสูงให้ชัดเจน ย่อมส่งผลให้ข้าวพันธุ์ใหม่ดังกล่าวถูกผู้ประกอบการรับซื้อข้าว (พ่อค้าคนกลาง) จัดกลุ่มให้เป็นเพียงข้าวเปลือกเจ้าธรรมดา เพื่อแสวงหาประโยชน์ด้วยการกดราคารับซื้อจากเกษตรกร\\nผู้ปลูกข้าว ซึ่งนอกจากจะเป็นเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรผู้ปลูกข้าวแล้ว ยังส่งผลให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว\\nไม่มีแรงจูงใจที่จะทำนาปลูกข้าวที่มีคุณภาพสูงที่ได้จากการวิจัยของกรมการข้าวอีกด้วย ดังนั้น ขอให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาปรับปรุงการกำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม\\nและคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 	กระทรวงพาณิชย์	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
137	5789	93	นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์	นโยบายของรัฐบาล	การแก้ไขปัญหาการควบรวม ยุบ โรงเรียนขนาดเล็กและจิ๋วของกระทรวงศึกษาธิการ	"จากกระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายควบรวมหรือยุบโรงเรียนขนาดเล็ก\\nทั่วประเทศ โดยพิจารณาแต่เพียงเกณฑ์ความคุ้มค่าของงบประมาณและจำนวนบุคลากรทางการศึกษานั้น ปัจจุบันพบว่าการดำเนินการดังกล่าวส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเด็กนักเรียนและครอบครัว\\nในพื้นที่ชายขอบและพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่มีฐานะยากจนซึ่งไม่สามารถแบกรับภาระ\\nค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังโรงเรียนศูนย์กลางได้ สถานการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้\\nเด็กนักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่\\nทุรกันดารให้รุนแรงยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ โรงเรียน\\nบ้านหนองบัวคำ อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนที่ครอบครัวของเด็กเหล่านี้อยู่อาศัยมีผืนน้ำ\\nจากเขื่อนภูมิพลล้อมรอบ ต้องนั่งเรือหรือแพข้ามฟากเพื่อเดินทางไปยังโรงเรียนศูนย์กลาง เมื่อเข้าสู่\\nฤดูน้ำหลาก กระแสน้ำเชี่ยว การไปโรงเรียนเท่ากับการเสี่ยงภัยที่อาจถึงแก่ชีวิต เด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์บางคนต้องเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งหรือเหยียดหยาม ทั้งจากเพื่อนนักเรียนและครูที่โรงเรียนแห่งใหม่ ด้วยข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ การคมนาคมที่ยากลำบาก ตลอดจนปัญหาการเลือกปฏิบัติในสถานศึกษา\\nแห่งใหม่ ทำให้เด็กไม่อยากไปโรงเรียนแห่งใหม่ กลับมาวิ่งเล่นอยู่ในอาคารโรงเรียนเก่าที่ถูกสั่งปิด\\nเห็นได้ว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวได้ส่งผลให้เด็กต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน \\nและอาคารโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ราชการต้องถูกปล่อยทิ้งร้างโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ดังนั้น ขอให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาทบทวนนโยบายการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชายขอบ โดยเปลี่ยนจากการบริหารแบบรวมศูนย์เป็นการใช้ “นวัตกรรมทางการศึกษา” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและรักษาความมั่นคงทางการศึกษาของเด็กนักเรียนผู้ด้อยโอกาส ตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้ \\n		นวัตกรรมที่ ๑ การใช้ชุดกล่องการเรียนรู้ด้วยตัวเอง คือ บทเรียนแบบพกพาออฟไลน์ (Offline) ที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต เด็กสามารถเลือกเนื้อหาและเวลาเรียนได้ตามความสนใจโดยเนื้อหาจะบูรณาการเฉพาะวิชาที่จำเป็นต่อชีวิต ทั้งเทคโนโลยี สังคม วิทยาศาสตร์ \\nและสัมมาชีพเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ต่อเนื่อง แม้ในโรงเรียนที่มีครูไม่ครบทุกชั้นเรียน\\n          	นวัตกรรมที่ ๒ ระบบวิเคราะห์ความถนัดรายบุคคล กำหนดให้ครูประเมินพฤติกรรม\\nของเด็ก และเมื่อระบบประมวลผลออกมา จะดึงจุดที่เด็กต้องปรับปรุงมาเป็นคำแนะนำให้ครูนำไปใช้พัฒนาเด็กแต่ละคนให้เก่งและโดดเด่นในแนวทางของตัวเองได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องใช้ข้อสอบวัดผลด้วยเกรดที่มีเพียงมาตรฐานเดียว\\n        	  	นวัตกรรมที่ ๓ ห้องปฏิบัติการประดิษฐ์คิดค้น ปรับปรุงอาคารโรงเรียนขนาดเล็กที่เคยถูกทิ้งร้าง ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของชุมชน มีทั้งเครื่องมือช่างและอุปกรณ์เทคโนโลยี เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นชิ้นงาน เป็นการปูพื้นฐานทักษะการแก้ปัญหาและทักษะอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม\\n		นอกจากนี้ ขอเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดแนวทางบริหารจัดการ ประกอบด้วย  (๑) ด้านบุคลากรทางการศึกษา เสนอให้มีการบริหารจัดการอัตรากำลังในรูปแบบอาสาสมัคร\\nทางการศึกษา นักศึกษาฝึกงาน และการเชิญปราชญ์ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน\\nของโรงเรียนขนาดเล็ก และ (๒) ด้านสิทธิทางการศึกษา เสนอให้ขยายโอกาสทางการศึกษาแก่บุตรหลานแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ให้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชายขอบ เพื่อไม่ให้เติบโตขึ้น\\nโดยไร้การศึกษา ซึ่งเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม ทั้งยังเป็นการสร้างแรงงานที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย"	กระทรวงศึกษาธิการ	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
138	5785	74	พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย	นโยบายของรัฐบาล	มาตรการป้องกันปัญหายาเสพติด	ในปัจจุบัน สถานการณ์ยาเสพติดแพร่ระบาดได้ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วประเทศ \\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\nซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ติดยาเสพติดแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาอาชญากรรม\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\nและปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอีกด้วย ดังเช่นกรณีเหตุสะเทือนขวัญเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙ บุตรได้ก่อเหตุทำร้ายบิดาจนถึงแก่ชีวิต เหตุเกิดในพื้นที่ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โดยสมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ลงพื้นที่สอบถามมารดาของผู้ก่อเหตุ ได้รับทราบข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุ\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\nเคยมีประวัติใช้สารเสพติด และมีอาการทางจิตเวช เคยเข้ารับการบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลจนอาการดีขึ้นจึงกลับมาอยู่บ้าน โดยยังต้องรับประทานยาทางจิตเวช ซึ่งมีผลข้างเคียงคือทำให้มีอาการอ่อนเพลีย \\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\nไม่มีเรี่ยวแรง ผู้ก่อเหตุจึงลดการรับประทานยาทางจิตเวช รวมทั้งหันไปดื่มสุราและสูบบุหรี่ ส่งผลให้\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\nอาการทางจิตเวชกำเริบ และก่อเหตุสลดดังกล่าว ดังนั้น ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์เรียกประชุม\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\nทุกหน่วยงานในจังหวัด อาทิ นายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อบูรณาการร่วมกันในการปราบปรามกวาดล้างผู้ค้ายาเสพติด\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\nในพื้นที่ให้หมดสิ้นไป รวมทั้งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังมิให้ผู้ติดยาเสพติดก่อเหตุรุนแรง ทั้งนี้ ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
139	5783	111	นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน	ความเดือดร้อนของประชาชน	แนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด	"ในปัจจุบัน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในหลายภูมิภาคได้รับความเดือดร้อน\nจากปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด เนื่องจากปริมาณผลผลิตเกินกว่าความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นปัญหา\nที่สะสมมาหลายปี ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำนมดิบตกค้างเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจะมีต้นทุนในการผลิตน้ำนมดิบแล้ว ยังต้องแบกรับภาระต้นทุนในการจัดเก็บ ซึ่งที่ผ่านมา องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) จำเป็นต้องรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม \nเกินกว่าปริมาณที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลง (MOU) เป็นประจำทุกปี ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงขอเสนอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณากำหนดแนวทางสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อันประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนี้\n		(๑) จัดสรรงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อดำเนินการรับซื้อน้ำนมดิบจากกลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์โคนมในเขตพื้นที่ เพื่อช่วยระบายผลผลิตน้ำนมดิบที่ตกค้างและบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม\n		(๒) กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถนำผลผลิตจากน้ำนมดิบที่รับซื้อ\nและผ่านกระบวนการแปรรูปแล้ว ไปแจกจ่ายให้แก่สถานศึกษาในสังกัด ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมถึง\nกลุ่มเปราะบางในแต่ละพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการแก้ไขปัญหาด้านกลไกราคาแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมด้านโภชนาการและสุขภาวะที่ดีให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอีกทางหนึ่งด้วย"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
140	5781	50	นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาใช้ระเบียบฉบับเดิม ในการเลือกคณะกรรมการประกันสังคม โดยเร็ว	จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตพลังงานและภาวะเศรษฐกิจในวงกว้าง คาดการณ์ว่าจะก่อให้เกิดปัญหาการเลิกจ้างงานและภาวะว่างงานในอนาคตอันใกล้ คณะกรรมการประกันสังคมจึงเป็นกลไกหลักที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบและให้ความช่วยเหลือแก่ภาคแรงงานที่เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ประกอบกับเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ คณะกรรมการประกันสังคม\nชุดปัจจุบันได้ครบกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่รักษาการ เพื่อรอผลการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่ โดยระหว่างวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๙ ถึงวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ สำนักงานประกันสังคมได้จัดให้มีการทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. .... (ร่างระเบียบฉบับใหม่) และได้รายงานผลการทำประชาพิจารณ์ว่ามีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น ร้อยละ ๙๕.๒๒ จากจำนวนผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น ทั้งหมดกว่า ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน ไม่เห็นชอบด้วยกับร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. .... (ร่างระเบียบฉบับใหม่) และต้องการให้ใช้ระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๖๔ (ระเบียบฉบับเดิม) ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๙ เว็บไซต์กระทรวงแรงงาน (https://www.mol.go.th/news/589387) ได้รายงานว่า ปลัดกระทรวงแรงงานแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า เมื่อผลการทำประชาพิจารณ์มีผู้เห็นด้วยกับการใช้ระเบียบเดิมถึงร้อยละ ๙๕ \nกระทรวงแรงงานย่อมต้องฟังเสียงของประชาชน ประกอบกับเมื่อพิจารณาแล้ว มีข้อสรุปตรงกันว่า\nการดำเนินการตามระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้าง\nและฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๖๔ (ระเบียบฉบับเดิม) จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมมากที่สุด จึงเห็นควรกลับไปใช้ระเบียบฉบับเดิมตามที่ประชาชนต้องการ นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคม ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าการใช้ระเบียบฉบับเดิมจะมีกระบวนการและระยะเวลาดำเนินการสั้น ส่งผลกระทบต่อภาพรวม\nของการจัดการเลือกตั้งน้อย และสามารถกำหนดวันเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมได้ภายในเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๙ ขณะที่หากใช้ร่างระเบียบฉบับใหม่ จะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นประมาณ ๖๐ วัน ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเร่งรัดกระบวนการจัดเตรียมการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่ โดยใช้ระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทน\nฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๖๔ (ระเบียบ\nฉบับเดิม) โดยเร็วที่สุด	กระทรวงแรงงงาน	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
141	5779	174	นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์	นโยบายของรัฐบาล	ขอให้ทบทวนโครงการทางด่วน ๒ ชั้น (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน - พระราม ๙ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)	"จากปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการทางด่วน ๒ ชั้น (Double Deck) \nช่วงงามวงศ์วาน - พระราม ๙ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ซึ่งเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่\n(Megaproject) โดยโครงการดังกล่าวเป็นงานวิศวกรรมขนาดใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหา\nจราจรติดขัดบนทางด่วนศรีรัช ลักษณะเป็นทางยกระดับชั้นที่ ๒ (Double Deck) ซ้อนทับเหนือทางพิเศษ\nศรีรัชเดิม เริ่มต้นจากทางแยกต่างระดับงามวงศ์วาน (แคราย) ถึงบริเวณโรงพยาบาลพระราม ๙ \nมีข้อสังเกตว่าลักษณะทางวิศวกรรมของโครงการดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับโครงการก่อสร้าง\nมอเตอร์เวย์ยกระดับพระราม ๒ (M82) ที่ประสบปัญหาซ้ำซากจากการก่อสร้างล่าช้า รวมถึงโครงการก่อสร้าง\nรถไฟความเร็วสูง (ไทย - จีน) ที่เคยมีปัญหาเครนยกชิ้นส่วนคอนกรีตขนาดใหญ่พังถล่มลงมาทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษดีเซลราง (สปรินเตอร์) กรุงเทพฯ - อุบลราชธานี เหตุเกิดบริเวณบ้านถนนคต อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ๓๒ คน นอกจากนี้ พบว่าสัญญาก่อสร้างโครงการดังกล่าว\nมีการขยายระยะเวลาสัญญาสัมปทานให้กับภาคเอกชนออกไปถึงปี พ.ศ. ๒๖๐๑ คิดเป็นระยะเวลายาวนานถึง ๒๒ ปี ๕ เดือน ซึ่งอาจทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้กว่า ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหามลพิษกับชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณใต้ทางด่วนอีกด้วย \n		สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณใต้ทางด่วน พบว่าประชาชนแสดงความคิดเห็นคัดค้านโครงการทางด่วน ๒ ชั้นดังกล่าว เนื่องจากในปัจจุบัน ชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณใต้ทางด่วนประสบปัญหามลพิษทางอากาศจากโครงการทางด่วน\nที่มีอยู่เดิมเป็นจำนวนมากแล้ว หากมีการก่อสร้างโครงการทางด่วน ๒ ชั้น (Double Deck) จะก่อให้เกิดฝุ่นและปัญหามลพิษเพิ่มมากขึ้นเป็น ๒ เท่า ดังนั้น ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิจารณาทบทวนโครงการทางด่วน ๒ ชั้น (Double Deck) ช่วงงามวงศ์วาน - พระราม ๙ และชะลอการลงนาม\nในสัญญาก่อสร้างไว้ก่อน"	กระทรวงคมนาคม	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
142	5777	146	นายเศรณี อนิลบล	ความเดือดร้อนของประชาชน	ปัญหาด้านพลังงาน ที่มีผลกระทบต่อ การประกอบอาชีพเกษตรกรรม	"จากในปัจจุบัน เกษตรกรประสบปัญหาภาระต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น\\nอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก ไปจนถึงการขนส่งผลผลิตสู่ตลาด นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องเผชิญกับราคาปัจจัยการผลิตอื่น ๆ อาทิ ปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูง ในขณะที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรไม่มีการปรับตัวสูงขึ้นในสัดส่วนที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง ดังนั้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงควรพิจารณาดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังนี้\\n		(๑) ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยรัฐบาลควรพิจารณาปรับลดอัตราภาษีและค่าใช้จ่าย\\nในกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบของโรงกลั่นที่ตั้งในประเทศไทย ทั้ง ๖ แห่ง\\n		(๒) ปรับปรุงหลักเกณฑ์ราคาสมมติ โดยรัฐบาลควรพิจารณาทบทวนการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ โดยเฉพาะการยกเว้นการนำค่าขนส่งจากประเทศสิงคโปร์มาคำนวณในโครงสร้างราคา เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันตั้งอยู่ในประเทศไทย\\n		(๓) ควบคุมค่าการกลั่น โดยรัฐบาลควรดำเนินการตรวจสอบและควบคุมค่าการกลั่นน้ำมัน\\nให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค เนื่องจากสถิติพบว่าค่าการกลั่นมีการปรับตัวสูงขึ้น\\nอย่างผิดปกติในช่วงเวลาที่ผ่านมา\\n		หากรัฐบาลไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนและทันท่วงที วิกฤตการณ์ดังกล่าว\\nจะส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นทั้งระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่สงบภายในประเทศได้ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลพิจารณาตรึงราคาปัจจัยการผลิตอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ\\nและขับเคลื่อนประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
143	5775	127	พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์	ความเดือดร้อนของประชาชน	ความเดือดร้อนของประชาชนภูเก็ต จากปัญหาการออกโฉนดที่ดิน	"เมื่อวันที่ ๑ - ๓ เมษายน ๒๕๖๙ สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือได้ร่วมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และการตำรวจ วุฒิสภา ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พบว่าประชาชนจังหวัดภูเก็ตจำนวนมากประสบปัญหาการออกโฉนดที่ดิน \nอันสืบเนื่องมาจากการบัญญัติกฎหมายที่มีความขัดแย้งกัน กล่าวคือ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ \nและกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน \nพ.ศ. ๒๔๙๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕๙ (พ.ศ. ๒๕๖๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ดังนี้ \n		กฎหมายหลัก คือ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๘ ทวิ กำหนดให้รัฐสามารถดำเนินการเดินสำรวจรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ได้ \nแม้ไม่มีเอกสารสิทธิเดิม เว้นแต่กรณีพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่าไม้และพื้นที่หวงห้าม และมาตรา ๕๙ ทวิ เปิดโอกาสให้ผู้ครอบครองที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ สามารถขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายได้ แต่กฎหมายรอง หรืออนุบัญญัติ คือ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติ\nให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้ที่ดินบนเกาะเป็นพื้นที่ต้องห้าม\nออกโฉนด เว้นแต่จะมีหลักฐานสิทธิครอบครองที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้การออกโฉนดที่ดินในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกตีความว่าเป็นพื้นที่เกาะทั้งจังหวัด ต้องผ่านขั้นตอนการพิสูจน์สิทธิที่เข้มงวดกว่าจังหวัดอื่น เช่น ต้องมีการตรวจสอบร่องรอยทำประโยชน์จากภาพถ่ายทางอากาศ ส่งผลให้กระบวนการพิสูจน์สิทธิ\nใช้เวลานานเกินควร และเป็นเหตุให้มีคำขอแจ้งการครอบครองที่ดิน (สค. ๑) ตกค้างอยู่ขั้นตอนการพิจารณาเป็นจำนวนมาก ปัญหาความล่าช้าในกระบวนการของภาครัฐอันเกิดจากปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว\nได้ส่งผลกระทบทำให้ประชาชนไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ ทำให้เสียสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดก\nที่จะตกทอดแก่ทายาท ขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ ทั้งที่ประชาชนจำนวนมากมีสิทธิครอบครองในที่ดินมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๔ - ๒๔๘๐ ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน \nพ.ศ. ๒๔๙๗ ใช้บังคับนานหลายปี ซึ่งถือเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ดังนั้น เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา\nอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้\n		(๑) พิจารณาปรับปรุงบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กำหนดให้จังหวัดภูเก็ตมีสถานะเป็นพื้นที่แผ่นดินใหญ่ ในทำนองเดียวกับเกาะขนาดใหญ่ที่มีชุมชนหนาแน่นอื่น ๆ อาทิ เกาะสมุย และเกาะสีชัง\n		(๒) พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความ\nในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อลดขั้นตอนดำเนินการ\nที่เป็นการจำกัดสิทธิในการขอออกโฉนดที่ดินของประชาชน \n	        (๓) เร่งรัดการเดินสำรวจรังวัดในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยกำหนดแผนงานและกรอบระยะเวลาดำเนินการให้ชัดเจน\n		(๔) ตรวจสอบการออกโฉนดที่ดินย้อนหลัง หากพบว่าการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้ดำเนินการเพิกถอนตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ อย่างเคร่งครัด"	กระทรวงมหาดไทย	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
144	5773	169	นายสุทนต์ กล้าการขาย	ความเดือดร้อนของประชาชน	เรียกร้องรัฐบาลใช้กฎหมายคุม \'อินฟลูเอนเซอร์\' สกัดผลกระทบเชิงลบ	"จากปัจจุบันการประกอบอาชีพผู้นำทางความคิดบนสื่อสังคมออนไลน์ หรือที่นิยมเรียกว่า “อินฟลูเอนเซอร์” (Influencer) ในประเทศไทยมีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยมีผู้ประกอบอาชีพดังกล่าวจำนวนมากกว่า ๓ ล้านคน ซึ่งนับได้ว่ามีจำนวนสูงเป็นอันดับที่ ๒ ของภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้เนื้อหาที่เผยแพร่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคและแนวคิดของประชาชนในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม พบว่า\nมีการเผยแพร่เนื้อหาที่ขาดความถูกต้องและขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในประเด็นละเอียดอ่อน \nอาทิ ความรู้ทางด้านสุขภาพและความงาม มีการแนะนำผลิตภัณฑ์หรือวิธีการที่อาจไม่ได้อิงหลักฐาน\nทางวิทยาศาสตร์ ด้านการเงินและการลงทุน มีการชี้ชวนการลงทุนที่อาจมีความเสี่ยงหรือเข้าข่ายหลอกลวง รวมถึงการให้ข้อมูลด้านกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ประกอบกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องยังไม่มีกฎระเบียบที่ใช้กำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์โดยตรงอย่างชัดเจน คงมีเพียงความพยายามปรับใช้กฎหมายที่มีอยู่ อาทิ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ดังนั้น ขอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ดังนี้\n		(๑) รัฐบาลต้องพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบสำหรับควบคุมอินฟลูเอนเซอร์เป็นการเฉพาะ พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน โดยใช้ข้อมูลรายงานผลกระทบและการละเมิดกฎหมายในอดีต\nเป็นฐานข้อมูล รวมถึงประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊ก (facebook) ยูทูบ (youtube) ติ๊กต๊อก (tiktok) ในการควบคุมการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม\n		(๒) สถาบันการศึกษาควรมีบทบาทในการส่งเสริมและปลูกฝังให้แก่นักศึกษาที่จะเข้าสู่\nสายอาชีพนี้ ให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีจริยธรรม และเคารพกฎหมายเกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูล\nบนสื่อสังคมออนไลน์\n		ทั้งนี้ การสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพในการสร้างสรรค์และความรับผิดชอบต่อสังคม\nถือเป็นหัวใจสำคัญในการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ในยุคปัจจุบัน"	นายกรัฐมนตรี	วุฒิสภา	สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง	7	2569	2026-04-07T00:00:00
